สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ด้วยข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานอาจจะอนุญาตให้สมาชิก ปรึกษาหารือปัญหาที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนหรือปัญหาอื่นใดได้ เราก็ใช้เวลา ให้เป็นประโยชน์ ผมขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกลำดับของผู้ที่จะปรึกษา ดังต่อไปนี้ ๑๐ ท่านแรก ของแต่ละฝ่ายนะครับ

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๑. นายโกศล ปัทมะ ๒. นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ๓. นายสงวน พงษ์มณี ๔. นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ๕. นายศักดินัย นุ่มหนู ๖. นางสาวธนพร โสมทองแดง ๗. นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ๘. นางสาวชนก จันทาทอง ๙. นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ ๑๐. นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม

พรรคร่วมรัฐบาล ๑. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ๒. นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ๓. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ๔. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ๕. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ๖. นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ๗. นายรุ่งโรจน์ ทองศรี ๘. นายรณเทพ อนุวัฒน์ ๙. นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ๑๐. นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข

ผมขอเชิญท่านสมาชิกเตรียมตัวแล้วก็ขอความร่วมมือในการตรงต่อเวลาครับ ขอเชิญคุณโกศล ปัทมะ ครับ

นายโกศล ปัทมะ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม โกศล ปัทมะ เขต ๕ จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมได้รับ การร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน เรื่องการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค แล้วก็น้ำ เพื่อการเกษตร โดยเฉพาะเวลาที่ฝนทิ้งช่วงนะครับ เราไม่มีน้ำที่จะมาใช้ และที่สำคัญ เรามีแหล่งน้ำต้นทุนไม่ว่าอำเภอบัวใหญ่ อำเภอสีดา อำเภอบัวลาย อำเภอแก้งสนามนาง อำเภอบ้านเหลื่อม รวมทั้งอำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ และอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ มีแหล่งน้ำต้นทุนแหล่งเดียวคือแม่น้ำชีนะครับ ดังนั้นจึงขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ว่า กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมชลประทานแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

เรื่องแรก การขุดลอกห้วยน้ำเค็ม บ้านหญ้าคา หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองแจ้งใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ ให้มีน้ำสำรองใช้เพื่อการเกษตร

เรื่องที่ ๒ ขอให้สร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำชีบริเวณบ้านโนนประดู่ ตำบลบ้านเหลื่อม อำเภอบ้านเหลื่อม เพื่อผันน้ำเข้าบึงละหานลูกนก

เรื่องที่ ๓ สร้างประตูระบายน้ำทดแทนเขื่อนยางซึ่งไม่มีประสิทธิภาพที่บริเวณ บ้านแก้งสนามนาง หมู่ที่ ๔ ตำบลโนนสำราญ อำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ฝากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการให้กับพี่น้อง ประชาชนโดยเร่งด่วนครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ท่านสมาชิกมีอะไร เชิญครับ

นายสิระ เจนจาคะ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสิระ เจนจาคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๙ ก่อนที่จะเริ่มอภิปรายต่อ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ประชาชนในจังหวัดยะลาที่มีการสูญเสียถึง ๑๕ ศพ อยากให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภารบกวนยืนไว้อาลัยสัก ๑ นาทีครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเป็นรายการนอกนะครับ ขอให้เป็นไปตามวาระ ขอเชิญนางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ขอเชิญครับ

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ดิฉันขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องด้วยกันนะคะ

เรื่องแรก เป็นเรื่องขอให้สำนักการโยธาของกรุงเทพมหานคร ถ่ายโอนภารกิจ การปรับปรุงซ่อมแซมถนนและฟุตพาท (Footpath) ให้กับสำนักงานเขตทั้ง ๕๐ สำนักงานเขต สืบเนื่องมาจากดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่เรียบแล้วก็รวมไปถึงฟุตพาท (Footpath) ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ได้แจ้งไปยังทางสำนักงานเขต ทางสำนักงานเขตก็ให้คำตอบมาว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความดูแลของสำนักการโยธาของ กรุงเทพมหานคร ซึ่งแจ้งไปหลายครั้งหลายหนก็ยังไม่ได้มาปรับปรุงเสียทีหนึ่ง จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ก็เกิดความล่าช้าในการที่จะปรับปรุงในเรื่องของการแก้ปัญหาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ท่านประธานคะ ดิฉันเข้าใจว่าภารกิจของสำนักการโยธา ของกรุงเทพมหานครมีภารกิจหลายด้านมาก ซึ่งจะต้องดูแลในภาพรวมของ ๕๐ เขต ของกรุงเทพมหานคร บุคลากรก็มีจำกัดไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นท่านอย่ารวมอำนาจในการดูแล ฝ่ายเดียวเลยค่ะ ถ่ายโอนให้กับสำนักงานเขตทั้ง ๕๐ เขตในกรุงเทพมหานคร ในการมาแบ่งเบา ภาระให้กับท่านในการดูแลปรับปรุงถนน อย่างเช่น ถนนที่เป็นสายหลักตั้งแต่ ๔ เลนขึ้นไป สำนักการโยธาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนถนนสายรองที่ต่ำกว่า ๔ เลน ท่านก็มอบหมายให้ทาง สำนักงานเขตเป็นผู้ดูแลเพื่อที่จะได้มาปรับปรุงได้อย่างทันท่วงที รวมไปถึงในส่วนของฟุตพาท (Footpath) ทางเท้าที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมากในกรุงเทพมหานคร สำนักการโยธามีแบบ อยู่แล้วค่ะ ท่านก็มอบแบบนี้ให้กับสำนักงานเขต และเขตเองก็มีงบถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในแต่ละปีเพื่อที่จะมาซ่อมแซมฉุกเฉินก็จะทำได้อย่างรวดเร็วแล้วก็ทันท่วงทีด้วย

ส่วนเรื่องที่ ๒ คือถนนอาจณรงค์ค่ะท่านประธาน ดิฉันเคยพูดฝากท่านประธาน ผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ครับ

นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอปรึกษาหารือท่านถึงปัญหาโครงการก่อสร้างถนน สายทางหลวงหมายเลข ๑๑ ลำพูน-เชียงใหม่ ดังนี้

จุดเริ่มต้นของเส้นทางโครงการเริ่มที่สามแยกดอยติ จังหวัดลำพูน จุดสิ้นสุด อยู่ที่ก่อนถึงแยกสะพานดอนจั่น จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางทั้งสิ้น ๒๔.๓๕ กิโลเมตร งบประมาณในการก่อสร้าง ๑,๔๗๔ ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างที่ใช้งบประมาณ ค่อนข้างสูง ชาวบ้านในพื้นที่ที่ใช้เส้นทางสัญจรเป็นประจำ ขอถามไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม มายังท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้

๑. ก่อสร้างขยายถนนในเส้นทางจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางหลัก ในการเดินทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดอื่น ๆ ภาคเหนือ รวมถึงผู้ที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพมหานคร มายังจังหวัดเชียงใหม่นั้นจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามที่กำหนดในสัญญาหรือไม่ โดยเดิมสัญญาระบุว่าเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙ จนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๒

๒. ในระหว่างการก่อสร้างที่ผ่านมามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะ ในยามกลางคืนไม่มีแสงสว่างที่เพียงพอต่อการมองเห็นในการขับขี่ยานพาหนะ โดยเฉพาะ ไหล่ทางซึ่งเป็นทางต่างระดับที่มีความชันไม่เท่ากัน ตามภาพเมื่อสักครู่นะคะ และสุดท้ายค่ะ

๓. การขยายถนนในช่องทางใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาในขณะนี้มีความต่างระดับ ที่ค่อนข้างสูงซึ่งไม่สามารถใช้สัญจรได้ตามปกติ ดิฉันจึงเรียนมายังทางท่านประธานสภา ผ่านไปยังกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ให้ช่วยเร่งติดตามตรวจสอบโครงการทางหลวง หมายเลข ๑๑ เส้นทางลำพูน-เชียงใหม่โดยเร่งด่วน ขอบคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ครับ

นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๘ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้มีเรื่องที่จะปรึกษาหารือท่านประธาน ผ่านไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ เกี่ยวกับเรื่องการระบายรถในเขตลาดพร้าวโดยใช้เส้นทาง การจราจรถนนลาดพร้าว-วังหิน โดยใช้ซอยลาดพร้าว-วังหิน ๖๑ ทะลุออกถนนรัชดาภิเษก เป็นซอยรัชดาภิเษก ๓๒ ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาการระบายรถที่ติดขัดมาก หางแถวติดยาว ในเขตลาดพร้าวของเรา วันนี้ผมจึงมาเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ กรุงเทพมหานคร สจส. และ บก.จร. ให้เข้าไปศึกษาแก้ไขปัญหา ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้นะครับ

ประเด็นแรก อยากให้กวดขันเรื่องของวินัยจราจร คือห้ามจอดตลอดทั้งซอย ลาดพร้าว-วังหิน ทะลุรัชดาภิเษก

ประเด็นที่ ๒ โดยการแบ่งเลนจาก ๒ เลน เป็น ๓ เลน โดยที่ใช้วิธีการช่วงเช้า ถึงบ่าย ๓ โมง ขาออกจากลาดพร้าว-วังหิน ออกรัชดาภิเษกขอเป็น ๒ เลน ขาเข้าเป็น ๑ เลน และช่วงบ่าย ๓ โมงลงไปถึงช่วงค่ำ ขาเข้าจากรัชดาภิเษกเข้ามาเป็น ๒ เลน ขาออก ๑ เลน แล้วก็มีสัญญาณจราจรข้างบนที่จะบอกว่าเลนไหนเป็นของเลนไหน เพราะวันนี้ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักของเขตลาดพร้าวในการระบายรถออกสู่ถนนรัชดาภิเษก ก็เป็น ความเดือดร้อนมาก ฝากให้หน่วยงานเร่งดำเนินการด้วย ขออีกนิดเดียวนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่จอดรถของสภาเราครับ วันแรกเมื่อวานนี้ยุ่งยากมาก คิดว่า การบริหารจัดการปล่อยให้คนเข้ามาเยอะเกินไปโดยไม่ได้ตรวจเช็ก (Check) แล้วก็จอดส่ง จอดส่งนี่เกะกะมากเลยทำให้หางแถวทะลุถึงข้างหน้าเลย คือแทนที่จะมาจอดแอบ ๆ หน่อย ฝากท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เป็นประเด็น ที่เราหารือกันพอสมควรกับเรื่องนี้ว่าผู้ติดตาม ส.ส. ควรจะมีสิทธิเอารถมาจอดไหม ที่ปรึกษา ส.ส. ควรจะมีสิทธิไหม มิฉะนั้นที่จอดรถจะไม่มีนะครับ เพราะว่าแต่ละท่านมีผู้ติดตาม มีที่ปรึกษาหลายท่าน อันนี้ก็คุยกันอยู่ ขอบพระคุณครับ ต่อไปคุณสงวน พงษ์มณี ครับ

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน วันนี้ขอหารือท่านประธานเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง คือผมได้รับการร้องเรียนจากญาติผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดลำพูน เรือนจำจังหวัดลำพูน แออัดมากครับท่านประธาน สามารถรับได้ตามปกติประมาณพันกว่าคน ตอนนี้ต้องแบกรับ ๓,๐๐๐ คน แล้วก็ยังมีส่วนที่จะต้องดูแลคือเรื่องน้ำเสียอีก ท่านประธานครับ อยากจะให้ กระทรวงยุติธรรมส่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไปตรวจดูและจะให้ความช่วยเหลืออย่างไร เพราะวันนี้เรือนจำจังหวัดลำพูนได้รับภารกิจเพิ่ม คือรับผู้ต้องขังที่ฟื้นฟูไปอีก ๓๐๐ คน จึงมีปัญหามากที่ส่วนราชการส่วนกลางแบ่งภารกิจเพิ่มแต่ไม่ได้ไปดูแลอะไร ผมขอฝาก ท่านประธานเรียนทางกระทรวงยุติธรรมได้ส่งคนไปดูด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของที่เคยหารือไว้แล้ว คือเรื่องของโรงพยาบาลลำพูน ก็ได้รับภารกิจเพิ่ม ทางกระทรวงเมื่อให้ภารกิจเพิ่มในการรับผู้ป่วยวิกฤติก็ขอเครื่องอำนวย ความสะดวก ขออาคารมาที่ทางสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณปีนี้ไม่ให้เลย อยากจะ ให้ทางกระทรวงไปดูอีกทีว่าถ้ารับภารกิจเพิ่มแบบนั้น แล้วก็เป็นจังหวัดอุตสาหกรรมด้วย รับประชากรแฝงอีกเป็นแสนคนจะสร้างความลำบากมหาศาล อยากให้กระทรวงสาธารณสุข ไปดูแลด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านสงวนนะครับ ต่อไปคุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่านประธานครับ พี่น้องชาวประมงทั้งพื้นบ้านและพาณิชย์ก็ได้ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา รวมไปถึงพยายามที่จะปฏิบัติตามกรอบที่รัฐบาลกำหนดไว้ครับ จนในปัจจุบันสามารถที่จะ ปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปได้ แต่ตอนนี้ท่านประธานครับ พี่น้องชาวประมงกำลังประสบ กับปัญหาความเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาสินค้าทะเลตกต่ำ ภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน รวมไปถึงความรุนแรงในการบังคับใช้กฎหมาย ล่าสุดได้มีกลุ่มพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน ตำบลสาคร อำเภอท่าแพ ที่เคยใช้เครื่องมือโพงพางในการทำการประมง ซึ่งในปัจจุบันนี้ กฎหมายห้ามไม่ให้ใช้เครื่องมือประเภทนี้ในการทำการประมง ส่งผลให้พี่น้องชาวประมง เหล่านี้วันนี้ไม่มีอาชีพครับ และไม่มีรายได้เพียงพอที่จะดูแลครอบครัว ผมเองก็อยากจะ วอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบให้เหมาะสมกับสภาพ ความเป็นจริงเพื่อที่จะให้พี่น้องชาวประมงเหล่านี้สามารถที่จะมีอาชีพทำกิน สามารถที่จะ ดูแลครอบครัวได้ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากร นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาของพี่น้อง ประมงพาณิชย์ที่ ณ เวลานี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ การติดเครื่องติดตามเรือประมงขนาดเล็ก ที่มีขนาดตั้งแต่ ๑๐-๓๐ ตันกรอส (Ton gross) ด้วยกัน ผมเองเป็นห่วงว่าจะไปเป็นการเพิ่มภาระทางต้นทุนที่สูงอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก แล้วก็อยากจะให้มีการจัดสรรงบประมาณลงมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ เพื่อเป็น การแบ่งเบาภาระ รวมไปถึงช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงด้วยอย่างที่ต่างประเทศเขาทำกันครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากนะครับ ต่อไปคุณสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ครับ

นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วยอำเภอกันทรารมย์ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอโนนคูณ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนชาวบ้านหนองน้ำเต้า ตำบลเมืองน้อย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยผู้ใหญ่บ้านนายวินัย สุขเขียว กับนายวิจิตร อุ่นอ่อน ได้พาชาวบ้านมาร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องถนนหนทาง การสัญจรไปมา ไม่สะดวกจากบ้านหนองน้ำเต้าไปบ้านหนองไฮ ตำบลอีปาด ถนนสายนี้ระยะทาง ๒ กิโลเมตร ถ้าการสัญจรไปมาสะดวกจะย่นระยะทางได้ประมาณ ๕ กิโลเมตร ฝากท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย

ส่วนเรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านหนองมะเกลือ ตำบลโนนค้อ เกี่ยวกับบ็อกซ์คัลเวิร์ต (Box Culvert) ซึ่งเมื่อก่อนนั้นทางองค์การบริหารส่วนตำบลโนนค้อ เป็นผู้ก่อสร้าง ขณะนี้ได้พังลงเสียหายมาหลายปีแล้ว และชาวบ้านได้ใช้น้ำตรงนี้ ใช้น้ำก็เยอะ ช่วงหน้าแล้งก็มีน้ำ ถ้ามีน้ำก็ได้เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ถ้าช่วงหน้าฝนชาวบ้านก็ได้ไปรดผัก รดต้นไม้ ฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมทรัพยากรน้ำและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้ไปซ่อมบ็อกซ์คัลเวิร์ต (Box Culvert) ตรงนี้ให้ด้วยครับ

ส่วนเรื่องที่ ๓ ผมได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านบ้านโพธิ์ ตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ บอกว่าระยะทางจากบ้านโพธิ์ไปหาบ้านหนองดินดำ ตำบลบก ระยะทาง ๘ กิโลเมตร ช่วงนี้ก็จะเป็นหลุมเป็นบ่อหลังจากฝนตกมา ขอฝากท่านประธานไปยัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ขอขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณอรรถกร ศิริลัทธยากร ครับ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตหารือความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นจำนวน ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ได้รับการประสานจาก ท่านมานพ ยืนยงค์ นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลสิงโตทอง ในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องที่อยู่ในชุมชนคลอง ๒๐ ก็คือพี่น้อง ที่อาศัยอยู่ในหมู่ ๔ หมู่ ๕ หมู่ ๖ หมู่ ๗ และหมู่ ๘ และพี่น้องที่อาศัยอยู่ในชุมชนคลอง ๑๙ ที่อยู่ในหมู่ ๒ ตำบลสิงโตทอง พี่น้องเหล่านี้ประสบปัญหาขาดน้ำอุปโภคบริโภคมาอย่าง ยาวนาน โดยปกติทั่วไปจะใช้น้ำบนผิวดินเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ แต่ก็ไม่เพียงพอในทุก ๆ ปี ขาดแคลนน้ำ กระผมจึงอยากจะขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมช่วยขุดบ่อบาดาลเพื่อพี่น้องในชุมชนจะได้บรรเทาทุกข์ สำหรับพี่น้องประชาชนในตำบลสิงโตทองด้วยครับ

เรื่องที่ ๒ ขออนุญาตเรียนว่าผมนั้นได้รับการร้องเรียนจากท่าน สจ. ไพศาล ช้างพลายแก้ว สจ. เขตอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา พี่น้องเขตตำบลโพรงอากาศ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ จำนวนทั้งหมด ๔๕๘ ครัวเรือน โดยในชุมชนนี้มีวัด ๑ แห่ง มีโรงเรียน ๑ แห่ง มีโรงงานขนาดเล็กอีก ๕ แห่ง มีปัญหาเรื่องระบบน้ำประปาไม่สะอาดบ้าง น้ำประปาขาด ๆ หาย ๆ บ้าง จึงขออนุญาตอีกทีหนึ่งครับ ขอเรียนผ่านท่านประธานไปยัง การประปาส่วนภูมิภาค จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยครับ กราบขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากนะครับ ต่อไป คุณศักดินัย นุ่มหนู ครับ

นายศักดินัย นุ่มหนู ตราด

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศักดินัย นุ่มหนู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พรรคอนาคตใหม่ ผมขออนุญาต ที่จะได้นำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของพี่น้องชาวจังหวัดตราดมาหารือ ต่อท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม ดังนี้ครับ

ถ้าพูดถึงเกาะช้าง ท่านประธานครับ เป็นที่รู้จักของคนไทยแล้วก็ชาวต่างชาติ เป็นอย่างดีครับ ในแต่ละปีมีคนเข้ามาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมากนับล้าน ๆ คนทีเดียวครับ นำรายได้จำนวนไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ว่าการลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานจากภาครัฐมีน้อยมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นชาวจังหวัดตราดโดยเฉพาะ พี่น้องที่อยู่อำเภอเกาะช้าง อำเภอแหลมงอบ ต้องการที่จะให้มีการสร้างสะพานข้ามฟาก จากอำเภอแหลมงอบไปสู่อำเภอเกาะช้าง ทั้งนี้ก็ด้วยความจำเป็นใน ๓ ด้านที่สำคัญ ๆ

ด้านที่ ๑ ก็คือเรื่องของด้านการคมนาคม เวลาที่เราลงไปที่เกาะช้างที่จะไป ท่องเที่ยวหรือว่าคนที่อยู่บนเกาะที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เส้นทางที่ใช้สัญจรก็คือเรื่องของทางเรือ ซึ่งก็ยอมรับว่ามีความล่าช้า แล้วก็ยิ่งในช่วงเทศกาลที่มีคนเดินทางลงไปท่องเที่ยวก็จะประสบ กับปัญหาเรื่องของการรอคอยกันเป็นเวลานาน

ส่วนในเรื่องด้านเศรษฐกิจ หากมีการสร้างสะพานก็จะทำให้อำเภอแหลมงอบ ซึ่งในขณะนี้มีเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างมากก็จะได้กลับมาฟื้นตัว มีความคึกคักกันอีกครั้งหนึ่ง

ในด้านสาธารณสุขครับ ก็จะได้เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย ผู้ป่วย ตลอดจนการนำความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ยามที่เกิดภัยพิบัติครับ ดังนั้นผมจึงใคร่ขอ ความกรุณาในส่วนของทางกระทรวงคมนาคมได้เร่งศึกษาทำโครงการในการที่จะช่วยกัน ในการสร้างสะพานข้ามฟากแห่งนี้ด้วยครับ ขอขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ครับ

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ต้องหารือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เนื่องจากดิฉันได้รับ หนังสือมาจาก นายสันติ พันทวาที นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปรัง และนางจีรวรรณ เสียงใหญ่ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปรัง ขอให้ทางราชการได้แก้ปัญหา เรื่องของน้ำท่วม น้ำแล้ง ในคลองท่าเชี่ยว คลองท่าควาย แล้วก็ปากน้ำเทพาอย่างถาวรค่ะ ที่ต้องนำเรียนท่านประธานก็เนื่องจากว่าคลองท่าเชี่ยวและคลองท่าควายต้องรับน้ำจาก ทั้งหมด ๔ ตำบลด้วยกันค่ะ ตำบลเทพราช ตำบลเปลี่ยน ตำบลฉลอง และตำบลทุ่งปรัง ในช่วงน้ำหลาก ในช่วงฤดูฝนน้ำทั้ง ๔ ตำบลจะมารวมกันในคลองท่าเชี่ยวและคลองท่าควาย และต้องไหลลงสู่ปากน้ำเทพา แต่เมื่อเวลาวิกฤติขึ้นมาปากน้ำเทพาจะเป็นปากน้ำปิดค่ะ ท่านประธาน เพราะไม่มีเขื่อนที่จะกันทรายอย่างถาวร ทางองค์การบริหารส่วนตำบลจะต้อง ใช้รถแบกโฮ (Backhoe) เปิดร่องน้ำในทุก ๆ ครั้ง แต่ถ้าช่วงไหนน้ำมาเร็ว น้ำไหลหลาก แบกโฮ (Backhoe) ก็ไม่สามารถลงช่วยได้ทันท่วงทีทันเหตุการณ์ค่ะ จึงนำเรียนท่านประธานผ่านไป ยังกรมเจ้าท่าให้ทำการออกแบบ ทำการสำรวจได้สร้างเขื่อนกันทรายอย่างถาวรค่ะ นำเรียน ไปยังกรมชลประทานเพื่อทำฝายกั้นน้ำนะคะ เนื่องจากพอน้ำท่วมน้ำลงไปทั้งหมดบริเวณ ปากคลองเทพา พอช่วงน้ำแล้งน้ำทะเลหนุนขึ้นมาทำให้พี่น้องเกษตรกรที่อยู่บริเวณ ๒ ฝั่ง ทั้ง คลองท่าเชี่ยวและคลองท่าควายไม่มีน้ำอุปโภคน้ำบริโภค และไปกระทบยังพี่น้อง ที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรด้วยค่ะ

ประการสุดท้าย นำเรียนไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ทำเขื่อนกันตลิ่งพัง ทั้ง ๓ กรมต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ และดิฉันจะนำหนังสือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ขอบคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ นางสาวธนพร โสมทองแดง ครับ

นางสาวธนภร โสมทองแดง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวธนพร โสมทองแดง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ภูมิลำเนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดิฉันได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านหมู่ ๔ บ้านแก่งจอ ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากฝูงช้างป่าตกมันเข้ามา ทำลายพืชผลทางการเกษตรและบ้านเรือนเสียหาย ในเบื้องต้นชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อุทยาน ช่วยกันผลักดันช้างออกไป ท่านประธานคะ เป็นเวลา ๓ ปีแล้วที่ชาวบ้านดังกล่าวนี้เผชิญกับ ปัญหา ชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่สุดท้าย ตอบกลับมาว่าให้ชาวบ้านปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับช้างได้นะคะ แต่ที่สำคัญที่สุดท่านประธานคะ ต้นเดือนธันวาคมนี้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวไร่มัน ซึ่งขณะนี้ฝูงช้างกลุ่มนี้ได้ตีล้อมไร่มันของ ชาวบ้าน ซึ่งไม่สามารถที่จะเข้าไปเก็บเกี่ยวได้ ขอฝากท่านประธานไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แล้วก็กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ช่วยเร่งรัดกำชับ ให้เจ้าหน้าที่ดูแลชาวบ้านอย่างเร่งด่วน ดิฉันมั่นใจว่าปัญหาเรื่องช้างนี้ไม่ใช่มีเฉพาะแค่ จังหวัดกาญจนบุรีจังหวัดเดียว มีอีกหลายจังหวัดที่เกิดปัญหาดังกล่าว ขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณทัศนาพร เกษเมธีการุณ ครับ

นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่ เคารพ ดิฉัน ทัศนาพร เกษเมธีการุณ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา เขต ๘ ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานคะ ขณะนี้พี่น้องชาวนา ชาวเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งมีความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก อย่างเช่น อำเภอห้วยแถลง อำเภอจักราช อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ในเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ยังสูบน้ำมาแบ่งปันกันใช้อยู่ ผลกระทบจากภัยแล้งที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาก มีส่วนราชการระดับอำเภอดำเนินการสำรวจภัยแล้งเรียบร้อยแล้วพร้อมที่จะรายงานจังหวัด แต่ขณะที่ดำเนินการไปนั้นเพียงอาทิตย์เดียวฝนตกลงมาต้นข้าวในนากลับเขียวขึ้นมา พร้อมกับต้นหญ้าแต่ไม่ได้ผลอะไร เพราะว่าต้นหญ้ามากกว่าต้นข้าว ฉะนั้นดิฉันจึงขอให้ ทางรัฐบาลเร่งดำเนินการจ่ายงบภัยแล้งให้กับพี่น้องประชาชน ชาวนาโดยเร่งด่วน พี่น้อง ชาวนารอความช่วยเหลือจากท่านอยู่ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านทัศนาพรครับ ต่อไปคุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ขอเชิญเลยครับ

นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ วันนี้มี ประเด็นอยากจะหยิบยกขึ้นมาปรึกษาหารือ ก็คือการทบทวนมาตรการในการส่งเสริม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยด้วยการใช้ภาษีรายได้จากผลงานศิลปะประเภทนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ภาพยนตร์ ละคร รายการโทรทัศน์ แอนิเมชัน (Animation) เกม เพลง ละครเวที ตลอดจนถึงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยต่าง ๆ ก็คือการเก็บเงินภาษีจากศิลปะ งานประเภทนั้น ๆ แล้วก็เอากลับมาเพื่อพัฒนาในวงการศิลปะประเภทนั้น ดิฉันยกตัวอย่าง จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีหน่วยงานที่ชื่อ ซีเอ็นซี (CNC) เป็นองค์กรอิสระคอยออกมาตรการ เพื่อสนับสนุนวงการภาพยนตร์ในประเทศฝรั่งเศสให้เติบโตและแข็งแรงอย่างต่อเนื่อง มีการออกแบบโครงสร้างทางภาษีที่น่าสนใจโดยการใช้เงิน ๑๐.๗๒ เปอร์เซ็นต์จากราคา ตั๋ว ภาษีจากตั๋วภาพยนตร์เอากลับมาเป็นกองทุนเพื่อให้ผู้ผลิตสามารถรับสิทธิประโยชน์ ในทางภาษีหรือขอทุนสนับสนุนในขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง การนำไปจัดจำหน่าย ในต่างประเทศและเวทีนานาชาติต่อไป ดิฉันเห็นว่าการเก็บภาษีและนำภาษีมาพัฒนาวงการ เป็นเรื่องสำคัญและทำให้งานมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จมากขึ้นก็ฝากหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิจารณาเพื่อจะเก็บนำภาษีเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาวงการศิลปะ และวัฒนธรรมด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณรุ่งโรจน์ ทองศรี ครับ

นายรุ่งโรจน์ ทองศรี บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขอนำปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนมาหารือผ่านท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านประธานครับ เรื่องน้ำประปาของอำเภอประโคนชัยวันนี้อยู่ในขั้นวิกฤติมีน้ำใช้ได้ไม่เกิน ๒ เดือน ดังนั้นมีการประชุมเร่งด่วนทุกภาคส่วนของอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ธีรวัฒน์ วุฒิคุณ หาทางออกโดยการสูบน้ำจากลำปะเทีย ซึ่งมีระยะทางอยู่ประมาณ ๒๒ กิโลเมตร มาเติมให้กับอ่างเก็บน้ำสนามบินเก่าก็ต้องขอฝาก กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการจัดหาเครื่องสูบน้ำรวมทั้งท่อ แล้วก็ค่าน้ำมันเพื่อแก้ปัญหาทำอย่างไรให้ชาวอำเภอประโคนชัยของเราสามารถมีน้ำประปา ใช้ได้ตลอดทั้งปีครับ

เรื่องที่ ๒ ก็ต้องขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ได้ไปขุดเจาะน้ำบาดาล บางส่วนในแล้งที่ผ่านมานี้ แต่ยังมีพื้นที่ที่เป็นวิกฤติซึ่งบัญชีรายชื่อต่าง ๆ ผมจะขออนุญาต ผ่านท่านประธานไปถึงกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

อีกเรื่องหนึ่ง ท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล เขาขอขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล แต่ทำไม่ได้ติดขัดเรื่องระเบียบ แต่วันนี้แล้งจริง ๆ วิกฤติจริง ๆ เขาขอว่าขุดเจาะก่อนได้ไหม ทำเรื่องตามหลัง เรื่องนี้ต้องฝาก สตง. ไปด้วย ไม่ใช่เรื่องทุจริตครับ เพราะวันนี้พี่น้องไม่มี น้ำใช้จริง ๆ และเรื่องนี้ขอคำตอบด้วยครับ

เรื่องที่ ๓ วันนี้ชาวบ้านนอกจากเจอภัยแล้งแล้วยังเจอเรื่องโรคข้าวหักคอรวง เกี่ยวข้าวไม่ได้เลย ดังนั้นขอฝากรัฐบาลเรื่องของการเยียวยาในการดูแลด่วน เร็ว และเพียงพอ ให้กับพี่น้องด้วย ขอกราบขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวชนก จันทาทอง ครับ

นางสาวชนก จันทาทอง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่หารือด้วยกัน ๒ เรื่อง

เรื่องแรก สิ้นสุดสัญญาจ้างทำถนนแต่ถนนไม่แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นถนนอยู่ใน ความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย สาย ๒๐๒๖ จากบ้านดอนกลาง ถึงบ้านนาหนัง ตำบลนาหนัง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ลักษณะของถนนเป็นถนน คอนกรีตเสริมเหล็กระยะทางเพียงแค่ ๓ กิโลเมตร สิ้นสุดสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๒ จนถึงวันนี้ วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ถนนเสร็จเพียงแค่เลนเดียวค่ะ ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นถนนตอนนี้มีความต่างระดับเพราะถนนเสร็จแค่เลนเดียว กลางคืนไม่มีไฟส่องสว่าง เกิดอันตรายต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายครั้งแต่ไม่ได้รับการแก้ไข ดิฉันจึงนำเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดหนองคายให้เข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนค่ะ

เรื่องที่ ๒ ตลิ่งพังทลายทำให้ดินทรุดตัวเกิดจากกระแสแม่น้ำโขงกัดเซาะทำให้ ดินทรุดตัวหลายหมู่บ้าน บริเวณตลิ่งห้วยน้ำสวย บ้านปากสวยกลาง บริเวณตลิ่งห้วยหลวง บ้านหนองเรือคำ บริเวณตลิ่งริมแม่น้ำโขงบ้านถิ่นดุง ทั้งหมดอยู่ในตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ตอนนี้ตลิ่งทรุดตัวทำให้ดินทรุดตัวติดกับบ้านเรือนของประชาชนแล้ว พี่น้องประชาชนหวาดกลัวว่าบ้านพักของตัวเองจะไหลไปตามกระแสน้ำ ดิฉันจึงนำเรียน ผ่านท่านประธานสภาไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงคมนาคม ให้เข้าไปช่วยแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน ขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ คุณรณเทพ อนุวัฒน์ ครับ

นายรณเทพ อนุวัฒน์ ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายรณเทพ อนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ผมมีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังต่อไปนี้

เรื่องแรก เป็นปัญหาเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนถนนคันคลอง ชลประทานสายแยกทางหลวงหมายเลข ๓๑๕ ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา กิโลเมตรที่ ๑๖-๑๗ ไปวัดแหลมประดู่ ตำบลสระสี่เหลี่ยม อำเภอพนัสนิคม บริเวณสี่แยกสะพานคลองชลประทาน ที่จะแยกเลี้ยวขวาไปเขาคีรีรมย์ ตำบลหัวถนน อำเภอพนัสนิคม เนื่องจากไม่มีสัญญาณไฟจราจร และที่บริเวณสี่แยกสะพานข้ามคลองเลี้ยวซ้ายไปตำบลท่าข้าม เลี้ยวขวาไปตำบลสระสี่เหลี่ยม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เนื่องจากสะพานข้ามคลองนั้น มีปลายไม่เปิดและไม่ตั้งฉากกับถนน มีราวสะพานที่สูงบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ รวมทั้ง ไม่มีสัญญาณไฟจราจรซึ่งเป็นมาตรฐานก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการสูญเสีย ทั้งชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

เรื่องที่ ๒ เป็นปัญหาการระบายน้ำของคลองชลประทาน ๓ แห่งด้วยกัน แห่งแรกได้แก่ คลองน้ำเค็ม ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอพนัสนิคม ที่มีคลองกว้าง ๑๕ เมตร แต่ว่า มีประตูระบายน้ำ ๔ บาน บานละ ๑ เมตร เท่ากับ ๔ เมตร ประตูระบายน้ำคลองพานทองขยาย อำเภอพานทอง คลองกว้าง ๕๐ เมตร มีประตูระบายน้ำ ๒ บาน บานละ ๔ เมตร เท่ากับ ๘ เมตร ประตูระบายน้ำบางปะกง ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง คลองกว้าง ๕๐ เมตร มีประตูระบายน้ำ ๒ บาน บานละ ๔ เมตร เท่ากับ ๘ เมตร ทั้งหมดนั้นรับน้ำจากเขื่อนสียัด และอ่างเก็บน้ำคลองหลวง ซึ่งในหน้าฝนทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากมีประตูระบายน้ำ แคบกว่าท้องคลองนั้นก่อให้เกิดการชะลอน้ำ เมื่อปริมาณน้ำฝนมีมากก็ทำให้เกิดปัญหา น้ำท่วมในเขตอำเภอพนัสนิคมและอำเภอพานทองเหมือนกับปี ๒๕๕๔ และปี ๒๕๕๖ ขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินการแก้ไข ปัญหาดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ ครับ

นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เจนวิทย์ ไกรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่จากจังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานเรื่องเดียว เรื่องนั้นก็คือเรื่องขอขยายไฟฟ้า ๓ เฟส (Three Phase) สืบเนื่องจากสหกรณ์กองทุนสวนยางไสกรูดการเกษตร จำกัด ตำบลนาไม้ไผ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ก่อสร้างโรงงานอัดยางลูกขุน ลงทุนด้วยเงินของสหกรณ์เอง เกือบ ๖ ล้านบาท เพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราและส่งออกต่างประเทศ หลังจาก ก่อสร้างเสร็จมา ๓ ปีแล้วไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องการใช้ไฟฟ้า ๓ เฟส (Three Phase) ในการเดินเครื่องเพื่อผลิตยางลูกขุน ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้ช่วยเข้าไปดำเนินการขยายไฟฟ้า ๓ เฟส (Phase) ให้กับสหกรณ์กองทุนสวนยางไสกรูด การเกษตร จำกัด ด้วย จะเป็นการช่วยเกษตรกรชาวสวนยางได้อีกทางหนึ่ง เพราะปัจจุบัน ราคายางพาราตกต่ำ การส่งเสริมให้มีการแปรรูปจะเป็นช่องทางสำคัญในการยกระดับ เรื่องยางพารา ท่านประธานครับ เราสามารถดูตัวอย่างได้ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางโสตประชา จำกัด อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากที่ผมได้ลงพื้นที่กับหัวหน้าพรรค ท่านธ นาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผมได้นำมาหารือในสภาแห่งนี้ ปรากฏว่าปัจจุบันสหกรณ์กองทุนสวนยาง โสตประชา จำกัด มีการสั่งผลิตแผ่นปูพื้นสนามฟุตบอลเข้ามาเป็นจำนวนมาก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางสหกรณ์กองทุนสวนยางโสตประชา จำกัด สามารถรับซื้อยาง ในราคากิโลกรัมละ ๖๐ บาท ได้โดยไม่ต้องอาศัยโครงการประกันรายได้ของทางรัฐบาล ผมจึงเรียนผ่านท่านประธานสภาให้ช่วยประสานไปยังหน่วยงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไป ดำเนินการอย่างเร่งด่วนด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี

นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สุราษฎร์ธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอหารือผ่านท่านประธานสภา กรณีปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านประธานที่เคารพครับ อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประสบกับปัญหาภัยแล้ง ในแต่ละปีนานถึง ๒ เดือน ในขณะที่อำเภอเกาะพะงันในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ ๑๖,๐๐๐ คน มีความต้องการที่จะใช้น้ำ ปีละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่การประปาส่วนภูมิภาคสามารถผลิตน้ำเพื่อใช้ ในการอุปโภคและบริโภคได้เพียง ๑๔๔ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเท่านั้น ท่านประธานครับ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ศึกษาความเหมาะสมเพื่อวางแนวทาง การพัฒนาแหล่งน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาชน ในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่วมกัน และประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำธารประเวศ แต่ไม่สามารถก่อสร้างโครงการดังกล่าวได้ เพราะพื้นที่ก่อสร้างบางส่วนทับซ้อนกับพื้นที่ ป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะพะงัน โซน (Zone) อนุรักษ์เพิ่มเติม ท่านประธานครับ หากมีการ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำธารประเวศดังกล่าวแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ใช้ประโยชน์ ๑,๐๐๐ ไร่ แบ่งเป็นน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และน้ำสำหรับทำการเกษตร สามารถรองรับนักท่องเที่ยว ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าได้ และยังสามารถพัฒนาโครงการโดยต่อยอดในการจัดภูมิทัศน์ เพื่อให้อ่างเก็บน้ำธารประเวศเป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหม่ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งใน และต่างประเทศได้เป็นอย่างดี กระผมจึงขอนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ช่วยกันบูรณาการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนดังกล่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ครับ

นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตหารือท่านประธานไปถึงท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรครับ เนื่องจากว่า วันที่ ๔ มิถุนายนเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยื่นญัตติเกี่ยวกับการผันน้ำโครงการ โขง เลย ชี มูล ป่าสัก แล้วก็โครงการผันน้ำ กก อิง น่าน เจ้าพระยา ป่าสัก จนถึงปัจจุบันนี้ผมเสนอเป็นญัตติด่วน แต่ทางสภาได้บรรจุเป็นญัตติธรรมดา ผมไม่ทราบว่าสิ้นสมัยประชุมหรือสิ้นสุดสภาแห่งนี้ โครงการดังกล่าวจะได้เข้าหรือไม่ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า ขณะนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อน้ำแล้งประชาชนก็เดือดร้อน น้ำมากประชาชนก็เดือดร้อน ใช้งบประมาณมหาศาลที่ไปดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกร เพราะฉะนั้นก็กราบเรียน ท่านประธานได้กรุณาบรรจุเป็นญัตติด่วนตามเจตนารมณ์ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอไปแล้วนั้น แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าถ้าโครงการดังกล่าวล่าช้าต่อไป รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาล โครงการดังกล่าวเราได้นำเสนอมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ เป็นต้นมา ปัจจุบันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าโครงการเราได้ศึกษามา โครงการผันน้ำ โขง เลย ชี มูล ป่าสัก และโครงการผันน้ำ โขง กก อิง น่าน เจ้าพระยา ป่าสัก ทุกหน่วยราชการได้ ดำเนินการศึกษาข้อดี ข้อเสีย สิ่งแวดล้อม ท่านครับ วันนี้ยกมาได้แค่เล่มเดียวครับ เยอะแยะมาก แม้แต่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ไปทำวิจัยแล้วก็วิเคราะห์ และหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าทั้งชลประทาน ทั้งส่วนต่าง ๆ ก็ได้ดำเนินการไปแล้ว เพราะฉะนั้น สุดท้ายนี้กราบขอบคุณท่านประธานสภาได้กรุณาบรรจุ วันนี้พี่น้องฝากมาว่าแล้งทั้งหมดเลย ข้าวโตมาได้ประมาณคืบหนึ่ง อำเภอเมือง อำเภอโคกสำโรง อำเภอสระโบสถ์ อำเภอหนองม่วง อำเภอพัฒนานิคม อำเภอบ้านหมี่ อำเภอท่าวุ้ง วันนี้ข้าวกำลังจะตายหมดแล้วครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณมากครับ รับสิ่งที่ท่านเสนอเพื่อเร่งญัตติของท่าน เดี๋ยวนี้จับกลุ่มแล้วครับ เรียนให้ท่านทราบจะได้ สบายใจว่าเราเอากลุ่มเรื่องน้ำมาวางว่ามีกี่ญัตติ ที่ผมได้เรียนไว้เมื่อวานก็คือว่าคงจะต้องหา โอกาสประชุมพิเศษญัตติธรรมดาที่ไม่ใช่ญัตติด่วนสักวันหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งเชื่อว่าเราจะทำได้ ขอความร่วมมือว่าเมื่อถึงวันนั้นขอให้เรามาประชุมให้พร้อมกัน และผมจะเชิญเจ้าของญัตติ ทั้งหมดมาพบว่าญัตติของท่าน มีสมาชิก ๗ ท่านเสนอ ๖ ท่าน ๕ ท่าน เราแบ่งเวลากันไหม ของท่าน ๗ คน ๗ ญัตติ ให้สองชั่วโมง สามชั่วโมงและแบ่งเวลากัน ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเราทำได้ ขอความร่วมมือสมาชิกไว้ล่วงหน้า ขออนุญาตเชิญท่านภาคภูมิ บูลย์ประมุข ครับ

นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ตาก

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ภาคภูมิ บูลย์ประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมมีเรื่องมานำเรียนหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ราคาผลผลิตข้าวโพดตกต่ำ ผมได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรว่า ข้าวโพดปีนี้ราคาต่ำกว่าปีที่แล้วพอสมควร เนื่องจากมีการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน คือประเทศพม่าเข้ามานะครับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศพม่า กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้นำเข้าได้เฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม หากจะนำเข้านอกจากนี้ต้องเสียภาษีถึง ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพ่อค้าส่วนใหญ่ไม่นำเข้า เพราะไม่คุ้มทุน ผมจึงสงสัยว่าตอนนี้ที่ชาวบ้านบอกว่าข้าวโพดนำเข้าจากประเทศพม่า วันละ ๒๐-๑๐๐ พ่วงทุกวัน ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์แห่งที่ ๒ ทุกวัน มันเป็นการ นำเข้าที่ถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ ถ้าถูกต้องตามระเบียบผมยินดี เพราะว่าเป็นการนำเข้า ๗๓ เปอร์เซ็นต์ รายได้ของประเทศไทยมหาศาลมาก แต่ถ้าไม่ใช่เป็นการทำลายระบบ การนำเข้าของประเทศไทยและสร้างความเสียหายให้เกษตรกรมาก จึงขอนำเรียนผ่านหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมศุลกากรหรือว่าหน่วยงานความมั่นคงไปตรวจสอบหน่อยว่า การนำเข้าถูกต้องหรือไม่ ถูกตามระเบียบหรือไม่

เรื่องที่ ๒ เป็นการเร่งรัดเรื่องการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยฉลอม และการสร้าง อาคารบังคับน้ำแม่น้ำปิงกับแม่น้ำวังของอำเภอสามเงา บ้านตาก วังเจ้าและเมืองตาก โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยฉลอมมีการสำรวจตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ๒๐ ปีแล้วครับยังไม่ได้รับ การก่อสร้างเลย ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่การสำรวจของกรมป่าไม้กับกรมชลประทานในแปลง สุดท้ายซึ่งได้ทราบว่าจะสำรวจในวันนี้ ถ้าหากสำรวจแล้วอยากจะเร่งรัดให้กรมป่าไม้อนุญาต ให้ใช้พื้นที่ให้แก่กรมชลประทาน กรมชลประทานจะได้ตั้งงบประมาณเพื่อจะใช้พิจารณา ในปีงบประมาณปี ๒๕๖๓ ต่อไป ซึ่งถ้าหากทั้งอ่างเก็บน้ำ ทั้งอาคารบังคับน้ำสร้างเสร็จ ประชากรทั้งหมดหลายหมื่นครัวเรือน หลายแสนไร่จะได้ใช้น้ำตรงนี้เป็นประโยชน์มหาศาล แก่ชาวจังหวัดตาก ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ผมขอเรียน เพื่อจะได้เตรียมตัว ๑๐ ท่านต่อไป ท่านแรก ท่านบุญฐิณ ประทุมลี ท่านวุฒินันท์ บุญชู นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร นายนิรมิต สุจารี นายอับดุลอายี สาแม็ง นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นายทองแดง เบ็ญจะปัก นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ นางเทียบจุฑา ขาวขำ

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล ท่าน พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก นายนพดล แก้วสุพัฒน์ นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ นายเทพไท เสนพงศ์ นายพยม พรหมเพชร นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ท่านได้เตรียมตัวนะครับ ท่านบุญฐิณ ประทุมลี เชิญครับ

นายบุญฐิณ ประทุมลี มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม บุญฐิณ ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมีเรื่องที่จะหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง สืบเนื่องจากครั้งที่แล้วก็คือ

เรื่องที่ ๑ เรื่องดินสไลด์ (Slide) บ้านเรือนพี่น้องเสียหายของพี่น้องชาวบ้านกลาง ตำบลคำบก อำเภอคำชะอี ฝากถึงท่านอธิบดีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ชัดเจน จึงฝากท่านประธานถึงอธิบดีด้วย

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของหัวสะพานขาด พี่น้องมีความกังวลที่จะขนอ้อย ในวันที่ ๑ ธันวาคม เนื่องจากว่าโรงงานที่จะเปิดรับซื้อ แต่ได้รับการประสานงาน ได้รับ ความเมตตาจากท่านอดีตรัฐมนตรี โสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม ได้ประสานกับอธิบดีจะดำเนินการให้ทันในการที่จะขนส่งอ้อยในวันที่ ๑ ธันวาคมแน่นอน จึงขอขอบคุณล่วงหน้า ณ โอกาสนี้แทนพี่น้องครับ ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์

พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชานิยม วันนี้ผมมีเรื่องที่จะมาหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือ ความเดือดร้อนตำรวจ เรื่องที่ ๒ คือความเดือดร้อนประชาชน ขอชาร์ต (Chart) ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ฟังดูทั้งตำรวจ ทั้งประชาชนเดือดร้อน คือตำรวจเดือดร้อนเพราะระบบตำรวจเอง เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่ การถูกร้องเรียน สารพัดที่เดือดร้อน ผมจะบอกช่องทางถ้าตำรวจเดือดร้อน ก็ร้องเรียนมาได้ที่คณะกรรมาธิการการตำรวจ ประชาชนเหมือนกันถ้าเดือดร้อนเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจก็ร้องเรียนมาได้ที่คณะกรรมาธิการการตำรวจ ขอชาร์ต (Chart) ด้วยครับ พอถึงผมนี่ขัดข้องไปทุกเรื่อง ขอชาร์ต (Chart) ด้วยครับ แผ่นที่ ๒ แผ่นแรกก็ยังไม่ได้ แผ่นที่ ๒ ก็ยังไม่ได้และเวลาของผมก็จะหมดนะครับ นี่แผ่นแรก ท่านดูนะครับช่องทางในการ ที่จะร้องเรียนมา ขอแผ่นที่ ๒ เลยเวลาจะหมดแล้วครับ แผ่นที่ ๒ กรรมาธิการ ๑๕ ท่าน ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดัง ๆ ทั้งนั้น มาจากหลายเขตหลายที่นะครับ ขอกล่าวนาม ยกย่องท่านประธานนิโรธ สุนทรเลขา ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจนะครับ ร้องเรียนมาได้ในช่องทางที่ผมขึ้นชาร์ต (Chart) แสดงแล้วครับ ยังไม่ทันพูดจะหมดเวลาแล้ว แผ่นสุดท้ายของ ส.ส. ฝากผมร้องเรียนมา เรื่องความเดือดร้อนของตำรวจ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ชดเชยเวลาให้ท่านครับ เชิญครับ

พลตำรวจเอก ยงยุทธ เทพจำนงค์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ ต่อเลยนะครับ สุดท้ายความเดือดร้อนของตำรวจ บ้านตำรวจจะไหม้แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแผ่นสุดท้ายครับ หนี้สินตำรวจ ตำรวจ ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นหนี้สินเฉลี่ยคนละ ๑ ล้านบาท และอยู่ได้อย่างไร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝากประธาน ถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องแก้ไขปัญหานี้ครับ ตำรวจเป็นผู้ใช้กฎหมายแต่ตำรวจ เดือดร้อนเป็นหนี้ ท่านดูตัวเลขได้ครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูไมโครโฟนในบริเวณนั้นด้วยครับ ต่อไปขอเชิญท่านวุฒินันท์ บุญชู ครับ

นายวุฒินันท์ บุญชู สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วุฒินันท์ บุญชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ อำเภอบางพลีเป็นสถานที่ตั้งของสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะนี้ทาง ทอท. ได้ทำการขยายรันเวย์ (Runway) ๓ และ ๔ เพื่อรองรับผู้โดยสาร แต่ผลกระทบที่เกิดตามมา ก็คือบริเวณพื้นที่ตำบลบางปลาซึ่งประกอบไปด้วยหมู่ที่ ๑๐ และหมู่ที่ ๑๑ ซึ่งได้รับผลกระทบ จากการที่จะขยายรันเวย์ (Runway) ๓ และ ๔ ก็คือเรื่องเส้นเสียง ซึ่งทาง ทอท. เรียกว่า ช่องว่างระหว่างรันเวย์ (Runway) แต่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่าช่องว่างหูกระต่าย เพราะลักษณะการขึ้นลงของเครื่องบินเป็น ๒ เส้นทางเหมือนกับหูกระต่าย หรือเป็นง่าม หนังสติ๊ก ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนได้มาร้องเรียนทางกระผมซึ่งเป็น ส.ส. อยู่ในพื้นที่ ให้นำข้อร้องเรียน ให้นำปัญหาต่าง ๆ นี้เข้าสู่สภาอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งกระผมเห็นว่าทาง ทอท. ซึ่งมีรายได้ปีหนึ่งประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท น่าจะทำการดูแลและชดเชยความเดือดร้อน ให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ขอฝากท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ ท่านกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ครับ

นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพอย่างสูงครับ ผม กรุงศรีวิไล พรรคพลังประชารัฐ เขต ๕ จังหวัดสมุทรปราการ

เรื่องแรก ที่จะกราบเรียนท่านประธานวันนี้ ต้องขอชื่นชมท่านประธาน ที่ได้กล่าวตักเตือนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาแห่งนี้ก็คือเรื่องความสะอาดในห้องประชุม เมื่อเช้านี้ผมมาถึงที่นี่เวลา ๗ โมง ๔๐ นาที ผมต้องขอบคุณแม่บ้านของสภาทุกท่านประมาณ ๒๐-๓๐ ท่าน เช็ดเก้าอี้เก็บกวาดกันอย่างดี สิ่งหนึ่งที่ความศักดิ์สิทธิ์ของสภาแห่งนี้ก็คือ องค์พ่อพระสยามเทวาธิราชท่านได้จุติมาอยู่ในสยามประเทศนี้ ทำให้มีท่านประธานสภา ก็คือ ท่านชัย ชิดชอบ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านชวน หลีกภัย เป็นประมุขของ ส.ส. ทุกคน ผมเองอยู่วงการบันเทิงมา ๔๙ ปี สิ่งหนึ่งที่พบก็คือความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง รัฐบาลนี้ทำงานได้จริง ๆ แล้วยังไม่ครบ ๔ เดือนจริง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างประชาชนถามผม ตลอดเวลาว่าทำไมมัวทำอะไรกันอยู่ในบ้านเมืองนี้ ทำไมไม่ให้ประเทศเดินทางไปข้างหน้า ผมก็บอกว่ามีแต่ใส่ร้ายป้ายสีกันอยู่ตลอดเวลา พี่น้องครับ ท่านประธานครับ และอย่างนี้บ้านเมือง เราจะหาความสุข ความเจริญต่อไปอย่างไร ความมั่นคงของประเทศจะเป็นเช่นไรต่อไปครับ ผมวอนกราบเท้าก็ได้ครับ ท่านผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่าให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ไม่ว่าท่านจะเป็นฝ่ายค้านหรือว่าฝ่ายรัฐบาล ให้ดูแลพี่น้องประชาชนของเราทั้งประเทศด้วย ความจริงใจและความซื่อสัตย์ อย่าทุจริตต่อหน้าที่ คอร์รัปชัน (Corruption) ขอบพระคุณ ด้วยความเคารพครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เราต้อง ให้เกียรติทุกคนนะครับ และผมก็ตั้งใจทำให้สภานี้เป็นสภาที่สุจริตที่สุดเท่าที่เราสามารถ ทำได้ ขอเชิญต่อไปครับ นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ครับ

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ขอนแก่น

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน สรัสนันท์ อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอใช้พื้นที่ในวันนี้เป็นช่องทางผ่านท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงนะคะ เนื่องด้วยเขตพื้นที่ ของดิฉันประกอบไปด้วยอำเภอพล อำเภอแวงน้อย อำเภอแวงใหญ่ และอำเภอโคกโพธิ์ไชย มีการทำเกษตรไร่อ้อยเป็นจำนวนมาก ชาวไร่อ้อยจำนวนหลายพันรายตอนนี้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากว่าสภาวะฝนทิ้งช่วงและสภาวะภัยแล้งตลอดปีที่ผ่านมา ต้นทุนการปลูกอ้อยนั้น ไม่ต่ำกว่าไร่ละ ๕,๙๐๐ บาท แต่ต้องกลับเป็นศูนย์ เพราะว่าสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ความเสียหายของชาวไร่อ้อยคล้ายคลึงกับชาวนา แต่กลับไม่ได้รับความเยียวยา ไม่ได้รับการ ดูแลจากรัฐบาลเลย ทั้งที่รัฐบาลมีมาตรการออกมาสนับสนุนให้เกษตรกรผันตัวมาปลูกอ้อย เพิ่มขึ้นแทนที่จะปลูกข้าวเพื่อความสมดุลของตลาด แต่ก็ต้องกลับถูกลอยแพ ดิฉันจึงอยาก เรียกร้องแทนชาวไร่อ้อยทั้งประเทศที่ได้รับผลกระทบอยู่ให้หน่วยงานต่าง ๆ เกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดออกมาสำรวจความเสียหายตามจริง แล้วก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ประการที่ ๒ ราคาอ้อยที่ตกต่ำตลอดระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน เพราะว่า ความต้องการของโลกเปลี่ยนไป อยากให้รัฐบาลเข้ามากำกับดูแลสักนิดหนึ่ง เพราะว่า ทุกวันนี้ราคาอ้อยขึ้นอยู่กับโรงงานน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ ไม่สอดคล้องกับนโยบายที่พรรค ฝั่งรัฐบาลให้คำมั่นสัญญาที่ให้กับชาวไร่อ้อยไว้เมื่อครั้งตอนหาเสียงว่าจะได้อ้อยตันละ ๑,๐๐๐ บาท แต่ทุกวันนี้ ๖๐๐ บาทก็ลำบากเหลือเกินค่ะ จึงขอฝากท่านรัฐบาลไปทวง คำสัญญาที่ให้ไว้กับชาวไร่อ้อยทั้งประเทศ ขอบคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ คุณนพดล แก้วสุพัฒน์ เชิญครับ

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นพดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่อง ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้นะครับ

เรื่องที่ ๑ เรื่องปัญหาการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับ ความเดือดร้อนก็คือเรื่องตำแหน่งผู้บริหาร หรือบุคลากรของท้องถิ่นทั่วประเทศตอนนี้ว่างอยู่ เกือบ ๒๐,๐๐๐ กว่าตำแหน่ง ทำให้ไม่มีบุคลากรที่จะมาให้บริการในการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนในหน้าที่ ก็ให้กระทรวงมหาดไทยช่วยดำเนินการแก้ไข ต่อไปครับ

เรื่องที่ ๒ การที่กระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศเกี่ยวกับการลดหย่อน ค่าธรรมเนียมนิติกรรมที่ดินและสินทรัพย์เกี่ยวกับที่ดินทำให้รายได้ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นลดลงไม่สามารถบริหารงานได้ตามแผน และไม่มีแนวทางหรือมาตรการที่จะ ชดเชยความเสียหายหรือรายได้ที่ลดลง ก็อยากฝากไปให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้ออก ประกาศได้แก้ไขหรือหาแนวทางดำเนินการ

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กส่วนใหญ่ ไม่มีช่างวิศวกรในการออกแบบดำเนินการแก้ไขหรือว่าอนุมัติ อนุญาต ก็อยากจะให้ กระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการแก้ไข เนื่องจากว่าด้วยระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของ กระทรวงมหาดไทยในการเบิกจ่าย ในการก่อสร้างของท้องถิ่นจะต้องมีวิศวกรรับรองแบบ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กไม่มีบุคลากรด้านนี้ ทำให้ไม่สามารถทำโครงสร้าง พื้นฐานที่จะบริการพี่น้องประชาชนได้ ทำให้งบประมาณของรัฐเองก็ถูกจำกัดในการใช้ แล้วก็เหลือจ่ายตลอดมา ก็อยากจะให้กระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้ ขอบคุณท่านประธานมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป คุณนิรมิต สุจารี ครับ

นายนิรมิต สุจารี ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่องหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้ครับ

เรื่องที่ ๑ ผลจากพายุโพดุลทำให้ถนนหนทางสัญจรไปมาไม่สะดวก เพราะฉะนั้น ขอขยายจราจรและติดสัญญาณไฟจราจรถนนสาย ๒๐๔๖ โพนทอง-กุฉินารายณ์ สี่แยก โรงเรียนบ้านหนองแวงแห่ มีความจำเป็นเร่งด่วน

เรื่องที่ ๒ ขอให้ซ่อมพนังกั้นลำน้ำยังบริเวณบ้านชุมพร ตำบลชุมพร อำเภอเมยวดี บ้านโนนเชียงหวาง ตำบลโคกกกม่วง บ้านดอนหวาย ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด

เรื่องที่ ๓ ถนนสายบ้านหนองชุมแสงชัย ไปบ้านหนองขอนแก่น ตำบลคำนาดี อำเภอโพนทอง ถนนบ้านหนองแข้ดง หมู่ที่ ๕ ตำบลบึงงาม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย ขอให้ดำเนินการโดยเร่งด่วนด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ ท่านวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ครับ

นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๓ ผมมีเรื่องหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนเกี่ยวกับไม่มีน้ำผลิตประปา สืบเนื่องจากว่าในเขตเทศบาลตำบลด่านขุนทด และหมู่บ้านใกล้เคียงเดิมใช้น้ำผลิตประปาที่อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกรตอนบน ซึ่งเดิมจุน้ำได้ ประมาณ ๙-๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากปีนี้ประสบภัยแล้งอย่างวิกฤติ ทำให้อ่างเก็บน้ำ ดังกล่าวแห้งขอดไม่มีน้ำผลิตประปาให้กับพี่น้องประชาชน ขณะนี้ประปาด่านขุดทด สาขาด่านขุนทดได้ใช้น้ำจากบึงถนนหักใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติของหมู่บ้านจาก ตำบลกุดพิมาน ซึ่งเป็นน้ำกร่อยและมีปริมาณไม่มากนัก สามารถผลิตประปาได้เพียงไม่เกิน ๓ เดือน หากสิ้นน้ำแห่งนี้แล้วก็ไม่มีน้ำที่ผลิตประปา อีกเลยครับ จึงขอให้การประปาส่วนภูมิภาคได้ทำการแก้ไข โดยวางท่อน้ำจากการประปา อำเภอสีคิ้วมาสู่การประปาอำเภอด่านขุนทดเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวอำเภอด่านขุนทด ประกอบกับพี่น้องชาวอำเภอสีคิ้วหลาย ๆ ตำบล ตามถนนเส้น ๒๐๑ ไม่ว่าจะเป็นตำบลกุดน้อย ตำบลหนองบัวน้อย ตำบลบ้านหัน ตำบลกฤษณาก็ขาดแคลนน้ำ เพราะว่าน้ำประปาหมู่บ้าน แห้งขอดหมด น้ำใต้ดินก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้เป็นน้ำกร่อยแล้วก็เค็ม จึงขอให้การประปา ส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการแก้ไขเป็นการด่วนครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ ท่านอับดุลอายี สาแม็ง ครับ

นายอับดุลอายี สาแม็ง ยะลา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายอับดุลอายี สาแม็ง ส.ส. เขต ๓ จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ผมอยากจะหารือ กับท่านประธานเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อราชนิดใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดในสวนยางพารา ณ ขณะนี้กำลังเกิดหนักที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๙ อำเภอ กินเนื้อที่ เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ณ ขณะนี้ไปถึงอำเภอรือเสาะ ซึ่งอยู่ในเขตแดนของจังหวัดยะลา กับจังหวัดนราธิวาสแล้ว กลัวว่าจะมีการข้ามเขาไปอีกลูกหนึ่งก็จะไปเข้าเขตจังหวัดยะลา เขตจังหวัดปัตตานี เขตจังหวัดสงขลา แล้วก็ทราบข่าวมาว่าเกษตรกรก็บอกว่าเชื้อรานี้ เกิดขึ้นที่จังหวัดของท่านประธานด้วยที่อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรังแล้วครับ ลักษณะที่เกิด ก็คือเป็นเชื้อราที่ติดใบยางพารา ต่อมาใบยางพาราก็จะร่วงลงทั้งต้น ต้นยางพาราก็พยายาม ที่จะให้เกิดยอดใหม่ ในขณะเดียวกันเชื้อราก็เกิดเชื้อโรคขึ้นมาใหม่เป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ ก็เป็นปัญหาผลกระทบกับพี่น้องของชาวสวนยางพารา ณ ขณะนี้ก็ไม่สามารถที่จะกรีดยางได้ หรือพยายามที่จะกรีดน้ำยางก็ลดลงเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีผลกระทบเป็นอย่างมาก ก็อยากจะให้ท่านประธานประสานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อที่จะได้สกัดกั้น การแพร่ระบาดเชื้อราเหล่านี้ หรือไม่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาจจะมีขีดความสามารถ ที่จำกัดในเรื่องการฉีดพ่นสารป้องกันเชื้อราในเขตสวนยาง อาจประสานไปยังกองทัพภาคที่ ๔ อาจจะมีเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ในการที่จะช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในเรื่องนี้ เพราะว่า ณ ขณะนี้ความเสียหายก็เกิดขึ้นเป็นร้อยล้านบาทแล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ผมไม่ได้ ตอบแทนนะครับ แต่ก็เป็นเรื่องจริงแล้วก็ทำเรื่องไปเมื่อวานซืนนะครับ ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ

นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย วันนี้มีเรื่องปรึกษาหารือกับทางท่านประธานสภา คือช่วงนี้เป็นช่วงพืชผลการเกษตรกำลัง ออกสู่ตลาด อย่างเช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ตอนนี้ราคาออกมาแล้วราคาค่อนข้างถูก เช่นราคาข้าวโพดตอนนี้ข้าวโพดฝักราคา ๕.๒๐ บาท ซึ่งราคาต้นทุนอยู่ที่ ๖ บาทแล้ว อยากจะให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือด้านราคาให้เกษตรกรอยู่ได้ และมันสำปะหลังราคาตอนนี้ ท้องตลาดรับซื้อกัน ๒ บาท แต่ราคาต้นทุนจริงก็ ๒ บาทแล้ว ทำอย่างไรให้ประชาชน เขาอยู่ได้ในด้านการเกษตร เพราะว่าราคาเท่ากับต้นทุน การทำงานของเกษตรกรก็ประสบ ปัญหามาตลอด และไม่มีใครที่ทำแล้วมีโอกาสรวยได้

เรื่องที่ ๒ คือราคาอ้อยที่รัฐบาลเคยให้สัญญากับประชาชนไว้ว่าปลูกอ้อย จะได้ราคาตันละ ๑,๑๐๐ บาท จนป่านนี้ราคาเท่าไรยังไม่มีการกำหนด เห็นข่าวว่าออกมา อยู่แค่ราคาตันละ ๘๐๐ บาท ซึ่งราคาต้นทุนก็อยู่ที่ ๙๐๐ บาทแล้ว เกษตรกรไทยคือทำไร่ ทำนา ผลิตผลที่ออกมาไม่มีรายได้ที่คุ้มค่าเลย วอนรัฐบาลช่วยเหลือหน่อยนะครับ และ

เรื่องที่ ๓ คือเรื่องเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ตอนนี้น้ำในเขื่อนไม่มีกักเก็บเลยนะครับ เหลืออยู่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ทราบว่าตอนนี้การบริหารจัดการน้ำจะทำอย่างไร เพราะว่าเท่าที่ฝนตกมานี่จังหวัดลพบุรีไม่มีฝนเลย ก็อยากจะวอนให้ทางกรมชลประทาน ช่วยดูการเก็บน้ำป่าสักเพื่อให้การบริโภคของประชาชนด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ ท่านณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ครับ

นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ น่าน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ส.ส. น่าน เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้มีเรื่องกราบหารือ ท่านประธาน ๓ เรื่อง

เรื่องแรก ผมได้รับการร้องเรียนจากท่านผู้ใหญ่สนั่น คำแสน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยท่าง หมู่ ๕ ตำบลไชยวัฒนา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ขอให้ช่วยหารือท่านประธาน ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากทุกปีทางหมู่บ้านห้วยท่าง ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก มีน้ำไม่พอใช้ทั้งในการอุปโภคบริโภค แล้วก็รวมถึงการทำ การเกษตรด้วย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ปัญหาโดยการขยายอ่างเก็บน้ำ ห้วยตะเคียนพร้อมอาคารระบายน้ำ และระบบส่งน้ำเข้าพื้นที่ทางการเกษตรเพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็กราบหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม เรื่องขอให้ ช่วยจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างถนนคอนกรีตหรือว่าถนนลาดยาง เส้นทางจากบ้านปง ตำบลเจดีย์ชัย อำเภอปัว ไปยังบ้านน้ำฮาว ตำบลจอมพระ อำเภอท่าวังผา ซึ่งเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอปัวไปยังอำเภอท่าวังผา ถ้าก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะสามารถ ช่วยร่นระยะทางระหว่าง ๒ ตำบล ๒ อำเภอเป็นอย่างมาก และยังเป็นเส้นทางที่พี่น้องใช้เข้าสู่ เส้นทางด้านการเกษตรอีกด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ผมได้รับการร้องเรียนมาจากท่านผู้ใหญ่อนุรักษ์ ผู้ใหญ่บ้านห้วยขวาก หมู่ที่ ๑๑ ตำบลบ่อเกลือเหนือ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ให้ช่วยหารือท่านประธานไปยัง กระทรวงคมนาคมอีกเช่นเดียวกัน ช่วยจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างถนนคอนกรีต เส้นทางเข้าบ้านห้วยขวากด้วยครับ เนื่องจากหน้าฝนนี้ไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้เลย ขอฝากท่านประธานด้วยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ครับ

นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมุทรสาคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวจอมขวัญ กลับบ้านเกาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ขอหารือท่านประธานสภาเกี่ยวกับปัญหาประมงนะคะ เนื่องจากการที่สหภาพยุโรปได้ประกาศใบเหลืองในเรื่องของการทำประมงผิดกฎหมาย และการขาดการรายงานและการไร้การควบคุมของไทยตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ และได้ปลดล็อก ใบเหลืองเมื่อปี ๒๕๖๒ แต่ปัญหาและผลกระทบก็ยังอยู่กับพี่น้องชาวประมง ซึ่งจากข้อมูล ของกรมประมงปัจจุบันมีเรือที่ถูกต้องตามกฎหมาย ๓๘,๔๙๕ ลำ เป็นเรือประมงพาณิชย์ ๑๐,๕๖๕ ลำ และเป็นเรือประมงพื้นบ้าน ๒๗,๙๓๐ ลำ ซึ่งจากก่อนหน้านี้มีเรือประมงพื้นบ้าน มากกว่า ๕๐,๐๐๐ ลำ พี่น้องชาวประมงในพื้นที่จึงฝากดิฉันมาเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาให้กับชาวประมง โดยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขอให้ใช้มาตรา ๘๓ ของ พ.ร.ก. ประมง เป็นการช่วยให้ ภาคประมงประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ตลอดจนการแก้ไขกฎหมายบางมาตรา ที่ห้ามประมงพื้นบ้านออกจากฝั่งเกิน ๓ ไมล์ทะเล การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพประมง พื้นบ้าน การจ่ายเงินชดเชยเมื่อเกิดความเสียหายเหมือนกับเกษตรกรชาวไร่ ชาวนา แล้วก็ขอให้เร่งรัดโครงการรับซื้อเรือ การแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มีบทบัญญัติโทษรุนแรง เกินมาตรฐานสากล และกฎไอยูยู (IUU) แล้วก็ขอให้รัฐบาลช่วยจัดทำโครงการสินเชื่อ เสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูศักยภาพทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมง นอกน่านน้ำด้วย ฝากท่านประธานนำเรียน ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ ท่านศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ครับ

นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อำเภอปากช่อง ท่านประธานครับ ผมเคยหารือท่านประธานเกี่ยวกับบ้านซับหินแก้ว ตำบลจันทึก ไม่มีไฟฟ้าใช้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ครับ

ท่านประธานครับ เรื่องต่อมาผมเคยตั้งกระทู้ถามสดถามท่านประธานไปยัง รัฐบาลเกี่ยวกับเงินทดแทนชดเชยให้กับพี่น้องชาวเกษตรกรทั่วประเทศ พี่น้องประชาชน ชาวเกษตรกร อำเภอปากช่อง ที่ปลูกข้าวโพดแล้วหนอนกระทู้กัดกินยืนต้นตาย ค่าชดเชย เยียวยาก็ยังไม่ได้ครับ

