สุชาติ นวกวงษ์ รายงานต่อประธานอนุกรรมาธิการจัดการด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยเน้นประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมชุมชน ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก มลพิษทางอากาศ ขยะทุกประเภท และน้ำเสียชุมชน เพื่อเสนอแนวทางการจัดการแก้ไข สุชาติ นวกวงษ์ เสนอแนวทางการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาและอุตสาหกรรม โดยเน้นการปฏิรูประบบนิเวศ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สุชาติ นวกวงษ์ ครับ ขออนุญาตรายงาน กราบเรียนท่านสมาชิก สภาปฏิรูปที่รักเคารพทุกท่าน สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้เป็นการพูดต่อจากที่ท่านเกษมสันต์ ได้รายงานไปแล้ว จะพูดในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการจัดการด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของชุมชนเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องของชุมชนที่อยู่ใกล้ ตัวเรามากที่สุดเลย กรอบของคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่วางเป้าไว้มีอยู่ ๔ เรื่อง คือเรื่องของ การจัดการคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ การจัดการสิ่งแวดล้อมด้านระบบนิเวศ การจัดการสิ่งแวดล้อมด้านทรัพยากรที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ แล้วก็สิ่งแวดล้อมด้านคุณภาพชีวิต ทั้งหมดคือภาพรวม ๆ ของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
ทีนี้สิ่งที่ต้องจัดการ ข้อ ๒ คือสิ่งที่ต้องจัดการ เราต้องจัดการอะไรบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ปัญหาที่ต้องจัดการคือปัญหาสิ่งแวดล้อมชุมชน ปัญหาสิ่งแวดล้อมชุมชน มีหลายเรื่องที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน เรื่องของฝุ่นโดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็ก เราพูดถึงพีเอ็มเท็น แต่ปัจจุบันนี้พูดถึง ๒.๕ ขนาดเล็ก เพราะว่ามันมีผลต่อเรื่องของสุขภาพมาก พวกเราพูดถึง เรื่องควัน เราพูดถึงเรื่องมลพิษอากาศ และที่มาก ๆ ที่สุดก็คือเรื่องของขยะ ขยะก็จะมี ๒ ประเภท คือขยะชุมชน แล้วก็ขยะติดเชื้อขยะอันตราย แล้วก็ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม และอีกประการหนึ่งที่เราไม่น่าจะลืมคือเรื่องของน้ําเสียชุมชน น้ําเสียเป็นเรื่องที่เราเห็นอยู่ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นที่ระดับใด ๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้นเราต้องทําการจัดการ
