กรณ์ เสนอปฏิรูปกองทุนกอช. ยันต้องเพิ่มเป้าหมาย-ผลตอบแทนเพื่อความมั่นคงวัยชรา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

กรณ์ จาติกวณิช หารือปัญหาความมั่นคงในวัยชรา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนากองทุนการออมแห่งชาติให้เข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุนอกภาคข้าราชการมากขึ้น พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงนโยบาย เช่น การเพิ่มเพดานเงินสมทบ การขยายฐานสมาชิกผ่านการเชื่อมโยงพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ และการปรับกลยุทธ์การลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อเพิ่มผลตอบแทน รวมถึงผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้างหลักประกันทางรายได้ที่ยั่งยืนสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

นายกรณ์ จาติกวณิช แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตที่จะพูดถึงข้อเสนอแนะที่พรรคประชาธิปัตย์เรามีต่อ การดำเนินการต่อเนื่องในการสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยในวัยเกษียณ ในวัยชราผ่านการลงทุนในกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่งนะครับ เนื่องจาก กอช. ก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยอยู่ เพิ่งมีการบังคับใช้กฎหมายที่ความจริง ผ่านตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ เมื่อปี ๒๕๕๘ นี่เอง เมื่อปี ๒๕๕๔ สาเหตุที่มาของ กอช. ก็เป็นเพราะ รัฐบาลในขณะนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้คำนึงถึงความเสี่ยง ต่อความเป็นอยู่ของคนไทยในวัยชรา ในบริบทของสังคมสูงอายุ ซึ่งสังคมไทยกำลังคืบเข้าสู่ ความเป็นสังคมที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และโดยสรุปสั้น ๆ ก็คือเรามี ความกังวลไม่อยากให้คนไทยต้องจนในวัยแก่ จึงได้มี ๒ มาตรการหลักนะครับ

มาตรการแรก ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ก็ได้กล่าวถึงแล้ว ก็คือการแก้มาตรา ๔๐ ใน พ.ร.บ. ประกันสังคม เพื่อให้ผู้มีอาชีพอิสระสามารถเข้าไปเป็นผู้ประกันตนได้ และมาตรการ สำคัญอีกมาตรการหนึ่งก็คือการออกกฎหมายใหม่ พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่มาของกองทุนที่เราได้มาอภิปรายกันในวันนี้ กอช. ความจริงควรที่จะได้เริ่มต้น ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่แล้วที่ได้ผลักดันให้มีการบังคับใช้เป็นครั้งแรก เมื่อปี ๒๕๕๘ จนถึงวันนี้เราก็ต้องยอมรับครับว่าผลการดำเนินงานของทาง กอช. ถึงแม้ว่าดีขึ้นมากเลย ในช่วงปีที่ผ่านมาก็ขอชมเชยผู้ที่รับผิดชอบ แต่ก็ยังห่างไกลเป้าหมายที่ทางผู้ดำเนินการ รวมไปถึงรัฐบาลได้กำหนดไว้เอง แล้วก็ห่างไกลความจำเป็นที่สังคมไทยยังมีความจำเป็น ที่จะต้องพึ่งพากองทุนลักษณะนี้ ถามว่าความต้องการของคนไทยต่อเรื่องนี้มันมีมากแค่ไหน เราต้องทำความเข้าใจกับประเด็นนี้ก่อนนะครับ เราถึงจะมาช่วยกันคิดได้ว่าเราจะช่วย ผู้บริหารของ กอช. ขับเคลื่อน กอช. ให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้อย่างไร วันนี้มีผู้สูงอายุอยู่ ๑๑ ล้านคน ซึ่งจาก ๑๑ ล้านคนประมาณ ๒ ล้านเศษ ๆ เป็นข้าราชการ กลุ่มนี้ผมคิดว่าเราแยกส่วนไว้ได้เพราะมีการดูแลในระดับที่ดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่จาก ๑๑ ล้านคน มีประมาณ ๙ ล้านคนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ และ ณ ปัจจุบันได้แบ่งส่วน งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปีเพียงแค่ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยเฉลี่ย ๙ ล้านคนได้รับเงินจากรัฐบาลในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยผู้สูงอายุ หรือรวมถึง ส่วนที่สมทบให้กับผู้เข้าร่วมโครงการในกองทุนการออมแห่งชาติเพียงแค่โดยเฉลี่ย ประมาณท่านละ ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือน อันนี้เทียบกับบำนาญโดยเฉลี่ยของข้าราชการ ในระดับสูงถึงประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน คือมีความต่างกันถึง ๒๐ เท่า ๒๐ เท่านี้ ก็อาจจะวัดได้เลย น่าจะเป็นความต่างในแง่ของคุณภาพชีวิตทางเศรษฐกิจด้วยเพราะรายได้ ต่างกันมากทีเดียว เพราะฉะนั้นในส่วนของเป้าหมายของสังคมเราคงไม่อยากให้สภาพ ความเป็นอยู่ในแง่ของรายได้ของคนไทยส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยเกษียณมีรายได้น้อยเพียงแค่นี้ แล้วถ้าเป็นไปได้เราก็อยากให้คนไทยทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีเทียบเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการหรือไม่เป็นข้าราชการก็ตาม คราวนี้ถ้าเราลองมาดูนะครับว่า เราอยากที่จะให้ ผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณ ณ ปัจจุบันมีรายได้ไม่ต้องถึงขั้นเดียวกันกับข้าราชการ ก็ได้ครับ ที่ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน เอาครึ่งหนึ่งก็ได้เปรียบเทียบเสมือนคล้าย ๆ กับเขายังได้ ค่าแรงขั้นต่ำอยู่วันละ ๓๐๐ บาท ทั้งเดือนก็ประมาณ ๙,๐๐๐ บาท คิดตัวเลขกลม ๆ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อคน ถ้าเรามีเป้าหมายครับว่าในวัยเกษียณคนไทยทุกคนน่าจะมี รายได้อย่างน้อยประมาณเท่านั้น ก็คือประมาณเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ นั่นหมายถึงเราต้องใช้ งบประมาณเพิ่มเติมวันนี้เลยประมาณ ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งแน่นอนที่สุดครับในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ความจำเป็นในแง่ของงบประมาณถ้าเราต้องการให้ คุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณดีขึ้น เราต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นอีกเป็นหลักหลายล้านล้านบาท ซึ่งก็เป็นคำถามว่าเงินส่วนนี้จะมาจากไหน ได้เคยมีการอภิปรายกันในประเด็นนี้ในช่วงของ การอภิปรายงบประมาณไปแล้ว ผมจะไม่พูดอีกจะเป็นการซ้ำซาก แต่ กอช. จะมีบทบาทสำคัญ ในระดับหนึ่ง ในการที่จะตอบโจทย์ส่วนของตรงนี้ แต่ ณ วันนี้ กอช. ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ยังไม่ได้เป็นที่พึ่งตามความตั้งใจของกฎหมาย ไม่ได้เป็นที่พึ่งของพวกเราในสภาที่ร่วมกัน ร่างกฎหมายฉบับนี้เมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่แล้ว ณ วันนี้ตามที่เรียนนะครับ ผลงานดีขึ้นเยอะ แต่จำนวนสมาชิกก็ยังมีเพียง ๒.