ท่านประธานครับ เรื่องต่อมาอำเภอปากช่องมีหอประชุม พี่น้องประชาชน ชาวอำเภอปากช่องนั้นได้ใช้หอประชุมในการจัดงานบวช งานแต่ง งานต่าง ๆ พี่น้อง ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างมาก ท่านประธานครับ นายอำเภอสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ ท่านได้จัดประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านประจำเดือนทุกครั้ง ตอนนี้อาคารชำรุดทรุดโทรมมาก ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรงบประมาณมาช่วยซ่อมแซมด้วยครับ

ท่านประธานครับ เทศบาลเมืองปากช่องมีถนนหนทางชำรุดทรุดโทรมมาก ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านนายกคมกฤษณ์ ลิ้มปัญญาเลิศ นายกเทศมนตรีที่จัดสรร งบประมาณมาดูแลซ่อมแซมอย่างดี เมืองใหญ่ถนนเยอะ จึงฝากท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้จัดสรรงบประมาณมาช่วยด้วยครับ พี่น้องประชาชนชาวบ้าน ขนงพระเหนือ ตำบลขนงพระ มีถนนที่เชื่อมไปยังบ้านท่าช้างถนนชำรุดเสียหายมาก ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบช่วยซ่อมแซมซ่อมสร้างให้กับพี่น้อง ประชาชนด้วยครับ

ท่านประธานครับ มีพี่น้องประชาชนชาวเกษตรกร อำเภอปากช่องได้มา ยื่นหนังสือกับผมว่าต้องการโฉนด ต้องการเอกสารสิทธิในการทำกินของพี่น้องประชาชน ชาวเกษตรกร และต้องการขุดลอกคลอง ขุดบ่อบาดาล ตำบลคลองม่วงและทุกตำบลด้วย ขอฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป คุณเทพไท เสนพงศ์

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นำเรียนท่านประธานผ่านไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม เรื่องการย้าย สถานีรถไฟนครศรีธรรมราชมาที่วังวัว ตำบลช้างซ้าย อำเภอพระพรหม ซึ่งโครงการนี้ได้ริเริ่ม ตั้งแต่ยุคของนายสุรินทร์ มาศดิตถ์ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๑๒ จนถึงบัดนี้ ๕๐ ปีแล้วครับ อายุพร้อม ๆ กับเวลาที่ท่านประธานชวนมาทำงานการเมืองครับ ๕๐ ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ผมก็อยากจะเสนอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำแผนย้าย สถานีรถไฟจังหวัดนครศรีธรรมราชมาไว้ที่วังวัวซึ่งสถานที่ก็เพียงพอ พื้นที่เพียงพอแล้วก็ให้ ใช้เส้นทางของรถไฟเดิมปรับเป็นถนน ๘ เลนเข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อที่จะ แก้ปัญหาการจราจร ส่วนสถานีเดิมก็อยากจะให้สร้างเป็นสวนรถไฟ เป็นสวนสาธารณะ เพื่อที่จะ เป็นปอดให้คนในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เป็นสถานที่พักผ่อนของคน ในเขตเมือง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมก็อยากจะเรียนว่าไม่อยากจะให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ถูกกล่าวหาว่าเป็นไดโนเสาร์ทำงานล่าช้า เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ขอให้เป็นไดโนเสาร์หรอกครับ ขอให้เป็นแค่เต่าเพื่อที่จะคืบคลานให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จให้ได้ แล้วก็ดังที่เจตนาของ อดีตนักการเมืองผู้อาวุโสของจังหวัดนครศรีธรรมราช คือ ท่านสุรินทร์ มาศดิตถ์ ซึ่งบัดนี้ ท่านก็ล่วงลับไปแล้ว แต่โครงการที่ท่านได้ริเริ่มมาตั้งแต่วันที่ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกคือ ปี ๒๕๑๒ ๕๐ ปีที่ผ่านมาโครงการนี้ก็ยังไม่คืบ ผมเลยอยากฝากโครงการนี้ผ่าน ท่านประธานไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย ขอบคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ ท่านทองแดง เบ็ญจะปัก ครับ

นายทองแดง เบ็ญจะปัก สมุทรสาคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมมีเรื่องปรึกษาหารือ คือการทำชลประทานน้ำเค็มที่จังหวัดสมุทรสาคร ตอนนี้น้ำที่จะ เอามาทำการเพาะหอยแครง หอยแมลงภู่เป็นประมงชายฝั่งทั้งหมดที่เกิดผลกระทบ มาจากการประมงออกทะเลไม่ได้นั้น เราอยากจะทำให้ชาวบ้านหรือชาวประมงที่อยู่ใน จังหวัดสมุทรสาครได้มีอาชีพต่อเนื่องหลังจากที่การประมงนั้นเป็นไปไม่ได้มีกฎข้อห้าม มากมายนั้น การชลประทานน้ำเค็มนั้น คุณธนพล วิโรจน์กิจจา เป็นผู้ขอ เป็นประธานเกษตรแปลงใหญ่ ที่จังหวัดสมุทรสาคร มีผลกระทบก็คือการออกเรือไม่ได้นั้น เราอยากมีอาชีพเพื่อสนับสนุน ให้เกษตรกรในจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม ที่เกี่ยวเนื่องกันนั้น ผลมาจากปากแม่น้ำทั้ง ๔ ก็คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเพชรบุรี แล้วก็แม่น้ำ แม่กลองนั้น เมื่อไหลออกมาสู่ปากอ่าวไทย ก. ไก่ แล้วนั้น มันมีมลภาวะไม่สามารถที่จะทำ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายทะเลได้ เพราะน้ำเป็นมลภาวะที่เสียนั้นทำให้ไม่สามารถเพาะ พวกหอยแครง หอยแมลงภู่ และพวกปูได้ เพราะฉะนั้นจึงขอเรียนมายังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้ทำชลประทานน้ำเค็มให้เกษตรกรจังหวัดต่าง ๆ ที่เกิดผลกระทบจากน้ำเสีย สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นั้น ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากนะครับ ต่อไปท่านพยม พรหมเพชร ท่านพยมไม่อยู่ครับ ผมขอมาที่นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ขอเชิญครับ

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ จากการที่เราปิดสมัยประชุมสภาและ ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปพบปะพี่น้องประชาชน ปัญหาหนึ่งในพื้นที่เขตลาดกระบังที่ดิฉันได้รับ การร้องเรียน ร้องทุกข์เข้ามามาก นั่นก็คือปัญหาถนนที่ผู้คนใช้ในการสัญจรมีสภาพชำรุด ทรุดโทรมเสียหาย รวมถึงไม่ได้รับการดูแลมาเป็นเวลานานมาก พี่น้องประชาชนต้องประสบ อุบัติเหตุบ่อยครั้งในการเดินทาง รวมถึงน้อง ๆ นักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนก็เดินทาง ไปด้วยความยากลำบาก บางครั้งก็ไปไม่ถึงโรงเรียน เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ประชาชนไม่สบายใจ เป็นอย่างยิ่ง และดิฉันเองต้องขออนุญาตท่านประธานประสานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานโยธา กรุงเทพมหานคร รวมถึงรัฐบาลที่จะจัดสรรงบประมาณลงไปด้วย เส้นที่ ๑ ถนนเลียบคลองมอญ เส้นที่ ๒ ถนนประชาพัฒนา และเส้นที่ ๓ ดิฉันจะกล่าวถึง นั่นก็คือถนนร่มเกล้า ซอย ๑๗ ที่จะออกสู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการสุวรรณภูมิ ที่ท่าน ผอ. ได้เรียนว่าปี ๒๕๖๓ ก็ยังไม่มีการนำเรื่องเสนอเข้าสู่ชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ เพราะฉะนั้นปีนี้แล้ว จะเป็นปัญหาอย่างมากในการเดินทางสำหรับเด็กนักเรียนที่จะต้องใช้ถนนหนทางในการ เดินทาง ดิฉันจึงต้องขออนุญาตท่านประธานประสานถึงหน่วยงานได้โปรดเล็งเห็นถึง ความสำคัญตรงนี้ด้วย เพราะว่าการที่เราบริการในเรื่องการเดินทางนั้น นั่นหมายถึงเขาจะ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าหากว่ายังไม่ได้รับการปรับปรุงที่ได้มาตรฐาน ดิฉันขอเป็นฟุตพาท ( Footpath) ที่จะทำให้คนมีทางเดินด้วย เพื่อที่จะสนับสนุนในเรื่องของการลดใช้รถยนต์ ส่วนตัว แล้วก็การรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ดิฉันขอฝากท่านประธานด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านพยม เชิญครับ

นายพยม พรหมเพชร สงขลา

ท่านประธานที่เคารพ ผม พยม พรหมเพชร เมื่อสักครู่ท่านประธานได้เรียกชื่อผมเพื่อหารือ ตอนเช้าผมได้ยินท่านประธานพูดไม่มีชื่อผม ผมเข้าใจว่าไม่มี ผมขออนุญาตเพื่อหารือนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประกาศชื่อท่านพยม ประกาศไปทุกคน เชิญครับ

นายพยม พรหมเพชร สงขลา

ท่านประธาน ตลอดจนถึงท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ กระผม พยม พรหมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เขต ๓ พรรคพลังประชารัฐ กระผมมีเรื่องจะหารือผ่านท่านประธานไปสู่กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่าได้รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ ๙ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา โดยการนำของผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการประจำหมู่บ้านในเรื่องเอกสารสิทธิที่ดิน เรื่องนี้ พี่น้องประชาชนได้ต่อสู้แล้วก็ผลักดันมานานแล้วนะครับ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ในพื้นที่ เดียวกันบางรายก็ได้มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน บางรายเป็น ส.ป.ก. แล้วก็บางรายไม่มี เอกสารสิทธิ พี่น้องประชาชนก็ทำมาหากินกันปกติ สามารถทำสวนเป็นสวนยางพารา เป็นส่วนใหญ่ เวลาได้รับการช่วยเหลือเรื่องการเยียวยาเรื่องยางพารา พี่น้องประชาชน บางรายก็ได้รับสิทธิในการรับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาล แต่พี่น้องที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ก็ไม่สามารถที่จะรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลได้ ทำให้มีข้อแตกต่างกัน ต้องยอมรับว่าในพื้นที่ ของหมู่ที่ ๙ ขอขอบพระคุณนะครับ ต้องขอความช่วยเหลือ ขอฝากให้รัฐบาลช่วยดูแล เรื่องเอกสารสิทธิพี่น้องประชาชนทั้งหมดทั่วประเทศ เพื่อความพร้อมเพรียงกันนะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากนะครับ ท่านมีอะไรก็ส่งเป็นหนังสือมาได้ครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านพิเชษฐ์ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ท่านประธานครับ เวลาขณะนี้อีก ๓ นาที จะถึง ๑๑ โมง ทีนี้เราหารือกันมายาวนาน ตอนนี้องค์ประชุมก็ยังไม่ครบ ผมอยากจะให้ ท่านประธานได้กรุณาเรียก ส.ส. ที่ยังมาไม่ถึงหรือยังไม่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร หรือว่า ยังประชุมกรรมาธิการอยู่ให้มาลงชื่อ เพราะว่าถ้าองค์ประชุมไม่ครบ ตอนนี้เกินเวลามาชั่วโมง กว่าแล้ว ตามระเบียบของเราถ้าเกิดว่าองค์ประชุมไม่ครบ เวลาเลยมาขนาดนี้ มันไม่เป็นองค์ประชุม เราจะประชุมต่อไม่ได้นะครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เนื่องจากก่อนที่เรา จะประชุมตามวาระปกติ ตามข้อบังคับ เราอนุญาตให้สมาชิกปรึกษาได้นะครับ อันนี้เป็นไป ตามข้อบังคับ ขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาของการปรึกษา ประเดี๋ยวเมื่อถึงเวลาแล้วเราค่อยดู องค์ประชุมอีกทีหนึ่ง เหลืออีก ๓ ท่าน เชิญท่านสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ครับ เรียนท่านสมาชิกว่า เครื่องที่มีปัญหาสำหรับพวกเราบางท่านนั้นได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าแผ่นชิป (Chip) ที่ติดบัตรแสดงตนไม่สะอาด เมื่อเช็ดทำความสะอาดเครื่องอ่านบัตร ก็อ่านบัตรได้ครับ เพราะฉะนั้นพวกเราก็ดูเรื่องนี้ เชิญครับ

นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต ๒ พรรคพลังประชารัฐ ผมขอหารือท่านประธานสภา ๒-๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในจังหวัดนราธิวาส เนื่องจาก ตอนนี้ได้เกิดปัญหาต้นยางใบร่วงจากการระบาดของเชื้อรา เชื้อราดังกล่าวนี้มาจากทาง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมาพร้อมกับหมอกควันของประเทศอินโดนีเซียในวันก่อนนี้ เกษตรกร ชาวสวนยางในอำเภอสุไหงปาดีแล้วก็อำเภอแว้งได้รับผลกระทบมากครับ ตอนนี้กินเนื้อที่ ในจังหวัดนราธิวาสประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าไร่แล้ว ผมอยากจะฝากท่านประธานสภา แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบเยียวยาด้วยเพราะปัจจุบันราคายางก็ตก พี่น้องประชาชน เดือดร้อนมากเลยนะครับ

เรื่องที่ ๒ เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ตามนโยบายของรัฐบาล สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งขณะนี้สนามบิน นราธิวาสมีเที่ยวบินแค่ ๒ เที่ยวบิน จากเดิมมีอยู่ ๓ เที่ยวบิน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินหาดใหญ่ อยากจะฝากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมช่วยเพิ่มสายการบินในจังหวัดนราธิวาส ด้วยนะครับ ซึ่งประชาชนได้รับผลกระทบมาก ค่าเครื่องบินตอนนี้ตกเฉลี่ยแล้วคนหนึ่ง ประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาทต่อคน อยากจะให้เพิ่มเที่ยวบินของจังหวัดนราธิวาส สัก ๑ เที่ยวบิน ขอบคุณครับ

เรื่องที่ ๓ เรื่องของด่าน ตม. ของอำเภอสุไหงโก-ลก เนื่องจากประชาชน ได้ร้องเรียนมาว่าพื้นที่ดังกล่าวทุก ๆ วันศุกร์จะมีนักท่องเที่ยวของประเทศมาเลเซียเข้ามา ในพื้นที่ ซึ่งทำให้การจราจรในพื้นที่ติดขัดมาก อยากจะฝากให้ท่านประธานช่วยเพิ่มกำลังพล ของด่าน ตม. ตรวจคนเข้าเมืองด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ นางเทียบจุฑา ขาวขำ ครับ

นางเทียบจุฑา ขาวขำ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอนำความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือกับท่านประธาน ดังต่อไปนี้ค่ะ

ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล บ้านหยวก พี่น้องประชาชนในพื้นที่เขตอำเภอน้ำโสมว่าถนนมีสภาพชำรุดเสียหายหนักมาก เป็นหลุมเป็นบ่อ เวลาฝนตกถนนก็ลื่น นักเรียนและประชาชนทั่วไปใช้สัญจรไปมาลำบากมาก จึงขอให้กรมทางหลวงชนบทได้ก่อสร้างถนนลาดยาง ดังต่อไปนี้คือ ๑. ถนนสายบ้านน้ำปู่ บ้านหนองน้ำขุ่น ระยะทาง ๑.๒ กิโลเมตรเชื่อมไปทางตำบลดงมะไฟ อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ๒. ถนนสายบ้านโคกสะอาด ตำบลโสมเยี่ยม อำเภอน้ำโสม ๓. ถนนสายบ้านโสมเยี่ยม อำเภอน้ำโสมไปยังโรงเรียน ตชด. บ้านห้วยเวียงงาม อำเภอนายูง ได้ก่อสร้างแล้วถนนเส้นนี้ แต่ยังเหลืออยู่ ๒ ช่วง ช่วงละ ๑ กิโลเมตร ถนนทั้ง ๓ เส้นนี้ เกินศักยภาพของท้องถิ่นหรือ อบต. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงขอให้กรมทางหลวงชนบทได้เข้ามาก่อสร้างถนนลาดยางให้พี่น้องประชาชนด้วยค่ะ

ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนอีกจากพี่น้องประชาชนขอให้ กรมทางหลวงก่อสร้างและขยายไหล่ทางถนนพร้อมทั้งติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างให้กับถนน หมายเลข ๒๐๙๗ สายบ้านผือ-ข้าวสาร เชื่อมไปยังจังหวัดหนองบัวลำภู ขอสร้างถนนไหล่ทาง ๒๐๒๐ สายบ้านผือ-ท่าบ่อ ซึ่งเชื่อมไปยังจังหวัดหนองคาย ถนนทั้ง ๒ เส้นทางนี้คับแคบ เกิดอุบัติเหตุบ่อย ขอให้กรมทางหลวงได้ก่อสร้างถนนแล้วก็ขยายไหล่ทางเพื่อบริการพี่น้อง ประชาชนด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

หากอะไรไม่ครบก็ทำเป็น หนังสือมานะครับ ต่อไปคุณธีรภัทร พริ้งศุลกะ ครับ

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สุราษฎร์ธานี

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือ เรื่องความเดือดร้อนของราษฎรในเขต ๖ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน ๓ เรื่อง ดังนี้

เรื่องแรก ผมได้รับหนังสือจาก นายอาทิตย์ ธรรมโสภณ นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลสมอทอง ขอให้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นดำเนินการซ่อมแซมสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กบ้านชายท่าข้ามคลอง ท่ากระจาย ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างหมู่ ๒ ตำบลสมอทองกับหมู่ ๑ ตำบลคลองพา อำเภอท่าชนะ บริเวณใกล้เคียงมีโรงเรียนอนุบาลและระดับประถมศึกษาชื่อโรงเรียน บ้านชายท่า ซึ่งผู้ปกครองต้องใช้สัญจร สะพานแห่งนี้ได้รับความเสียหายตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๒ ในช่วงพายุปาบึกที่ผ่านมาทำให้ได้รับความเสียหายบริเวณตรงกลาง ของสะพานมีรอยร้าว จึงขอให้หน่วยงานซึ่งผมได้เอ่ยชื่อดังกล่าวเข้าไปทำการตรวจสอบดูแล และจัดหางบประมาณมาทำการซ่อมแซมครับ

เรื่องที่ ๒ ผมได้รับหนังสือจาก นายมงคล ธรรมฤทธิ์ นายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลคันธุลี ขอให้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคดำเนินการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตรในพื้นที่หมู่ ๔ หมู่ ๖ และหมู่ ๓ ของตำบลคันธุลีครับ เพราะปัจจุบันเกษตรกรในบริเวณพื้นที่นั้นมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า จึงขอให้หน่วยงานได้เข้าไปเริ่มดำเนินการ

เรื่องที่ ๓ ผมได้รับการร้องขอจากพระครูพิศาลสรกิจ เจ้าอาวาสวัดพุมเรียง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างเตาเผาศพปลอดมลพิษที่วัดพุมเรียง เนื่องจาก ปัจจุบันเท่าที่มีได้ทรุดโทรมไปมากและบริเวณทั้งตำบลมีเพียงเมรุแห่งนี้เพียงแห่งเดียว จึงฝากท่านประธานไปให้หน่วยงานก็คือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติได้เข้ามาดำเนินการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ขอบคุณมากนะครับ ขอขอบคุณท่านสมาชิกเกือบทั้งหมดก็ได้ทำตรงเวลา มีเพียงประมาณ ๒ ท่านที่เกินเวลา ก็ต้องขอบคุณทุกคน ผมขอเรียนเสริมเมื่อสักครู่นี้ว่ากรณีที่เครื่องขัดข้องนั้นเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วครับ ตามที่ได้เรียนก็คือชิป (Chip) ที่ติดบัตรแสดงตนไม่สะอาด เพราะฉะนั้นเมื่อเช็ดทำความสะอาดแล้วปรากฏว่าเครื่องก็อ่านได้ตามปกติ

เรื่องที่อยากจะเรียนให้ทราบกรณีท่านสิระขอให้ยืนไว้อาลัยนะครับ ขอเรียนแนวปฏิบัติว่าเราจะไม่ทำเรื่องนี้เว้นแต่เป็นกรณีที่พิเศษหรือจำเป็น ผมเรียนเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับว่าในการประชุมสภา พยายามที่จะรักษามาตรฐานไม่ให้รบกวนท่าน เช่นเมื่อมีคณะมาเยี่ยมสภาก็ตกลงกับท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่านเรียบร้อยแล้วครับว่า เราจะไม่ประกาศว่าวันนี้ใครมาเยี่ยม ไม่ใช่ประชุมดี ๆ แล้วก็บอกเดี๋ยว ๆ หยุดก่อน วันนี้ มีคนมาเยี่ยมเท่านั้นเท่านี้คนซึ่งเราเคยเห็นในอดีต ก็ตกลงกันว่าเราจะไม่ให้สิ่งนี้มารบกวน สมาธิสมาชิก แต่จะประกาศเป็นตัวหนังสือว่ามีใครมาเยี่ยม แต่จะไม่ประกาศแทรกระหว่าง ที่เราประชุม เรื่องการไว้อาลัยนั้นผมก็ต้องขอบคุณความห่วงใยท่านสิระนะครับ แต่ว่าเราทำได้ ก็คือการที่เราแจ้งไปยังรัฐบาลเพื่อขอให้ช่วยดูแลครอบครัว เพราะการเสียชีวิตนั้นไม่ได้ มีเพียงเมื่อวานหรือวานซืน มีอยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งไม่ว่า ๑ คน หรือ ๑๕ คน ชีวิตมีความหมาย ทั้งสิ้น และไม่ว่าจะเป็นผู้ใดชีวิตก็มีความหมายทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นความห่วงใยอันนี้ผมขอ ขอบคุณสมาชิกและเราก็ควรจะได้แจ้งไปยังรัฐบาลเพื่อให้ดูแลครอบครัวผู้เสียสละเหล่านี้ ต่อไปครับ ก็เรียนให้ที่ประชุมรับทราบว่าพยายามที่จะสร้างมาตรฐานห้องประชุมนี้ให้เป็น ระบบให้ดีที่สุด ไม่ให้สมาธิในการทำงานของสมาชิกได้เสียไปก็ขอเรียนที่ประชุมรับทราบ ก็จบการปรึกษา สัปดาห์หน้าเราก็จะลด อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ความเห็นไม่ค่อยจะตรงกัน ส่วนหนึ่งก็รู้สึกมันเสียเวลามากอย่างที่สมาชิกได้กล่าว แต่ส่วนหนึ่งก็บอกมันจำเป็นก็เลย ตกลงร่วมกันว่าสัปดาห์หน้าเราจะลดจาก ๒๐ คน ก็เหลือ ๑๕ คน และอนาคตก็ค่อยว่าต่อไป ข้อห่วงใยสมาชิกเรื่องญัตติผมเรียนไว้แล้วว่าขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่แบ่งกลุ่มญัตติ ของท่านแล้ว และจะหารือกับเจ้าของญัตติต่อไปว่ากรณีที่ญัตติของท่านเหมือนกัน อย่างเช่น เรื่องน้ำ เรื่องอะไรก็ตามที่เหมือนกัน เจ้าของญัตติก็จะได้มาหารือว่าเราจะใช้เวลาเท่าไร เราบริหารเวลา ด้วยวิธีนี้จะทำให้งานของเราเปลี่ยนแปลง เพราะผมได้ยินเพื่อนสมาชิกบ่น เมื่อวานว่ามีเรื่องค้าง กฎหมายไม่ได้รับการพิจารณา ก็ขอเรียนว่ากฎหมายยังไม่ค้างครับ เพราะกฎหมายที่ส่งมาบางเรื่องนั้นได้ส่งคืนไปแล้วครับ รัฐบาลได้ขอคืนแล้วว่ากรณีที่ค้างมา จากสภาก่อนจะส่งมาให้ดำเนินการ ผมหารือกับท่านรองว่าไม่เห็นด้วย ขอให้เสนอมาใหม่ ซึ่งบัดนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้ขอถอนเรื่องเหล่านั้นไปแล้ว ก็คงเสนอเข้ามาใหม่ต่อไป อันนี้ ก็อยากจะเรียนพวกเราได้เข้าใจวิธีทำงาน ผมถึงขอร้องพวกเราว่าขอให้ช่วยรักษามาตรฐาน ในการประชุมของเราให้ได้นะครับ อาจจะเคยชินบางอย่างซึ่งเปลี่ยนยากหน่อย แต่ว่าในที่สุด ก็ต้องเปลี่ยนได้ถ้าเราช่วยกันทำครับ ก็เรียนให้สมาชิกได้เข้าใจเพื่อว่าในที่สุดเราจะได้ร่วม ทำงานเพื่อว่างานของเราจะได้ผ่านไปด้วยดีและปัญหาที่เคยเกิดในอดีตจะได้หมดไปนะครับ วาระที่ค้างเป็นเหมือนดินพอกหางหมูจะต้องไม่มีในยุคสมัยนี้ เราจะต้องทำให้วาระที่ท่านบ่นว่า ไม่เป็นวาระด่วนมันอยู่ในวาระทั่วไปซึ่งเห็นใจ แต่ว่าท่านรองประธานดูแลเรื่องนี้ท่านก็ดูอย่างยุติธรรม อะไรด่วน ไม่ด่วน แต่เราจะไม่ให้ เรื่องที่ไม่ด่วนค้าง โดยการจับกลุ่มกันแล้วนำมาพิจารณาโดยเฉพาะ เมื่อไรที่มีกฎหมายเข้ามา ผมจะหารือว่าเราอาจจะต้องขอประชุมเฉพาะเรื่องกฎหมายโดยเฉพาะวันใดวันหนึ่ง ด้วยวิธีนี้ ก็ถือว่าเป็นการบริหารงานในรูปแบบใหม่ที่ทำให้สภาของเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะฉะนั้นพวกเราที่มีความเห็นรู้สึกเบื่อกับกระทู้หรือเบื่อกับการปรึกษา หรือเห็นว่า เสียเวลามากเราก็ต้องค่อย ๆ ปรับเพื่อให้ประโยชน์ทุกฝ่าย เป้าหมายสูงสุดก็คือปัญหาของ พี่น้องประชาชน อันนี้ผมคิดว่าเราเห็นร่วมกันก็ต้องขอขอบพระคุณทุกคนที่ได้ช่วยกัน ดำเนินการเรื่องนี้นะครับ ผมขออนุญาตขณะนี้มีผู้มาลงชื่อ ๒๔๐ ท่าน ผมขออนุญาตเรียก พวกเราเข้ามานะครับ

(นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

โดยเฉพาะก็คือไปอยู่ ในห้องประชุมกรรมาธิการงบประมาณมาก ก็เป็นภารกิจของท่านที่ต้องเห็นใจกันแล้วก็ ให้เวลา ขอเชิญสมาชิกเข้ามานะครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อแล้ว ๒๔๑ ท่าน ท่านสมาชิกมีอะไร ยังไม่ครบองค์ประชุมครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ พอดีเมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน ได้ปรารภขึ้นเรื่องของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเรา แล้วเรามีญัตติซึ่งค้างอยู่จำนวน ค่อนข้างมาก และท่านประธานก็ได้กรุณาพูดถึงเรื่องกฎหมายด้วยนะครับ ซึ่งเข้าใจว่า ในสมัยประชุมนี้ทั้งกฎหมายที่มาจากฝั่งรัฐบาล และกฎหมายซึ่งมาจากฝั่งสมาชิกก็คงจะ มีมากขึ้น ท่านประธานได้ปรารภขึ้นว่าเราน่าจะจัดวันพิเศษขึ้นมาเฉพาะ ผมก็เห็นด้วย ในหลักการนั้น แต่ว่าถ้าเราจำกันได้ในยุคสมัยหนึ่งเราเคยจัดเป็นว่าวันพุธก็จะเป็นเรื่องของ วันพิจารณากฎหมาย ส่วนวันพฤหัสก็จะเริ่มต้นด้วยเรื่องของกระทู้แล้วก็ต่อด้วยเรื่อง ของญัตติ ซึ่งผมเสนอขึ้นมาเพื่อที่จะหารือท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกว่าเราอาจจะลองหารือ กันดูว่าจะใช้วิธีการแบบนี้หรือไม่ ซึ่งก็จะทำให้ในวันพุธเราก็จะรู้ว่าเป็นวันพิจารณากฎหมาย มีกี่ฉบับเราก็ไล่เลียงกันมา และวันพฤหัสเราก็จะใช้เวลาของกระทู้ถามก่อน พอจบกระทู้ถาม เราก็ต่อด้วยญัตติ ซึ่งถ้าหากว่ามีค้างมากเราก็อาจจะนัดวันเฉพาะสักวันหนึ่งเพื่ออภิปรายกัน ถึงเรื่องของญัตติอย่างที่ท่านประธานได้หารือเอาไว้เมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับ ท่านประธานว่าด้วยหลักคิดแนววิธีอย่างนี้จะทำให้การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรของเรา ก็จะมีประสิทธิภาพแล้วก็จะสามารถที่จะผ่านกฎหมาย กระทู้ หรือญัตติได้มากขึ้นนะครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านสาทิตย์นะครับ ท่านณัฐวุฒิ เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา จากการที่ได้ รับฟังเพื่อนสมาชิกได้กรุณาให้ความสนใจ ให้การติดตามเพื่อจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่อ้อย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมในฐานะประธานกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคา ผลิตผลเกษตรกรรม ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับว่าในฐานะประธาน กรรมาธิการได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขอให้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อไปช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้กับพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่อ้อยเหมือนกับรัฐบาลช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา สวนปาล์ม และสวนยางพารา ซึ่งดำเนินการไปแล้ว ปีที่แล้วรัฐบาลช่วยเหลือจำนวน ๖,๕๐๐ ล้านบาท ให้พี่น้องเกษตรกร ชาวไร่อ้อย ๕๐ บาทต่อตัน ไม่เกิน ๕,๐๐๐ ไร่ ซึ่งเกษตรกรได้รับเงิน ๒ ก้อนครับ ก้อนหนึ่ง จากงบประมาณของรัฐบาล ๖,๕๐๐ ล้านบาท อีกส่วนหนึ่งได้จากสมาคมชาวไร่อ้อย ๕๓ บาทต่อไร่ รวมแล้วเขาได้ ๑๐๓ บาทต่อไร่ครับ แต่สำหรับปีนี้สมาคมชี้แจงมาแล้วครับว่าสมาคมไม่มีเงินช่วยเหลือ ๕๓ บาทอีกแล้ว และราคาตกต่ำขนาดนี้ ค่าเงินบาทก็แข็ง ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นผมจึงได้ทำหนังสือดังที่ได้กราบเรียนแล้วว่าของบประมาณจากรัฐบาล จำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีนี้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยว่าชดเชยในส่วนที่ ชาวไร่อ้อยไม่ได้รับจากสมาคม ๕๓ บาทต่อไร่ ให้ชดเชยในส่วนที่ได้จาก ๖,๕๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็กราบเรียนท่านประธานไปยังสมาชิกที่เคารพ เราได้ดำเนินการ พยายามผลักดันผ่านท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วครับ ขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาเร่งรัดเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากนะครับ อาจจะตั้งกระทู้หรือเสนอญัตติก็ได้ แต่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้เพื่อหารือเรื่องวิธีการประชุม พวกเราในที่นี้ที่เข้ามาก็ได้รับแจ้งว่าบางท่านยังไม่ได้ไปลงชื่อที่อยู่ในห้องประชุม ก็ไปลงชื่อ ให้ครบครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เพื่อรักษาหลักการอยากจะให้ท่านประธานพักสัก ๕ นาที เพื่อให้องค์ประชุมครบ เดี๋ยวก็มาต่อครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

บัดนี้มา ๒๔๘ ท่านแล้วครับ อนุญาตให้พัก ๑๐ นาที

พักประชุมเวลา ๑๑.๑๗ นาฬิกา

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๑ คน

มีสมาชิกมาลงชื่อ ๒๖๐ ท่านแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ครบองค์ประชุมแล้ว แล้วก็ให้เวลาได้พัก ๑๐ นาที ขออนุญาตเปิดประชุมนะครับ ระเบียบวาระที่จะดำเนินการต่อไปในวันนี้

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

ต่อเนื่องจากเมื่อวานนะครับ เพราะว่าเมื่อวานนี้เรื่องเพื่อทราบผ่านไปถึง ๒.๕ วันนี้ก็จะเป็นเรื่องเพื่อทราบในลำดับที่ ๒.๖

๒.๖ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของกองทุนการออมแห่งชาติ

ผมขออนุญาตที่ประชุมว่า มีผู้ที่จะมาชี้แจง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แจ้งว่ามีภารกิจสำคัญไม่สามารถ เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ได้ ขอมอบหมายให้ผู้บริหารและ เจ้าหน้าที่กองทุนการออมแห่งชาติร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภา แล้วก็เพื่อประโยชน์ในการชี้แจงท่านสมาชิกก็อนุญาตให้บุคคลต่อไปนี้คือ นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ นางสาวธีรนุช ทองชิว ผู้ช่วยเลขาธิการกองทุนการออมแห่งชาติ นายอภิชัย สายสดุดี ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการ องค์กรการออมแห่งชาติ ๓ ท่านเข้ามาเพื่อรับฟังแล้วก็ชี้แจงนะครับ ผมขอเชิญครับ

(ผู้ชี้แจงจากกองทุนการออมแห่งชาติเข้าประจำที่)

ท่านสมาชิกคงได้ดูระเบียบ วาระแล้วนะครับ วาระนี้ก็เชิญท่านสมาชิกอภิปรายได้ครับ มีผู้เสนอชื่อมาอภิปราย นางสาว ศิริกัญญา ตันสกุล คุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ท่านกรณ์ จาติกวณิช อาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ ท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม ก็ขอเชิญทางฝ่ายค้าน นางสาว ศิริกัญญา ตันสกุล ขอเชิญครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในปีแรกที่ดิฉันเองได้มีโอกาสที่จะได้ฝาก ท่านประธานเรียนไปยังหน่วยงานกองทุนการออมแห่งชาติ ดังนั้นอาจจะไม่ได้พูดเพียงแค่ การวิเคราะห์ตัวผลการดำเนินงานหรือว่ารายงานประจำปี แต่จะขอฝากข้อสังเกตแล้วก็ ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ในภาพรวมไปยังหน่วยงานด้วยนะคะ โดยเค้าโครงของการที่จะอภิปราย วันนี้จะขอเริ่มจากภาพรวมของผลการดำเนินงาน ข้อเสนอ ข้อสังเกตเกี่ยวกับความครอบคลุม ความซ้ำซ้อน ความเพียงพอ แล้วก็ความเสี่ยง กองทุนการออมแห่งชาติตั้งตาม พ.ร.บ. ชื่อเดียวกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ โดยที่มีวัตถุประสงค์ให้เป็นหลักประกันในยามเกษียณของ แรงงานนอกระบบของประเทศไทย เมื่อตอนเริ่มต้นกองทุนจริง ๆ ในปี ๒๕๕๘ ได้มี การตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีสมาชิกครบ ๓ ล้านคนภายใน ๕ ปี ซึ่งปีหน้า ปี ๒๕๖๓ จะเป็น ปีที่ครบ ๕ ปี ตอนนี้ ณ เวลานี้ก็มีสมาชิกกองทุนทั้งสิ้นประมาณ ๒ ล้านกว่าคนเศษ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กองทุนการออมแห่งชาติสามารถที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกได้ตามที่ ตั้งเป้าหมายไว้ในครั้งแรก แล้วพอมาดูผลการดำเนินงานของปี ๒๕๖๑ ก็พบว่าได้มีการ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ ๗๐๐,๐๐๐ คนสำหรับจำนวนสมาชิก แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะบรรลุ เป้าหมายที่วางไว้ ถึงแม้ว่าในช่วงกลางปีนั้นจะได้มีการปรับเป้าหมายลงมาแล้ว จากเดิม ๑.๒ ล้านคน เหลือ ๗๐๐,๐๐๐ คน สิ้นปีก็ทำได้เพียงแค่ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นเอง พอมาดู ตัวค่าใช้จ่ายของกองทุนนะคะ เราพบว่ามีค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจรวมทั้งสิ้น ๑๒๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๖๐ ทั้ง ๆ ที่ท่านสามารถรับสมาชิกเพิ่มเพียงแค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ สมาชิกเพิ่ม ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ พอไปดูค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากก็เป็นเรื่องค่าประชาสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นประมาณ ๒๓ ล้านบาท มีค่าจ้างบริการสมาชิกแล้วก็มีค่าที่เป็นการส่งเสริมการออมเพิ่มขึ้น โดยที่ขาดทุนสุทธิ อยู่ที่ประมาณ ๖๒ ล้านบาท ทั้งหมดที่กล่าวไปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๑ แต่เนื่องจากว่า จนถึงวันนี้แล้วอีก ๑ ปี กำลังจะครบปี ๒๕๖๒ ดิฉันก็เลยเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Web site) ของกองทุนการออมแห่งชาติเพื่อที่จะดูผลการดำเนินงานจนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๒ ก็ต้องขอชื่นชมค่ะ แล้วก็แสดงความยินดีด้วยกับผลการดำเนินงานในช่วง ๙ เดือนแรก ของปี ๒๕๖๒ หลังจากปี ๒๕๖๑ นั้น การดำเนินงานค่อนข้างที่จะล้มลุกคลุกคลาน และอาจจะมีบางช่วงบางตอนที่ติดขัดไปบ้างนะคะ ๙ เดือนแรกท่านมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมา เป็น ๒.๒ ล้านคน มีการเติบโตเกือบ ๆ ๓ เท่า ในส่วนของอัตราผลตอบแทนในปี ๒๕๖๑ มีผลตอบแทนกองทุนเฉลี่ยอยู่ที่ ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่ว่าสำหรับ ๙ เดือนแรก ของปี ๒๕๖๒ ผลตอบแทนของกองทุนนั้นเพิ่มขึ้นเป็น ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถามว่า จาก ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ มันเยอะหรือว่ามันน้อยก็ต้องบอกว่า ก็บอกไม่ได้ เพราะว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้มีการเปรียบเทียบกับเบนช์มาร์ก (Benchmark) หรือ ว่าตัวเทียบผลตอบแทนของตลาด ซึ่งจริง ๆ แล้วดิฉันก็พยายามที่จะไปค้นคว้าข้อมูล ที่สามารถที่จะนำมาใช้เป็นตัวเบนช์มาร์ก (Benchmark) ได้ พบว่าเฉพาะในปี ๒๕๖๑ ผลตอบแทนของตลาดโดยคิดคำนวณจากสัดส่วนของพอร์ต (Port) การลงทุนของท่าน จะอยู่ที่ประมาณ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าผลการดำเนินงานของท่านนั้นได้ผลตอบแทน เพียงแค่ ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็ถือว่ายังต่ำกว่าตลาดค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับปี ๒๕๖๒ นี้ ตัวรายงานสถานะกองทุนนั้นยังไม่มีรายละเอียดว่าลงทุนในหลักทรัพย์ อะไรบ้าง ในสัดส่วนเท่าใดบ้าง ทำให้ยังไม่สามารถที่จะคำนวณเบนช์มาร์ก (Benchmark) ออกมาได้ ส่วนในปี ๒๕๖๑ ในรายงานงบการเงินก็ได้มีการบอกรายละเอียดไว้ว่าท่านลงทุน ในหลักทรัพย์ประเภทใดบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีการบอกอัตราผลตอบแทนของแต่ละหลักทรัพย์ โดยเฉพาะหลาย ๆ ตัวนี้มันเป็นตัวที่มีผลตอบแทนคงที่อยู่แล้ว มีอัตราดอกเบี้ยตายตัว ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล หรือว่าหุ้นกู้เอกชน อันนี้ก็ต้องขอติติง ไว้เล็กน้อยว่านอกจากที่จะไม่ได้มีบอกแล้วว่าหลักทรัพย์แต่ละตัวมีอัตราผลตอบแทน หรือว่ามีอัตราคูปองพันธบัตรเป็นเท่าไร ก็ไม่ได้บอกถึงระยะเวลาว่ามีระยะเวลาคงเหลือ อายุคงเหลือของพันธบัตรแล้วก็หุ้นกู้นี้ยังมีอายุคงเหลือเท่าไร และมีการจัดสรรตัวพอร์ต (Port) การลงทุนเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวเป็นสัดส่วนเท่าไร ข้อเสนอแนะก็คือว่า ถ้าเกิดท่านลองไปดูการรายงานของกองทุนที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่าง ๆ ก็จะมีการทำสรุป เป็นสรุปหน้าเดียวคล้าย ๆ กับที่ท่านทำรายงานสถานะกองทุนอย่างนี้ เรียกว่า ฟันด์ แฟกต์ ชีต (Fund Fact Sheet) ก็จะมีข้อมูลทั่วไป มีผลการดำเนินงาน ที่เทียบกับเบนช์มาร์ก (Benchmark) หรือว่าผลตอบแทนของตลาด มีสัดส่วนการลงทุนบอก ว่าลงทุนในหุ้นกู้เท่าไร เงินฝากเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์แล้วอัปเดต (Update) เป็นรายไตรมาส นั่น คือภาพรวมของผลการดำเนินงานของปี ๒๕๖๑ แถมผลการดำเนินงาน ๙ เดือนแรก ที่ดิฉันได้ไปค้นเจอในเว็บไซต์ (Web site) ของท่านมา จากนี้ขอตั้งข้อสังเกต ๒-๓ เรื่อง ในเรื่องของความครอบคลุมความซ้ำซ้อน ความเพียงพอ แล้วก็ความเสี่ยง ในเรื่องของความครอบคลุมและความซ้ำซ้อนอาจจะเป็นเรื่องที่ ค่อนข้างใกล้เคียงกันนะคะ คือแรงงานนอกระบบในประเทศไทยนับถึงปัจจุบันนี้จะอยู่ที่ ประมาณ ๒๑.๒ ล้านคน กองทุนการออมแห่งชาติเคยทำการประเมินไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ในปี ๒๕๕๘ ว่าแรงงานนอกระบบทั้งหมดนี้จะมีประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นผู้ที่มีศักยภาพ ที่จะออมได้ ที่เหลือจะเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำและไม่มีศักยภาพที่จะออม ถ้า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๒๑ ล้านคนก็คงจะตกประมาณ ๘ ล้านคน ปัจจุบันตัวเลขยอดสมาชิก ปี ๒๕๖๑ ไม่ต้องไปดูแล้ว ดูที่ ๒.๒ ล้านคน ๒.๒ ล้านคนก็ยังเป็นเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน แรงงานนอกระบบทั้งหมดที่มีในประเทศไทย หรือเป็นแค่ ๑ ใน ๔ ของเป้าหมายแรงงาน นอกระบบที่มีศักยภาพที่จะออม ในเรื่องของความครอบคลุมและความซ้ำซ้อน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงอีกกองทุนหนึ่งที่ทำหน้าที่เพื่อสร้างหลักประกันในยามเกษียณ ของแรงงานนอกระบบเช่นเดียวกัน นั่นก็คือการประกันตนตามมาตรา ๔๐ ของ พ.ร.บ. ประกันสังคม มาตรา ๔๐ จะแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท มี ๒ ประเภทที่มีบำเหน็จก็เรียกว่า ได้เป็นหลักประกันในยามเกษียณของแรงงานนอกระบบเช่นเดียวกัน รวมทุกประเภท ทั้ง ๓ ชุดสิทธิประโยชน์ของมาตรา ๔๐ จะมีผู้ประกันตนรวมทั้งสิ้น ๓ ล้านคน แต่ว่าสรุปแล้ว มาตรา ๔๐ มี ๓ ล้าน คน ก็จะมีทั้งประเภทที่ได้บำเหน็จแล้วก็ไม่ได้บำเหน็จ ส่วนกองทุน การออมแห่งชาติมีอีก ๒.๒ ล้านคน แต่เราไม่ทราบเลยว่าสรุปแล้วแรงงานนอกระบบ ในประเทศไทยนั้นมีกี่คนที่มีหลักประกันในยามเกษียณกันแน่ สุดท้ายแล้วไม่มีใครดูว่า ความซ้ำซ้อนของ ๒ กองทุนนี้ทำให้ความครอบคลุมที่เราควรจะต้องขยายให้แรงงานนอกระบบ จำนวนมากที่สุด สัดส่วนมากที่สุดเข้ามาอยู่ในกองทุน แล้วก็มีหลักประกันที่จะใช้จ่าย ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในยามที่เกษียณ สรุปแล้วมีแรงงานนอกระบบที่ได้รับความครอบคลุมตรงนี้มีกี่คน และเป็นสัดส่วนเท่าไร ตัวเลขตรงนี้ใครควรที่จะเป็นคนดู คณะกรรมการบำนาญแห่งชาติ มีหน้าที่ดูแลตรงนี้หรือไม่นะคะ ในเรื่องของความซ้ำซ้อนยังมีอีก ๒ เรื่องด้วยกันก็คือ เรื่องของสมาชิกได้พูดแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของค่าบริหารจัดการกองทุน การมีหลายกองทุน ก็ต้องบอกว่าเงินออมของคนที่จะต้องลงทุนนั้นจะต้องถูกหักค่าใช้จ่ายออกไป สำหรับกองทุน การออมแห่งชาติ และรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็จะมีความซ้ำซ้อนกับกองทุนอื่นที่ทำหน้าที่ในแบบเดียวกัน ในเรื่องของความซ้ำซ้อน ของการสบทบของเงินจากรัฐบาลก็มีความไม่เท่ากันอีกนะคะ กองทุนชราภาพจริง ๆ แล้ว มีหลายกองทุนที่ไม่ใช่เกี่ยวกับแรงงานนอกระบบ มีประกันสังคมตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ ซึ่ง ๒ กองทุนนี้รัฐไม่ได้สมทบในส่วนที่เป็นกองทุนชราภาพ มาตรา ๔๐ กรณีชราภาพได้ บำเหน็จรวม ๆ กับกรณีที่เจ็บป่วยและทุพลภาพอยู่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินสมทบ ส่วนกองทุนการออมรัฐสมทบ ๕๐-๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ กองทุนอาร์เอ็มเอฟ (RMF) ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ก็เท่ากับว่ารัฐได้สมทบเงินส่วนที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ แล้วก็ยิ่งรวยยิ่งสมทบเยอะนะคะ สูงสุดสมทบ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าไม่เกิน ๑๖๕,๐๐๐ บาท ต่อคน กบข. รัฐสมทบทั้งในฐานะที่เป็นนายจ้าง

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คุณศิริกัญญาครับ เกินเวลาที่ขอมาแล้ว ขอให้สรุปครับ เกินเวลาที่ได้ขอไว้แล้วครับ เชิญสรุปเลยครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอสรุปนะคะ ข้อเสนอแนะ ก็คือต้องกลับมาคิดให้หนักว่าเรายังจำเป็นที่จะต้องมีกองทุนแยกอีก ๑ กองทุนหรือไม่ เพราะอะไร เพราะว่าปัญหาของความซ้ำซ้อนที่เราจะต้องลด เราต้องขยายความครอบคลุม ต้องมีการบูรณาการข้อมูลเข้าสู่ส่วนกลาง ยิ่งท่านย้ำว่าต้องออมแต่เด็กก็ยิ่งต้องควรบูรณาการ กองทุน ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการขยักขย่อนกัน เช่น ออมกองทุนการออมแห่งชาติตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี พอเรียนจบอายุ ๒๒ ปี เข้าสู่ระบบก็ต้อง สวิตช์ (Switch) ไปกองทุนประกันสังคมตามมาตรา ๓๓ พอลาออกจากงานก็สวิตช์ (Switch) ไปอยู่มาตรา ๓๙ แล้วก็ยังไม่นับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เงินก็อาจจะไม่ได้ย้าย ไปตามตัวคนตลอดเวลา ทุก ๆ กองก็ยังมีค่าธรรมเนียม มีค่าใช้จ่ายด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น เม็ดเงินที่พี่น้องประชาชนออมจะทำอย่างไรให้เกิดออกดอกออกผลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าในระยะสั้นเรายังไม่มีข้อเสนอที่จะต้องยุบรวมกองทุน แทนที่จะตั้งเป้าหมายเป็นสมาชิก โดยรวมนะคะ ขอเสนอว่าให้ตั้งเป้าหมายเป็นเงินสะสมต่อปีที่มีความต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้น ท่านจะมีแต่ยอดสมาชิกที่ไม่ได้มีเงินสะสมเพิ่มเติมนะคะ แล้วก็มีการหยุดออมกลางคัน เต็มไปหมด เป็นความเสี่ยงในเรื่องของสภาพคล่องในอนาคตด้วยเช่นเดียวกัน ในระยะกลาง ไม่ว่าหน่วยงานใดจะเข้ามาดูแลเรื่องของบำเหน็จบำนาญของผู้ที่เป็นแรงงานนอกระบบ ก็ขอให้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ให้เกิดความเพียงพอต่อการดำรงชีพนะคะ อย่างตัวดิฉันเอง อายุประมาณเกือบ ๔๐ ปี ถึงแม้ว่าจะออมเต็มพิกัดที่จะอนุญาตให้ออมได้ก็คือ ๑,๑๐๐ บาท ต่อเดือน อีก ๒๐ ปีเมื่อดิฉันเกษียณ ดิฉันก็ได้เงินเพียงแค่ ๒,๐๐๐ บาท ซึ่ง ๒,๐๐๐ บาท ในอีก ๒๐ ปีก็อาจจะไม่ได้มีความเพียงพอ และที่สำคัญก็คือการทำข้อมูลการลงทุน ให้โปร่งใสใช้มาตรฐานเดียวกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในการเปิดเผยข้อมูลค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ผมขอย้ำเรื่องเวลาครับ เรามีวาระเพื่อทราบอีกหลายเรื่อง ซึ่งเผื่อเวลาไว้ด้วยว่าทำอย่างไรวาระเหล่านี้จะจบในวันนี้ เพื่อสัปดาห์หน้าจะได้ขึ้นวาระ เร่งด่วนที่ค้างอยู่นะครับ ขอเชิญท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ รักษาเรื่องข้อบังคับนะครับ ก็คือไม่ฟุ่มเฟือยและซ้ำซาก ซึ่งจะช่วยทำให้วาระที่เราพิจารณานี้ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย เพราะว่าปกติแล้วเราจะให้โอกาสได้พูด จึงไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้พูดเกือบทุกคนที่ขอ เพราะฉะนั้นก็ต้องประหยัดเวลาเพื่อให้เพื่อนด้วย ขอเชิญท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ครับ

ถ้าท่านไม่อยู่ ผมขออนุญาต ท่านต่อไปนะครับ ท่านกรณ์ จาติกวณิช เชิญครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตที่จะพูดถึงข้อเสนอแนะที่พรรคประชาธิปัตย์เรามีต่อ การดำเนินการต่อเนื่องในการสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยในวัยเกษียณ ในวัยชราผ่านการลงทุนในกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่งนะครับ เนื่องจาก กอช. ก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยอยู่ เพิ่งมีการบังคับใช้กฎหมายที่ความจริง ผ่านตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ เมื่อปี ๒๕๕๘ นี่เอง เมื่อปี ๒๕๕๔ สาเหตุที่มาของ กอช. ก็เป็นเพราะ รัฐบาลในขณะนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คำนึงถึงความเสี่ยง ต่อความเป็นอยู่ของคนไทยในวัยชรา ในบริบทของสังคมสูงอายุ ซึ่งสังคมไทยกำลังคืบเข้าสู่ ความเป็นสังคมที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และโดยสรุปสั้น ๆ ก็คือเรามี ความกังวลไม่อยากให้คนไทยต้องจนในวัยแก่ จึงได้มี ๒ มาตรการหลักนะครับ

มาตรการแรก ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ก็ได้กล่าวถึงแล้ว ก็คือการแก้มาตรา ๔๐ ใน พ.ร.บ. ประกันสังคม เพื่อให้ผู้มีอาชีพอิสระสามารถเข้าไปเป็นผู้ประกันตนได้ และมาตรการ สำคัญอีกมาตรการหนึ่งก็คือการออกกฎหมายใหม่ พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่มาของกองทุนที่เราได้มาอภิปรายกันในวันนี้ กอช. ความจริงควรที่จะได้เริ่มต้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่แล้วที่ได้ผลักดันให้มีการบังคับใช้เป็นครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๕๘ จนถึงวันนี้เราก็ต้องยอมรับครับว่าผลการดำเนินงานของทาง กอช. ถึงแม้ว่าดีขึ้นมากเลย ในช่วงปีที่ผ่านมาก็ขอชมเชยผู้ที่รับผิดชอบ แต่ก็ยังห่างไกลเป้าหมายที่ทางผู้ดำเนินการ รวมไปถึงรัฐบาลได้กำหนดไว้เอง แล้วก็ห่างไกลความจำเป็นที่สังคมไทยยังมีความจำเป็น ที่จะต้องพึ่งพากองทุนลักษณะนี้ ถามว่าความต้องการของคนไทยต่อเรื่องนี้มันมีมากแค่ไหน เราต้องทำความเข้าใจกับประเด็นนี้ก่อนนะครับ เราถึงจะมาช่วยกันคิดได้ว่าเราจะช่วย ผู้บริหารของ กอช. ขับเคลื่อน กอช. ให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้อย่างไร วันนี้มีผู้สูงอายุอยู่ ๑๑ ล้านคน ซึ่งจาก ๑๑ ล้านคนประมาณ ๒ ล้านเศษ ๆ เป็นข้าราชการ กลุ่มนี้ผมคิดว่าเราแยกส่วนไว้ได้เพราะมีการดูแลในระดับที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่จาก ๑๑ ล้านคน มีประมาณ ๙ ล้านคนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ และ ณ ปัจจุบันได้แบ่งส่วน งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปีเพียงแค่ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉลี่ย ๙ ล้านคนได้รับเงินจากรัฐบาลในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยผู้สูงอายุ หรือรวมถึง ส่วนที่สมทบให้กับผู้เข้าร่วมโครงการในกองทุนการออมแห่งชาติเพียงแค่โดยเฉลี่ย ประมาณท่านละ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน อันนี้เทียบกับบำนาญโดยเฉลี่ยของข้าราชการ ในระดับสูงถึงประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน คือมีความต่างกันถึง ๒๐ เท่า ๒๐ เท่านี้ ก็อาจจะวัดได้เลย น่าจะเป็นความต่างในแง่ของคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจด้วยเพราะรายได้ ต่างกันมากทีเดียว เพราะฉะนั้นในส่วนของเป้าหมายของสังคมเราคงไม่อยากให้สภาพ ความเป็นอยู่ในแง่ของรายได้ของคนไทยส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยเกษียณมีรายได้น้อยเพียงแค่นี้ แล้วถ้าเป็นไปได้เราก็อยากให้คนไทยทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีเทียบเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการหรือไม่เป็นข้าราชการก็ตาม คราวนี้ถ้าเราลองมาดูนะครับว่า เราอยากที่จะให้ ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ ณ ปัจจุบันมีรายได้ไม่ต้องถึงขั้นเดียวกันกับข้าราชการ ก็ได้ครับ ที่ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน เอาครึ่งหนึ่งก็ได้เปรียบเทียบเสมือนคล้าย ๆ กับเขายังได้ ค่าแรงขั้นต่ำอยู่วันละ ๓๐๐ บาท ทั้งเดือนก็ประมาณ ๙,๐๐๐ บาท คิดตัวเลขกลม ๆ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน ถ้าเรามีเป้าหมายครับว่าในวัยเกษียณคนไทยทุกคนน่าจะมี รายได้อย่างน้อยประมาณเท่านั้น ก็คือประมาณเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ นั่นหมายถึงเราต้องใช้ งบประมาณเพิ่มเติมวันนี้เลยประมาณ ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งแน่นอนที่สุดครับในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ความจำเป็นในแง่ของงบประมาณถ้าเราต้องการให้ คุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณดีขึ้น เราต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นอีกเป็นหลักหลายล้านล้านบาท ซึ่งก็เป็นคำถามว่าเงินส่วนนี้จะมาจากไหน ได้เคยมีการอภิปรายกันในประเด็นนี้ในช่วงของ การอภิปรายงบประมาณไปแล้ว ผมจะไม่พูดอีกจะเป็นการซ้ำซาก แต่ กอช. จะมีบทบาทสำคัญ ในระดับหนึ่ง ในการที่จะตอบโจทย์ส่วนของตรงนี้ แต่ ณ วันนี้ กอช. ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ยังไม่ได้เป็นที่พึ่งตามความตั้งใจของกฎหมาย ไม่ได้เป็นที่พึ่งของพวกเราในสภาที่ร่วมกัน ร่างกฎหมายฉบับนี้เมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่แล้ว ณ วันนี้ตามที่เรียนนะครับ ผลงานดีขึ้นเยอะ แต่จำนวนสมาชิกก็ยังมีเพียง ๒.๒ ล้านคน แล้วก็ถ้าดูเม็ดเงินโดยรวมที่เป็นเม็ดเงินสะสม ของสมาชิก ๒ ล้านกว่าคน มีจำนวนเพียงแค่ ๖,๓๐๐ ล้านบาท ผมใช้คำว่า แค่ ๖,๓๐๐ ล้านบาท เพราะเมื่อกี้เราพูดกันว่า ถ้าเพียงแค่ต้องการยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยที่อยู่ในวัยเกษียณ ให้อยู่ในระดับเดียวกันกับค่าแรงขั้นต่ำเราต้องใช้เงินถึงปีละ ๑ ล้านล้านบาท แต่นี่เงินสะสม โดยรวม ณ ปัจจุบันมีแค่ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ข่าวดีที่ผมได้เห็นจากเว็บไซต์ (Web site) ของ กอช. ก็คือสัดส่วนของสมาชิกในวัย ๑๕-๒๒ ปี เป็นกลุ่มที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นที่สุด แต่ถ้าดู จำนวนของสมาชิกที่อยู่ในวัยเรียนก็จะเห็นว่ายังเป็นจำนวนที่ต่ำมาก จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นสมาชิกที่อยู่ในวัยเรียนเป็นนักศึกษาอยู่เพียงแค่ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ออกมาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถามว่าระดับนี้เราควรที่จะพอใจแล้วหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ผมคาดหวังไว้แต่แรกก็คือในเมื่อ กอช. เป็นโครงการและเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทำไมรัฐบาลถึงไม่ขอความร่วมมือ จากทุกหน่วยงานของรัฐในการที่จะส่งเสริมประชาสัมพันธ์และชักชวนให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม อย่างในกรณีของนักเรียน นักศึกษา เราไปดูระบบการศึกษาของรัฐ เราไปดูว่า กฎหมายเปิดให้เด็กสามารถเข้ามาเป็นสมาชิก กอช. ได้ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ๑๖ ปี ๑๗ ปี ๑๘ ปี รวมไปถึงระดับอุดมศึกษาที่เรียนอยู่ รวมแล้วอย่างน้อยประมาณ ๒ ล้านกว่าคน นอกเหนือจากนั้นในหลาย ๆ โรงเรียน ธนาคารของรัฐเองธนาคารออมสินก็มีโครงการ ธนาคารโรงเรียนอยู่ มีสมาชิกที่เป็นนักศึกษาออมเงินผ่านธนาคารโรงเรียนในสังกัดของ ธนาคารออมสินอยู่ แต่ลองลงไปถามในแต่ละธนาคารโรงเรียนว่าสมาชิกหรือผู้ออมที่เป็น นักศึกษาในโครงการธนาคารโรงเรียนของธนาคารออมสินเป็นสมาชิก กอช. ด้วยหรือไม่ คำตอบกลับกลายเป็นว่าไม่ได้เป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าโครงการนี้ก็โครงการของรัฐบาล กองทุนนี้ก็เป็นกองทุนที่รัฐบาลส่งเสริมทำไมถึงไม่มีการเชื่อม ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ต่อนักศึกษาที่ ณ ปัจจุบันมีการออมเงินผ่านโครงการธนาคารโรงเรียนอยู่แล้ว เป็นประโยชน์ อย่างไร ก็เพราะทุกบาทที่เขาออม ณ ปัจจุบันเนื่องจากเขาไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุน การออมแห่งชาติเขาไม่ได้เงินสมทบจากรัฐบาล แต่ถ้าหาวิธีที่จะผนวก ๒ เรื่องให้มันเป็น เรื่องเดียวกันได้ เขาก็สามารถที่จะเพิ่มเงินออมของเขาด้วยเงินสมทบจากรัฐบาลได้ ทุก ๆ เดือน ตรงนี้เพียงแค่ถ้าเรามีมาตรการชัดเจนในการเชื่อมโยงกับธนาคารออมสิน ภายใต้กระทรวงเดียวกันเลยที่เป็นผู้กำกับดูแล กอช. เราก็ควรที่จะได้สมาชิกเพิ่มขึ้นทันที ในวัยที่เราต้องการ ก็คือในวัยประมาณ ๑๕-๒๒ ปี เราจะได้สมาชิกเพิ่มขึ้นทันทีเป็นหลัก ๒ ล้านคน ๓ ล้านคน นั่นคือจุดเริ่มต้น นอกเหนือจากนั้นในสังกัดของกระทรวงการคลังเอง ก็ยังมีลูกค้าธนาคารออมสินอีกกี่ล้านคน ลูกค้า ธ.ก.ส. ที่เป็นเกษตรกรอีกกี่ล้านคน ถามว่าลูกค้าทั้งที่เป็นลูกค้าเงินกู้และลูกค้าเงินฝากของ ๒ ธนาคารของรัฐตอนนี้เป็น สมาชิก กอช. กันหมดหรือยัง ถ้ายัง ถามว่าทำไม ก็อีกละครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ของเขา ทั้งสิ้น ไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายอะไรให้กับประชาชนที่จะเป็นทั้งลูกค้าเงินฝากของ ๒ ธนาคาร ของรัฐและรวมถึงธนาคารของรัฐอื่น ๆ ในสังกัดของกระทรวงการคลังนะครับ และมาเป็น สมาชิก กอช. ด้วยจะได้เงินสมทบทันทีจากรัฐบาล ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการเหล่านี้ ผมเชื่อว่า ถ้าเราเอาจริงสามารถที่จะเพิ่มสมาชิกได้ทันทีเป็นหลัก ๕ ล้านคน ๖ ล้านคน อาจจะถึง ๑๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมอยากที่จะสรุปประเด็น ที่ผมมองว่า ยังเป็นประเด็นปัญหาในการบริหารจัดการ กอช. อยู่ ๔ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ก็คงเรื่องของความจริงจัง ถ้าเปรียบเทียบในแง่ของงบประมาณ ที่รัฐบาลจัดสรรให้ก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมานี่น้อยมาก เป็นหลักร้อยล้านใน ๒-๓ ปีแรก มา ๑,๐๐๐ ล้านบาทในปีนี้ตามที่ขอไว้ ซึ่งก็อาจจะสะท้อนต่อเม็ดเงินสมทบที่รัฐคาดว่า มีความจำเป็นต้องจัดสรรตามจำนวนสมาชิก แต่ในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราเอาจริง กับเรื่องของการส่งเสริม นอกจากเรื่องงบประมาณแล้วต้องมีการประสานงานกับทุกหน่วยงาน ของรัฐเพื่อที่จะหาวิธีเอาสมาชิกโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลเข้ามามีส่วนในการเป็นสมาชิก กอช. ด้วย

ประเด็นที่ ๒ สำคัญครับ ผมขอเรียกว่าเป็นประเด็นปัญหา ขออนุญาตครับ ในเรื่องของจินตนาการ คือผมคิดว่าในยุคนี้ที่มีเรื่องของเทคโนโลยี ดิสรัปชัน (Technology Disruption) เราจะเห็นว่าผู้ประกอบการไม่ได้บริหารจัดการอยู่ในกรอบพันธกิจของตนเอง เท่านั้น อย่างเมื่อวานนี้มีข่าวนะครับ อูเบอร์ (Uber) เปิดโครงการอูเบอร์มันนี (Uber money) ก็คือเริ่มจากการเรียกแท็กซี่ในแอป (App) กลายมาเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน คือมันไม่มี กรอบจำกัดแล้ว กอช. เหมือนกัน กอช. มีพันธกิจชัดเจน แต่ต้องถามว่าในการเพิ่มสมาชิกถ้าใช้จินตนาการเราอาจจะสามารถที่จะหาสมาชิกเพิ่มได้ ผม ขอเปรียบเทียบเรื่องเดียว คนไทยนิยมอะไรมากที่สุด ๙ ล้านคนเล่นหวย ถ้ารวมประชาชน ที่ซื้อลอตเตอรี่ด้วย ๒๐ ล้านคนครับ คนไทย ๑ ใน ๓ ของประชากรเล่นหวยหรือซื้อลอตเตอรี่ ทุก ๆ งวด วงเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่คนไทยใช้กับการเสี่ยงโชคผ่านการซื้อลอตเตอรี่ หรือเล่นหวยใต้ดิน ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๓ เท่าของเงินที่มี การลงทุนในกองทุน อาร์เอ็มเอฟ (RMF) กับ แอลทีเอฟ (LTF) รวมกัน และแน่นอนที่สุด มากกว่าเงินสะสม ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทของ กอช. มากมาย เพราะฉะนั้นคำว่าจินตนาการ ในที่นี้หมายความว่า กอช. อาจจะต้องคิดนะครับว่าเราไปโยงกับความคุ้นเคย หรือความพึง พอใจของประชาชนในการที่จะเสี่ยงโชค ในการที่จะซื้อลอตเตอรี่ให้มีผลกลับมาให้กับ กอช. อย่างไร อาจจะมีส่วนในแง่ของเปอร์เซ็นต์ของการซื้อหวยซื้อลอตเตอรี่ที่จะกลับเข้ามาเป็นเงิน สมทบของประชาชนในบัญชี กอช. ของตนหรือไม่ อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่นำเสนอ หรือกระทั่งกระทรวงการคลังเองก็มีแนวคิดว่าจะส่งเสริมการออมผ่านระบบภาษีแวต (VAT) ก็คือภาษีแวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ที่เราต้องเสียทุกครั้งที่เรามีการจับจ่ายใช้สอย มีระบบไหนไหม ที่จะมีการรีเบต (Rebate) ส่วนการใช้เงินของประชาชนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่รีเบต (Rebate) เป็นเงินสดให้เอาไปใช้ต่อ เป็นการรีเบต (Rebate) เข้าบัญชีกองทุนการออมแห่งชาติของ ประชาชน ก็คือการส่งเสริมให้มีการออมผ่านการจับจ่ายใช้สอยนั่นเอง เหล่านี้มันเป็นแนวคิด ที่จริง ๆ แล้วคนในกระทรวงการคลังเขาก็คิดกันอยู่ แต่ กอช. อาจจะต้องเชื่อมกับผู้มี แนวความคิดในเชิงนวัตกรรมเหล่านี้ในการที่จะหาวิธีที่จะเพิ่มสมาชิกตามเป้าหมายที่ได้ กำหนดเอาไว้

ประเด็นปัญหาที่ ๓ ก็คือผมมองว่าเวลาผ่านไป ๑๐ ปี เงินสมทบหรือว่า ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากกฎหมายที่เราร่างกันไว้แต่เดิมวันนี้มันน้อยเกินไป คือถ้าดู ตามสูตรก็คืออายุ ๑๕-๓๐ ปี ได้รับเงินสมทบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เรากำหนดเพดานไว้เพียงแค่ ๖๐๐ บาทต่อปีต่อคน อายุ ๓๐-๕๐ ปี เงินสมทบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินออมของประชาชน ที่เป็นสมาชิก แต่กำหนดเพดานไว้เพียงแค่ ๙๖๐ บาทต่อปี ๕๐-๖๐ ปี เราสมทบให้เท่าตัว แต่ก็ยังมีเพดานอยู่ที่เพียง ๑,๒๐๐ บาท ประเด็นก็คือถึงเขาเป็นสมาชิก กอช. ตั้งแต่ ๑๕-๖๐ ปี ๔๕ ปีเต็มเขาก็ไม่สามารถที่จะออมเงินในปริมาณที่มีผลต่อการรักษาคุณภาพชีวิตของเขาได้ ในวัยเกษียณ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลต้องกล้าที่จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มมาก ยิ่งขึ้น ไม่ใช่ ๒ เท่า ไม่ใช่ ๓ เท่า แต่ผมคิดว่าควรจะมากกว่านั้นในการที่จะเป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออม เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของเขาเอง วันนี้ประชาชนคนไทย ส่วนใหญ่คิดหวังพึ่งรัฐบาลในอนาคตเมื่อเขาถึงวัยเกษียณ ซึ่งเราก็รู้กันอยู่ครับว่ารัฐบาล ไม่มีเงินมากพอแน่นอนที่จะรักษาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เราจึงต้องมีกุศโลบาย ขอใช้คำนั้น ในการที่จะเชิญชวนประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะสร้างความมั่นคง ให้กับตัวเขาเองด้วย เพราะฉะนั้นแรงจูงใจทางด้านการเงินถือว่าเป็นปัจจัยและเงื่อนไข ที่สำคัญที่สุด แล้วก็เงื่อนไขที่ร่างไว้แต่เดิมที่ยังใช้อยู่ทุกวันนี้ผมคิดว่ามันไม่มีความจูงใจ ที่เพียงพอนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็คือประเด็นเรื่องของผลตอบแทน ตามรายงานที่ได้ นำเสนอต่อสภาวันนี้ คือรายงานปี ๒๕๖๑ ได้ระบุว่าผลตอบแทนในส่วนของการลงทุน ของเงินสมทบของประชาชน เงินออมและเงินสมทบโดยรวมมีผลตอบแทนเพียงแค่ ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์ ต้องถือว่าต่ำมากครับ และไม่เป็นแรงจูงใจเพียงพอต่อการดึงดูดให้ ประชาชนมาออมผ่าน กอช. ทีนี้เราอยากรู้ว่าทำไมผลตอบแทนมันถึงต่ำ ก็ลองพยายาม ที่จะไปแกะดูว่าแล้ว กอช. เอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนอะไรบ้าง ซึ่งอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ สัดส่วนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นี่น้อยมาก ทาง กอช. บอกว่าตลาดหลักทรัพย์เสี่ยง แต่ว่าเรากำลังพูดถึงการลงทุนระยะยาว ซึ่งมันมีสถิติพิสูจน์ว่าในระยะยาว ๕ ปี ๑๐ ปี โดยเฉพาะถ้ายืดยาวถึง ๒๐ ปี ไม่มีอะไรที่มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแล้วก็ดีเท่าการลงทุน ในตลาดหลักทรัพย์ แต่สัดส่วนการลงทุนนี้น้อยมาก คือผมเห็นว่ามีการลงทุนในกองทุนอื่น ๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจนะครับว่ากองทุนอื่น ๆ มีส่วนที่เป็นหลักทรัพย์มากแค่ไหน ถ้ากังวลว่า เสี่ยงเกินไปนะครับ ขอลองเปรียบเทียบดูกับ กบข. ซึ่งก็เป็นกองทุนบำนาญของข้าราชการ ในส่วนของ กบข. มีการลงทุนในหลักทรัพย์ในสัดส่วนถึง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผลตอบแทน กบข. สูงกว่า กอช. มากพอสมควร เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่าความเป็นมืออาชีพ ในแง่ของการบริหารจัดการในด้านการลงทุนก็มีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้น ๔ ข้อครับ คือความจริงใจของรัฐบาลที่จะต้องทำให้เรื่องนี้เป็นวาระของทั้งคณะรัฐมนตรีในการที่จะหา วิธีที่แต่ละกระทรวงและหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลของแต่ละกระทรวงมีส่วนในการที่จะหา คำตอบให้กับ กอช. กอช. ต้องเสนอเขาว่าจะเข้าถึงประชาชนที่เขาดูแลอยู่อย่างไร เพื่อที่จะ เอามาเป็นสมาชิก กอช. อย่าลืมว่าเป็นสมาชิกไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชน มีแต่ประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับ

