ศิริกัญญา แจงปัญหาครอบคลุม-ค่าใช้จ่ายกองทุนการออมแห่งชาติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ศิริกัญญา ตันสกุล หารือภาพรวมผลการดำเนินงานของกองทุนการออมแห่งชาติ พร้อมเสนอแนะการปรับปรุงความโปร่งใส ความครอบคลุม และการเปรียบเทียบผลตอบแทนกับเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกแรงงานนอกระบบ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในปีแรกที่ดิฉันเองได้มีโอกาสที่จะได้ฝาก ท่านประธานเรียนไปยังหน่วยงานกองทุนการออมแห่งชาติ ดังนั้นอาจจะไม่ได้พูดเพียงแค่ การวิเคราะห์ตัวผลการดำเนินงานหรือว่ารายงานประจำปี แต่จะขอฝากข้อสังเกตแล้วก็ ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ในภาพรวมไปยังหน่วยงานด้วยนะคะ โดยเค้าโครงของการที่จะอภิปราย วันนี้จะขอเริ่มจากภาพรวมของผลการดำเนินงาน ข้อเสนอ ข้อสังเกตเกี่ยวกับความครอบคลุม ความซ้ำซ้อน ความเพียงพอ แล้วก็ความเสี่ยง กองทุนการออมแห่งชาติตั้งตาม พ.ร.บ. ชื่อเดียวกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ โดยที่มีวัตถุประสงค์ให้เป็นหลักประกันในยามเกษียณของ แรงงานนอกระบบของประเทศไทย เมื่อตอนเริ่มต้นกองทุนจริง ๆ ในปี ๒๕๕๘ ได้มี การตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีสมาชิกครบ ๓ ล้านคนภายใน ๕ ปี ซึ่งปีหน้า ปี ๒๕๖๓ จะเป็น ปีที่ครบ ๕ ปี ตอนนี้ ณ เวลานี้ก็มีสมาชิกกองทุนทั้งสิ้นประมาณ ๒ ล้านกว่าคนเศษ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กองทุนการออมแห่งชาติสามารถที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกได้ตามที่ ตั้งเป้าหมายไว้ในครั้งแรก แล้วพอมาดูผลการดำเนินงานของปี ๒๕๖๑ ก็พบว่าได้มีการ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ ๗๐๐,๐๐๐ คนสำหรับจำนวนสมาชิก แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะบรรลุ เป้าหมายที่วางไว้ ถึงแม้ว่าในช่วงกลางปีนั้นจะได้มีการปรับเป้าหมายลงมาแล้ว จากเดิม ๑.๒ ล้านคน เหลือ ๗๐๐,๐๐๐ คน สิ้นปีก็ทำได้เพียงแค่ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นเอง พอมาดู ตัวค่าใช้จ่ายของกองทุนนะคะ เราพบว่ามีค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจรวมทั้งสิ้น ๑๒๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากปี ๒๕๖๐ ทั้ง ๆ ที่ท่านสามารถรับสมาชิกเพิ่มเพียงแค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ สมาชิกเพิ่ม ๑๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ พอไปดูค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากก็เป็นเรื่องค่าประชาสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นประมาณ ๒๓ ล้านบาท มีค่าจ้างบริการสมาชิกแล้วก็มีค่าที่เป็นการส่งเสริมการออมเพิ่มขึ้น โดยที่ขาดทุนสุทธิ อยู่ที่ประมาณ ๖๒ ล้านบาท ทั้งหมดที่กล่าวไปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๑ แต่เนื่องจากว่า จนถึงวันนี้แล้วอีก ๑ ปี กำลังจะครบปี ๒๕๖๒ ดิฉันก็เลยเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Web site) ของกองทุนการออมแห่งชาติเพื่อที่จะดูผลการดำเนินงานจนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๒ ก็ต้องขอชื่นชมค่ะ แล้วก็แสดงความยินดีด้วยกับผลการดำเนินงานในช่วง ๙ เดือนแรก ของปี ๒๕๖๒ หลังจากปี ๒๕๖๑ นั้น การดำเนินงานค่อนข้างที่จะล้มลุกคลุกคลาน และอาจจะมีบางช่วงบางตอนที่ติดขัดไปบ้างนะคะ ๙ เดือนแรกท่านมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมา เป็น ๒.