๒ ล้านคน แล้วก็ถ้าดูเม็ดเงินโดยรวมที่เป็นเม็ดเงินสะสม ของสมาชิก ๒ ล้านกว่าคน มีจำนวนเพียงแค่ ๖,๓๐๐ ล้านบาท ผมใช้คำว่า แค่ ๖,๓๐๐ ล้านบาท เพราะเมื่อกี้เราพูดกันว่า ถ้าเพียงแค่ต้องการยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยที่อยู่ในวัยเกษียณ ให้อยู่ในระดับเดียวกันกับค่าแรงขั้นต่ำเราต้องใช้เงินถึงปีละ ๑ ล้านล้านบาท แต่นี่เงินสะสม โดยรวม ณ ปัจจุบันมีแค่ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ข่าวดีที่ผมได้เห็นจากเว็บไซต์ (Web site) ของ กอช. ก็คือสัดส่วนของสมาชิกในวัย ๑๕-๒๒ ปี เป็นกลุ่มที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นที่สุด แต่ถ้าดู จำนวนของสมาชิกที่อยู่ในวัยเรียนก็จะเห็นว่ายังเป็นจำนวนที่ต่ำมาก จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นสมาชิกที่อยู่ในวัยเรียนเป็นนักศึกษาอยู่เพียงแค่ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ออกมาประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถามว่าระดับนี้เราควรที่จะพอใจแล้วหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ผมคาดหวังไว้แต่แรกก็คือในเมื่อ กอช. เป็นโครงการและเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทำไมรัฐบาลถึงไม่ขอความร่วมมือ จากทุกหน่วยงานของรัฐในการที่จะส่งเสริมประชาสัมพันธ์และชักชวนให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม อย่างในกรณีของนักเรียน นักศึกษา เราไปดูระบบการศึกษาของรัฐ เราไปดูว่า กฎหมายเปิดให้เด็กสามารถเข้ามาเป็นสมาชิก กอช. ได้ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ๑๖ ปี ๑๗ ปี ๑๘ ปี รวมไปถึงระดับอุดมศึกษาที่เรียนอยู่ รวมแล้วอย่างน้อยประมาณ ๒ ล้านกว่าคน นอกเหนือจากนั้นในหลาย ๆ โรงเรียน ธนาคารของรัฐเองธนาคารออมสินก็มีโครงการ ธนาคารโรงเรียนอยู่ มีสมาชิกที่เป็นนักศึกษาออมเงินผ่านธนาคารโรงเรียนในสังกัดของ ธนาคารออมสินอยู่ แต่ลองลงไปถามในแต่ละธนาคารโรงเรียนว่าสมาชิกหรือผู้ออมที่เป็น นักศึกษาในโครงการธนาคารโรงเรียนของธนาคารออมสินเป็นสมาชิก กอช. ด้วยหรือไม่ คำตอบกลับกลายเป็นว่าไม่ได้เป็น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าโครงการนี้ก็โครงการของรัฐบาล กองทุนนี้ก็เป็นกองทุนที่รัฐบาลส่งเสริมทำไมถึงไม่มีการเชื่อม ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ต่อนักศึกษาที่ ณ ปัจจุบันมีการออมเงินผ่านโครงการธนาคารโรงเรียนอยู่แล้ว เป็นประโยชน์ อย่างไร ก็เพราะทุกบาทที่เขาออม ณ ปัจจุบันเนื่องจากเขาไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุน การออมแห่งชาติเขาไม่ได้เงินสมทบจากรัฐบาล แต่ถ้าหาวิธีที่จะผนวก ๒ เรื่องให้มันเป็น เรื่องเดียวกันได้ เขาก็สามารถที่จะเพิ่มเงินออมของเขาด้วยเงินสมทบจากรัฐบาลได้ ทุก ๆ เดือน ตรงนี้เพียงแค่ถ้าเรามีมาตรการชัดเจนในการเชื่อมโยงกับธนาคารออมสิน ภายใต้กระทรวงเดียวกันเลยที่เป็นผู้กำกับดูแล กอช. เราก็ควรที่จะได้สมาชิกเพิ่มขึ้นทันที ในวัยที่เราต้องการ ก็คือในวัยประมาณ ๑๕-๒๒ ปี เราจะได้สมาชิกเพิ่มขึ้นทันทีเป็นหลัก ๒ ล้านคน ๓ ล้านคน นั่นคือจุดเริ่มต้น นอกเหนือจากนั้นในสังกัดของกระทรวงการคลังเอง ก็ยังมีลูกค้าธนาคารออมสินอีกกี่ล้านคน ลูกค้า ธ.