เรื่องที่ ๒ ก็คิดนอกกรอบหน่อยในการที่จะใช้คอนเซปต์ (Concept) ที่เรียกว่า เกมิฟิเคชัน (Gamification) คือทำเรื่องของการออมให้เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องท้าทาย เพื่อที่จะโดนใจประชาชนแล้วก็ดึงเข้ามาเป็นสมาชิก

เรื่องที่ ๓ ก็คือช่วยกัน แล้วก็ในส่วนนี้เป็นหน้าที่ของพวกเราที่อยู่ในสภา ในการที่จะเสนอแก้กฎหมายถ้าจำเป็น เพื่อที่จะเพิ่มสัดส่วนที่รัฐบาลสมทบให้กับประชาชน

เรื่องสุดท้าย ก็คือควรจะต้องพิจารณายุทธศาสตร์ในการลงทุนเงินกองทุน ของ กอช. ด้วย และถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้กฎหมายเพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในการบริหารจัดการเรื่องนี้ก็ขอเสนอให้พวกเราในสภาได้ทำหน้าที่เพื่อช่วยท่านทำหน้าที่ ในการสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนต่อไป ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านต่อไป ท่านพิเชษฐ์ เชิญเลยครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมเปิดดูในเอกสารมีท่านประธานกรรมการกองทุน นายประสงค์ พูนธเนศ ยืนเต๊ะท่าอย่างดีเลย กรรมการทุกท่านผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น ท่านส่งตัวแทนมา ๒ ท่าน มารับฟัง ทั้ง ๒ ท่านสามารถที่จะไปบอกผู้หลักผู้ใหญ่ตรงนี้ได้ไหมว่าในสภาผู้แทนราษฎร เขาให้ข้อแนะนำอย่างไรบ้าง ท่านกล้าที่จะไปพูดกับผู้ใหญ่ไหม อย่างไรก็ขอให้ความสำคัญกับ สภาผู้แทนราษฎรด้วยนะครับ บอกท่านผู้ใหญ่ของท่านด้วย ผมดูแล้วท่านมีแต่งานอีเวนต์ (Event) จัดงาน ใช้เงินของกองทุนไปเพื่อโฆษณาเยอะแยะมากมาย แต่ผลลัพธ์หรือเนื้อหา สาระสำคัญน้อยมาก อายุ ๑๕-๓๐ ปี ๖๐๐ บาท ท่านสามารถที่จะสมทบเด็กนักเรียนแค่ ๖๐๐ บาท ๑๕ ปี ๑๘,๐๐๐ บาทมันน้อยมาก อายุ ๓๐-๕๐ ปี ๒๐ ปีคูณ ๙๖๐ บาท ก็คือ ๑๙,๒๐๐ บาท ท่านสมทบอีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วก็ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท ต่อช่วง อายุของเขา อายุ ๕๐-๖๐ ปีนี่ช่วงอายุของผม ถ้าผมร่วมกองทุนกับท่านปีละ ๑,๒๐๐ บาท ผมออมได้แค่ ๒๔,๐๐๐ บาทท่านสมทบให้ด้วยแล้ว คือมันไม่จูงใจมันน้อยมาก เล็กน้อย ไร้สาระมาก และพวกท่านเงินเดือนเท่าไรครับ แต่ละท่านกรรมการกองทุนเยอะแยะมากมาย ไปจัดงานทุกภาค ทุกจังหวัดมันคุ้มไหมครับกับการลงทุนตรงนี้ คิดบ้างหรือเปล่าท่านประธาน นายประสงค์ต้องคิดใหม่ ท่านไม่ต้องไปหาใครละครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เอาเขามาอบรมทั้งประเทศ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน นายกเทศบาล สมาชิก อบต. เรียกเขามา ประชุมอบรมให้เขาเป็นสมาชิกอันดับแรก เพราะเขาไม่ใช่ข้าราชการ เขาไม่มีบำเหน็จ บำนาญให้เขาเป็นตัวอย่าง แค่นี้ละครับไม่ต้องไปจัดงานอีเวนต์ (Event) ไม่ต้องไปเอาสื่อ ที่แบบแต่งตัวสวย ๆ งาม ๆ แล้วมาโปรโมต (Promote) กองทุน เพื่ออะไรครับ ถ้าผมเป็นสมาชิกผมได้สมทบแค่ ๒๔,๐๐๐ บาท ต่อ ๑๐ ปี วันนี้ท่านต้องขยายกองทุน ออกไปให้คนไทยทุกคน ๗๐ ล้านคนมีสิทธิในกองทุนนี้ ถึงเขาจะเป็นข้าราชการเขาก็สามารถ ออมได้ มันแปลกตรงไหน ต้องเข้าถึงกับประชาชนคนไทยทุกคน ที่ประเทศญี่ปุ่นรัฐบาล ล้มเหลว รัฐบาลอยู่ได้ไม่ถึงปีเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรี อยู่เรื่อย ๆ แต่ประชาชนคนประเทศญี่ปุ่นแข็งแรง ประชาชนคนหนึ่งมีกองทุนของตัวเอง เป็นสิบกองทุน เขามั่นคงทางการเงิน ประชาชนมั่งคั่งทางการเงิน ถึงรัฐบาลจะมาจะไป ไม่เกี่ยวแต่ประชาชนร่ำรวย ท่านไปแก้ให้เข้าถึงทุกคน แล้วก็ไม่จูงใจ เสียเวลา เงินค่า เงินเดือน เงินค่าจัดประชาสัมพันธ์มากกว่าเงินที่จะไปสมทบอีก ทุกปี ๆ ท่านใช้เงินของรัฐบาล มหาศาล เปิดประเด็นออกไปให้เข้าถึงทุกคน แล้วยอดที่สมทบให้มากขึ้นให้เกิดมีแรงจูงใจ ให้คนไทยได้มาออมตรงนี้ ที่บ้านผมมีธนาคารหมู่บ้านเก็บกันเอง ออมกันเอง แล้วได้ผล กลับไปดูใหม่นะครับ บอกให้ท่านประธานให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎรด้วย งวดหน้า ปีหน้า จะคอยดู ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านโกวิทย์มาแล้ว ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย วันนี้ผมขออภิปรายรายงานประจำปีกองทุนการออมแห่งชาติ ปี ๒๕๖๑ เพื่อให้ข้อเสนอบางประการ ผมเข้าใจว่าในรายงานจะมี ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่ง ก็จะเป็นการอธิบายเรื่องกองทุนการออมเพื่อเป็นสวัสดิการดำรงชีพในวัยเกษียณของบุคคล ที่อยู่ในตลาดแรงงานหรือคนที่ไม่อยู่ในกองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือตาม พ.ร.บ. บำนาญ แห่งชาติ ส่วนนี้ผมเห็นเป้าหมายมีอยู่ที่เขียนไว้ก็ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งในปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่ถึงเป้า ก็ได้ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน ความมั่นคงของคนที่ไม่อยู่ในระบบกองทุน บำเหน็จบำนาญเขาก็มีความยากลำบาก ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าทิศทางที่ท่านทำนั้นถูกต้องแล้ว นี่คือส่วนที่ ๑

ในส่วนที่ ๒ ผมสนใจมาก กราบเรียนท่านประธานว่าการรณรงค์ความร่วมมือ ให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็นเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเพื่อจะทำเป็นต้นแบบหรือต้นกล้าการออม ผมว่า อันนี้เป็นความสำคัญยิ่งเพื่อจะทำให้เด็กได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการออม ผมเข้าใจว่า ประเทศเรายังมีปัญหาเรื่องการทำให้คนตระหนักรู้เรื่องการออม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การทำต้องดู ผมคิดว่าความร่วมมืออีกตัวหนึ่งที่เมื่อเด็กออมแล้วก็ไปมีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ซึ่งเด็กจำนวนหนึ่งก็เป็นหนี้ กยศ. อยู่มาก อย่างไรก็ตามเราจะทำอย่างไรให้เด็กมีความมั่นคงที่จะเติบโตมาแล้วมีเงินส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นเงินของเขาที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้เมื่อเขาจบการศึกษา มันอาจจะเป็นการชดเชย เรื่องของเงิน กยศ. ได้ แต่วันนี้ผมอยากจะยกตัวอย่างเพื่อเป็นข้อเสนอให้กับกองทุนการออม เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้มีเกียรติท่านสมาชิกได้พูดถึงกองทุนที่เป็นลักษณะออมทรัพย์ แต่ผมจะ ยกตัวอย่าง บังเอิญผมไปเจอเทศบาลหนึ่งคือเทศบาลหนองสาหร่ายที่จังหวัดกาญจนบุรี เขาทำทั้งระบบคนที่อยู่ในวัยทำงานกับนักเรียนส่วนหนึ่ง ตอนผมเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมก็ทำกับนักเรียนส่วนหนึ่ง คือผมไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้ากองทุนในลักษณะต้นกล้าหรือต้นแบบการออมหรือไม่ อย่างไร แต่ที่หนองสาหร่ายผมเรียนท่านประธานว่าความตระหนักเรื่องการออม อยากจะ เรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่ทำรายงานนี้ว่าต้องดูดี ๆ ที่ผมดูในรายงานอาจจะเป็นการ ให้ความรู้ อาจจะเป็นการรณรงค์ซึ่งก็ไม่ได้ผลมากนัก แต่ที่หนองสาหร่ายเขาเอาหนี้มาก่อน ทั้งตำบลแต่ละหมู่บ้านเขียนหนี้ เขียนไปเขียนมานายกเทศมนตรีบอกประชาชนว่ามีหนี้อยู่ ๓๕ ล้านบาท ตำบลเดียวในประเทศไทย เมื่อชาวบ้านเห็นอย่างนั้นเขาก็เริ่มตระหนักว่าทำไม ตัวเองมีหนี้ เพราะเขามีหนี้นอกระบบบ้าง หนี้ธนาคารบ้าง วิธีการก็คือเขาก็เสนอเรื่องออม โดยเทศบาลซื้อกระปุกออมสินให้ โดยใช้เงินในกระเป๋าถ้าเหลือ ๒ บาทก็หยอด ๒ บาท ครอบครัวหนึ่งมี ๕ คน คนละ ๑ บาทก็หยอด ๕ บาท มี ๑๐ บาทก็หยอด ๑๐ บาท สิ้นปีมาทุบกระปุกและเอาไปออม ๑ ปีตำบลเดียวได้เกือบ ๑ ล้านบาท เพราะมีครัวเรือน ประมาณสัก ๑,๐๐๐ กว่าครัวเรือน ตอนนี้หนองสาหร่ายทำมา ๑๐ กว่าปี เงินเขาเกินแล้ว จากเป็นหนี้ ๓๕ ล้านบาท เขาสามารถทำได้หมด แล้วมีสถาบันการเงินที่เข้มแข็งด้วย มีเงินอยู่เกือบ ๙๐ กว่าล้านบาทแล้วก็สามารถทำอาชีพ สามารถทำให้ผู้ที่ไม่มีงานทำ ได้งานทำจากเงินของสถาบันการเงิน ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเชื่อมโยงอย่างไร ทีนี้กลับมา ตัวอย่างนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ตอนผมเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ผมเสนอว่านักศึกษามีอยู่ ๑๐,๐๐๐ คน ผมให้ ๓,๐๐๐ คนออมวันละ ๑ บาท วันหนึ่ง ได้ ๓,๐๐๐ บาท เดือนหนึ่งได้ ๙๐,๐๐๐ บาท ปีหนึ่งได้ ๘๔๐,๐๐๐ กว่าบาท ทำมา ๓-๔ ปี มันจะได้เงินเป็นล้านบาท นักศึกษาไม่ต้องไปกู้เงิน กยศ. เอาเงินทุนที่ใช้ออมวันละ ๑ บาท ในสถาบันวันละ ๓,๐๐๐ บาท ตอนนี้มีเงินอยู่ประมาณ ๑ ล้านกว่าบาทหรือเกือบ ๒ ล้านบาท เขาสามารถนำเงินส่วนนี้ไปดำเนินกิจการที่เด็กจะทำ เช่นอาจจะตั้งบริษัท ทำความสะอาดของนักศึกษาเพื่อจะใช้เงินออมที่ออมไปทำโน่น นี่ นั่น หรือไปทำกิจการ ทักษะด้านอาชีพที่เขากู้ยืมจากออมในโครงการ ที่ผมพูดอย่างนี้ผมอยากจะนำเรียน กองทุนการออมแห่งชาติว่านอกจากเรารณรงค์สมาชิกอย่างที่ว่าแล้ว ผมอยากให้เปลี่ยน ความคิดนิดหนึ่งว่าเราจะต้องไปแบบนั้นด้วยไหมการหาสมาชิก ทั้งในระบบโรงเรียน ในระบบวิทยาลัยที่ท่านคิดจะทำต้นกล้า อาจจะมองมุมใหม่ในแง่ของการนำเสนอที่ผมได้ เสนอไปแล้วว่าจะทำให้เขามีศักยภาพได้อย่างไร กองทุนจะสมทบอย่างไรถ้าเขามีเงินอย่างนั้น เพราะฉะนั้นมันต้องทำให้ศักยภาพของประชาชนและนักศึกษาได้ตระหนักแล้วก็ทำให้ เงินออมมีการขยายตัวที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขามากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเสนอไว้ว่า เราจะเปิดมิติใหม่นอกเหนือจากเขียนในรายงานหรือไม่ เพราะในรายงานมันจะมี ๒ ประการ อย่างที่ผมนำเรียนแล้วว่านอกจากสวัสดิการเพื่อคนที่อยู่ในวัยเกษียณที่จะต้องมีเงินใช้ อันนี้ผมเห็นด้วย แล้วก็เป็นหลักประกันของประชาชน แม้ว่าเรากำลังดำเนินการไปในทางที่ดี ก็ตาม แต่ต้องหาวิธีการใหม่ ๆ ว่าถ้าทำแบบหนองสาหร่าย คืออาจจะรณรงค์หรือเชิญชวน ไปยังท้องถิ่น เชิญชวนไปยังประชาชนที่เป็นกลุ่มออมทรัพย์จะพิทักษ์ผลประโยชน์ตรงนั้นเขา อย่างไร จะจูงใจจะทำความร่วมมือกันอย่างไร อันนี้เป็นข้อคิดที่ผมอยากจะเสนอไว้ สำหรับนักศึกษาเองผมคิดว่ามันมีมิติเยอะนะครับ ผมเคยคำนวณในธรรมศาสตร์เอง คณะที่ผมอยู่ผมก็ไปสร้างความตระหนักให้เขาเห็นว่าเพราะเด็กกู้เงิน กยศ. เยอะ แต่ถามว่า เราจะมีหลักประกันเงินที่เขาจะดำรงอยู่ในการเป็นนักศึกษาได้อย่างไร ก็ให้ออมกันวันละ ๒ บาท ๓ บาท นักศึกษา ๑,๐๐๐ คน วันหนึ่งได้ ๖,๐๐๐ กว่าบาท เดือนหนึ่งก็ได้แสนกว่าบาท มันจะต้องทำให้เขามีความเข้มแข็งและมีศักยภาพ เพราะว่าการทำระบบการเงินที่ให้เขามีพลัง ผมคิดว่าความตระหนักอยู่ที่นักศึกษาที่จะต้องเรียนรู้ว่าการออมมันทำให้ชีวิตมีคุณค่า และมีประโยชน์ มันไม่ได้ส่งเสริมให้เขากู้หรือว่าเขาต้องไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ผมเรียนว่า เป็นความถูกต้องที่กองทุนการออมแห่งชาติทำให้เด็กได้รู้คุณค่าของเงิน อันนี้คือสิ่งสำคัญมาก ที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังกองทุนว่าจะปรับระบบ ปรับวิธีคิดอย่างไร และปรับวิธีสมทบอย่างไร เพื่อสร้างพลังทางการเงินที่เป็นข้อต่อรองหรือเป็นสิ่งที่เขา ได้ประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันนั้นคือ ๒ ส่วนที่ผมเสนอเพื่อเรียนท่านประธาน ไปยังกองทุนการออมแห่งชาติที่ได้คิดนอกเหนือจากที่นำเสนอไว้ในรายงานได้พิจารณา ด้วยครับ ก็ขอนำเสนอไว้แค่นี้ ขอบคุณท่านประธานมากครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปครับ ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ กระผมไม่อยากจะกล่าวซ้ำซ้อนกับท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ว่าก็อยากที่จะ ขอให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาตินี้ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดง ความเห็นใจกับท่านเลขาธิการและทีมงานที่มาชี้แจงในวันนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกว่า จริง ๆ แล้วงานนี้เป็นงานใหญ่ เป็นงานที่ประธานบอร์ด (Board) เอง หรือกรรมการ บอร์ด (Board) ก็ตาม รวมไปถึงทางรัฐบาลควรจะต้องเอาใจใส่มารับฟังความเห็นจาก สมาชิก เรื่องการออมอย่างที่เราได้รับข้อมูลแล้วนะครับว่า ณ เวลานี้มีคนเพียงประมาณ ๒ ล้านกว่าคนที่ได้รับประโยชน์ ขณะที่มีพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่อยู่ในระบบ ที่เรียกว่า นอกระบบประกันสังคม หรือคนงานนอกระบบอีกประมาณ ๒๑ ล้านคน พูดง่าย ๆ ก็คือว่ามีคนได้รับประโยชน์เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ผมได้เรียนหารือกับท่านเลขาธิการ มาหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าวิธีการที่ท่านทำอยู่นี้มันน่าจะไม่ค่อยได้ผลแล้วก็ไม่ได้บรรลุ เป้าหมายที่เราต้องการ เพราะสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมที่มีคนชรามากขึ้น มีคนทำงาน น้อยลง มีคนทำงานในระบบน้อยลงด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือจะมีคนทำงานนอกระบบมากขึ้น ประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น คำถามก็คือว่าเมื่อเขาเข้าสู่วัยชราแล้วเขาจะมีรายได้จากที่ไหน มาเลี้ยงดูตัวเอง จริง ๆ ประเด็นนี้ครับท่านประธานในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ท่านก็ได้ริเริ่มดูแลเรื่องนี้โดยการจัดสรรงบประมาณที่เรียกว่า เบี้ยคนชรา แต่แน่นอน เรามีเงินจำกัดก็ได้แค่คนละ ๒๐๐ บาท ก็จะมีคนชราจำนวนหนึ่งที่ได้ประโยชน์ จากนั้นมา ก็มีรัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้ดูแลเรื่องนี้แต่ก็ยังให้เงินได้ไม่เพียงพอครับ และถ้าจะให้ได้เงิน เพียงพออย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปราย ผมเชื่อว่างบประมาณที่เราดูแลอยู่ขณะนี้ คือ ๓ ล้านล้านบาทก็ไม่พอครับ และยิ่งอนาคตสัดส่วนคนชราจะมีมากขึ้น ความต้องการดูแลเพื่อยังชีพดูแลในวัยชราก็จะมี มากขึ้น ปัญหาก็จะกลายเป็นผลที่จะมีมากต่อระบบงบประมาณ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเราก็จะ เจอวิกฤติการคลังว่าประเทศทั้งประเทศจะต้องเอาเงินภาษีอากรมาจ่ายเพื่อเลี้ยงดูคนชรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือต้องพยายามส่งเสริมให้คนที่กำลังอยู่ ในวัยทำงานต้องรู้จักที่จะออมเพื่อใช้ในยามชรา การที่ว่าออมเพื่อใช้ยามชราไม่ได้หมายถึงว่า เอาเงินใส่กระปุกออมสินแล้วก็รอไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วก็เอากระปุกนั้นมาใช้ ไม่ใช่ครับ ความหมายก็คือว่าเราจะต้องให้เงินที่เราออมมีการงอกเงยแต่เนิ่น ๆ มีการงอกเงย ขึ้นมาเหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เราปลูกต้นไม้วันนี้รอไปอีก ๓๐ ปีต้นไม้ก็จะเติบใหญ่ให้เรา ใช้งานได้ฉันท์ใด เงินที่เราออมตั้งแต่เริ่มต้นทำงานมันก็จะมีการงอกเงยโดยดอกผลที่เรียกว่า ดอกเบี้ยทบต้น เงินปันผลทบต้น เพราะฉะนั้นระหว่างที่ออมคนออมอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เงินก็จะงอกเงยมากขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ที่เป็นเรื่องใหญ่ที่โลกกำลังให้ความเอาใจใส่ ว่าสังคมโลกประเทศพัฒนาแล้วโดยทั่วไปกำลังประสบวิกฤตินี้ว่าเงินออมอาจจะมีไม่เพียงพอ จะต้องมีการปรับระบบเพื่อเข้าสู่สังคมวัยชราอย่างมีคุณภาพ คือคนชราไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แล้วก็จะไม่ได้เกิดวิกฤติการคลัง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเลขาธิการกระทำอยู่นี่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่มีความหมายมาก แต่ที่ผมได้เคยคุยกับท่านนะครับ รัฐบาลไม่ได้แฟร์ (Fair) กับท่านเลย คือไม่ได้ให้การสนับสนุนแล้วก็ดูแลปล่อยให้ท่านทำตามยถากรรมมาโดยตลอด จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ในช่วงที่มีการหาเสียง ในช่วงต้นปีก็ได้คำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมากว่าเราจะต้องมีการปรับระบบของการออม ให้ทั่วถึง แทนที่จะเป็นการออมเฉพาะกลุ่ม เฉพาะที่ เช่น กบข. ก็เป็นเฉพาะแต่ข้าราชการ หรือประกันสังคมก็เฉพาะคนในระบบ ๑๕ ล้านคนที่เป็นลูกจ้าง หรือคนที่มีการออมในรูป ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ ๓ ล้านคน ยังมีคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังไม่รู้ยถากรรม ตัวเองในอนาคตว่าเมื่อชราแล้วจะเอาเงินที่ไหนที่เลี้ยงดูตัวเอง เพราะฉะนั้นคำตอบ ก็คือจะต้องจัดระบบการออมเพื่อใช้ยามชรา ทีนี้สิ่งที่ท่านทำและไม่สำเร็จปัญหาใหญ่ คือเรื่องที่ว่าท่านทำแบบสมัครใจว่าเข้าไปใช้วิธีการส่งเสริม ชักชวน ผมเห็นว่าอันนั้นเป็น วิธีการยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาคือโอกาสที่จะสำเร็จยากมา เพราะทุกวันนี้คนไทยโดยทั่วไป จะมีความรู้สึกว่าเงินเดือนที่ได้ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายอยู่แล้ว รัฐบาลเองก็พยายามจะหนุน ให้ไปใช้เงินมีการออกมาตรการมากมายให้ไปเที่ยว แจกเงินให้ไปซื้อของอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องการออมยังมีคนสนใจให้ความใส่ใจน้อยเกินไป ผมจึงเห็นว่าจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้น่าจะต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดูแลกัน แล้วไหน ๆ รัฐบาลเองก็ใช้วิธีการแจกเงิน ผมก็อยากจะให้รัฐบาลใช้วิธีการแบบนี้ คืออย่างไรเสียท่านก็แจกเงินในการให้เป็นที่เรียกว่า เบี้ยคนจนอยู่แล้วจะเป็น ๓๐๐ บาท ๕๐๐ บาทอะไรก็แล้วแต่ ท่านก็แถมอีกสักนิดหนึ่ง ๕๐ บาท หรือ ๑๐๐ บาทว่าให้เป็นเงินสะสมแล้วก็จะสมทบด้วยก็แยกกองไป ก็คือใช้วิธีการ แกมบังคับให้ทุกคนมีเงินติดไม้ติดมือในบัญชี แทนที่จะไปแจกเงินให้ไปเที่ยว ไปซื้อของ ก็แจกเงินให้มาออมกันทั่วหน้าคนละ ๕๐ บาทต่อเดือน ๑๐๐ บาทต่อเดือน ในช่วง ๑ ปีแรก ๒ ปีแรก เพราะฉะนั้นทุก ๆ งวด ๖ เดือน ๑ ปี ประชาชนก็จะมีรายงานจากท่านว่าเขามี เงินออมอยู่เท่านั้นเท่านี้ก็จะเป็นแรงจูงใจให้เขาต้องต่อยอดไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นในอนาคตข้างหน้าเขาก็จะมีความจูงใจ มีแรงจูงใจที่จะออมด้วยตนเองนะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าท่านไม่ใช้วิธีการแบบนี้ และมัวแต่ไปใช้วิธีการชักชวนส่งเสริมต่าง ๆ นานา ที่ท่านทำอยู่นี่เสียงบประมาณไปมากมายมันไม่ค่อยได้ประโยชน์ แต่ถ้าใช้เป็นแบบนี้อย่างที่ รัฐบาลใช้กับเรื่องของชิมช้อปใช้ก็ดี เรื่องของเบี้ยคนจนก็ดี มันก็จะได้ประโยชน์ทั่วถึง แล้วก็จะเป็นการวางรากฐานให้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความยากลำบากในการดำรงชีพ แล้วก็ไม่ค่อยมองอนาคตได้มีการเริ่มต้นนะครับ จริง ๆ แล้วเงินส่วนนี้เป็นส่วนที่รัฐต้องคำนึง ถึงแม้ว่าจะเป็นการกินวงเงินงบประมาณก็ตาม แต่ลักษณะของการใช้จ่ายมันจะไม่มีกับ งบประมาณอื่นก็คือไม่ได้มีการจ่ายออกไป เพราะฉะนั้นถ้าหากจะมีการขาดดุลส่วนนี้เกิดขึ้น รัฐบาลก็สามารถที่จะออกพันธบัตรกู้เงินจากทางกองทุนการออมแห่งชาติมาใช้ตรงนี้ คือพูดง่าย ๆ อัฐยายซื้อขนมยาย โดยที่ไม่เกิดผลเสียหายทางด้านของเงินเฟ้อหรือว่าเกิดการ กระจายเงินมากเกินไป เพราะว่าเงินเหล่านี้อย่างไรเสียก็จะต้องนิ่งอยู่ในระบบเป็นเวลาช้านาน กว่าที่ประชาชนผู้ออมนั้น ๆ จะเกษียณอายุ เพราะฉะนั้นหลักใหญ่เลยนะครับ ก็คือจะต้อง มีการใช้ระบบที่ไม่ใช่เป็นสมัครใจ ซึ่งจริง ๆ ทุกวันนี้ก็เข้าใจว่าทางกระทรวงการคลังก็ได้ มีความพยายามที่จะจัดเรื่องนี้ มีการร่างกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.บ. บำนาญแห่งชาติ ผมก็เป็นห่วงว่ามันจะซ้ำซ้อนกับของท่านนะครับ จริง ๆ แล้วระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขณะนี้ก็ดีอยู่แล้วก็น่าจะจัดตรงนี้แล้วก็มาบูรณาการร่วมกัน ทุกวันนี้กลายเป็นว่ารัฐบาล พยายามจะออกกฎหมายสร้างกองทุนกันมากมายเป็นสิ่งที่ต่างคนต่างทำ แล้วก็กลายเป็นภาระ เกิดความไม่โปร่งใส นั่นล่ะครับหน่วยงานที่ทำก็จะรู้สึกชอบเพราะว่าได้มีตำแหน่งแห่ง ที่มากมาย มีเบี้ยประชุม มีความเป็นกรรมการเกิดขึ้น แต่ผลตามมาก็คือความยุ่งเหยิง ยุ่งยาก เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากให้ท่านได้บอกกล่าวยังประธานหรือทางรัฐบาลว่าควรจะต้อง มีการสังคายนาเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ แล้วก็เงินที่จะลงไปแท้ที่จริงไม่ใช่เป็นเงิน ที่จ่ายขาด ไม่เหมือนกับเงินงบประมาณรายจ่ายอื่น ๆ สำนักงบประมาณน่าจะดูแลเรื่องนี้ หรือจะใช้กฎหมายพิเศษทำเรื่องนี้โดยตรงก็ย่อมได้นะครับ ไม่ได้มีผลต่อเรื่องการคลัง

ทีนี้กลับมาเรื่องของงานที่ท่านทำนะครับ ผมเองก็มีข้อสังเกตหลายประการ ที่อยากจะฝากไปยังท่านว่า ในการลงทุนของท่าน ท่านได้โชว์พอร์ต (Port) ของการลงทุน ผมก็มีความสงสัยว่าเราได้ดูแลเรื่องของธรรมาภิบาลหรือเปล่า ตัวอย่างเช่นที่ กบข. ที่ผมเคย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เขาก็มีการดูเรื่องธรรมาภิบาลครับ ว่าบริษัทหรือตราสาร ที่เราลงทุนนั้น ผู้ออกตราสารจะต้องมีการยืนยันในเรื่องของธรรมาภิบาล อย่างชัดเจนนะครับ ผมตรวจดูในหน้า ๙ ของงบที่อยู่ท้ายเป็นรายงานของผู้สอบบัญชี ก็มีความรู้สึกว่าบางบริษัท ไม่น่าจะเข้าเกณฑ์ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากท่านให้ช่วยดูแลเรื่องนี้หน่อย เพราะว่าเป็น สิ่งที่เราพยายามจะส่งเสริมให้ระบบตลาดทุนเรานี่มีธรรมาภิบาล ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทที่ไม่มี ธรรมาภิบาลได้รับเงินจากระบบนี้มากเกินไปนะครับ

อีกประการหนึ่ง ผมก็เป็นห่วงในเรื่องของวิธีการทำงานของท่านนะครับว่า ยังมีการรวมเงินของการบริหารจัดการขององค์กรกับเงินของสมาชิกนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เงินที่ท่านจ่ายเป็นเงินเดือน เป็นเบี้ยประชุมยังปะปนอยู่กับเงินที่ท่านสมาชิกเขาเป็นเจ้าของ ซึ่งสิ่งนี้ก็จะมีปัญหา อย่างเช่น ณ เวลานี้ท่านโชว์ตัวเลขผลประกอบการขาดทุนติดลบรายได้ ต่ำกว่ารายจ่าย ถ้าผมเป็นสมาชิกที่ดูเรื่องนี้ผมก็จะเป็นห่วงครับว่าเงินผมจะสูญไหมในอนาคต ยิ่งติดลบไปมาก ๆ และผมจะเอาเงินมาคืนจากท่านได้อย่างไรในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเสนอว่าท่านน่าจะมีการแยกบัญชีครับ บัญชีของสมาชิกก็บัญชีหนึ่งดูแลไปบัญชี ของท่านเองในการบริหารจัดการองค์กร จ่ายเงินเดือน จ่ายโบนัสก็จ่ายไป แยกให้ชัดเจนเสีย จะได้เกิดความโปร่งใสแล้วก็อนาคตเราจะได้มีความสบายใจในเรื่องนี้ได้นะครับ

แล้วก็อีกด้านหนึ่งครับ เรื่องของผู้สอบบัญชี ผมเองก็เป็นห่วงว่าผู้สอบบัญชี ของท่าน คือ สตง. สตง. เก่งในเรื่องของการสอบบัญชีรัฐบาล ตรวจบัญชีส่วนราชการ แต่จริง ๆ งานของท่านเป็นงานบัญชีการเงินและการเงินที่สำคัญด้วย เป็นการเงินที่อยู่ใน ระบบของตลาดทุน ผมอยากให้ท่านหารือกับ สตง. ว่าเรื่องของการสอบบัญชียกให้บริษัท ผู้สอบบัญชีอิสระที่เชี่ยวชาญเรื่องการเงินสอบบัญชีดีไหม ส่วนท่านจะให้ สตง. ตรวจสอบ อย่างไรก็ทำได้อีก คงไม่น่าจะมาตีขลุมรวมกัน เพราะว่าสิ่งที่ สตง. ตรวจผมก็ไม่แน่ใจว่า เขาตรวจตรงประเด็นไหม มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของระบบตลาดทุนแค่ไหน เพราะเขายังไม่ได้คุ้นกับเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่ท่านได้บริหารจัดการมา เป็นเวลาหลายปีมานี้มีสมาชิกอยู่เพียงประมาณ ๒ ล้านคนเศษ จริง ๆ แล้วก็คืออยากจะฝาก ว่าใช้วิธีการเดิม ๆ คงจะไม่ค่อยได้ผล แล้วก็อยากที่จะให้มีการปรับระบบโดยใช้ระบบ ที่อาจจะเป็นการบังคับกลาย ๆ ก็คือยัดเยียดให้เขาได้รับเงินคล้ายกับเงินที่ ชิมช้อปใช้ หรือเงินเบี้ยอื่น ๆ ที่รัฐบาลมักจะเจียดให้นะครับ ก็อาจจะเป็นแค่โปรโมชัน (Promotion) ช่วงแรกแล้วก็เป็นภาระต่องบประมาณก็จริงแต่ว่าน่าจะแยกระบบออกมาเพราะว่าอันนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่จะช่วยการแก้วิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนเสนอในเรื่องนี้โดยที่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็อาจจะมี การร่างกฎหมายในส่วนของคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ผมก็จะนำเสนอต่อไปว่าควรจะต้องมีการแก้ไขครับ ก็ขออนุญาตเรียนแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านสมาชิกขอเพิ่มผู้อภิปราย ท่านจุลพันธ์ เชิญเลยครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยครับ ขออภิปราย ในเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาติครับ

ประเด็นแรกที่จะต้องเรียนต่อเพื่อนสมาชิกและสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ประเด็นแรกที่จะต้องเรียนมันเป็นปัญหาของสภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญในการแจ้งเรื่องในการส่งรายงานมายังสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา ท่านประธานครับ เรากำลังพิจารณารายงานของกองทุนการออมแห่งชาติในปี ๒๕๖๑ หมายความว่าเหตุการณ์ที่อยู่ในหนังสือทั้งหมดที่ท่านชี้แจงมานี้มันผ่านมาแล้วเป็นเวลา เกือบ ๒ ปี ๒ ปีเลยนะครับ เพราะนี่เข้าปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ แล้ว นอกจากนั้นรายงาน เรื่องรับทราบทั้งหมดที่กำลังจะเข้าถึงนี้ กสทช. ปี ๒๕๕๙ รายงานที่เหลือกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาก็ปี ๒๕๖๑ ปปง. ก็ปี ๒๕๖๑ นี่คือความล่าช้าของการ ทำงานของหน่วยงานรับงบที่มีภาระหน้าที่จะต้องแจ้งต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าความคืบหน้า การปฏิบัติภารกิจของท่านเป็นอย่างไร ผมไม่ได้โทษว่างานของสภานะครับ เพราะว่า หน่วยงานส่งมาเมื่อไร สภามีหน้าที่บรรจุ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกองทุนการออมแห่งชาติ อันนี้เห็นได้ชัดที่สุด เพราะนี่เป็นเรื่องของตัวเงิน เป็นเรื่องของการบริหารจัดการกองทุน ที่ถ้ามีความล่าช้าในการที่เราจะเข้าไปพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะกับท่าน ผลที่เกิดขึ้น มันอาจจะเป็นความเสียหายทางมูลค่าทางตัวเงิน ทางทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ทรัพย์สินของท่าน แต่เป็นทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันออม นี่คือประเด็นปัญหาแรก เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเรียนท่านว่าจริง ๆ แล้วกระบวนการในการยื่นเอกสารเรื่องรับทราบเหล่านี้เข้ามา ที่สภาผู้แทนราษฎร รายงานนี้ผมเชื่อว่าท่านเสร็จมาเป็นปีแล้วครับ ต้องเสร็จเป็นปีแล้วครับ ก็บรรจุเข้ามาเพื่อที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้รีบให้ความเห็นต่อท่านในกรณีที่มีปัญหาใด ๆ จะได้มีการแก้ไขได้ทันท่วงที

ประเด็นที่ ๒ นะครับท่าน ผมเองเป็นหนึ่งในกรรมาธิการที่อยู่ในชุดตอนที่ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ ตอนนั้นก็มีถกแถลงกันกว้างขวางนะครับ ในที่สุดก็ผ่านสภาผู้แทนราษฎรก็ออกมาประกาศใช้ ท่านครับ เกือบ ๑๐ ปีแล้ววันนี้อัตรา ความก้าวหน้าโดยเฉพาะในเรื่องของฐานสมาชิกท่านผมมองว่าอยู่ในจุดที่ล้มเหลวนะครับ ต้องเรียนด้วยความเคารพ วันนี้ปี ๒๕๖๑ ท่านรายงานมา ๖๑๐,๐๐๐ คน ๖๑๐,๐๐๐ คนนี่ เทียบกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พี่น้องประชาชนที่อยู่ นอกภาคกิจกรรมซึ่งมีการคุ้มครองโดยกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบำเหน็จ บำนาญ ในเรื่องของการประกันสังคมต่าง ๆ ผมว่าหลายสิบล้านคน นั่นคือฐานสมาชิก ที่ท่านสามารถเอื้อมมือไปหาเขาและบอกโอกาสของเขาว่าวันนี้การออมเป็นประโยชน์กับเขา ในอนาคตอย่างไร ผมเชื่อครับว่าพี่น้องประชาชนมีจิตใจที่อยากจะออม อยากจะเห็นอนาคต ของตัวเองในวัยเกษียณ มันสามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งซึ่งท่านเป็นหนึ่ง ในหน่วยงานที่สามารถไปหาเขาได้ จากรายงานของท่านเองนั้นแน่นอนครับ การขยายตัว ในภาคการเกษตรดีนะครับ ก็เรียกว่าใช้ได้กว่าพี่น้องประชาชนในภาคอื่น ๆ แต่ท่านครับ รับจ้างโตมาปีหนึ่งแค่ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน อาชีพอิสระ ๑,๐๐๐ คน ผู้ที่ไม่ประกอบอาชีพ ๓,๐๐๐ คน ตัวเลขเหล่านี้มันเป็นตัวเลขที่น่าห่วง นั่นหมายความว่ายังมีพี่น้องประชาชน ที่จะได้ประโยชน์จากกิจกรรมของท่านและเขายังไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่ท่านทำได้ จะด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง นั่นเป็นหน้าที่ของท่านในการที่จะเดินเข้าไปหาเขา เอื้อมมือ เข้าไปหาเขา นำเสนอสิ่งที่ท่านทำว่าเป็นประโยชน์อย่างไร ให้เขาตัดสินใจว่าจะเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมนะครับ

ท่านประธานครับ ประเด็นต่อมาผมอยากจะพูดสั้น ๆ ในเรื่องของมูลค่า ของกองทุนท่าน วันนี้ท่านรายงานมาในหน้าที่ ๔๖ ผลตอบแทนของท่านในปี ๒๕๖๐ ข้ามมา ปี ๒๕๖๑ อัตราการเติบโต ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์ ผมเอาไปฝากประจำดีกว่าได้ ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ คือมันต่ำมาก ผมเข้าใจครับว่ามันจะเป็นกองทุนที่ต้องมีความมั่นคง ส่วนมากท่านก็อยู่กับ พันธบัตรรัฐบาลนะครับ แต่ว่าอัตราการก้าวหน้าของกองทุนเทียบกับอัตราเงินเฟ้อสิครับท่าน เงินเฟ้อ ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่ากองทุนของท่านหดตัวนะครับทางมูลค่า และในระยะยาวท่านจะดูแลอย่างไร นี่คือปัญหาของรายงานฉบับนี้ด้วย ท่านประธานครับ รายงานลักษณะนี้โดยเฉพาะเรื่องของกองทุนจำเป็นจะต้องมีตัวเลขอัตราความก้าวหน้า ในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของมูลค่านำเสนอต่อสภาและพี่น้องประชาชนอย่างรอบด้าน ย้อนหลังไปเลยครับ ตั้งแต่ท่านเปิดกองทุนมา แต่ละปีท่านทำอัตราความก้าวหน้าในเรื่อง ของมูลค่ากองทุนท่านแต่ละปีเป็นอย่างไร มาถึงวันนี้โตมาเท่าไร ท่านโชว์ตัวเลขมาตัวเดียว ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์ คือปี ๒๕๖๐ ข้ามปี ๒๕๖๑ ไม่เกิดประโยชน์กับการอภิปราย ไม่เกิด ประโยชน์กับการให้คำแนะนำ ท่านต้องเอาตัวเลขย้อนหลังทั้งหมดมาให้ ที่สำคัญที่สุด ก็คือโพรเทกชัน (Protection) ก็คือตัวเลขในการดูว่าอัตราการก้าวหน้าของท่านในอนาคต ท่านมองว่ามันจะก้าวไปสู่จุดใด กองทุนการออมแห่งชาติในการอภิปรายในชั้นการร่าง พระราชบัญญัติมีประเด็นปัญหาหนึ่งซึ่งผมเองก็เป็นคนพูดคนหนึ่ง ลักษณะเดียวเหมือนกับ บำเหน็จบำนาญของภาคราชการ วันแรก ๆ เขาเรียกว่าฮันนีมูน พีเรียด (Honeymoon period) หมายความว่าอะไร มันกำลังหาสมาชิกใหม่ เรากำลังหาสมาชิกใหม่ ๆ เข้ามาร่วม กิจกรรมในเรื่องของการออม ภาครัฐสมทบส่วนหนึ่งถูกไหมครับ แรก ๆ มีแต่คนเข้า เราก็มีแต่เงินสมทบ เงินสมทบในช่วงแรก ตอนนี้แค่ปีหนึ่งก็ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มากครับ สำหรับพี่น้องประชาชน วันหนึ่งที่กองทุนการออมแห่งชาติของท่านโตขึ้นถึงจุดหนึ่ง เกิดสมาชิกท่านมีอยู่ ๑๐ ล้านคน ท่านคิดว่าเงินต่อปีที่ภาครัฐจะต้องอุดหนุนเป็นจำนวนเท่าไร นั่นคือภาระต่องบประมาณ นี่คือสิ่งที่เราอยากจะเห็น และเราอยากจะมองหาทางแก้ไข ที่สำคัญที่สุดหากผ่านไปอีก ๒๐ ปี ท่านต้องมีตัวเลขให้พวกผมที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการวิเคราะห์และอภิปรายในการที่จะแนะนำท่าน อีก ๒๐ ปีข้างหน้าเราจะเริ่มเห็นแล้วว่าเริ่มมีประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการออมของกองทุน การออมแห่งชาติ กำลังจะเข้าสู่วัยที่อยู่ในจุดที่จะต้องรับประโยชน์คืนจากกองทุนของท่าน ในกรณีนั้นเมื่อมาถึงหนักเข้า ๆ ท่านดูงบประมาณแผ่นดินในปีปัจจุบันในส่วนของ เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการปีนี้ตัวเลขคร่าว ๆ น่าจะ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เติบโตมาจาก ๑๐ ปีที่แล้วอยู่ที่ตัวเลข ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หมายความว่าคนที่เข้าสู่ วัยที่จะได้รับประโยชน์จะต้องดึงเงินจากกองทุนของท่านออกมา ถ้าอัตราการเติบโตของท่าน เฉลี่ยปีละ ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์ พอถึงวันนั้นท่านต้องมาขอเงินงบประมาณแผ่นดินแน่นอน เพื่อที่จะมาชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนที่เขาเข้าร่วมกับท่าน ประเด็นปัญหาเหล่านี้นะครับ เป็นมุมมองที่อยากจะนำเสนอให้กับท่านเพื่อที่จะได้รับไปพิจารณา ปีหน้าขอรายงาน ที่มีความละเอียดและพวกเรามาคุยกันใหม่ว่าในอนาคตเราจะเดินกองทุนการออมแห่งชาติ ไปอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ จะชี้แจงท่านสุดท้ายที่ได้ขอมาตั้งแต่ต้น อาจารย์ประกอบนะครับ ขอเวลาลดลงมานะครับ ไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ท่านกรุณาให้เวลาผมประมาณ ๑๐ นาที ผมคิดว่า ๑๐ นาทีคงคุ้มค่ากับกองทุนที่มีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชนที่ไม่ใช่ ข้าราชการ ท่านประธานที่เคารพครับ กองทุนการออมแห่งชาติ เกิดขึ้นได้ภายใต้หลักคิด ที่ว่าข้าราชการผู้ที่ทำงานรัฐวิสาหกิจมีความมั่นคงหลังเกษียณอายุราชการ ๖๐ ปี แต่พี่น้อง ประชาชนที่ไม่ได้รับราชการ ไม่ได้ทำงานรัฐวิสาหกิจ พี่น้องเกษตรกร พี่น้องผู้รับจ้างทำงาน แรงงาน ถ้าไม่มีเงินออม ถ้าไม่มีหลักประกันในบั้นปลายชีวิต เมื่อเกษียณอายุงาน ๖๐ ปี พี่น้องประชาชนคนไทยเหล่านั้นจะไม่มีความมั่นคงในชีวิต ถ้าประชาชนไม่มีความมั่นคง แน่นอนที่สุดท่านประธานที่เคารพ ประเทศชาติจะมั่นคงไปไม่ได้ ผมจึงขอกราบขอบพระคุณ ท่านรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายใต้หลักคิดของท่านกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังที่ได้คิดริเริ่มร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติขึ้นมาในปี ๒๕๕๔ แต่ว่าน่าเสียดายท่านประธานครับ กองทุนการออมแห่งชาติถูกดองไว้ ๔ ปี จนกระทั่งถึง รัฐบาลสมัย คสช. เห็นความสำคัญถึงพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ริเริ่มร่าง ขึ้นมา นำมาใช้ในปี ๒๕๕๘ แล้วก็มีเป้าหมายว่าภายใน ๕ ปีจะต้องให้มีพี่น้องประชาชน ใน ๔ ช่วงอายุออมได้ถึง ๓ ล้านคน แต่ว่าเมื่อผมดูตัวเลขในรายงานของคณะกรรมการ กองทุนการออมแห่งชาติปรากฏว่ามันไม่ถึงเป้าหมาย ขณะนี้ได้ประมาณสักเศษ ๑ ส่วน ๓ แต่อย่างไรก็ตามยังมีเวลาที่จะเร่งรัดให้ถึงเป้าหมายตรงนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เงื่อนไขกองทุนการออมแห่งชาตินั้นเป็นเงื่อนไขที่ดีมาก ถ้าเป็นเงื่อนไขของภาคเอกชนผมคิดว่า ขณะนี้ล้นเป้า เกินเป้าหมายแน่นอน จะต้องปิดรับโครงการก่อนเวลากำหนด เพราะอะไร ครับ เพราะรัฐมาช่วยมีหุ้นส่วนในการออม ประชาชนออกส่วนหนึ่ง รัฐช่วยส่วนหนึ่ง ซึ่งออปชัน (Option) ดี ๆ อย่างนี้ถ้าเป็นของภาคเอกชนผมคิดว่าล้นหลามต้องปิดโครงการ ก่อนถึงเวลากำหนด แต่น่าเสียดายครับ พอของภาครัฐก็ไม่เข้าใจว่าทำไมที่มันต่ำกว่าเป้านะครับ ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งก็คือกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนคนที่อยู่ใน เป้าหมายในการออมนั้นไม่ได้รับทราบ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านเลขาธิการซึ่งท่านกรุณา นั่งฟังอยู่ด้วยว่าความคิดของท่านผมเห็นด้วยมากครับ ท่านบอกว่าการออมนั้นน่าจะเริ่ม ตั้งแต่เด็กเพื่อปลูกฝังจิตนิสัยของเด็กให้มีนิสัยการออม แล้วก็ในที่สุดเมื่อเด็กเติบใหญ่ ขึ้นมาถึงวัยเกษียณอายุราชการเด็กมีความมั่นคง ประเทศชาติมีความมั่นคง ผมคิดว่า แนวความคิดของท่านเลขาธิการนั้นดีมาก แต่ท่านก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการสร้างกลยุทธ์ ให้ได้ตามเป้าหมายตามหลักคิดที่ท่านได้ดำเนินการไว้ ท่านประธานที่เคารพ ประชากร วัยเรียนอายุ ๑๕-๒๒ ปีตามเป้าหมายแรก มันมีตัวเลขสำคัญที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านเลขาธิการนะครับว่าเด็กในวัยเรียนช่วงอยู่มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาจำนวนมากมายครับ มัธยมศึกษาตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไปที่อยู่ในเกณฑ์ในการออม ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านทราบไหมครับว่ามีมากถึง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคนในจำนวน นักศึกษาอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชนที่อยู่ในวัยออมตามเงื่อนไขของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ คนเศษ นิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน ๒,๒๐๐,๐๐๐ คนเศษ รวมทั้งหมดประมาณ ๖,๕๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเกิดท่านเลขาธิการ คณะกรรมการมุ่งเป้าหมาย ในความเชื่อของท่านว่าควรปลูกฝังในการออมตั้งแต่เด็กท่านก็ไปตรงเป้าหมายในสถานศึกษา นักศึกษา นักเรียนในวัยเรียน ท่านครับ ถ้าท่านใช้กลยุทธ์ดึงดูดให้ประชากรวัยนี้ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ยากครับ ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะได้เป้าหมายถึง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน ยังไม่นับพี่น้องในอาชีพอื่นไม่ว่าเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ประชาชนทั่วไป ผมกราบเรียนว่าถ้าท่านใช้กลยุทธ์ที่ดีนั้นเป้าหมาย ๓ ล้านคนน้อยนิดมันไม่ยาก เพียงแต่ท่าน อย่าใช้ระบบอีเวนต์ (Event) ของท่านที่ท่านทำแบบผิวเผิน แบบไร้จุดหมายปลายทาง ท่านขายตรงครับ ไดเร็กต์เซลส์ (Direct Sales) ขายตรงไปยังสถานศึกษาขายตรง ไปยังโรงงานอุตสาหกรรม ขายตรงไปยังกลุ่มมวลชน กลุ่มสหกรณ์ทุกสังกัด ถ้าท่านขายตรง เงื่อนไขดี ๆ ผมกราบเรียนท่านประธาน กราบเรียนท่านเลขาธิการด้วยความเคารพ เป้าหมายที่กองทุนได้ตั้งไว้ผมคิดว่าท่านจะต้องรีบปิดโครงการก่อนถึงเวลากำหนด อย่างแน่นอน ผมก็อยากให้ท่านเลขาธิการกรุณาทบทวนดูว่าสาเหตุอันใดที่ไม่สามารถ หาบุคคลเป้าหมายผู้ร่วมกองทุนการออมแห่งชาติได้ตามเป้าหมาย ต่ำกว่าเป้าหมายน่าตกใจ ผมว่าเรื่องเดียวท่านครับ เรื่องการประชาสัมพันธ์ เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัตินั้นมันเป็นเงื่อนไขที่พี่น้องประชาชนรับได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนเลยและ เขายินดี เพราะรัฐมีส่วนช่วยในการสมทบกองทุนให้กับเขา ที่ผมกราบเรียนตั้งแต่เบื้องต้นว่าไม่มีกองทุนไหนที่มีเงื่อนไขเพื่อพี่น้องประชาชนที่รัฐบาลใจถึง ใจป้าถึงขนาดนี้ ไม่มีครับ เพียงแต่ว่าพี่น้องประชาชนไม่ทราบ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ผมถึงกราบเรียน ท่านประธาน กราบเรียนท่านเลขาธิการว่าท่านต้องเอาจริง จริงใจ จริงจัง ตั้งใจและบรรลุผล ท่านต้องใช้ทุกกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด เพื่อความมั่นคงของพี่น้องประชาชนนอกระบบ ราชการ ผมขออนุญาตเรียนอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าตราบใดพี่น้องประชาชนมั่นคงทั้งภาคราชการ ภาคนอกราชการ เมื่อนั้นประเทศชาติจะมั่นคง เงินที่รัฐสมทบไปส่วนหนึ่งไม่สูญเปล่าครับ มันมีประโยชน์มหาศาล ผมฝากท่านเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ด้วยความเคารพว่าเรื่องนี้ขอให้ท่านเอาจริงเถอะมันมีประโยชน์มากต่อประเทศชาติครับ ขอบคุณมากครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไปท่านเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ เชิญเลยครับ

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออม แห่งชาติ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรตินะคะ ดิฉัน นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุน การออมแห่งชาติ ต้องบอกว่าวันนี้รู้สึกซาบซึ้งมากที่ให้โอกาสเราได้มารับฟังความคิดเห็น ของท่านนะคะ ต้องบอกว่าสิ่งที่อยากทำ ที่ท่านเสนอมาทั้งหมด เราอยู่ในแผนงานทั้งหมดแล้ว ที่ผ่านมาในปี ๒๕๖๑ ต้องบอกว่าเราได้วางพื้นฐานในการเข้าถึงสมาชิก ตั้งแต่เดิมมีการเข้าถึง สมาชิกได้แค่ ๔ ธนาคารของรัฐก็คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคาร ธ.ก.ส. ธนาคาร ธอส. ปัจจุบันเราได้พัฒนาช่องทางการเข้าถึง ให้สมาชิกเข้ามาส่งเงินกับเราผ่านอีก มีเซเว่น อีเลฟเว่น ตู้บุญเติม บิ๊กซี เทสโก้โลตัส แล้วที่ล่าสุดคือทางที่ว่าการอำเภอ ทั่วประเทศนะคะ ต้องบอกว่าปีที่ผ่านมา ปีนี้เราลงพื้นที่ต้องบอกว่าเกือบทั่วประเทศแล้ว โดยมุ่งเน้นให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ออมเป็นตัวอย่าง โดยที่มีเป้าหมายเลยว่าหมู่บ้านหนึ่ง ต้องมีสมาชิก กอช. ทั่วประเทศ ทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน เราสามารถเก็บได้ ๗๐,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านค่ะ ขาดอีกแค่ ๒,๐๐๐ หมู่บ้านที่เราไม่มีสมาชิก กอช. เลยในปัจจุบัน สมาชิก กอช. ปัจจุบันมีประมาณ ๒,๓๐๐,๐๐๐ คนแล้วนะคะ แผนงานต่อไปอย่างที่ ท่านสมาชิกได้แนะนำคือว่าต้องบูรณาการให้เขาส่งเงินออมอย่างต่อเนื่องเพื่อตัวของเขาเอง แล้วตัว กอช. เองเป็นเงินออมที่เป็นภาคสมัครใจ เฉพาะคนที่ไม่มีสิทธิสวัสดิการของรัฐ ทั้งหมด ซึ่งต้องมีสิทธิก่อนที่จะเข้าสมัครได้นะคะ เริ่มตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ขั้นต่ำในการออมคือ ๕๐ บาทต่อปี ขั้นสูงคือ ๑๓,๒๐๐ บาทต่อปีนะคะ เงินสมทบ สมทบเป็นช่วงอายุด้วย ถึงบอกว่าจริง ๆ แล้ว กอช. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยากให้นักเรียน นักศึกษาได้เข้าถึง อย่างที่ท่านสมาชิกแนะนำเป็นสิ่งที่จะต้องลงพื้นที่โรงเรียน ซึ่งปีนี้ก็วางแผนไว้แล้วว่า จะลงอาชีวศึกษาก่อน นักเรียนที่จะมีรายได้ พอมีรายได้ของเขาและระหว่างที่เขาเรียนอยู่ อย่างน้อยออมวันละ ๓ บาท เดือนละ ๑๐๐ บาท ปีหนึ่ง ๑,๒๐๐ บาท เขาได้สมทบภาครัฐ ปีละ ๖๐๐ บาท ซึ่งถือว่าเฉพาะเงินสมทบก็ ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะคะ เป็นสิ่งที่เราจูงใจ ให้นักเรียนออมอย่างน้อยเดือนละ ๑๐๐ บาท ลองคำนวณคร่าว ๆ ให้น้องเขาเห็นนะคะว่า ๑๐๐ บาท อายุ ๑๕-๖๐ ปีเขาจะมีเงินบำนาญใช้เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท บอกน้อง ๆ ว่า อย่าหมิ่นเงินน้อยจากวันละ ๓ บาทให้เขาทยอยเก็บ อันนี้เป็นสิ่งที่กำลังดำเนินการกันอยู่นะคะ ต้องบอกว่าคณะกรรมการของเราเองไม่มีความที่จะนั่นเลย เป็นการห่วงใย เพราะว่าลงพื้นที่ เห็นแล้วชาวบ้านรู้จัก กอช. เมื่อเขาอายุเลย ๖๐ ปีแล้วนะคะ ที่ผ่านมาชาวบ้านอยากเข้า แต่เนื่องจากกฎหมายเราติดแค่ ๖๐ ปี เป็นสิ่งที่ทางเราเองก็ต้องมีคณะกรรมการที่จะ มาดูปรับปรุงกฎหมาย สำหรับการเพิ่มเงินสมทบของภาครัฐ ทุก ๆ ๕ ปีทางกรรมการจะต้อง เข้ามาดูว่าเงินสมทบที่ตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ที่เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐๐ บาทในภาคปกติ อายุ ๓๐-๕๐ ปี ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็ต้อง ๑๐ บาท และผู้ใหญ่ ๑,๒๐๐ บาท ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ อาจจะไม่พอแล้ว เพราะว่า พ.ร.บ. เราเองสูงสุดถึง ๖,๐๐๐ บาทต่อปีที่สามารถสมทบได้ อันนี้เป็นสิ่งที่กำลังดำเนินการ คิดว่าปีหน้าน่าจะรู้ตัวเลขว่าจะเพิ่มเท่าไร แม้กระทั่งเงินสมทบ ของรัฐบาลและเงินสะสมของท่านสมาชิกด้วยว่ามากกว่า ๑๓,๐๐๐ บาท ได้ไหมนะคะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทางเรากำลังดำเนินการกันอยู่นะคะ

สำหรับเรื่องการลงทุนที่ท่านสมาชิกได้แนะนำเป็นสิ่งที่จะต้องปรับปรุง เว็บไซต์ (Web site) ให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบการลงทุนได้เหมือนบริษัทจัดการ กองทุนทั่วไป ซึ่งดิฉันมาจากวงการ บลจ. ก็ต้องทำอย่างนั้นเหมือนกัน อย่างที่หลาย ๆ ท่าน แนะนำเป็นสิ่งที่ดิฉันบอกวันนี้ปลื้มใจมากเป็นสิ่งที่ตรงใจ อยากทำ เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้มีการออมเยอะ ๆ กอช. เป็นแค่ส่วนหนึ่งนะคะ เนื่องจากว่าจากการคำนวณ ถ้าคนออม อายุ ๑๕-๖๐ ปี ๑๓,๒๐๐ บาทต่อปีไปชั่วชีวิต จะมีเงินออมรายเดือน ได้ใช้บำนาญเดือนละ ๗,๐๐๐ บาทเอง ซึ่งอีก ๔๐-๕๐ ปีข้างหน้า ๗,๐๐๐ บาทอาจจะไม่พอใช้ด้วยซ้ำ อันนี้เป็น สิ่งที่ทางเราก็กำลังศึกษาอยู่ว่าควรจะเป็นเท่าไรดีในภาคของประชาชนที่ออมมากกว่า ๑๓,๐๐๐ บาทได้ค่ะ ก็ต้องมาขอกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นสิ่งที่ดิฉันจะนำไปปรับปรุง ทุกอย่างที่ท่านสมาชิกแนะนำมา ขอเรียนให้คณะกรรมการทราบว่าทางสภาผู้แทนราษฎรให้ ความเป็นห่วงเรื่องการออมของภาคประชาชนโดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ ขอบพระคุณค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็ถือว่าผู้อภิปรายเราได้ ให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์นะครับ แล้วท่านเลขาธิการได้ตอบ ก็จบวาระนี้ เป็นวาระ เพื่อทราบ อันนี้ก็เป็นบทบังคับที่ต้องผ่านความเห็นรับทราบของสภา ไม่ใช่ให้ความเห็นชอบ ท่านสมาชิกอาจจะบ่นว่าเราเสียเวลา ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง อันนี้ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ จำเป็นต้องบรรจุเพราะว่ากฎหมายบังคับให้สภาได้รับทราบเรื่องนี้ครับ ผมขอขอบคุณ ท่านเลขาธิการ รองเลขาธิการ กับผู้อำนวยการนะครับ ขออนุญาตรับทราบเรื่องนี้ แล้วก็ ผ่านไปวาระต่อไปครับ เรามีวาระเพื่อทราบใน ๒.๗ ๒.๘ ๒.๙ แล้วก็ ๒.๑๐ นะครับ ถ้าเรา ใช้เวลาขนาดนี้ ผมคิดว่าวันนี้อาจจะมีโอกาสผ่านได้ทั้งหมดครับ

๒.๗ รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินสำหรับปี ๒๕๕๙ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ

สำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินได้เสนอรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินสำหรับปี ๒๕๕๙ ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพราะฉะนั้น ก็เชิญท่านสมาชิก แต่ว่าก่อนท่านสมาชิกอภิปราย ผมขออนุญาตที่ประชุมอนุมัติให้บุคคล ดังต่อไปนี้เข้ามาในห้องประชุมนี้เพื่อชี้แจงในกรณีที่สมาชิกซักถาม ท่านแรกคือนายประวิทย์ ตันตราจินต์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการเงินและบริหารพัสดุที่ ๑๓ ท่านที่ ๒ นางมาลัย ตั้งฐานะสกุล นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน ชำนาญการพิเศษ ท่านที่ ๓ นางสาวสุภัตรา จรรยา นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน ชำนาญการ ท่านที่ ๔ นางสาวสุทิศา เพ็งก้านตง นักวิชาการ ตรวจเงินแผ่นดิน ชำนาญการ ท่านที่ ๕ นางสาวเขมจิรา นองเนือง นักวิชาการตรวจเงิน แผ่นดิน ชำนาญการ ท่านที่ ๖ นายวรกฤษณ์ เพ็ญตระกูล นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน ชำนาญการ ขอเชิญทั้งหมดนะครับ

(ผู้ชี้แจงจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้าประจำที่)

ขออนุญาตให้สมาชิก ได้อภิปรายโดยควบคุมเวลานะครับ ให้เกียรติสมาชิกถือว่าเรามีวุฒิภาวะที่จะคุมเวลาได้ ท่านแรกขอเชิญท่าน พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ครับ

พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กระผมมีประเด็นเพื่อจะอภิปรายประมาณ ๔ ประเด็น ด้วยกันครับ

ประเด็นที่ ๑ ทางสำนักงาน กสทช. ได้มีการประกาศในเรื่องของการประมูล ๕ จี (5G) ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งการประมูลนั้นจะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก การประมูล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชนไม่ใช่การประมูลเพื่อเงินเข้ากระทรวงการคลัง และนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น ๆ แต่เป็นการที่จะต้องสร้างงานให้เกิดขึ้น แท้ที่สุดแล้วการ ประมูลคลื่นความถี่ไม่ใช่ความสำเร็จของการประมูล แต่เป็นความสำเร็จในการสร้างระบบ เศรษฐกิจ ดังนั้นผมจึงมีข้อเสนอแนะว่าการประมูลดังกล่าวจะต้องใช้คลื่นความถี่ที่มีมูลค่า

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่าน พันเอก เศรษฐพงค์ครับ ผมขออภัยอย่างยิ่งนะครับ พอดีมีผู้มาชี้แจงเพิ่มเติม ขออนุญาตท่านนิดเดียวนะครับ คือเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กสทช. ๕ ท่านคือ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการ ขอเชิญครับ เชิญท่าน พันเอก เศรษฐพงค์ ต่อครับ

พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ บัญชีรายชื่อ 🔗

การจัดสรรคลื่นความถี่นั้น เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การประมูลที่สำเร็จ แต่เป็นการที่ใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประชาชน ความหมายก็คือเกิดการจ้างงาน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบบเศรษฐกิจใหม่ เพราะเนื่องจากว่าเรากำลังจะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ ซึ่งแน่นอนระบบเทคโนโลยี ๕ จี (5G) กำลังจะมีบทบาที่สำคัญในการเปลี่ยนอุตสาหกรรมในการผลิตไปสู่โรโบติกส์ (Robotics) หรือการผลิตแบบอัตโนมัติ ดังนั้นทางสำนักงาน กสทช. ซึ่งผมได้ติดตามมาโดยตลอด ก็ได้พยายามร่วมมือกับกระทรวงเอ็มดีอีเอส (MDES) เพื่อทำการประมูลให้ทันเวลาในการ เปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่จะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) หรืออุตสาหกรรม ๔.๐ กระผมจึงมีความเป็นห่วงในประเด็นเหล่านี้ เนื่องจากทางสำนักงาน กสทช. นั้นได้มีความพยายามอย่างยิ่งในการเรียกคืนคลื่นความถี่ ๓.๕ กิกะเฮิรตซ์ จากดาวเทียมไทยคม ๕ เนื่องจาก ๓.๕ กิกะเฮิรตซ์นั้นจะสร้างเศรษฐกิจใหม่ อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงคลื่นความถี่ที่ได้ประกาศในการประมูลคลื่นความถี่ในต้นปี กระผม จึงฝากทางท่านประธานไปถึงสำนักงาน กสทช. และ กสทช. ช่วยกรุณาพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะเนื่องจากอุปกรณ์ต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไป อุปกรณ์ ทางการแพทย์จะทำให้เอสเอ็มอี (SMEs) รูปแบบใหม่เกิดขึ้น มีการจ้างงานรูปแบบใหม่ มีการสร้างบริษัทรูปแบบใหม่ ขนาดเล็ก แต่มีความชาญฉลาดและลงทุนในราคาที่ต่ำจะเกิด การจ้างงานระบบเศรษฐกิจใหม่ซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ดังนั้นสำนักงาน กสทช. ควรให้ความรู้ประชาชนในการประชาสัมพันธ์ว่าระบบ ๕ จี (5G) ไม่ใช่มีความเท่ห์ที่เกิดขึ้นใน คำว่า ๕ จี (5G) เท่านั้น แต่ระบบ ๓ จี (3G) และ ๔ จี (4G) ที่สำนักงาน กสทช. ได้ทำ การประมูลในเวลา ๗-๘ ปีที่ผ่านมาทำให้ประเทศของเราเปลี่ยนไปอย่างมาก ทำให้วงการสื่อ เปลี่ยนไปอย่างมาก ทำให้เกิดอาชีพมากมายที่พวกเราไม่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นยูทูปเบอร์ (YouTuber) เกมแคสเตอร์ (Game Caster) หรืออาชีพต่าง ๆ ที่เกิดฟรีแลนซ์ (Freelance) เกิดขึ้นมากมายจึงทำให้สกิล (Skill) ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เรากำลังต้องการ คนที่มีความรู้เปลี่ยนไป กระผมจึงเสนอแนะผ่านท่านประธานไปยังสำนักงาน กสทช. กรุณาใช้งบประมาณเพื่อให้ความรู้ประชาชนในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

และประเด็นที่สำคัญในประเด็นที่ ๒ คือการจัดระเบียบสายสื่อสารลงดิน เนื่องจากในระบบ ๕ จี (5G) นั้น จะใช้ไฟเบอร์ออปติก (Fiber optic) เป็นจำนวนมหาศาล และจะมีการลากสายไฟเบอร์ออปติก (Fiber optic) เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะทำให้เกิด อันตรายกับพี่น้องประชาชนได้ แต่ความสะดวกสบายของพี่น้องประชาชนจะเกิดขึ้น และความปลอดภัยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ กสทช. พยายามผลักดันโครงการที่จะนำสายลงดิน ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งในวันนี้ผมได้เห็นโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในหลาย ๆ โครงการแล้วก็อยากจะให้ท่านประธานฝากทาง กสทช. ให้ดำเนินการต่อไปในเมืองใหญ่ ๆ เพื่อให้ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ในประเด็นที่ ๓ คือการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพของสำนักงาน กสทช. เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงทำให้ กสทช. อาจจะ มีความโบราณไปในทันที ถ้าหากไม่มีการเตรียมการในการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ กระผมขออนุญาตเสนอแนะ กสทช. ผ่านท่านประธาน โดยให้ กสทช. เตรียมการในเรื่องของ การกำกับดูแลรูปแบบใหม่ โดยเตรียมงบประมาณเพื่อที่จะนำเอาไปเตรียมการในการจัดหา อุปกรณ์ ในการตรวจสอบความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่จะเกิดขึ้น มหาศาลในหลายล้านชิ้นในอนาคตอันใกล้ในระบบ ๕ จี (5G) เราเรียกว่าอินเทอร์เน็ต ออฟ ทิงส์ (Internet of Things) เพราะเนื่องจากอุปกรณ์ในการตรวจสอบความปลอดภัยในการโจมตี ทางไซเบอร์ (Cyber) ความปลอดภัยในการนำอุปกรณ์เข้านั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในระบบ ๕ จี (5G) ใน ๓-๕ ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นโดรน (Drone) หรืออุปกรณ์เล็ก ๆ ที่สามารถ ที่จะตรวจเลือดประชาชนด้วยตัวเอง สามารถจะตรวจไขมันด้วยตัวเองด้วยราคาถูกมาก ดังนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้จะเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาล นับตั้งแต่หลังจาก การประมูลและการวางโครงข่าย ๕ จี (5G) ดังนั้นทางสำนักงาน กสทช. จึงจำเป็นที่จะต้อง มองการณ์ไกลในระดับ ๓-๕ ปีข้างหน้าว่าการกำกับดูแลจะมีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่จะควบคุมคลื่นความถี่ไม่ให้เป็นอันตรายกับพี่น้องประชาชน การตรวจสอบ มาตรฐานคลื่นความถี่ที่มีความแรงเกินไปที่จะมีอันตรายกับพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องการ อุปกรณ์ที่มีคุณภาพและมีความทันสมัยมากกว่าที่ กสทช. มีในวันนี้ ซึ่งผมเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวที่เรา ไม่เคยมีเลยในสำนักงาน กสทช. ดังนั้นผมจึงคิดว่าทาง กสทช. ต้องอธิบายให้พี่น้องประชาชน และทางสภาได้เข้าใจถึงการจัดสรรงบประมาณ หรือแม้แต่คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ต้องมีความเข้าใจ กสทช. ในการที่จำเป็นที่จะต้อง มีงบลงทุนเพื่อเตรียมอุปกรณ์เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนในเรื่องของความปลอดภัยต่าง ๆ อย่างที่ผมกล่าวมาแล้ว

