สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๒ · ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หารือเรื่องภัยพิบัติและโลกร้อน โดยเน้นการสร้างความตระหนักและให้ประชาชนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการผลิต การบริโภค และการผลิตขยะที่ส่งผลต่อภัยพิบัติ และเรียกร้องการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมในการแก้ไขปัญหานี้ และเสนอแนวคิดที่จะเริ่มต้นจากเมืองเล็ก ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงและลดภาวะโลกร้อน

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ผมฟังเรื่องนี้แล้วมีกําลังใจนะครับ แม้ว่าอุณหภูมิ ของโลกเรานั้นสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยประมาณ ๒ องศา แล้วก็ดูเหมือนคนจะหมดหวังว่าจะแก้ไข อย่างไร เพราะว่านักฟิสิกส์ระดับโลก อย่างเดวิส เลิฟ ล็อค คนอังกฤษ ก็ได้ให้สัมภาษณ์ เมื่อ ๕ ปีก่อนว่าเราคงหมดหวังแล้วละที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อน เพราะว่าเตือนมานานแล้ว แต่โลกก็ไม่ทําอะไร หรือแม้กระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว สตีเฟน ฮอว์กิ้น ก็ไปพูดที่ซิดนีย์ว่า ต้องเรียนรู้แล้วละที่ว่าอีกพันปีมนุษย์จะไปอยู่ในอวกาศ เพราะว่าประชากรเรามากเกินขนาด แล้วก็ทรัพยากรของโลกมันรองรับไม่ได้ แต่ผมคิดว่าที่เรามาคุยกันวันนี้ผมยังมองโลกในแง่ดีนะครับว่า เราสามารถที่จะลดความเร็ว ของอัตราการขยายตัวของภาวะโลกร้อนได้ คือชะลอมันได้นะครับ แล้วก็จะลดความรุนแรง ของภัยธรรมชาติได้ ถ้าเราเริ่มทําอะไรสักอย่าง หลาย ๆ อย่างอย่างเป็นระบบในวันนี้นะครับ ซึ่งผมอยากจะขอแสดงความคิดเห็นในแง่นี้ที่ติดตามมันมาโดยตลอดว่า ผมมองว่าการที่เรา มองภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนในหัวข้อนี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะอลาร์มมิ่ง (Alarming) หรือตื่นเต้น หรือว่าเป็นร้อนแรง แต่อยากให้มองว่าเป็นโอกาสมากกว่า เป็นโอกาสที่เราจะ พัฒนา ทําการพัฒนาด้านต่าง ๆ ไม่ว่าด้านการเกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง โลจิสติกส์ เรื่องทั้งหลายที่เราปฏิรูปคุยกันมาในวาระต่าง ๆ ถ้าเรามาดูในกรอบเสียใหม่ว่าเราจะทํา อย่างไรเพื่อมุ่งไปสู่ทําให้คุณภาพชีวิตของเราคนในประเทศไทยแล้วก็ในโลกดีขึ้น ถ้ามันสามารถมีอานิสงส์ไปถึงขั้นนั้น

แต่ก่อนอื่นนั้น ประเด็นแรกก็คงว่าต้องเข้าใจ คงต้องมองประเด็นเรื่องภาวะ โลกร้อน เรื่องภัยพิบัติ จากมุมมองที่เป็นการคิดและการหาทางออกอย่างเป็นระบบเสียก่อน ผมมองว่าเราเสนอเรื่องภัยพิบัติเราต้องมองเชื่อมโยงไปตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของเรานะครับ การที่เราจะประกาศเขตป่า เขตบ้านอยู่ การใช้ดิน ใช้น้ํา การเพาะปลูกด้วยพืชแบบไหน อย่างไร การผลิตด้วยเครื่องจักรอย่างไรซึ่งมีการพูดมาเยอะ แม้กระทั่งการบริโภคกันในเมือง การผลิตขยะ การใช้พลังงาน เรื่องนี้พูดกันมา รวมถึงเรื่องการที่จะต้องวางผังเมืองใหม่ เพราะเมืองมันขยายตัว หรือโลกไร้พรมแดน อันนี้ที่ผ่านมาสังเกตว่าเรายังไม่มีการโยงพวกนี้ เข้ามาด้วยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่อาจจะยาก แต่จําเป็นต้องทํา ให้คนเกิดวิธีคิดอย่างนี้ ลําพังเรียนแต่ ในหนังสือมันทําได้ แต่คนทั่วไปยังคิดแยกส่วน เราต้องสร้างความตระหนัก เมื่อครู่มีการพูดถึง เรื่องประชาชน ก็อยากให้มองในเรื่องนี้ว่าทําอย่างไรให้ประชาชนมองเรื่องนี้โยงกัน เห็นจะทานอะไรนึกถึงว่าจะเกิดภาวะเรือนกระจกในการผลิตมีเท่าไร จะผลิตขยะเท่าไร ต้องใช้ไฟเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มันจะทําให้เกิดภาวะโลกร้อน หรือร้อนอย่าง ๒-๓ วันนี้ เป็นอย่างไร แล้วก็ต้องมองเรื่องภัยพิบัติเอง การมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีหน่วยงานต่าง ๆ มีเครื่องมือเทคโนโลยีต่าง ๆ แต่ผมว่ามันต้องเป็นการผสานความคิด ทั้งจากข้างล่างสู่บนและบนสู่ล่าง มันต้องมองทั้งภัยในประเทศที่เกิดเราเองและมาจาก ภายนอกประเทศ อย่างหมอกควันที่มาจากประเทศลาว ประเทศพม่า หรือความร่วมมือ ในอาเซียนว่าจะจัดการกันอย่างไร

