พงศ์โพยม วาศภูติ หารือเรื่องการบรรเทาสาธารณภัย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี 2550 และเสนอแนะการปรับปรุงระบบให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยพงศ์โพยม วาศภูติ เป็นอดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมีประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติในหลายครั้ง
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายพงศ์โพยม วาศภูติ สปช. เลขที่ ๑๔๔ หัวข้อนี้ถ้าผมไม่พูดก็คงจะน่าเกลียด เพราะว่าเป็นอดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เดี๋ยวก็จะบอกว่ามาอยู่สภานี้ แล้วก็ไม่พูดเรื่องนี้มันก็คงจะไม่เหมาะ ผมมีเรื่องเร็ว ๆ ที่อยากจะนําเสนออย่างนี้ครับว่า
ประการที่ ๑ ระบบการจัดการภัยพิบัติในประเทศของเรา ในภูมิภาคท่านชิงชัย ได้กล่าวแล้วเรามีเอซีดีเอ็ม (ACDM) ซึ่งเป็นระดับภูมิภาคของเอเชีย โดยมีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยของไทยเป็นหน่วยงานหลัก ถือเป็นเนชันแนล โฟคอล พอยท์ (National Focal Point) แล้วในระดับชาติของเรา เรามีพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ปี ๒๕๕๐ ซึ่งปรับปรุงมาจากพระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน มีแผนต่าง ๆ รองรับอยู่แล้วครับ และแผนสําคัญที่สุดก็คือแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ล่าสุด พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้แก้ไขปรับปรุงให้มีภัยต่าง ๆ รวมประมาณ ๑๔ ภัย แล้วก็โครงสร้าง ของการจัดการสาธารณภัยในแผนนี้สามารถเอาไปปรับใช้ได้ทุกภัยที่หากจะเกิดขึ้น นอกเหนือจาก ๑๔ ภัยที่กําหนดไว้ และที่สําคัญคือได้เอาภัยที่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น ภัยทางอากาศ ภัยจากทุ่นระเบิดออกไปจากแผนชาตินี้แล้ว การที่เรามีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยซึ่งมีอายุประมาณไม่ถึง ๑๐ ปี ถูกออกแบบมาเป็นเนิร์ฟ เซ็นเตอร์ (Nerve center) ไม่ใช่โอเปอเรชัน ยูนิต (Operation unit) แต่ว่าเราก็มีศูนย์ ปภ. เขต อยู่ ๑๘ แห่ง โดยมีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์สําหรับช่วยเหลือไว้พอสมควร เพราะฉะนั้น การย้ายศูนย์เตือนภัยตามเอกสารที่ทางท่านผู้เสนอนําแจกมา ผมก็อยากจะเรียนว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อคราวปรับปรุงกระทรวงไอซีทีเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘ ย้ายศูนย์เตือนภัยมาอยู่ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะนําเสนอเป็นพิเศษก็คือว่า ผมได้ดูแล้วนะครับว่าพระราชบัญญัติ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี ๒๕๕๐ มันไม่เหมาะสมกับบริบทแห่งวัฒนธรรม การบริหารของสังคมไทย กล่าวคืออย่างนี้ครับถ้ามีภัยเกิดขึ้นเขาให้ท้องถิ่น เช่น นายกเทศบาล หรือนายก อบต. ดําเนินการก่อน เป็นผู้อํานวยการป้องกันภัย ถ้าระดับสูง จากท้องถิ่นขึ้นมาเป็นอําเภอให้นายอําเภอเป็นผู้อํานวยการป้องกันภัย ถ้าสูงกว่านั้นขึ้นมา ระดับจังหวัดก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น แล้วก็มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นรอง แต่ถ้าสูงกว่านั้นเป็นระดับทั่วประเทศหรือมากหลายจังหวัดให้กระทรวงมหาดไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อํานวยการป้องกันภัย แต่ถ้ามันเอาไม่อยู่แล้ว ก็เชิญนายกรัฐมนตรีลงมาเป็นผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นี่คือ ตามพระราชบัญญัติ แต่ว่าอย่างนี้ครับ ตัวองค์ประกอบของกรรมการมีท่านนายกรัฐมนตรี มีรองนายกรัฐมนตรีที่มอบหมาย แล้วก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น นอกนั้น เป็นปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งตรงนี้ที่ผมอยากจะเสนอทางท่าน กรรมาธิการว่าอยากให้ผลักดันแก้ไข เพราะว่าอย่างนี้ครับผมยกตัวอย่างเช่น ทหารบก มาช่วยเหลือประชาชน แต่นักข่าวไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะว่าไม่ได้เป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาตินี้ที่เรียกว่า กปภ.ช. ดังนั้นผมคิดว่าควรจะต้อง ปรับปรุงเอารัฐมนตรีเข้ามาเพื่อให้เหมาะสมกับบริบท จะเห็นได้ว่าเมื่อน้ําท่วม ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้ใช้พระราชบัญญัติตัวนี้ แต่ว่าไปตั้งกรรมการซึ่งมี พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เป็นประธาน แล้วแก้ไข ทั้ง ๆ ที่ในกฎหมายฉบับนี้มันบอกขั้นตอนไว้หมดเลย วิธีการใช้จะตัดทุบถนน ทุบตึก หรือว่าจะตัดทางน้ํา จะอุดทางน้ํา หรือจะใช้วัสดุอุปกรณ์ของ เอกชน รถยนต์อะไรสามารถใช้ได้หมด แต่ก็น่าเสียดายว่ารัฐบาลตอนนั้นไม่ทราบเหตุผล เหมือนกันว่าทําไมไม่ใช้ตัวพระราชบัญญัตินี้ ก็อาจจะเป็นเพราะองค์ประกอบมันไม่เข้า หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ถ้าอย่างไรก็ฝากเป็นข้อสังเกตไปนะครับ ผมคิดว่าระบบป้องกันภัย ของประเทศชาติเราก็ได้ออกแบบไว้ดีพอสมควร เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติผู้หลักผู้ใหญ่มักจะ กระโดดลงมาแทนที่จะปล่อยให้มีขั้นตอนในการดําเนินงาน ก็เลยค่อนข้างจะสับสนอลหม่าน อยู่พอสมควร ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