๒ ล้านคน มีการเติบโตเกือบ ๆ ๓ เท่า ในส่วนของอัตราผลตอบแทนในปี ๒๕๖๑ มีผลตอบแทนกองทุนเฉลี่ยอยู่ที่ ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่ว่าสำหรับ ๙ เดือนแรก ของปี ๒๕๖๒ ผลตอบแทนของกองทุนนั้นเพิ่มขึ้นเป็น ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถามว่า จาก ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ มันเยอะหรือว่ามันน้อยก็ต้องบอกว่า ก็บอกไม่ได้ เพราะว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้มีการเปรียบเทียบกับเบนช์มาร์ก (Benchmark) หรือ ว่าตัวเทียบผลตอบแทนของตลาด ซึ่งจริง ๆ แล้วดิฉันก็พยายามที่จะไปค้นคว้าข้อมูล ที่สามารถที่จะนำมาใช้เป็นตัวเบนช์มาร์ก (Benchmark) ได้ พบว่าเฉพาะในปี ๒๕๖๑ ผลตอบแทนของตลาดโดยคิดคำนวณจากสัดส่วนของพอร์ต (Port) การลงทุนของท่าน จะอยู่ที่ประมาณ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าผลการดำเนินงานของท่านนั้นได้ผลตอบแทน เพียงแค่ ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็ถือว่ายังต่ำกว่าตลาดค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับปี ๒๕๖๒ นี้ ตัวรายงานสถานะกองทุนนั้นยังไม่มีรายละเอียดว่าลงทุนในหลักทรัพย์ อะไรบ้าง ในสัดส่วนเท่าใดบ้าง ทำให้ยังไม่สามารถที่จะคำนวณเบนช์มาร์ก (Benchmark) ออกมาได้ ส่วนในปี ๒๕๖๑ ในรายงานงบการเงินก็ได้มีการบอกรายละเอียดไว้ว่าท่านลงทุน ในหลักทรัพย์ประเภทใดบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีการบอกอัตราผลตอบแทนของแต่ละหลักทรัพย์ โดยเฉพาะหลาย ๆ ตัวนี้มันเป็นตัวที่มีผลตอบแทนคงที่อยู่แล้ว มีอัตราดอกเบี้ยตายตัว ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล หรือว่าหุ้นกู้เอกชน อันนี้ก็ต้องขอติติง ไว้เล็กน้อยว่านอกจากที่จะไม่ได้มีบอกแล้วว่าหลักทรัพย์แต่ละตัวมีอัตราผลตอบแทน หรือว่ามีอัตราคูปองพันธบัตรเป็นเท่าไร ก็ไม่ได้บอกถึงระยะเวลาว่ามีระยะเวลาคงเหลือ อายุคงเหลือของพันธบัตรแล้วก็หุ้นกู้นี้ยังมีอายุคงเหลือเท่าไร และมีการจัดสรรตัวพอร์ต (Port) การลงทุนเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวเป็นสัดส่วนเท่าไร ข้อเสนอแนะก็คือว่า ถ้าเกิดท่านลองไปดูการรายงานของกองทุนที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่าง ๆ ก็จะมีการทำสรุป เป็นสรุปหน้าเดียวคล้าย ๆ กับที่ท่านทำรายงานสถานะกองทุนอย่างนี้ เรียกว่า ฟันด์ แฟกต์ ชีต (Fund Fact Sheet) ก็จะมีข้อมูลทั่วไป มีผลการดำเนินงาน ที่เทียบกับเบนช์มาร์ก (Benchmark) หรือว่าผลตอบแทนของตลาด มีสัดส่วนการลงทุนบอก ว่าลงทุนในหุ้นกู้เท่าไร เงินฝากเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์แล้วอัปเดต (Update) เป็นรายไตรมาส นั่น คือภาพรวมของผลการดำเนินงานของปี ๒๕๖๑ แถมผลการดำเนินงาน ๙ เดือนแรก ที่ดิฉันได้ไปค้นเจอในเว็บไซต์ (Web site) ของท่านมา จากนี้ขอตั้งข้อสังเกต ๒-๓ เรื่อง ในเรื่องของความครอบคลุมความซ้ำซ้อน ความเพียงพอ แล้วก็ความเสี่ยง ในเรื่องของความครอบคลุมและความซ้ำซ้อนอาจจะเป็นเรื่องที่ ค่อนข้างใกล้เคียงกันนะคะ คือแรงงานนอกระบบในประเทศไทยนับถึงปัจจุบันนี้จะอยู่ที่ ประมาณ ๒๑.