ในประเด็นที่ ๔ คือประเด็นของการใช้เงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผมมองเห็น ปัญหาของ กสทช. ซึ่งไม่ใช่ปัญหาด้วยตัวเองของ กสทช. แต่เป็นปัญหาของความเข้าใจ ของผู้อนุมัติเงินหรือผู้ที่มองจากข้างนอกเข้าไปข้างใน กสทช. ว่าจะเกิดผลประโยชน์ส่วนตัว ใน กสทช. วัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าวนั้นมีความชัดเจนในการอนุมัติ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนหรือความมั่นคงของประเทศเท่านั้น สิ่งใดก็ตาม ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ประโยชน์ของสาธารณะ กองทุนนี้จะนำไปใช้ เนื่องจาก กองทุนนี้ได้เงินจากค่าธรรมเนียมของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม เรานำเอาค่าธรรมเนียม ต่าง ๆ เหล่านั้นซึ่ง กสทช. เก็บมาได้นำเอาไปคืนประชาชนในเรื่องความปลอดภัย ในเรื่อง ประโยชน์สาธารณะ ดังนั้นผมขออนุญาตท่านประธานไปยังสำนักงาน กสทช. ไปยังผู้บริหาร กองทุนวิจัยและพัฒนา กสทช. กรุณาดำเนินการแก้ไขปัญหาให้การใช้งบประมาณนั้น มีความอ่อนตัวมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะเนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่ กสทช. อนุมัติโครงการล่าช้าถึงปีหรือ ๒ ปีก็ทำให้โครงการดังกล่าวนั้นมีความโบราณ และไม่ทันสมัยที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ดังนั้น กสทช. จึงต้องบริหาร จัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพกว่ากองทุนอื่น ๆ ที่เป็นกองทุนแบบแพสซีฟ (Passive) ไม่ใช่แบบแอกทีฟ (Active) ความหมายของผมก็คือกองทุนของ กสทช. นั้นอนุมัติเพื่อนำเอา ไปสร้างเทคโนโลยีให้เกิดการจ้างงาน ให้เกิดการปกป้องประชาชน คุ้มครองความปลอดภัยของ ประชาชน จึงทำให้ กสทช. นั้น อาจจะไม่สามารถที่จะใช้ระเบียบเดียวกันกับกองทุนอื่น ๆ เนื่องจากความอ่อนตัวในการใช้กองทุนเพื่อประชาชนมีความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย และการติดตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมได้กล่าวไปทั้งหมดนั้นผมเชื่อว่าทางสำนักงาน กสทช. และคณะกรรมการ กสทช. รู้ดีในเรื่องนี้ กระผมจึงคิดว่าทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านหากมองผลกระทบ ของการปฏิบัติงานของ กสทช. เป็นประโยชน์กับประชาชนตรงจุดใดก็ขอให้ท่านสมาชิกกรุณา ให้การสนับสนุน การให้คำแนะนำ กสทช. ซึ่งผมมีความมั่นใจว่าในวันนี้ กสทช. ได้ทำหน้าที่ อย่างดีที่สุดแล้ว แต่ในอนาคตนับจากนี้ไปเนื่องจากเทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด เนื่องจากมีการคาดการณ์อย่างชัดเจนจาก เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) และสถาบันวิจัยทั่วโลกแล้วว่าในปีนี้เป็นต้นไปจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เข้าสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมจาก ๒.๐ เป็น ๓.๐ ในช่วงรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ และมาในวันนี้การเปลี่ยนแปลงนั้นกำลังคืบคลานเข้ามา อย่างรวดเร็ว กสทช. จึงไม่สามารถที่จะดำเนินการแบบเดิมได้อีกต่อไป กระผมจึงมีความ ห่วงใยสำนักงาน กสทช. และคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งจะต้องตระหนักในเรื่องนี้และ เตรียมการในเรื่องงบประมาณในปีต่อ ๆ ไปไม่เหมือนเดิมในอดีตที่ผ่านมา จึงขออนุญาต ท่านประธานไปยังสำนักงาน กสทช. และ กสช. ให้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แบบก้าวกระโดดและการปกป้องประชาชน การคุ้มครองประชาชน และใช้งบประมาณ เพื่อประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ กระผมมีประเด็นที่จะให้แนวทางและเสนอแนะ เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่าน พันเอก เศรษฐพงค์ ลำดับต่อไปเชิญท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ครับ

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สุพรรณบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนอื่นต้องขออนุญาตชื่นชมสำนักงาน กสทช. ที่นำความทันสมัยมาสู่ประเทศชาติ มาสู่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอชื่นชมครับว่าองค์กรของท่านได้ส่งเงินเข้าแผ่นดิน เป็นจำนวนมหาศาล แต่อย่างไรก็ดีจากการได้อ่านรายงาน ๒ ฉบับนี้ เล่มสีฟ้า ๑ ฉบับ และเล่มสีชมพูอีก ๑ ฉบับ ก็เกิดความกังวลใจหลายประการ ถามว่ากังวลใจเรื่องอะไรบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ ดูรายงานเล่มสีฟ้าก่อนนะครับท่านประธาน พระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พุทธศักราช ๒๕๕๓ และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๗๖ นี้กำหนดให้ กสทช. ทำรายงานส่ง ๓ แห่งด้วยกัน แห่งแรกเสนอต่อคณะรัฐมนตรี แห่งที่ ๒ เสนอต่อรัฐสภา แห่งที่ ๓ เสนอต่อพี่น้องประชาชน คนไทยให้ทราบครับ แต่ปรากฏว่าในเล่มสีฟ้านี่นะครับท่านประธานที่เคารพ เปิดดูหน้า ๔ และหน้า ๕ ท่านประธานครับ หน้า ๔ สตง. ได้ให้ความเห็นไว้ในวรรคแรก ขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้อ่านรายงานประจำปี พบว่าสำนักงาน กสทช. ได้จัดทำรายงานประจำปี ๒ เล่ม โดยเล่มหนึ่งเป็นเล่มที่เสนอต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เล่มที่ ๒ สำนักงาน กสทช. นำขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ (Web site) ของสำนักงาน กสทช. จากการอ่านข้อมูลจะพบว่าเล่มที่ ๑ ข้อมูลที่แสดงส่วนใหญ่เป็นข้อมูล ณ ไตรมาสที่ ๓ ปี ๒๕๕๙ ส่วนเล่มที่ ๒ ข้อมูลที่แสดงเป็นข้อมูล ณ สิ้นปี ๒๕๕๙ โดยรายงานประจำปีทั้ง ๒ เล่ม นำงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินแสดงไว้ในรายงาน ภายหลังการตรวจสอบสรุปได้ว่างบการเงินที่แสดง ในรายงานประจำปีแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญดังนี้ ผมยกตัวอย่าง ให้เห็น ๒-๓ รายการด้วยกันครับ

รายการแรก งบแสดงฐานะการเงิน รายได้ค้างรับส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน ๑ ปี งบการเงินรายงานประจำปีไว้ ๓๗,๑๖๐ ล้านบาท ผมไม่อ่านเศษสตางค์นะครับ ท่านประธาน ปรากฏงบการเงินที่ตรวจเสร็จแล้วมีจำนวน ๓๙,๒๒๙ ล้านบาท มีผลต่างกันถึง ๒,๐๖๙ ล้านบาทครับท่านประธาน

รายการที่ ๒ รายได้แผ่นดินรอนำส่งคลังส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน ๑ ปี กสทช. รายงาน ๒๙,๒๘๑ ล้านบาท แต่งบที่ สตง. ตรวจสอบ ๓๑,๘๑๔ ล้านบาท ต่างกันถึง ๒,๕๓๒ ล้านบาท

รายการที่ ๓ ภาษีขายประมูลคลื่นความถี่รอนำส่งส่วนที่ถึงกำหนดชำระ ๑,๗๑๖ ล้านบาท สตง. ตรวจพบ ๒,๑๙๗ ล้านบาท ต่างกันถึง ๔๘๑ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ มันปรากฏอยู่ในเอกสาร ทำให้กังวลใจครับว่าทำไมจึงต่างกันมากมายขนาดนี้ครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ จะเรียนถามทั้ง สตง. และ กสทช. ว่าในเล่มสีชมพูทำไมต้องมีชั้นความลับ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายเขียนไว้ว่าให้เปิดเผยต่อพี่น้อง ประชาชนคนไทยได้รับทราบ ลับ ใช้เฉพาะในห้องประชุมห้องนี้ครับ แล้วน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในเอกสารฉบับนี้หลายหน้า สตง. ได้ให้ความเห็นในการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. ไว้ น่าสนใจหลายประการทีเดียวครับท่านประธาน ท่านประธานดูประสิทธิภาพในการใช้ งบประมาณนะครับ การประเมินการใช้จ่ายงบประมาณหน้า ก ปรากฏดังนี้ การเบิกจ่าย งบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๙ พบว่าเบิกจ่ายได้เพียงร้อยละ ๔๘.๙๐-๖๖.๙๑ หรือโดยเฉลี่ยเบิกจ่ายได้เพียงร้อยละ ๕๘.๕๒ เท่านั้นเองครับ ถือว่าน้อยมากครับ ท่านประธาน เฉลี่ยยังไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เลยนะครับท่านประธาน ทำให้มีการกันเงินไว้ เบิกจ่ายเหลื่อมปีถึง ๒๗ เปอร์เซ็นต์ มีงบประมาณคงเหลืออยู่ในแผนร้อยละ ๑๔.๔๖ ทำให้สำนักงาน กสทช. มีงบประมาณที่ต้องเบิกจ่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากว่ามีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีทุกปีครับ จากปีก่อน ๆ เช่น ในปี ๒๕๕๙ จากรายงาน ต้องเบิกจ่าย ๗,๒๑๐ ล้านบาท ประกอบด้วยเงินงบประมาณ งบประมาณจริง ๆ แล้ว ของปี ๒๕๕๙ เพียง ๕,๖๗๓.๘๕ ล้านบาท เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ๒๕๕๘ ๑,๑๖๘ ล้านบาท เงินที่ขอขยายมาจากปี ๒๕๕๗ ๓๖๘ ล้านบาท แต่เบิกจ่ายได้จริงเพียง ๔,๕๘๙ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๖๓ เท่านั้นเองครับท่านประธาน นอกจากนั้นในเล่มสีชมพูหน้า จ ยังบอกต่อไปว่าปี ๒๕๕๙ มีการจัดซื้อจัดจ้างนอกแผนงานที่วางไว้มากถึงร้อยละ ๘๔.๕๒ ของแผนงานการจัดซื้อจัดจ้าง ท่านประธานครับ หน่วยงานที่เราเห็นที่นำความเจริญ นำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการสื่อสารให้กับประเทศของเรา แต่พอเจาะลึก เข้าไปในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณกันเงินแล้วนี่นะครับ สตง. ได้คอมเมนต์ (Comment) ไว้มากมายครับ น่าเป็นห่วงและเป็นกังวลใจเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ที่กล่าวมาทั้งหมดผมกล่าวจากข้อเท็จจริงในเอกสารฉบับนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีงบประมาณอีกบางประเภท ผมยกตัวอย่างหน้า จ สีชมพู ขออนุญาตอ่านนะครับ ท่านประธาน ยกตัวอย่าง เช่นการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีตกลงราคาของสำนักงาน กสทช. มีรายการทั้งหมด ๑,๑๒๑ รายการ มีจำนวนถึง ๔๓๖ รายการที่ดำเนินการจัดหา ด้วยวิธีตกลงราคาที่วงเงินเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ชอบ ด้วยระเบียบว่าด้วยพัสดุของสำนักนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้อ่านแล้ว ผมก็เป็นห่วงว่ามาถึงปี ๒๕๖๒ แล้วทาง กสทช. ได้ปรับปรุงบริหารงบประมาณการใช้จ่าย ใน กสทช. เองที่มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไรหรือไม่ ท่านประธานครับ ยังมีอีกบางประการ ที่ กสทช. ยังถูกตรวจสอบจาก สตง. ว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเข้าข่ายเป็นการแบ่งซื้อ แบ่งจ้างอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดท่านประธาน ในรายงานเล่มสีชมพูฉบับนี้ บอกไว้ว่า ข้อ ๑.๗.๖ ในเวลาใด ๆ ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบว่าการใช้ จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน กสทช. ไม่เกิดประสิทธิผลและเป็นการฟุ่มเฟือย เกินสมควร ท่านประธานครับ มีอีกกรณีหนึ่งผมอ่านให้ท่านประธานฟัง พูดถึงประเด็นนี้ ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลานิดเดียวแล้วท่านประธานจะตกใจ กรณีของนางสาวรัฐวิไล ผมไม่อ่านนามสกุลนะครับ ใช้สำเนาใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง มาขอเบิกค่ารักษาพยาบาลกับสำนักงาน กสทช. ทำให้สำนัก กสทช. ได้รับความเสียหาย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕,๘๖๑,๐๐๐ บาทครับ ค่ารักษาพยาบาลสำหรับคนคนเดียว ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ทำหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบดังกล่าวถึงเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปเรียบร้อยแล้วครับ อยากทราบ ผลเรื่องนี้ด้วยครับท่านประธาน เมื่อสักครู่อ่านค้างไว้ครับ ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แจ้งให้ กสทช. ทราบ และให้ กสทช. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหรือระงับการดำเนินการ ตามควรแก่กรณีภายในระยะเวลาที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินกำหนด หากปรากฏว่า กสทช. ไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันควร สำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินอาจพิจารณารายงานต่อวุฒิสภาต่อไป ผมเรียนถามอย่างนี้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ ได้ดำเนินการไปอย่างไรแล้วครับ ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและ กสทช. ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบพระคุณ ท่านณัฐวุฒิครับ ลำดับต่อไปเชิญ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล เชิญครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ค่ะก่อน อื่นเลยก็ต้องเรียนขอบคุณท่านประธานสภาที่ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินเพื่อยกเลิกชั้นความลับ เพื่อให้ได้สามารถส่งสำเนารายงานทั้ง ๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น เล่มสีฟ้าแล้วก็เล่มสีชมพูให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อ่าน ถึงแม้ว่าเราจะมีเวลาได้อ่าน ทั้ง ๒ เล่มเพียงแค่ ๑ วันกับ ๑ คืน แต่สิ่งที่เราได้พบเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกช็อกเป็นอย่างมาก ก็ต้องขอขอบพระคุณมาในที่นี้ แต่เราก็จะทำหน้าที่ในการอภิปรายการรับทราบรายงานครั้งนี้ ให้ดีที่สุดแม้ว่าจะมีเวลาอ่านเพียงแค่ ๑ วัน กับ ๑ คืน ท่านประธานที่เคารพคะ รายงานของ สตง. สำหรับการตรวจสอบงบการเงินก็เป็นตามมาตรฐานทั่วไป แต่ว่าสำหรับเล่มสีชมพู เป็นมาตรฐานใหม่ที่เป็นไปตามมาตรา ๖๙ ของ พ.ร.บ. กสทช. ก็คือรายงานการประเมินผล การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าเป็นรายงานที่ทำได้ดีมาก และคิดว่าคงต้องใช้เวลาในการทำงานค่อนข้างนาน ก็ต้องขอชื่นชมมากว่าทำได้ละเอียดดีมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเคารพนะคะ ยังเป็นรายงานแบบที่เป็นรายงานของผู้สอบบัญชี เป็นการตรวจแบบออดิต (Audit) นะคะ ยังไม่ได้ตรวจในลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๙ ว่า ต้องตรวจสอบว่าการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์และได้ผล ตามเป้าหมายเพียงใดนะคะ แต่ว่าดิฉันก็ไม่ได้ตำหนิท่านแต่อย่างใด คิดว่าด้วยความถนัด ของท่านน่าจะเป็นไปในเรื่องของการตรวจสอบบัญชีซึ่งท่านทำได้ดีมากนะคะ

สำหรับเล่มสีฟ้าก็อย่างที่บอกเป็นปี ๒๕๕๙ ซึ่งตรวจเสร็จลงวันที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๖๑ ดิฉันคิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่ได้ผ่านไปเกือบหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้ของปี ๒๕๖๑ ของ กสทช. เองก็ขึ้นเว็บไซต์ (Web site) แล้ว แต่ดิฉันคงต้องไปตรวจสอบอีกทีหนึ่งว่า เป็นรายงานที่ สตง. นั้นได้ตรวจสอบแล้วหรือยัง เพื่อไม่ให้เกิดการคลาดเคลื่อนอย่างที่ ท่านณัฐวุฒิได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ขออภัยที่เอ่ยนามค่ะ

ถ้าจะกล่าวโดยภาพรวมก็คือว่า กสทช. เป็นองค์กรที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยที่ขาดกระบวนการการตรวจสอบประสิทธิภาพในการใช้งาน ขาดการตรวจสอบ ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ที่บอกว่ามีการใช้งบประมาณจำนวนมาก ดิฉันดูจากอะไร ดิฉันดูเปรียบเทียบกับองค์กรในลักษณะเดียวกันที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ของประเทศอังกฤษ มีชื่อว่า ออฟคอม ออฟคอมของประเทศอังกฤษนั้นได้งบประมาณ ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของประเทศอังกฤษที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย ประมาณ ๘ เท่า ออฟคอมได้เงินประมาณ ๑๑๐ ล้านปอนด์ต่อปี ในปี ๒๕๕๙ เพื่อให้ เปรียบเทียบปีเดียวกัน หรือคิดเป็นเงินไทย ๔,๔๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง เพื่อกำกับดูแลกิจการ โทรคมนาคมซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทย ๘ เท่า ส่วน กสทช. นั้นใช้งบประมาณ ปี ๒๕๕๙ ใช้ ๕,๖๐๐ ล้านบาท ล่าสุดปี ๒๕๖๑ นั้น ใช้งบประมาณประมาณ ๕,๘๐๐ ล้านบาท ดังนั้นถ้าเทียบไซซ์ (Size) ของกิจการโทรคมนาคมแล้วนับว่าใช้งบประมาณค่อนข้างมากเกินไป ที่ผ่านมาขาดการ ตรวจสอบการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ใช้งบประมาณมากเกินไป และสามารถตรวจสอบการมีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย หรือเปล่า ที่ว่าด้วยรายได้จากค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต การประกอบกิจการ ที่กำหนดไว้ ใน พ.ร.บ. กสทช. ว่าให้ไม่เกินร้อยละ ๒ อาจจะต้องปรับลดวงเงินตรงนี้หรือเปล่าเพื่อให้ รายได้จากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สามารถที่จะส่งเข้าคลังโดยตรงโดยที่ไม่ต้องหักไว้เป็น ค่าใช้จ่ายของ กสทช.

และอีก ๑ ปัญหาหลักก็คือการใช้งบประมาณแบบชงเอง กินเอง ก็คือว่า ตาม พ.ร.บ. ขององค์กร กสทช. มีการให้อำนาจสำนักงาน กสทช. ในการจัดทำงบประมาณ แล้วให้บอร์ด (Board) กสทช. มีอำนาจในการอนุมัติงบ ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกัน มากกว่าที่จะเป็นงานที่เป็นการตรวจสอบซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ดังนั้นดิฉันขอเสนอว่าควร จะต้องมีการปรับแก้ไขกฎหมายตรงนี้ให้ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและการตรวจสอบการ อนุมัติจากสภาด้วย เช่น อาจจะให้ ครม. ออกเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชบัญญัติ ในการกำหนดรายได้และค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการ กสทช. แล้วให้ทางสภาได้มีอำนาจ ในการตรวจสอบ ไม่ใช่ให้ กสทช.เป็นผู้อนุมัตินะคะ ในกระบวนการตรวจสอบก็มีปัญหา เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ขอบเขตความเป็นอิสระของ กสทช. ทำให้สำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินเองก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการเข้ามาตรวจสอบ และต่อมาจึงได้มีอำนาจเข้ามา ตรวจสอบแล้วเราถึงได้มีรายงานดี ๆ อย่างเล่มสีชมพูนี้ ดิฉันขอเชิญชวนท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านอ่านนะคะ อย่างน้อยก็เป็นบทสรุปผู้บริหารมีเพียงไม่กี่หน้า เท่านั้นเอง ขอให้ทุกท่านได้ลองอ่านดู แต่ก็ยังไม่ได้มีอำนาจในการเปิดเผยรายงานฉบับนี้ อย่างที่เราได้ทราบกันว่าจริง ๆ แล้วเราจะไม่มีสิทธิได้อ่านรายงานฉบับนี้ด้วยซ้ำไป ถ้าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ส่งหนังสือ ขอยกเลิกชั้นความลับ

ข้อเสนออีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถ้า สตง. เอง อาจจะยังไม่สามารถที่จะเข้าไป ตรวจสอบได้ละเอียด เราอาจจะสามารถแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นองค์กรจากภายนอก องค์กรภายนอกที่เป็นเทิร์ด ปาร์ตี (Third Party) สามารถเข้ามาตรวจสอบได้เพื่อการสร้าง มาตรฐานใหม่ ยกระดับการตรวจสอบองค์กรขึ้นมา เช่นการจ้างบริษัทเอกชนบิ๊กโฟร์ เข้ามาตรวจสอบให้ความเห็นในการใช้จ่ายงบประมาณของ กสทช. ก็จะช่วยยกระดับ มาตรฐานของการบริหารและตรวจสอบควบคุมภายในขององค์กรได้ดีเยี่ยมด้วยเช่นเดียวกัน

อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณของ กสทช. เอง และของรัฐบาลชุดที่แล้วมันมีความไม่ชอบมาพากลอยู่ ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๘๐/๒๕๕๗ มีการแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. เพื่อที่จะล้วงเอาเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนาของ กสทช. หรือที่เรียกว่า กทปส. และโดยการแก้ไขมาตรา ๕๒ (๖) ปกติแล้ว ๕ วัตถุประสงค์หลัก ของกองทุนวิจัยและพัฒนา ดิฉันขอเรียกสั้น ๆ ตามนี้ ก็จะเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับ การใช้จ่ายเงินเพื่อส่งเสริมหรือว่าพัฒนากิจการที่เกี่ยวกับการกระจายเสียงคลื่นความถี่ และโทรคมนาคม แต่ว่าประกาศคำสั่ง คสช. ที่ ๘๐/๒๕๕๗ แก้ข้อ ๖ วัตถุประสงค์ ข้อ ๖ บอกว่าส่งเสริมและสนับสนุนด้านงบประมาณให้กระทรวงการคลังสามารถยืมเงินกองทุน ชัด ๆ กันแบบนี้เลยนะคะ แก้ไข พ.ร.บ. กันอย่างอุกอาจและอนุญาตให้กระทรวงการคลัง สามารถยืมเงินได้โดยที่ไม่ต้องมีกิจการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องเพราะว่าเงินที่ใช้นั้นถูกใช้ไปกับโครงการ เงินกู้เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน นั่นยังไม่จบค่ะ ต่อมาในปี ๒๕๖๒ มีการออกคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๔/๒๕๖๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้มีการกล่าวว่าในวรรคสุดท้าย ย่อหน้าสุดท้ายเขียนว่า และเพื่อประโยชน์ในการบริหาร งบประมาณแผ่นดินให้กระทรวงการคลังไม่ต้องส่งคืนเงินในส่วนที่เหลือซึ่งยืมจากกองทุนวิจัย และพัฒนาของ กสทช. ที่นำไปใช้ในโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่ง ทางถนนระยะเร่งด่วนตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ก็คือกระทรวงการคลัง ยืมไปทั้งหมด ๑๔,๓๐๐ ล้านบาท เท่าที่ดิฉันเข้าใจมีการคืนบางส่วน และยอดหนี้คงเหลืออยู่ ที่ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ดี ๆ รัฐบาล คสช. ก็ออกคำสั่ง คสช. แก้ พ.ร.บ. กสทช. อนุญาตให้กระทรวงการคลังมาล้วงเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนาไปได้ วันดีคืนดีก็ออก อีกคำสั่งหนึ่งออกมาบอกว่าเงินที่ยืมไปไม่ต้องคืน เพื่อความเนียนนะคะ มีการแก้ พ.ร.บ. กสทช. ในปี ๒๕๖๐ ก็คือแก้กลับมาตรา ๕๒ (๖) ที่เคยอนุญาตให้กระทรวงการคลังสามารถ ยืมเงินกองทุนวิจัยและพัฒนานี้ได้ แก้กลับให้เป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่และ โทรคมนาคมเหมือนเดิม ดิฉันคิดว่าเป็นการผลัดกันเกาหลังของ กสทช. และรัฐบาล คสช. ที่ผ่านมาที่ไม่ค่อยน่าภาคภูมิใจเท่าไร

เล่มสีชมพูยังมีการพูดถึงอีกหลายเรื่องที่สามารถสรุปเป็นใจความง่าย ๆ ว่า สะท้อนการขาดกลไกการตรวจสอบจากทั้งภายในและภายนอก ขาดประสิทธิภาพในการ บริหารจัดการอันเนื่องมาจากที่มาของ กสทช. การขาดการตรวจสอบภายในที่บกพร่อง ทำให้เป็นกรณีที่หลายท่านได้อภิปรายมาแล้ว ดิฉันขอสรุปสั้น ๆ คือมีการเบิกจ่ายที่ผิดปกติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตั้งข้อสังเกตไว้มีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพนักงาน ท่านหนึ่งและพบว่ามีการใช้ใบเสร็จปลอม ดิฉันต้องชื่นชมงานของสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินมากนะคะ มีการไปค้นใบเสร็จต้นขั้วเพื่อที่จะเอามายืนยันว่าใบเสร็จที่นำมาใช้ เบิกเงินนั้นเป็นใบเสร็จที่ไม่ใช่ใบเสร็จจริง มีการเบิกเงินไปรวมทั้งสิ้นเกือบ ๑๒ ล้านบาท เป็นการเบิกจ่ายทั้งสิ้น ๒๘๕ ครั้ง ถ้ากลไกการตรวจสอบภายในนั้นดีจริงจะไม่มีการเบิกจ่าย แบบนี้ได้ถึง ๒๘๕ ครั้ง และเบิกเงินไปได้เกือบ ๑๒ ล้านบาท สิ่งที่อยากจะทราบก็คือว่า ได้มีการดำเนินคดีหรือไม่ ได้มีการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

ปัญหาการขาดกลไกในการตรวจสอบอีกเรื่องหนึ่งก็คือการจัดซื้อจัดจ้าง ๑,๔๓๐ สัญญา ๘๔ เปอร์เซ็นต์ใช้วิธีพิเศษและวิธีการตกลงราคา อันนี้หลายท่านได้อภิปราย ไปแล้ว ดิฉันก็อยากทราบว่าพอ สตง. ส่งรายงานฉบับนี้ กสทช. ได้มีการปรับปรุงหรือไม่ จึงได้ไปดูผลการจัดซื้อจัดจ้างใน ๘ เดือนแรกของปี ๒๕๖๒ เท่าที่ดิฉันรวบรวมมาเป็นสัญญา จากเฉพาะ กสทช. ส่วนกลาง ยังไม่ได้รวมของส่วนภูมิภาคซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีกาเฉพาะเจาะจง อยู่แล้ว จาก ๕๗๑ สัญญา จาก ๔๗๑ สัญญาหรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังคงเป็นวิธีการ เฉพาะเจาะจงหรือวิธีตกลงราคาอยู่ แต่ก็ถือว่ามีพัฒนาการเพราะว่าจากเดิมในปี ๒๕๕๙ นั้น ๘๔ เปอร์เซ็นต์ ใช้วิธีพิเศษและตกลงราคา ปี ๒๕๖๒ ลดลงเหลือเพียงแค่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองที่ใช้วิธีการเฉพาะเจาะจงและตกลงราคา ความไม่ชอบมาพากลอื่น ๆ อย่างเช่น การซอยสัญญาเป็นสัญญาย่อย ๆ หมึกพิมพ์มูลค่า ๖.๖ ล้านบาท ใช้ในปีเดียวซอยย่อย เป็น ๘๓ สัญญา โดยที่มีบริษัทคู่สัญญาเพียงแค่ ๒ บริษัทเท่านั้น แบบนี้มันเอื้อให้เกิด การฮั้วราคาหรือว่าตกลงราคาระหว่างคู่สัญญากันได้แน่ ๆ และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมีการซอยสัญญาออกไปทั้งสิ้น ๘๓ สัญญา สามารถที่จะทำรวมเป็นสัญญาเดียว และได้ราคาที่มันดีขึ้นด้วย แล้วก็เปิดประมูลอย่างวิธีปกติ เป็นอีบิดดิง (e-Bidding) ทั่วไป

ปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มีการปรับแผนบ่อยปรับแล้ว ปรับอีก ปรับกลางปี ปรับกลางปี ๑ ครั้ง ปรับแผนงบประมาณไปอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จนสุดท้ายบางโครงการก็สูญเงินไปเปล่า ๆ มี ๑ โครงการ ชื่อโครงการการก่อสร้างตึก แห่งที่ ๒ สูญเงินไปถึง ๖.๘ ล้านบาท เพราะมีการปรับแผนไปมา สุดท้ายโครงการไม่เสร็จสิ้น ดิฉันขอสรุปตรงนี้ว่าปัญหาเรื่องของการตรวจสอบ

ดิฉันขอสรุปตรงนี้ว่าปัญหาเรื่องของการตรวจสอบก็ดี กลไกการตรวจสอบ ภายในและภายนอกที่ยังมีข้อบกพร่องต่าง ๆ ก็ดี มันสะท้อนว่าเราอาจจะต้องมีการยกเครื่อง กสทช. ใหม่นะคะ ที่มาของ กสทช. เองก็ยังคงมีปัญหาอยู่จนถึงทุกวันนี้ ดิฉันขอเรียกว่า มันเป็นกลไกที่คนดีสรรหาให้คนดีมาแต่งตั้งแล้วให้คนดีมาถอดถอน มีการผลัดกันเกาหลัง ไม่ได้มีการยึดโยงกับประชาชน เงินเดือนของคณะกรรมการ กสทช. แต่ละท่านก็ไม่ใช่น้อยนะคะ ถ้าเป็นบอร์ด (Board) ปกติ ๒๖๙,๐๐๐ บาทต่อเดือน ประธานบอร์ด (Board) กว่า ๓๕๐,๐๐๐ บาท คำถามก็คือท่านได้ทำงานของท่านอย่างคุ้มค่าต่อเงินเดือนของท่านมากน้อยเพียงใด และดำเนินงานได้อย่างมีศักดิ์ศรีหรือว่ามีอินทีกริตี (Integrity) มากน้อยแค่ไหน ที่ผ่านมา ท่านถูก คสช. แทรกแซงนะคะ ไม่ให้มีการสรรหา กสทช. ใหม่ มีการยืดอายุ กสทช. ไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มอำนาจให้กับเลขาธิการ กสทช. ด้วย ดิฉันคิดอะไรไม่ออกนอกจากว่า นี่มันเหมือนเป็นการตบรางวัล ขออภัยค่ะ สรุปแล้วค่ะ ที่ยอมให้ กสทช. นั้นเป็นเครื่องมือ ในการกำกับดูแลสื่อในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาอย่างเอียงข้าง เป็นเครื่องมือในการเอื้อให้กับ ทุนโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัลให้สามารถยืดหนี้และคืนใบอนุญาตได้ ที่ยอมให้ล้วงเงินจาก กระเป๋าเงินของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะให้กระทรวงการคลังเอาไปใช้และยกเงินส่วนหนึ่งให้กับ กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดิฉันเลยคิดว่าอาจจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ทั้งในด้านกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ของ กสทช. ต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกที่ยื่นความจำนงแสดงความคิดเห็นในรายงานฉบับนี้หมดลง ไปแล้วนะครับ ทางท่านผู้ชี้แจงมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ

นายประวิทย์ ตันตราจินต์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการเงินและ บริหารพัสดุที่ ๑๓

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ประวิทย์ ตันตราจินต์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการเงินและบริหารพัสดุที่ ๑๓ ผู้แทนสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน ขอชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิกนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่การตรวจสอบของ สตง. เป็นอย่างยิ่งนะครับ ในส่วนประเด็นข้อซักถามซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มี ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก เกี่ยวกับรายงานการตรวจสอบของ สตง. ที่มี ๒ เล่มนะครับ เล่มสีฟ้าซึ่งเป็นงบการเงินและเล่มสีชมพูซึ่งเป็นรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สิน ที่เล่มสีฟ้าไม่ได้ตีลับนะครับ เล่มสีชมพูตีลับเนื่องจากเล่มสีฟ้าเป็นงบการเงิน ที่เผยแพร่สู่สาธารณชนตามปกติอยู่แล้ว อันนี้ตามแนวปฏิบัติหลักเกณฑ์ สตง. เวลาแจ้งผล เขาจะไม่ได้ตีลับ ส่วนเล่มสีชมพูเป็นรายงานประเมินผลซึ่งเป็นการแจ้งผลการตรวจสอบ ซึ่งในผลการตรวจสอบนั้นก็จะมีข้อมูลบางอย่างที่อาจจะเป็นข้อมูลที่เป็นความลับของ หน่วยงานหรือข้อมูลที่อาจจะมีผลกระทบต่อบุคคลที่ ๓ ต่าง ๆ นานา ซึ่งหากเปิดเผยแล้ว จะได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นในหลักเกณฑ์การแจ้งผลการตรวจสอบของ สตง. นั้น จึงกำหนดให้ชั้นความลับไว้ในรายงานประเมินผลนะครับ

ประเด็นข้อสงสัยข้อที่ ๒ กรณีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ใบเสร็จปลอม ที่เสียหาย ๕,๘๖๑,๐๐๐ บาท เดิม สตง. ได้แจ้งผลไปที่สำนักงาน กสทช. ให้ดำเนินการ และแจ้งสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ในส่วนของสำนักงาน กสทช. ก็ได้แจ้งผลการดำเนินงานมาเป็นระยะ แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่ง สตง. ก็จะได้ ติดตามผลต่อไปนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการตรวจสอบ ของ สตง. ว่าอาจจะยังไม่เป็นไปตามมาตรา ๖๙ ที่บอกว่าให้ตรวจสอบว่าประเมินผลการใช้ จ่ายเงินและทรัพย์สินว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใดนะครับ

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินขออนุญาตชี้แจงดังนี้ครับ วิธีการตรวจสอบ ของ สตง. เราก็ได้มีการพัฒนาไปตามหลักสากลอยู่ตลอดเวลา ในยุคปัจจุบันเราใช้หลักการ ที่เรียกว่า ริสก์ เบสด์ ออดิต (Risk Based Audit) หมายความว่าก่อนที่เราจะตรวจนี่นะครับ เราจะมีการประเมินความเสี่ยงของหน่วยงานก่อนว่ามีประเด็นความเสี่ยงด้านไหนที่จะ กระทบหน่วยงานอย่างมีสาระสำคัญ เมื่อได้ผลการประเมินแล้วเราก็จะลงไปตรวจแต่ละด้าน ที่มีความเสี่ยงที่สำคัญ เพราะว่าในปัจจุบันนะครับ เมื่อ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ มีผลบังคับใช้จะเห็นว่า สตง. มีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายงานการเงินตามกฎหมายให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๘๐ วัน ดังนั้นมันจะมีงานในหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งเราอยู่ในระหว่างที่เปลี่ยนผ่าน เพื่อบางส่วนจะไปให้เอกชนตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้ออกไปเท่าที่ควร ดังนั้นจะเห็นว่า อัตรากำลังและเวลาที่เรามีเป็นจำนวนค่อนข้างจำกัดที่จะลงไปตรวจสอบให้ครอบคลุม ประเด็น ดังนั้นเราจึงใช้หลักการริสก์ เบสด์ ออดิต (Risk Based Audit) หมายความว่า เราประเมินก่อนว่ากิจกรรมการเบิกจ่าย การจัดการบริหารพัสดุด้านไหนมีความเสี่ยง จะเห็น ว่าปีนี้เราก็ได้ไปประเมินระบบควบคุมภายในนะครับ รวมถึงศึกษาระเบียบกฎหมาย เราจึง เห็นช่องโหว่ว่าระเบียบสวัสดิการหลายตัวมีการกำหนดระเบียบและมีช่องโหว่ให้มีการที่จะ ทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบได้ ส่วนเรื่องระบบการควบคุมภายในเราก็จะเห็นว่า กิจกรรมควบคุมหลาย ๆ อย่างที่กำหนดขึ้นมา สตง. เราเห็นว่ายังไม่เพียงพอ ซึ่งอาจจะเป็น ช่องทางให้เกิดการทุจริตหรือไปแสวงหาประโยชน์ได้ รวมทั้งในอดีตที่ผ่านมาเราก็ได้ประเมิน แล้วว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บางส่วนด้านการตรวจเบิกจ่ายก็ยังเห็นว่าค่อนข้าง มีจุดบกพร่องเรื่องความละเอียดรอบคอบ ดังนั้นเราจึงได้เน้นเรื่องการตรวจสอบปีนี้เลย เป็นในเรื่องการตรวจสอบสวัสดิการแล้วก็เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหลักครับ อย่างไรก็ตาม ทาง สตง. ในปัจจุบันนี้ในปีที่เรากำลังจะวางแผนตรวจถัดไป ตอนนี้เราได้มีการวางแผน เพื่อตรวจสอบตามข้อแนะนำของท่านสมาชิกเพิ่มขึ้นแล้วนะครับ คือเราจะมีการตรวจสอบ ทั้งประสิทธิภาพ ประสิทธิผลว่าเป็นไปตามเป้าหมายอย่างไร ต้องขอขอบคุณมากครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านผู้ชี้แจงครับ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผม ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือเลขาธิการ กสทช. ผมขออนุญาตตอบคำถามของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติผ่านไปทางท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพยิ่งครับว่ามีหลาย ๆ ประเด็นที่ท่านได้สอบถามมา เอาเรื่องที่เป็น เรื่องดีก่อนแล้วกันครับ ที่ท่าน พันเอก ดอกเตอร์เศรษฐพงค์ได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่อง การประมูล ๕ จี (5G) ต่าง ๆ ที่จะต้องเดินหน้าต่อของประเทศไทยในวันนี้ ผมขออนุญาต เรียนว่าแผนการดำเนินการในการที่จะขับเคลื่อน ๕ จี (5G) ในส่วนเศรษฐกิจของประเทศ เราจะมีการเสนอเข้าที่ประชุมของ กสทช. ในการที่จะมีการประมูลคลื่นความถี่ที่ใช้ในย่าน ๕ จี (5G) ซึ่งจะมีการประมูลคลื่นความถี่ใน ๔ ย่าน ไม่ว่าจะเป็นคลื่นในย่าน ๗๐๐ เมกะเฮิรตซ์ คลื่นในย่าน ๑๘๐๐ เมกะเฮิรตซ์ คลื่นในย่าน ๒๖๐๐ เมกะเฮิรตซ์ คลื่นในย่าน ๒๖ กิกะเฮิรตซ์ ไปพร้อมกัน ซึ่งกระบวนการในการประมูลจะมีการเคาะราคาการประมูลทั้งหมดในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ กระบวนการในระหว่างนี้ก็คือกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ กระบวนการ ในการที่จะประกาศหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการที่จะให้ผู้เข้าประมูลเข้าร่วมประมูลดังกล่าว และจะให้มีการอิมพลีเมนต์ (Implement) ก็คือเริ่มเปิดในการที่จะให้มีการติดตั้งสถานีฐานต่าง ๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๖๓ และจะมีการเปิดให้บริการในพื้นที่อีอีซี (EEC) ก่อน ประมาณ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๓ ซึ่งถ้าหากว่าสามารถดำเนินการได้ก่อนในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๓ ได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดพร้อมกันกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการเปิดในช่วงของโอลิมปิกในปี ๒๐๒๐ ต่อไปนะครับ อันนี้เป็นกระบวนการที่ทางสำนักงาน กสทช. ได้เร่งรัดในการที่จะดำเนินการ ในส่วนนี้นะครับ

เรื่องที่ ๒ อยากจะกราบเรียนในเรื่องการจัดระเบียบสายและนำสายสื่อสาร ลงดิน ในประเด็นที่ ๒ อยากจะกราบเรียนว่าในพื้นที่ทั้งหมดในขณะนี้ทางสำนักงาน กสทช. ต้องเรียนว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องการจัดระเบียบสายสื่อสารเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือเป็นเรื่องการทำทัศนียภาพ ให้สวยงามสำหรับเมืองใหญ่ ๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางสำนักงาน กสทช. เองต้องขออนุญาต นำเรียนว่าสายสื่อสารต่าง ๆ เป็นสายสื่อสารที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา กสทช. เองจัดตั้งขึ้น ตอนที่เป็น กทช. ปี ๒๕๔๗ และมาเป็น กสทช. ในปี ๒๕๕๔ สายสื่อสารที่เราเห็นพาดอยู่ ระโยงระยาง ผมขออนุญาตนำเรียนว่ามันเป็นสายสื่อสารเดิม ท่านจะเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา หลาย ๆ ท่านเคยใช้สายสื่อสารที่เราเรียกกันว่าแพกลิงก์ (Packlink) บ้างในอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันนี้เลิกประกอบกิจการไปแล้ว ๓๐ ปี ๔๐ ปีที่แล้ว แต่สายสื่อสารที่เลิกประกอบกิจการ ไปแล้วก็ยังพาดอยู่บนสายไฟฟ้าอยู่ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญว่า กสทช. เองเมื่อมี การจัดระเบียบสายสื่อสารดังกล่าว เราได้มีการจัดระเบียบสายสื่อสารในช่วงที่มีการเอาสาย สื่อสารลงดิน ผมขออนุญาตนำเรียนท่านว่า ๑. เป็นการจัดระเบียบสายสื่อสาร หมายความว่า มีการมัดรวมสายสื่อสารให้ดีขึ้น ๒. ก็คือนำสายสื่อสารลงดินในพื้นที่ที่มีท่อของทีโอทีหรือท่อ ที่มีการก่อสร้างแล้วเพื่อที่จะนำสายสื่อสารลงดิน เพื่อให้บ้านเมืองมีความสะดวกปลอดภัย และสวยงามมากยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนนี้อยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทาง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าในโครงการนี้เมื่อเราได้มีการดำเนินการแล้วเราจะสามารถดำเนินการ ได้เฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น แล้วจะต้องไม่กระทบกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในการที่ใช้ถนนการจราจรทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้เราดำเนินการในสายพหลโยธินเสร็จแล้วครับ ในการที่นำสายสื่อสารลงดินทั้งหมดเป็นระยะทาง ๒๕๖ กิโลเมตร ท่านจะเห็นนะครับว่า บนเส้นถนนพหลโยธินตั้งแต่ห้าแยกลาดพร้าวมาจะไม่มีสายสื่อสารแล้ว สายที่ท่านเห็นข้างบน ไม่ใช่สายสื่อสารนะครับ คือสายของการไฟฟ้านครหลวงซึ่งเป็นสายที่ขึ้นไปสูงอีกระดับหนึ่ง ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น กสทช. เองก็คงต้องเดินหน้าในการจัดระเบียบสายพวกนี้ เมื่อเราไป ดำเนินการจัดระเบียบสาย ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นคือสายที่เราจะมีการรื้อลงจะต้องให้ ผู้ประกอบการมาชี้สายของตัวเอง ตัดสายสื่อสารผิด อินเทอร์เน็ต (Internet) ใช้งานไม่ได้ พี่น้องประชาชนใช้งานไม่ได้ เพราะฉะนั้นความร่วมมือในการดำเนินการทั้งหมด กสทช. เอง เมื่อมีการดำเนินการแต่ละขั้นตอน ก็ขออนุญาตนำเรียนนะครับว่าในหลายพื้นที่เราจะต้อง ประสานงานกับทั้งทางกรุงเทพมหานคร ประสานงานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสานงานกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมหรือผู้ประกอบการทางด้านโทรทัศน์ทั้งหมด ในการที่จะมาชี้จุดสายสื่อสารตัวเองว่าสายของเขาคือสายอะไรบ้าง เพื่อติดป้ายให้ถูกต้อง เมื่อเราดำเนินการแล้วถ้าเกิดว่าใครไม่มาชี้สายของตัวเองเราก็จะมีการตัดสายดังกล่าวลง ซึ่งจะไม่กระทบกับพี่น้องประชาชนในการใช้งานในส่วนนี้นะครับ เพราะฉะนั้นโครงการในการดำเนินการก็ขออนุญาตนำเรียนนะครับว่าในขณะนี้มติที่ประชุม ของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้อนุมัติให้กับทางกรุงเทพมหานคร โดยบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เป็นผู้ดำเนินการสร้างท่อร้อยสายไฟในกรุงเทพมหานคร ทั้งหมดต่อเนื่องจากท่อที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการอยู่ในอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นท่อที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ๒๕๖ กิโลเมตร กสทช. ได้มีการนำสายสื่อสารดังกล่าวลงดินครบเรียบร้อยแล้ว แต่ท่อที่ทางกรุงเทพมหานครกำลัง จะดำเนินการก่อสร้างจะเป็นในระยะต่อไปในการที่ กสทช. เองจะมีการนำสายสื่อสารดังกล่าว ลงดินต่อไปในอนาคตข้างหน้า ซึ่งภายใต้แผนการดำเนินการนี้กรุงเทพมหานครกำหนดว่าจะ มีการดำเนินการครบทั้งหมดในถนนสายหลักและถนนสายรอง ๒,๔๐๐ กิโลเมตรให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา ๒ ปี ส่วนถนนในตรอก ซอก ซอย จะมีการดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสาร เนื่องจากถนนในตรอก ซอก ซอย พื้นที่ที่จะมีการขุด ทางเท้ามีระยะทางที่แคบมากไม่สามารถ ที่จะดำเนินการขุดเพื่อที่จะดำเนินการนำสายสื่อสารลงดินได้ แต่จะมีการจัดระเบียบสาย ให้มีความสวยงามแล้วก็สร้างความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนต่อไป อันนี้ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ กสทช. จะต้องเดินหน้าในการที่จะดำเนินการในส่วนนี้นะครับ

ในเรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคนะครับ ในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์มือถือ เรื่องที่เมื่อประชาชนมีการร้องเรียนเข้ามา กสทช. เองจะต้องมีการกำหนดแนวทางในการที่จะอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน ในกรณีที่มีเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ เข้ามา ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับว่า ขณะนี้แต่ละปี มีพี่น้องประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้งานของโทรศัพท์มือถือ เกี่ยวกับการใช้งานทางด้าน อินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ปีหนึ่งไม่ได้เยอะครับ ปีหนึ่งก็ประมาณสัก ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ เรื่อง แต่ว่า เมื่อเทียบกับการใช้งานของประชาชนที่มี ๑๒๖-๑๒๗ ล้านเลขหมาย ผมเรียนนะครับบอกว่า ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ เรื่อง เราก็สามารถที่จะเข้าไปดำเนินการบริหารจัดการว่าเมื่อร้องเรียน เข้ามาแล้วมีคณะกรรมการไกล่เกลี่ย ถ้าไกล่เกลี่ยกันไม่สำเร็จก็คือ กสทช. ก็จะเข้าไป ดำเนินการเทกแอกชัน (Take action) ในส่วนนั้นในการที่จะดำเนินการ ในการที่จะคุ้มครอง ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในกรณีดังกล่าวนี้ต่อไป

ในเรื่องที่ ๔ ที่ กสทช. เห็นเป็นปัญหาอุปสรรคใหญ่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การขยายโครงข่ายออกไปในขณะนี้นะครับ การสร้างความเชื่อมั่น การสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับพี่น้องประชาชนในการขยายเซลล์ไซต์ (Cell site) ต่าง ๆ ที่ออกไปเพราะว่าเป็นอันตราย กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ตรงนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ กสทช. เองได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้อง ประชาชนในต่างจังหวัดหรือในเขตกรุงเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่อง ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า การขยายเซลล์ไซต์ (Cell site) ถามบอกว่าเมื่อมีการขยายเซลล์ไซต์ (Cell site) เข้าไปใกล้ ครัวเรือนของพี่น้องประชาชนแล้ว พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบในเรื่องนี้หรือไม่ ผมตอบ ได้เลยนะครับว่าคลื่นความถี่ที่ขยายเข้าไปใกล้ครัวเรือนพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชน ได้รับผลกระทบแน่นอน เพียงแต่ว่าผลกระทบที่ได้รับแล้วเป็นไปตามที่องค์การอนามัยโลก หรือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศกำหนดไว้หรือไม่เท่านั้น เพราะฉะนั้น กสทช. เอง จะเข้าไปดำเนินการว่าคลื่นที่ปล่อยออกมาจากสถานีต่าง ๆ ไปดำเนินการให้สอดคล้องกับ มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกหรือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศได้มีการกำหนด หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้หรือไม่ ซึ่งถ้ามีการปล่อยออกไปที่มีความแรงเกินกว่าที่ กสทช. ประกาศ กำหนดไว้ ก็คือในส่วนนั้นก็ถือว่าผู้ประกอบการโทรคมนาคมเองได้มีการทำผิดขั้นตอนในการ ดำเนินการในส่วนนี้ ตรงนี้ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าเราก็มีการทำงานในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนต่อไปนะครับ

ในเรื่องต่อไปนะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับรายงานผลการปฏิบัติงานของ กสทช. ประจำปี ๒๕๕๙ ที่อยากจะนำเรียนว่ารายงานที่เป็นเล่มสีน้ำเงินเป็นรายงานประจำปี ๒๕๖๑ รายงานที่ สตง. นำเรียนมาที่กระผมเข้ามาชี้แจงกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในวันนี้ก็คือ เป็นรายงานประจำปี ๒๕๕๙ เพราะฉะนั้นเราดำเนินการตามกฎหมาย รายงานของ กสทช. ในพระราชบัญญัติกำหนดไว้ว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณของ กสทช. แล้วก็คือเมื่อครบวันที่ ๓๑ ธันวาคม กสทช. เองจะต้องทำรายงานประจำปีส่งที่รัฐสภาภายในกำหนดระยะเวลา ๑๒๐ วัน ดังนั้นเมื่อรายงานประจำปี ๒๕๖๒ ที่กำลังจะสิ้นสุดลง กสทช. จะต้องส่งรัฐสภาไม่เกิน เดือนเมษายน ก็คือปี ๒๕๖๓ ดังนั้นรายงานประจำปีที่ สตง. ตรวจกับรายงานประจำปี ของ กสทช. ที่เป็นปี ๒๕๖๑ จะเป็นรายงานที่แตกต่างกัน เนื่องจากว่าเราเอามาให้ท่านวันนี้ มันเป็นรายงานปี ๒๕๖๑ แต่ที่ สตง. ตรวจมันเป็นปี ๒๕๕๙ ซึ่งเมื่อ สตง. ตรวจถึงปี ๒๕๖๑ แล้วก็จะเป็นตัวเลขที่จะออกมาในลักษณะนี้ต่อไป ถามว่าทำไมเป็นตัวเลขที่แตกต่างกัน ขออนุญาตนำเรียนข้อมูลท่านว่ารายงานของเราก็จะส่งตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่กำหนดให้เราส่งมาโดยตลอดนะครับ

ขออนุญาตนำเรียนต่อไปเลยนะครับ ขออนุญาตตอบในคำถามที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติผ่านไปทางท่านประธานครับว่าในเรื่อง พ.ร.บ. ของ กสทช. ในปี ๒๕๖๐ ได้มีการ ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ของ กสทช. ใหม่ ผมขออนุญาตนำเรียนนะครับว่าวิธีการกันเงินต่าง ๆ วิธีการที่จะมีการตั้งงบประมาณต่าง ๆ กสทช. เองไม่ได้มีอำนาจในการที่จะดำเนินการแล้ว เพราะฉะนั้นรายงานที่ออกมามันเป็นรายงานปี ๒๕๕๙ ซึ่งรายงานใหม่ที่ออกมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๐ มา กระบวนการในการจัดตั้งงบประมาณเรามีอนุกรรมการงบประมาณที่จัดตั้ง ขึ้นมามีผู้แทนจากสำนักงบประมาณ มีหลายหน่วยงานเข้ามาเป็นอนุกรรมการงบประมาณ เมื่อผ่านที่ประชุมของ กสทช. แล้วจะต้องนำเข้าสู่คณะกรรมการดีอี (DE) หรือคณะกรรมการ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำ พ.ร.บ. งบประมาณของ กสทช. ดังกล่าว เสนอคณะกรรมการดีอี (DE) เมื่อคณะกรรมการดีอี (DE) พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว กสทช. เองจึงจะใช้งบประมาณดังกล่าวได้ ขณะนี้ พ.ร.บ. งบประมาณของ กสทช. เอง ในปี ๒๕๖๓ อยู่ในขั้นตอนของการนำเสนอคณะกรรมการดีอี (DE) เพื่อให้ความเห็นชอบ ในขณะนี้ก็ยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบใด ๆ กลับมา ก็ขออนุญาตนำเรียนว่ากระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกันเงินเบิกจ่ายเหลื่อมปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในการที่ถ้าเกิดว่าไม่ได้เซ็น สัญญาแล้วนะครับ ใน พ.ร.บ. ของ กสทช. เขียนไว้ชัดเจนนะครับว่า เงินที่เซ็นสัญญาไม่ทัน เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็คือ กสทช. เงินดังกล่าวตกไป ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินทันที ไม่ได้หมายความว่าจะมาขอกันเงินเบิกจ่ายเหลื่อมปีหรือทำอะไรตามขั้นตอนนั้นได้ เพราะฉะนั้น มีการปรับปรุง มีการแก้ไขต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขออนุญาตนำเรียนข้อมูลเพื่อนำชี้แจง ต่อไปนะครับ

ในเรื่องต่อไปนะครับ เรื่องการใช้จ่ายเงินของ กสทช. เมื่อมีการตั้งงบประมาณ ผมขออนุญาตเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า งบประมาณของ กสทช. เราตั้งงบประมาณ ผมเรียนท่านว่า ๒ เรื่องที่มีความสำคัญ เราได้มีการชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการงบประมาณ ผมกำลังจะชี้แจงต่อคณะกรรมการดีอี (DE) ว่างบประมาณที่ กสทช. จัดตั้งขึ้นมา เงินที่เรา จัดสรรให้หน่วยงานอื่นไม่ควรจะรวมอยู่ในงบประมาณของ กสทช. มันจะกลายเป็นว่า งบประมาณของ กสทช. เป็นงบประมาณที่ใช้ ๕,๖๐๐ ล้านบาท งบประมาณบางส่วน เราจัดสรรไปให้ตามพระราชบัญญัติ ๑. เราต้องจัดสรรไปให้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ปีหนึ่ง ๕๐๐ ล้านบาท นี่คือกฎหมายกำหนดไว้ว่าเราจะต้องจัดสรรให้กับ กองทุนดังกล่าว เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ๒. เงินรายได้ของ กสทช. จะต้องจัดสรรเข้า กองทุนดีอี (DE) ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติที่ กสทช. เองจะต้องจัดสรรเข้ากองทุนนั้น ๓. เงินของ กสทช. เองจะต้องมีการจัดสรรเข้ากองทุนพัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา เพื่อที่จะให้กองทุนดังกล่าวนำเงินไปใช้จ่าย ผมเลยขออนุญาตนำเรียนว่าเมื่อมีการจัดตั้ง งบประมาณของ กสทช. แล้วควรที่จะมีการแยกในการที่จะมีรายการอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ การใช้จ่ายเงินของ กสทช. เอามารวมอยู่ในงบประมาณของ กสทช. ได้ เนื่องจากว่า ไม่ใช่เกี่ยวกับการใช้เงินของ กสทช. แต่ประการใด ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมแล้วก็จะสร้าง ความชอบธรรมให้กับสำนักงานในการที่เสนอขอจัดตั้งว่างบประจำของตัวเองมีเท่าไร งบลงทุนในการที่จะดำเนินการมีอยู่เท่าไร งบที่เป็นไปตามกฎหมายอื่นที่บังคับให้เราจัดสรร เงินดังกล่าวมีอยู่จำนวนเท่าไร ซึ่งจะต้องมีการแยกส่วนกันในการที่จะพิจารณาในส่วนนี้ ก็ขออนุญาตนำเรียนว่าปี ๒๕๖๓ ที่จะมีการจัดตั้งงบประมาณของ กสทช. ใหม่ ผมได้นำเรียนแล้วนะครับว่าควรที่จะมีการแยกกันทั้งหมดว่ากองทุนไหนที่มาขอเงินจาก กสทช. เป็นไปตามกฎหมาย ควรที่จะมีการแยกออกมาให้มีความชัดเจนในการที่ ของบประมาณดังกล่าว อันนี้ก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้นะครับ

ในเรื่องต่อไปที่อยากจะกราบเรียนเกี่ยวกับเรื่องการเบิกค่ารักษาพยาบาล ที่ผ่านมา ที่บอกว่ามีการเบิกค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ สร้างความเสียหายให้กับทางสำนักงาน ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ขออนุญาตนำเรียนว่าเรื่องการเบิกค่ารักษาพยาบาลมีการทุจริตจริง ทางสำนักงานได้รับรายงานจากทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งขณะนั้นเองได้มีการ ประสานงานกับทางสำนักงาน กสทช. ว่ามีการเบิกค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเมื่อสำนักงานเข้าไป ตรวจสอบในข้อเท็จจริงแล้ว ได้มีเจ้าหน้าที่กองคลังเองที่มีส่วนรู้เห็นด้วยในการที่มีการให้ เบิกค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวออกไป ผมขออนุญาตเรียนว่าในขณะนี้เจ้าหน้าที่กองคลัง ที่มีส่วนรู้เห็น ทางสำนักงานได้มีการลงโทษไล่ออกจากราชการและดำเนินคดีอาญาต่อไป ทั้ง ๒ ส่วน คือทั้ง ๒ ท่าน ทั้ง ๒ คนที่ร่วมกันทุจริตในขณะนี้ทางสำนักงานเองได้มีการไล่ออก จากราชการและส่งเรื่องให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งเรื่องให้กับทางสำนักงาน ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้กับทางสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ทั้งหมดในกระบวนการในการดำเนินการทั้งหมด ผมขออนุญาตเรียนว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ เนื่องจากเป็นการสร้างความเสียหายให้กับทางสำนักงาน กสทช. เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ขอให้ทางท่านประธานฝากไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับว่าเราไม่นิ่งนอนใจแน่ ชื่อเสียงที่เราสร้างมา การประมูลคลื่นความถี่ต่าง ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ต่าง ๆ เราจะ เอาเรื่องเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลต่าง ๆ มาทำให้ชื่อเสียงของสำนักงาน กสทช. เสียหาย ทาง สำนักงานเองหรือกรรมการ กสทช. เอง ผมเรียนว่าคงไม่สามารถที่จะยอมรับในส่วนนี้ต่อไปได้ นะครับ

ในเรื่องต่อไปเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณของ กสทช. ที่เมื่อเปรียบเทียบกับ การใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยกำกับดูแลของประเทศอังกฤษ ผมขออนุญาตเรียน อย่างนี้นะครับว่า กสทช. เองเราไม่ได้ดูแลเฉพาะทางด้านโทรคมนาคม เราดูแลทั้งทางด้าน กระจายเสียงและโทรทัศน์ หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศอังกฤษเขาดูแลเฉพาะ งานทางด้านโทรคมนาคมอย่างเดียว หน่วยงานของ กสทช. เอง ผมเรียนอย่างนี้ว่า สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยคือเมื่อมีการจัดตั้งองค์กร กสทช. ขึ้น พนักงานเราเริ่มต้นเราไม่ได้ เริ่มต้นที่ศูนย์นะครับ พนักงานของ กสทช. เริ่มต้นเมื่อพนักงานของกรมไปรษณีย์โทรเลขเดิม เพราะฉะนั้น ๕๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นโอนมาที่ กสทช. ทันที นี่คือกฎหมายที่เขียนไว้ เมื่อมีการจัดตั้งเป็นอีกองค์กรหนึ่งก็คือให้ กสทช. ดูแลกระจายเสียงและโทรทัศน์ด้วย คนของกรมประชาสัมพันธ์ก็ต้องถูกโอนมาอยู่ที่ กสทช. โดยผลของกฎหมาย เราไม่ได้เริ่มต้น นับที่ศูนย์ที่จะมีการสรรหา อันนี้เป็นผลของกฎหมายที่กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นพนักงานของ กสทช. ในขณะนี้ ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ คนเป็นพนักงานใหม่ที่เข้ามาก็ประมาณครึ่งหนึ่ง ในการที่เรามีการสรรหาต่าง ๆ ที่กระบวนการในการดำเนินการเข้ามา ผมก็ขออนุญาตนำเรียนนะครับว่าขณะนี้การตรวจสอบต่าง ๆ ของเราในการดำเนินการ เราจะต้องกำกับดูแลทุกเรื่องในขณะนี้ เพราะว่าในขณะนี้โลกในปัจจุบันมันเป็นโลก หลอมรวมกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบของทางด้านการเงินก็มาหลอมรวมอยู่ในระบบ ของมือถือ โลกอื่นก็มาหลอมรวมอยู่ในระบบของมือถือหมด เพราะฉะนั้น กสทช. โจทย์ใหญ่ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า ๒๔-๒๕ ศูนย์ของ กสทช. ทั่วประเทศจะต้องตรวจสอบเนื้อหา ทั้งหมด อย. ก็เกี่ยวข้องนะครับ ท่านเห็นโฆษณาอยู่ในวิทยุโทรทัศน์ต่าง ๆ ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ กสทช. หมด หน่วยงานเขาแจ้งเข้ามาจะต้องปิดตรงนั้น ปิดตรงนี้ ทำอะไรบ้าง โฆษณาเกินจริง หรือเปล่า เป็นหน้าที่ของ กสทช. ทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากขอความเห็นใจว่า เรากำกับดูแลโดยเฉพาะกระจายเสียงและโทรทัศน์เป็นเรื่องที่หนักอกหนักใจจริง ๆ ครับ เพราะว่าทั้งวิทยุโทรทัศน์ เคเบิล ทีวี (TV) ต่าง ๆ เราจะต้องคอยตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมด อย. ออกมาโฆษณาเกินจริงหรือเปล่า ทีวีไดเรกต์ (TV Direct) ของท่านโฆษณามันเกินจริง หรือเปล่า ท่านมีการหลอกลวงกันหรือเปล่า ทำอะไรหรือเปล่า ร้องเรียนมาที่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ (Call center) ของ กสทช. ทุกวัน เพราะฉะนั้นอยากจะฝากเรียนว่าเราจะต้องมีการทำงาน ในทุกมิติในการที่จะขับเคลื่อนในส่วนนี้ต่อไป ขออนุญาตนำเรียนข้อมูลท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผ่านไปทางท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตนำเรียนว่า การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ท่านได้เสนอมาทาง กสทช. พร้อม เราขอน้อมรับทุกข้อคิดเห็น ของท่าน ผมให้คำมั่นสัญญากับท่านว่าในวันนี้ ปีหน้าผมก็เกษียณแล้ว แต่ผมจะดำเนินการ ทุกอย่างเพื่อที่จะให้สำนักงาน กสทช. เดินหน้าต่อไปให้เป็นองค์กรที่เป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่ ยอมรับในประเทศไทยเท่านั้น เป็นที่ยอมรับขององค์กรสากล ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า ผลการประเมินของสำนักงาน ป.ป.ช. กสทช. อยู่ในเกรดเอ (A) ผมเพิ่งเข้ารับการประเมินปีนี้ เป็นปีแรก ๙๔ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเพิ่งเข้ารับการประมูลในกลุ่มขององค์กร ที่ได้ลำดับที่ ๑ ในการที่จะดำเนินการ ก็ขออนุญาตนำเรียนข้อมูลต่าง ๆ ให้กับท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของท่านผมน้อมรับ แล้วก็พร้อมที่จะนำไป ปรับปรุงแก้ไข ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ใหม่ที่จะมีการปรับปรุงได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี แล้วจะนำเสนอต่อที่ประชุมเป็นวาระเร่งด่วน ท่านอยากจะปรับปรุงแก้ไขตรงไหนเพื่อที่จะให้ องค์กร กสทช. ดีขึ้น แก้ไขครับเราพร้อม เพราะว่า พ.ร.บ. กำลังจะมาอยู่ดูแลในมือของ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหมด ๕๐๐ ท่านในวันนี้ เดี๋ยวก็เข้าสู่ที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร อยู่แล้ว ก็ขออนุญาตนำเรียนข้อมูลต่าง ๆ ปรับปรุงครับ ผมพร้อมให้องค์กรของ กสทช. เอง เป็นที่ยอมรับ ให้เป็นองค์กรที่ดีที่สุดในการที่จะดำเนินการ กราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผมขอจบการชี้แจงเพียงเท่านี้ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านเลขาธิการ เห็นท่านนิคม บุญวิเศษ ยกมือ เชิญนะครับ เอาแบบสรุปสั้น ๆ เพราะว่า เรามีวาระที่จะต้องพิจารณาสำคัญ ๆ อีกเยอะทีเดียวครับ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยเฉพาะท่านเลขาธิการวันนี้ท่านมาชี้แจงเอง ก็ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ท่านสัญญาว่าท่านจะทำให้ กสทช. ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่ผมขอตั้งข้อสังเกตที่บอกว่าองค์กรของท่านเป็นองค์กรที่ได้อันดับ ๑ ผมไม่แน่ใจว่า หน่วยงานใดเป็นผู้ประเมิน จริง ๆ แล้วถ้าดูเผิน ๆ ท่านก็น่าจะเป็นองค์กรอันดับ ๑ จริง ๆ แต่ถ้าดูลึกเข้าไป ถ้ามีการตรวจสอบอย่างจริงจังผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องใครตรวจสอบหรอกครับ เอาแค่ สตง. ตรวจสอบ พวกเราไม่ต้องไปตรวจสอบครับ ผมบอกได้เลยว่าองค์กรนี้มีอะไรที่น่าสนใจเยอะ เพราะเป็นองค์กรที่ผมบอกตรง ๆ ว่า ไม่มีใครที่จะเข้าไปก้าวก่าย เข้าไปตรวจสอบได้อย่างอิสระเพราะเป็นองค์กรที่ใหญ่ครับ มีงบประมาณมหาศาล มีรายได้เยอะ รายได้ของ กสทช. มาจากไหนครับ มาจากการประมูลคลื่น มาจากการเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และมาจากอีกหลายอย่างครับ ผมจะไม่พูดตอนนี้ เพราะเวลาน้อย แต่ กสทช. เป็นองค์กรหนึ่งที่เป็นองค์กรอิสระ เป็นองค์กรของรัฐ บางท่านคิดว่าเป็นองค์กรอิสระเหมือนกับ กกต. เหมือนกับ ป.ป.ช. กสทช. เป็นองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ กำกับโดยท่านนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นการใช้งบประมาณต่าง ๆ บางครั้งท่านอาจจะเคยชิน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ จนมาถึง ปี ๒๕๖๐ ท่านพูดเองว่าปี ๒๕๖๐ เป็นต้นมาการใช้งบประมาณต่าง ๆ ต้องอยู่ภายใต้ คณะกรรมการของดีอี (DE) ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ก็อยากจะถามว่าคณะกรรมการดีอี (DE) มาจากที่ไหน ใครเลือกมา ยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ อย่างไร หรือแต่งตั้งกันเองตรวจสอบ กันเอง ผมใช้เวลาสั้น ๆ ไม่มากจะอธิบายให้ท่านฟังว่าที่ผ่านมาองค์กรนี้เราเรียกว่า ๗ อรหันต์ มีวาระอยู่ ๖ ปี มาถึงปัจจุบันนี้อยู่มาเป็น ๘ ปีแล้วครับ แต่ขาดประสิทธิภาพในการบริหาร จัดการหลายอย่าง การบริหารคลื่นความถี่ผมบอกให้เลยว่าเป็นหน้าที่ของท่านอย่างชัดเจน แต่ท่านมาแล้วทำให้กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ท่านไปดูสิครับว่ากิจการใดบ้าง ที่ประกอบการอยู่ทุกวันนี้ได้กำไร ล้มหายตายจากไปกี่สถานี ไปดูเถอะครับ นี่คือความภาคภูมิใจ ไม่ทราบว่าจะชมหรือจะว่าดี แต่ขอบอกในที่ประชุมแห่งนี้ว่า หน่วยงานนี้มีอำนาจเยอะเกินไป เพราะ พ.ร.บ. เขียนไว้ให้องค์กรนี้มีอำนาจครับ ท่านประธานครับ ใน พ.ร.บ. กสทช. นั้น เขาได้บอกว่า กสทช. สามารถนำเงินไปใช้ก่อน เหลือเท่าใดค่อยส่งเป็นเงินของแผ่นดิน เห็นไหมครับ กสทช. สามารถแต่งตั้งตำแหน่งเองได้ ให้เงินเดือนตัวเองได้ ฉะนั้นองค์กรนี้ ถึงมีอำนาจมากมาย และมีหลายเครือข่ายนะครับ ผมบอกได้เลยว่าถ้าตรวจสอบจริง ๆ อาจจะมีคนติดคุกครับ ท่านกล้ายอมรับไหมครับว่ากล้าให้ตรวจสอบเงินของท่านไหมครับ ๗ อรหันต์นี่ ตั้งแต่อยู่ที่ กสทช. มามีรายได้ขึ้นมาเท่าไร แล้วก็เครือข่ายบริษัทต่าง ๆ ที่ไป ตั้งกันโยงใยกันอย่างไร ถ้าตรวจสอบผมบอกได้เลยว่าเหนื่อย ๗ อรหันต์เหนื่อยจริง ๆ แล้ว ท่านบอกว่าท่านจะมีการประมูลคลื่นความถี่โดยเฉพาะ ๕ จี (5G) ในปีหน้า ผมก็เห็นดีด้วย ที่ท่านมีความคิดก้าวหน้า แต่ท่านอย่าลืมมองว่า ๓ จี (3G) กับ ๔ จี (4G) ยังขาดประสิทธิภาพ ในการบริหารเลย ยังใช้ประสิทธิภาพไม่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะคลื่นความถี่ ผมทราบว่าบางท่านบอกว่าจะมีการปิดสถานีวิทยุเพื่อที่จะเข้ามาสู่ระบบดิจิทัล กลุ่มสถานีวิทยุ เขาก็ถามว่าแล้วเขาเกิดมาก่อน กสทช. เขาลงทุนกันเองแล้วทำไมถึงไม่ให้โอกาส ทำไม ไม่ทำควบคู่กันไป ให้ประชาชนมีส่วนเลือกในการบริโภค ในการดูว่าจะดูอะไร ถูกไหมครับ เพราะกฎหมายเขาเขียนไว้ชัดเจนว่า กสทช. มีหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้มีการแข่งขัน โดยเสรีอย่างเป็นธรรม ฉะนั้นการที่ท่านประมูลคลื่นผมเองก็ยังไม่เห็นด้วยตั้งแต่ทีแรกว่า ท่านมีอำนาจในการประมูลคลื่นความถี่หรือไม่ เพราะคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ คลื่นความถี่ไม่ใช่ของ กสทช. นะครับ ท่านประมูลคลื่นมาได้ ๕๐,๐๐๐ ล้านครั้งแรก กระทรวงการคลังไม่กล้ารับเงินก้อนนี้ แล้วถามว่าเงินก้อนนี้อยู่ที่ไหน ก็คงต้อง ไปถามท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วมีการประมูลคลื่นความถี่กี่ครั้ง แล้วได้เงินมาเท่าไร แล้วการ ใช้เงินเหล่านี้ใช้ได้ผลคุ้มค่าแค่ไหน อย่างไรท่านต้องชี้แจง วันนี้เราได้มาอ่านเล่มสีชมพูซึ่ง สตง. ได้ตรวจสอบถึงปี ๒๕๕๙ ผมเห็นใจ สตง. เพราะว่า ก็คงจะตรวจสอบยากกว่าทุกองค์กรก็แล้วกัน เพราะมันโยงใยทุกอย่างเยอะแยะมากมาย เงินมหาศาล เป็นองค์กรที่มีเงินอันดับต้น ๆ อันดับ ๑ เห็นไหมครับ แต่เงินที่ท่านมีท่านไม่ไปใช้ ในหน้าที่ที่ท่านต้องใช้ เอาไปใช้นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของท่านหลายอย่าง มีหลายท่าน ได้พูดไปแล้ว แล้วถามว่ามีความผิดหรือไม่ มีอำนาจหน้าที่ในการใช้เงินแบบนี้หรือไม่ ใช้เงินผิดประเภทหรือไม่ แต่ส่วนที่กฎหมายเขียนกำหนดไว้ให้ท่านทำท่านกลับไม่ทำ เขาบอกว่าให้ท่านส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ กองทุนเหล่านี้ ท่านเคยทำหรือยังครับ มีเงินเท่าไรส่งเสริมคลื่นใดบ้าง นอกจากท่านไม่ส่งเสริมแล้ว ท่านมากำกับจับปิดเห็นไหมครับ ผมจึงอยากให้ กสทช. ทบทวนหน้าที่ของท่านจริง ๆ ครับ ผมอยากให้ประเทศเราเดินไปข้างหน้า โดยเฉพาะ ๕ จี (5G) ซึ่งต่างประเทศบางประเทศ เขาทำกันไปแล้ว ประเทศไทยเราก็อยากให้เกิด แต่ถามว่าท่านมีความพร้อมหรือยัง อุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ท่านพร้อมหรือยัง แต่ถ้าท่านไม่พร้อม มันเป็นภาระของประชาชน ยิ่งท่านประมูลคลื่นแพง ๆ ผู้ประกอบการที่ได้คลื่นเหล่านี้ก็มีไม่กี่คนหรอกครับ ยักษ์ใหญ่ สุดท้ายประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศก็จะไม่ได้อะไร แถมประชาชนจะต้องใช้ สินค้าราคาแพงขึ้นอีก เพราะการประมูลคลื่นมันแพง ถูกไหมครับ ฉะนั้นวิทยุ ทีวี (TV) ทั้งหลายก็ต้องเรียกค่าใช้จ่ายในการออกสปอต (Spot) ต่าง ๆ แพงขึ้น สินค้าก็แพงขึ้นตาม ฉะนั้นผมอยากให้ท่านทบทวนว่าการประมูลคลื่นมันเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ อย่างไร วันนี้ขอบคุณที่ได้มาเจอ กสทช. เวลาเพียง ๑๐ นาทีคงไม่สามารถพูดอะไรได้มาก แต่สิ่งที่ผมได้ดูในเล่มสีชมพูปี ๒๕๕๙ น่าเป็นห่วง เพราะการตรวจสอบทรัพย์สินต่าง ๆ เงินของท่านเป็นแสน ๆ ล้านบาท เงินนอกงบประมาณด้วย ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ก็คงจะต้อง มีการตรวจสอบลึกลงไปอีก ท่านยังขาดการตรวจสอบปี ๒๕๖๐ กับปี ๒๕๖๑ ผมก็อยากให้ สตง. รีบตรวจสอบว่าเงินงบประมาณของ กสทช. ซึ่งเป็นเงินส่วนใหญ่ของประเทศเอาไปใช้ เกิดประโยชน์มากน้อยแค่ไหน อย่างไร แต่สิ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าการทำงานของ กสทช. ชุดนี้ทำงานขาดประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ไม่ส่งเสริมสนับสนุน วิทยุและโทรทัศน์อย่างจริงจัง มุ่งหาแต่กำไร มุ่งหาแต่การประมูลคลื่น และเงินเหล่านี้ ก็ไม่รู้อยู่ตรงไหน อย่างไรนะครับ ท่านต้องชี้แจง ผมเชื่อว่าหลายคน หลายท่านอยากจะทราบ โดยเฉพาะประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชนที่โดนปิด จากเดิมมีเป็นหมื่น ๆ คลื่น ตอนนี้เหลือประมาณ ๓,๐๐๐ คลื่น ก็รอท่านบริหารจัดการอยู่ ท่านจะเยียวยาคนกลุ่มเหล่านี้อย่างไร ท่านจะให้โอกาสเขาฟื้นขึ้นมาเป็นวิทยุกระจายเสียง ภาคประชาชนหรือไม่ ผมอยากจะถามท่านแล้วก็ขอให้ท่านได้ตอบด้วย ขอบคุณมากครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวขอฟัง ท่านผู้อภิปรายเพิ่มอีกสัก ๒ ท่าน เชิญท่านขจิตร ไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๓ ผมเป็นกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ เมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว แล้วผมก็ไม่ได้ไปทำกฎหมาย นี้ในฉบับแก้ไขครั้งที่ ๒ หรือครั้งที่ ๓ พอดีมาได้ยินท่านตอบก็เลยอยากจะทราบ ไม่ได้ อภิปรายแต่ว่าจะซักถามนะครับ ในการทำพระราชบัญญัตินี้ครั้งแรกที่เกิด กสทช. ขึ้น เราเขียนไว้ชัดเจนว่าคลื่นความถี่เหล่านี้ เป็นสมบัติส่วนกลางของประเทศชาติ เจตนาของกฎหมายสร้างอันนี้ขึ้นมาเขาเขียนไว้เลย เขียนว่าให้ใช้คลื่นความถี่เหล่านี้เพื่อประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก เพื่อความมั่นคงของชาติ และเพื่อการศึกษา ถ้าเหลือจากนี้ถึงจะนำไปทำเรื่องกิจการประมูล กิจการอื่น แต่เท่าที่ ติดตามบ้าง ไม่ติดตามบ้าง หลังจากทำอันนี้แล้วมันมีการอ่านเจตนาของกฎหมายนี้ คลาดเคลื่อน กลายเป็นกิจการที่ได้ยินได้ฟังมามันอึกทึกครึกโครมมากเกี่ยวกับเรื่องเอาไป ประมูล เอาไปค้าขายกัน ในขณะที่การทำเพื่อสาธารณะหรือการทำเพื่อกิจการทางการศึกษา ทางศาสนา แม้แต่วิทยุ โทรทัศน์ซึ่งเคยออกอยู่แล้วก็ได้รับความเดือดร้อนจากการตีความและ เจตนาซึ่งไม่สอดคล้อง ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการที่ทำชุดแรกกล้ายืนยันว่า ไม่สอดคล้องกับเจตนาของการใช้คลื่นความถี่ เวลานี้ก็เปลี่ยนไปเยอะมาก การรณรงค์ สื่อสารหรือการทำอยู่นี้เป็นเรื่องเอาส่วนที่เราบอกว่านอกจากการใช้เพื่อความมั่นคงของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อการศึกษา เพื่อศาสนาอะไร เหลืออันนั้นจึงเอามาใช้สำหรับ การประมูลหรือการค้าขายให้เอกชนไปทำนี่คือเจตนาชัดเจน อันนี้คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้ว่า มันเบนออกไปจากเจตนาเหล่านี้มากเพียงใด ขอฝากท่านผู้บริหารไว้ด้วย

