อรพินท์ วงศ์ชุมพิศ หารือเรื่องการปฏิรูปกลไกและเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงคุณภาพของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ อรพินท์ วงศ์ชุมพิศ เสนอแนวคิดในการปรับปรุงระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่ขั้นริเริ่มโครงการจนถึงการติดตามตรวจสอบ โครงการ และเสนอแนวคิดในการเพิ่มความชัดเจนในเรื่องบทบาทของสํานักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเพื่อน ๆ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน วันนี้ดิฉันถือโอกาสในเมื่อเราพูดถึง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรามาพูดกันถึงเรื่องที่ ท่านว่าที่ปลัดกระทรวง ท่านเกษมสันต์พูดแล้วว่าเครื่องมือที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ใช้มามากกว่า ๓๐ ปีแล้ว คือเครื่องมือที่เราเรียกกันว่าอีไอเอ อีไอเอนี้มันมีที่มาที่ไปคือเอ็นไวรอนเมนทอล อิมแพค แอสเซสเมนท์ (Environmental impact assessment) เราใช้คําย่อว่า อีไอเอ เป็นภาพรวม ๆ ว่าเมื่อจะ ทําโครงการพัฒนาขึ้นมาทั้งที ลองมาศึกษาดูสิ โครงการนี้ถ้าเกิดขึ้นมาจริง ๆ จะมีผลกระทบ เรื่องอะไรบ้าง เจ้าของโครงการจะเสนอมาตรการในการลดผลกระทบให้กับประชาชน หรือว่ากับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ตรงนั้นอย่างไร มาตรการที่เสนอเมื่อผ่านความเห็นชอบ ของ คชก. หรือคณะกรรมการผู้ชํานาญการในการอ่านรายงานแล้ว เงื่อนไขที่ คชก. เห็นชอบ จะต้องผูกเข้ามาเป็นเงื่อนไขในการเห็นชอบให้โครงการที่ได้รับการอนุมัตินั้น ดําเนินการต่อไป ว่าต้องทําโน่นทํานี่ ต้องมีการติดตามตรวจสอบ ต้องมีการลดผลกระทบรับฟังความเห็นอะไร จะเป็นเงื่อนไขในการเห็นชอบว่าให้การจัดทําดําเนินโครงการ ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยิน พวกเราทุกคนก็คงจะคุ้นว่าปัญหาอีไอเอมีปัญหา อย่างเช่น ยกตัวอย่างบอกว่าการจัดทํา รายงานนี้ไม่มีคุณภาพ ข้อมูลไม่ถูกต้อง รายงานที่ทํามาบางครั้ง ผู้ทํารายงานเห็นคล้าย ๆ ว่า พยายามให้รายงานผ่านความเห็นชอบโดยที่ข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่า ทําเข้าข้างเจ้าของรายงาน เจ้าของโครงการ หรือว่าการกําหนดประเภท หรือขนาดของ โครงการ บางทีที่ประกาศไปแล้ว ๓๐ กว่าโครงการ ประเภทรุนแรง ๑๑ โครงการนี้ ยังไม่ครอบคลุม ยังมีบางโครงการที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมก็อาจเกิดผลกระทบได้ เช่นเดียวกัน หรือบอกว่า คชก. ที่พิจารณารายงานมีภาระรับผิดชอบมากควรจะมี การปรับปรุงคุณภาพ ให้ คชก. เป็นผู้ที่มีความรู้ มีการจดทะเบียน มีได้รับค่าตอบแทน ที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้พิจารณาหรือให้ความเห็นไป อันนี้คือประเด็นต่าง ๆ ที่วันนี้ทุกคนมีการพูดถึง วันนี้ดิฉันเข้าเรื่องประเด็นว่า วันนี้เรา พูดกันถึงเรื่องการปฏิรูปกลไกและเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นด้วยสิ่งที่ท่านเกษมสันต์ได้พูดต่อไปแล้วนะคะ ดิฉันทําความเข้าใจ ก่อนว่า การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตราต้น ๆ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับร่างปัจจุบันว่า เอสอีเอ ท่านเห็นแล้ว การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์คืออะไร เป็นกระบวนการสนับสนุนการตัดสินใจระดับนโยบายและแผน สําหรับแผน แล้วก็แผนงาน ที่มีจุดมุ่งหมาย ใช้เป็นเครื่องมือสําหรับในการตัดสินใจว่าทําอย่างไรให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ มีความยั่งยืนในการพัฒนา