ก.ส. ที่เป็นเกษตรกรอีกกี่ล้านคน ถามว่าลูกค้าทั้งที่เป็นลูกค้าเงินกู้และลูกค้าเงินฝากของ ๒ ธนาคารของรัฐตอนนี้เป็น สมาชิก กอช. กันหมดหรือยัง ถ้ายัง ถามว่าทำไม ก็อีกละครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ของเขา ทั้งสิ้น ไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายอะไรให้กับประชาชนที่จะเป็นทั้งลูกค้าเงินฝากของ ๒ ธนาคาร ของรัฐและรวมถึงธนาคารของรัฐอื่น ๆ ในสังกัดของกระทรวงการคลังนะครับ และมาเป็น สมาชิก กอช. ด้วยจะได้เงินสมทบทันทีจากรัฐบาล ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการเหล่านี้ ผมเชื่อว่า ถ้าเราเอาจริงสามารถที่จะเพิ่มสมาชิกได้ทันทีเป็นหลัก ๕ ล้านคน ๖ ล้านคน อาจจะถึง ๑๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมอยากที่จะสรุปประเด็น ที่ผมมองว่า ยังเป็นประเด็นปัญหาในการบริหารจัดการ กอช. อยู่ ๔ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ก็คงเรื่องของความจริงจัง ถ้าเปรียบเทียบในแง่ของงบประมาณ ที่รัฐบาลจัดสรรให้ก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมานี่น้อยมาก เป็นหลักร้อยล้านใน ๒-๓ ปีแรก มา ๑,๐๐๐ ล้านบาทในปีนี้ตามที่ขอไว้ ซึ่งก็อาจจะสะท้อนต่อเม็ดเงินสมทบที่รัฐคาดว่า มีความจำเป็นต้องจัดสรรตามจำนวนสมาชิก แต่ในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราเอาจริง กับเรื่องของการส่งเสริม นอกจากเรื่องงบประมาณแล้วต้องมีการประสานงานกับทุกหน่วยงาน ของรัฐเพื่อที่จะหาวิธีเอาสมาชิกโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลเข้ามามีส่วนในการเป็นสมาชิก กอช. ด้วย

ประเด็นที่ ๒ สำคัญครับ ผมขอเรียกว่าเป็นประเด็นปัญหา ขออนุญาตครับ ในเรื่องของจินตนาการ คือผมคิดว่าในยุคนี้ที่มีเรื่องของเทคโนโลยี ดิสรัปชัน (Technology Disruption) เราจะเห็นว่าผู้ประกอบการไม่ได้บริหารจัดการอยู่ในกรอบพันธกิจของตนเอง เท่านั้น อย่างเมื่อวานนี้มีข่าวนะครับ อูเบอร์ (Uber) เปิดโครงการอูเบอร์มันนี (Uber money) ก็คือเริ่มจากการเรียกแท็กซี่ในแอป (App) กลายมาเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน คือมันไม่มี กรอบจำกัดแล้ว กอช. เหมือนกัน กอช. มีพันธกิจชัดเจน แต่ต้องถามว่าในการเพิ่มสมาชิกถ้าใช้จินตนาการเราอาจจะสามารถที่จะหาสมาชิกเพิ่มได้ ผม ขอเปรียบเทียบเรื่องเดียว คนไทยนิยมอะไรมากที่สุด ๙ ล้านคนเล่นหวย ถ้ารวมประชาชน ที่ซื้อลอตเตอรี่ด้วย ๒๐ ล้านคนครับ คนไทย ๑ ใน ๓ ของประชากรเล่นหวยหรือซื้อลอตเตอรี่ ทุก ๆ งวด วงเงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีที่คนไทยใช้กับการเสี่ยงโชคผ่านการซื้อลอตเตอรี่ หรือเล่นหวยใต้ดิน ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๓ เท่าของเงินที่มี การลงทุนในกองทุน อาร์เอ็มเอฟ (RMF) กับ แอลทีเอฟ (LTF) รวมกัน และแน่นอนที่สุด