อันที่ ๒ เมื่อสักครู่เป็นเรื่องเล็ก ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่เขียนแล้วเสนอไว้ว่า รายได้จากการใช้คลื่นความถี่เหล่านี้จะต้องเอาไปใช้สำหรับกองทุนเทคโนโลยีทางการศึกษา ท่านบอกว่ากองทุนนั้นท่านใช้ ๕,๕๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมเลยอยากถามสั้น ๆ ว่ากองทุน เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาซึ่งมีอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ แล้วผมก็ไปเขียนไว้ในพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับแรกในหมวดเทคโนโลยีทางการศึกษาว่า ให้มีทุนเหล่านี้ เท่าที่ติดตาม ๓-๔ ปีแรกไม่มีการจัดไปให้กับทุนเหล่านี้ กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ผมถามง่าย ๆ ว่าเวลานี้ท่านทำตามกฎหมายของท่านและทำตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจำนวนเท่าใด ให้มาแล้วกี่ปี อันนี้คือคำถามข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ในการออกกฎหมายครั้งนั้นออกมาบนที่ฝ่ายต่าง ๆ ได้ใช้คลื่นความถี่ ไปแล้วและมีสัญญายังไม่จบ เวลาจบสัญญาแล้วให้เอาคืนมาเป็นของสาธารณะของประเทศชาติ ใช้ประโยชน์ตามเจตนาคือประโยชน์สาธารณะเพื่อความมั่นคงของชาติ เพื่อการศึกษา ผมถามท่านว่าจากสัญญา ปี ๒๕๕๓ มาถึงวันนี้เกือบจะ ๑๐ ปี ท่านได้คลื่นที่สัมปทานไปแล้ว หมดอายุ ท่านต่ออายุหรือท่านได้คืนมาเพื่อดำเนินกิจการให้แก่ส่วนรวมกี่สถานี หรือดำเนินการ อย่างไรแล้ว นี่คือคำถามข้อที่ ๒ ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านซูการ์โน หลังจากท่านซูการ์โนแล้วท่านเลขาธิการค่อยตอบครับ เชิญครับ

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ต้องขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสผมได้มาตั้งข้อสังเกตสำหรับรายงานฉบับนี้ ซึ่งผมก็จะไม่ขอลงรายละเอียด เนื่องจากผมทราบว่าวันนี้ทางคณะกรรมการ กสทช. โดยเฉพาะท่านเลขาธิการท่านได้มาเอง ในส่วนของรายงานผมว่าก็เป็นไปตามที่ท่านได้นำเสนอและเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปราย ไปแล้วนะครับ แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากนำเสนอเพื่อให้ทาง กสทช. ได้นำไปพิจารณาก็คือ ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับของท่านที่ออกไปบังคับใช้กับ พี่น้องประชาชนนะครับ ซึ่งถ้าเรามาดูตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับ ความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน ผมว่าวันนี้ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ นอกจากต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทั้งเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวานนี้ก็มีอีกประเด็นหนึ่งที่เป็นที่สนใจ ของพี่น้องประชาชนก็เกิดจากข้อบังคับของระเบียบของ กสทช. ก็คือการขึ้นทะเบียน ซิม (SIM) ๒ แชะ วันนี้ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือโดยทั่วไปอย่างผมมีโทรศัพท์มือถือ ๑ เครื่อง ผมจะใช้โทรศัพท์มือถือผมต้องไปซื้อซิม (SIM) และผมก็ลงทะเบียน อันนี้คือเป็นไปตาม ระเบียบของ กสทช. และของบริษัท แต่ประเด็นที่ท่านออกมาใหม่ก็คือว่ามาตรการลงทะเบียน ซิม (SIM) ๒ แชะ ที่ท่านไปให้บังคับใช้เฉพาะในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น โดยภายใต้ การควบคุมของ กอ.รมน. วันนี้สร้างความสับสนกับพี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้มาก ผมดูจากมาตรา ๔ ของรัฐธรรมนูญแล้ว ผมเกรงว่าการไปดำเนินการขึ้นทะเบียน สำหรับคนที่ลงทะเบียนแล้วทำไมจะต้องไปลงทะเบียน ๒ แชะอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งความเข้าใจผม จากระเบียบตรงนี้ผมเชื่อว่าท่านต้องการให้ผู้ที่ต้องการซื้อซิม (SIM) ใหม่และลงทะเบียน ตามระเบียบกติกาใหม่ แต่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีข้อยกเว้น ไปบังคับใช้ทุกคน วันนี้พี่น้องประชาชนเกิดความสับสน แล้วมาตรการตรงนี้ทางฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะ กอ.รมน. ก็ได้กำหนดเดดไลน์ (Deadline) ว่าวันที่ ๓๑ ตุลาคมซึ่งผ่านมาแล้วว่าผู้ใดที่ไม่ไป ลงทะเบียนซิมการ์ด (SIM Card) โทรศัพท์มือถือ ๒ แชะก็จะถูกตัดคลื่นสัญญาณ ผมถามว่า วันนี้ประชาชนฝากคำถามมาถึง กสทช. ว่าบริษัทผู้เป็นเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นดีแทค เอไอเอส ทรู มีสิทธิที่จะตัดสัญญาณของผู้ที่ลงทะเบียนซิม (SIM) ครั้งแรกในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้หรือไม่

ประเด็นที่ ๒ ในกรณีที่ทางบริษัทได้ตัดสัญญาณผู้ที่ลงทะเบียนซิม (SIM) แต่ไม่ได้ไปลง ๒ แชะ พี่น้องประชาชนมีสิทธิที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเครือข่าย ได้หรือไม่

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายคือว่าทำไมการบังคับใช้ระเบียบของท่าน จึงไม่ประกาศใช้ทั่วประเทศ ทำไมไปบังคับใช้เฉพาะพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส ๑๕ ปีของความรุนแรง ของการเสียชีวิต ๑๕ ปีทำให้สภาพจิตใจของพี่น้องประชาชนย่ำแย่อยู่แล้ว สภาพเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ครับ วันนี้คนที่อยู่ต่างจังหวัดหรืออยู่ภูมิภาคอื่น ถ้าจะเดินทางไปพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องขึ้นทะเบียนซิม (SIM) ๒ แชะ ผมถามว่ามีใครอยากจะไปบ้าง ในเมื่อเขาลงทะเบียนแล้ว ประเด็นที่ผมอยากถามทางคณะกรรมการ กสทช. ผ่านท่านประธานครับว่าประเด็นเหล่านี้ เป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าถ้ามาตรการนี้ออกมาบังคับใช้เฉพาะในพื้นที่ ผมไม่เห็นด้วย และผมเองคนหนึ่งที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าผมจะไม่ลงทะเบียน ซิม (SIM) ๒ แชะแน่นอน เพราะว่าผมจะถือใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากมีการดำเนินการตัดสัญญาณ ซึ่งในการตัดสัญญาณคลื่นความถี่นั้น ใช่ มันเป็นอำนาจ ของฝ่ายความมั่นคง แต่ก็ตัดเฉพาะกรณีที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงหรือเฉพาะจุด แต่ท่านจะ ไม่สามารถที่จะตัดสัญญาณของผู้ที่ลงทะเบียนซิม (SIM) ที่ถูกต้องตามกฎหมายตลอดไปไม่ได้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านเลขาธิการครับ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 🔗

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผมขออนุญาตตอบคำถามในหลักกว้าง ๆ ก่อนแล้วกัน ครับ รายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่หลายคนบอกว่าเข้าที ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่รายได้ของสำนักงาน กสทช. นะครับ กฎหมายเขียนไว้บอกว่า รายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่ให้นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน กสทช. ไม่ได้เงินเอง หลายคนบอกว่า กสทช. เป็นหน่วยงานที่มีเงินเยอะ ประมูลคลื่นความถี่ได้เงินตรงโน้นตรงนี้ ผมเรียนก่อนนะครับ ๑. ไม่ใช่เงินผม ๒. ไม่ใช่เงินของสำนักงาน กสทช. ครับ เป็นเงินที่จะต้อง นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ผลการประกอบกิจการต่าง ๆ ของผู้ประกอบกิจการที่มีรายได้เกิดขึ้น หลายคนไปอ่านนะครับ ผมเรียนว่าไม่ใช่รายได้ของสำนักงาน กสทช. ครับ ของสำนักงาน กสทช. ยังอยู่ที่ตึกสายลม ซอยพหลโยธิน ๘ เหมือนเดิม ไม่ใช่รายได้ของเรา แต่ผู้ประกอบการ ที่มีรายได้เกิดขึ้น ผลการประมูลคลื่นความถี่ที่ออกมา ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินกฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่เป็นรายได้ของสำนักงาน กสทช. แม้แต่บาทเดียวนะครับ ผมขออนุญาตนำเรียนก่อนนะครับว่าทุกบาททุกสตางค์ต้องนำส่ง เป็นรายได้ของแผ่นดิน การที่จะนำเงินออกไปใช้จ่ายได้จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นรายได้ของสำนักงาน กสทช. ที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น จากการเก็บค่าธรรมเนียม ค่าธรรมเนียมเลขหมายร้อยละ ๑-๒ บาท ในการที่นำมาใช้จ่าย ในการจ่ายเป็นเงินเดือนของพนักงาน กสทช. ไม่ใช่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่แต่อย่างใด

ในส่วนที่ ๒ เรื่องใบอนุญาตของวิทยุต่าง ๆ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับ เราต้องบอกว่าประกาศของหัวหน้า คสช. หรือประกาศต่าง ๆ ที่ออกมาเป็นสิ่งที่ กสทช. เอง ต้องถือว่าเป็นกฎหมายนะครับ เมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนนั้นแล้วความหมายก็คือ วิทยุต่าง ๆ ที่ถูกกำกับดูแลในระหว่างปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันที่มีประกาศกำหนดต่าง ๆ ที่ให้ทางสำนักงาน กสทช. เองไปดำเนินการก็ขออนุญาตเรียนท่านนะครับว่าเราก็ดำเนินการ ตามประกาศของ คสช. ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจตามกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ เพราะฉะนั้น วิทยุต่าง ๆ ที่เคยมี ๑๐,๐๐๐ สถานี วันนี้ที่ท่านนำเรียนไปจริงครับ เหลือ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ สถานี ก็เป็นการกำกับดูแลตามประกาศของ คสช. ที่ออกมาในการดำเนินการต่าง ๆ นะครับ

ในส่วนที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียนท่านอีกเรื่องหนึ่งก็คือคลื่นความถี่ ผมจำไม่ได้นะครับว่าตอนตราเป็นกฎหมายที่ออกมาในปี ๒๕๔๗ ที่ออกมาในครั้งแรก คลื่นความถี่ดังกล่าวตั้งแต่แรกก็คือการที่เราจะจัดสรรคลื่นความถี่ให้ทางด้านโทรคมนาคม ถ้าไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า เช่น ถ้ากองทัพขอมาเป็นหน่วยงาน ของรัฐเอาไปจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวเราจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐได้ แต่การจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับหน่วยงานที่เป็นเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจต้องใช้วิธีการประมูล เท่านั้น ผมเรียนท่านนะครับว่าเราใช้วิธีการอื่นไม่ได้ ไม่สามารถที่จะจัดสรรให้กับท่านฟรีได้ ต้องใช้วิธีการประมูลคลื่นความถี่ กสทช. ถามนะครับบอกว่าอยากจะจัดสรรคลื่นความถี่ ให้กับทุกท่านโดยไม่ใช้วิธีการประมูลไหมครับ ผมนี่อยากจะจัดให้กับทุกท่าน แต่กฎหมาย บังคับไว้ นี่คือการสร้างธรรมาภิบาล สร้างความน่าเชื่อถือว่า กสทช. เองจะไปจัดสรร คลื่นความถี่ให้กับแต่ละคนจัดไม่ได้ จะต้องใช้วิธีการประมูลเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่มีดุลพินิจ ของ กสทช. เองที่จะไปดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ต่าง ๆ ได้

คราวนี้มาดูคลื่นความถี่ในย่านวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อสักครู่ผมพูดคลื่นความถี่ ในย่านโทรคมนาคมไปแล้ว มาดูคลื่นความถี่ในย่านของวิทยุและโทรทัศน์ กฎหมายกำหนดไว้ ก็คือคลื่นความถี่ดังกล่าวเราจะต้องมีการกัน กันก็คือถ้าเป็นคลื่นความถี่ทางด้านโทรทัศน์ ปัจจุบันนี้ผมเรียนท่านครับ ตอนที่ กสทช. ออกประมูลคลื่นความถี่ช่องทีวี (TV) เรากำหนดไว้ ทั้งหมด ๓๖ ช่อง เข้าใจว่า ๓๖ ช่อง ซึ่ง ๒๔ ช่องมีการประมูลไป ในปัจจุบันที่เป็นสาธารณะ อีก ๑๒ ช่องก็ยังเหลืออยู่ ขณะนี้ที่จัดสรรให้นะครับ ที่เป็นสาธารณะก็เป็นวิทยุ ทีวี (TV) ของรัฐสภาที่กำลังถ่ายทอดอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็คือเป็นโทรทัศน์สาธารณะที่ กสทช. จัดสรรให้ ในส่วนที่ขาดอยู่อีก ๑๒ ช่องที่เราเรียกกันว่าโทรทัศน์ชุมชนที่จะต้องมีการจัดสรรให้ ปัจจุบันนี้ ผมเรียนท่านนะครับว่า เราจะมีการจัดสรรให้อยู่ภายใต้แผนการดำเนินการของเรา แต่ขณะนี้ โลกมีการเปลี่ยนแปลงไป เขาเรียกกันว่าเทคโนโลยี ดิสรัปชัน (Technology Disruption) ทีวี (TV) เองก็อยู่ไม่ได้ โทรทัศน์เองที่เป็นสาธารณะ ท่านจะเห็นนะครับว่าของรัฐสภาเอง ในวันนี้ กสทช. เองต้องมีการจัดสรรเงินในการที่จะดูแลโครงข่ายในการออกอากาศให้กับ ท่านทั้งหมด เพราะฉะนั้นคือเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด มันไปอยู่ในโลกของ โทรคมนาคมหมดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นนะครับว่าโทรทัศน์ที่เราเรียกกันว่าโทรทัศน์ บอกรับสมาชิกปิดตัวลงทุกวัน ยื่นเรื่องขอกับ กสทช. ขอยุติการประกอบกิจการ วิทยุเอง ก็ขอยุติการให้บริการ ไม่ชำระเงินค่าธรรมเนียมบ้าง กสทช. ก็ต้องปิด ๒. ก็คือการยื่นขอ ต่อใบอนุญาตที่ช้ากว่ากำหนดที่กฎหมายกำหนดไว้ เนื่องจากทุกคนก็ประสบปัญหาในส่วนนี้ ผมเข้าใจในหลาย ๆ เรื่องที่อยากจะให้สถานีวิทยุที่มีอยู่ในอดีตที่ผ่านมามันยังคงอยู่ได้ ผมเรียนท่านว่าสถานีวิทยุของ กสทช. เองในวันนี้คลื่น ๑๐๖.๕ คลื่น ๙๘.๕ ที่มีการใช้งานอยู่ ในปัจจุบันทั้ง ๒ รายยื่นขอคืนคลื่นความถี่มาที่สำนักงาน กสทช. จ่ายเงินค่าตอบแทนที่จ่าย ให้กับรัฐเดือนละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทไม่ไหว บอกว่าอยากจะขอลดราคาลงมา เราบอกว่า ลดราคาลงมาก็ไม่ได้ ท่านจะต้องใช้วิธีการประมูลอย่างเดียว กสทช. ไม่สามารถที่จะให้ท่าน ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวได้ฟรี เงินค่าโฆษณาต่าง ๆ มันไม่เข้า ผมขออนุญาตนำเรียนท่านว่า นี่คือสภาพของปัญหาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้

ในประเด็นต่อไปที่อยากจะกราบเรียนท่านก็คือเกี่ยวกับเรื่องการลงทะเบียน ซิม (SIM) นะครับ เรื่องนี้อยากจะฝากกราบเรียนท่านว่าการลงทะเบียนซิม (SIM) เดิม ก่อนปี ๒๕๕๗ กสทช. เองเราไม่มีการให้ลงทะเบียนซิม (SIM) กับพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด ก่อนที่จะมีการปฏิวัติในครั้งนั้น ก็คือประชาชนไปซื้อซิม (SIM) ซื้อได้เลย ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเกิดแก๊งหลอกลวงต่าง ๆ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น กสทช. เองติดตามไม่ได้เพราะว่าไม่มีการลงทะเบียน จึงมีการออกประกาศว่า ให้มีการลงทะเบียนซิม (SIM) กับพี่น้องประชาชนในครั้งนั้น เมื่อมีการปฏิวัติในปี ๒๕๕๗ เราก็ไปบังคับว่าเมื่อมีการลงทะเบียนให้เป็นการลงทะเบียนแบบวิธีที่เรียกกันว่า ๒ แชะ ๒ แชะก็คือ ๑. ถ่ายรูปบัตรประชาชน ๒. ถ่ายรูปของตัวคนที่ไปลงทะเบียน ถูกไหมครับ ก็มีการลงทะเบียนไป ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการลงทะเบียนในระบบนั้นต่อไปไปเรื่อย ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ กสทช. เองได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้เหมือนกับประเทศอื่น ผมเรียนท่าน อย่างนี้ครับว่าเรื่องไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber security) ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มีความปลอดภัย เป็นเรื่องที่มีความเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ของทั่วโลกในปัจจุบันนี้นะครับ ๕ จี (5G) ที่เกิดขึ้นถ้าเกิดว่าเราไม่มีการลงทะเบียนซิม (SIM) ให้กับพี่น้องประชาชนต่าง ๆ มันจะเป็นปัญหาในภาพใหญ่ที่เกิดขึ้น เนื่องจากว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ต่าง ๆ ที่ออกมาท่านจะเห็นนะครับว่าเร็ว ๆ นี้ กสทช. เองร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ที่หลอกลวงเงินกับพี่น้องประชาชนไป ไม่รู้กี่พันล้านบาทแล้วครับ เพราะว่าเขาไปลงทะเบียนซิม (SIM) บางทีซื้อซิม (SIM) มา ๑๐ ซิม (SIM) แล้วไปซื้อในชื่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ ถูกไหมครับ เอาซิม (SIM) นี้ไปรวมตัวกันแล้ว เอาไปใช้งานทีเป็น ๒๐๐-๓๐๐ ซิม (SIM) แต่ลงทะเบียนไว้ในชื่อของคนอื่นมาโดยตลอด วันนี้ กสทช. เองนะครับ เราจะมีผลใช้บังคับหมายถึงว่าซิม (SIM) ที่จะมีการซื้อใหม่ ในอนาคตข้างหน้าจะมีการลงทะเบียนที่เราเรียกกันว่าเป็นการลงทะเบียนแบบระบบอัตลักษณ์ ไม่ใช่ลงทะเบียนแบบ ๒ แชะนะครับ ซึ่งขณะนี้เรามีการบังคับใช้แล้วว่าเป็นการลงทะเบียน แบบระบบอัตลักษณ์ ก็คือ ๑. ท่านจะต้องมีการสแกน (Scan) ลายนิ้วมือ หรือมีการถ่ายรูป ม่านตาของท่านให้ตรงกับบัตรประชาชนที่ลงทะเบียน เมื่อลงทะเบียนแล้วฐานข้อมูลต่าง ๆ จะถูกส่งมาเก็บไว้ที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคม เมื่อมีการลงทะเบียนในส่วนนี้แล้วขออนุญาต เรียนท่านว่าคนที่เคยลงทะเบียนในระบบของ ๒ แชะเดิมก็ยังคงใช้งานต่อไปได้ แต่ถ้าจะ มีการซื้อซิม (SIM) ใหม่ต้องมีการลงทะเบียนที่เราเรียกกันว่าเป็นการลงทะเบียนแบบ ระบบอัตลักษณ์เท่านั้นที่จะมีการกำกับดูแลในส่วนนี้เพื่อที่จะเป็นการรักษาของโลกไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber security) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

คราวนี้มาลงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอนะครับ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอนี้เป็นอำนาจของ กอ.รมน. ในการที่จะดำเนินการ ไม่ได้อยู่ใน อำนาจของ กสทช. แต่ กสทช. เองกับ กอ.รมน. ได้มีการทำงานร่วมกันนะครับ เมื่อมีการ ทำงานร่วมกันในวันนี้ก็คือเดดไลน์ (Deadline) ในวันแรกก็คือจะให้ทดลองเฉพาะในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอว่าให้มีการลงทะเบียนใหม่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ บวก ๔ อำเภอลงทะเบียน เป็นการลงทะเบียนในระบบที่เราเรียกกันว่าลงทะเบียนของ กระทรวงดีอี (DE) หรือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในอดีตที่ผ่านมา ในวันนี้ กสทช. เองเมื่อมีการประสานงานกับ กอ.รมน. แล้วประชาชนในพื้นที่ของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอมีการใช้งานโทรศัพท์มือถืออยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย วันนี้มีการลงทะเบียนแล้วนะครับ ลงทะเบียนในระบบใหม่ที่ กสทช. ประกาศกำหนดไปแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย ทั้ง ๓ ค่ายนะครับ เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ ลงทะเบียนไปแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย เราเห็นความจำเป็น ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจึงได้ มีการประสานกับ กอ.รมน. ขยายระยะเวลาจากเดือนตุลาคมไปจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ เพราะฉะนั้นท่านยังใช้งานได้ ไม่ได้มีอะไรนะครับ ยังใช้งานได้ เราเห็นแล้วว่าการลงทะเบียน ของพี่น้องประชาชนในขณะนี้ยังจำนวนน้อยอยู่ เพราะฉะนั้นก็ขอทำประชาสัมพันธ์ โดยกระบวนการในการทำในขณะนี้ก็คือ กสทช. เองเมื่อมีการประสานงานกับ กอ.รมน. แล้วก็หมายถึงว่า กอ.รมน. เองจะต้องอำนวยความสะดวก เนื่องจากว่าผู้ประกอบการ โทรคมนาคมทั้ง ๓ รายเขาชี้แจงถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ในการที่จะลงทะเบียน ผมเรียนอย่างนี้ว่า ข้อจำกัดมีมากมายมาก เราเข้าใจหมดเลยว่าเขาจะไปลงทะเบียน เขาจะไปเปิดให้ประชาชน ลงทะเบียนในตรงนั้นตรงนี้ เขาจะเปิดอย่างไร ในเมื่อความปลอดภัยของเขาไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น กระบวนการในพวกนี้ผมอยากจะฝากเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจเลย เราดูถึงสภาพปัญหาต่าง ๆ มาโดยตลอด เราจะเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาของ กอ.รมน. ภาค ๔ ในการที่จะดำเนินการว่าเมื่อลงไปแล้ว ถ้าประชาชนยังลงไม่ครบหรือทำอะไรไม่ได้ ก็จะเสนอความเห็นว่าควรที่จะขยายระยะเวลา ออกไปให้กับพี่น้องประชาชน เนื่องจากว่ามีข้อจำกัดของผู้ประกอบการโทรคมนาคมเอง เขาจะไปเปิดศูนย์ไปเปิดร้านต่าง ๆ ในการที่จะลงทะเบียนมันเป็นปัญหาอุปสรรคมาก ซึ่งเป็น รายงานที่เขาชี้แจงกับทางสำนักงาน กสทช. มาโดยตลอดนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านว่า ขณะนี้คำสั่งของ กอ.รมน. เองผมเข้าใจว่าได้มีการขยายระยะเวลาในการลงทะเบียนของ พี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอ ออกไปหมดแล้วในการที่จะ ดำเนินการในส่วนนี้

ส่วนในระยะที่ ๒ ถ้าเกิดว่าเมื่อมีการลงทะเบียนไปถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ แล้ว จะมีประชาชนมาลงทะเบียนเพิ่มเติมอีกเท่าไร ซึ่งตอนนั้นดูข้อเท็จจริงในตอนนั้น ในขณะนั้นว่า จะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ ซึ่ง กสทช. เองก็จะพยายามที่จะเสนอความเห็นเพื่อประกอบการ พิจารณาต่อไปนะครับ ขอบคุณมากครับ

(นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ พอดีท่านชี้แจงเสร็จแล้ว ผมจะประท้วงท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ แต่ท่านชี้แจงเสร็จแล้ว ไม่เป็นอะไร พอดีว่ายังมีญัตติสำคัญอีกหลายญัตติครับท่านประธาน จะได้ดำเนินต่อไปครับ ขอบคุณครับ ไม่เป็นอะไรครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านสมาชิกครับ คือบังเอิญท่านสมาชิกเราข้องใจก็เลยเปิดโอกาสให้ท่านได้ชี้แจงเพื่อที่จะ คลายข้อข้องใจ ผมว่าน่าจะจบได้แล้วนะครับ ผมว่าน่าจะจบแล้วครับ ท่านซูการ์โน มีอะไร อีกไหมครับ ก็น่าจะละเอียดแล้ว สัก ๒ นาทีนะครับ เชิญครับ

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ขอบคุณท่านประธานครับ คือพอดีผมได้ฟัง ท่านเลขาธิการ กสทช. ได้ตอบ ประเด็นที่ผมถามคือว่าทำไมต้องไปบังคับใช้เฉพาะพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นที่ ๑ ท่านไม่ตอบ ๒. การทดลองใช้ วันนี้กฎหมายพิเศษ ๓ ฉบับ ๑๕ ปีแล้วนะครับ ปฏิวัติปี ๒๕๕๗ ประกาศกฎหมายพิเศษใน กทม. ๒ เดือนยกเลิก แล้วถ้าเกิดว่าต้องไปบังคับใช้อย่างนี้ ผมถามว่าไปลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่ ประชาชนก็เกิดความสับสน เขาไม่มั่นใจ วันนี้อันที่ ๑ อันที่ ๒ มาตรการลงทะเบียนซิม (SIM) ตอนนี้ เท่าที่ผมทราบมาจากประชาชนที่ไปลงทะเบียนซิม (SIM) ก็มีการเกณฑ์ทหารเข้าไป ๑ คน ๕-๖ ซิม (SIM) มันก็ได้ยอด ๗๐๐,๐๐๐ เลขหมาย ถามจริง ๆ ว่าประชาชน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่นั้นมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไปลงทะเบียนจริง ๆ เพราะผมทราบมาว่าวันนี้จากข้อมูลของดีปเซาท์ (Deep South) เขาบอกว่ามีบางคน ไปจดทะเบียน ๑ คนใช้ซิม (SIM) ๒-๓ ซิม (SIM) ได้ โดยเฉพาะซิม (SIM) แบบเติมเงิน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านซูการ์โนครับ

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ซิม (SIM) รายเดือนมีปัญหาไหมครับ ผมอยากให้ท่านชี้แจงนิดหนึ่งว่า

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านซูการ์โน เอาเฉพาะประเด็นปัญหาน่าจะชัดเจนแล้วนะครับ เดี๋ยวให้ท่านเลขาธิการชี้แจงสั้น ๆ

นายซูการ์โน มะทา ยะลา

ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านขจิตร มีอะไรอีกไหมครับ

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม ผมเพียงแต่จะทวงที่ผมถามครับว่าท่านจัดสรรให้กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จัดไปแล้ว เริ่มตั้งแต่เมื่อไร และมีอยู่เท่าไรตอนนี้

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเลขาธิการ ตอบสั้น ๆ นะครับ ตอบสัก ๒ นาทีพอนะครับ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ๑. ก็คือกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เราได้จัดสรรเงินไปให้แล้วจำนวนทั้งสิ้น ๒๕๐ ล้านบาท ซึ่งมีการจัดสรรทุกปี ในปี ๒๕๖๓ นี้ จะมีการจัดสรรเงินไปให้อีก ๒๐๐ ล้านบาท แต่อยู่ในระหว่างการพิจารณาขอคณะกรรมการ ดีอี (DE) ที่จะมีการพิจารณาจัดสรรเงินให้กับกองทุน เราไม่ได้มีการเพิกเฉยหรือไม่มีการจัดสรร ทุก ๆ ปีจะมีการจัดสรรเงินไปให้ แต่เพียงแต่ว่ากองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาไม่เคย มีการใช้จ่ายเงินเลย ผมเรียนท่านครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการก็จะไม่มีการจัดสรรเงินไปให้ คณะกรรมการจะมีการจัดสรรเงินให้กับกองทุนนี้จำนวนน้อย ซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็คือมาเป็นรัฐบาลชุดนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีการประสานเข้ามาบอก ว่ากองทุนนี้ไม่เคยมีการใช้จ่ายเงินเลย จะขอเข้าไปชี้แจงจากกรรมการ กสทช. ที่จะขอมีการ จัดสรรเงินให้มากกว่านี้ เนื่องจากว่ากองทุนนี้ที่ผ่านมาก็คือกระทรวงเองผมเรียนอย่างนี้ครับ ละเลยมาก ๑. กฎหมายตามที่ท่านเข้าใจถูกก็คือ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ให้ กสทช. เอง ระดมเงินจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมเข้ากองทุนนี้ แต่ไม่เคยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. นี้เลย ที่จะประสานกับ กสทช. ฝากท่านแล้วกันนะครับว่า กสทช. เองพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ในการดำเนินการนะครับ

คราวนี้มาในคำตอบของทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกท่านหนึ่งนะครับก็คือ การลงทะเบียน กสทช. เองในขณะนี้บังคับการลงทะเบียนในประเทศทั้งหมดเมื่อมีการซื้อซิม (SIM) ใหม่ จะเป็นการลงทะเบียนที่เราเรียกกันว่าเป็นระบบอัตลักษณ์ ไม่ใช่ ๒ แชะ แต่ว่า ในส่วนของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของ กสทช. เป็นการ ประกาศตามอำนาจของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ในการที่ประกาศ ขออนุญาตนำเรียนท่านว่าเมื่อมีการดำเนินการตามประกาศนั้น แต่ใช้เทคโนโลยีของ กสทช. ในการไปลงทะเบียนว่าใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ประกาศของ กอ.รมน. ออกมาตามนั้น ผมเรียนว่า กสทช. เองก็ต้องปฏิบัติตามในเมื่ออยู่ในการดูแลของ กอ.รมน. ภาค ๔ แต่ว่า ในพื้นที่ทั้งหมดเป็นอำนาจของ กสทช. ครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็น่าจะชัดเจน ผมว่าพอแล้วล่ะครับท่าน ค่อนข้างยาวแล้ว ท่านเลขาธิการก็อธิบาย

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขอ ๒ นาทีครับ นิดเดียวครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมให้ ๑ นาที เชิญท่านครับ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

๑ นาทีนะครับ ขอบคุณมากครับ ที่ท่านบอกว่าท่านปิดวิทยุกระจายเสียงเพราะว่าคำสั่ง คสช. ผมบอกได้เลยว่าท่านตอบถูก เพียงเสี้ยวเดียว จริง ๆ แล้วท่านปิดวิทยุกระจายเสียงก่อนที่ คสช. จะมายึดอำนาจ เพราะว่า ท่านให้วิทยุชุมชนไปลงทะเบียน แต่วิทยุธุรกิจท่านไม่ให้ลงทะเบียน ถูกไหมครับ พอวิทยุธุรกิจ ไม่ได้ลงทะเบียน วิทยุเหล่านี้ก็ไม่สามารถประกอบกิจการได้ แต่ท่านไปเอาวิทยุชุมชน ที่ลงทะเบียนไว้มาแยกเป็น ๓ ประเภท นี่ล่ะครับคือที่มาที่ไปของการปิดสถานีวิทยุธุรกิจ ภาคประชาชน กลุ่มเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้ลงทะเบียนไว้ครับ สุดท้ายเขาหลุดกรอบกลายเป็น วิทยุหลุมดำ ท่านไปสั่งให้เอาเสาลง เอาเครื่องลงทุกอย่างหมด แล้วพอ คสช. มายึดอำนาจ ก็มีการปิดอย่างจริงจัง แล้วท่านก็ไปเก็บค่าธรรมเนียมวิทยุ จริง ๆ แล้วการเก็บค่าธรรมเนียม ก็ต่อเมื่อให้ใบอนุญาตแล้วเท่านั้น แต่ท่านยังไม่มีใบอนุญาตแม้แต่วิทยุคลื่นเดียว แต่ท่านยัง เก็บค่าธรรมเนียมบวก ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๐,๗๐๐ บาท

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอเข้าใจนะครับ ท่านเลขาธิการจะชี้แจงไหมครับ ถ้าได้เคยพูดไปแล้วไม่ตอบก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าท่านต้องการ ให้ชัดเจนจะตอบก็เอาสั้น ๆ

นายประสิทธิ์ มะหะหมัด กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม ประสิทธิ์ มะหะหมัด ๒๑๑ ยกมือหลายครั้งครับท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านยกมือ เพื่อที่จะอภิปรายนะครับ

นายประสิทธิ์ มะหะหมัด กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมอยากจะอภิปรายสักนิดหนึ่งครับ เพราะว่าผมได้ยินคำตอบจากทางเลขาธิการ กสทช. เมื่อ สักครู่เกี่ยวกับเรื่องของการลงทะเบียนซิม (SIM) ๒ แชะ นิดหนึ่งท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าประเด็นนี้ท่านซูการ์โนพูดไปเยอะแล้ว สัก ๒ นาทีได้ไหมครับ

นายประสิทธิ์ มะหะหมัด กรุงเทพมหานคร

คืออย่างนี้ครับ ผมโดน ลิดรอนสิทธิเหมือนกันครับ ผมลงทะเบียนซิม (SIM) ที่กรุงเทพมหานคร ผมมีโอกาสไปที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จังหวัดนราธิวาส ไปในฐานะของกรรมาธิการของสภาเรานี่ล่ะครับ ผมกลับมากรุงเทพมหานคร ปรากฏว่ามีการโทรศัพท์มาบอกให้ไปดำเนินการเกี่ยวกับเรื่อง การทำซิม (SIM) อย่างที่ท่านเลขาธิการว่า ผมก็ยืนยันครับว่าผมกำลังโดนลิดรอนสิทธิ เหมือนท่านซูการ์โนเหมือนกัน จนกระทั่งวันนี้ผมได้รับโทรศัพท์มาบอกว่ายืดเวลาไป น่าจะเดือนเมษายนครับท่านเลขาธิการ ผมอยากจะเรียนว่านี่คือสิทธิของคนที่อยู่ กรุงเทพมหานครครับ ไม่ใช่ไปลงทะเบียนที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และ ๔ อำเภอ ของจังหวัดสงขลา การที่ผมลงทะเบียนที่กรุงเทพมหานครมา ๒๐ ปี ไม่เคยเปลี่ยนเบอร์ครับ แต่ลงไปทำภารกิจที่ ๔ อำเภอ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมกลับมาผมโดนบอกว่าถ้าไม่ไป ดำเนินการจะใช้โทรศัพท์ที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ นี่คือข้อมูลที่ผมแจ้งให้ ท่านเลขาธิการทราบว่าผมกำลังโดนลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ เหมือนท่านซูการ์โน เรียนให้ทราบครับ ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านเลขาธิการชี้แจงสั้น ๆ นะครับ เอาประเด็นนี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ผมขออนุญาตตอบท่านผ่านทาง ท่านประธานไปนะครับ ก็คือ ๑. เมื่อท่านเข้าไปใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอ เข้าใจว่าผู้ประกอบการโทรคมนาคมเขาจะส่ง เอสเอ็มเอส (SMS) ให้ ผมก็โดนครับ แต่จริง ๆ ผมไม่จำเป็นต้องไปลงทะเบียน เพราะเขาคิดว่าเราอยู่ที่โน่นแล้วก็ทำประชาสัมพันธ์บอกว่า ต้องไปลงทะเบียน ถ้าท่านเข้าไปในพื้นที่นั้น เขาก็ไม่รู้ว่าท่านเป็นคนในพื้นที่นั้นหรือท่านอยู่ นอกพื้นที่ แต่พอเราเข้าไปเขาจะส่ง เอสเอ็มเอส (SMS) เข้าไปให้เราบอกว่าให้เราไป ลงทะเบียน แต่ถ้าท่านไม่ใช่คนในพื้นที่นั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปครับ หลายคนเขาโทรมาร้องเรียน ทางสำนักงาน กสทช. เช่นกัน เพราะว่าในระบบของ เอสเอ็มเอส (SMS) มันไม่สามารถจะ ตรวจสอบได้ว่าท่านลงทะเบียนในชื่ออะไร ทำอะไร เพราะฉะนั้นขออนุญาตให้ท่านสบายใจได้ ในส่วนนี้นะครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

น่าจะชัดเจน แล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับ ถือว่าที่ประชุมรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงิน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ และรายงานการประเมินผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินสำหรับปี ๒๕๕๙ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติแล้วนะครับ ผมขออนุญาตย้ำท่านสมาชิกนิดหนึ่งนะครับว่าเอกสารของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เล่มสีชมพูนี้เป็นเอกสารลับนะครับ เขาอนุญาตยกเลิกชั้นความลับเฉพาะในการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร คือใช้เฉพาะในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นนะครับ กรุณาอย่าได้ นำออกจากห้องประชุมนะครับ เพราะว่าถือว่าเป็นเอกสารลับ ขอความร่วมมือท่านสมาชิก ทุกท่านนะครับ ต้องขอขอบคุณท่านผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ ต่อไปเข้าสู่ระเบียบวาระ

๒.๘ รับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๑ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ ท่านประธานที่เคารพค่ะ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นเขียนไว้งดงามยิ่งนัก แต่จนถึงปัจจุบันนี้ตรงไหนค่ะ ที่ลดความเหลื่อมล้ำ ดิฉันเรียนให้ท่านประธานทราบว่าด้วยความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำในวิธีคิด ของความเป็นครูของดิฉันนี่ล่ะค่ะ มิได้กล่าวร้ายทางกองทุนแต่อย่างใด ดิฉันขออนุญาต ยกตัวอย่าง แม่คนที่ ๑ พาลูกไปโรงเรียนตอนเช้า แม่คนนี้หิ้วกระเป๋าทำจากหนังจระเข้เผือก ราคา ๑๒ ล้านบาท แล้วแม่คนที่ ๒ ก็พาลูกไปโรงเรียนตอนเช้าเหมือนกัน ถือถุงผ้าเก่า ๆ ที่ทางร้านมอบให้ฟรี มีข้าวเหนียวและปลาทูปิ้ง ดิฉันย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าปลาทูปิ้ง เพราะว่า ไม่มีน้ำมันพืชจะทอด ดิฉันเรียนถามท่านประธานผ่านไปถึงผู้จัดการกองทุนว่า แม่ที่ถือ กระเป๋าหนังจระเข้เผือกใบละ ๑๒ ล้านบาท จะพาลูกไปโรงเรียนบ้านโคกคำไหลไหมคะ ลดความเหลื่อมล้ำหรือยัง แม่คนที่ ๒ ที่ถือกระเป๋าผ้าเก่า ๆ ห่อข้าวเหนียวและปลาทูปิ้ง จะพาลูกไปโรงเรียนนานาชาติฟรองซัวส์หรือไม่ นี่คือคำถามค่ะ ลดความเหลื่อมล้ำหรือยังนะคะ ทีนี้ดิฉันถามว่าสิ่งที่ดิฉันถามไปนั้น ดิฉันต้องการให้มีการแข่งขันที่ยุติธรรม การแข่งขัน ที่ยุติธรรม เราทุกคนต้องการเริ่มต้นจากจุดจุดเดียวกัน มีระยะทางและจุดหมายปลายทาง เดียวกัน หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ดิฉันเรียนถามท่านประธานผ่านไปถึงผู้บริหาร กองทุนว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดความเสมอภาคทางการศึกษาได้ เมื่อสภาพสังคมไทย ยังมีปัญหาเช่นนี้ สภาพทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจนะคะ ฐานะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร คนรวยในประเทศนี้นั้นอยู่ปลายยอดสามเหลี่ยมมีกี่คน และคนที่จะต้อง รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้านการศึกษามีกี่คน ทุกคนทราบ ทุกคนทราบในเรื่องนี้แล้วก็ทราบดีด้วย ทีนี้ในฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวส่งผลถึงความสำเร็จของลูกหลาน อันนี้เรื่องจริง สังเกตดูได้เลย ถามท่าน ส.ส. รุ่นเก่าที่เป็น ส.ส. มา ๒๐-๓๐ ปี ลูกจบเมืองนอกทั้งนั้น ไปถามเพื่อนที่ท่านผูกเสี่ยวมา ท่าน ส.ส. ที่ผูกเสี่ยวมา ถามท่านประธานก็ได้ ที่ผูกเสี่ยวมา ยังเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ลูกอยู่ไหนเป็นส่วนมากคะ อยู่ในคุก ค้ายา โดยเฉพาะ บ้านท่านประธานนี่ล่ะค่ะ

ท่านอนุรักษ์ โดยเฉพาะบ้านท่านประธานนี่

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ใกล้น้ำโขงค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมว่า มันไม่ค่อยดีนะครับ หลายท่านพาดพิงไปที่ผมทุกที ไม่รู้มันเป็นอะไรนะครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านมีความสำคัญค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่หรอกครับ พาดพิงไปที่จังหวัดนครพนมมันเสียหาย บ้านผมคือที่จังหวัดนครพนมนะครับ ผมเข้าใจ แต่เดี๋ยวคนทั้งประเทศฟังเขาจะเข้าใจว่าบ้านผมมันไปเกี่ยวข้องหรือไปยุ่งอะไรกับยาเสพติด ฉะนั้นไม่อยากจะให้พูดอีกนะครับ ไม่ถอนก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่าไม่อยากให้พูดอีกครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ไม่ถอนค่ะท่านประธานคะ ขอรักษาสิทธิค่ะ เรื่องความห่างไกล นอกจากสภาพทางเศรษฐกิจแล้ว เรื่องความห่างไกล ไกลปืนเที่ยงไหนบ้าง ที่อุปกรณ์การศึกษาครบ โรงเรียนไกลปืนเที่ยงไหนบ้างที่มีไวไฟ (WiFi) และคอมพิวเตอร์ไปถึง ที่เรียนในนวัตกรรมที่งดงามยิ่งนัก ไม่มีนะคะ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลล้นเหลือ มหาศาล และดิฉันถามผู้จัดการกองทุนด้วยว่าท่านสามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของครอบครัว ในชนบทวิธีคิดได้หรือไม่ บางครอบครัวเขาไม่ส่งลูกเรียน แต่เราต้องพยายามค่ะ เพราะอะไร เพราะการศึกษามันสามารถพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ สังคมและประเทศชาติได้ นี่คือการศึกษานะคะ แล้วในประเด็นต่อไปในสภาพสังคม ประเด็นต่อไปในการจัดการศึกษา ท่านจะจัดการศึกษา ในงบประมาณที่ขาดแคลนได้อย่างไร เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งงบประมาณการขับเคลื่อนในระบบ ในปัจจุบันนี้ วันนี้ เรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านผู้จัดการกองทุนและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการว่าวันนี้เงินอุดหนุนรายหัวของอาชีวศึกษาทั้งประเทศไม่จ่ายเขาเลย ครูอาชีวศึกษาเอกชนเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน ยังไม่ได้รับเงินเดือน ทางสมาคมเอกชน แห่งประเทศไทยถามไปที่ผู้บริหารจัดการเรื่องเกี่ยวกับเงินอุดหนุนรายหัวได้รับคำตอบว่า ประชุมอาเซียน (ASEAN) ๑ ลายเซ็นมีความผูกพันกันขนาดนั้นเลยหรือคะ ทำให้ คนทั้งประเทศเดือดร้อนได้ เป็นประเทศไทยมาได้อย่างไรคะ ประชุมอาเซียน (ASEAN) ไม่กี่วันสามารถทำให้การศึกษาสั่นคลอนได้ถึงขนาดนี้

ประเด็นที่ ๒ เรื่องการจัดสรรอัตราครูและบุคลากรทางการศึกษา ตอนนี้ ยังไม่สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนและความต้องการของสังคม

ประเด็นที่ ๓ เรื่องของระบบการประเมินคุณภาพการศึกษา ประเมินเอกสาร จะล้นโรงเรียนอยู่แล้วค่ะ ที่ใช้คำว่าประเมิน ประเมินภายนอก ประเมินภายใน ประเมินเช้า ประเมินเย็น รอต้อนรับคณะกรรมการประเมิน เดี๋ยวประเมินจะไม่ผ่าน ประเมิน ประเมิน ประเมินแล้วประเมินอีก สิ่งที่ได้ก็คือนักเรียนไม่ได้รับความรู้เต็มที่ ไม่ได้พัฒนากันเต็มที่ เพราะว่าการประเมิน อันนี้ท่านจะบริหารจัดการอย่างไร ในคำกล่าว ในคำบรรยายของ กองทุนของท่านนั้น ๒.๘ นี้นะคะ ชื่อว่ากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ท่านเขียน เรื่องความเหลื่อมล้ำ ต้องบอกว่าท่านลดความเหลื่อมล้ำได้งดงามยิ่งนัก เป็นโอกาสที่คนจน จะผงาดยืนด้วยสมองและสองมือและการบริหารจัดการของกองทุนค่ะ อันนี้ต้องบอกว่า ชื่นชมไว้ให้ก่อเกิดให้ได้แม้จะใหม่ ๆ จะต้องดำเนินการต่อไปให้ถึงที่สุด คนที่เขาไม่มีโอกาสเลย มือของความยุติธรรมของท่านขอให้เอื้อมถึงคนที่ไร้โอกาสทางการศึกษาทุกคนด้วยค่ะ แล้วในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเรื่องของการศึกษาต้องการให้เด็กไทย เรียนทางด้านอาชีวศึกษาเพื่อที่จะได้ไม่ตกงาน คนตกงาน เดือนมีนาคมนี้ก็จะจบปริญญาตรี อีกรุ่นหนึ่ง ก็จะจบทั้งประเทศประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ คน บวกกับที่ตกงานอยู่แล้วประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ คน ในปีหน้าที่จะตกงานไปพร้อม ๆ กัน แล้วที่บอกว่า ให้เด็กเรียนอาชีวศึกษาเพื่อที่จะได้ไม่ตกงานนั้นท่านบริหารจัดการอย่างไร

สุดท้ายตามเวลาค่ะท่านประธาน ดิฉันต้องบอกว่าโรงเรียนหนองหมาว้อ ทดท้อยิ่ง เพราะความจริงกินไม่อิ่มลิ้มยากไร้ ปู่สังกะสา ย่าสังกะสีนี้เป็นไทย โรงเรียนใกล้ จึงได้เรียนพากเพียรไป โรงเรียนในเมืองกรุงรุ่งเรืองเลิศ สิ่งที่เกิดคือความพร้อมชะลอมใหญ่ สุขสมบูรณ์หนุนเกื้อเพื่อคนไทย จึงเติบใหญ่เป็นผู้นำนำสังคม หากกองทุนหนุนนำเรา เท่าเทียมได้ การศึกษาไทยคงรุ่งเรืองเรื่องเหมาะสม ความเหลื่อมล้ำต่ำค่าจะน่าภิรมย์ ทุกสังคมยุติธรรมนำเผ่าไทย ขอบพระคุณค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ คุณอนุรักษ์ เชิญท่านประกอบ รัตนพันธ์ ผมขอเป็น ๑๐ นาทีนะครับท่าน

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพ เรื่องรายงานกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องทันสมัย เป็นเรื่องที่ควรแก่การส่งเสริมสนับสนุน อย่างยิ่ง เหตุผลเพราะว่าวันนี้การศึกษาของไทยนั้น สิ่งที่โจษจันกล่าวขานพูดกันมากก็คือ เรื่องความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โครงการนี้แก้ปัญหา ด้วยการสร้างกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา แต่สิ่งที่ผมติดใจแต่ก็เข้าใจว่ากองทุนเสมอภาค ทางการศึกษานั้นได้คิดในช่วงหนึ่งของการศึกษาก็คือช่วงเริ่มต้นการศึกษาปฐมวัยเป็นหลัก จริง ๆ เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นมันหลายระดับ มันทั้งหมดเลย ถ้าท่านจะทำ เรื่องความเสมอภาคทางการศึกษานั้นผมกราบเรียนว่าท่านต้องลงทุน และต้องทำให้สมบูรณ์ ทุกระดับ อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา เพราะความเหลื่อมล้ำ มันมีหลายเรื่องท่านประธานครับ

เรื่องแรกคือโอกาสทางการศึกษา ท่านเชื่อไหมว่าวันนี้โอกาสทางการศึกษา ที่ลูกหลานไทยจะได้มีโอกาสไปเรียนในโรงเรียนที่มีความพร้อมไม่เท่ากัน นี่คือความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา และตรงนี้นำไปสู่คุณภาพทางการศึกษาและความเสมอภาคทางการศึกษาซึ่งเป็น เรื่องที่มีความสำคัญมาก

ความเหลื่อมล้ำอันที่ ๒ เรื่องความพร้อมของสถานศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนแดนไกล โรงเรียนชายขอบ โรงเรียนในเกาะ กับโรงเรียนในเมือง โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงต่างกันลิบลับเหมือนฟ้ากับดิน โรงเรียนในเมือง โรงเรียนดัง ๆ มีความพร้อมทุกอย่างที่เอื้ออำนวยความสะดวก แต่โรงเรียนถิ่นไกลนั้นขัดสนทุกอย่าง นี่คือความเหลื่อมล้ำทางศึกษาที่มีความสำคัญมาก ความเหลื่อมล้ำที่เราเห็นได้ชัด ๆ อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องคุณภาพทางการศึกษา ๒ เรื่องที่ผมกราบเรียนมันสะท้อนถึงคุณภาพ ทางการศึกษา ไม่ว่าเรื่องโอกาสทางการศึกษา ไม่ว่าเรื่องของคุณภาพโรงเรียน นำไปสู่ เรื่องความแตกต่างคุณภาพทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เรื่องคุณภาพ คุณภาพเราพูด ๒ เรื่อง ท่านประธานครับ ก็คือคุณภาพในภาพรวม ท่านประธานจะเห็นว่าวันที่กระผมเองได้อภิปรายเรื่องของคุณภาพ ทางการศึกษานั้นจะเห็นชัดเลยครับ จากผลคะแนนเอ็นที (NT) โอเน็ต (O-NET) เอเน็ต (A-NET) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคะแนนพื้นฐาน ระดับพื้นฐานทางการศึกษาทั้ง ๘ สาระ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาระหลักที่สำคัญ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ต่ำน่าใจหาย นั่นคือเรื่องคุณภาพทางการศึกษา นอกจาก ความแตกต่าง ความต่ำต้อยในภาพรวมแล้ว ความแตกต่างระหว่างกลุ่มโรงเรียน กลุ่มสถานศึกษา ที่ผมกราบเรียนว่าโรงเรียนดี โรงเรียนห่างไกลมันแตกต่างฟ้ากับดิน ไม่มีมาตรฐานในเรื่องคุณภาพเป็นความเหลื่อมล้ำ ลูกหลานเราที่สำเร็จจากโรงเรียน ในระดับเดียวกัน กับสำเร็จโรงเรียนชายขอบ สมมุติว่าในระดับช่วงชั้นที่ ๑ ท่านลองคิดดูครับ ลองไปทบทวนดูว่าคุณภาพต่างกันเยอะ อันนี้คือเรื่องเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปยังผู้บริหารกองทุนว่าท่านต้องมอง เรื่องความเสมอภาคทางการศึกษาหลายมิติ อย่ามองมิติเดียว และท่านอย่ามองระดับเดียว ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือระดับปฐมวัย ท่านต้องมองทุกระดับ ทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ท่านถึงจะพูดถึงความเสมอภาคทางการศึกษาได้ ท่านถึงจะพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ เรื่องนี้เป็นหัวใจ และเรื่องนี้อยู่ในใจของคนไทยมานานแล้วว่าเด็กไทยนั้นมันเหลื่อมล้ำมาก ทางการศึกษา ไม่มีความเสมอภาค กองทุนเข้ามาช่วยเป็นโอกาสดีที่สุดครับ แต่ผมอยากให้ช่วย อย่างสมบูรณ์และหลุดพ้น ไม่ใช่ช่วยนิดหนึ่งแค่พื้นฐาน ไม่พื้นฐานด้วยซ้ำไป คือนิดหน่อย ระดับเด็กยากจน ยากจนพิเศษ ซึ่งก็เข้าใจครับว่าช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำก่อนให้เขาอยู่ได้ แต่ไม่เพียงเท่านั้นครับ มันต้องช่วยอย่างเสมอภาคทุกสังกัด ไม่เฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สังกัดของรัฐบาล ของ สพฐ. ท่านต้องมองไปถึงโรงเรียน ตชด. มองไปถึงโรงเรียนในสังกัด ของท้องถิ่น ที่สำคัญที่ท่านลืมไปทุกครั้งครับ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนเอกชนท่านลืมไป คิดว่าเอกชนนั้นจัดการศึกษาแบบธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร แต่ท่านลืมไปว่าเด็กยากจนมีจำนวน ไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสเข้าเรียนโรงเรียนรัฐ ต้องไปเรียนโรงเรียนเอกชน ท่านลืมลูกหลาน ที่ยากจนกลุ่มนี้ไปโดยสนิท ผมดูในรายงานของท่านไม่มีโรงเรียนเอกชนเข้ามาเลยนะครับ ผมไม่มีส่วนได้เสียกับโรงเรียนเอกชนเพราะไม่ได้เป็นเจ้าของโรงเรียน แต่ผมสงสารลูกหลาน ของเราที่เข้าโรงเรียนรัฐไม่ได้ ต้องจำเป็นไปเข้าโรงเรียนเอกชน โดยอาศัยพื้นฐานการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ แต่พวกนี้ก็ขัดสนค่าอาหารกลางวัน ขัดสนเรื่องค่ารถ ค่าเสื้อผ้า ซึ่งรัฐจัดแล้วก็ไม่เพียงพอจริง ๆ ท่านต้องมองเด็กกลุ่มนี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาท่านทำครอบคลุมถึง ๗ โครงการ ผมเรียนท่าน ด้วยความเคารพว่าท่านอย่าทำให้หลากหลาย อย่าทำให้เป็นเบี้ยหัวแตก ท่านเอาสักเรื่อง ๒ เรื่องที่เป็นหัวใจที่ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะคอมเมนต์ (Comment) ให้ท่านเห็นว่าท่านสิ้นเปลืองเงิน โครงการที่ ๓ ของท่าน โครงการสร้างโอกาส ทางการศึกษาสำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลเป็นครูรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ของชุมชน นั่นหมายความว่าท่านเห็นว่าโรงเรียนชายขอบ โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลเป็นโรงเรียน ที่ขาดโอกาส ขาดโอกาสในเรื่องของครูไม่ครบชั้น ครูไม่เพียงพอ ทำให้เด็กเสียโอกาส ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผมเข้าใจได้ความคิดของท่าน แต่ข้อเท็จจริงที่ท่านลืมไปว่าประเทศไทยเรารักไทย ต้องการที่จะผลิตครูหลายโครงการ ท่านจำได้ไหมครับ โครงการคุรุทายาท โครงการคุรุทายาท ตชด. โครงการ สควค. โครงการ ผลิตครูที่เก่งเฉพาะด้านทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โครงการเพชรในตม โครงการ ครูพันธุ์ใหม่ ท่านไม่เคยใช้ให้เป็นประโยชน์ คนผลิตกลุ่มหนึ่ง คนใช้กลุ่มหนึ่ง พอผลิตเสร็จแล้ว ใช้ผิดฝั่งผิดฝา ท่านเชื่อไหมครับ โครงการ สควค. ผลิตครูวิทยาศาสตร์ เมื่อสำเร็จแล้ว ไปสอนวิชาอะไรครับ ภาษาไทย คนกลุ่มนี้ผลิตแล้วเหลือมาก ไม่สามารถบรรจุเป็นครูได้ แล้วท่านยังทำโครงการผลิตอีก ผมเกรงว่าจะมีปัญหา ผมเรียนท่านว่าวันนี้คนที่มีความพร้อม จะมาเป็นครูนั้นมากมายเหลือเกิน ท่านประธานครับ ผมขอเวลานิดเดียวด้วยความเคารพ ท่านทำไมไม่เอาเด็กกลุ่มนี้ที่จบการศึกษาทุกวิชาเอกมาเป็นครู ท่านจะบอกว่าไม่มีใคร อยากจะไปโรงเรียนทุรกันดาร ไม่จริงครับ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ท่านไม่ต้องลงทุน ผลิตครูเลย เอาคนที่สำเร็จการศึกษาแล้วเข้าไปบรรจุครู ผมไปดูงานประเทศเวียดนาม ประเทศลาว ใกล้ ๆ ตรงนี้ เขามีกลยุทธ์ในการจูงใจให้คนเก่ง คนดี ไปเป็นครูชายขอบ โดยเพิ่ม สวัสดิการให้เขาไปครับ เป็นแรงจูงใจเท่านั้นเอง ท่านไม่ต้องลงทุนที่จะผลิตครูพันธุ์พิเศษ ที่ท่านจะทำ เพียงแต่ท่านใช้เทคนิคการบริหารจัดการเท่านั้นเองครับ สิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่มาก ก็ฝากเรียนท่านด้วยความเคารพว่าควรจะใช้เทคนิควิธีการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ ที่มีประสิทธิผลครับ ขอบคุณมากครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากที่ผมได้ขอปรับเวลาเป็น ๑๐ นาทีทุกท่าน เนื่องจากอยากจะเรียน ว่าผมเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของท่านสมาชิกที่อยากจะนำเสนออะไรเยอะ ๆ แต่ว่ายัง มีสมาชิกเราขอที่จะอภิปรายจำนวนมากเหลือเกินนะครับ ฉะนั้นเราก็คงไม่จำเป็นต้องไปพูด ทุกเรื่อง ๑๐ นาที ท่านประเมินแล้วท่านคิดเอาเรื่องเด่น ๆ เรื่องดี ๆ เรื่องที่ท่านถนัด เรื่องที่ท่านอยากจะพูดให้มันลงกับเวลา ๑๐ นาที ส่วนเพื่อนเราก็อาจจะพูดถึงเรื่องต่าง ๆ สุดท้ายรวมกันแล้วทุกประเด็นไม่ตกครับ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ท่านได้เข้าใจอย่างนี้นะครับ เชิญ นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน เห็นเตรียมความพร้อมมานาน ปรับไมโครโฟน ปรับอะไร ตลอดเวลา เชิญครับ

นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน วรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ ดิฉันต้องบอกว่าตอนที่ดิฉันเริ่มอ่านรายงานของ กสศ. ดิฉันรู้สึกมีความหวังกับประเทศนี้มาก เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุนที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษาได้อย่างแท้จริง แต่หลังจากที่ดิฉันอ่านจบต้องบอกว่าความหวังเริ่มริบหรี่ลงไป เนื่องจากว่า กสศ. ได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ขอไปซึ่งวันนี้ดิฉันก็คงไม่ได้เจาะลึกเรื่องนี้ เพราะว่าท่าน ส.ส. กุลธิดาได้พูดเรื่องนี้เอาไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน แต่ว่าสิ่งที่ดิฉันจะพูดวันนี้ ก็คงจะเป็นการโฟกัสเรื่องผลการดำเนินงาน แล้วก็มีข้อเสนอแนะบางประเด็นที่ได้มาจากการ ตั้งข้อสังเกต แล้วก็จากประสบการณ์ตรงของดิฉันเอง ขอสไลด์ (Slide) นะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

จากรายงานที่ได้รับมา กองทุนนี้แบ่งเป็น ๗ โครงการตามสไลด์ (Slide) ซึ่งก็ประกอบด้วยโครงการหลักคือโครงการที่ ๑ กับโครงการที่ ๕ ซึ่งลักษณะเป็นเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษ ซึ่งดิฉันคงไม่ไปพูดถึง ในวันนี้นะคะ แต่ว่าโครงการที่ดิฉันอยากจะพูดถึงในวันนี้ก็คือโครงการที่ ๖ โครงการที่ ๗ และโครงการที่ ๒ สไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ

ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตใน ๓ โครงการนี้ เริ่มจากโครงการที่ ๖ ชื่อโครงการ พัฒนาระบบทดลองทักษะแรงงานที่ขาดทุนทรัพย์ โครงการนี้เป็นการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งดิฉันมีความสงสัยว่ามันไปซ้ำซ้อนกับโครงการของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและโครงการของ กศน. หรือเปล่า ซึ่งเป็นลักษณะการพัฒนาทักษะแรงงานเหมือนกัน ถ้าเกิดว่ามันใกล้เคียงกัน อาจจะพิจารณาดูว่ามันจะซ้ำซ้อน มันจะได้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้นะคะ แล้วก็ประเด็น ของโครงการที่ ๗ ชื่อว่าโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา บางครั้งดิฉันก็ต้องอ่าน ๓-๔ ครั้งเพื่อที่จะเข้าใจความหมายของมัน แต่ว่าอธิบายง่าย ๆ ก็ตามความเข้าใจก็คือว่าเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในจังหวัดแต่ละจังหวัดมารวมกัน ทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งประเด็นของดิฉันก็คือ ๑ ในภารกิจของ โครงการนี้คือพัฒนาระบบตัวอย่างและศักยภาพของศูนย์เด็กเล็ก ๓๐ จังหวัดและ ๓๐ ศูนย์ ซึ่งภารกิจนี้ดิฉันเห็นว่ามันสามารถไปรวมกับโครงการที่ ๒ ได้หรือไม่ ซึ่งก็เป็นโครงการพัฒนา ศูนย์เด็กเล็กเช่นกัน ถ้าเกิดว่าไปรวมได้มันอาจจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ ส่วนโครงการที่ดิฉันอยากจะนำเสนอและโฟกัสเป็นพิเศษก็คือโครงการที่ ๒ ก็คือพัฒนาสถาบัน ต้นแบบของศูนย์เด็กเล็ก โครงการนี้มีงบ ๑๑๕ ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ท่านจำตัวเลขนี้ไว้นะคะ ประเด็นของดิฉันก็คืออยากจะเสนอให้จัดสรรงบประมาณไปที่โครงการนี้มากกว่านี้นะคะ และเสนอว่าควรเพิ่มกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่มีศูนย์ต้นแบบด้วย สไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ

ในเมื่อ กสศ. เห็นผลการวิจัยแล้วว่าการลงทุนพัฒนาในเด็กปฐมวัยเป็นการ ลงทุนที่คุ้มค่าและให้ผลตอบแทนกับสังคมที่ดีที่สุดในระยะยาวแล้ว หมายความว่าเราไม่ควร ละเลยเด็กปฐมวัย ในทางกลับกันเราควรต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเด็กปฐมวัยแล้วก็ การพัฒนาครูปฐมวัยและศูนย์เด็กเล็ก ดิฉันชอบภารกิจอันหนึ่งของโครงการนี้มากนะคะก็คือ การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและยกระดับศูนย์ที่ด้อยคุณภาพ ๓๐๐ ศูนย์ ๓๐๐ ศูนย์นี่ตัวเลขตั้งต้น ๑๑๕ ล้านบาท เมื่อสักครู่นี้ที่ดิฉันพูดไว้ ๑๑๕ ล้านบาท หาร ๓๐๐ ศูนย์ ตกที่ละ ๓๘๐,๐๐๐ บาท อันนี้ยังไม่ตัดค่าบุคลากร ค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ประเด็นของดิฉันก็คือถ้าหักแล้ว ถึงจะยังไม่หัก ๓๘๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่พอนะคะ เพราะอะไรมันถึงไม่พอ เพราะศูนย์ที่ด้อย มันด้อยจริง ๆ นะคะขอสไลด์ (Slide) ต่อไปค่ะ ดิฉันอยากจะแชร์ข้อเท็จจริงบางอย่างของศูนย์เด็กเล็กในเขตของดิฉันนะคะ คือเขตยานนาวา บางคอแหลม ซึ่งเป็นกรุงเทพมหานคร และเป็นกรุงเทพมหานครชั้นในด้วยว่ามันด้อยแค่ไหน อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งในแง่ของสถานที่ บุคลากรและงบประมาณนะคะ