อีกประเภทหนึ่งที่เราต้องคิดถึงคือว่าเรื่องของการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในสถานศึกษา ในมหาวิทยาลัยเราอาจจะไม่เน้นมาก แต่ว่าจะเน้นในสถานศึกษาที่ต่ํากว่า วิทยาลัยลงมา อันนี้ครับเพราะว่าถ้าหากว่าระดับวิทยาลัย วิทยาลัยช่วยตัวเองไม่ค่อยจะได้ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยยังมีช่องทางในการที่จะดําเนินการเรื่องต่าง ๆ ได้ มีนักศึกษาที่โตแล้ว แต่ว่านักศึกษาในระดับวิทยาลัยยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าไปช่วยจัดการตรงนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมภาพรวมที่เห็นในประเทศไทย ซึ่งก็อาจสอดคล้องกับท่านเกษมสันต์มาก ก็คือเรื่องของการประกอบการอุตสาหกรรม การประกอบการอุตสาหกรรมอันนี้มันจะต้อง มีการจัดการใหม่ ต้องมีการปฏิรูประบบใหม่ การลักลอบทิ้งน้ําเสียในพื้นที่ต่าง ๆ น้ําเสีย ของระบบโรงงานอุตสาหกรรมมีการลักลอบนําไปทิ้งก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญ อุบัติภัยในสถานประกอบการ อันนี้ทําให้เกิดการสูญเสียชีวิต แล้วก็เกิดการกรณีอุบัติเหตุ ทําให้เกิดการสูญเสียอวัยวะต่าง ๆ อันนี้ก็ต้องเข้าไปดูแล สิ่งที่เกี่ยวข้องมากที่สุดก็คือว่าคดีทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นคดีที่เราควรจะต้องมีการจัดการ พิเศษ เรื่องนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็ต้องได้ดูแลด้วย เราก็กําลังคิดกันถึงเรื่องศาลสิ่งแวดล้อม ศาลที่เรียกว่า ศาลยุติธรรมนี้ แต่ว่าจะอยู่ที่ตรงไหนต้องคิดกันว่าเราจะเอาศาลสิ่งแวดล้อมนี้ไปอยู่ที่ตรงไหนดี ก็กําลังจัดการอยู่ หลังจากนั้นเราต้องมีการพูดกันถึงเรื่องของนิคมอุตสาหกรรมแล้วก็เมืองสีเขียว เรื่องของวิสาหกิจชุมชน เรื่องของการจัดการคนในพื้นที่ต่าง ๆ การมอนิเตอร์ (Monitor) เรื่องของอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ ต่าง ๆ ต้องทํา ในเรื่องของข้อ ๓ เราจะจัดการเชิงลึกอย่างไร ด้านสิ่งแวดล้อมนี้ครับ เราจะจัดการเชิงลึกหลายเรื่อง
เรื่องที่ ๑ เรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดินแล้วก็ผังเมือง อันนี้คณะอนุกรรมาธิการ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังคิดถึงระบบใหม่ของผังเมือง จะมีการจัดตั้ง เรื่องของคณะกรรมการการใช้ประโยชน์ที่ดินและผังเมืองระดับชาติขึ้น เรียกว่า เป็นระดับประเทศ นอกจากนั้นยังมีการลดหลั่นมา มีคณะกรรมการจัดการการใช้ประโยชน์ ที่ดินและผังเมืองระดับภาค รองลงไปก็คือระดับจังหวัด แล้วก็ไปถึงผังชุมชน จะทําให้ การตัดสินใจเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดินมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่หมายความว่า ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ จะมีนักวิชาการ มีคณะกรรมการวิชาการในระดับชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัดช่วยกันควบคุมมิให้การใช้พื้นที่เป็นไปตามใจชอบ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการที่สมควรมาก ๆ ก็คือเรื่องของการจัดการขยะแบบครบวงจร แล้วก็ยั่งยืน ขยะชุมชนเป็นปัญหาที่ต่อเนื่อง แล้วก็เป็นปัญหาที่เรื้อรัง จนกระทั่งคณะรักษา ความสงบแห่งชาติจัดให้เป็นวาระของประเทศ คําว่า วาระประเทศ หมายความว่าต้องมี การจัดการอย่างเร่งด่วน ขยะชุมชนปัจจุบันนี้มีวันละ ๗๐,๐๐๐ ตัน ในจํานวนนี้เป็นของ กรุงเทพมหานคร