โดยยึดหลักว่าเราจะต้องบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในเรื่อง การพิจารณาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของ ประชาชนด้วย ส่วนอีไอเอหรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็คือเป็นเครื่องมือที่ใช้ ประกอบการพิจารณาตัดสินใจในระดับโครงการ ซึ่งเราใช้มาระยะยาวนานมากพอสมควรแล้ว มีจุดมุ่งหมายในการคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและให้เสนอแนะมาตรการในการแก้ไข การติดตามตรวจสอบค่ะ
การปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในคณะกรรมาธิการครั้งนี้ เราเน้น ๓ ประเด็นหลัก ๆ คือ
การบูรณาการสิ่งแวดล้อมสู่นโยบาย โดยใช้สแตรทิจิก เอ็นไวรอนเมนทอล แอสเซสเมนท์ (Strategic Environmental Assessment) หรือเอสอีเอ
ประเด็นที่ ๒ คือการปรับปรุงประสิทธิภาพของอีไอเอของโครงการที่ใช้กันอยู่ มาในปัจจุบัน กับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือระบบการติดตามตรวจสอบ ซึ่งระบบการติดตามตรวจสอบนี้ เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีอยู่ในอีไอเออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเรามาปรับปรุงประสิทธิภาพว่า การติดตามตรวจสอบจะต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชน จะต้องเป็นการติดตามตรวจสอบ ที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าไปติดตามตรวจสอบว่าทําหรือไม่ทํา แล้วก็รายงานเฉย ๆ ต่อไปนี้จะมีการลงโทษ จะมีหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้ทําการติดตามตรวจสอบโดยเฉพาะค่ะ
๓ ข้อหลัก ๆ ก็คือเอสอีเอ อีไอเอ หรืออีเอชไอเอ (EHIA) อีเอชไอเอนี้ คือโครงการที่เราเรียกรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมสําหรับโครงการรุนแรง ๑๑ ประเภท ซึ่งเพิ่งประกาศไปเมื่อปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบัน แล้วก็เอ็มอีแอนด์เอ (ME&A) นั้น ก็หมายถึงการติดตามตรวจสอบแล้วก็การออดิท (Audit) โครงการ เรามีการพูดคุยกันว่า โครงการอีไอเอที่ทําเห็นชอบผ่านไปดําเนินการไปแล้ว เคยมีการกลับมาทบทวนไหมว่า มาตรการที่เสนอเอาไว้เพียงพอเหมาะสมหรือไม่ เพราะฉะนั้นจะมีการทําออดิทติง (Auditing) ด้วยนะคะในอนาคต กระบวนการทําเอสอีเอของนโยบายการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่สําคัญ ดิฉันขอย้ําว่าการทําเอสอีเอนี้เป็นการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ แผน และโครงการต่าง ๆ จะเป็นส่วนที่ดําเนินการโดยรัฐบาล เราจะเอานโยบายที่สําคัญ อย่างเช่น นโยบายการเกษตร นโยบายพลังงาน นโยบายคมนาคม อุตสาหกรรม ผังเมือง การท่องเที่ยว การใช้ทรัพยากรป่าไม้ แม้กระทั่งทรัพยากรน้ําหรือนโยบายที่สําคัญอื่น ๆ ควรจะมีการศึกษา สิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ก่อนที่จะมีการดําเนินโครงการอย่างไร อย่างเช่นยกตัวอย่าง รัฐบาลจะทําโครงการแผนพัฒนาแหล่งน้ําทั่วประเทศของโครงการทุกภูมิภาคในประเทศไทย ก็ควรจะมีการศึกษาเอสอีเอก่อนว่าในแต่ละภูมิภาค มีสภาพภูมิอากาศ สภาพน้ําผิวดิน น้ําใต้ดิน ประชากร อาชีพเกษตรกรหรือว่าคนใช้น้ําส่วนใหญ่ทําอยู่คืออะไร เพราะฉะนั้นการจะ กําหนดโครงการพัฒนาในพื้นที่เหล่านั้นต้องคํานึงถึงสิ่งแวดล้อมเรื่องอะไรบ้าง ในเรื่อง เศรษฐกิจเรื่องอะไรบ้าง สังคมในเรื่องอะไรบ้าง เป็นการทําเอสอีเอที่ควรจะอยู่ในระดับ นโยบาย วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าโดยรัฐบาลค่ะ
ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการอีไอเอ เราเน้นใน ๕ เรื่องหลัก ๆ คือ มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนการ มีส่วนร่วมของประชาชน เราจะริเริ่มให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การเริ่มต้นโครงการ ตั้งแต่ลงไปคุยกันเลยล่ะว่ารัฐบาลจะทําโครงการนี้ ในพื้นที่นี้ จะสร้างเขื่อนตรงนี้ ก็คุยกับ ประชากรหรือประชาชนในบริเวณนั้น ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งจะมีการกําหนดในรายละเอียดว่า ใครคือผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง หรือว่ามีระดับไหน อย่างไรในรายละเอียดนะคะ นอกจากมี ร่วมเสนอความเห็นแล้วต้องร่วมตัดสินใจ ร่วมดําเนินการแล้วก็ร่วมรับผลที่เกิดขึ้นด้วย รวมทั้ง ร่วมในการติดตามตรวจสอบว่าได้มีการดําเนินการไปตามที่ได้พูดคุยหรือศึกษากันไว้หรือไม่ ซึ่งดิฉันย้ําว่าการติดตามตรวจสอบจะได้รับการพัฒนาปรับปรุงปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพ ในการติดตามตรวจสอบอย่างแท้จริง
การปฏิรูปกระบวนการของอีไอเอที่เราพูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ มันจะมีกระบวนการในการดําเนินการอยู่ ๗ ขั้นตอนนะคะ ๗ ขั้นตอนที่ว่าก็คือ
ขั้นตอนที่ ๑ ริเริ่มโครงการ
ขั้นตอนที่ ๒ กําหนดขอบเขตการศึกษาของอีไอเอหรืออีเอชไอเอว่า ในการศึกษา เราจะศึกษาหัวข้อเรื่องอะไรบ้างเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโครงการนั้น พื้นที่นั้น หรือประชาชน บริเวณนั้นสนใจหรือโรคท้องถิ่นอะไรทํานองนี้นะคะ แล้วก็มีการจัดทําร่างรายงาน ต่อมาก็คือ คชก. พิจารณารายงาน เมื่อ คชก. พิจารณารายงานแล้วก็เสนอไปให้หน่วยงานผู้อนุมัติ โครงการ หรือถ้าเป็นโครงการของรัฐก็คือ ครม. เป็นผู้อนุมัติโครงการ และหลังจากที่ การเห็นชอบโครงการผ่านไปแล้วก็คือการติดตามตรวจสอบว่า โครงการที่ได้รับอนุมัตินั้น ได้มีการดําเนินการตามมาตรการที่ได้มีการเห็นชอบไว้หรือไม่ อย่างไร ต่อไปนี้ถ้าเรามีการปฏิรูป เราก็จะเห็นว่าในระดับนโยบายเราเอาเอสอีเอมาคลุมอยู่ข้างบนของ ๗ ขั้นตอนทั้งหมด เอสอีเอจะเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจของภาครัฐว่าโครงการที่จะไปอยู่ตรงนั้นเหมาะสม หรือไม่ โครงการไหนควรจะทําอย่างไร พอมาถึงระดับโครงการก็คือการทําอีไอเอหรืออีเอชไอเอ ซึ่งมี ๗ ขั้นตอนตามรูปรังผึ้ง ๗ รูปที่อยู่อีกด้านหนึ่งนะคะ แล้วหลังจากนั้นกระบวนการ สําคัญในอีไอเอที่ตรงในรูปรังผึ้งสีแดงนั้นก็คือการติดตามตรวจสอบ ซึ่งมันควรจะมี ประสิทธิภาพว่า ติดตามตรวจสอบไปแล้ว มาตรการที่เสนอไปแล้วใช้ได้จริงหรือไม่ หรือมันมีผลกระทบอย่างอื่นที่เกิดขึ้นโดยที่คาดไม่ถึงมาก่อนเมื่อรวมกับสภาพแวดล้อม ในพื้นที่มันเกิดปัญหาอย่างอื่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นมาตรการในอีไอเอก็ต้องนํากลับมา พิจารณาทบทวนให้มันแก้ปัญหาได้อย่างจริงจังนะคะ
ในการริเริ่มโครงการหรือโปรเจกต์ อินนิชิเอชัน (Project initiation) หรือ โปรเจกต์ ฟอร์มูเลชัน (Project formulation) นี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ในอดีตเราให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม แต่ว่าการริเริ่มโครงการจริง ๆ บางครั้งถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา โครงการของรัฐเมื่อริเริ่มโครงการแล้วก็คือตั้งใจจะทํา หลายอย่างก็อาจจะมีการของบประมาณ มีการดําเนินการไปล่วงหน้า ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปล่วงหน้า แต่ต่อไปนี้ถ้าเราจะ ปฏิรูปจริง ๆ เราจะต้องเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดโครงการตั้งแต่เบื้องต้น แสดงความสอดคล้อง กับแผนยุทธศาสตร์หรือเอสอีเอ ถ้ามีการศึกษาเอาไว้แล้วว่าสอดคล้องกันหรือไม่ แล้วก็มี การปรึกษาหารือประชาชนแล้วก็หน่วยงานในพื้นที่ ถ้าเรามีสภาพัฒนาพลเมืองหรือสภาพลเมือง คณะกรรมการระดับจังหวัดก็จะมีการปรึกษากันในระดับนั้น จะมีการรับฟังความคิดเห็น สรุปผลจัดทําฐานข้อมูลเพื่อแสดงความคิดเห็นให้รู้ว่าแต่ละกลุ่มมีความห่วงกังวลเรื่องอะไร เพื่อที่จะได้ติดตามตอบสนองให้กับผู้ที่มีความสนใจในเรื่องเหล่านั้น แล้วก็มีการวิเคราะห์ รูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมต่อพื้นที่
ในขั้นตอนต่อมาเป็นเรื่องการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอีไอเอหรือเอเอชไอเอที่ถูกบ่น หรือว่ามีปัญหาที่ทุกคนหรือ ภาคประชาชนพูดถึงกันว่า รายงานอีไอเอไม่เห็นจะมีมาตรฐานเลย ข้อมูลที่เขียนมาก็ไม่ใช่ ข้อมูลที่ถูกต้อง ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วม ทุกอย่างผิดไปหมด บริษัททําอีไอเอก็ทําแบบ เข้าข้างเจ้าของโครงการ ต่อไปนี้การพิจารณารายงานเราจะเปิดเผยรายงานฉบับที่สํานักนโยบาย และแผนสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่านปลัดเกษมสันต์เคยเป็นเลขาธิการอยู่ แล้วก็ฉบับที่ คชก. พิจารณานี้จะต้องเปิดเผยให้ทุกคนทราบว่า รายงานที่เสนอมา แล้ว คชก. ให้ความเห็น ความเห็นที่ คชก. แต่ละคนให้ความเห็นคอมเมนต์ (Comment) ไปนั่นคืออะไร เป็นการ เรียกว่ามีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทําในส่วนนั้น เราจะปรับองค์ประกอบของ คชก. หรือคณะกรรมการผู้ชํานาญการ อาจจะต้องมีการจดทะเบียนคณะกรรมการผู้ชํานาญการ ในการพิจารณารายงานอีไอเอ ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือว่า ด้านสังคมศาสตร์ เพื่อที่จะให้ท่านจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ท่านได้พิจารณา ให้ความเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะไป ผู้แทนจากองค์กรภาคเอกชนและองค์กรประชาชนก็จะ เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการผู้ชํานาญการด้วย นอกจากนี้รายงานที่ผ่านการเห็นชอบของ คชก. ก็จะต้องถูกนํามาเปิดเผยให้ทุกคนทราบว่า รายงานนั้นมีมาตรการที่ได้รับความ เห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชํานาญการและหน่วยงานผู้อนุมัติโครงการเห็นชอบไปแล้วนี้ เงื่อนไขของเขาคืออะไร อย่างเช่น ต้องไปติดตามตรวจสอบ ส่งผลการติดตามตรวจสอบมาให้ ที่ สผ. ทุก ๓ เดือน ๖ เดือน ก็ต้องมีคนไปคอยดูว่าส่งมาจริงหรือไม่ มีการติดตามตรวจสอบ จริงหรือเปล่า ก็คือหัวข้อการติดตามตรวจสอบและประเมินผลนี้จะมีการเพิ่มมาตรการใน การตรวจสอบและประเมินผล เพิ่มระบบใบอนุญาตให้ผู้จัดทํารายงานการติดตามตรวจสอบ ซึ่งในอดีต สผ. จะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการติดตามตรวจสอบ มาตรการที่ผ่านการเห็นชอบ อีไอเอไปแล้ว เนื่องจากเราถือว่าหน่วยงานผู้อนุญาตโครงการน่าจะเป็นเงื่อนไขที่ผู้ให้อนุญาต ต้องติดตามตรวจสอบปกติ แต่เราก็เจอในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาว่ามาตรการบางมาตรการที่ คชก. แนบไปนั้นมันอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของหน่วยงานผู้อนุญาตโครงการ อย่างเช่น มันอาจจะเป็นงานที่อยู่นอกเหนืออํานาจหน้าที่ อย่างกรมโรงงานจะไปติดตามตรวจสอบเรื่อง โบราณสถานในพื้นที่ บางทีเขาอาจจะบอกว่าไม่ใช่หน้าที่โดยตรง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เรื่องนี้ ก็จะต้องทําเป็นระบบและให้กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามตรวจสอบ ที่สําคัญต้องเปิดเผยผลการติดตามตรวจสอบด้วย และถัดไปอย่างที่ท่านเกษมสันต์ได้รายงาน ไปแล้วว่า เราจะมีการปฏิรูปกฎหมาย ดิฉันอยากจะโชว์นิดหนึ่งว่าในส่วนที่เกี่ยวกับปฏิรูปกฎหมาย เราจะปฏิรูป พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้สะท้อนสิ่งต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการอ้างไว้ให้ปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ด้วย จะมีการแก้ไข ประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการทําอีไอเอหรืออีเอชไอเอ จะมีการแก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับ ผู้มีสิทธิทํารายงานอีไอเอเพิ่มเติม ปัจจุบันเราได้มีหลักเกณฑ์ พ.ร.บ. วิชาชีพทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นตัวบังคับผู้จัดทํารายงานอีไอเออีก พ.ร.บ. หนึ่ง ก็หมายถึงว่า คนที่ทํารายงานเป็นเท็จอาจจะเจอโทษทางอาญาซึ่งมีผลลงโทษที่รุนแรงหนักกว่าเดิม ซึ่งในอดีต พ.ร.บ. วิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังไม่มีการประกาศใช้ ซึ่งกําลัง จะมีผลในอีก ๒-๓ เดือนข้างหน้านี้ นี่เป็นการแสดงออกอีกทางหนึ่งว่าผู้จัดทํารายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมอีไอเอหรืออีเอชไอเอจะต้องมีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ของตัวเอง การทํารายงานที่เป็นเท็จนอกจากจะถูกเพิกถอนใบอนุญาต ถูกลงโทษแล้ว อาจจะเจอโทษทางอาญาด้วย เราเพิ่มระบบอนุญาตผู้จัดทํารายงานติดตามตรวจสอบ โดยอาจจะต้องมีการจดทะเบียน พ.ร.บ. วิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย ถึงจะมีสิทธิในการไปติดตามตรวจสอบตามกฎหมาย และสิ่งที่เราคุยกันในคณะกรรมาธิการ ก็คือใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ น่าจะต้องเพิ่ม ประเด็นที่ว่า การติดตามตรวจสอบจะต้องมีบทลงโทษผู้ที่ไม่ดําเนินการตามมาตรการที่ได้รับ ความเห็นชอบ หมายถึงว่ามีบทลงโทษแซงชัน (Sanction) ต่าง ๆ อาจจะเป็นโทษปรับ โทษถึงสุดท้ายอาจจะต้องหยุดปฏิบัติการแก้ไขรายงานปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ เรียบร้อยก่อนถึงจะดําเนินการต่อไปได้ในลักษณะนั้นนะคะ
ในประเด็นที่ขอแก้ไข พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หลัก ๆ จริง ๆ ในรายละเอียดยังมีอีกเยอะ แต่ว่าเนื่องจากเป็นการร่างคร่าว ๆ สนับสนุน เรื่องที่ท่านเกษมสันต์ได้พูดไป เพื่อจะชูให้เห็นว่าเราจะกําหนดกลไกการมีส่วนร่วมของ ประชาชนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นริเริ่มโครงการจนถึงการติดตามตรวจสอบ โครงการอยู่ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้มี การกระจายการพิจารณารายงานบางประเภท รายงานอีไอเอไปยังระดับจังหวัด โดยการเสนอ รายงานและการแจ้งตอบให้ดําเนินการโดยจังหวัดเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ผู้เสนอรายงาน และลดระยะเวลาในการใช้การพิจารณารายงาน เราจะปรับปรุงกลไกการเพิ่มคุณภาพ ในการจัดทํารายงานโดยการส่งเสริมวิชาชีพการจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นโดยเพิ่มโทษทางอาญาในกรณีที่จัดทํารายงาน เป็นเท็จ มีการเก็บค่าธรรมเนียมและการพิจารณารายงาน อันนี้เป็นเรื่องใหม่ต่อไปนี้ ภาคเอกชนที่เสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปยังกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านจะต้องจ่ายค่าพิจารณารายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะที่ผ่านมาภาครัฐเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นให้ท่าน