มากกว่าเงินสะสม ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาทของ กอช. มากมาย เพราะฉะนั้นคำว่าจินตนาการ ในที่นี้หมายความว่า กอช. อาจจะต้องคิดนะครับว่าเราไปโยงกับความคุ้นเคย หรือความพึง พอใจของประชาชนในการที่จะเสี่ยงโชค ในการที่จะซื้อลอตเตอรี่ให้มีผลกลับมาให้กับ กอช. อย่างไร อาจจะมีส่วนในแง่ของเปอร์เซ็นต์ของการซื้อหวยซื้อลอตเตอรี่ที่จะกลับเข้ามาเป็นเงิน สมทบของประชาชนในบัญชี กอช. ของตนหรือไม่ อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่นำเสนอ หรือกระทั่งกระทรวงการคลังเองก็มีแนวคิดว่าจะส่งเสริมการออมผ่านระบบภาษีแวต (VAT) ก็คือภาษีแวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ที่เราต้องเสียทุกครั้งที่เรามีการจับจ่ายใช้สอย มีระบบไหนไหม ที่จะมีการรีเบต (Rebate) ส่วนการใช้เงินของประชาชนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่รีเบต (Rebate) เป็นเงินสดให้เอาไปใช้ต่อ เป็นการรีเบต (Rebate) เข้าบัญชีกองทุนการออมแห่งชาติของ ประชาชน ก็คือการส่งเสริมให้มีการออมผ่านการจับจ่ายใช้สอยนั่นเอง เหล่านี้มันเป็นแนวคิด ที่จริง ๆ แล้วคนในกระทรวงการคลังเขาก็คิดกันอยู่ แต่ กอช. อาจจะต้องเชื่อมกับผู้มี แนวความคิดในเชิงนวัตกรรมเหล่านี้ในการที่จะหาวิธีที่จะเพิ่มสมาชิกตามเป้าหมายที่ได้ กำหนดเอาไว้

ประเด็นปัญหาที่ ๓ ก็คือผมมองว่าเวลาผ่านไป ๑๐ ปี เงินสมทบหรือว่า ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากกฎหมายที่เราร่างกันไว้แต่เดิมวันนี้มันน้อยเกินไป คือถ้าดู ตามสูตรก็คืออายุ ๑๕-๓๐ ปี ได้รับเงินสมทบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เรากำหนดเพดานไว้เพียงแค่ ๖๐๐ บาทต่อปีต่อคน อายุ ๓๐-๕๐ ปี เงินสมทบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินออมของประชาชน ที่เป็นสมาชิก แต่กำหนดเพดานไว้เพียงแค่ ๙๖๐ บาทต่อปี ๕๐-๖๐ ปี เราสมทบให้เท่าตัว แต่ก็ยังมีเพดานอยู่ที่เพียง ๑,๒๐๐ บาท ประเด็นก็คือถึงเขาเป็นสมาชิก กอช. ตั้งแต่ ๑๕-๖๐ ปี ๔๕ ปีเต็มเขาก็ไม่สามารถที่จะออมเงินในปริมาณที่มีผลต่อการรักษาคุณภาพชีวิตของเขาได้ ในวัยเกษียณ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลต้องกล้าที่จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มมาก ยิ่งขึ้น ไม่ใช่ ๒ เท่า ไม่ใช่ ๓ เท่า แต่ผมคิดว่าควรจะมากกว่านั้นในการที่จะเป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออม เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของเขาเอง วันนี้ประชาชนคนไทย ส่วนใหญ่คิดหวังพึ่งรัฐบาลในอนาคตเมื่อเขาถึงวัยเกษียณ ซึ่งเราก็รู้กันอยู่ครับว่ารัฐบาล ไม่มีเงินมากพอแน่นอนที่จะรักษาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เราจึงต้องมีกุศโลบาย ขอใช้คำนั้น ในการที่จะเชิญชวนประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะสร้างความมั่นคง ให้กับตัวเขาเองด้วย เพราะฉะนั้นแรงจูงใจทางด้านการเงินถือว่าเป็นปัจจัยและเงื่อนไข ที่สำคัญที่สุด แล้วก็เงื่อนไขที่ร่างไว้แต่เดิมที่ยังใช้อยู่ทุกวันนี้ผมคิดว่ามันไม่มีความจูงใจ ที่เพียงพอนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็คือประเด็นเรื่องของผลตอบแทน ตามรายงานที่ได้ นำเสนอต่อสภาวันนี้ คือรายงานปี ๒๕๖๑ ได้ระบุว่าผลตอบแทนในส่วนของการลงทุน ของเงินสมทบของประชาชน เงินออมและเงินสมทบโดยรวมมีผลตอบแทนเพียงแค่ ๑.๔๒ เปอร์เซ็นต์ ต้องถือว่าต่ำมากครับ และไม่เป็นแรงจูงใจเพียงพอต่อการดึงดูดให้ ประชาชนมาออมผ่าน กอช. ทีนี้เราอยากรู้ว่าทำไมผลตอบแทนมันถึงต่ำ ก็ลองพยายาม ที่จะไปแกะดูว่าแล้ว กอช. เอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนอะไรบ้าง ซึ่งอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ สัดส่วนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นี่น้อยมาก ทาง กอช. บอกว่าตลาดหลักทรัพย์เสี่ยง แต่ว่าเรากำลังพูดถึงการลงทุนระยะยาว ซึ่งมันมีสถิติพิสูจน์ว่าในระยะยาว ๕ ปี ๑๐ ปี โดยเฉพาะถ้ายืดยาวถึง ๒๐ ปี ไม่มีอะไรที่มีผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแล้วก็ดีเท่าการลงทุน ในตลาดหลักทรัพย์ แต่สัดส่วนการลงทุนนี้น้อยมาก คือผมเห็นว่ามีการลงทุนในกองทุนอื่น ๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจนะครับว่ากองทุนอื่น ๆ มีส่วนที่เป็นหลักทรัพย์มากแค่ไหน ถ้ากังวลว่า เสี่ยงเกินไปนะครับ ขอลองเปรียบเทียบดูกับ กบข. ซึ่งก็เป็นกองทุนบำนาญของข้าราชการ ในส่วนของ กบข. มีการลงทุนในหลักทรัพย์ในสัดส่วนถึง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผลตอบแทน กบข. สูงกว่า กอช. มากพอสมควร เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่าความเป็นมืออาชีพ ในแง่ของการบริหารจัดการในด้านการลงทุนก็มีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้น ๔ ข้อครับ คือความจริงใจของรัฐบาลที่จะต้องทำให้เรื่องนี้เป็นวาระของทั้งคณะรัฐมนตรีในการที่จะหา วิธีที่แต่ละกระทรวงและหน่วยงานภายใต้กำกับดูแลของแต่ละกระทรวงมีส่วนในการที่จะหา คำตอบให้กับ กอช. กอช. ต้องเสนอเขาว่าจะเข้าถึงประชาชนที่เขาดูแลอยู่อย่างไร เพื่อที่จะ เอามาเป็นสมาชิก กอช. อย่าลืมว่าเป็นสมาชิกไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชน มีแต่ประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับ

เรื่องที่ ๒ ก็คิดนอกกรอบหน่อยในการที่จะใช้คอนเซปต์ (Concept) ที่เรียกว่า เกมิฟิเคชัน (Gamification) คือทำเรื่องของการออมให้เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องท้าทาย เพื่อที่จะโดนใจประชาชนแล้วก็ดึงเข้ามาเป็นสมาชิก

เรื่องที่ ๓ ก็คือช่วยกัน แล้วก็ในส่วนนี้เป็นหน้าที่ของพวกเราที่อยู่ในสภา ในการที่จะเสนอแก้กฎหมายถ้าจำเป็น เพื่อที่จะเพิ่มสัดส่วนที่รัฐบาลสมทบให้กับประชาชน

เรื่องสุดท้าย ก็คือควรจะต้องพิจารณายุทธศาสตร์ในการลงทุนเงินกองทุน ของ กอช. ด้วย และถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้กฎหมายเพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในการบริหารจัดการเรื่องนี้ก็ขอเสนอให้พวกเราในสภาได้ทำหน้าที่เพื่อช่วยท่านทำหน้าที่ ในการสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนต่อไป ขอบคุณครับ