สถานที่นะคะ อันนี้คือศูนย์เด็กเล็กในเขตบางคอแหลม ฟูกที่เด็กนอนน่าจะ หนาประมาณ ๓ มิลลิเมตร คือมันดูแย่มาก อันนี้ก็เป็นศูนย์เด็กเล็กในเขตดิฉัน คือกำแพง ก็จะเริ่มขึ้นราแล้วมันไม่สะอาด ไม่ปลอดภัย ไม่ถูกสุขลักษณะ และไม่เหมาะกับเด็กอย่างยิ่งเลย อันนี้ก็เป็นสภาพห้องครัว อันนี้ก็ห้องอาหารของน้อง ๆ ห้องอาหารของเด็ก ๆ กินกันนอกห้อง แล้วก็บนพื้นซีเมนต์ อันนี้เป็นอ่างล้างมือของเด็ก ๆ เด็กนี่คือเด็ก ๒-๕ ขวบนะคะ อันนี้เป็นห้องส้วมห้องเดียวของศูนย์เด็กเล็กนะคะ ซึ่งท่านคิดดูเด็ก ๒-๓ ขวบ แม้กระทั่งเด็ก ๔ ขวบนี่ยังนั่งลำบากเลยนะคะ อันนี้ก็เป็นการโชว์ให้ท่านดูนะคะว่าที่ว่ามันด้อยนี่มันด้อย แค่ไหนนะคะ

แล้วก็ในแง่ของบุคลากรก็มีความไม่เพียงพอนะคะ มาตรฐานคือ ๑๐ ต่อ ๑ แต่ว่าหลาย ๆ ครั้งมันก็ไม่พอ แล้วครูก็ต้องไปเป็นแม่ครัวด้วย ต้องไปทำหลายอย่างมากมายนะคะ แล้วก็ไม่มีทักษะที่เหมาะสมที่จะสอนเด็กปฐมวัยนะคะ ศูนย์หนึ่งที่ดิฉันเจอก็คือคุณครูให้เด็ก ๒ ขวบ ๘ เดือน ถึง ๓ ขวบ มานั่งคัด ก ซึ่งจริง ๆ แล้วเด็กวัยนี้สิ่งที่เขาต้องพัฒนา มือมันคือ กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งเขาต้องไปปั้นดินน้ำมัน หรือว่าไปเล่นบล็อกไม้ แต่ไม่ใช่การคัด ก แน่นอนนะคะ แล้วก็ในแง่ของค่าแรงที่ได้รับก็ต่ำกว่ามาตรฐานมาก ครูที่จบวุฒิปริญญาตรี ก็ได้ค่าแรง ๙,๐๐๐ บาท แล้วก็ในแง่ของงบประมาณที่ได้รับก็คือไม่เพียงพอ และให้ของที่ ไม่ได้ต้องการ อันนี้เป็นศูนย์เด็กเล็กในเขตดิฉันเช่นกัน ทุกศูนย์ ๑๕ ศูนย์ในเขตดิฉัน ได้สีน้ำมันอันนี้ สีน้ำมันสำหรับทากำแพงค่ะ ซึ่งใครก็รู้ว่าสีน้ำมันมีสารตะกั่วไม่เหมาะอย่างยิ่ง กับเด็กเล็กนะคะแต่ว่าให้มา และทุกวันนี้มันก็วางอยู่ในศูนย์ที่แคบ ๆ แล้วก็ต้องวางอยู่ข้าง ๆ เด็กที่นอนอยู่นะคะ อยากถามทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ว่าถ้าท่านมีทางเลือกท่านจะส่งลูกของท่าน จะฝากชีวิตลูกของท่านไว้ในศูนย์แบบนี้ไหมคะ

นอกจากนี้อีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรจะเพิ่มกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์ต้นแบบ ในฐานะที่ดิฉันเป็นคุณแม่ของลูกชายวัย ๒ ขวบครึ่ง ก็เข้าใจความรู้สึกของผู้ปกครองและคน เป็นพ่อแม่นะคะ คือพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มาทำงานในกรุงเทพมหานครหลาย ๆ คน คนมากมาย ที่เป็นคนใช้แรงงานแล้วก็พนักงานบริษัทระดับล่างเวลาที่เขาท้อง คลอดลูกเขาก็ต้องไปฝาก ลูกกับปู่ย่าตายายที่ต่างจังหวัด ซึ่งทำให้พ่อแม่ต้องอยู่ห่างไกลกับลูกนะคะ ซึ่งมันจะดีกว่าไหม ถ้าเกิดว่ากรุงเทพมหานครหรือที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีแรงงานเยอะ มีศูนย์ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน แล้วก็ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องอยู่ห่างไกลลูก แล้วก็ไม่ต้องมีความกังวล แล้วก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเองได้อีกนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งที่คนเป็น พ่อแม่ต้องการบางครั้งมันก็ง่ายมากนะคะ คือเราก็แค่อยากจะอยู่กับลูก เห็นหน้าลูกทุกวัน เห็นพัฒนาการของเขาทุกวันก็เท่านั้นเองนะคะ ทั้งหมดดิฉันจึงขอยืนยันว่าขอให้ท่านช่วย เพิ่มงบประมาณในส่วนของเด็กปฐมวัยให้มากขึ้น และอยากให้ท่านเพิ่มกรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดต้นแบบด้วยนะคะ

สุดท้ายก็ขอเสนอแนะเรื่องระบบการตรวจสอบการได้รับเงินอุดหนุนนะคะ ดิฉันทราบว่าโครงการนี้มีแอปพลิเคชัน (Application) ให้คุณครูที่ดูแลเด็กนักเรียนได้ดาวน์โหลด (Download) และก็ส่งรูปมาอัปเดต (Update) อยู่เป็นระยะ ๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหน บริษัทไหนก็ควรจะมีระบบการตรวจสอบ อย่างน้อยท่านแรนดอม เช็ก (Random check) ว่า เด็กได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริง ๆ ขออนุญาตท่านประธาน สุดท้ายของสุดท้ายจริง ๆ คือดิฉันอยากจะบอกว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนที่ดีมาก แล้วก็เสียดายอย่างเดียวที่ได้รับจัดสรร งบประมาณมาไม่เพียงพอนะคะ ดิฉันหวังว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์จะได้ยินเสียงนี้ ถ้าท่านได้ทราบถึงปัญหานี้ อยากให้ท่านช่วยจัดสรรงบให้ได้เพียงพอให้ได้ตามที่กองทุนนี้ ต้องการ ไม่ใช่แค่กองทุนนี้จะได้บรรลุเป้าหมาย แต่ประเทศนี้ก็จะได้บรรลุยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำด้วยนะคะ และมากไปกว่านั้นมันเป็นการเติมความฝันของคน เป็นพ่อแม่ มันเป็นการเติมความฝันของเด็กนักเรียนไทยในประเทศนี้ ดิฉันก็หวังว่าท่านประยุทธ์ ซึ่งได้เป็นคุณพ่อก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน ขอบคุณค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญ คุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้ศึกษารายงานการบริหารกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา ปี ๒๕๖๑ ก็ได้ดูผลการดำเนินการที่ทำ รวมถึงวัตถุประสงค์ที่จะทำ ก็เหมือนกับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่ได้อภิปรายว่ากองทุนนี้มีวัตถุประสงค์ที่ดีที่ได้มีการ พัฒนาเรื่องของการศึกษา แต่วัตถุประสงค์ที่ทางกองทุนได้ชี้แจงมาในเรื่องของการจัดตั้ง กองทุนถึง ๗ เรื่องนั้น ผมเห็นเหมือนกับทางท่านอาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ ว่าวัตถุประสงค์ บางอย่างกับภารกิจของกองทุนนั้นมันเหมือนเบี้ยหัวแตก บางอย่างอย่างข้อที่ ๗ เรื่องของ การวิจัยพัฒนา ตรงนี้ผมถือว่ากับเงินกองทุนที่มีมันเกินศักยภาพของกองทุนเหมือนกับเรา ทำธุรกิจ เรากำลังผลิตสินค้าขั้นแรกเลยคือเราต้องทำอย่างไรให้สินค้าเราดีก่อน ก่อนที่เราจะ ไปวิจัยและพัฒนาสินค้าของเรา ฉะนั้นกองทุนควรจะต้องเริ่มต้นจากการทำอย่างไรให้เด็ก หรือเยาวชนของเรานั้นได้เข้าถึงการศึกษาที่ดี แล้วเราค่อยเข้ามาถึงเรื่องการวิจัยแล้วก็คิดถึง เรื่องการพัฒนาในส่วนของนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เป็นองค์ความรู้ในการลดเรื่องของความเหลื่อมล้ำ แต่กองทุนเรามาดูแล้วตามมาตรา ๖ กองทุนมีรายได้มาจากการจัดสรรงบประมาณจากรัฐ แล้วก็มีกองทุนประเดิม ๑,๐๐๐ ล้านบาท ตามมาตรา ๖ แล้วก็จัดสรรโดยกองสลาก ซึ่งตรงนี้ งบประมาณที่ผมดูจากงบรายจ่ายมีประมาณ ๑,๒๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับภารกิจและวัตถุประสงค์ที่ท่านกำหนดไว้ถึง ๗ ข้อ โดยเฉพาะข้อที่ ๒ เรื่องของการ ดูแลเด็กผู้ด้อยโอกาสหรือเด็กที่พ่อแม่เป็นผู้มีรายได้น้อย ท่านจัดสรรให้ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าราย ซึ่งถือว่าเป็นเด็กจำนวนหนึ่งที่ท่านบอกว่าเป็นเด็กที่ยากจนพิเศษ ในรายงานของท่าน ท่านให้ เงินอุดหนุน ๑,๖๐๐ บาทต่อปี ๑,๖๐๐ บาทต่อปีคิดแล้ววันหนึ่งได้ ๔.๕๐ บาท ถามว่าตรงนี้ กับคำว่าลดความเหลื่อมล้ำทำอะไรได้บ้าง ถามว่าท่านให้ก็ยังดีกว่าไม่ให้ แต่ถามว่าให้สามารถ ลดความเหลื่อมล้ำได้ไหม ความเหลื่อมล้ำคืออะไรครับ คือการที่เด็กได้เข้าไปสู่โอกาสที่ดี ทางการศึกษา ได้โรงเรียนดี ได้ครูดี ได้ระบบการศึกษาที่ดี ได้สังคมที่ดี ได้อุปกรณ์การเรียน การสอนที่ดี ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี ถามว่าวันนี้เด็กได้อย่างที่เราต้องการไหม กับสิ่งที่ท่านบอกว่า ๑,๖๐๐ บาทต่อปีในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อันนี้คือวัตถุประสงค์ข้อที่ ๒ กับเงินภารกิจกองทุนก็ไม่พอแล้วกับวัตถุประสงค์ที่ท่านตั้ง แต่ท่านไปตั้งวัตถุประสงค์อีก ๗ อย่าง มีทั้งเรื่องของการพัฒนา เรื่องของครู เรื่องของการวิจัยองค์ความรู้เพื่อไปลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งถามว่างบประมาณที่มีอยู่มันไม่พอ ผมอยากจะเล่าให้ท่านที่มาชี้แจงผู้บริหารกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้ทราบ ผมเป็นผู้แทนราษฎรอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผมได้มีโอกาสไปลงพื้นที่จะเล่าให้ท่านฟังนะครับว่าสภาพการศึกษานั้น โดยเฉพาะ สพฐ. เด็กประถมศึกษา แล้วก็เด็กที่อยู่ปฐมวัย เด็กอนุบาลเรานี่ การที่เด็กเข้าไปรับการศึกษา ถามว่าได้คุณภาพไหมถ้าเทียบกับเด็กในเมือง ผมเรียนกับท่านเลยครับว่าไม่ได้หรอกครับ ผมไม่ได้โทษครู อาจารย์นะครับ ครู อาจารย์ท่านเชื่อไหมครับ โรงเรียนหนึ่งมีเด็ก ๘๐ คน มีครูอยู่ ๕ คน ครูสอนหนังสือสอนทุกวิชาครับ ทำกับข้าวให้เด็กทานตอนเที่ยง สายก็ต้องไปซื้อ กับข้าวแล้วครับ แถมต้องเป็นภารโรงด้วย เพราะว่าอัตราภารโรงไม่มี ก็เป็นปัญหาการศึกษา ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านก็ได้ท้วงติงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงเรื่องของอัตราภารโรงที่ควรจะต้องมีให้ในแต่ละโรงเรียนด้วย ฉะนั้นครู ๑ คนทำนอกจากจะสอนหลายวิชาแล้วยังต้องทำหน้าที่เป็นแม่ครัวด้วย ยังต้องทำ หน้าที่เป็นนักการภารโรงด้วย แล้วถามว่าคุณภาพทางการศึกษาจะมาจากไหนครับ วันนี้เด็ก ที่เรียนโรงเรียนเล็ก ๆ ในอำเภอบ้านโป่ง แล้วผมเชื่อว่าทั่วประเทศเด็กที่เรียนเป็นลูกของผู้ที่ มีรายได้น้อยจริง ๆ แต่ลูกของคนที่มีฐานะส่งมาเรียนในตัวเมืองหมดครับ มาเรียนโรงเรียน เอกชน เพราะอะไรครับ เพราะว่าพ่อแม่มีเงินอยากให้ลูกมีโอกาสทางการศึกษาที่ดีกว่าเรียน โรงเรียนในชุมชน เพราะอะไรครับ เพราะโรงเรียนในชุมชนคุณภาพไม่ได้ครับ คุณภาพไม่ได้ จริง ๆ ครับ ผมไม่ได้ว่าทุกโรงเรียนนะครับ แต่เพราะว่าครูทำหลายอย่างเหลือเกิน แล้วแถม ครูจำกัดด้วยครับ ครูอัตราจ้างเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ยังไม่รวมของอาชีวศึกษาที่ผมไป เยี่ยมนะครับ ๙,๐๐๐ บาทครับ ๙,๐๐๐ บาทวันนี้ สพฐ. ได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ผมถามครับว่า ถ้าครูอัตราจ้างเหล่านั้นมีทางไป ไปที่อื่นหมดครับ แล้วถามว่าเราจะหาคนมีคุณภาพมาสอน ได้เพิ่มเติมได้อย่างไร เพื่อให้เพียงพอกับการให้การศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็ก อันนี้ผมถือว่า เป็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยังไม่ต้องพูดถึงความเหลื่อมล้ำหลังจากที่เด็กจบไป รุ่นพี่ศิษย์เก่า อันนี้เรียกการเหลื่อมล้ำไหมครับ ถามว่าวันนี้เราจะทำอย่างไรที่จะให้กองทุนนี้ แก้ปัญหาได้ตรงจุด ตรงเป้า ฉะนั้นท่านไม่ต้องไปดูวัตถุประสงค์ถึง ๗ ข้อล่ะครับ เรื่องของ การวิจัยอย่างที่ผมบอก ทำอย่างไรให้เด็กมีคุณภาพแค่นั้นพอแล้วครับ กองทุนที่ท่านมีอยู่แค่ พันกว่าล้านบาท แค่นี้ทำให้ได้วัตถุประสงค์เดียวก็มากมายแล้วครับ อีก ๖ วัตถุประสงค์ แทบจะไม่ต้องไปนั่งแตะเลยครับ เรื่องของการพัฒนาครู เรื่องของการช่วยเหลือสถานศึกษา ผมถามพันกว่าล้านบาทภารกิจวัตถุประสงค์ที่ท่านตั้งมาเหมือนกับวัตถุประสงค์ภารกิจของ กระทรวงศึกษาธิการทั้งกระทรวงเลยที่มีงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่วันนี้กองทุนท่านมีเงินงบประมาณอยู่พันกว่าล้านบาท แต่วัตถุประสงค์ท่านเยอะแยะเลย ไม่จำเป็นนะครับ ท่านทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีคุณภาพเลยครับ ท่านจะช่วยเด็ก วันนี้ถามว่า เด็ก ๕๐๐,๐๐๐ คน ๑,๖๐๐ บาทต่อปี ๘๐๐ ล้านบาท แค่นี้ก็หมดกองทุนของท่านแล้วครับ แล้วถามว่า ๑,๖๐๐ บาทต่อปี เด็กได้วันหนึ่ง ๔.๕๐ บาท ถามว่าลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร ผมถามผู้บริหารกองทุนครับ วันนี้อยากจะส่งเสียงไปถึงผู้บริหารประเทศครับว่า วันนี้ผมเป็น อนุกรรมาธิการเรื่องของกองทุนและองค์การมหาชน ได้เรียกหลายกองทุนครับท่านประธาน ท่านประธานเชื่อไหมครับมีหลายกองทุนที่มีเงินมากมายมหาศาลเลยครับ อย่างเช่น กองทุน เพื่อการป้องกันอุบัติเหตุหรือความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนที่มาจากการประมูลทะเบียนรถ กองทุน สสส. กองทุนพลังงาน มีเงินเป็นหมื่นหมื่นล้านบาท เฉพาะกองทุนที่เกิดจากการ ประมูลรถ ๕ ปี ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันเหลื่อมล้ำตั้งแต่การบริหารกองทุนแล้วนะครับ ของ รัฐบาล บางกองทุนมีเงินเป็นพันล้านบาท หมื่นล้านบาท แต่เอาเงินไปใช้สะเปะสะปะท่าน ประธาน แต่หลายกองทุนที่ได้รับการจัดสรรของรัฐบาล อย่างเช่น กองทุนเด็ก กองทุน ผู้พิการ กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนนี้กองทุนเพื่อการศึกษาสามารถช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสได้จริง ๆ แต่กลับได้เงินงบประมาณน้อยมาก นี่คือความเหลื่อมล้ำของกองทุนต่าง ๆ ที่รัฐบาลบริหาร มีเป็นร้อยกองทุนเลยครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วท่านประธานครับ เชิญผู้บริหารกองทุนของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปเยี่ยมเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองพ่อแม่ เสียชีวิตไปก็ ๒,๐๐๐ ครับ ก็สงสัยทำไมได้ ๒,๐๐๐ ก็เชิญผู้บริหารกองทุนมาชี้แจงบอกได้เงิน แค่นี้ ๓๐-๔๐ ล้านบาท กองทุนเด็กเยาวชน อย่างนี้ครับที่ช่วยผู้ด้อยโอกาส ผู้เดือดร้อนจริง ๆ แต่เงินในกองทุนมีไม่กี่สิบล้านบาท มีร้อยล้านบาท สิบล้านบาท แต่กองทุนบางกองทุนใช้เงิน สะเปะสะปะ แต่มีเงินเป็นหลายพันล้านบาท จะทำอย่างไรที่ให้ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่เกิดกับ กองทุนที่รัฐบาลบริหาร เอาเงินเหล่านั้นมาเข้ากองทุนนี้ได้ไหมครับ ฝากรัฐบาลไปพิจารณาดู ผมเห็นแล้วมีหลายเรื่องที่อยากจะพูดแต่เนื่องจากเวลาจำกัด อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า วันนี้ปัญหาการศึกษาของบ้านเรานั้นมีปัญหาเยอะ จริง ๆ ก็อยากจะให้กองทุนนี้เป็นกองทุนที่ช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสจริง ๆ ให้ได้รับคุณภาพ ทางการศึกษาที่แท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ กราบสวัสดีครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ลำดับต่อไปขออนุญาตแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้า ท่านจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านจักรพันธ์ พรนิมิตร ท่านนิยม เวชกามา ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แล้วก็ท่านขจิตร ชัยนิคม เชิญท่านจาตุรงค์ คุณหมอเชิญครับ

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้สภาได้พิจารณาการรับทราบรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ วรรคหก ได้ให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นและมี พ.ร.บ. ขึ้นมา ผมต้องเรียนว่าหลักการสำคัญในการศึกษานั้น หลักการใหญ่ ๆ สำคัญมีอยู่ ๓ ประการ ๑. คือการสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ ๒. ต้องมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกมิติ ทั้งครู ทั้งเด็ก ทั้งผู้ปกครอง องคาพยพทางการศึกษาทั้งหมด ๓. ก็คือเพิ่มขีดความสามารถ ของประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลข้อ ๗ ใน ๑๒ ข้อได้กำหนดว่าเราจะเตรียม บุคลากรในศตวรรษที่ ๒๑ แต่การเตรียมบุคลากรนั้นพอผมมาดูการจัดกองทุนงบประมาณนี้ แล้วเป็นที่น่าเสียดาย โดยเฉพาะกองทุนที่เราได้จัดมี ๗ โครงการใหญ่ ๆ ที่สำคัญ ขออนุญาต ลงไปในรายละเอียดคือ

กองทุนแรก ก็คือกองทุนจัดสรรเงินอุดหนุนให้นักเรียนยากจนพิเศษ ซึ่งนักเรียน ยากจนพิเศษเข้าใจว่ามีอยู่ประมาณ ๑.๗ ล้านคน ยากจนจริง ๆ ๔,๖๐๐,๐๐๐ คน ได้งบประมาณ คนละ ๑,๖๐๐ บาท จำนวนที่จัดสรรให้คือ ๕๑๐,๐๔๐ คน คูณแล้วเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ประมาณ ๘๑๖ ล้านบาท กองทุนนี้มีงบประมาณคือ ๙๕๓ ล้านบาท ผมเข้าใจว่าส่วนที่ต่างนี้ น่าจะเป็นข้อบริหารจัดการ ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดต่อไปและจะไปตั้งคำถามว่าทั้ง ๗ โครงการเป็น กองทุนที่ดี เงินงบประมาณน้อย แต่ว่าคีย์ เพอร์ฟอร์แเมนซ์ อินเดกซ์ (Key performance index) มาตรการตัวชี้วัดของการบริหารกองทุนทั้ง ๗ โครงการ เพราะว่าเราเริ่มบริหารจัดการ ถึงเดือนมีนาคมเข้าใจว่า ๑๐ เดือน ตอนนี้มาถึงนี่ก็ประมาณอีก ๖ เดือน การบริหารจัดการ ในการตรวจสอบประเมินผลของทั้งหมด ๗ กองทุน มีบริหารจัดการอย่างไร และถ้าเกิดบอกว่า การมอบเงินแค่ ๑,๖๐๐ บาท มันเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก และเรามีการติดตามประเมินผล มีการตรวจสอบ มีอินเดกซ์ เคพีไอ (Index KPI) มากอย่างไร เช่น ความสุขของครอบครัว เด็กได้กินอิ่ม เด็กได้มีโอกาสเรียนเพิ่มขึ้น ชุมชนมีความอบอุ่น และที่สำคัญก็คือมาตรฐาน ในการพัฒนา ต่อไปคือเรื่องของมาตรฐานการศึกษามากน้อยแค่ไหน มีอย่างไร นี่เป็นคำถามครับ

กองทุนที่ ๒ โครงการที่ ๒ ที่เราคิดว่าเป็นโครงการที่สำคัญมาก เพราะว่าคือ เรื่องของการส่งเสริมพัฒนาต้นแบบพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย มีศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ ได้รับรางวัลโนเบลเขาบอกว่ามีการวิจัยว่าการลงทุนกับเด็กจะได้ผลตอบแทน ๗-๑๒ เท่า ผมในฐานะที่เป็นแพทย์ ท่านคุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ก็เป็นแพทย์ เราบอกเลยครับ เด็กตั้งแต่ปฏิสนธิมาเลย สำคัญที่สุดในช่วง ๔๐ สัปดาห์ ถ้าเขาได้อาหารที่ดี ได้ดูแลที่ดี เขาจะเป็นคนที่มีความพร้อมและมีความสามารถ หลังจากนั้นคลอดประมาณ ๓ ปีแรกยิ่งสำคัญ และลดลงมาถึง ๗ ปี และค่อยลดหลั่นลงมา เพราะฉะนั้นโครงการตรงนี้มีงบประมาณ ๓ ปี ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๔ ๑๑๕ ล้านบาท น้อยไปครับ ท่านผู้จัดการ ท่านอาจารย์ที่ดูแล ตรงนี้เราคงจะต้องมุ่งเน้นและดูผลสัมฤทธิ์ ผมว่าเรามา ถูกจุดทั้ง ๒ โครงการนี้ ส่วนโครงการที่ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ โครงการสร้างโอกาสทางการศึกษา สำหรับนักเรียนในพื้นที่ ๗๓ ล้านบาท โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพ การศึกษาอย่างต่อเนื่อง ๑๑๑ ล้านบาท โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ๓๘๙ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ๑๑๑ ล้านบาท และโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ๑๑๑ ล้านบาท รวม ๆ แล้วก็ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ปี ๒๕๖๓ เข้าใจว่าท่านเสนอไว้ ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ การศึกษาทั้งประเทศ จริง ๆ น่าจะได้มากกว่านั้น และเราลงให้ตรงประเด็นและมีการติดตาม ประเมินผล ดูผลสัมฤทธิ์ เพราะนี่คือจุดที่ทำให้เด็กมีโอกาสได้เรียน เด็กนักเรียน คนไทยหรือ เด็กไทยทุกคนถ้าอยากเรียนต้องได้เรียน อย่าให้ความจนมาเป็นกำแพงกั้นของการศึกษา เพราะฉะนั้นต้องมีโอกาสที่ได้เรียน

ประเด็นถัดมา ผมก็นึกย้อนหลังไปถึงว่าความเหลื่อมล้ำ เหลื่อมล้ำไปถึง คุณครู โดยเฉพาะเมื่อวันที่ ๓๐ ที่ผ่านมาคุณครูมาที่สภากันก็กังวลในหลายเรื่อง เรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการที่คุณครูได้รับสิทธิที่ได้รับรางวัลระดับชาติ ๓ รางวัล ผู้อำนวยการกับ ศึกษานิเทศก์ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ เขาจะได้เงินปรับเป็นวุฒิการศึกษา วุฒิของเชี่ยวชาญพิเศษ ปรากฏว่าปี ๒๕๕๙-๒๕๖๒ ไม่ได้ ก็เป็นจำนวนเงินหลายร้อยบาท เป็นพันคนนะครับ หลายร้อยคนที่ตรงนี้สูญเสียไป

อันที่ ๒ คือเหลื่อมล้ำ อันนี้คือเหลื่อมล้ำ ปี ๒๕๕๘ ก็ได้ พอปี ๒๕๕๙ ไม่ได้ พิจารณาทบทวน นอกจากนั้นที่กังวลก็คือเรื่องของใบประกอบวิชาชีพครูให้ใช้ปรับเป็น ใบรับรองความเป็นครู ซึ่งกังวลเพราะว่าความศักดิ์สิทธิ์เป็นวิชาชีพใคร ๆ ก็อยากมี ใบประกอบวิชาชีพ มี พ.ร.บ. ของเขา เพราะฉะนั้นอย่าให้ลดสิทธิเขา และถ้าเกิดลด ใบประกอบวิชาชีพครูปั๊บ เงินวิทยฐานะโอกาสครั้งต่อไปอาจจะถูกหายไปหรือเปล่า นี่เป็น ความกังวล โรงเรียนขนาดเล็กต้องให้ชุมชน โรงเรียน วัด บ้าน เขามีการประชาคมหรือว่า สมควรที่จะควบรวมหรือไม่ อย่าไปบังคับว่าเหมาะสมแค่ไหน อย่างไร แล้วก็ย้อนไปถึง กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาซึ่งจะเชื่อมโยงกัน ซึ่งมีคนที่กู้ยืมทั้งสิ้นตอนนี้ ๕,๖๐๐,๐๐๐ ราย ผิดนัดชำระแล้วก็มีการถูกดำเนินคดีผู้ค้ำประกันเป็นที่น่าสงสาร กยศ. ค้ำประกัน คนค้ำ ประกัน ๔ ล้านคน กำลังอยู่ในช่วงค้ำประกัน แล้วก็ถูกดำเนินคดีอีกประมาณล้านกว่าคน ซึ่งเป็นที่น่าสงสาร ตรงนี้เราต้องปลดล็อก (Lock) ได้อย่างไรหรือไม่ และเรื่องของการ ลดดอกเบี้ย ลดค่าปรับในการสร้างอินเซนทิฟ (Incentive) ให้ขวัญกำลังใจ เพราะว่าทั้งหมด ทั้งสิ้นลงทุนกับการศึกษานั้นคือสำคัญที่สุด สำคัญมาก ๆ เพราะทุนมนุษย์การศึกษานี่สำคัญ ดังนั้นจึงอยากจะบอกว่ากองทุนนี้น่าจะได้มีการพัฒนาและมีการตรวจสอบ มีเพิ่ม ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลให้มากขึ้น ผมต้องเรียนว่าทุกอย่างที่ทำตรงนี้จะต้องเป็นองคาพยพ แบบบูรณาการทุกฝ่ายร่วมกัน ซึ่งนอกจากว่ากองทุนทั้งหมดแล้วก็ต้องเรียนว่าการที่ท่านได้ งบประมาณเริ่มแค่ประมาณ ๑๐ เดือน หลังจาก ๑๐ เดือนจนถึงปัจจุบันนี้มีความคืบหน้า อย่างไรบ้าง เพราะว่ามีอีก ๖ เดือน และผมไม่เห็นมาตรการตัวชี้วัดที่เห็นเลย ซึ่งตรงนี้ ผมอยากทำให้สังคมเห็นประจักษ์และพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะได้คอยช่วยกันดูว่า อันไหนที่จะเติมเต็มให้กับพวกเราเพื่อจะได้สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ ก็ต้องเรียนว่า การให้รางวัลทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงตรงนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่านวัตกรรมสายอาชีพ อย่างเช่น อาชีวศึกษาถ้าเขาได้กลับมาทำงานในพื้นที่และแรงงานในพื้นที่ได้เกิดขึ้นรวดเร็ว ช่วยส่งเสริมที่ขาด เราก็ควรจะได้ลด ได้ทุน ได้ขวัญกำลังใจเติมให้เขาไป ส่วนบุคลากรทุกฝ่าย ต้องเติมขวัญ เติมกำลังใจให้กับทั้งหมด ก็ต้องขอบคุณที่กองทุนนี้เกิดขึ้น ถือว่าเป็นกองทุนแรกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นประวัติศาสตร์ แต่ว่าเราต้องช่วยกันเติมเต็มแล้วก็ให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ โอกาสที่เกิดขึ้นต้องมีให้เท่าเทียมกัน ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ คุณหมอนะครับ ต่อไปเชิญนายจักรพันธ์ พรนิมิตร เชิญครับ

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ เมื่อเราพูดถึงการศึกษานั้น ปกติแล้วประเด็นท้าทายที่ผู้กำหนดนโยบายหรือผู้บริหารการศึกษาบ้านเราหรือทุกที่ในโลก จะต้องเป็นโจทย์ใหญ่ก็คือเรื่องของปริมาณและคุณภาพ เมื่อสัก ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วประเทศ ที่มีระดับการพัฒนาประมาณประเทศไทยที่เราเรียกกันว่า ประเทศกำลังพัฒนา โจทย์ใหญ่ ของผู้บริหารการศึกษาบ้านเราก็คือเรื่องของปริมาณ คือทำอย่างไรที่จะทำให้เยาวชน ของชาติได้รับการศึกษาอย่างน้อยการศึกษาในภาคบังคับครบถ้วน หรือมีเด็ก หรือเยาวชน ที่เดี๋ยวนี้ใช้คำว่า ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ บัดนี้เมื่อประเทศเราพัฒนามา จนถึงปัจจุบัน ประเด็นปัญหาเรื่องของปริมาณก็ดูจะลดความสำคัญลง ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่า ความสำเร็จของทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในเรื่องการจัดการศึกษา รวมทั้งระบบราชการ ระบบของ กระทรวงศึกษาธิการเองที่ต่อสู้ในเรื่องนี้ทำให้ปัจจุบันปัญหาของเด็กนักเรียนหรือเยาวชนไทย ที่ไม่ได้รับการศึกษาในภาคบังคับลดน้อยลงเป็นอย่างมาก จนแทบจะเรียกว่าไม่เป็นปัญหา อีกต่อไป แล้วก็ปัจจุบันประเด็นปัญหาก็ดูจะมามุ่งอยู่ที่เรื่องของคุณภาพมากกว่าเรื่องของ ปริมาณ

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กบ้านเราก็ลดน้อยลงมาก เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้ว ผู้แทนราษฎรในที่นี้ทุกท่านในพื้นที่มีโรงเรียนก็เห็นด้วยตาตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำวิจัยว่าเด็กในโรงเรียนในพื้นที่เราลดหายมากน้อยไปขนาดไหน ทั้ง ๒ ปัจจัยสำคัญ คือเรื่องของการทำงานต่อเนื่อง เรื่องของอัตราการเกิดที่ลดลงก็ทำให้ปริมาณเป็นประเด็น ที่ลดความสำคัญลงเมื่อเทียบกับเรื่องของคุณภาพการศึกษา อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ แม้ว่าสภาพสังคมจะเป็นอย่างที่ผมได้กล่าว แต่ก็ยังมีเด็กหรือเยาวชนที่อยู่ในจุดที่เรียกว่า ยังขาดโอกาสหรือด้อยโอกาสอยู่ในสังคม เพียงแต่ประเด็นท้าทายในสมัยปัจจุบันของผู้บริหาร การศึกษาก็คงอยู่ที่ว่าไม่ใช่แค่นำเด็กกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบโรงเรียนเท่านั้น แต่จะทำอย่างไร ให้เด็กกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพด้วย ผมจึงดีใจครับที่ตั้งแต่ในพระราชบัญญัติ จัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือเรียกย่อ ๆ ว่า กสศ. แล้วในวัตถุประสงค์ ในวิสัยทัศน์ของตัวกองทุนเองที่ท่านได้กรุณาทำรายงานนำเสนอพวกเราในวันนี้ ก็ระบุชัดเจน ว่าการจัดการศึกษาให้เด็กกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังต้องเป็นการจัดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษา ที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งเราต้องขีดเส้นใต้คำว่า ที่มีคุณภาพ แล้วก็เมื่อเราไปดูในรายละเอียด โครงการที่ท่านสรุปมาว่าเป็นโครงการเด่น ๆ ของท่านในช่วงปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมาทั้ง ๗ โครงการ ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายยกตัวอย่างเมื่อสักครู่แล้ว ก็จะเห็นว่าทุกโครงการ ท่านก็พยายามให้มีเรื่องของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพจริง ๆ อันนี้ก็ต้องขอชื่นชม อย่างไรก็ตามผมก็มีข้อสังเกตบ้างบางประการที่อยากจะให้ทางกองทุนรับไปพิจารณา ถ้าเป็นไปได้ในการดำเนินงานในระยะต่อไป ท่านประธานครับเมื่อเราดูในรายละเอียดโครงการ ทั้ง ๗ โครงการ ผมคงไม่ได้พูดทั้ง ๗ โครงการ เพราะว่าหลายท่านก็ลงรายละเอียดได้ดีเลย และผมก็ได้รับฟังรับความรู้เป็นอย่างมากจากหลายฝ่ายที่ลุกขึ้นอภิปรายในวันนี้ ในส่วนประเด็นของผมคิดว่าอย่างนี้ ผมไม่ค่อยสบายใจที่เห็นโครงการที่ระบุการช่วยนักเรียน ที่แยกเป็นสังกัด ผมสรุปอย่างนี้แล้วกันนะครับ ตั้งแต่โครงการแรกเราอุดหนุนนักเรียน ยากจนพิเศษ ผมอยากจะให้หยุดอยู่แค่อุดหนุนเด็กที่ยากจนพิเศษ ผมไม่อยากเห็นคำตอบ ออกมาว่าในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ผมมีความรู้สึกว่าเด็กที่ยากจนพิเศษเขาไม่ได้จำเป็น จะต้องอยู่ในสังกัด สพฐ. เท่านั้น เขาอาจจะอยู่ในโรงเรียนเทศบาล ซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทย เขาอาจจะอยู่ในโรงเรียนกรุงเทพมหานคร ซึ่งสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่พยายามจะเข้าใจว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของโครงการ แล้วท่านเองก็เขียนไว้ ในผลการดำเนินการว่าในระยะต่อไปท่านก็อยากจะขยายไปในสังกัดอื่น ๆ เพียงแต่ผมคิดว่า ถ้าย้อนเวลาไปได้อย่างนี้แล้วกัน ซึ่งเราคงย้อนไม่ได้ก็อยากจะให้ท่านดูดัชนี ท่านคงมีตัวชี้วัด ของท่านอยู่แล้วว่าเด็กประเภทไหนที่อยู่ในยากจนพิเศษก็ดูให้ทั่วทุกสังกัด เด็กนักเรียนระดับ ประถมศึกษาที่เรียนในโรงเรียนเอกชนก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเด็กมาจากครอบครัว ที่ร่ำรวย เพราะยังมีโรงเรียนเอกชนอีกมากที่ดำเนินการโดยมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งก็คือ เด็กที่ขาดโอกาสเหมือนกันนะครับ

ต่อไปโครงการที่เกี่ยวกับอาชีวศึกษา โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง อันนี้ท่านไม่ได้ระบุว่าสังกัดอะไร อาชีวศึกษานี้ทั้งเอกชนแล้วก็รัฐบาลเดี๋ยวนี้ก็สังกัดเดียวกัน คือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ. แต่ผมก็อยากจะฝากเอาไว้แล้วกันว่า คงเช่นเดียวกันว่าขอให้ดูครอบคลุมทุกหน่วยงาน เพราะว่าโดยเฉพาะอาชีวศึกษาจะแตกต่าง จากสายสามัญ เนื่องจากว่าสายสามัญมีความเป็นไปได้ว่าส่วนใหญ่นั้นนักเรียนที่เรียน ในโรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่มักจะมาจากฐานะทางบ้านที่ดีกว่าคนที่เรียนในโรงเรียนรัฐบาล หรือโรงเรียนเทศบาลในระดับโรงเรียนเล็ก ๆ แต่สายอาชีวศึกษาค่อนข้างชัดเจนว่าไม่มีความ แตกต่างทางสังคมและเศรษฐกิจกันเลย ระหว่างนักเรียนที่เรียนโรงเรียนอาชีวศึกษารัฐบาลกับ นักเรียนที่เรียนโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนเป็นคนที่มาจากครอบครัวแบบเดียวกันเลยส่วนใหญ่ เราก็จะดูได้ ถ้าท่านไปดูรายชื่อลูกหนี้ที่อยู่ในกองทุน กยศ. ในระดับอาชีวศึกษา ผมคิดว่า ลูกหนี้ส่วนใหญ่อาจจะอยู่ในกลุ่มอาชีวศึกษาเอกชนด้วยซ้ำ ดังนั้นผมก็คงต้องขอให้ทาง กองทุนไปทบทวนตรงนี้ ถ้าหากเราสามารถบริหารจัดการเงินที่มีอยู่ จริง ๆ แล้วสำหรับผม ก็ถือว่าน้อย เพราะว่าวันนี้ก็อ่านข่าวท่านประธานกองทุนก็ออกมาให้ข่าวว่าไม่อยากจะให้ ตัดงบประมาณ ผมก็ไม่อยากจะตัด ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้เพิ่ม แต่ว่าตามกฎหมาย ผมเพิ่มให้ไม่ได้นะครับ ก็อยากจะให้ท่านได้ตามที่ขอมา

สุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องโครงการศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งเมื่อสักครู่ เพื่อนสมาชิกจากพรรคอนาคตใหม่ได้อภิปรายลงในรายละเอียดเป็นอย่างดีแล้ว ผมขอเสริม นิดเดียว คือเรื่องศูนย์เด็กเล็กเช่นเดียวกันกับประเด็นที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่ก็คือว่าผมไม่อยาก ให้แยกว่าเราจะพัฒนาเฉพาะศูนย์เด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือจะเป็นของ กระทรวงศึกษาธิการ หรือจะเป็นของเอกชน เพราะว่าก็เป็นแบบเดียวกับ สพฐ. สายสามัญ ก็คือยกตัวอย่างในเขตเพื่อนสมาชิกผมท่าน ส.ส. กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา จากเขตคลองเตย ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านก็จะมีปัญหาในเขตของท่านก็คือว่าเขตของท่านก็จะมีบริเวณที่เป็น ชุมชนแออัดแล้วก็จะมีหน่วยงานที่เป็นมูลนิธิเอกชนที่เขาไม่แสวงหากำไร แต่ไปเปิดศูนย์เด็กเล็ก เพื่อดูแลเด็กกลุ่มเหล่านี้กลุ่มที่ด้อยโอกาส แต่ประสบปัญหาก็คือว่าอยู่ในที่ของทางราชการ เพราะฉะนั้นทางราชการที่เป็นต้นสังกัดเจ้าของที่ก็ไม่อนุมัติให้ศูนย์เด็กเล็กที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ไปรับสิทธิที่เด็กพึงจะได้จากทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในกรณีนี้คือกรุงเทพมหานคร อย่างนี้ผมก็ยกตัวอย่างให้ฟังว่าก็จะมีปัญหาพวกนี้อยู่ในกลุ่มที่เป็นศูนย์เด็กเล็กสังกัดเอกชน ดังนั้นผมเชื่อว่าทางกองทุนเองก็คงไม่ได้มองข้ามตรงนี้ เพียงแต่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตไว้ เพราะว่าไม่เห็นในรายงาน คิดว่าถ้ามีแผนการที่จะดำเนินการแบบนี้อยู่แล้วก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็อยากจะฟังจากทางท่านผู้บริหารกองทุน ถ้าหากว่าความเข้าใจของผมถูกต้องนะครับ ซึ่งศูนย์เด็กเล็กเองในรายงานของท่านก็พิสูจน์ให้เห็นสิ่งที่ผมอภิปรายมาในหลายโอกาส ก็คือการลงทุนในเด็กปฐมวัยให้ค่าตอบแทนทางสังคมสูงกว่าช่วงวัยอื่น ๆ ดังนั้นจึงสนับสนุน ท่านสมาชิกที่ลุกขึ้นอภิปรายหลายท่านว่าเราควรจัดงบประมาณสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ทั่วถึงและกว้างขวางกว่านี้ แล้วก็ที่จำเป็นก็คือว่าเราจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ การพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ นี้ ซึ่งตราขึ้นมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีกลไกเยอะแยะเลยที่จะทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีคุณภาพที่ดีขึ้น

สุดท้ายท่านประธานครับ คงฝากไว้ในส่วนของผู้ดูแลเด็กและครูผู้ดูแลเด็ก รวมทั้งครูพี่เลี้ยง กลุ่มเหล่านี้เขาจะไม่ได้รับสวัสดิการถ้าหากไม่ใช่เป็นข้าราชการประจำ เขาจะไม่ได้รับสวัสดิการอะไรเลยจากต้นสังกัด ความจริงตรงนี้บทบาทของกองทุนสามารถไป ช่วยเขาได้ เพราะผมดูวัตถุประสงค์กองทุนแล้วสามารถเข้าไปช่วยพัฒนาได้ ท่านอาจจะ จัดเป็นสวัสดิการต่างหากให้กับกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อช่วยในการพัฒนาคุณภาพของเยาวชน โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย ขอบคุณท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านนิยม เวชกามา ไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ

นายนิยม เวชกามา สกลนคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ดอกเตอร์นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับวันนี้มีกองทุนเข้ามาหลายกองทุน แต่กองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาเป็นชื่อใหม่ครับท่านประธาน ผมไม่คิดว่าจะได้ยินชื่อกองทุนนี้ในประเทศไทย ต้องขอชื่นชมจริง ๆ ในชีวิตผมไม่เคยทราบเลยว่าจะมีความเสมอภาคทางการศึกษา ผมชื่นชมจริง ๆ นะครับ ไปดูในเนื้อหาของกองทุนแล้ววัตถุประสงค์ยิ่งชื่นชมเข้าไปหนัก เพียงแต่ว่าไปดูผู้บริหารกองทุนก็ไม่ค่อยแน่ใจ ที่ว่าไม่แน่ใจไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารไม่เก่ง ผมคิดว่าท่านจะเหนื่อย หลายท่านบริหารมาหลายหน่วยงาน หลายกรมแล้ว ผมก็เห็นรู้จัก เป็นอย่างดีคนมีชื่อเสียงทั้งนั้นไม่เอ่ยชื่อท่านหรอกครับ แต่ขอยืนยันว่าผมกลัวท่านจะเหนื่อย แล้วท่านจะทำไม่ไหว เพราะกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษามันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมจะเชื่อท่านประธาน ท่านบอกไม่ต้องพูดทุกประเด็น ผมแค่ ๒ โครงการเท่านั้นครับ ไม่พูดมากหรอกครับ เพราะผมเห็นแล้วว่าความเสมอภาคทางการศึกษาผมคิดว่าเป็น เรื่องยากสำหรับประเทศไทย เพราะเรายังสับสนอยู่ แม้กระทั่งแผนการศึกษาแห่งชาติ แผนปฏิรูปประเทศชาติ ผมดูแผนปฏิรูปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วมีพูดถึงการศึกษาอยู่ ๒ หน้าสั้น ๆ การศึกษาของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ แต่ท่านเขียนไว้ ๒ หน้าสั้น ๆ ๒ ข้อ ผมจึงขอกราบเรียน ว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ แต่ประเทศไทยถือว่าอยู่ท้าย ๆ ในหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนว่าผมจะพูดถึงโครงการแรกจริง ๆ เพราะท่านเขียนว่าจัดสรร เงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข สถานศึกษาสังกัด สพฐ. ความจริงถ้าผม ไม่เห็นเป็นพระราชบัญญัติ ผมคิดว่ากองทุนนี้ไปไม่รอดหรอกครับ จะอยู่ได้ไม่ถึง ๓ ปี แต่ผมเปิดดูท้าย ๆ เป็นพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายใหญ่ผ่านสภาไม่น่าจะยุบง่าย ฝากผู้บริหารกองทุนด้วยอย่าให้ล้มเหลว เพราะมันเป็นความหวังของผม ผมเป็นเด็กบ้านนอก ท่านประธาน เกิดมาบ้านผมสมัยผมเกิดไม่มีถนนเข้าหมู่บ้าน เข้ามาในเมืองต้องนั่งเรือมา เพราะฉะนั้นจึงเป็นความหวังผม ผมเติบโตมาจากวัดล้วน ๆ เรียนพิเศษล้วน ๆ ไม่เคยเรียน เรียนในระดับโรงเรียนคือ ป. ๔ ผมจึงมีใบสุทธิบอกจบ ป. ๔ บริบูรณ์ ยุคผมนะครับ ยุคนี้ไม่มี ขอกราบเรียนว่าเพียงแต่ผมอ่านไป ๆ ผลการดำเนินงานเพียงท่านใส่บอก ๑,๖๐๐ บาท ต่อหัวต่อคน ผมบอกนี่มันไปได้ไหมนี่ ความยากจนของเด็กมันจะเสมอภาคไหมท่านประธาน ถ้าตราบใดยัง ๑,๖๐๐ บาทต่อหัวต่อคน ต่อปีด้วยท่านประธาน ผมยังคิดว่ามันจะไปได้ไหม เพราะฉะนั้นกองทุนนี้ผมฝากด้วยว่าในขณะที่ท่านต้องการความเสมอภาคทางการศึกษา ในขณะเดียวกันโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการบอกวันนี้ยุบโรงเรียนเล็กในหมู่บ้าน มันไม่เสมอภาคแล้วครับ ต้องเข้าใจว่าวิถีชีวิตของคนบ้านนอกเอาโรงเรียน เอาที่ดินให้ กระทรวงศึกษาธิการยุคนั้น ๔๐–๕๐ ปีก่อนก็เพื่ออยากให้เด็กมีที่เรียน แต่วันนี้ผมจึงฝาก กองทุนว่ากลับไปดูโรงเรียนขนาดเล็กที่เขาจะยุบทิ้ง ไม่ยุบได้ไหม อันนี้คือประเด็นต้องคิด ท่านจะไปดูเรื่องผลวิจัยอะไรก็แล้วแต่ท่าน วิจัยอยู่มุมเดียว ผมก็ทำวิจัยหลาย ๆ เรื่อง บางทีการวิจัยไม่ได้ครบถ้วนทุกประเด็น ที่ออกเป็นข่าวบางทีมันก็มุมเดียว การทำวิจัยไม่ใช่ ว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมจึงฝากว่าแค่เห็น ๑,๖๐๐ บาทต่อหัวต่อคนต่อปี ผมเองก็ยังรับไม่ได้ แล้วท่านมาเขียนบอกว่าทำให้ สพฐ. เป็นหน่วยผู้จัดการการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทย ที่จะปฏิรูปกระบวนการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่นักเรียน ยากจนที่สุดในระบบการศึกษา ท่านประธานครับ เขียนสวยหรูจริง ๆ ผมจึงเป็นความหวัง แต่วันนี้ สพฐ. ที่ว่าเขากำลังจะยุบทิ้ง นี่คือการศึกษาไทยมันเดินไปคนละทิศละทาง ผมถึง กราบเรียนผู้บริหารที่นั่งอยู่นี้ ซึ่งท่านประธานท่านก็ไม่ได้มา ผมเห็นแล้วว่าไม่เป็นอะไร ท่านเหนื่อย ท่านต้องช่วยกัน ไม่อย่างนั้นกองทุนนี้ไปไม่รอดท่านดูกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาดูแล้วมันใหญ่ โครงสร้างใหญ่แต่ท่านจะทำได้ขนาดไหนผมดูแล้วยังเป็นเรื่องยาก แม้กระทั่งผู้บริหารผมยังเหนื่อยแทนแล้ว เห็นชื่อผู้บริหารผมเหนื่อยเลยนะ ผมรู้จักท่าน เป็นอย่างดี ผมถึงกราบเรียนบอกว่าวัตถุประสงค์ต่าง ๆ อะไรดีมาก ท่านเขียนไว้ตั้งแต่แรก หลักการ เหตุผล ผมพยายามนั่งดู ความจริงตอนแรกผมไม่ได้มั่นใจว่าจะขึ้นมาอภิปราย เพราะว่ากองทุนเข้ามาหลายกองทุน วันนี้ผมต้องอภิปราย เพราะว่าผมเป็นครูเก่า เป็นครู ที่เด็กนักเรียนบ้านนอกไม่มีโอกาสนั่งโต๊ะสมัยผมเรียน นั่งกับพื้น บ้านผมเรียกว่าแหมบเขียน เวลาเขียนหนังสือไม่มีโอกาสนั่งเลย ภาษาบ้านผมแหมบเขียนเลยนะครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

แปลหน่อยสิท่าน แหมบเขียนมันอย่างไร ท่านนิยม

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

ก็นอนราบและเขียนเลย สมัยยุคผม

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คนหลายภาค มาอยู่ที่นี่

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

ผมขอกราบเรียนฝากว่าท่านไม่ต้องทำ อะไรหนักหนา โรงเรียนขนาดเล็กท่านกลับไปดูเลยกองทุนว่าไม่ต้องยุบหรอก อันไหนทำได้ทำ มันเป็นวิถีชีวิต ท่านไปดูเรื่องผลวิจัยที่พูดถึง ผมไม่เชื่อในเรื่องบางเรื่องวิจัย เพราะวิจัย มันแคบไป ไม่ต้องห่วงท่านประธานผมพูด ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง ผมรักษาเวลาครับ

โครงการที่ ๗ ผมใส่ไปว่า โครงการที่ ๗ ที่ผมต้องพูดถึงคือบอกว่าผมดูชื่อแล้ว มันสวย โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มันเป็นประเด็น ที่ผมต้องพูด เพราะความเสมอภาคผมชอบมาก ชีวิตผมการศึกษาไม่มีเสมอภาค บวช เรียน เขียน อ่านในวัดทั้งนั้น จบปริญญาเอกตอนอายุ ๖๘ ปี ตอนเป็น ส.ส. แล้วถึงได้จบ อยากเรียน เท่านั้นเองก็ไม่มีโอกาส ครอบครัวผม พ่อแม่ผมมีลูก ๗-๘ คน ให้เรียนอยู่คนเดียว นอกนั้น ทำนาเพื่อหาเงินให้พี่คนโตได้เรียน ผมถึงได้กราบเรียนว่าถ้าท่านบอกว่าถ้าความเสมอภาค ทางการศึกษา ท่านต้องกลับไปดูนะครับเมื่อสักครู่ผมฟังเลขาธิการ กสทช. บอกว่าจัดเงินให้ กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ให้ ๒๐๐ ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการยังไม่เอาไปใช้เลย พูดไปคล้าย ๆ ด่ากระทรวงศึกษาธิการ ทำไมไม่ใช้เงินเขา เงิน กสทช. เมื่อสักครู่นี้ ผมนั่งฟัง ด้วยความตั้งใจ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ถ้าท่านจะทำให้ความเสมอภาค จริง ๆ ท่านกลับมาทบทวนเลยว่าทำได้แค่ไหน อย่างไร และเมื่อวานนี้ผมเห็นที่พูดถึง หลายคนบอกว่า ครูเด็กเล็ก ผู้ดูแลเด็ก ท่านบอกว่าจะดูแลเขาอย่างดีตามโครงการของท่าน เมื่อวานนี้ผมเห็นมายืนหน้าสลอนอยู่สภายืนประท้วง จะถูกปลดบ้าง จะถูกไม่ได้บรรจุบ้าง อันนี้ท่านต้องกลับไปทบทวน คิดช่วยเขาเลยบุคคลกลุ่มนี้ ยื่นไปหลายรอบแล้วพวกนี้ ก็จะถูกปลดถูกอะไร ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของเขาต้องถูกปลด บางคนทำงานมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ไม่ได้รับการบรรจุ จะถูกปลดอ้างว่าวุฒิไม่ตรงบ้าง อะไรบ้าง ใครทำให้ไม่ตรง ส่งเขาไปเรียน สุดท้ายมาบอกจะปลดทิ้ง ท้องถิ่น ฝากท่านผู้บริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ว่ากลับไปดูคนกลุ่มนี้ เพราะประเทศไทยเราไม่ได้ดูในลักษณะเด็กว่าการศึกษาแค่ไหน ไปดูเรื่องโครงสร้างเป็นหลัก ผมจึงเห็นว่าจะยุบทิ้ง สพฐ. บ้าง กลับย้อนหลังไปอีก ๕๐ ปี จัดสำนักงานศึกษาจังหวัดขึ้นมา วันนี้ทุ่มงบประมาณสร้างสำนักงานศึกษาจังหวัด ผมละอายใจ เด็กยังแย่แต่เอาเงินไปสร้างสำนักงานศึกษาจังหวัด จะจบแล้วท่านนิดเดียว เพราะฉะนั้น ผมฝากวันนี้ให้ดูที่ตัวเด็กเป็นหลัก ไม่ใช่ดูที่โครงสร้าง ไม่ใช่ดูที่ตัวครู ครูขั้นสูงเงินเดือนเยอะ ให้เชี่ยวชาญอะไรเยอะแยะ แต่เด็กยังต่ำต้อยเหมือนเดิม นี่คือปัญหาท่านต้องกลับไปทบทวน ผมอาจจะไม่เป็นวิชาการ แต่ฝากเรื่องจริงในชีวิต อย่ายุบ ผอ. ไหนบรรจุได้บรรจุไป ไม่ต้อง ไปคิดว่าพวกนี้ไม่ไหว ไม่มีหรอกครับ เพราะระบบไอที (IT) เทคโนโลยีมันสูงมาก ครูคนเดียว สอนได้ ๗ ชั้น ใช้ทีวี (TV) ทั้งนั้นก็ทำได้ ใช้จอ ขอบคุณมาก สวัสดีครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป เชิญท่านกนกครับ

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ท่านประธานที่เคารพครับ กองทุน กสศ. นี้ประวัติของมันก็คือเกิดขึ้นในยุครัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีส่วนในการทำให้เกิดกองทุนแห่งนี้ ตอนนั้นเรามีคำถาม ว่าทำไมต้องมี กสศ. คำตอบชัดเจนครับก็คือว่าระบบการศึกษาปกติที่ กระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบ โดยเฉพาะ สพฐ. นั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และปัญหาก็รุนแรงมากขึ้น วิธีการ แก้ไขใหม่ ๆ ที่จะออกนอกกรอบของระบบราชการก็ยังไม่เกิดขึ้น เราก็เลยมีความคิดว่า ถ้าอย่างนั้น กสศ. น่าจะทำหน้าที่ ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ คือไปประคองสถานการณ์ของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่รุนแรงมากขึ้นทุกวัน ในอีกส่วนหนึ่งก็ไปทำการวิจัยในเชิงปฏิบัติการที่เรียกว่าเป็นแอกชัน รีเซิร์ช (Action research) เพื่อจะหาคำตอบว่าแนวทางการปฏิรูปการศึกษาหรือยกระดับ คุณภาพการศึกษานั้นทำอย่างไร นี่คือเป้าหมายของ กสศ. เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ดีใจที่ได้เห็น รายงานอันนี้อีกครั้งหนึ่ง ขออนุญาตที่จะอภิปรายแล้วก็ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ๗ โครงการ ที่ กสศ. ทำนั้นเป็นเรื่องที่ดีมากนะครับ ผมขออนุญาตพูดเฉพาะเรื่องแนวคิด เพราะว่า รายละเอียดโครงการนั้นท่านสมาชิกอื่นได้พูดไปแล้ว ผมคิดว่าแนวคิดที่ดีและน่าจะนำใช้ได้ ในกระทรวงศึกษาธิการก็คือการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข หรือที่เรียกว่า คอนดิชันนัล แคช ทรานส์เฟอร์ (Conditional cash transfer) ซึ่งคอนเซปต์ (Concept) นี้ไม่ใช่เป็นคอนเซปต์ (Concept) ธรรมดา เป็นคอนเซปต์ โนเบล ไพรซ์ (Concept nobel prize) ที่มันชัดเจนแล้ว ธนาคารโลกก็ใช้เรื่องนี้แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่ควร จะต้องเอามาใช้ เพียงแต่ผมอยากจะให้เพิ่มเติมว่าไม่ควรจะใช้เฉพาะกับนักเรียนเท่านั้น ให้ใช้กับครูด้วย ครูที่อยู่ในพื้นที่ที่ยากลำบากอย่างที่ท่านนิยมได้พูดเมื่อสักครู่ เรามีแอดดิชันนัล แคช ทรานส์เฟอร์ (Additional cash transfer) ไปให้ครูเหล่านั้น ถ้าอย่างนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ แก้ไขปัญหาได้ แนวคิดที่ ๒ ที่น่าสนใจและเป็นเรื่องที่ดี คือแนวคิดเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยใน ๓ ด้าน คือในด้านสติปัญญา ในด้านบุคลิก แล้วก็ในด้านอารมณ์ ผมคิดว่า ๓ ส่วนนี้เป็นเรื่องที่ควร จะต้องทำ เรื่องที่ ๓ แนวคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเป็นเรื่องที่ตรงไป หาประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นั้น เรื่องที่ ๔ การปฏิรูปการศึกษาที่ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง แก้ไขปัญหา เป็นพื้นที่ ไม่ใช่เป็นรายโรงเรียน เป็นรายห้องเรียน ตัวอย่างดี ๆ ๔ เรื่องนี้ผมอยากจะเสนอแนะ กับ กสศ. ว่าขอให้นำเรื่องเหล่านี้ไปพูดคุยกับ สพฐ. ปัญหาที่เราเห็นในเรื่องโรงเรียนและ ที่พูดกันเสียงดังมากวันนี้ก็เพราะว่าแนวคิด ๔ อันนี้ไม่เข้าไปในความคิด ไม่เข้าไปในนโยบาย และการปฏิบัติของ สพฐ. เพราะฉะนั้นอันนั้นก็เป็นเรื่องที่ ๑ ขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพ

เรื่องที่ ๒ ก็คือการปฏิบัติโครงการ ๗ โครงการที่ท่านทำนั้น ผมเชื่อว่าผลของ การปฏิบัติถึงแม้ว่าจะยังไม่จบก็ตาม ท่านได้ประสบการณ์และบทเรียนมาเยอะ บทเรียนที่ ๑ ที่ผมเชื่อว่าท่านได้ก็คือท่านได้ความรู้ทักษะและวิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแล้ว ความรู้ ตรงนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กยากจน ยากจนพิเศษในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งมีโรงเรียนอีก ๒,๐๐๐ โรงเรียน ที่กำลังเผชิญปัญหาตรงนี้อยู่ ท่านกรุณาเร่งด่วนเอาแนวคิดตรงนี้ฉีดวัคซีน ลงไปในระบบของ สพฐ. ให้ได้โดยเร็ว ขอความกรุณาเลิกกันทีที่จะบอกว่ายุบโรงเรียนเล็ก ควบรวมโรงเรียนเล็ก ผมเห็นด้วยกับท่านนิยม เวชกามา อย่างยิ่งครับ เราจะไม่ยอม ให้มีการยุบโรงเรียนเล็กเด็ดขาด ตรงนี้เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา ต่อหัวเพิ่มขึ้นอีก ๑,๖๐๐ บาท เรามีเด็กตรงนี้อยู่ประมาณ ๑ ล้านคน ผมถามว่ากระทรวงศึกษาธิการจัดเงิน ๑,๖๐๐ ล้านบาทให้กับเด็กยากจนเหล่านี้ไม่ได้ หรือท่าน ถ้าจัดไม่ได้ท่านตอบมาว่าเหตุผลคืออะไร และมีอะไรสำคัญกว่าเด็ก ๑ ล้านคน ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารแบบนี้ นี่คือสิ่งที่เป็นความรู้ทักษะ ผมอยากให้ท่านเอาตรงนี้ไปพูดแล้ว ก็สื่อสารกับกระทรวงศึกษาธิการให้ชัดเจน วิธีการสอนนักเรียนยากจน นักเรียนยากจนพิเศษ สอนอย่างไรครับที่จะให้เขารู้เรื่อง เพราะเขาอยู่ในสถานะที่ไม่พร้อม ตอนเช้าไปโรงเรียนไม่ได้ กินข้าว แม่ไม่อยู่บ้าน พ่อไม่อยู่ อยู่กับตา อยู่กับยาย และน้าก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ ๒-๓ วัน เพราะว่าสารพิษจากการเกษตร เด็กที่อยู่ในสภาพแบบนี้จะสอนอย่างไรครับ ผมคิดว่าตรงนี้ เราต้องการคำตอบ เราอยากได้เครื่องมือของการสอนเด็กที่ไม่มีความพร้อมทางวิชาการ ให้เขาสามารถเรียนรู้ได้ นี่คือคำตอบที่เราอยากจะได้จากท่าน ขอให้ท่านช่วยนำสิ่งเหล่านี้ ไปบอกกับ สพฐ. ด้วย

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ความคิดและทัศนคติของครูและผู้บริหาร สถานศึกษาครับ ผมเชื่อว่า กสศ. เรียนรู้มาตลอดเวลาว่า ความสำเร็จที่ท่านทำอยู่ได้นั้นวันนี้ เพราะว่าครูใหญ่ที่โรงเรียนหรือ ผอ. โรงเรียนกับครูเขามีภาวะผู้นำ เขาทุ่มเท เขาเสียสละ คือตรงไปตรงมาเขาสามารถที่จะมีแรงบันดาลใจที่จะอดทนที่จะต่อสู้กับความยากลำบาก ที่อยู่รอบโรงเรียนของเขาได้ สิ่งเหล่านี้ทำไมเราไม่เอามาถ่ายทอดและเป็นวัคซีนให้กับครู อีกจำนวนมหาศาลหลายแสนคนใน สพฐ. ครับ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นโจทย์ที่อยากจะให้นำ ความคิดและทัศนคติเหล่านี้ไปถ่ายทอดและให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น

ประการที่ ๓ ที่ท่านเรียนรู้แล้วก็คือวิธีการทำงานเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่ทำตามนโยบายกระทรวงที่มอบไปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง คือคุณภาพของนักเรียน เปลี่ยนแปลงจริง หมายความว่าในการทำงานนี้ทำอย่างไร จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ทำอย่างไรจึงจะทำให้ครูที่อยู่โรงเรียนห่างไกลในชนบทนั้น ไม่นั่งคิดนอนคิดว่าจะย้าย โรงเรียนอย่างไร ทำอย่างไรให้ครูที่จะคิดย้ายตัวเองออกจากพื้นที่ความยากลำบากหันกลับไป ในห้องเรียนแล้วตั้งใจว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงนักเรียนที่มีความด้อยโอกาสเหล่านี้ในชีวิต ของเขา สิ่งเหล่านี้ กสศ. มีบทเรียนแล้วถอดออกมาสิครับ แล้วก็เอามาถ่ายทอดเพื่อเราจะได้ ขยายผลต่อไป

ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายด้วยเวลาข้อจำกัด ข้อเสนอที่ผมอยากจะ ให้กับ กสศ. นอกจากนี้ก็คือว่าผมอยากให้ กสศ. จะต้องประสานทั้งความคิด หลักการ มาตรการของการแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและคุณภาพการศึกษานี้ กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในชุมชน แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระทรวงศึกษาธิการ การนำนโยบายและวิธีการที่ประสบความสำเร็จแล้วนี่นะครับ ท่านต้องผลักดันให้เข้าไปสู่ กระทรวงศึกษาธิการให้ได้ ถ้าท่านทำไม่ได้หาตัวช่วยสิครับ และตัวช่วยที่ดีที่สุดคือพวกผม ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ล่ะครับ พวกผมจะได้ยื่นญัตติกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พวกผมจะได้ตั้งกระทู้ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พวกผมจะได้หารือ กับประธานสภาผู้แทนราษฎรในตอนเช้า สิ่งเหล่านี้ท่านบอกเราสิครับ เราจะได้ทำหน้าที่ ช่วยท่านด้วย เพราะสิ่งที่ท่านทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ถูกต้อง ท่านประธานที่เคารพปัญหา ของเราวันนี้ที่มันเกิดขึ้นก็คือว่า กสศ. พยายามที่จะดึงนักเรียนที่ยากจนและยากจนพิเศษ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ สพฐ. กำลังผลักแล้วก็ดันนักเรียนยากจน และยากจนพิเศษ ออกจากระบบการศึกษาครับ ๒ เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไรครับ เกิดขึ้นพร้อมกันในยุทธศาสตร์ ปฏิรูปประเทศฉบับเดียวกันครับ นี่คือปัญหาครับท่านประธาน ท่านทราบไหมครับว่า กสศ. พยายามที่จะสร้างครูที่เก่ง ครูที่ดีเพื่อให้ไปทำงานในโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดาร แต่วันนี้ สพฐ. เปิดโอกาสให้กับครูเก่ง ครูที่ดี ซึ่งมีอยู่น้อยในถิ่นทุรกันดาร มีโอกาสจะขอย้าย ออกจากพื้นที่ได้เป็นคนแรกเพราะเขาเป็นครูที่เก่งและเป็นครูที่ดี ระบบตรงนี้มันสวนทางกัน โดยสิ้นเชิง ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ผมถามว่ายุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศทางด้าน การศึกษาที่พูดกันใหญ่โตนั้น ชีวิตจริงเป็นอย่างนี้ท่านทำอย่างไร ผมคิดว่า กสศ. ท่านกรุณา อย่าสุภาพจนเกินไปครับ คุณหมอสุภกร อาจารย์ไกรยศ ท่านอย่าสุภาพจนเกินไปครับ ท่านต้องลุกขึ้นมาและพูดให้เสียงดังชัดเจนตรงประเด็นว่าเราต้องการการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราทนไม่ได้อีกแล้วกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมอยากจะ ขออนุญาตเรียนไปยัง กสศ. ว่าความเสี่ยงของ กสศ. มีข้อหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือว่าเมื่อท่าน ดันนักเรียนที่ยากจนและยากจนพิเศษกลับเข้าสู่ระบบแล้ว ระบบของ สพฐ. ก็จะขับออกมา อีกล่ะครับ ท่านก็จะต้องวนไปวนมาแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุดนะครับ เมื่อเป็นอย่างนี้เราแก้ปัญหา ไม่มีวันจบครับ ผมคิดว่าถ้ายุทธศาสตร์ชาติแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ ขออนุญาต เสนอง่าย ๆ เลยดีไหมครับว่าขอให้เลขาธิการ สพฐ. ลาออก และเอาคุณหมอสุภกรไปเป็น เลขาธิการ สพฐ. แทน ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี 🔗

