สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๒ · ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘

อนุสรณ์ แสงนิ่มนวลแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ 4 ข้อที่เสนอต่อสภา โดยมองว่าข้อแรกยังไม่ดีพอเนื่องจากประชาชนก็ยังไม่พร้อม และมีปัญหาการสื่อสารข้อมูลที่ไม่ชัดเจน อนุสรณ์ แสงนิ่มนวลจึงหารือเรื่องการจัดการภัยพิบัติ และเรียกร้องการเตรียมการและมาตรการรับมือ พร้อมการสนับสนุนจากภาครัฐในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล

เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อน ๆ สมาชิก ผม อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล สปช. ครับ ผมเองก็อยากเรียนว่ายุทธศาสตร์ ๔ ข้อที่ทาง กรรมาธิการเสนอมาก็ลองมาทบทวนดู เทียบกับสิ่งที่ตัวเองได้เคยเผชิญอยู่ในปีที่น้ําท่วมใหญ่ ปลายปี ๒๕๕๔ จนถึงปี ๒๕๕๕ ซึ่งในช่วงนั้นอย่างที่เราทราบดีว่าคนไทยเดือดร้อนกว่า ๑๒ ล้านคน แล้วก็มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนมาก ก็ดูยุทธศาสตร์ ๔ ข้อ ถ้าเราเอามาใช้ปฏิบัติ แล้วเราจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในตอนนั้นหรือเปล่านะครับ

ก็มีเรื่องยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือเรามีการเตรียมตัว อันนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่จริง ๆ แล้ว คนไทยเอง แม้กระทั่งทุกวันนี้บทเรียนที่เกิดขึ้นเราก็ยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมที่ดีพอ นักเรียน ประชาชนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าถ้าเกิดน้ําท่วมใหญ่ แผ่นดินไหวเราจะดูแลกันอย่างไร แล้วก็ ความรู้ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นทุกคนอาจจะพอจําได้ เรามีนักวิชาการอยู่เยอะมากเลย จนกระทั่งว่า ประชาชนก็ไม่รู้จะเชื่อใครดีนะครับ การสื่อสารเรื่องข้อมูลต่าง ๆ นั้นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งก็คือว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่งออกมาถึงประชาชนก็ไม่รู้ข้อมูลไหนจริง ไม่จริงอย่างไรนะครับ ทําให้เกิด การเตรียมตัวไม่ค่อยดีพอนะครับ แต่การที่เรามียุทธศาสตร์ที่ ๑ ในการเตรียมความพร้อม เรื่องต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่มีความจําเป็น ผมก็เห็นด้วยในประเด็นนั้นนะครับ

ส่วนเรื่องที่ ๒ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมในการรับมือว่า ถ้าเกิดแล้ว ตัวเองจะต้องทําอะไร อย่างไร ผมก็เรียนว่าเรื่องของความรู้ในการจัดระบบต่าง ๆ เราก็ยังอ่อน ค่อนข้างมาก ถ้าเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ๆ เกิดขึ้นมาหรือแม้กระทั่งน้ําท่วมใหญ่อย่างคราวที่แล้วอีก ผมว่าเราก็ไม่สามารถจะแฮนเดิล (Handle) ได้ ก็คือไม่สามารถที่จะดูแลได้ ไม่ให้เกิด ผลกระทบมากอย่างที่เราอยากจะให้เป็น เพราะฉะนั้นปัญหานี้ก็ยังไม่ค่อยดีพอเท่าไร

ส่วนในเรื่องของเมื่อเกิดแล้วในการจัดการต้องเรียนว่าคราวที่แล้วที่เกิดขึ้น ระบบการจัดการไม่ค่อยดี ในภาคเอกชนเอง ผมเองต้องเดือดร้อน มีความเสียหาย โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยุธยาเสียหายไปเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แต่ว่าบทเรียนที่เราได้รับจากคราวนั้นเราก็มาทําใหม่ เรามีการสร้างคันดินป้องกันน้ําสูงถึง อาจจะไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ๘ เมตรจากระดับน้ําทะเลที่บางปะหัน เพราะบทเรียนคราวนั้น ทําให้เราระมัดระวังในเรื่องของไม่ว่าการป้องกัน การออกแบบทางวิศวกรรมอะไรต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ประชาชนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าเราควรจะเตรียมการอย่างไร เพราะรัฐบาลเองก็ไม่ค่อยได้ สื่อเรื่องนี้ออกไปนะครับ

แล้วก็ในเรื่องของการจัดการ ช่วยจัดการ ผมคิดว่าในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ช่วงที่เกิดน้ําท่วม ผมเองได้รับความช่วยเหลือจากทหารจํานวนมาก ทหารบกนี้ส่งเข้ามา หลายร้อยคนมาก แล้วสิ่งที่ทหารมาช่วย เนื่องจากว่าทหารมีทั้งความสามารถในเรื่องของ พลังต่าง ๆ แล้วก็มีความสามารถในเรื่องของการจัดการเรื่องต่าง ๆ ก็ทําให้ภัยพิบัติที่แรง ๆ ก็ลดลงนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการฟื้นฟู เรื่องฟื้นฟูนี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เราใช้ เวลานานมากเลยในการฟื้นฟู ภาคเอกชนเองก็ซัฟเฟอร์ (Suffer) ค่อนข้างเยอะนะครับ นอกจากความเสียหายที่เราจะต้องไปเคลม (Claim) ประกันแล้วก็ใช้เวลานานมากในการเคลม แล้วต่อมาประกันเองก็ไม่รับประกันอีกต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้ประกันเองก็บอกว่า รัฐบาล ยังไม่มีมาตรการอะไรที่ออกมาชัดเจน ก็จะไม่รับประกัน เพราะฉะนั้นคนที่มีพื้นที่หรือมีธุรกิจ ในพื้นที่ที่อาจจะเกิดเรื่องภัยพิบัติลักษณะนี้ ก็จะต้องเดือดร้อนต่อไปนะครับ

โดยสรุปผมคิดว่าหลาย ๆ เรื่องยุทธศาสตร์ ๔ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าทําได้ ผมอยากให้แยกเป็นประเด็นไป เช่น น้ําท่วมเราจะต้องทําอย่างไร ๔ ข้อนี้ แผ่นดินไหวเราจะทํา อย่างไร สึนามิเราจะทําอย่างไร แผ่นดินถล่มเราจะทําอย่างไร ถ้าเรามีรายละเอียดของแต่ละเรื่อง ๆ นี้ เนื่องจากการจัดการมันไม่ค่อยเหมือนกัน เราก็น่าจะสามารถที่จะทําได้ บริหารจัดการได้ดี ยิ่งขึ้น แล้วสุดท้ายก็คือการสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ นี้ สื่อมวลชนจะเป็นพลังสําคัญในการที่ ทําให้ประชาชนได้รับทราบว่าอะไรเกิดขึ้นและจะต้องดูแลอย่างไร แล้วจะทําอย่างไรไม่ให้ เกิดผลกระทบต่อตัวประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องสื่อมวลชนในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ แล้วก็การสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าระบบหนังสือพิมพ์ ทีวี หรือแม้กระทั่งระบบออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ผมคิดว่าจะต้องมีการพัฒนาแล้วทําให้เป็นระบบมากกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