ประการต่อมาผมเสนอว่ารัฐควรที่วางนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องนี้เสียแล้วนะครับ คือต้องตั้งเป้าหมายเลย ในระดับประเทศหรือระดับเมืองใหญ่ ๆ นะครับ เช่น กทม. เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต โคราช เมืองใหญ่ว่ามีเป้าเลยว่าจะลดภาวะการผลิตปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) ขึ้นมาในแต่ละเมืองลดลงเหลือปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ในปีเท่าไร อีก ๑๐ ปี ๕ ปีข้างหน้า มันวัดได้อยู่แล้ว ตั้งเป้าเลย ผมคิดว่าเราเสนอตัวเลขนี้ ให้สาธารณชนได้ตระหนัก ได้รู้เลยว่าทั้งประเทศเราคายก๊าซออกมาเท่าไร อยู่ในเมืองใหญ่ เท่าไร มันเขียนเป็นกราฟ (Graph) ได้ มีเป็นกราฟฟิก (Graphic) เสนอได้ ลงข่าวมันทุกเช้า ในข่าวพยากรณ์อากาศตามสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ก็ยิ่งดีใหญ่ คนจะได้เกิดความตระหนัก แล้วก็ให้แต่ละเมือง เช่น กทม. ขนาดเล็ก ขนาดกลางก็แล้วแต่ ให้กําหนดยุทธศาสตร์พัฒนา ให้เป็นเมืองฉลาด เป็นสมาร์ท ซิตี (Smart city) เมืองสีเขียว ให้เน้นการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ผมคิดว่าน่าจะต้องทํา ๓ เรื่องนี้โยงกัน บางทีผมสังเกตดูเราพูดถึงเรื่อง พลังงาน มีพูดถึงพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แต่เราไม่ได้พูดถึงการปรับระบบขนส่ง คมนาคมที่เป็นมวลชนให้เป็นระบบอย่างไร อาจจะพูดถึง ขสมก. ไปซื้อรถเมล์ไฟฟ้ามา แต่ว่า การเคลื่อนที่ของคนที่สะเปะสะปะ กับนโยบายสวนทางกัน ขณะที่มีรถเมล์ไฟฟ้า แต่นโยบายผลิตรถคันแรกหรือรถยนต์ต่าง ๆ ก็ไปคนละทาง ๒ ทาง หรือว่าการสร้างตึก ที่เห็นว่าทําอยู่พักหนึ่ง ที่ใช้กระจกประเภทประหยัดพลังงานแต่เอาเข้าจริงก็แล้วแต่ใครจะทํา อะไร อย่างไร การประหยัดไฟฟ้าก็พูดกันไป คือทุกเรื่องนี้เราพูด แต่ว่าเราไม่เคยเอามันมา รณรงค์จริงจังในแต่ละพื้นที่เลย มันก็พูดลอย ๆ ไป หรือเรื่องคุณภาพชีวิตเหมือนกัน ระบบ การรักษาพยาบาล การเข้าไปสู่บริการสาธารณะ การมีพื้นที่สีเขียว เช่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่อย่างนี้ให้มันได้ภายในกี่ปี เราก็ไม่ได้พูด

สุดท้ายเรื่องนวัตกรรมครับ เรายังส่งเสริมการวิจัยเทคโนโลยีทางด้าน นวัตกรรมในการที่จะทําให้ชีวิตคนบริโภคหรือใช้ทรัพยากรที่มันทําให้เกิดการสูญเสีย หรือ ทําให้เกิดภาวะโลกร้อน เรายังสร้างน้อยเกินไป สุดท้ายผมก็จบตรงว่า ทุกอย่างเราพูดมา หมดประเทศนี้ แต่เรามองหน้ากันว่าแล้วใครจะจัดการ มันติดปัญหาตรงนี้ เพราะว่าเรามี ประเด็นก็คือว่าเราน่าจะต้องเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ก็คือทําให้เมืองที่บริหารขึ้นได้เป็นจุดเล็ก ๆ เป็นตัวอย่าง เมืองเล็กเมืองน้อยทําครับ ให้มีความมั่นคง ให้มีการเป็นเมืองซึ่งใช้ทรัพยากรน้อย สร้างภาวะมลพิษน้อย แล้วก็ทําให้คุณภาพชีวิตที่ดี แล้วก็แข่งขันกันในการสร้างนวัตกรรม ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะทําให้เราลดภาวะโลกร้อน แล้วก็ป้องกันภัยธรรมชาติได้ สร้างความตระหนักได้ครับ ผมว่าการเตรียมชาวบ้านนั้นต้องไปพร้อม ๆ กับการสร้าง ความตระหนัก แล้วก็การดําเนินทางด้านของฮาร์ดแวร์ (Hardware) ไปด้วยกันเป็นระบบ แล้วก็เริ่มจากแต่ละเมือง ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