๒ ล้านคน กองทุนการออมแห่งชาติเคยทำการประเมินไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ในปี ๒๕๕๘ ว่าแรงงานนอกระบบทั้งหมดนี้จะมีประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นผู้ที่มีศักยภาพ ที่จะออมได้ ที่เหลือจะเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำและไม่มีศักยภาพที่จะออม ถ้า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของ ๒๑ ล้านคนก็คงจะตกประมาณ ๘ ล้านคน ปัจจุบันตัวเลขยอดสมาชิก ปี ๒๕๖๑ ไม่ต้องไปดูแล้ว ดูที่ ๒.๒ ล้านคน ๒.๒ ล้านคนก็ยังเป็นเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน แรงงานนอกระบบทั้งหมดที่มีในประเทศไทย หรือเป็นแค่ ๑ ใน ๔ ของเป้าหมายแรงงาน นอกระบบที่มีศักยภาพที่จะออม ในเรื่องของความครอบคลุมและความซ้ำซ้อน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงอีกกองทุนหนึ่งที่ทำหน้าที่เพื่อสร้างหลักประกันในยามเกษียณ ของแรงงานนอกระบบเช่นเดียวกัน นั่นก็คือการประกันตนตามมาตรา ๔๐ ของ พ.ร.บ. ประกันสังคม มาตรา ๔๐ จะแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท มี ๒ ประเภทที่มีบำเหน็จก็เรียกว่า ได้เป็นหลักประกันในยามเกษียณของแรงงานนอกระบบเช่นเดียวกัน รวมทุกประเภท ทั้ง ๓ ชุดสิทธิประโยชน์ของมาตรา ๔๐ จะมีผู้ประกันตนรวมทั้งสิ้น ๓ ล้านคน แต่ว่าสรุปแล้ว มาตรา ๔๐ มี ๓ ล้าน คน ก็จะมีทั้งประเภทที่ได้บำเหน็จแล้วก็ไม่ได้บำเหน็จ ส่วนกองทุน การออมแห่งชาติมีอีก ๒.๒ ล้านคน แต่เราไม่ทราบเลยว่าสรุปแล้วแรงงานนอกระบบ ในประเทศไทยนั้นมีกี่คนที่มีหลักประกันในยามเกษียณกันแน่ สุดท้ายแล้วไม่มีใครดูว่า ความซ้ำซ้อนของ ๒ กองทุนนี้ทำให้ความครอบคลุมที่เราควรจะต้องขยายให้แรงงานนอกระบบ จำนวนมากที่สุด สัดส่วนมากที่สุดเข้ามาอยู่ในกองทุน แล้วก็มีหลักประกันที่จะใช้จ่าย ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในยามที่เกษียณ สรุปแล้วมีแรงงานนอกระบบที่ได้รับความครอบคลุมตรงนี้มีกี่คน และเป็นสัดส่วนเท่าไร ตัวเลขตรงนี้ใครควรที่จะเป็นคนดู คณะกรรมการบำนาญแห่งชาติ มีหน้าที่ดูแลตรงนี้หรือไม่นะคะ ในเรื่องของความซ้ำซ้อนยังมีอีก ๒ เรื่องด้วยกันก็คือ เรื่องของสมาชิกได้พูดแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของค่าบริหารจัดการกองทุน การมีหลายกองทุน ก็ต้องบอกว่าเงินออมของคนที่จะต้องลงทุนนั้นจะต้องถูกหักค่าใช้จ่ายออกไป สำหรับกองทุน การออมแห่งชาติ และรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็จะมีความซ้ำซ้อนกับกองทุนอื่นที่ทำหน้าที่ในแบบเดียวกัน ในเรื่องของความซ้ำซ้อน ของการสบทบของเงินจากรัฐบาลก็มีความไม่เท่ากันอีกนะคะ กองทุนชราภาพจริง ๆ แล้ว มีหลายกองทุนที่ไม่ใช่เกี่ยวกับแรงงานนอกระบบ มีประกันสังคมตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๙ ซึ่ง ๒ กองทุนนี้รัฐไม่ได้สมทบในส่วนที่เป็นกองทุนชราภาพ มาตรา ๔๐ กรณีชราภาพได้ บำเหน็จรวม ๆ กับกรณีที่เจ็บป่วยและทุพลภาพอยู่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินสมทบ ส่วนกองทุนการออมรัฐสมทบ ๕๐-๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ กองทุนอาร์เอ็มเอฟ (RMF) ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ก็เท่ากับว่ารัฐได้สมทบเงินส่วนที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ แล้วก็ยิ่งรวยยิ่งสมทบเยอะนะคะ สูงสุดสมทบ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าไม่เกิน ๑๖๕,๐๐๐ บาท ต่อคน กบข. รัฐสมทบทั้งในฐานะที่เป็นนายจ้าง