จ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการผู้ชํานาญการ จ่ายค่าเบี้ยประชุม จ่ายค่าลงไปติดตาม ตรวจสอบ จ่ายค่าลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าจะเห็นหรือไม่เห็นด้วย กับโครงการ แต่ต่อไปนี้ท่านจะมีเงินส่วนหนึ่งที่ถือว่าเป็นต้นทุนของโครงการท่านต้องจ่ายเข้ามา ตั้งแต่ต้น ซึ่งเราจะเอาเงินค่าธรรมเนียมการพิจารณารายงานนี้ส่งเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมและ กําหนดให้เงินที่นําเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมดังกล่าวมาใช้สนับสนุนกระบวนการพิจารณา รายงาน อย่างเช่นการลงไปในพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นหรือไปดูพื้นที่จริงว่าที่เขียนมา ในรายงานนั้นจะใช่หรือไม่ แม้กระทั่งการติดตามตรวจสอบก็อาจจะสามารถนําเงินจาก กองทุนสิ่งแวดล้อมมาใช้ได้นะคะ แล้วก็เพิ่มความชัดเจนในเรื่องบทบาทของสํานักนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในเรื่องการพิจารณารายงาน การติดตามตรวจสอบ ผลกระทบ ก็คือต่อไปนี้อาจจะเป็นหน้าที่ของ สผ. ที่จะต้องมีหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบโดยเขียน เอาไว้ในกฎหมายหรืออีกวิธีหนึ่งก็คืออาจจะมีการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ใน พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในส่วนของ การติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการที่กําหนดไว้ในอีไอเอ เพราะว่า สผ. เอง มีข้อจํากัดในเรื่องบุคลากรเท่าที่ผ่านมาในอดีต เราจึงคิดกันว่าเราน่าจะให้หน่วยงานอนุญาต อย่างเช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม หรือว่ากรมชลประทาน หรืออะไร ก็แล้วแต่ มีหน้าที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบว่า ได้มีการดําเนินการ ตามมาตรการที่ได้เห็นชอบอีไอเอด้วยหรือไม่ ซึ่งมีบทบังคับตามกฎหมาย แล้วก็เพิ่มความชัดเจน ในเรื่องบทบาทของสํานักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการตรวจสอบหรือ การพิจารณารายงานอีไอเอ ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันคิดว่านี่เป็นพอสังเขปที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดําเนินการปรับปรุงระบบการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ แต่ประเด็นที่ในคณะกรรมาธิการยังไม่มีข้อสรุปก็คือ เรื่องอีไอเอ อีเอชไอเอ การประกาศกระทรวง รุนแรง ไม่รุนแรง จะรวมหรือจะขยายอะไรนี่ ยังต้องอาศัยความชัดเจนต่อไป หรือคณะกรรมการองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในเมื่อเราเอาสถาบันการศึกษาและองค์กรเอกชนที่เป็นตัวหลักอยู่ในคณะกรรมการ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ขั้นตอนการที่พิจารณาเริ่มร่างรายงาน แล้วก็การพิจารณารายงานเองก็จะมี ตัวแทนในลักษณะของภาคส่วน ๒ ส่วนนี้เข้ามาร่วมพิจารณาให้ข้อคิดเห็นด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ ขั้นตอนการพิจารณารายงานอีไอเอมันกระชับ รวดเร็ว แล้วก็ถูกต้อง ฉับไวและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ความชัดเจนตรงนี้ก็คือคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จะยังคงอยู่เป็นคณะกรรมการแบบนั้น หรือจะมีรูปแบบออกมาเป็นอย่างไร อันนี้ในส่วนนี้ คณะกรรมาธิการก็คงจะมีการศึกษาจนถึงขั้นสุดท้ายเสนอมาอีกทีในเร็ว ๆ นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