เรียนท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในการเสนอผลงาน ของกองทุนเพื่อที่จะสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งเกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือ ปี ๒๕๖๐ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนว่ากองทุนนี้เกิดขึ้น เพื่อจะเติมจุดบกพร่องในการกำหนดไว้ในเรื่องสิทธิที่จะได้รับการศึกษาของประชาชนตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วเราก็ทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติออกมา ในมาตรา ๑๐ ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้เขียนง่าย ๆ ครับบอกว่ารัฐต้องจัด การศึกษาให้แก่ประชาชนทุกคน ให้แก่เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือได้รับ การศึกษา ๑๒ ปี โดยความเสมอภาคอย่างมีคุณภาพและไม่เสียค่าใช้จ่าย รัฐธรรมนูญกำหนด ไว้อย่างนี้ก็แปลว่าทุกโรงเรียนจะต้องได้รับการดูแลให้มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าโรงเรียนนั้นจะอยู่ในเมืองหรืออยู่ในชนบท อยู่ในป่าเขา ไม่ว่าโรงเรียนนั้นจะมีขนาดใหญ่โต ขนาดไหน จะมีขนาดเล็กขนาดไหน รัฐจะต้องเข้าไปจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพเท่าเทียม และเสมอภาคกันทุกคน สิ่งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนนี้เป็นเรื่องที่จะไปดูแล ให้รัฐธรรมนูญมาตรานี้ได้บรรลุเป้าหมาย ท่านประธานครับ ในวัตถุประสงค์ ๒-๓ ข้อเขียนไว้ เกี่ยวกับเรื่องเด็ก ข้อหนึ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องครู ในเรื่องเด็กผมอยากให้รัฐบาลทุกรัฐบาลที่มาทำเรื่องการศึกษาได้เคารพสิทธิในการเลือก ถิ่นที่อยู่ตามรัฐธรรมนูญของบิดา มารดา ของผู้ปกครองของนักเรียนว่าเขาอยู่หมู่บ้านไหน รัฐต้องไปจัดการศึกษาให้เขา ไม่ใช่เฉพาะไปยุบโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งหลายคนพูดแล้วผิด มหาศาลมาก และผมกำลังจะทำกิจกรรมใหญ่มาก โรงเรียนขนาดเล็ก ๑๒,๐๐๐ โรงเรียน จะต้องมารวมกันเป็นหนึ่งแล้วหยุดพฤติกรรมและนโยบายนี้โดยเด็ดขาด ไมใช่พูดแต่ปาก เท่านั้น เป็นการทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ปกครองเลือกที่อยู่ไม่ได้ ถ้าอยู่หมู่บ้านขนาดเล็ก โรงเรียนต้องถูกยุบ ไม่ว่าบรรพบุรุษเขาจะสร้างโรงเรียนมาด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าวิถีชีวิต ของเขาจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงอย่างไรครับ ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมีนโยบาย ท่านประธาน ทราบไหมครับวันนี้โรงเรียนขนาดเล็กตั้งแต่ ๑๒๐ คน มีแผนยุบหมด แผนนั้นยังไม่ยกเลิก เมื่อไรกระทรวงศึกษาธิการจะประกาศยกเลิกแผนนี้จะต้องให้หยุดยั้งโดยโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งยุบไปแล้วอย่างน่าอนาถ ท่านประธานครับ โรงเรียนในเขตเลือกตั้งผม โรงเรียนบ้านคำภูเงิน มีนักเรียนอยู่บ้านคำภูเงิน และบ้านโคกผักหวาน บ้านโคกผักหวานต้องไปเรียนที่บ้านนาจาน แรก ๆ บอกเขาว่าจะต้องมีค่ารถ ค่าพาหนะ วันนี้เขาต้องไปเองครับ ไม่มีอะไรดูแลจากรัฐเลย ผมเรียนไปยังท่านผู้บริหารกองทุนผู้จัดการกองทุนให้ลงไปดู อีก ๒๐ คนไปโรงเรียนบ้านนาจาน แล้วก็ไปโรงเรียนบ้านงิ้ว เขาต้องเดินไปด้วยความยากลำบาก วันนี้ผู้ปกครองต้องมาเหมา รถสามล้อเครื่องไปส่ง ไหนล่ะรัฐบาลบอกว่ายุบแล้วจะมีสวัสดิการดีขึ้น มีค่ารถอยู่ที่ไหน แล้วมันส่งผลกระทบที่ประหลาดมากต่อชีวิตครูที่ไปเชียร์นโยบายของรัฐบาลโดยสำคัญผิด อยู่หมู่บ้านไม่ได้ครับ ต้องหย่ากับเมียไปอยู่ที่อื่น เพราะนโยบายนี้ทำลายอะไรมาก ทำลาย วิถีชีวิตของครูด้วย ผมย้ำโรงเรียนหลายโรงเรียนมากประชาชนต้องหลั่งน้ำตา โรงเรียนบ้านกอก อำเภอศรีธาตุ เขาพร้อมที่จะพัฒนาทุกอย่าง แต่วันนี้ยุบไปเรียบร้อยแล้วผมกำลังรวบรวม โรงเรียนขนาดเล็กและผู้ปกครองฟ้องศาลปกครองเพื่อหยุดเรื่องนี้ให้ได้ ภายใน ๒-๓ เดือนนี้ ถ้ากระทรวงศึกษาธิการไม่ประกาศหยุดเรื่องนี้เจอกับโรงเรียนขนาดเล็ก ๑๒,๐๐๐ โรงเรียน แน่นอน เพราะฉะนั้นฝากกองทุนที่จะสร้างความเสมอภาคไปดูแลด้วย โรงเรียนที่ยุบแล้ว เขาอยู่ดีไหม นักเรียนเขามีความสุขไหม อย่างที่โฆษณาไว้ ถ้าไม่มีให้เอาโรงเรียนไปคืนเขา ท่านดำเนินวิธีการที่ทรมานมาก โหดร้ายมาก โรงเรียนขนาดเล็กท่านไม่บรรจุผู้บริหาร เสร็จแล้วคนรักษาการมีครูน้อยลง เวลาครูว่างย้ายออกที่อื่นท่านไม่บรรจุครู มันโหดเหี้ยม ทารุณทางการศึกษาเกินไปไหมสำหรับประชาชนที่เขาสร้างบ้านมา นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะพูด ในรายละเอียด ส่วนเรื่องกระทรวงศึกษาธิการกำลังจะทำลายโครงสร้างเดี๋ยวจะมีคนมาพูด

สิ่งที่ผมจะพูดในเรื่องสุดท้าย ก็คือวัตถุประสงค์ของกองทุนท่านเขียนไว้ นอกจากเรื่องโรงเรียน เรื่องสถานศึกษาแล้ว ท่านก็เขียนบอกจะเอาเข้าไปช่วยหน่วยงาน โรงเรียนขนาดเล็กเป็นหน่วยงานที่ท่านต้องให้ความสนใจ และท่านยังเขียนบอกว่าท่านจะ สร้างครูมืออาชีพ ท่านจะต้องส่งเสริมให้ครูเป็นคนที่มีจิตวิญญาณ ท่านประธานที่เคารพ อาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง แน่นอนไม่มีใครทำลายล้างความศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ แต่รัฐบาลนี้กำลัง เสนอกฎหมายเพื่อทำลายความเป็นวิชาชีพครู ท่านครับ หมอเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต้องรักษา คนป่วยด้วยจิตวิญญาณ ด้วยความรับผิดชอบ ครูที่สอนนักเรียน ครูคือคนที่สร้างคน คนสร้างคน แต่มีกลไกเฉพาะเรื่องค่าจ้างไม่ได้ ต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู ต้องถ่ายทอดให้ศิษย์โดยไม่เหลือ แล้วมีความรักลูกศิษย์ยิ่งกว่า นี่คือวิญญาณของความเป็นครู ท่านจะสร้างขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านจะทำลายใบประกอบ วิชาชีพครูไม่ต้องมี ครูไม่ต้องมีสำนึกเอง ครูไม่มีต้องมีสถาบันของตัวเองที่จะรักษาวิชาชีพ หรือจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพครูแล้วจะเอาที่ไหนมา ความรับผิดชอบที่ไหน จะให้เขาสอน วันหนึ่งจะให้ครูไปเป็นเรือจ้างใช่ไหม รับจ้างไปวัน ๆ หนึ่งใช่ไหม เด็กได้ไม่ได้ไม่เกี่ยว สอนหมดเวลาจบ การบ้านเด็กทำไม่ทำไม่ใช่เรื่องของครูสั่งไปแล้ว นี่โรงเรียนจะอยู่อย่างไร การศึกษาจะพัฒนาอย่างไร ผมขอฝากผู้จัดการกองทุนที่มาวันนี้ให้ลงไปดูในกฎหมาย ที่รัฐบาลกำลังเสนอผ่านมาเข้าสภา และเป็นกฎหมายที่สนุกที่สุดในทางการศึกษา พอเสนอ เข้าสภาแล้วจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมไม่ยอม ผมไม่ยอมที่จะให้การศึกษาเดินทางไปสู่หายนะ มากกว่านี้ และผมจะระดมประชาชนทั่วประเทศ โรงเรียนขนาดเล็ก ๑๒,๐๐๐ โรงเรียน จะต้องมาพบกันเพื่อหยุดภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการที่เลวร้ายอันนี้ ไม่ว่าท่านจะทำด้วย เหตุผลใด ๆ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือการทำลายวิถีชีวิตของเด็กในชนบท เขาพึ่งตัวเองได้ เขาไปโรงเรียนด้วยตัวเองได้ ผู้ปกครองไปทำงานได้ วันนี้ไม่ได้แล้ว ต้องดูแลเด็ก แล้วลูกใคร จะปล่อยทิ้ง เมื่อท่านไปยุบเขา ท่านยุบเขาโดยไม่บรรจุผู้บริหาร วันนี้ก็ยังไม่บรรจุแสดงว่า ไม่ได้ยิน ผมพูดในสภานี้ครั้งที่ ๓ แล้วยังไม่ได้ยิน จะเอาคนกี่คนมาถึงจะได้ยิน ต้องเอา ๑๒,๐๐๐ โรงเรียนใช่ไหม ผู้ปกครองอีกหมู่บ้านละ ๑๐ คนใช่ไหม ต้องการคน ๑๒๐,๐๐๐ คน ใช่ไหม เดี๋ยวผมจะนัดมาให้ถ้ายังไม่เลิก ถ้ายังไม่อยากเจอก็ให้เลิกเสีย รับรองว่ามาแน่ ใครจะทนอยู่ได้ วันนี้ท่านทำลายย่อยยับไปหมด เสร็จแล้วเด็กเขาได้รับโอกาสดีไหม ไม่ดี ผลวิจัยเชิงประจักษ์แปลว่าไปสำรวจชีวิตนักเรียนที่ย้ายมาโรงเรียนขนาดใหญ่ ไปถามเลย ร้อยละ ๙๐ บอกมา เขาไม่มีความสุขมากกว่าที่จะเรียนอยู่ที่โรงเรียนเล็ก ๆ ของเขา ลองเอา ผลวิจัยที่มันดีมาสิ ใครวิจัยเอาไว้หลังจากยุบแล้ว ทำไมไม่หยุด นี่พูดเป็นครั้งที่ ๓ แล้วนะ แล้วจะพูดอีกจนกว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเลิกประกาศยุบ ฝากท่านผู้จัดการกองทุนด้วย ท่านเกิดขึ้นในภาวะปัจจุบันที่เป็นภาระของท่าน ไม่ใช่เรื่องเติมเต็มความเสมอภาคแล้ว มันเป็นเรื่องการทำลายความเสมอภาคทั้งหมด ทำลายศักยภาพของความเป็นมนุษย์ด้วย ฝากท่านเป็นพิเศษสำหรับการให้วิถีชีวิต ให้ความเสมอภาคของเด็กชนบท ให้ความยุติธรรม กับครู ให้เขามีจิตสำนึกของความเป็นครู มีความภูมิใจ มีใบประกอบวิชาชีพ เขาสร้างขึ้นมาแล้ว คุรุสภา มีกฎหมายแล้วไปทำลายเขาทำไม นี่คือสิ่งที่ผมฝากไว้ ขอบคุณมากครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน โกวิทย์ พวงงาม ครับ

ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพครับกระผม โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท วันนี้ผมขออภิปรายเกี่ยวกับรายงานประจำปี ๒๕๖๑ กองทุนเพื่อความ เสมอภาคทางการศึกษา อยากกราบเรียนท่านประธานว่ากองทุนนี้ได้แบกรับความสำคัญของ ชาติอยู่มาก ในเรื่องของการสร้างคน สร้างโอกาส สร้างความเสมอภาค แล้วก็แก้ไขปัญหา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมพูดว่ามันเป็น เรื่องใหญ่เพราะว่าจริง ๆ แล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบทางการศึกษาในประเทศเรามีมาก สามารถที่จะพูดเป็นภาษาเดียวกันก็ได้ว่าส่วนหนึ่งต้องการให้โอกาสทางการศึกษากับพี่น้อง ประชาชนคนไทยอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย โรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญ ประกอบกับเงินที่กองทุนได้รับ ไปประมาณ ๑,๒๐๐ กว่าล้านบาทกับการแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่ ผมคิดว่ามันยังต้องตอบ โจทย์อีกเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นผมเองรู้ดีว่าความไม่เสมอภาคมันมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของทรัพย์สิน เงินทอง ความยากจน เรื่องของความไม่เท่าเทียมในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล เรื่องของการไม่สามารถสัมผัสได้ถึงแหล่งเรียนรู้ที่ควรจะได้เรียนรู้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผมเห็นโครงการ ๑-๗ โครงการที่ทางกองทุนพยายามจะทำก็คือเรื่องของนักเรียนยากจน พิเศษ ซึ่งก็ขอชมเชยว่ามันเป็นเงินที่ให้แก่นักเรียนที่ยากจนซึ่งก็เป็นประโยชน์

โครงการที่ ๒ เรื่องของเด็กปฐมวัยนะครับ ซึ่งสร้างคุณภาพชีวิตของเด็ก เรื่องของโครงการที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของนักเรียนที่อยู่ไกล ห่างไกลพื้นที่ เรื่องของครู นักเรียนที่ต้องสร้างคุณภาพให้ครูอยู่กับพื้นที่ แล้วก็เรื่องของการสร้างความช่วยเหลือเยาวชน ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อจะให้เขาได้มีอาชีพเมื่อจบการศึกษาไปแล้ว รวมทั้งเรื่องของแรงงาน เรื่องพัฒนาอาชีพ ผู้ประกอบการที่จะเป็นผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โครงการเหล่านี้ไล่เลียงแล้ว ผมคิดว่าอาจจะต้องไปดูสิ่งที่ผมพูดถึงความยิ่งใหญ่ อยากให้ท่านประธานผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้อง เปิดมาตรา ๓ ครับ ในมาตรา ๓ ได้อธิบายความเสมอภาคทางการศึกษาไว้ ความหมายว่า การที่ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับและเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาอย่างเสมอภาคและทั่วถึง ผมขีดเส้นใต้คำว่า ประชาชน นะครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่กองทุน จะต้องไปให้ถึงมันมีเยอะมาก มันไม่ใช่ ๗ โครงการที่ทางกองทุนได้นำเสนอ แต่ผมอยากจะ บอกว่าถ้าเราจะทำให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษามันมีวิธีการครับ ผมไปดูในหลักการ ของมาตรา ๒๓ ในมาตรา ๒๓ ได้เขียนเรื่องของ (๑) พูดถึงว่าให้สำนักงานโครงการมีหน้าที่ ที่จะต้องไปดำเนินการเรื่องของกองทุนที่ต้องประสานความร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กร ต่าง ๆ ผมจึงอยากเสนอว่ากองทุนที่มีเงินน้อยอยู่แล้วพันกว่าล้านบาทกับภาระที่ท่านแบกรับ ผมว่าในส่วนที่ท่านทำดีอยู่แล้วก็ขอชมเชย แล้วก็ขอชมเชยรายงานด้วยว่าทำได้ชัดเจน เพราะท่านพูดถึงตัววัตถุประสงค์และตัวกิจกรรม แล้วตัวผลที่ออกมาอันนี้ก็ขอชมเชยด้วย แต่อย่างไรก็ตามผมเป็นห่วงว่าต้นแบบต่าง ๆ ที่ท่านคิด สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ทำก็คือ ลองติดตามและประเมินดู สมมุติว่าเราให้ทุนกับเด็กที่ยากจน เราให้ทุนกับครูแล้วก็พัฒนาครู ให้อยู่กับพื้นที่ก็ลองดูว่าทั้งเด็กปฐมวัยก็ดี เด็กที่อยู่ในโรงเรียนที่ยากจนเป็นพิเศษก็ดี ว่ามีการพัฒนาและได้รับความเสมอภาคที่มีความเท่าเทียมกันอย่างที่กล่าวถึงหรือเปล่า ผมอยากนำเรียนว่าทุกวันนี้เราก็ยังพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคทางการศึกษา อยู่มากเหมือนกัน มันไม่สามารถเยียวยาได้ครบหมด แต่วิธีการที่ผมพูดถึงมาตรา ๒๙ ที่พูดถึงความร่วมมือแล้วก็ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน และท่านก็ไปสนับสนุนกิจกรรมใน (๕) กิจกรรมของสถานศึกษาหรือของกองทุน สิ่งที่ผมพูด อย่างนี้ก็อยากจะเสนอโมเดล (Model) ว่าท่านจะต้องใช้ความร่วมมือกับองค์กรส่วนอื่น ผมคิดว่ามันมีตัวละครที่ช่วยเรื่องความเสมอภาค ที่ช่วยเรื่องการศึกษาอยู่แล้ว อย่างเช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนต่าง ๆ ที่ท่านไปสนับสนุนอยู่ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เรื่องของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ แล้วก็มาร่วมมือกับกองทุน กสศ. อย่างที่ผม กล่าวถึงแล้วก็วางหลักเกณฑ์ เพราะว่าคณะกรรมการมีสิทธิวางหลักเกณฑ์ มาวางวิธีการ ที่จะสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการฝึกอาชีพ เมื่อสักครู่ผมอ้างถึงตัวประชาชน ผมว่า ยังมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการการเรียนรู้ด้วย อย่างเช่น ประชากรในวัยผู้สูงอายุ เป็นต้น ซึ่งสังคมของเราจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งต่อไปนี้ก็มีหลายล้านคนที่ท่านต้องดูแลเพื่อให้เกิด ความเสมอภาคกับเขาด้วยตามที่ผมอ้างในมาตรา ๓ เพราะฉะนั้นมันเขียนเรื่องยิ่งใหญ่ครับ ท่านแบกรับ แต่ท่านทำคนเดียวไม่ได้ ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะผมอยากให้กองทุนพยายามหา พาร์ตเนอร์ชิป (Partnership) พยายามหาคนที่มาร่วมมือกับท่าน แล้วก็ให้คณะกรรมการวาง กฎเกณฑ์ เพราะในกฎหมายให้อำนาจของคณะกรรมการไปวางกฎเกณฑ์ที่จะหาความร่วมมือ แล้วก็ไปให้ประเมิน ผมยกตัวอย่างเช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เขามีโรงเรียนอยู่ผมว่า เขารู้ข้อมูลใครที่ยากจน ใครที่มีการขาดแคลนทุนทรัพย์ ใครที่มีปัญหา รวมถึงประชาชน ทุกเพศทุกวัยที่ควรจะไปร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่จะต้องมี ซึ่งมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็มีอาคาร มีอุปกรณ์ มีคนที่เชี่ยวชาญทางวิชาชีพอยู่แล้วไปส่งเสริมให้มีทักษะวิชาชีพต่าง ๆ และกองทุน ซึ่งให้ทางพาร์ตเนอร์ (Partner) ของที่ไปร่วมมือลองดูว่ามันจะมีการผสมผสานทุนทรัพย์กัน อย่างไรเพื่อจะลดรายจ่ายของท่านขึ้น ผมคิดว่าต้องหาวิธีการใหม่และมองมุมใหม่เรื่องใหม่ ๆ อันนี้ก็คืออยากจะฝากเรียนไปยังท่านประธานผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนว่าสิ่งที่ผม เสนอผมอยากให้มีการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่ เพราะผมคิดว่าองค์กรทุกองค์กรในประเทศนี้ก็อยากเห็นความเสมอภาคทางการศึกษา เพราะว่าการลงทุนทางการศึกษานั้นสำคัญที่สุดและเป็นการสร้างคนที่ดีที่สุดในประเทศนี้ เพราะฉะนั้นคนทุกเพศทุกวัยย่อมขาดโอกาสทางการศึกษาเช่นเดียวกัน เมื่อสักครู่ยกตัวอย่าง เรื่องของผู้สูงอายุที่ควรจะมีพื้นที่แหล่งเรียนรู้อย่างเสมอภาคกับเขาทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะ จัดการเรื่องโรงเรียนผู้สูงอายุ ร่วมมือกับท้องถิ่น ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สร้างโอกาสเด็ก รวมทั้งศูนย์เด็กเล็ก ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะนำเรียนว่า ให้จัดการในวิธีการของคณะกรรมการเพื่อเปิดกว้างให้ดำเนินการในสิ่งที่ผมได้กราบเรียน จึงนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้องว่าให้พิจารณาดำเนินการสิ่งที่ผมเสนอ เพื่อทำให้ เป้าหมายสิ่งที่เราพูดถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นไปสู่เป้าหมายให้มากขึ้น ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐ์ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อคืนนี้ผมก็ได้พูดถึงกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ก็ยังมีปัญหา มากมายกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เรียนจบการศึกษา วันนี้ด้วยอานิสงส์ของรัฐธรรมนูญที่ท่านได้ร่างขึ้นมาใหม่แล้วก็เกิดเป็นกองทุนใหม่ขึ้นมา ซึ่งกองทุนใหม่นี้ผมก็ยังไม่ค่อยจะไว้วางใจเท่าไรสำหรับการเริ่มต้น ผมพูดสั้น ๆ นะครับ ท่านช่วยส่งรายละเอียดนักเรียนยากจนพิเศษ ปี ๒๕๖๑ ที่ท่านใช้งบ ๙๕๓ ล้านบาท ๕๑๐,๐๔๐ คนให้กับผมนะครับว่า ๕๐๐,๐๐๐ คนนี้ชื่ออะไร ลูกใคร อย่างไร อยู่ที่ไหน เพราะท่านมีข้อมูล แล้วก็โรงเรียน ๒๖,๕๕๗ โรงเรียนเอามาให้ผม ผมจะตามไปดู อันนี้ข้อ ๑

ข้อ ๒ โครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับครูรุ่นใหม่ที่อยากจะไปอยู่ ชนบทห่างไกลและมีคุณภาพในศตวรรษที่ ๒๑ ตามที่ท่านพูดไว้ ท่านตั้งงบไว้ ๗๓ ล้านบาท ๓๐๐ คน เดือนกันยายนนี้ก็จบโครงการ ขอให้ส่งชื่อ ๓๐๐ คนนี้มา แล้วก็สถานที่ที่เขา ไปเป็นครู ผมจะตามไปดู ๒ เรื่องเท่านี้ช่วยส่งให้พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เผื่อวันหลังปีหน้า ท่านเข้ามาอีก ผมจะได้ช่วยสนับสนุนว่ามันดีหรือไม่ดี ช่วยกัน ขอบคุณครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญผู้แทน กองทุนมีอะไรชี้แจงไหมครับ เชิญครับ ตอบคำถามครับ

นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. จะขออนุญาตที่จะเรียนชี้แจง ในเรื่องของรายงานประจำปี ๒๕๖๑ แล้วก็จะขออนุญาตตอบประเด็นคำถาม พยายามที่จะ รวบรวมหมวดหมู่ไว้ ผมได้รวบรวมไว้ประมาณสัก ๗ หมวดหมู่ด้วยกัน ๑. ก็คือเรื่องของ งบประมาณ ๒. ก็คือเรื่องมิติของความเหลื่อมล้ำ ๓. ก็คือเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย ๔. ก็จะเป็น เรื่องของการประเมิน แล้วก็ เคพีไอ (KPI) รวมทั้งเรื่องของสังกัดต่าง ๆ ด้วย ๕. จะเป็นเรื่อง คุณภาพของโครงการต่าง ๆ ว่าเราพัฒนาขึ้นมาอย่างไร ๖. ก็จะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อกับ นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแล้วก็รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประเด็น สุดท้ายก็จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวจริง ตัวช่วย ผมขออนุญาตที่จะสรุปรวม ๆ ครับ บางประเด็นเข้าด้วยกันก็คือประเด็นเรื่องของงบประมาณ ประเด็นเรื่องมิติของความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ประเด็นของกลุ่มเป้าหมายนี้ ก็คงจะตอบได้จากความเป็นมาและสาระสำคัญของ พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ สำหรับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ได้เสนอให้กับรัฐบาล เมื่อปีที่แล้วคือปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อเสนอนั้นเป็นข้อเสนอที่วิเคราะห์การศึกษาของประเทศไทย มีจุดอ่อนมากที่สุดอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำแล้วก็โอกาสที่ไม่เสมอภาค ของประชาชนที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษานั้น มีข้อเสนอให้กับรัฐบาลอย่างน้อย ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกลไกที่จะเข้ามาช่วย เพิ่มประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาคณะกรรมการ ยังได้เสนออีกข้อหนึ่ง ก็คือประมาณการไว้ว่าถ้าจะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะต้องใช้ ทรัพยากรเพิ่มเติมเข้าไปในระบบการศึกษา แต่ว่าการเพิ่มเติมทรัพยากรเข้าไปในระบบ การศึกษานั้นไม่ใช่เพิ่มเติมเข้าไปที่ใดก็ได้ แต่ว่าได้ชี้เป้าไว้ รวมทั้งขนาดของงบประมาณ ที่จำเป็นต้องใช้ ทางคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ประมาณว่าจำเป็นจะต้อง ใช้งบประมาณประมาณร้อยละ ๕ หรือ ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทางด้านการศึกษา ในปัจจุบัน คิดเป็นจำนวนงบประมาณก็ประมาณปีละ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่จำนวนงบประมาณไม่ได้สำคัญเท่ากับจะต้องเติมเข้าไปที่จุดไหน คณะกรรมการอิสระ เพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ชี้ประเด็น ชี้เป้าไว้ว่าจะต้องเข้าไปโดยมีข้อแม้ ๒ ข้อ ข้อแรก ก็คือ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะต้องเข้าไปเน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นการไปตัดจ่ายโดยทั่วไปเหมือนกับงบประมาณปกติหลายแสนล้านบาท ที่ใช้อยู่แล้ว

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการเข้าไปเติมในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้นจะต้อง ผูกอยู่กับผู้เรียน จะต้องผูกอยู่กับนักเรียนที่ทางวิชาการเรียกว่าเป็น ดีมานด์ ไซด์ ไฟแนนซิง (Demand side financing) เพราะฉะนั้นการเติมงบประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเข้าไป ไม่ใช่เติมเข้าไปในระบบราชการปกติ ซึ่งก็จะกลายไปเป็น ซัปพลาย ไซด์ (Supply side) ไป เพราะฉะนั้นเงื่อนไขก็คือว่าเติมเข้าไปแต่ว่าจะต้องไปผูกกับผู้เรียนให้ได้ อันนี้ก็คือที่มาของ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นแค่คำตอบครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งก็คือ เข้าไปใช้ทำอะไรด้วย ทางคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาก็จึงได้คิดว่าจำเป็น จะต้องมีกลไกที่จะต้องเป็นกลไกในแง่ของความคิด ในแง่ของการที่จะคิดหาวิธีมาตรการ ที่ได้ผล ก็จึงได้มี พ.ร.บ. กสศ. นี้ออกมา ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้จำเป็นจะต้องมาเข้าที่ กสศ. ทั้งหมด เข้ามาที่ กสศ. เป็นส่วนน้อยก็ยังได้ แต่อันนี้เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมการอิสระ เพื่อการปฏิรูปการศึกษา อันนี้ก็คือประเด็นที่มาของงบประมาณนะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องมิติของความเหลื่อมล้ำที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้หยิบยกขึ้นมา ซึ่งก็ตรงกับ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งให้นิยามความเหลื่อมล้ำไว้ ในมาตรา ๓ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความยากจนเท่านั้น แต่ความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นความเหลื่อมล้ำ ที่มองมิติทางด้านคุณภาพของครูแล้วก็คุณภาพของโรงเรียน รวมทั้งสาเหตุทางสังคมด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คงจะตรงใจท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ก็ตรงกับที่ท่านได้แนะนำไว้นะครับ

ต่อไปคือเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย เรื่องของกลุ่มเป้าหมายนั้นสามารถที่จะดูได้ จากพระราชบัญญัติในมาตรา ๕ ซึ่งกล่าวถึงวัตถุประสงค์แล้วก็มีวงเล็บต่าง ๆ ไว้ ๗ วงเล็บ ด้วยกัน ถ้าไล่ไปแต่ละวงเล็บก็จะพบว่ากลุ่มเป้าหมายของ กสศ. เริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก จนกระทั่ง ถึงเด็กเยาวชนวัยเรียนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา และรวมถึงทรัพยากรมนุษย์ ก็คือหมายถึงประชาชนที่พ้นวัยเรียนแล้ว ถ้าดูจากมาตรา ๕ วงเล็บต่าง ๆ กลุ่มเป้าหมาย ของ กสศ. ก็จะมีจำนวนมากมาย คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ประเมินไว้ว่า กลุ่มนี้รวมแล้วน่าจะประมาณ ๔ ล้านคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเหลื่อมล้ำ มีโอกาส ทางการศึกษาน้อย มีโอกาสพัฒนาตัวเองน้อย ตรงนี้ก็จะสัมพันธ์กับระดับงบประมาณที่ทาง คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ประเมินไว้ในประเด็นที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นกลุ่มเป้าหมายของ กสศ. เมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้ทักท้วงไว้ว่าจะไปเน้น เรื่องของเด็กปฐมวัยนั้นถ้าดูจาก พ.ร.บ. แล้วก็จะคลาดเคลื่อน เราก็จะครอบคลุมทั้งหมด ทีนี้มันก็จะขัดแย้งกัน ขัดแย้งกันตรงที่ว่าปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำก็เป็นปัญหาลำดับต้น ของประเทศ ในขณะที่จำนวนประชากรที่ขาดโอกาสทางการศึกษาก็มีจำนวนนับล้านคน ตามที่ประมาณไว้ก็คือประมาณ ๔ ล้านคน งบประมาณที่ทางรัฐบาลจัดให้เราเองก็จำนวนไม่มาก มีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมการก็จึงได้มีการทบทวนว่าเราจะทำงานอย่างไร จึงจะใช้งบประมาณที่ได้มาจำนวนไม่มากนี้ให้เกิดผลกระทบหรือว่าผลลัพธ์ที่มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทางคณะกรรมการก็ไม่ได้คิดว่า จะไปเรียกร้องที่จะของบประมาณเพิ่มขึ้น ๆ จำนวนมาก แต่ว่าพยายามที่จะหาวิธีในการ ที่จะใช้งบประมาณที่เราได้มาค่อนข้างน้อยให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทางคณะกรรมการจึงได้มีการรีวิว (Review) มีการรีวิว (Review) ว่าในโลกนี้มีองค์กร ที่ทำหน้าที่ ทำภารกิจคล้าย ๆ กสศ. อยู่ที่ใดบ้าง องค์กรหนึ่งเป็นองค์กรระดับโลกเลย เรียกว่า โกลบอล พาร์ตเนอร์ชิป ฟอร์ เอดดูเคชัน (Global partnership for education) เป็นองค์กรของสหประชาชาติแล้วก็มีอีกหลาย ๆ องค์กรอยู่ในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดท่านสมาชิกอาจจะได้ข่าวผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็เป็นนักวิชาการ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเอ็มไอทีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เราได้ทบทวนยุทธศาสตร์ วิธีทำงาน ขององค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งเขาใช้งบประมาณน้อย แต่ว่าเกิดผลกระทบจำนวนมากครับ ผลกระทบกว้างขวางนี้ ก็คือการใช้งานวิชาการในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่างจาก งานวิชาการหรืองานวิจัยเพื่อที่จะมุ่งพับลิก (Public) หรือตีพิมพ์ เพราะฉะนั้นบอร์ด (Board) ก็จึงเห็นว่าการที่เราใช้งบประมาณจำนวนที่ได้มาค่อนข้างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าเรา ไปทุ่มเทกับการไปอุดหนุนหรือไปจ่ายให้กับเด็กหรือว่าประชาชนกลุ่มเป้าหมายโดยตรง มันต้องใช้งบประมาณอีกหลาย ๆ สิบ อาจจะถึง ๑๐ เท่าของที่เราได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น จึงได้มียุทธศาสตร์ว่าเราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาขีดความสามารถในทางวิชาการเพื่อที่จะชี้เป้า ให้กับส่วนราชการ กระทรวง หน่วยงานหลักทั้งหลายให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศในส่วนของ การลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในส่วนของการศึกษานั้นควรจะต้องมีการปรับปรุงนโยบาย ควรจะต้องมีการจัดการพัฒนามาตรการ ผลักดันมาตรการอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ องค์กรระหว่างประเทศที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ล้วนอยู่ในเครือข่ายที่ทาง กสศ. เขามาร่วมงาน อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ล่าสุดก็จะเป็นเจ-พอล (J-PAL) เป็นเครือข่ายของผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่ว่า เร็ว ๆ นี้ก็อาจจะมีคนระดับรางวัลโนเบลมาช่วย กสศ. ในการที่จะพัฒนางานที่จะช่วยกัน ลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยต่อไปด้วย อันนี้ก็คือภาพรวมเรื่องของงบประมาณ เรื่องของการที่ กสศ. มองถึงความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็เรื่องของ ยุทธศาสตร์ที่ทางคณะกรรมการได้ทบทวนว่าเรามีข้อจำกัด และเราควรจะทำอย่างไรที่จะทำ ภารกิจภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณที่ขาดไปจำนวนมากได้นะครับ

ประเด็นต่อไป ผมขออนุญาตที่จะไปในประเด็นของการประเมินผล รวมทั้ง เคพีไอ (KPI) ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทักท้วง เรื่องของการประเมินผลนั้นก็จะอยู่ใน พระราชบัญญัติในมาตรา ๔๔ ซึ่งใน พ.ร.บ. มาตรา ๔๔ กสศ. ก็จะได้รับการประเมิน โดยคณะกรรมการที่กระทรวงการคลังตั้งขึ้นทุก ๓ ปี อันนี้ก็คือการประเมินที่เป็นทางการ ที่พระราชบัญญัติได้วางไว้ นอกจากนั้นก็จะมีการตรวจสอบจากทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ รวมทั้งการมาชี้แจงกับสภาทุก ๆ ปี อย่างในวันนี้เป็นต้น อันนี้ก็คือในส่วนของการประเมินที่เป็นทางการ แต่ในส่วนของการปฏิบัติงานจริง ๆ แล้ว ทาง กสศ. เราได้รับนโยบายจากทางบอร์ด (Board) ว่าในงานวิชาการที่เราจะต้องทำงาน ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือประชาชนนั้น งานวิชาการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก แล้วก็ปีก ของการประเมินก็คือส่วนหนึ่งของงานวิชาการ ผมขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างโครงการ ช่วยเหลือนักเรียนที่เราเรียกว่า นักเรียนยากจนพิเศษ ความหมายก็คือนักเรียนที่ยากจนที่สุด ของประเทศ ในปีที่ผ่านมาปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ เราช่วยเหลือไปประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนเศษ เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือครั้งเดียวจบ จะต้องมีการช่วยเหลือต่อเนื่อง แต่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็คงได้เห็นว่าการไปช่วยเหลือโดยตรงแบบนี้จะต้องใช้งบประมาณ มากมาย ในปี ๒๕๖๑ นั้นก็จะครอบคลุมถึงงบประมาณของเราประมาณ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เราได้ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ในปี ๒๕๖๒ ก็ประมาณเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของที่เราได้ ในปี ๒๕๖๒ กลับมาที่เรื่องแม้ว่าการช่วยเหลือโดยตรงนั้น กสศ. ก็ได้วางระบบประเมินไว้ ที่ผมอยากจะเรียนว่าน่าจะให้ความมั่นใจกับท่านสมาชิกพอสมควร ระบบประเมินมาทีหลัง ความจริงแล้วเรื่องนี้มาจากงานวิจัยเริ่มต้น ๔ โครงการด้วยกัน

งานวิจัยแรกเป็นงานวิจัยขององค์การระหว่างประเทศก็คือธนาคารโลกที่ได้ มีประสบการณ์ในการที่ไปประเมินมาตรการที่เขาเรียกว่า คอนดิชันนัล แคช ทรานส์เฟอร์ (Conditional cash transfer) ในหลาย ๆ ประเทศแล้วก็ได้ผลมาแล้วนะครับ ก็คือการช่วยเหลือคนจนในลักษณะที่เราให้เงินอุดหนุนไปโดยที่มีสัญญากับเขาว่าเมื่อได้รับ เงินอุดหนุนไปแล้วจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร มีคำมั่นสัญญากันตรงนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็จะมีผลดีพอสมควร เรื่องของประเทศไทย คอนดิชันนัล แคช ทรานส์เฟอร์ (Conditional cash transfer) ก็แปลออกมาเป็นเรื่องของการอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข เรื่องการอุดหนุน อย่างมีเงื่อนไขก็คือง่าย ๆ ครับ ขอให้มาโรงเรียน ขอให้รับเงินอุดหนุนไปแล้วอย่าขาดเรียน มาเรียนได้เต็มเวลาตามมาตรฐาน สามารถที่จะเรียนรู้เรื่อง เรียนทันเพื่อน อันนี้ก็คือเรื่องของ เงื่อนไขง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่ไปดูหรอกครับว่าครอบครัวจะเอาเงินไปใช้ในเรื่องนั้น เรื่องนี้อะไรต่าง ๆ เพราะถ้าตามไปดูแบบนั้นก็จะเป็นเรื่องของการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะว่า เงินอุดหนุนที่ให้กับเด็กแต่ละคนวันละ ๑๐ บาทเท่านั้นเอง การไปดูในรายละเอียดแบบนั้น ก็จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการที่จะไปติดตามทำข้อมูลอีกจำนวนมากมายมหาศาล เราดูผล เท่านั้นเองครับ เราดูผลว่าเมื่อรับเงินอุดหนุนไปแล้วนักเรียนมาโรงเรียนตามที่สัญญาไว้ เพราะฉะนั้น เคพีไอ (KPI) ตัวแรกของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของอัตราการมาเรียน

งานวิจัยชิ้นที่ ๒ ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องนี้ก็คืองานวิจัยที่เราได้วิเคราะห์กันว่า ประเทศไทยใช้จ่ายทางด้านการศึกษาอยู่ที่ไหน มีตรงไหนมาก ตรงไหนขาด ตรงไหนเกิน ตรงไหนขาด แล้วก็มีการทำรายการออกมาด้วยว่านักเรียนที่เป็นนักเรียนยากจนนั้นขาดอยู่ มากน้อยเท่าไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นงานวิจัยชิ้นที่ ๒ ที่เราพอจะบอกได้ว่าถ้าจะเติมให้ ควรจะเติมเท่าไร วันละ ๑๐ บาทไม่พอครับตามที่ท่านสมาชิกได้เป็นห่วง แต่ว่าเราได้เท่านี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเริ่มต้นเท่านี้ก่อนนะครับ

งานวิจัยชิ้นที่ ๓ ก็จะเป็นงานวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องของการคัดกรอง คัดกรอง เพื่ออะไรครับ คัดกรองก็คือเป็นการปฏิรูประบบการอุดหนุนนักเรียนยากจน ซึ่งทาง สพฐ. ได้ร่วมงานกับหน่วยงานวิจัยที่ท่าน ส.ส. อาจารย์ดอกเตอร์กนกได้ริเริ่มไว้มาเป็นเวลา ๓ ปี มีการเตรียมความพร้อมว่าถ้าจะไปคัดกรองนักเรียนแล้วไม่เป็นคนอยากจน เป็นนักเรียน ที่ยากจนจริง ๆ มีวิธีดูอย่างไร ถ้าไปถามเขาเฉย ๆ ว่าได้รายได้เท่าไรมันเป็นคำตอบที่เชื่อได้ยาก เพราะว่าคนยากจนเขามีรายได้บางทีเป็นรายได้รายวัน รายได้รายชั่วโมงก็มี ไม่ได้มีรายได้ เป็นเงินเดือน อย่างเช่น ชนชั้นกลางทั่วไป เพราะฉะนั้นงานวิจัยอันนี้ทางคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้เข้ามาช่วยแล้วก็หาวิธีในการที่เรียกว่า เป็นการประเมิน ไปดูอะไรบ้าง จึงจะเชื่อได้ว่ามีความยากจน การไปทำการคัดกรองนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ มาก ๆ ของระบบการจัดเงินอุดหนุน แต่ก่อนนี้ถ้าย้อนหลังไปประมาณ ๔ ปีก่อน นักเรียน ยากจนที่ทาง สพฐ. มีรายชื่ออยู่ก็เป็นแต่เพียงโรงเรียนแจ้งรายชื่อเข้ามา ไม่ได้มีการคัดกรอง ว่ามีความยากจนที่แท้จริงมากน้อยแค่ไหน งานวิจัยเช่นนี้นอกจากที่จะไปคัดกรองให้แน่ใจว่า นักเรียนยากจนแล้วยังได้สามารถทำเครื่องมือในการที่จะบอกว่ายากจนมาก ยากจนน้อย ขึ้นมาด้วย เรียกว่าเป็นดัชนี ดัชนีตั้งแต่ ๐ จนถึง ๑.๐ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาล มีงบประมาณเท่าไร เราก็ใช้ดัชนีตัวนี้เป็นเครื่องมือในการที่จะบอกว่าเราจะช่วยเหลือ นักเรียนที่ดัชนีบอกว่ายากจนที่สุดได้สักจำนวนเท่าไร ตรงนี้ก็จะมาจากงานวิจัยในแง่ของ การคัดกรองที่ออกมาในรูปของดัชนีวัดระดับของความยากจนด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ความแม่นยำหรือว่า เคพีไอ (KPI) ตัวที่ ๒ ก็คือว่านักเรียนของเราที่มารับทุน กสศ. นั้น จะต้องผ่านเกณฑ์ความยากจน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีหลักฐานด้วย มีหลักฐานในลักษณะ ที่เรียกว่างานวิจัยนี้ก็จะชี้เป้าต้องไปดูที่บ้านว่าสภาพบ้านเขาเป็นอย่างไร สภาพความเป็นอยู่ เขาเป็นอย่างไร พ่อแม่เขาอยู่ด้วยหรือไม่ เขามีผู้พิการ เขามีคนแก่ที่จะต้องดูแลหรือไม่ หรือว่าเขามีอาชีพอะไร ถ้าเป็นเกษตรกรจะมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองหรือว่ารับจ้างเขา ทั้งหมดเหล่านี้เป็นแฟกเตอร์ (Factor) ที่ทางนักเศรษฐศาสตร์ก็เอามาคิดคำนวณเป็นดัชนี อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่

งานวิจัยชิ้นที่ ๓ ก็เป็นงานวิจัยที่เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งออกมาในรูปของแอปพลิเคชัน (Application) การที่เราจะไปดูคัดกรองความยากจนก็ดี การที่เราจะทำบัญชี การที่เราจะติดตามนักเรียนยากจนจำนวนนับแสน ๆ คนทั่วประเทศ ถ้าเราทำด้วยกระดาษก็จะเป็นภาระของครูอย่างมากมายมหาศาล แต่ว่าเทคโนโลยีทุกวันนี้ สามารถที่จะทำให้การทำงานด้วยกระดาษกลายเป็นการทำงานที่ไม่มีกระดาษเลยแล้วก็ สามารถที่จะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถที่จะใช้ระบบแอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งคุณครูทุกคนก็จะมีมือถือแล้วก็สามารถไปดูที่บ้าน ถ่ายรูปบ้าน ถ่ายรูปสิ่งที่เป็นแฟกเตอร์ (Factor) สำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์บอกมาเพื่อที่จะเอามาเข้าระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูล ยังมีประโยชน์ในแง่ของการตรวจสอบ เคพีไอ (KPI) อีกด้วย ก็คือฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูล ที่ไม่ใช่มีแต่เฉพาะชื่อเด็ก แต่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลที่เราจะตามดูว่าเด็กหรือนักเรียนที่ได้รับทุน เสมอภาคไปแล้วผลการเรียนเขาเป็นอย่างไร ผลการเรียนแต่ละภาคเป็นอย่างไร มีผลการเรียน สม่ำเสมอเป็นปกติหรือไม่ และที่สำคัญก็คือมีการถ่ายรูป คุณครูก็จะถ่ายรูปการมาเข้าเรียน ของนักเรียนในชั่วโมงเรียนต่าง ๆ ตรงนี้ก็จะเป็นสัญญากับเราว่าเด็กรับทุนไปแล้วมีชั่วโมง เรียนเต็มตามมาตรฐาน เพราะฉะนั้นก็จะเป็น เคพีไอ (KPI) ที่บิลต์อิน (Built in) อยู่ในระบบ สารสนเทศ นอกจากนั้น เคพีไอ (KPI) ตัวต่อไปก็จะเป็นเคพีไป (KPI) ที่ว่าด้วยเรื่องของสุขภาพ เพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่เราให้โรงเรียนสามารถที่จะจัดอาหารให้กับนักเรียนในกรณี ที่ขาดเรื่องของอาหารด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นดังนั้นเราก็จะมีการมอนิเตอร์ (Monitor) น้ำหนักส่วนสูงของนักเรียน เราพบว่านักเรียนในปีที่ผ่านมายังมีน้ำหนักส่วนสูงอยู่มีปัญหา ที่ตกไปกว่าเกณฑ์ประมาณ ๑ ใน ๓ ก็คือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ก็สามารถที่จะ มีข้อมูลส่งต่อให้กับกระทรวงสาธารณสุขได้เข้าไปดูแลทางด้านสุขภาพต่อไป ตรงนี้ก็เป็น อีกตัวหนึ่งที่สามารถที่จะบอกได้ว่าเป็น เคพีไอ (KPI) ว่านักเรียนของเราเมื่อรับทุนไปแล้ว มีพัฒนาการทางด้านสุขภาพสอดคล้องกับการที่เราได้ให้งบประมาณไปในส่วนของการดูแล และทางด้านอาหารด้วย

เรื่องของที่ท่านสมาชิกอีกท่านหนึ่งได้ทักท้วงว่าควรจะต้องนำครอบครัวเข้ามา มีส่วนร่วมหรือไม่ ตรงนี้ก็เป็น เคพีไอ (KPI) อีกตัวหนึ่งในโครงการนี้ แต่เราจะไม่ใช้วิธีว่า จะต้องไปทำวิจัยย้อนหลัง เพราะว่าระบบของเราเป็นระบบที่สามารถส่ง เอสเอ็มเอส (SMS) ไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนได้ เมื่อเกิดความผิดปกติของการขาดเรียน ตัวนี้จะเป็นตัว ที่ระบบสามารถเก็บเรสปอนด์ (Responds) หรือการตอบสนองการมีส่วนร่วมของครอบครัวได้ ในลักษณะที่เกือบจะเรียลไทม์ (Real time) เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเทคโนโลยีที่เราสามารถ ที่จะดูว่าครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะดูแลเด็กเยาวชนของเราหรือไม่ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่าง เคพีไอ (KPI) ของโครงการนี้ นอกจากนั้นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่านี้ยังเป็น ตัวตรวจสอบว่านักเรียนได้รับการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนหรือว่าที่ตอนนี้เราเรียกว่าทุนเสมอภาค ครบถ้วนไหม ตรงตามกำหนดตามเวลาหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เมื่อมีการเบิกจ่ายก็จะต้องมีการถ่ายรูป มีการส่ง จีพีเอส (GPS) มีการทำระบบแอปพลิเคชัน (Application) ก็จะดูดเรกคอร์ด (Record) ข้อมูลตรงนี้เข้ามาเป็นการตรวจสอบว่างบประมาณที่เราส่งไปให้นักเรียนนั้นถึงมือนักเรียน หรือว่าถึงมือผู้ปกครองนักเรียนโดยมีหลักฐานบันทึกอยู่ในระบบตรวจสอบตรงนี้ครับ ตรงนี้ ก็เป็นงานวิจัยชิ้นที่ ๓

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งก็จะเป็นงานวิจัยที่เรากำลังจะคิดเพิ่มเติมขึ้นร่วมกับ สถาบันเจ-พอล (J-PAL) ซึ่งกำลังประสานกันอยู่ในขณะนี้ว่าอาจจะต้องมีการนำวิธีการรางวัล โนเบลนี่ละครับ วิธีการ แรนดอมไมซ์ คอนโทรล ไทรอัล (Randomized control trial)

-๙๔/๑ มีการวิจัยให้เห็นว่ากลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือมีความแตกต่าง กันอย่างที่น่าเชื่อถือ ที่น่าเชื่อมั่นได้แค่ไหนตรงนี้ก็ยังไม่ได้ทำ แต่ว่าอยู่ในไปป์ไลน์ (Pipeline) ที่เราจะมีการประสานงานกับทางเจ-พอล (J-PAL) ของมหาวิทยาลัยเอ็มไอทีในระยะต่อไป เร็ว ๆ นี้ อันนี้คือตัวอย่างเรื่องการประเมิน ซึ่งก็มีการประเมินทั้งในส่วนที่พระราชบัญญัติได้ กำหนดไว้ แล้วก็มีการประเมินในลักษณะของโครงการวิจัย แล้วก็มีการประเมินในลักษณะ ของฐานข้อมูลที่เรียกว่าเป็นบิลต์อิน (Built in) อยู่ในระบบงานของเรา

ผมขออนุญาตไปที่เรื่องของคุณภาพกับปริมาณที่ท่านสมาชิกได้หยิบยกขึ้น เมื่อสักครู่ ซึ่งก็ตรงกับหลักการของคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่า เพียงแต่จัดงบประมาณไปให้อาจจะไม่ได้มีประโยชน์เท่าไร มันอาจจะไม่ได้ผลอะไรเท่าไร มันอาจจะเป็นการเสียเงินเปล่า เพราะฉะนั้นในการพัฒนาโครงการแต่ละโครงการของเรา จึงจำเป็นที่จะต้องคิดเรื่องคุณภาพให้ตกผลึกก่อน โดยมีการรีวิว (Review) มีการที่จะดูว่า มาตรการที่เป็นไปได้เป็นอย่างไร แล้วก็เริ่มจากโครงการที่มีไซซ์ (Size) หรือว่าขนาดไม่ใหญ่นัก มีการทดลองนำร่อง มีการทดลองพอสมควรก่อน ขณะนี้ กสศ. ยังไม่ได้ถึงปีที่ ๒ เลยครับ เพราะฉะนั้นโครงการส่วนใหญ่ ๖-๗ โครงการ ยกเว้นโครงการที่ ๑ ก็จะอยู่ในโครงการที่อยู่ ในข่ายที่เรายังทำในสเกล (Scale) ที่ไม่ได้ใหญ่นัก ทำในสเกล (Scale) ที่ทดลองดู ทำในสเกล (Scale) ที่เรียกว่าอาจจะเป็นบางพื้นที่ อาจจะเป็นบางจังหวัดก่อน มิฉะนั้นถ้าผิดพลาดไป คุณภาพก็จะเสียไป ผมยกตัวอย่างเรื่องของเด็กเล็กที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้หยิบยก ขึ้นมาคือโครงการที่ ๒ กับโครงการที่ ๗ ความจริงแล้วโครงการที่ ๒ กับโครงการที่ ๗ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกัน โครงการที่ ๗ เป็นโครงการที่เราเข้าไปช่วย เรียกว่าศูนย์พัฒนาเด็ก ที่สังกัด อปท. ใน ๒๐ จังหวัด ๒๐ จังหวัดนี่เป็น ๒๐ จังหวัดที่สมัครเข้ามา เราประกาศ เชิญชวนทั้ง ๗๗ จังหวัด แต่ว่ามี ๒๐ จังหวัดสมัครเข้ามา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผู้รับผิดชอบ เราก็ได้เริ่มต้นกับ ๒๐ จังหวัดนี้ก่อนเข้าไปทำงานกับศูนย์พัฒนาเด็ก ซึ่งสังกัด อปท. ใน ๒๐ จังหวัดนี้ก็จะไปช่วยทางด้านศูนย์ แต่ว่าโครงการที่ ๒ จะเป็นอีกแนวหนึ่ง จะเป็นโครงการทางด้านวิชาการที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่มีท่านหนึ่งที่พูดถึงผู้ที่ได้รับรางวัล โนเบลอีกท่านหนึ่งครับ คือ ดอกเตอร์เจมส์ เจ เฮคแมน นักวิจัยของเราในโครงการที่ ๒ คือเครือข่ายของ เจมส์ เจ เฮกแมน (James J. Heckman) เป็นโครงการที่เราจะใช้เทคโนโลยี เทคนิควิธีในการดูแลเด็กปฐมวัยที่ทางโพรเฟสเซอร์ (Professor) เจมส์ เจ เฮกแมน (James J. Heckman) เขาได้ทำกับหลาย ๆ ประเทศ และเขาก็ชวนประเทศไทยเป็นหนึ่ง ในเครือข่ายของเขา เพราะฉะนั้นโครงการที่ ๒ ก็จะเป็นโครงการทางวิชาการ ไม่ใช่เป็น โครงการที่จะไปซื้อโต๊ะ ซื้อเก้าอี้ ซื้อเฟอร์นิเจอร์ หรือจะไปทาสี หรือจะไปอะไรต่าง ๆ ให้กับศูนย์ แต่ว่าจะเป็นการใช้วิชาการเป็นการที่จะไปเทรนด์ (Trend) เป็นโครงการที่จะไป พัฒนาการดูแลเด็กตามหลักวิชาที่เป็นระดับสากลแล้วก็ได้ผลมาหลาย ๆ ประเทศแล้ว ตรงนี้ก็เป็นตัวอย่างของการที่เราคิดโครงการ โดยที่เราคำนึงถึงคุณภาพของโครงการเป็น อันดับแรกก่อนที่จะไปถึงปริมาณ ในส่วนของเด็กนอกระบบตรงตามที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่ง ได้พูดครับ เราได้ตัวเขามาแล้วถ้าเราส่งกลับเข้าไปที่โรงเรียนโดยที่โรงเรียนไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นโครงการนี้ก็จะต้องเป็นโครงการที่บูรณาการหลาย ๆ ส่วน เข้าด้วยกัน บูรณาการทั้งในส่วนที่เป็นหน่วยงานที่มีกำลังในการที่จะไปสำรวจพื้นที่เพื่อที่จะ ค้นหาตัวเด็ก นั่นก็คือ อปท. บูรณาการในส่วนของหน่วยงานที่เมื่อได้ตัวเด็กมาแล้ว มีขีดความสามารถในการที่จะวางแผนว่าเด็กแต่ละคน ๆ ซึ่งมีปัญหาต่าง ๆ กันควรจะแก้ไข ด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างไร อาจจะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่พร้อมที่จะกลับเข้ามาในโรงเรียน แต่ก็จะต้องมีการไปปรับปรุงโรงเรียนจำนวนหนึ่งที่อยู่ในโครงการที่จะปรับวิธีการเรียน การสอน ปรับเวลาการเรียนการสอน ปรับเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดที่เด็กเข้ามาแล้วก็จะไม่หลุด กลับออกไปอีกอันนี้เป็นตัวอย่าง ผมขออนุญาตที่จะไม่ไปรายละเอียดต่อไปครับ โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพก็เช่นเดียวกันเป็นโครงการที่เป็นดีมานด์ ไซด์ (Demand side) คือเป็นโครงการที่เราช่วยเด็กเยาวชนที่จบ ม. ๓ แล้วก็ ม. ๖ หรือ ปวช. ๓ เพื่อที่จะไปเรียน ทางสายอาชีพต่อไป ซึ่งก็จะตรงกับความต้องการของประเทศ ถ้าเพียงแต่ว่าให้สกอลาร์ชิป (Scholarship) หรือว่าทุนในการที่จะไปเรียนต่อเท่านั้นอาจจะช่วยเขาไม่ได้มาก เพราะว่า การเรียนทางสายอาชีพเองก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการยกระดับของคุณภาพไปด้วยครับ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ก็จะเป็นโครงการที่ช่วยทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือว่าให้เด็กเยาวชน ม. ๓ ม. ๖ หรือ ปวช. ๓ ด้วยก็สามารถไปเรียนต่อสายอาชีพ แต่ว่าไปเรียนต่อสายอาชีพ ที่ประเทศต้องการ แล้วก็มีการยกระดับคุณภาพของการจัดเรียนการสอนไปพร้อม ๆ กันด้วย เพราะฉะนั้นนี่ก็คือเบื้องหลังของการพัฒนาโครงการที่เราจะเน้นเรื่องคุณภาพ ไม่ใช่เรื่องของ ปริมาณ ได้ปริมาณไม่มากหรอกครับ เพราะว่าเรื่องของทุนสายอาชีพนั้นเราช่วยได้เพียง รุ่นละ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง รุ่นละ ๑ เปอร์เซ็นต์ของเด็กรุ่นเดียวกันที่มีความยากจน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นว่าไปแล้วจำนวนไม่น้อย แต่ว่าถ้าไม่เน้นเรื่องคุณภาพก็คงจะต้องใช้ เงินงบประมาณจำนวนมากมาย แล้วก็อาจจะไม่ได้ผลอะไร

ต่อไปคือประเด็นเรื่องของนโยบาย เรื่องประเด็นนโยบายนี้เป็นสิ่งที่ทางบอร์ด (Board) หรือว่าทางคณะกรรมการให้ความสำคัญอย่างมาก ๆ เพราะว่าการทดลอง การวิจัย การค้นคว้า อย่างที่ผมเรียนท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ก็จะทำได้แค่จำกัด ถ้ามันหยุดอยู่ที่โครงการ วิชาการ หรือแค่โครงการทดลอง มันจะมีผลต่อประเทศก็คือมันจะต้องได้รับการขยายผล การได้รับการขยายผลตรงไปตรงมาคือต้องขยายกับหน่วยงานหลักซึ่งเป็นเจ้าของนโยบายได้ ทาง พ.ร.บ. ในมาตรา ๒๓ (๒) ก็ให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการไว้ว่าถ้าไปพบมาตรการใด ที่ได้ผล มีประสิทธิภาพสูงก็สามารถที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทาง พ.ร.บ. หรือว่าทางพระราชบัญญัติในมาตรา ๒๓ (๒) ได้เปิดช่องไว้ แต่ว่าเราไม่ได้รอถึงขนาด ที่เรียกว่าจะต้องไปเสนอ ครม. ในทุกเรื่อง ในทางปฏิบัติเราทำงานกันในลักษณะที่เป็นพันธมิตร กับหน่วยงานหรือบุคลากรของกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น อปท. หรือแม้แต่ หน่วยงานเอกชนที่เข้ามาร่วม เพราะฉะนั้นกระบวนการทางวิชาการนี่แหละจะเป็นกระบวน ที่เราเรียนรู้ไปด้วยกันว่าอะไรมันได้ผล อะไรไม่ได้ผล แล้วเราก็เชื่อว่าถ้าเรียนรู้ไปด้วยกัน ช่วยกันทำงาน เราเชื่อว่าเมื่อถึงขั้นตอนในการผลักดันทางนโยบายก็น่าจะได้รับความร่วมมือ จากบุคลากร อย่างน้อยบุคลากรในทางปฏิบัติเขาก็จะเข้าใจเรื่องทั้งหมด เพราะว่าทำงาน ร่วมกันมาตั้งแต่ต้น

ประเด็นสุดท้าย ประเด็นเรื่องนโยบายอันหนึ่งที่ผมขออนุญาตที่จะเรียนว่า กสศ. อาจจะไม่สามารถที่จะทำได้ แล้วก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ด้วย ก็คือเรื่อง ทางด้านซัปพลาย ไซด์ (Supply side) ทั้งหลาย อย่างเช่น เรื่องของการไปสร้าง การไปซื้อ ข้าวของต่าง ๆ ให้กับโรงเรียน เรื่องค่าตอบแทนครู ค่าตอบแทนบุคลากร เรื่องของอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องของหน่วยงานหลักคือทางกระทรวงเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะ นโยบายเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนเล็กต่าง ๆ ที่ท่านเป็นห่วงก็เป็นเรื่องนโยบายที่ทาง กสศ. ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปเกี่ยวข้องทางนโยบาย แต่ว่าถ้าเราค้นพบอะไรที่เป็นข้อค้นพบ ทางการศึกษาวิจัย เราก็คงจะไม่ลังเลที่จะพูดตรงไปตรงมาว่าเรื่องนั้น ๆ น่าจะทำ หรือน่าจะ ไม่ทำ น่าจะทำ ถ้าทำแล้วจะมีผลดี จะมีผลเสียอย่างไร ตรงนี้ก็ต้องกราบเรียนท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่าจะขอรับโจทย์เรื่องพวกนี้ที่ท่านเป็นห่วงทั้งหลายกลับไปทำการวิเคราะห์ ไปทำการศึกษาตามที่ กสศ. มีขอบเขตที่ทำงานอยู่นะครับ

ประเด็นสุดท้าย ก็คือประเด็นเรื่องตัวหลักตัวช่วยครับ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อสักครู่มีบางท่านที่ได้กรุณาเอื้อเฟื้อบอกว่าถ้ามีอะไรก็หันมา ที่สภา มาขอความช่วยเหลือกับสภา ตรงนี้ กสศ. ผมก็ขออนุญาตที่จะขอบพระคุณไว้ด้วย แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งท่านอาจารย์ครับ ท่านสมาชิกท่านสุดท้ายที่อภิปรายเมื่อสักครู่ได้ ชี้ประเด็นว่าเราควรจะต้องไปร่วมงานกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น อปท. ไม่ว่าจะ เป็นโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทั้งหลาย ตรงนี้แน่นอนเลยครับ กราบเรียนท่านสมาชิก ว่าเราต้องทำอย่างนั้นแน่นอน เพราะว่าองค์กรของเราเป็นองค์กรขนาดเล็กนิดเดียวครับ เป็นองค์กรที่มีบุคลากรประมาณ ๕๐ คนเท่านั้น แล้วก็ภายใน ๓ ปีบอร์ด (Board) ก็ให้ อัตรากำลังไว้ น่าจะประมาณ ๑๒๐ คนเท่านั้น ในช่วง ๓ ปีแรกครับ เพราะฉะนั้นเราไม่มีทาง ที่จะไปทำงานต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ต้องทำงานโครงการทั้งหลายผ่านองค์กรพันธมิตรที่เป็น องค์กรที่มีอยู่แล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น อปท. ไม่ว่าจะเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก เรื่องของมหาวิทยาลัยหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย รวมทั้งภาคประชาชนด้วย ตรงนี้ ก็แน่นอนครับเป็นเรื่องที่ท่านแนะนำแล้วก็ตรงกับยุทธศาสตร์ ตรงกับความจำเป็นที่ กสศ. จำเป็นต้องหาวิธีทำงานร่วมกับพันธมิตร ซึ่งว่าไปแล้วก็คือตัวหลักของการทำให้ภารกิจ ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาประสบความสำเร็จได้ ผมขออนุญาตชี้แจงเท่านี้ก่อนครับ ยกเว้นว่าผู้ทรงเกียรติจะมีคำถามเพิ่มเติมก็ต้องกราบขอบพระคุณในนามของคณะกรรมการ แล้วก็บุคลากรของ กสศ. ในโอกาสนี้ด้วยกราบขอบพระคุณครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐ์ ยังมีข้อซักถามเพิ่มเติมใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กองทุนอันนี้เพิ่งเริ่มต้นนะครับ ต่อไปก็จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผมอยากจะ แนะนำท่านประธาน ท่านผู้จัดการกองทุนว่าความเสมอภาคทางการศึกษานี้ตามที่ท่านได้ เสนอมา ๗ โครงการนี้ผมคิดว่ายังไม่พอ อยากจะเสนอแนะอีก ๑ โครงการ คือโครงการที่ ๘ คือตลาดวิชา ในกองทุนของท่านสามารถที่จะใช้เงินบางส่วนซึ่งไม่มากมาสร้างมาตรฐาน ชั้นเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป. ๖ จนถึง ม. ๓ จนถึง ม. ๖ ปวช. ปวส. ตลาดวิชานี้นะครับ เด็กในหมู่บ้านก็สามารถเรียนรู้ได้นะครับ ทางโซเชียล (Social) ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ถ้าท่านเปิดเว็บไซต์ (Web site) มาตรฐานการเรียนการสอนในแต่ละชั้นเด็กก็อยากเข้าไป ดูว่าโรงเรียนสวนกุหลาบเขาเรียนอะไร โรงเรียนนานาชาติที่ค่าเล่าเรียนเป็น ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นล้านบาทต่อปีนี้เขาเรียนอะไรกันนะ ถ้าท่านมีโมเดล (Model) เหล่านี้ให้เด็กในบ้านนอก ได้ศึกษาได้เรียนรู้ ผมคิดว่ามันจะเป็นโอกาสที่จะเพิ่มความเท่าเทียมกันและความเสมอภาค ทางการศึกษาซึ่งเรียนรู้ด้วยตัวเองนะครับ อยากจะให้ท่านได้ช่วยเพิ่มในส่วนของโซเชียล (Social) ทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เพื่อเด็กจะได้เรียนรู้ได้มากขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ ท่านกัลยาครับ

นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สระบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานคะ พอดีว่ามีประชุมหลายคณะ ตั้งใจไว้ว่าจะมาอภิปรายในเรื่องของกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา แต่ดิฉันก็เข้ามาทันได้ฟังท่านผู้ชี้แจงหลายข้อก็ได้ชี้แจงไป ในสิ่งที่จะถามแล้ว ก็จะเหลือที่จะยังไม่ได้ชี้แจงนิดหน่อยหรือที่ดิฉันอยากจะฝากอีกเล็กน้อย ในเรื่องของกองทุน กสศ. ดิฉันคิดว่าเป็นหน่วยงานที่ดีมาก ๆ เลยนะคะ แต่ว่าหน่วยงานหรือ องค์กรของท่านตอนนี้คือเข้าใจว่าเพิ่งจะเริ่มแค่ปีเศษ ๆ ที่ได้ดำเนินการผ่านไป เรียกว่า ในปีงบประมาณเดียว แต่ดิฉันเห็นว่าโครงการดี ๆ เหล่านี้ รัฐต้องสนับสนุนให้งบประมาณเพิ่ม จะบอกว่าได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ของตัวเลขที่ควรจะได้นี้ ดิฉันว่ามันน้อยเกินไป เพราะว่าในเรื่องของ สพฐ. ซึ่งอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการบางครั้งติดขัดในหลาย ๆ ด้าน ที่ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปในเรื่องของการศึกษาหลาย ๆ ส่วนได้ ถ้าเรามีกองทุนของ กสศ. เข้ามาเพื่อจะเติมเต็มในส่วนของ สพฐ. ก็จะเป็นการดีนะคะ และในเรื่องของโครงการทุน นวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงในโครงการที่ ๕ ดิฉันเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับในเรื่องของนวัตกรรม ทางอาชีพ นักศึกษาที่น่าจะจบในเรื่องของสายอาชีพคือเทคนิคหรืออาชีวะศึกษาเพื่อที่จะไป ต่อยอดการประกอบอาชีพในภาคธุรกิจหรือบริการ ซึ่งถ้าเน้นในเรื่องของภาคตะวันออก คือระเบียงเศรษฐกิจ อีอีซี (EEC) ดิฉันคิดว่าตรงนี้เหมาะสมประการหนึ่ง เพราะเราเข้าไปในที่ ที่มันมีอุตสาหกรรมเยอะก่อนก็ถูกต้องแล้ว แต่ดิฉันเองในฐานะที่เป็น ส.ส. จังหวัดสระบุรี ก็อยากจะกราบเรียนว่าจังหวัดสระบุรีของดิฉันก็เป็นจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก โรงงานอุตสาหกรรมอยู่ที่จังหวัดสระบุรี แล้วก็ยังมีเด็กนักเรียนในสายอาชีพ โดยเฉพาะ จังหวัดสระบุรีไม่มีมหาวิทยาลัย ฉะนั้นก็มีเด็กที่สนใจในการศึกษาสายอาชีพจำนวนมาก มีทั้งวิทยาลัยเทคนิค การอาชีพ อาชีวะศึกษา เด็กเหล่านี้ก็มีความสามารถนะคะ แต่บางคน ขาดทุนทรัพย์ อยากจะให้เพิ่มในส่วนจังหวัดสระบุรีซึ่งจะรองรับในเรื่องของภาคอุตสาหกรรม เพราะว่าโรงงานต่าง ๆ อยู่ในพื้นที่เยอะมาก ดิฉันก็อยากจะฝากทางหน่วยงานไปนะคะ

และอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าหลักการดีมาก เมื่อวานดิฉันอ่านเล่มนี้ก็ค่อนข้าง พึงพอใจ แต่ว่าคนรู้จักน้อยมากค่ะท่านประธาน เพราะว่าเมื่อวานดิฉันถามไปว่าใครรู้จักบ้าง กสศ. เขาก็บอกว่ารู้จัก กยศ. ดิฉันบอกว่าไม่ใช่ กสศ. คือ กยศ. มันกู้ยืมใช่ไหมคะ แต่ กสศ. นี่ คือเป็นกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ต้องอธิบายกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คิดว่า มันยังไม่ได้นะคะ ถ้าเป็นอย่างนี้ยังไม่ได้ ถ้าหน่วยงานของเรายังไม่เป็นที่รู้จัก แล้วเมื่อสักครู่ ดิฉันเข้ามาทันฟังท่านชี้แจงว่าเวลาขอทุนให้ขอผ่านจังหวัด หลักเกณฑ์คือผ่านจังหวัด ผ่านไป ในส่วนไหน ผ่านทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรงหรือผ่านทาง อปท. คือในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ อปท. หลายแห่งไม่มีผู้บริหาร ตอนนี้ยังไม่มีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าผ่าน อปท. หมายถึง อบต. เทศบาล หรือ อบจ. อย่างจังหวัดสระบุรีดิฉันก็ไม่มีนายกหลายพื้นที่ อย่างนี้ คือผู้ที่ต้องประสงค์ในส่วนของทุนตัวนี้เขาจะทราบได้อย่างไร โดยเฉพาะทาง อปท. ทุกแห่ง ดิฉันถามไปก็ไม่มีใครทราบ ในส่วนของสถานศึกษาก็ไม่ทราบ เขาก็ต้องวิ่งหาข้อมูลกันวุ่นเลย แปลว่าข่าวการประชาสัมพันธ์ของท่านอาจจะยังไม่เพียงพอนะคะ ในเมื่อเป็นโครงการที่ดี ถึงแม้ที่ว่าเงินงบประมาณอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั่วถึงโดยเน้นเรื่องปริมาณ ท่านเน้นเรื่องคุณภาพก่อนซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ดิฉันสนับสนุนนะคะ แต่อยากจะฝากด้วยว่า คือคนเข้าถึงกองทุนนี้ให้ได้รับทราบข้อมูลได้ชัดเจนกว่านี้จะได้เป็นธรรมกับผู้ที่ได้รับ ไม่ใช่ว่า รู้กันกระจุก อยากให้รู้กันกระจาย แต่ส่วนกระจายแล้วหลักเกณฑ์จะเข้าหรือไม่อย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องที่ท่านจะตั้งหลักเกณฑ์ขึ้นมานะคะ ก็อยากจะฝากในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ แล้วก็ฝากถึงรัฐบาล ท่านประธานว่าในเมื่อเรามีหน่วยงานที่พร้อมจะไปเติมเต็มในส่วนของ สพฐ. ซึ่งเป็นหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งภารกิจมากมาย ตอนนี้ถ้าเรามีหน่วยงานแบบนี้ และมีการให้ทุนโดยที่ตั้งเงื่อนไขว่าคุณต้องมาเรียนเต็ม ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปถึงจะให้อะไร อย่างนี้ ซึ่งตรงนี้ดีเป็นการสร้างวินัยกับผู้รับทุน ก็เหมือนกับเป็นโครงการที่ดีมาก ดิฉันขอฝาก แล้วก็ฝากจังหวัดสระบุรีด้วยนะคะท่าน ขอบคุณค่ะ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ อาจารย์ประกอบครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ แล้วท่านผู้จัดการกองทุนได้ตอบอย่างครอบคลุม ชัดเจนมากครับ แต่ผมเรียนท่านว่าในเรื่องบางประเด็นเราต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะว่า เรื่องกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษานั้นเป็นกองทุนใหม่ แล้วสนองตอบปัญหา ของชาติซึ่งเป็นปัญหาหลักคือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความไม่เท่าเทียม ทางการศึกษา แล้วท่านตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ผมกราบเรียนว่าเป็น เรื่องที่เกาถูกที่คันและเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อลูกหลานของเราที่ยากจน ยากจนพิเศษ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากทำความเข้าใจทุกท่านทั้งพี่น้องประชาชนได้รับทราบทั่วกันว่า วันนี้เรามีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายกองทุนมาก แต่อยู่อย่างกระจัดกระจายไม่เป็นเอกภาพ ต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้ามองไปแล้ว ทั้งซ้ำซ้อน ทั้งไม่ทั่วถึง เพราะว่าไม่รวมศูนย์ด้วยกองทุน ผมยกตัวอย่างหนึ่งกองทุนที่เพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาพูดถึงเมื่อสักครู่ก็คือความต่างของ กยศ. กับ กสศ. ของ กสศ. ที่ท่านทำขณะนี้ก็คือกองทุนเพื่อที่จะดูแลลูกหลานของเราที่มีฐานะยากจน ยากจนพิเศษ เป็น พิเศษ โดยท่านทำโครงการครอบคลุมหลายโครงการ ที่เห็นว่าโครงการเหล่านี้ไปแก้เรื่อง ความเหลื่อมล้ำ ไปเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาได้ แต่ในเรื่องของ กสศ. ก็มีประเด็น ปัญหาอยู่ว่า ๑. ท่านทำทุกระดับชั้น ทุกระดับการศึกษาทั่วถึงหรือไม่ อย่างไร เท่าที่ท่านตอบ ท่านบอกว่าท่านทำครอบคลุมใน พ.ร.บ. ของกองทุน แต่เท่าที่ผมดูรายงานเมื่อปี ๒๕๖๑ นั้น มันไม่ใช่ ท่านได้ทำในบางส่วนเท่านั้นเองก็คือเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ การศึกษาขั้นพื้นฐานและเขามุ่งเน้นเด็กที่มีความยากจนกับ ยากจนพิเศษโดยให้เงินทุน ๑,๒๐๐ บาทต่อคนต่อปี คำถามว่ามันต่อเนื่องทุกปีไหมครับ สมมุติว่าวันนี้ท่านให้ ๑,๒๐๐ บาท กับเด็ก ป. ๑ ท่านส่งเขาจนไปถึงการศึกษาภาคบังคับ หรือไม่ ให้ตลอดไปหรือไม่ อย่างไร ถ้าเด็กคนนั้นได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของท่านทุกประการ ท่านส่งต่อหรือไม่ ตรงนี้ล่ะครับเป็นสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนถามประเด็นหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ เท่าที่ผมดูท่านเริ่มดูแลโรงเรียน นักเรียนที่สังกัด สพฐ. แต่ว่าโรงเรียนในสังกัดอื่นซึ่งเป็นลูกหลานไทยเหมือนกันก็ยังไม่ได้เริ่มต้น หรือท่านบอกว่า ไม่เป็นไรหรอกค่อยเริ่มต้นในปีต่อไป แต่ผมคิดว่าเรื่องความเท่าเทียมท่านต้องกระจาย ความเท่าเทียมทุกสังกัด ทั้ง สพฐ. เอกชน ท้องถิ่น อะไรก็แล้วแต่ที่ลูกหลานของเราเรียน ท่านต้องกระจายความทั่วถึง ผมเข้าใจครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรามีงบประมาณ จำกัดมาก การที่จะดูแลทั่วถึงครอบคลุมคนยากจน เด็กยากจน ยากจนพิเศษร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่น เรื่องที่เราเข้าใจว่าท่านก็ทำยาก รัฐบาลก็ทำยาก เพราะต้องใช้เงินมหาศาล ความยากจน ของลูกหลานเราที่เรียนหนังสือมันมากมายเหลือเกิน แต่ท่านต้องมีความเป็นธรรม ต้องให้ ความยุติธรรม ให้ความเสมอภาคกับลูกหลานของเราที่อยู่ทุกสังกัด ผมได้กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพเมื่อสักครู่ที่การอภิปรายครั้งแรก อย่าเข้าใจว่าลูกหลานเรา ที่ไปเรียนโรงเรียนเอกชนนั้นเป็นคนมีฐานะ ไม่ใช่ครับ ถ้าไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ (Inter) โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนที่มีชื่อเสียง ใช่ ลูกคนจน เรียนไม่ได้ครับ แต่ถ้าไปเรียนโรงเรียนเอกชนชายขอบ โรงเรียนเอกชนประจำอำเภอ ประจำจังหวัดหลายโรงเรียนที่เอาเด็กยากจน เด็กที่ไม่มีที่เรียนมาเรียนในโรงเรียนเอกชน ถามว่าเขาทำได้อย่างไรครับ ก็คือใช้บริการโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คิดริเริ่มเรื่องนี้ขึ้นมาก็แก้ปัญหาตรงนี้ไปได้ครับ แต่ถ้าท่านมองว่า เอกชนนั้นท่านรวยแล้ว ไม่จริงครับ ไม่จริงครับ โอกาสลูกหลานของเราที่เรียนในโรงเรียน เอกชนเขาจะหมดโอกาส เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับที่ผมกราบเรียนท่านผู้จัดการว่าท่านต้อง ดูให้ทั่วถึงครอบคลุมทุกสังกัดอย่างเสมอภาค มีเงินน้อยแต่ท่านจะทุ่มไปส่วนหนึ่งส่วนใด ต้องกระจายนะครับ ต้องกระจายอย่างเสมอภาค นี่คือเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ในระดับการศึกษาความเท่าเทียม ความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ได้จำกัดอยู่พื้นฐานนะครับ มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ก็มีความเหลื่อมล้ำ เช่นเดียวกัน โชคดีครับที่ ฯพณฯ ท่านชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรของเรา ท่านได้เห็นความเหลื่อมล้ำ ความขาดโอกาสของบุตรหลานพี่น้องประชาชนคนไทยที่ยากจน มีรายได้น้อย ลูกหลานเป็นคนเก่งแต่ไม่มีโอกาสเรียนต่อในชั้นระดับที่สูงขึ้นไปได้ เพราะว่า ขาดแคลนทุนทรัพย์ ท่านเลยคิดกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้มา แต่กองทุน ๒ กองทุนนี้ มีความแตกต่างกัน กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๑ ต่อปีใช่ไหมครับ ต้นดอกจบมาแล้ว ๕ ปีต้องทยอยจ่ายภายใน ๑๕ ปี ๒๐ ปี ผมไม่แน่ใจตัวเลข แต่นั่นหมายถึง ต้องคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้โอกาสคนที่ต้องคืน แต่กองทุนของท่านนั้นฟรี เพียงแต่ มีเงื่อนไขบางประการว่าเด็กต้องอยู่ในระเบียบวินัยและต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กองทุนกำหนด มันมีความแตกต่างกัน ผมกราบเรียนว่ากองทุน กยศ. นั้นก็เริ่มจากมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา อุดมศึกษา แก้ปัญหาตรงนี้ได้เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการให้โอกาส จากการศึกษาได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นเองครับ ยังไม่ครอบคลุมร้อยเปอร์เซ็นต์ โชคดีนะครับ ท่านมาดูฐานรากของการศึกษาก็คือระดับพื้นฐาน ซึ่งกองทุน กยศ. ไม่สามารถครอบคลุมได้ ท่านมาเติมเต็มตรงนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม น่าสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง หมายความว่า เราแก้ความเหลื่อมล้ำ เราให้โอกาสทางการศึกษาลูกหลานของเราตั้งแต่เริ่มเข้าสถานศึกษา จนกระทั่งจบอุดมศึกษาโดย ๒ กองทุนนี้มาเชื่อมต่อกันก็คือ กสศ. กับ กยศ. เป็นเรื่อง ที่มีประโยชน์มากที่สุด

ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมจำเป็นต้องกราบเรียนถามผู้จัดการว่า วันนี้ท่านมีความชัดเจนหรือยังครับว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือว่าความเสมอภาค ทางการศึกษานั้นมีประเด็นใดบ้าง ท่านได้แยกประเด็นหรือยังครับว่าวันนี้ที่เป็นปัญหา เรื่องของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้น เหลื่อมล้ำเรื่องอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ถ้าท่านยังไม่ชัด ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ท่านก็ไปแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ในที่สุดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ก็จะเหมือนดินพอกหางหมูใช่ไหมครับ มันจะเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ก็กราบเรียนถามว่าท่านได้ แยกประเภทของความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจนหรือยังในขณะนี้ครับ

แล้วก็อีกส่วนหนึ่งท่านครับที่ผมกังวล แล้วก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าท่านคิดดีครับ คิดดีมากครับ ก็คือช่วยเหลือลูกคนจนที่อยู่ชายขอบให้มีอาชีพมาเป็นครู คือโครงการพัฒนา ครูคืนถิ่นที่เป็นกองทุน เรื่องนี้เป็นเรื่องดีมาก แต่สิ่งที่ผมกังวลเหมือนกับที่ท่านศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ได้กังวลว่าถ้าเกิดท่าน ผลิตครูโครงการนี้เสร็จแล้วเอาครูเหล่านี้เข้าสู่โรงเรียนชายขอบ โรงเรียนที่ขาดโอกาส โรงเรียนที่ไกลปืนเที่ยงที่ขาดครู แต่สักวันหนึ่งลูกหลานเราที่ได้รับทุนแล้วไปเป็นครู ขอย้าย กลับไปโรงเรียนที่ดีกว่าจากโรงเรียนห่างไกลไปโรงเรียนในเมือง ถ้าท่านไม่มีระเบียบรองรับ ผมคิดว่าท่านจะแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่มีทางหมดสิ้น ท่านได้คิดเรื่องนี้หรือไม่ เพราะข้อเท็จจริง เกิดขึ้นแล้ว ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้กราบเรียนตั้งแต่ตอนแรกว่าถ้าเราต้องการที่จะ แก้ไขปัญหาครูขาดแคลน ถ้าต้องการที่จะให้ครูเก่ง ครูดี ไปสอนโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล โรงเรียนที่ขาดโอกาส มีวิธีครับ คือท่านต้องสร้างแรงจูงใจเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน ของเรา ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน กราบเรียนท่านผู้จัดการ ประเทศเวียดนาม แม้แต่ ประเทศลาวเพื่อนบ้านของเราเขามีกลยุทธ์อย่างนี้ครับ ครูที่ไปสอนโรงเรียนห่างไกล โรงเรียน ที่ขาดโอกาสเขาดูแลเป็นพิเศษ มีสวัสดิการครับ เงินเดือนที่สูง มีเบี้ยเลี้ยง มีที่ดิน มีบ้านสร้างให้เขาอยู่ ถ้าอย่างนี้ท่านไม่ต้องลงทุนที่จะผลิตครูไม่รู้กี่ชนิดแล้วนะครับเพื่อที่จะ มาเติมเต็มให้กับสถานศึกษา ใช้กลยุทธ์ง่าย ๆ คือใช้แรงจูงใจ เพราะวันนี้ลูกหลานของเรา ที่สำเร็จอุดมศึกษาทั้ง ๘ สาระวิชาเยอะแยะเต็มไปหมดครับ ท่านสังเกตได้จากกระทรวง ทบวง กรม ประกาศรับสมัครผู้สำเร็จปริญญาตรีไปเป็นครู อัตราแข่งขันเท่าไรท่านครับ อย่างน้อยที่สุด ๑ : ๑๐๐ ๑ : ๑,๐๐๐ นั่นหมายความว่าขณะนี้ลูกหลานของเราที่จบการศึกษา ในระดับอุดมศึกษาพร้อมที่มาเป็นครูเยอะแยะหมดเลย ท่านใช้โอกาสอย่างนี้ลงทุนน้อยที่สุด ได้ครูที่มีคุณภาพมากที่สุด

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอประทานอภัย ท่านประกอบนะครับ รู้สึกท่านจะอภิปราย ๒ รอบแล้ว เรื่องนี้ผมก็ฟังมาว่าตั้งแต่รอบแรก ท่านก็พูดถึงแล้ว ฉะนั้นถ้าท่านจะถามประเด็นไหนท่านก็ถามเถอะครับ เพราะว่าอภิปราย ยาวมามากแล้ว เชิญครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

ขอบคุณมากครับ ก็คืออย่างนี้ ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ถ้าผมถามดื้อ ๆ ไม่มีที่มาที่ไปมันก็เหมือนว่ามันไม่จูงใจ ก็ขอที่จะถามและที่มาของคำถามให้มีความชัดเจน ที่ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าวันนี้เรามีกองทุน มีอะไรเยอะแยะในการแก้ปัญหา ความยากจน แต่มันอยู่กระจัดกระจายมันไม่รวมศูนย์กัน มันก็เลยอิหลักอิเหลื่อกันแล้วก็ มีปัญหา เพราะฉะนั้นผมอยากพูดให้สะเด็ดน้ำและพูดให้มีความเข้าใจ แต่ถ้าเกิดผมพูดไร้สาระ ท่านประธานทักท้วงได้ครับ แต่ถ้าเกิดว่าผมพูดแล้วเป็นประโยชน์จริง ๆ ผมคิดว่าเป็นเรื่อง ที่มีคุณค่าก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ เพราะฉะนั้นคำถามเพื่อให้ตรงครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ ท่านประกอบครับ ท่านสมาชิกทุกท่านก็ล้วนแล้วแต่พูดแต่เรื่องที่มีสาระทั้งนั้นละครับ แต่ว่า เราใช้เวลาเรื่องนี้นานพอสมควรแล้ว ถ้าจะอภิปรายคนละ ๒ รอบ ๓ รอบอย่างนี้มันก็คงจะ ยืดเยื้อมากเกินไป เรายังมีเรื่องรับทราบการรายงานอยู่อีกหลายเรื่อง แล้วก็เรื่องด่วนที่จะต้อง เร่งพิจารณาอีกหลายเรื่องเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอยากจะให้เข้าสู่ประเด็นปัญหา เพราะว่า ผมฟังแล้วถึงแม้ผมจะไม่นั่งตรงนี้ ผมอยู่ห้องพัก ผมก็ติดตามการอภิปรายของพวกท่านมา โดยตลอด ท่านเข้าสู่ประเด็นปัญหาที่อยากจะถามเพิ่มเติมเลย เชิญครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

กราบขอบคุณท่านประธาน ถ้า อย่างนั้นผมเข้าสู่ประเด็นเพื่อความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ที่จริงท่านตอบแล้วแต่ว่าก็ยังไม่ชัด

๑. ความช่วยเหลือของท่าน ท่านเริ่มช่วยเหลือระดับไหน ช่วงชั้นไหน อย่างไร

๒. ท่านช่วยเหลือครอบคลุมทุกสังกัดหรือไม่ ท่านให้ความสำคัญสังกัดไหนบ้าง หรือไม่ อย่างไร

๓. ท่านได้แยกหมวดหมู่เรื่องความเหลื่อมล้ำหรือยัง และท่านต้องการที่จะ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในส่วนไหนก่อนหลังหรือไม่

๔. เรื่องของครูคืนถิ่นท่านคิดอย่างไร จะพัฒนาอย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไร เหมือนกับปัญหาที่ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน ได้กรุณาถามท่านเกิดว่า ท่านไม่มีมาตรการในการแก้ไข ในการป้องกันแล้วก็ไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้ได้ พอท่านส่งครูไปเรียนโครงการครูคืนถิ่นแล้วไปประจำโรงเรียนชายขอบ พอถึงเวลา ๒ ปี ตามกำหนดย้าย เขาก็ย้ายไปโรงเรียนในเมืองก็ขาดแคลนอย่างนี้ จึงกราบเรียนถามท่าน ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอัครเดช ท่านก็อภิปรายไปรอบหนึ่งแล้วนะครับ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ผมถามครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

โอเค (OK) ครับ เอาสั้น ๆ แล้วกันนะครับ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อได้ฟังท่านผู้จัดการกองทุนคุณหมอสุภกรชี้แจง ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามผมประมาณ ๑ เรื่อง เรื่องกองทุน เนื่องจากเงินกองทุนตามมาตรา ๖ มีมา ๘ ช่องทาง มีช่องทางหนึ่งก็คือมาจากสลากกินแบ่งรัฐบาล ทีนี้ผมเองก็ได้ชี้ช่องทาง ให้กับท่านว่ามีเงินกองทุนอีกมากมายในประเทศไทยที่ยังสามารถคิดว่าเอามาใช้เพื่อการศึกษา สำหรับเยาวชนเราได้ อยากให้คุณหมอได้ใช้มาตรา ๒๓ ของพระราชบัญญัตินี้ตาม (๒) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้ทางคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเอาเงินจากกองทุนอื่น ๆ อย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้วว่า มีหลายกองทุน ถ้าอย่างไรเดี๋ยวผมจะขออนุญาตคุณหมอส่งรายชื่อกองทุนไปให้คุณหมอ เพื่อเสนอแนะกับทางท่านรัฐมนตรีเอาเงินกองทุนเหล่านั้นมาใช้เพื่อการศึกษาให้กับเยาวชน ของเรา อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ครับ

เรื่องที่ ๒ ขอตั้งข้อสังเกตสั้น ๆ สักนิดหนึ่งครับ เห็นคุณหมอชี้แจงเรื่องการวิจัย ทางการศึกษา ผมมีข้อสังเกตนิดหนึ่งครับคุณหมอว่าทำไมในระดับประถมศึกษาลูกหลาน ของเราผู้ปกครองอยากจะให้เรียนโรงเรียนเอกชน แต่พอเป็นมัธยมศึกษาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็น รัฐบาล พอเข้ามหาวิทยาลัยก็อยากจะให้เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลแล้ว ถ้าการศึกษาที่จัด โดยรัฐบาลไม่ดีจริง สิ่งที่ผู้ปกครองเห็นก็จะเป็นทุกระดับ ทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา แล้วก็ มหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ของเราในระดับมหาวิทยาลัยรัฐบาลเราจัดได้ดีมากในเรื่องคุณภาพ ทางการศึกษา แต่พอเป็นประถมศึกษากลับเป็นเอกชน ฉะนั้นการจัดการศึกษาของรัฐบาล ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณภาพ เป็นสิ่งที่มีคุณภาพ แต่ปัญหาที่เราเกิดกับ สพฐ. หรือปฐมวัย แล้วก็มัธยมศึกษาเป็นเพราะอะไร อยากให้ทางคุณหมอลองไปวิจัยแล้วก็หาข้อแตกต่าง ระหว่าง ๓ ระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา แล้วก็มหาวิทยาลัย เพื่อจะได้แก้ปัญหาในจุดนี้ อันนี้เป็นข้อสังเกต

อีกเรื่องหนึ่งครับ ฝากคุณหมอสั้น ๆ ท่านประธานครับ ผมได้ให้ทางอดีต ผู้อำนวยการสถานศึกษาแห่งหนึ่งโทรศัพท์เช็ก (Check) กับทางผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ ว่ารู้จักกองทุน กสศ. นี้ไหม ก็เช็ก (Check) ไป ๓ แห่ง ทางผู้บริหารสถานศึกษาบอกว่า ไม่ทราบเลยว่ามีกองทุนนี้ ฉะนั้นก็เหมือนกับที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลาย ๆ ท่าน ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการเข้าถึงกองทุนนั้นจะสามารถเข้าถึงกองทุนอย่างไร ซึ่งคุณหมอก็ได้ ชี้แจงว่ามีการคัดกรองเป็นอย่างดีเพื่อให้เด็กที่ยากจนจริง ๆ ได้รับทุนตรงนี้ ได้รับการดูแล ตรงนี้ สามารถเข้าถึงกองทุนได้ แต่ตอนนี้การเข้าถึงกองทุนยังไม่ทั่วถึงก็อยากจะให้คุณหมอ ได้พิจารณาในส่วนตรงนี้ด้วยครับ ฝากไว้ ๓ เรื่องครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็เป็นอันว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาประจำปี ๒๕๖๑ แล้วนะครับ ขอบคุณทางคณะกรรมการที่มาชี้แจงครับ ขอบคุณมากครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องรับทราบ

๒.๙ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑

ด้วยสำนักงาน ปปง. ได้เสนอรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ตามมาตรา ๔๗ ของ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พุทธศักราช ๒๕๔๒ และคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๒ รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอ แล้วก็ให้เสนอรายงานดังกล่าวนี้พร้อมข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีให้นำมาเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ซึ่งรายละเอียดรายงานนั้นเจ้าหน้าที่ได้จัดให้ทุกท่านแล้วนะครับ เชิญผู้ชี้แจงเข้ามาเลยครับ มี ๖ ท่านที่ขอมา เชิญครับ มีพลตำรวจตรี ปรีชา เจริญสหายานนท์ เป็นรักษาราชการเลขาธิการ ท่านวิทยา เนติธรรม ผู้อำนวยการกองนโยบายและยุทธศาสตร์ นางนวลจันทร์ โพธิ์ช่วย ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการทรัพย์สิน นายเทพสุ บวรโชติดารา ผู้อำนวยการกองข่าวกรองทางการเงิน นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย ผู้อำนวยการกองคดี ๒ นายสรรเพชญ แสงเนตรสว่าง ผู้อำนวยการกองความร่วมมือระหว่างประเทศทั้ง ๖ ท่าน พร้อมแล้วนะครับ มีท่านสมาชิกจะอภิปรายซักถามไหมครับ มีท่านสุรทินที่ยื่นความจำนงมา ยังติดใจจะซักถามอยู่ไหมครับ เชิญท่านครับ

(ผู้ชี้แจงจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเข้าประจำที่)
พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สิ่งที่อยากจะอภิปรายเพื่อจะใช้อำนาจของหน่วยงานแห่งนี้เข้าไปดูแลภาคประชาชน อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในรายงานฉบับนี้จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจหน้าที่ ในการดำเนินการในความผิดมูลฐาน โดยเฉพาะความผิดในมูลฐานที่เกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับ เรื่องทรัพย์ ตั้งแต่ฉ้อโกงทรัพย์ ลักทรัพย์อะไรพวกนี้ ซึ่งจะมีอยู่ประมาณหน้า ๕๐ กว่า นอกจากความผิดที่เรารู้ ๆ กันอยู่แล้วเรื่องความผิดยาเสพติดอะไรพวกนี้ แต่ความผิด ตรงที่หน้า ๕๖ เรื่องความผิดมูลฐานพวกนี้เป็นความผิดที่มี เช่น ฉ้อโกงประชาชน เกี่ยวกับ เรื่องทรัพย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะความผิดในความผิดบางความผิดที่ประชาชนหลายท่านอาจจะ ไม่รู้ว่าความผิด เช่น ลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ หรือรีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ พวกนี้มันสามารถยึดทรัพย์ได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากให้หน่วยงานแห่งนี้ทำการประชาสัมพันธ์ ไปยังหน่วยบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้มาตรการตรงนี้ดำเนินการกับอาชญากร ผมยกตัวอย่างครับ เช่น คดีแชร์ที่กำลังดัง ๆ ของเจ้าแม่อะไรนี่ครับ ถ้าการดำเนินคดีสามารถ ที่จะทำการยึดทรัพย์ของผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็วในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับ เรื่องทรัพย์ทั้งหมดก็จะทำให้เหยื่อที่เกิดขึ้นในความผิดนั้น ๆ ได้รับคืนทรัพย์อย่างรวดเร็ว ในความผิดฐานแชร์ส่วนใหญ่จะโดนข้อหาฉ้อโกงประชาชนเป็นเสียส่วนใหญ่ เพราะแมส (Mass) มันใหญ่มูลค่าสูง แล้วมีผู้เป็นเหยื่อเยอะมาก กระบวนการตรงนี้พนักงานสอบสวนเอง โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนในท้องที่จะต้องเข้าใจองค์ประกอบของการที่จะใช้มาตรการ การยึดทรัพย์ เพื่ออะไรครับ เพื่อเยียวยาให้กับเหยื่อ เมื่อวานผมพูดไปในการอภิปรายของ แผนปฏิรูปส่วนหนึ่ง แต่ยังอธิบายไม่หมดเพราะว่าเวลาให้น้อยไป ผมอยากจะอธิบายในเรื่อง ของแผนปฏิรูปเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม แต่พอดีวันนี้มีเรื่องของการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินมาด้วย ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการไปยึดเอาทรัพย์ ประเด็นของ ปปง. ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ถ้าเหยื่อถูกกระทำผิด มีแมส (Mass) ใหญ่ ๆ คนละ ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท โดนเข้าไปแต่พอดีผู้กระทำผิดเป็นกลุ่มเป็นก้อน แชร์หลาย ๆ แห่ง ถ้าได้ดำเนินการยึดทรัพย์และหยิบเอาทรัพย์ของอาชญากรตั้งแต่ความผิดลักทรัพย์ก็ได้ ลักทรัพย์ง่าย ๆ เอาง่ายที่สุดตาสีตาสาที่ถูกประเภทไปอยู่บ้านนอกและมีคน ๔-๕ คน ไปรุมล้อมแล้วบอกจะขายที่มีตรงโน้นตรงนี้ไปหยิบเงินก้อนหนึ่งจากบ้าน ๑๐๐,๐๐๐ บาทมา ยายก็อยากลงทุนหรือยายถูกหลอก หรือถูกตกทองสมัยก่อนแบบนี้ก็เสียเงินเสียทองหรือว่า ไปกดเงินออกจากแบงก์เพื่อไปร่วมกิจกรรมใดอย่างหนึ่งกับกลุ่มคนที่เป็นอาชญากรสูญเสีย เงินไป เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจ พนักงานสอบสวนเข้าไปดำเนินคดีแล้วสามารถจับกุมได้ หรือไม่ต้องจับกุมได้ สามารถติดตามดูได้ว่าพวกนี้มีทรัพย์อยู่ที่ไหนไปยึดทรัพย์มาแล้วใช้ มาตรการเปลี่ยนครับ เปลี่ยนการที่จะติดตามเอาตัวผู้ต้องหาก่อน ต้องเปลี่ยนมาตรการ เจ้าพนักงานตำรวจหรือผู้ที่เป็นพนักงานสอบสวนนี้ แล้วก็ร่วมกับเจ้าพนักงาน ปปง. จะต้อง คอนโทรล (Control) คดีนี้เลยว่ากลับไปยึดเอาเงินของผู้เสียหายคืนให้ได้ โดยอาจจะแปรรูป จากสินทรัพย์ที่เขามีอยู่ ที่ตัวผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหามีอยู่ในขณะนั้น เพราะความผิดพวกนี้ มันจะต้องฟันต่อฟัน ตาต่อตา ถ้าทำอย่างนี้ประชาชน ตาสีตาสาที่บอกว่าสูญเสียเงินคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท เขาก็ยังได้คืนบ้าง เพราะฉะนั้นหน่วยงานของ ปปง. เอง อย่าเก็บตัวไว้ที่หน่วยงานเพื่อรออย่างเดียว ถ้าคดีที่เป็นคดีเกี่ยวกับประชาชนเดือดร้อนจริง ๆ ต้องส่งทีมบุกเข้าไปร่วมทำงานบูรณาการกับตัวพนักงานสอบสวนให้หาแหล่งที่มาของเงิน ที่เขาเอาไปอยู่ที่ไหน ซุกที่ไหน เอาคืนมาให้ราษฎรครับ ให้ประชาชนได้เงินจำนวนนี้คืนให้ มากที่สุด แทนที่จะสูญเสียแล้วแค่มานั่งดูว่าตำรวจจับแล้ว ดำเนินคดี สู้คดีไปฟ้องร้องกัน กว่าจะถึงขั้นฟ้องเรียกทรัพย์คืน ผมว่า ๑๐ ปีแล้วยังไม่ได้ นี่คือสิ่งที่อยากจะให้เปลี่ยนแนวคิด ในกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นเฉกเช่นเดียวกันในคดีความผิดเกี่ยวกับเรื่องชีวิตร่างกายบางคดี ซึ่งอาจจะต้องมีการยึดทรัพย์ ถ้าผมจำไม่ผิด คดีฆ่าคนตายก็ยังมีนะครับในความผิดมูลฐานนี้ จำไม่แน่ชัด อย่างนี้ความผิดเกี่ยวกับเรื่องร่างกายถ้าถูกทำร้าย หรือถูกข่มขืน ถูกอะไรพวกนี้ ถ้าเหยื่อสูญเสียแม้กระทั่ง ๑ เวลา แม้กระทั่งทรัพย์สิน แม้กระทั่งการจะต้องเสียเงินค่ารักษา บาดเจ็บ พวกนี้กระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ ปปง. จะต้องดำเนินการ แล้วก็ ส่งถ่ายให้กรมบังคับคดีมาเยียวยาให้กับผู้ที่เป็นเหยื่อหรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของผู้กระทำผิด นี่คือสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนคอนเซปต์ (Concept) คิดใหม่ ถึงอยากให้ติดตามยา ให้แค่ไปยึดทรัพย์ ในคดีความผิด เช่น ยาเสพติดหรือมูลค่าจำนวน อันนี้ปกติอยู่แล้ว อันนี้มันเป็นแพตเทิร์น (Pattern) ปกติที่อยู่ในความผิดมูลฐาน เพราะความผิดในมูลฐานมันมีมากขึ้นแล้วผมเชื่อได้ว่า หน่วย ปปง. มีขีดความสามารถ และอยากให้ประชาสัมพันธ์ในประเด็นนี้ให้ประชาชนได้ เข้าใจถึงความผิดมูลฐานอื่นที่สามารถยึดได้อีก แล้วให้สร้างมาตรการรุนแรง เพื่ออะไร เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว ใช้มาตรการนี้เพื่อบวกกับมาตรการการบังคับคดี ส่งเรื่องให้กรมบังคับคดี กรมบังคับคดีต้องไม่อยู่ข้างหลังแล้ว ต้องเอามาออกหน้าแทนแล้วก็ มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นเจ้าภาพเพื่อเอาเงินที่อาชญากรเอาไป แล้วแปรรูปจะไปซื้อทรัพย์สิน ซื้อที่ดิน ซื้ออะไรก็ตาม ประมูลขายไป แล้วเป็นเม็ดเงินมีมูลค่า ถ้าได้จำนวนเท่าไรให้ กรมบังคับคดีบังคับคดีต่อแล้วค่อยว่ากันใหม่ อันนี้คือต้องเปลี่ยนแนวคิด นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้าน ทุกท่านในที่นี้ถ้าท่านถูกขโมยขึ้นบ้าน ผมถามคำเดียวว่าถ้าขโมยขึ้นบ้านแล้วชาวบ้าน ต้องการอะไร ต้องการทรัพย์สินคืน ไม่ต้องการหรอกไปจับคนร้าย จับคนร้ายก็ทำไปตาม ป. วิ. อาญา แต่สิ่งที่อยากได้คืออยากได้ทรัพย์สินที่ถูกเอาไปคืน มันอยู่ที่ไหน หาให้ได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนใหญ่ยังมีคอนเซปต์ (Concept) ที่จะไปตามจับคนร้าย ต้องดำเนินคดี มีพยานหลักฐาน อันนี้ต้องเปลี่ยนแนวคิดว่าเจ้าพนักงานในกระบวนการ ยุติธรรมต้องเยียวยาผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อในคดีทรัพย์ และตกเป็นเหยื่อในคดีชีวิต และร่างกายให้มากที่สุด นั่นคือสาระสำคัญ และถ้าคดีพวกนี้เกิดขึ้นมาก ๆ ในพื้นที่ใดผมว่า เจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นควรจะต้องได้รับการพิจารณา เพราะขาดตกบกพร่อง ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และก่อให้เกิดคดีประเภทนี้เกิดขึ้นมาก อันนี้จะฝากทาง ปปง. ช่วยหามาตรการในเรื่องนี้ เพื่อทำให้คดีที่เป็นมูลฐานอื่นเกี่ยวกับ ชีวิตประจำวันของราษฎรหรือประชาชนโดยทั่วไปทั้งหมดได้รับการดูแลจากครอบครัวเขา ที่ไม่สามารถจะหาเม็ดเงินที่ถูกประทุษร้ายนั้นคืนได้ในทันท่วงที อย่างน้อยก็เยียวยาเขาได้ ระดับหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุรทิน เมื่อสักครู่ไม่ทันท่านประธานครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ วันนี้มีคำถามที่จะถามสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ปกติไม่คุ้น ท่านประธานครับ ไม่คุ้นกับสำนักงานนี้ จึงตั้งคำถามมี ๔ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ อยากจะเรียนถามทางสำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงินว่าปีหนึ่งท่านได้รับงบประมาณเท่าไร เพราะว่าพี่น้องประชาชนไม่รู้ว่าท่านเป็น หน่วยงานของรัฐเลย นี่ประเด็นที่ ๑ พวกเรา ๆ ท่าน ๆ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินี่พอจะรู้ แต่พี่น้องประชาชนอยู่ทางบ้านไม่รู้เลย ท่านควรจะประชาสัมพันธ์หรือตีปี๊บบ้างว่าหน่วยงาน ท่านคืออะไร โดยเฉพาะคณะกรรมการหรือผู้บริหารของ ปปง. หลายท่านไม่รู้เลยนะครับ นี่คือคำถามแรก กราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่ ปปง. ว่าพี่น้องประชาชนไม่รู้ว่าท่านเป็น หน่วยงานอย่างไร ควรจะตีปี๊บ ควรจะประชาสัมพันธ์ เพราะว่าท่านก็ได้รับงบประมาณ จากเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนเหมือนกัน อันนี้ประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ในการทำงานของ ปปง. นั้น จากการที่อ่านรายงานปรากฏว่า จากหน้า ๔๘-๕๙ ท่านประธานที่เคารพครับ เข้าใจว่ามันเป็นการทำงานในคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ปลาซิวปลาสร้อย การฟอกเงินใหญ่ ๆ ไม่ได้มีในรายงานเลย ถึงอยากจะเรียนว่ากิจกรรมของ ปปง. นั้นมันน่าจะกว้างขวางกว่านี้ และดูวัตถุประสงค์แล้วได้ยินว่าจะขยายกิจการไปอีก ผมกราบเรียนท่านประธานไปที่ ปปง. แล้วว่าพี่น้องประชาชนยังสงสัยในตัวท่านอยู่นะครับ อันนี้คือคำถาม ถามเลยว่าหน้า ๔๘-๕๙ กิจกรรม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ที่ท่านเขียนไว้ทั้งหมดนั้น ยังเป็นปลาซิวปลาสร้อยเมื่อวิเคราะห์ดูแล้ว พี่น้องยังรอกิจกรรมที่ว่าท่านจะเจอปลาตัวใหญ่ เจอปลาฉลามไหม ยังไม่เห็นมีมา ท่านประธานที่เคารพครับ คำถามที่ ๒ ครับ

ประเด็นที่ ๓ การคืนทรัพย์สินที่ยึดมาได้ให้กับเจ้าของทรัพย์ตามคำสั่งศาล ตามกฎหมาย มาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้นยังช้าอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ อยากเรียนถาม ไปที่ ปปง. เหมือนกันว่าทำอย่างไรมันจะไวกว่านี้ เมื่อยึดเขามาแล้ว เขามีความผิดหรือว่า ไม่มีความผิด เมื่อศาลสั่งแล้วคืนให้เขา บางครั้งก็เป็นเวลานาน หรืออย่างน้อย ๆ ยังไม่ได้คืน ช่วยแจ้งให้ชื่นใจก่อนได้ไหม นี่คือพี่น้องประชาชนเหมือนกับท่านนายพลที่อภิปรายไปแล้วว่า เวลาไปจับกุมสิ่งที่พี่น้องประชาชนอยากได้ก็คือทรัพย์สินคืนมา ไม่อยากมีคดีอะไรหรอก ท่าน ประธานที่เคารพครับ นี่คืออยากเรียนถามทาง ปปง. เป็นคำถามที่ ๓ ครับ

คำถามสุดท้าย ผมจะใช้เวลานิดหน่อย ท่านประธานครับ คำถามสุดท้าย ก็คือเรียนถามท่านประธานที่เคารพเรียนถามไปที่ท่านเลขาธิการ ปปง. ว่า ในงานนี้ท่านมี งบหนึ่งคืองบราชการลับในการทำงานทุกครั้ง อยากกราบเรียนถามว่างบราชการลับ ปี ๒๕๖๑ ๔๐ ล้านบาท ท่านมีเหตุผลอย่างไรในการใช้งบราชการลับ ไม่เข้าใจเหมือนกัน นึกว่าอยู่ใน กองทัพ นึกว่าอยู่ในฝ่ายความมั่นคงจะมีงบลับเท่านั้น แต่มีอยู่ในหน่วยงานซึ่งตามจับตามจี้ ตามช่วยเหลือประชาชนก็มีงบลับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปที่ ปปง. ว่าท่านมีเหตุผลในการใช้งบลับอย่างไร และไปบรรจุว่างบลับเป็นงบที่อยู่ในฝ่ายความมั่นคง อยู่ในภาคความมั่นคงของการใช้งบประมาณ ท่านประธานที่เคารพ คำว่า ความมั่นคง ใคร ๆ ก็หากินได้ ทุกวันนี้อ้างแต่ความมั่นคง อ้างไปอ้างมายึดบ้านยึดเมืองก็มี เพราะความมั่นคง อย่างนี้ ท่านประธานครับ อันนี้ก็เหมือนกัน กราบเรียนถามว่างบลับที่ใช้ไป ๔๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ นั้นมีเหตุผลอย่างไร มีเหตุผลอย่างไรในการใช้ อยากกราบเรียนถามว่าหน่วยงาน ของ ปปง. ที่ผมกราบเรียนถามท่านประธานมานั้น เพราะว่าหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ใช้ งบประมาณแผ่นดิน และพี่น้องประชาชนทางบ้านยังไม่คุ้นเคยกับหน่วยงานของท่าน เพราะฉะนั้นท่านจะต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ ถ้าเปรียบเทียบท่านกับ ป.ป.ช. ผมว่า ป.ป.ช. เขารู้จักกว่า แต่ ปปง. เขาไม่รู้จักนี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นท่านจะของบประมาณเพิ่มเติม ผมว่าลำบากมาก และย้ำอีกว่าสิ่งที่ท่านยึดทรัพย์เขามา ย้ำอีกทีหนึ่งว่าจะต้องรีบคืนให้เขา ตามมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๓ บางทีก็นานไป เพราะฉะนั้นกราบเรียน ท่านประธานผ่านไป ปปง. ว่านี่คือปัญหาที่พี่น้องประชาชนฝากผู้แทนราษฎรมา ขอบคุณครับ

๑๐๖/๑

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมกำลังจะ ให้ท่านสรุปเพราะเห็นเริ่มตีวนแล้ว ท่านหัวหน้าพรรคขอบคุณครับ รักษาเวลาได้ดีมาก ท่านผู้ชี้แจงมีอะไรชี้แจงไหมครับ เชิญครับ

พลตำรวจตรี ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ ท่าน ในภาพรวมเลยนะครับ

เรื่องแรก ที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนำ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากในเรื่องของ การให้ความรู้กับประชาชน แล้วก็หน่วยงานที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ร่วมกับสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินในการทำงาน ขณะนี้เราได้รับงบประมาณ แล้วเราก็ได้ประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ผมยกตัวอย่างว่าเราได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานบูรณาการ ร่วมกัน มีการตั้งสายด่วน ๑๗๑๐ คดีที่เราจะเห็นกันอยู่ชัดเจนก็คือ คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) คดีโรแมนซ์สแกม (Romance scam) ตรงนี้เราสามารถที่จะยึดอายัดเงินได้ ทั้งหมดประมาณ ๑๘๙ ล้านบาท แล้วก็สามารถที่จะยับยั้งเงินที่ผู้เสียหายโอนให้กับแก๊ง เหล่านี้ แล้วไม่ให้แก๊งพวกนี้เอาเงินไปประมาณ ๓๙ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นความร่วมมือระหว่าง ปปง. กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ

สำหรับงบประมาณที่เราได้รับในเรื่องของการฝึกอบรม เราได้แจ้งข้อมูลไป ที่เว็บไซต์ (Web site) ของเรา แล้วเราก็ได้มีการเดินสายบรรยายทุกภาคส่วนไปที่ทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือว่าดีเอสไอ (DSI) ซึ่งขณะนี้ในปี ๒๕๖๓ ที่เราได้รับงบประมาณมา คิดว่าเราจะขยายการให้ความรู้ได้มากกว่าปีที่ผ่านมา ในส่วนของงาน ปปง. ผมอยากจะเรียน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ทราบว่างานของ ปปง. มีสาระอยู่ ๓ ประการเรารับผิดชอบงาน ตาม พ.ร.บ. ๒ พ.ร.บ. พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแล้วก็ พ.ร.บ. ป้องกัน และปราบปรามการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เรารับผิดชอบ ๒ ฉบับ งานของ ปปง. มีในส่วนของ การป้องกันก็คือในเรื่องของการกำกับดูแลผู้ที่มีหน้าที่ต้องรายงาน ผู้ที่มีหน้าที่ต้องรายงาน เป็นหน่วยงานที่มีความเสี่ยงในการที่จะเป็นศูนย์กลางในการที่จะผ่านเงินของคนร้าย ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๑๓ สถาบันการเงิน มาตรา ๑๖ ก็เป็นกลุ่มธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ร้านทอง ร้านค้าของเก่า ลีสซิง (Leasing) ร้านค้าเพชรอัญมณีต่าง ๆ พวกนี้ก็อาจจะเป็น แหล่งที่คนร้ายใช้เป็นแหล่งฟอกเงินได้ เช่น ไปก่อเหตุมาแล้วก็เอาเงินนี้มาซื้อทองเก็บไว้ พวกนี้ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายของ ปปง. ก็คือว่าจะต้องมีหน้าที่รายงาน การรายงานยกตัวอย่างสถาบันการเงินเมื่อมีบุคคลมาทำธุรกรรมเกิน ๒ ล้านบาท เขาจะต้อง รายงานเข้ามา รวมทั้งธุรกรรมอื่นด้วย ธุรกรรมที่ต้องสงสัย เช่น ถ้าจะโอน ๕ ล้านบาท ก็กลัวว่าจะต้องแจ้ง ต้องรายงานธุรกรรมก็โอนทีละ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ธนาคาร สถาบันการเงินก็จะรายงาน มาที่ ปปง. ด้วย ในส่วนนี้ข้อมูลตรงนี้เราก็จะเก็บเป็นข้อมูลในส่วนของ ปปง. ไว้ ในการกำกับ ดูแลนอกจากผู้ที่มีหน้าที่รายงาน รายงานเราเข้ามาแล้ว ปปง. ก็จะมีหน่วยในการเข้าไป ตรวจสอบ ผู้ที่มีหน้าที่รายงานธนาคารก็ดี สถาบันการเงินก็ดี ก็ต้องปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบ ที่เรากำหนดไว้ ก็คือกฎกระทรวงว่าด้วยการกำกับดูแล เช่น เมื่อมีลูกค้ามาก็ต้องจัดให้ลูกค้าแสดงตนก็คือต้องรู้ว่าลูกค้านี้เป็นใคร ต้องมีการ ตรวจสอบว่าเขาทำธุรกิจอะไร อันนี้ก็คือเป็นหน้าที่ของผู้มีหน้าที่รายงาน ปปง. ก็จะกำกับ ดูแลตรงนี้ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ ไม่ว่ามาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๖ ก็จะเป็นแหล่ง ในการที่จะเป็นเส้นทางในการฟอกเงินยากขึ้น

ในส่วนที่ ๒ หน้าที่ของ ปปง. ก็คือเรื่องของการปราบปราม การปราบปราม มีอยู่ ๒ ส่วนครับ ก็คือเรื่องมาตรการทางแพ่งกับอาญาฟอกเงิน มาตรการทางแพ่งก็คือ เมื่อมีความผิดมูลฐานผู้ที่มีหน้าที่สอบสวน ก็ได้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวน คดีพิเศษ ป.ป.ช. เรื่องของการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ก็จะมีหน้าที่ในการสอบสวน เมื่อมีการ สอบสวนเกิดขึ้น มีคดีมูลฐานเกิดขึ้นก็จะเป็นหน้าที่ของ ปปง. จะเข้าไปดำเนินการต่อในเรื่อง ของทางแพ่ง ก็คือเราจะใช้มาตรการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็คือ ดูว่ามีเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไหมในห้วงเวลานั้น ในห้วงเวลาที่เกิดเหตุ ในห้วงเวลาที่เขากระทำความผิด ถ้ามีเราก็ดำเนินการยึดทรัพย์มาเพื่อตรวจสอบ แล้วก็ต้อง ส่งไปยังศาลเพื่อให้ศาลนั้นมีคำสั่ง ในการยึดเมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบอกว่าอยากจะ รีบให้มันเร็ว คือขั้นตอนของ ปปง. ในเมื่อเรามีการดำเนินการตามขั้นตอน ผมอยากจะเรียน อย่างนี้ว่า เรามีคณะกรรมการอยู่ทั้งหมดหลายชุด คณะกรรมการหนึ่งก็คือคณะกรรมการ ธุรกรรม ประกอบด้วย ๕ ท่าน ประธานโดยการเลือก ทั้ง ๕ ท่านก็ประกอบด้วย ๑. ผู้แทน จากสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนจากอัยการสูงสุด ผู้แทนจากกองตรวจเงินแผ่นดิน ผู้แทน จากศาลปกครอง แล้วเลขาธิการ ปปง. ก็จะเป็นกรรมการรวมอยู่ด้วย คณะกรรมการชุดนี้ ก็จะมีหน้าที่ในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ คณะกรรมการ ก็จะมีความเห็นอยู่ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรก เมื่อมีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นต้องขออนุญาตคณะกรรมการธุรกรรม ก่อนว่าจะให้ดำเนินการในเชิงลึกได้ไหมก็คือเป็นคดีมอบหมาย ถ้าคณะกรรมการเห็นว่า เป็นความผิดมูลฐานแล้วมีหลักฐานพอเชื่อได้ว่าที่จะดำเนินการกับผู้กระทำความผิดต่อได้ ก็จะอนุญาตให้ดำเนินการต่อ ก็จะใช้อำนาจตามมาตรา ๓๘ สามารถตรวจสอบทรัพย์สิน ในเชิงลึกได้หมด เมื่อตรวจสอบทรัพย์สินแล้วเมื่อเจอทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิดก็จะมีการขอยึดอายัด ก็ต้องขอคณะกรรมการธุรกรรมอีกรอบหนึ่ง คณะกรรมการ ธุรกรรมเมื่ออนุญาตแล้วก็จะมีคำสั่งให้ยึดอายัดไว้ชั่วคราว ก็จะมีอำนาจในการยึดอายัดไว้ ชั่วคราว ๙๐ วัน แล้วก็ต้องส่งให้ทางอัยการ อัยการก็จะฟ้องศาลแพ่ง ศาลก็จะมีคำสั่ง อัยการ ก็ว่าทรัพย์อันนี้จะขอให้ศาลมีคำสั่งยึดอายัดไว้ชั่วคราวในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดี เพราะแต่ ละคดีอาจจะมีความซับซ้อน การต่อสู้คดีไม่เหมือนกันในการใช้เวลา อาจจะ ๑ ปี อาจจะ ๒ ปี อาจจะ ๓ ปี ในระหว่างนี้ศาลก็จะมีคำสั่งให้ยึดอายัดเอาไว้ชั่วคราว ทรัพย์เหล่านี้ ก็จะไม่สูญหายไปไหน ปปง. จะมีหน้าที่ในการไปดูแล ทรัพย์ใดที่เจ้าของเดิมประกอบกิจการแล้ว มีรายได้อยู่แล้ว ปปง. ก็จะเข้าไปดำเนินการให้มีรายได้เหมือนเดิม แล้วจะเก็บรายได้อันนี้ไว้ ในธนาคาร ถ้าท้ายที่สุดแล้วศาลมีคำสั่งยกฟ้องเราก็จะคืนทรัพย์ตัวนี้พร้อมดอกผลให้กับ เขาไป แต่ถ้าศาลมีคำสั่งให้ยึดต้องคืนให้กับผู้เสียหายหรือตกให้เป็นของแผ่นดินก็จะเข้าสู่ กระบวนการต่อไปครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านสมาชิกบอกว่าอยากให้รีบนี้ครับ ความจริงทาง ปปง. เราก็พยายามเร่งรัด แล้วศาลท่านเองท่านก็พยายามพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะฉะนั้นบางคดีอาจจะเร็ว บางคดีอาจจะต้องใช้เวลาบ้างครับ ที่ผมเรียนก็คือเรื่องของงานทางแพ่ง ส่วนคดีอาญา ฟอกเงินก็คือกรณีที่ไปก่อเหตุมา ไปกระทำความผิดมาแล้วได้ทรัพย์มา ได้เป็นเงินสดมา แล้วก็ไปซื้อทอง ไปซื้อบ้าน ไปซื้อรถ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการฟอกเงิน ก็ต้องถูกดำเนินคดีฐาน ฟอกเงินด้วย ซึ่งอันนี้ ปปง. ก็มีหน้าที่ไปกล่าวโทษร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ปปง. ไม่มีอำนาจในการสอบสวนเอง แต่ไปกล่าวโทษร้องทุกข์ให้กับพนักงานสอบสวน อาจจะเป็น ดีเอสไอ (DSI) กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนที่ ๓ ภารกิจของ ปปง. ก็คือเรื่องของการก่อการร้าย ซึ่งเรื่องของการ ก่อการร้ายนี้เป็นหน้าที่ของ ปปง. โดยตรงเพราะเรารับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ ก็จะมี ๒-๓ ส่วน ถ้าตาม พ.ร.บ. เป็นมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๖ ก็คือเป็นจากยูเอ็น (UN) ส่งรายชื่อมาให้ เราก็จะประกาศเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด หรือมาตรา ๗ เป็นเรื่องที่ไปก่อเหตุ เช่น ความไม่สงบ ทางภาคใต้ เราก็จะขอประกาศเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดโดยขอให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาล ศาลมีคำสั่งครับ

อีกส่วนหนึ่งสำหรับบุคคลที่ถูกกำหนดก็จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องของการสนับสนุน ทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงตามมาตรา ๑๕ ซึ่งตรงนี้ ส่วนใหญ่แล้วทางยูเอ็น (UN) ก็จะแจ้งรายชื่อมา แต่ถ้าเกิดเรามีข้อมูลในประเทศไทยเราก็จะ ขอผ่านกระทรวงการต่างประเทศขอให้แจ้งไปทางยูเอ็น (UN) ยูเอ็น (UN) เขาก็จะมีความเห็น แล้วส่งมาที่ ปปง. เมื่อส่งมาแล้ว ปปง. ก็ประกาศ ก็จะเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นงานของ ปปง. ก็จะมีหลัก ๆ อยู่ ๓ ส่วน คือด้านป้องกัน ด้านปราบปราม แล้วก็เรื่องของการก่อการร้าย เมื่อสักครู่ท่านผู้ทรงเกียรติก็ถามว่าปีหนึ่ง ๆ ปปง. ได้เงิน งบประมาณเท่าไร ปปง. ได้งบประมาณปีหนึ่งเฉลี่ย ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่แล้ว เป็นงบประจำ เป็นงบเงินเดือน ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคต่าง ๆ งบก่อสร้าง งบลงทุนต่าง ๆ เราไม่ค่อยมี ที่จะมีก็คือเรื่องของงบการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเราจะต้องมี สำหรับเก็บเป็นฐานข้อมูลนะครับ กรณีที่ท่านผู้มีเกียรติถามว่าทำไม ปปง. เงียบ เราก็มีการ ประชาสัมพันธ์ไปบางส่วน แต่บางส่วนเนื่องจากว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ถึงแม้เราจะมีอำนาจ ในการยึดอายัดแล้วก็จริง แต่ตัวบุคคลที่เขาถูกยึดอายัดเขาก็สามารถโต้แย้งคัดค้านได้ ทั้งในชั้น ปปง. ก็ดี หรือในชั้นศาลก็ดี ซึ่งคดียังไม่เป็นที่ยุติก็ไม่รู้จะออกมาเป็นอย่างไร การประชาสัมพันธ์มากก็อาจจะเป็นผลเสีย แล้วก็อาจจะผิดกฎหมายไปด้วย เพราะฉะนั้น ปปง. ก็ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้มากเท่าไร ยกเว้นว่าเป็นคดีที่มีความสำคัญ หรือมีการแจ้งเตือนอย่างนี้ อย่างคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ปปง. ก็จะมีการ แจ้งเตือนข้อมูลต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับรู้หรือประชาสัมพันธ์ในบางส่วนไป ทุกวันนี้ ปปง. ก็เลือกทำเฉพาะคดีที่เป็นผลกระทบต่อประเทศ ต่อความมั่นคง ผลกระทบต่อประชาชน ส่วนใหญ่ เช่น ฉ้อโกงประชาชนรายใหญ่ ๆ เป็นหลัก กรณีที่เป็นรายเล็ก ๆ นี้ เนื่องจากว่า ผู้ที่ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวนหลัก อย่างเช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือดีเอสไอ (DSI) เขาทำอยู่แล้ว และใช้อำนาจในการยึดเป็นของกลาง ตรงนี้เราก็ไม่ดำเนินการต่อนะครับ เราจะทำเฉพาะในส่วนที่มันเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เท่านั้นเองครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรองเลขาธิการ ช่วยสรุปเลยนะครับ

พลตำรวจตรี ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน

สุดท้ายนะครับ ผมก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนำ ปปง. ก็จะรับสิ่งนี้ที่เป็นประโยชน์จากท่านได้ให้ข้อแนะนำ ข้อสังเกต ต่าง ๆ ไปปรับปรุงการทำงาน ไปของบประมาณเพิ่ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านรองเลขาธิการนะครับ ท่านสมาชิกครับก็ถือว่า

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ อยากถามต่อ นิดหนึ่งได้ไหม ท่านประธานนิดเดียวครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาสั้น ๆ ครับ

นายสุรทิน พิจารณ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เพราะมันต่อเนื่องท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ อยากเรียนถามท่านประธานผ่านไปที่ท่านเลขาธิการว่าในการไปยึดไปค้น บัญชีเงินฝากของคนนั้น คนนี้ อันนี้เป็นห่วงเรื่องการละเมิดไหมครับ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ความเป็นคนไหม ประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ เมื่อไปทำอย่างนั้นแล้ว มีไหมครับลักษณะที่คนแย้งมาว่าเป็น การกลั่นแกล้งเขา มีไหมครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรองเลขาธิการ ตอบสั้น ๆ เลยครับ

พลตำรวจตรี ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน

ขออนุญาตท่านนะครับ คือเรื่องของการที่จะไปตรวจค้น โดยปกติแล้วที่ผ่านมา ปปง. ไม่เคยทำนะครับ ก็จะเป็นไปร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการยึดอายัดของกลางเป็นหลัก ปปง. ยึดทางบัญชี ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบัญชีธนาคารหรือว่า ทรัพย์อื่น เช่น ที่ดินหรืออาคาร เราก็จะมีการยึดอายัดไว้ เราจะไม่มีการขอออกหมายค้น เพื่อไปยึดสิ่งของอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นนะครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ก็ถือว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ แล้วนะครับ ส่วนข้อเสนอ อะไรต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายเสนอแนะไป ผมเชื่อว่าทางสำนักงาน ปปง. คงเก็บไป เป็นข้อมูลในการที่จะปรับปรุงงานต่อไป ขอบพระคุณผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ขอบคุณมากนะครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๒.๑๐

๒.๑๐ รับทราบรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒

ด้วยสำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้เสนอ รายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งรายละเอียดของรายงานดังกล่าวนี้ เจ้าหน้าที่ได้จัดวางให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ

ด้วยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมชี้แจงซึ่งประกอบ ไปด้วย พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ กสทช. นางสุพินญา จำปี ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายโทรคมนาคม นายปรัชพัฒน์ วงษ์เนติศิลป์ ถ้าอ่านผิดก็ต้อง ขออภัยด้วยนะครับ ผู้อำนวยการงานส่วนเป็นตัวแทนของ กสทช. เข้าชี้แจง เชิญท่านผู้ชี้แจง เข้ามาในห้องประชุมนะครับ

(ผู้ชี้แจงจากคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติเข้าประจำที่)

มีท่านสมาชิก ของพวกเราแจ้งความจำนงขออภิปรายซักถามเพียงท่านเดียว คือท่านไกลก้อง ไวทยการ ท่านไกลก้องอยู่นะครับ ขอใช้เวลา ๑๕ นาที เชิญท่านครับ

นายไกลก้อง ไวทยการ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายไกลก้อง ไวทยการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมจะขออนุญาตอภิปรายถึงรายงานผลการเตรียมพร้อมในการตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ ก่อนอื่นอยากจะขอปูพื้นก่อนว่าการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เป็นการตรากฎหมายลูก ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ฉบับที่ ๓ นั่นก็คือในส่วนของการจัดสรรคลื่นความถี่ และการกำกับกิจการ ซึ่งระบุว่าหาก กสทช. ยังไม่มีคณะกรรมการ กสทช. ยังไม่มีเรื่องของ ความพร้อมและยังไม่ได้ตรากฎหมายนี้ขึ้นมาก็ให้ใช้วิธีการเดิมตามกฎหมายเก่าไปก่อน ซึ่งตัวกฎหมายเรียกสั้น ๆ ว่ากฎหมาย กสทช. ฉบับที่ ๓ นี้มีบทบัญญัติที่เอื้อต่อการทำ ในเรื่องของสิ่งที่เราเรียกว่า คอนเวอร์เจนซ์ (Convergence) เทคโนโลยี และมีเรื่องมาตรการ ใหม่ ๆ ในการกำกับกิจการและจัดสรรคลื่นความถี่อย่างน่าสนใจ เช่นเรื่องของการเมื่อได้ ใบอนุญาตประกอบกิจการมาแล้ว ๑ แพลตฟอร์ม (Platform) ก็สามารถประกอบกิจการ เพิ่มเติมอีกแพลตฟอร์ม (Platform) ได้ เช่น เมื่อได้ใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล มาแล้วก็อาจจะทำในเรื่องของกิจการที่ประกอบกิจการทีวีบนอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือว่า สตรีมมิง (Streaming) ได้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการสามารถโอนใบอนุญาตได้ เมื่อได้รับใบอนุญาต จากการประมูลมาแล้วก็ไม่มีความสามารถที่จะประกอบกิจการได้ หรือมีเหตุขัดข้องใด ๆ เช่นเราเห็นในรูปแบบของทีวีดิจิทัลแล้วก็สามารถนำไปโอนใบอนุญาตให้ผู้อื่นประกอบกิจการได้ หรือเรื่องของการประมูล ๔ จี (4G) ที่ผ่านมา ในครั้งแรกที่มีบริษัทเอกชน ๑ บริษัทประมูลได้ ใบอนุญาตไปแล้ว ก็ไม่สามารถประกอบกิจการได้ ข้อนี้ก็จะนำมาแก้ไขในเรื่องของข้อจำกัดนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่ให้องค์กรสาธารณะ เรื่องของความมั่นคงของรัฐ แล้วก็เรื่องขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งอันนี้น่าสนใจก็คือ อย่างเช่น เรื่องของคลื่นความถี่ที่จะใช้ในอุปกรณ์ เรื่องของอินเทอร์เน็ต ออฟ ทิงส์ (Internet of things) เช่น เรื่องของเซนเซอร์ (Censor) วัดฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เรื่องของเซนเซอร์ (Censor) ที่จะวัดระดับน้ำ เรื่องของสมาร์ตมิเตอร์ (Smart Meter) ก็สามารถมีคลื่นความถี่ ให้อุปกรณ์พวกนี้ส่งสัญญาณได้ เทคโนโลยีหลอมรวม ณ ปัจจุบันเกิดขึ้นแล้วอย่างที่เราเห็น ในสมาร์ตโฟน (Smartphone) ดังนั้นสิ่งที่ผมสงสัยก็คือเรื่องของแผนงานของการรับฟัง ความคิดเห็นตามที่สำนักงาน กสทช. ส่งรายงานมา แผนรับฟังความคิดเห็นนี่ยืดเวลาออกไป ถึงไตรมาสที่ ๒ ปี ๒๕๖๔ ผมมีสไลด์ (Slide) ขอให้ทางฝ่ายโสตนำสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

แต่ว่าแกนต์ชาร์ต (Gantt chart) เราก็จะเห็นว่าในการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ ๑ ของรายงานการเตรียมความพร้อมที่จะ รายงานต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภาครั้งที่ ๑ เริ่มก็คือกำหนดไว้ในเดือนตุลาคม ซึ่งปัจจุบันเป็น เดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่แผนจริง ๆ ถ้าเราเห็นตามแกนต์ชาร์ต (Gantt chart) จะเห็นว่า เริ่มนับตั้งแต่วันที่กฎหมายออกมาประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๒ หลังจากนั้น กสทช. พิจารณาความพร้อมจัดทำแผนงาน นั่นก็เท่ากับว่าเอกสารรายงานจำนวน ๑๙ หน้านี้ใช้เวลาถึง ๗ เดือนในการทำ นี่ไม่นับในเรื่องของยังต้องใช้เวลาตลอดทั้งปี ๒๕๖๓ ในการทำเรื่องของแผนหลักเกณฑ์การกำกับกิจการศึกษาเรื่องของ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องนะครับ กว่าจะเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจริง ๆ คือตุลาคม ๒๕๖๓ หลังจากนั้นไปเปิดรับฟัง ความคิดเห็นอย่างเต็มรูปแบบในปี ๒๕๖๔ ซึ่งเป็นระยะเวลา ๑ ปี ๖ เดือนหลังจากวันนี้ ดังนั้นเมื่ออ่านรายละเอียดในรายงานการเตรียมความพร้อมก็จะพบว่าเรื่องของความพร้อม ด้านกฎหมาย กสทช. ก็บอกเองว่าไม่ได้มีข้อขัดข้องใด ๆ มีทั้งแผนแม่บทที่รองรับแล้ว มีทั้งระบบที่รองรับแล้ว เรื่องเทคนิคถ้าอ่านในตัวรายงาน กสทช. ก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว ดังนั้นการยืดไปถึงปี ๒๕๖๔ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแล้วกว่าจะออกมาตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เป็นเวลาที่นานเกินไป

อีกอย่างหนึ่งผมอยากจะเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ของ กสทช. มากางก็จะพบว่า เรื่องของกรรมการ กสทช. ยังเป็นชุดเดิมอยู่ตามมาตรา ๔๔ ของหัวหน้า คสช. คสช. ชุดปัจจุบันผลงานที่จดจำได้คือปิดสื่อไปแล้ว ๖ ครั้ง เป็นชุดเดียวที่ปิดสื่อมากที่สุดในยุค ที่ผ่านมา แล้วก็การคัดเลือก กสทช. ชุดใหม่ก็ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นก็คือถ้าหาก ยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีมาก็ยังไม่มีการเลือก กสทช. ชุดใหม่นะครับ การประมูล ๕ จี (5G) ได้ข่าวแน่นอนว่าจะประมูลในปีหน้า จากที่ผ่านมา กสทช. ยืดหนี้ให้ผู้ประกอบการเอกชน ๔ จี (4G) ไปด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้สามารถมาประมูล ๕ จี (5G) ได้ ซึ่งจะทำให้ผลของการ ยืดหนี้ก็ทำให้เงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้เข้าคลังในปีนี้มาเป็นงบประมาณแผ่นดิน เรื่องนี้ ก็เป็นไปตามมาตรา ๔๔ ซึ่งผลกระทบต่อมาตรา ๔๔ เพื่อนสมาชิกก็จะได้รายงาน จะได้ อภิปรายในวาระต่อไปข้างหน้านะครับ

อีกอย่างหนึ่งครับ พ.ร.บ. กสทช. ยังไม่นิ่ง เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีก็ร่าง พ.ร.บ. กสทช. เป็นฉบับที่ ๔ ออกมาในเรื่องของแก้ไขคุณสมบัติของ ผู้ที่จะมาเป็นกรรมการ กสทช. ก็จะเห็นว่าทั้งหมดนี้สภาพ ๑ ปีข้างหน้าก็แทบจะเป็น คณะกรรมการ กสทช. ในกำกับของรัฐบาลมีบทบาททั้งเรื่องของการต้องทำประมูล ๕ จี (5G) ทั้งเรื่องของวงโคจรดาวเทียม การยืดระยะเวลาต่าง ๆ ออกไปเพื่อให้องค์กรอิสระ ทั้งตัวบุคคล แล้วก็กฎหมายที่จะเป็นเครื่องมือใหม่ที่มาสอดคล้องกับเรื่องของเทคโนโลยี คอนเวอร์เจนซ์ (Convergence) ถูกยืดเวลาออกไปทำให้เห็นเจตนาบางอย่างของรัฐบาลว่า อาจจะต้องการเข้ามากำกับเรื่องของการประมูลคลื่นความถี่ ๕ จี (5G) ที่มีผลประโยชน์หลาย หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ก็ค่อนข้างประจักษ์ว่ามีพฤติกรรมเอื้อต่อทุนใหญ่ และทุนผูกขาด ผมเสนอให้ลดระยะเวลาเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นออกมาเพราะอะไร การรับฟังความคิดเห็นในข้อกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ของ กสทช. ทาง กสทช. ทำมาเป็น นับร้อยครั้งแล้ว รายชื่อของนักวิชาการภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ผู้ประกอบกิจการ ทั้งหมดนี้ กสทช. มีลิสต์ (List) รายชื่ออยู่แล้ว ท่านเริ่มจากการทำโฟกัส กรุ๊ป (Focus group) ท่านเริ่มจากการจัดรับฟังความคิดเห็นไม่ยาก อีกทั้งเรายังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งท่านทำได้ อยู่แล้วเช่นกัน รับฟังความคิดเห็นออนไลน์ (Online) เป็นต้น ที่สำคัญก็คือ กสทช. สำนักงาน กสทช. ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณและบุคลากรที่จะทำเรื่องนี้ ดังนั้นไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ท่านจะยืดเรื่องการออกกฎหมายลูกไปถึง ๑ ปี ๖ เดือน ที่สำคัญอยากจะฝากท่านประธาน ไปยังรัฐบาลว่าควรเร่งการคัดเลือก กสทช. คณะกรรมการ กสทช. ชุดใหม่โดยใช้ พ.ร.บ. ฉบับปัจจุบัน เพื่อให้การประมูลและการกำกับกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ๕ จี (5G) หรือว่าการกำกับ กิจการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นไปด้วยความมีธรรมาภิบาล และมีคณะกรรมการชุดใหม่ และมีกฎหมายใหม่ที่พร้อมต่อการใช้เทคโนโลยีหลอมรวมซึ่งมีอยู่แล้วในปัจจุบัน เกรงว่า ยืดเวลาออกไป กฎหมายก็จะไม่ทันเทคโนโลยี ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านไกลก้องครับ ท่านผู้ชี้แจงมีอะไรจะชี้แจงไหมครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ ท่านประธานชวน หลีกภัย ของพวกเรายังคงมานั่งให้กำลังใจท่านสมาชิกอยู่นะครับ ก็ถือว่า เป็นกำลังใจอย่างสูงยิ่งเลย เชิญท่านผู้ชี้แจงครับ เชิญครับ

พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ กสทช. ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ ให้คำแนะนำต่อการเตรียม ความพร้อมในการตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่นะครับ อันนี้ก็เป็นไปตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นแล้ว ในการดำเนินการ ในการเตรียมการตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ทางสำนักงาน กสทช. จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายลูก ๔ ฉบับ ได้แก่ การปรับปรุงแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ๒. ในเรื่องของการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ ในการอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่ให้สามารถ ใช้ได้ในหลายกิจการ ๓. ในเรื่องของการปรับปรุงประกาศหลักเกณฑ์ในการโอนใบอนุญาต การใช้คลื่นความถี่ สุดท้ายในเรื่องของการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในเรื่องของการดำเนินการ การประมูลโดยมิต้องใช้วิธีการประมูล ซึ่งตามกฎหมายของ กสทช. แล้ว แม้ว่าจะเป็นการ ออกประกาศกฎหมายฉบับลูกในการปรับปรุงทั้ง ๔ ฉบับนั้น ทาง กสทช. มิสามารถที่จะ ดำเนินการออกประกาศได้เอง จำเป็นที่จะต้องมีการดำเนินการทำประชาพิจารณ์ในประกาศ แต่ละฉบับ และกฎหมายก็ได้กำหนดให้เรามีระยะเวลาในการออกทำการประชาพิจารณ์ เช่น จะต้องดำเนินการ ๑๕ วันในการเผยแพร่ แล้วก็รับฟังความคิดเห็นประชาพิจารณ์ ๓๐ วัน หลังจากนั้นอีก ๓๐ วันก็จะต้องสรุป เพราะฉะนั้นในหลักการโดยสรุปในประกาศทั้ง ๔ ฉบับ จำเป็นที่จะต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการประกาศดังกล่าว ซึ่งเราเองก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในร่างประกาศดังกล่าวทั้ง ๔ ฉบับนี้ เราจำเป็นที่จะต้องใช้ระยะเวลาประมาณประกาศละ ๓ เดือน ไม่เกิน ๔ เดือน และเราก็ได้พยายามวางแผนในการออกประกาศทั้ง ๔ ฉบับนั้น คู่ขนานกันไป โดยตั้งเป้าว่าไม่ควรที่จะเกินภายในปีหน้า หลังจากที่เรามีความพร้อมในเรื่อง ของการออกประกาศทั้ง ๔ ฉบับแล้ว หลังจากนั้นตามกฎหมายก็กำหนดให้เราดำเนินการ ออกพระราชกฤษฎีกา ก็เลยทำให้เราคิดว่าในการออกพระราชกฤษฎีกานั้นกฎหมายก็มีการ กำหนดที่จะต้องให้เรารับฟังความคิดเห็นต่อพี่น้องประชาชนรวมทั้งจะต้องทำโฟกัส กรุ๊ป (Focus group) อย่างที่ท่านประธาน ดังที่ท่านสมาชิกได้กรุณาให้คำแนะนำ อันนี้เราก็เลย คิดว่าหลังจากที่ได้มีการออกกฎหมายลูกทั้ง ๔ ฉบับภายใน ๑ ปีแล้ว ภายในต้นปี ๒๕๖๔ ก็น่าที่จะเริ่มทำการออกพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ตามข้อคิดเห็นของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยากให้เราทำการกระชับเวลาขึ้น อันนี้เดี๋ยวทางสำนักงาน กสทช. อันนี้ก็จะรับไปพิจารณาเพื่อที่จะดำเนินการอย่างไรให้มีความกระชับหรือรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะได้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ทุกท่านก็ทราบว่าปัจจุบันความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีก็มีการหลอมรวมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกิจการวิทยุโทรทัศน์หรือโทรคมนาคม ก็สามารถที่จะใช้ประโยชน์ต่อการหลอมรวมนี้นะครับ เพราะฉะนั้นยิ่งเราสามารถที่จะออก กฎหมายลูกต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งในการออกตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวนี้ได้ อย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะรองรับต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะฉะนั้นขออนุญาตเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรผ่านไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทางสำนักงานก็จะรับข้อคิดเห็นของท่านเพื่อนำไปปรับปรุงแผนในการตราพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ การอภิปรายซักถามก็จบลงนะครับ ถือว่าที่ประชุมรับทราบรายงานผลการเตรียมความพร้อม ในการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ แล้ว ผมต้องขอขอบคุณผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจาย เสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ขอบคุณมากครับ

ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราร่วมประชุมกันมาตั้งแต่ ๙ โมงครึ่ง จนถึงขณะนี้ ก็กินเวลาเกือบ ๑๐ ชั่วโมง เมื่อคืนนี้สภาเราก็ประชุมกันดึกดื่นถึง ๕ ทุ่ม วันนี้ก็ประชุมเกือบ ๑๐ ชั่วโมง นับว่าพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทุ่มเททำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง อย่างแท้จริง ในนามท่านประธานชวน หลีกภัย ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิก เป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ วันนี้การประชุมคงพอสมควรแล้ว ผมขอปิดการประชุมวันนี้ครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๕๘ นาฬิกา