วันละประมาณ ๑๕,๐๐๐ ตัน นอกจากนั้นก็กระจายอยู่ตามต่าง ๆ เราจะ ทําอย่างไรถึงจะให้ขยะชุมชนเหล่านี้สามารถที่จะกําจัดได้ แล้วก็ดูแลได้จัดการได้อย่างยั่งยืน อันนี้เป็นแนวทางที่กําลังคิด ส่วนหนึ่งของการจัดการแบบยั่งยืนก็คือการแปลงขยะให้มันเป็น พลังงาน ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันนี้สามารถแปลงขยะ ไม่ว่าจะเป็นขยะชุมชนที่อยู่ในชุมชนต่าง ๆ ถึงแม้จะมีค่าความชื้นในขยะชุมชนก็สามารถที่จะแปลงขยะให้เป็นพลังงานได้ภายใต้ เทคโนโลยีที่ดีและเหมาะสม และสามารถควบคุมมลพิษได้ มีเทคโนโลยีหลายตัวที่สามารถ ควบคุมมลพิษได้ จากการที่ไปศึกษาดูงานในต่างประเทศมาหลายครั้งก่อนที่จะเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ มั่นใจได้ว่าในระบบปัจจุบันนี้ของโลกสามารถใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ในประเทศไทยได้ในการจัดการขยะชุมชน บางคนอาจจะกลัวว่าเมื่อจัดการขยะชุมชนแล้ว จะเกิดมลพิษ ขอรับรองได้ว่าภายใต้เทคโนโลยีที่เรามีสามารถที่จะจัดการระบบควบคุม มลพิษได้ โดยให้กระทบถึงประชาชนน้อยที่สุด การจะเป็นอย่างไรนั้นจะขอนําเสนอในโอกาส ครั้งต่อ ๆ ไปเมื่อทําการศึกษาเรื่องของการจัดการขยะชุมชน
เรื่องต่อไป อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่เราเกี่ยวข้องมากที่สุด ผมขออนุญาต พูดถึงเรื่องขยะชุมชนอีกนิดหนึ่ง การจัดการขยะชุมชนต้องเรียนกับท่านสมาชิกว่า ขยะ ไม่ใช่เป็นทรัพยากร ขยะก็คือเป็นสิ่งที่ประชาชนได้ผลิตออกมาทุกวัน เพราะฉะนั้นการจะทําให้ ขยะนี้สามารถจัดการได้ต้องให้ภาคเอกชนเป็นผู้ช่วยดําเนินการ การให้ภาคเอกชน ช่วยดําเนินการไม่ได้แปลว่า หมายความว่าขยะนี้ภาครัฐไปจัดการ แต่ต้องส่งเสริมให้ภาครัฐ ให้เอกชนมาช่วยเรา แล้วเราก็อํานวยความสะดวกให้เขา การที่เราบอกว่าขยะเป็นทรัพยากรนั้น เป็นความคิดที่ผิด ขยะคือสิ่งที่เราต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย จะเป็นอย่างไรขอศึกษา ในรายละเอียดแล้วก็จะนําเสนออีกครั้งหนึ่ง
เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องของระบบบําบัดน้ําเสีย การบําบัดน้ําเสียเป็นสิ่งที่สําคัญมาก เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต เรื่องของแหล่งน้ําโดยตรง ขอเรียนให้ทราบว่า ขณะนี้เรามีเทศบาลนครอยู่ ๒๙ แห่ง แล้วก็แต่ละแห่งมีประชาชนมากกว่า ๗๐,๐๐๐ คนขึ้นไป เทศบาลเมืองที่เรียกว่า ทม. ๑๖๗ แห่งทั่วประเทศ เทศบาลตําบล ๒,๐๗๑ แห่งทั่วประเทศ แล้วมี อบจ. ๗๖ แห่ง มี อบต. ทั้งสิ้นประมาณ ๕,๕๐๐ แห่ง ทั้งหมดนี้เป็นชุมชนทั้งสิ้น ทุกแห่งสามารถผลิตน้ําเสียได้ ถ้าหากว่าเราใช้หลักการของการคูณด้วยจํานวนคน เราจะเห็นว่าวันหนึ่งในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ผม เรียนเมื่อครู่ มันมีน้ําเสียเกิดขึ้นมากมาย การที่จะจัดการน้ําเสียเป็นเรื่องที่ลําบากยุ่งยากมาก พอสมควร ปัจจัยที่สําคัญในเรื่องของระบบน้ําเสียก็คือเรื่องของบีโอดี (BOD) บีโอดีก็คือ ค่าความสกปรกของน้ํา ที่เราเรียกว่า ไบโอโลจิคอล ออกซิเจน ดีมานด์ (Biological oxygen demand) มันจําเป็นจะต้องทําให้ค่าของบีโอดีลดลง สิ่งที่เกี่ยวข้องมากที่สุดคือเรื่องของ โททอล คอลิฟอร์ม (Total coliform) แล้วก็เรื่องของฟีคอล คอลีฟอร์ม (Fecal coliform) อันนี้มันเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นถ้าหากว่าเราจะจัดการระบบน้ําเสียนี้ครับ ต้องทําให้ ทั้ง ๓ ตัวนี้มีคุณภาพที่ดี แล้วก็มีตัวเลขที่เล็กลง
ระบบบําบัดน้ําเสียในประเทศไทยมี ๕ ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน
๑. คือระบบปรับเสถียร มีทั้งสิ้นประมาณ ๔๕ แห่ง
อันที่ ๒ คือระบบเติมอากาศ แอเรทเต็ด ลากูน (Aerated lagoon) มีทั้งสิ้น ประมาณ ๑๖ แห่งในประเทศไทย
อันที่ ๓ ระบบตะกอนเร่ง ในประเทศไทยมีประมาณ ๓๖ แห่ง
และอันที่ ๔ คือระบบบึงประดิษฐ์ คอนสตรัคเต็ด เวทแลนด์ (Constructed Wetland) มีประมาณ ๒ แห่ง และ
สุดท้ายคือระบบแผ่นชีวภาพ โรเทตติง ไบโอโลจิคอล คอนแทคเตอร์ Rotating Biological Contactor) อาร์บีซี (RBC) มีแห่งเดียว ทั้งหมดนี้สามารถบําบัดน้ําเสีย ได้วันละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นอัตราการบําบัดน้ําเสียที่น้อยมาก นอกจากนั้นบางแห่งยังใช้การไม่ได้ ปัญหาคือว่าท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องไม่มีเงินในการที่จะทํา ระบบบําบัดน้ําเสีย และคณะกรรมาธิการเรากําลังคิดอยู่ว่าจะทําอย่างไรจึงจะสามารถหาเงิน ให้กับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นนี้มีเงินใช้ในการทําระบบบําบัดน้ําเสียได้ คิดแล้วจะมา นําเสนอกับท่านประธานสภา แล้วก็สภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ สิ่งที่เราต้องการ คือ ในอนาคตกรมควบคุมมลพิษควรจะชี้เป้า ควรจะชี้เป้าว่าบริเวณใด พื้นที่ใดสมควรต้องทํา ระบบบําบัดน้ําเสียได้แล้ว การชี้เป้าไม่ได้หมายความว่าไปเอาเงินไปให้ แต่ต้องมีเทคนิค ในการหาเงิน
ข้อสุดท้ายครับ ในการที่เราจะจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ได้ดีที่สุด ก็คือ การจัดการในเชิงยุทธศาสตร์ครับ การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ในที่นี้หมายความว่าการเป็น หุ้นส่วน เช่นเดียวกับที่ท่านเกษมสันต์ได้พูดไปแล้ว นั่นคือว่าการมีหุ้นส่วนในเรื่องของ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมครับ หลักการของพีพีพี พอลลูเตอร์ เพย์ พรินซิเพิล (PPP : Polluter Pay Principle) ต้องนําเอามาใช้ หลักการของซีเอสอาร์ต้องทําให้มากขึ้น และหลักการอีกตัวหนึ่งก็คือหลักการของผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบ เอ็กซ์เทนเดด โพรซีดเซอร์ เรสพอนซิบิลิตี (Extended Procedure Responsibility) อีพีอาร์ (EPR) นี่ครับ ต้องมีส่วน ทําให้ และที่ขาดไม่ได้ก็คือนักวิชาการครับ ทั้งหมดนี้ครับคือภาพของการจัดการบริหาร ทรัพยากรธรรมชาติ ในนามของคณะกรรมาธิการที่นําเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ท่านประธานครับ