จาตุรงค์ เปิดประเด็นทบทวนงบการศึกษา ชู KPI วัดผลลัพธ์-ลดเหลื่อมล้ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือประเด็นการจัดสรรงบประมาณกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยเสนอให้ทบทวนการใช้จ่ายงบประมาณที่เน้นพัฒนาคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้มีตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน รวมถึงปัญหาการได้รับสิทธิประโยชน์ของครูผู้ได้รางวัลระดับชาติ การกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่มีปัญหาการผิดนัดชำระ และการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อผลักดันให้เกิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้สภาได้พิจารณาการรับทราบรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ วรรคหก ได้ให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นและมี พ.ร.บ. ขึ้นมา ผมต้องเรียนว่าหลักการสำคัญในการศึกษานั้น หลักการใหญ่ ๆ สำคัญมีอยู่ ๓ ประการ ๑. คือการสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ ๒. ต้องมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกมิติ ทั้งครู ทั้งเด็ก ทั้งผู้ปกครอง องคาพยพทางการศึกษาทั้งหมด ๓. ก็คือเพิ่มขีดความสามารถ ของประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลข้อ ๗ ใน ๑๒ ข้อได้กำหนดว่าเราจะเตรียม บุคลากรในศตวรรษที่ ๒๑ แต่การเตรียมบุคลากรนั้นพอผมมาดูการจัดกองทุนงบประมาณนี้ แล้วเป็นที่น่าเสียดาย โดยเฉพาะกองทุนที่เราได้จัดมี ๗ โครงการใหญ่ ๆ ที่สำคัญ ขออนุญาต ลงไปในรายละเอียดคือ

กองทุนแรก ก็คือกองทุนจัดสรรเงินอุดหนุนให้นักเรียนยากจนพิเศษ ซึ่งนักเรียน ยากจนพิเศษเข้าใจว่ามีอยู่ประมาณ ๑.๗ ล้านคน ยากจนจริง ๆ ๔,๖๐๐,๐๐๐ คน ได้งบประมาณ คนละ ๑,๖๐๐ บาท จำนวนที่จัดสรรให้คือ ๕๑๐,๐๔๐ คน คูณแล้วเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ประมาณ ๘๑๖ ล้านบาท กองทุนนี้มีงบประมาณคือ ๙๕๓ ล้านบาท ผมเข้าใจว่าส่วนที่ต่างนี้ น่าจะเป็นข้อบริหารจัดการ ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูดต่อไปและจะไปตั้งคำถามว่าทั้ง ๗ โครงการเป็น กองทุนที่ดี เงินงบประมาณน้อย แต่ว่าคีย์ เพอร์ฟอร์แเมนซ์ อินเดกซ์ (Key performance index) มาตรการตัวชี้วัดของการบริหารกองทุนทั้ง ๗ โครงการ เพราะว่าเราเริ่มบริหารจัดการ ถึงเดือนมีนาคมเข้าใจว่า ๑๐ เดือน ตอนนี้มาถึงนี่ก็ประมาณอีก ๖ เดือน การบริหารจัดการ ในการตรวจสอบประเมินผลของทั้งหมด ๗ กองทุน มีบริหารจัดการอย่างไร และถ้าเกิดบอกว่า การมอบเงินแค่ ๑,๖๐๐ บาท มันเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก และเรามีการติดตามประเมินผล มีการตรวจสอบ มีอินเดกซ์ เคพีไอ (Index KPI) มากอย่างไร เช่น ความสุขของครอบครัว เด็กได้กินอิ่ม เด็กได้มีโอกาสเรียนเพิ่มขึ้น ชุมชนมีความอบอุ่น และที่สำคัญก็คือมาตรฐาน ในการพัฒนา ต่อไปคือเรื่องของมาตรฐานการศึกษามากน้อยแค่ไหน มีอย่างไร นี่เป็นคำถามครับ

กองทุนที่ ๒ โครงการที่ ๒ ที่เราคิดว่าเป็นโครงการที่สำคัญมาก เพราะว่าคือ เรื่องของการส่งเสริมพัฒนาต้นแบบพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย มีศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ ได้รับรางวัลโนเบลเขาบอกว่ามีการวิจัยว่าการลงทุนกับเด็กจะได้ผลตอบแทน ๗-๑๒ เท่า ผมในฐานะที่เป็นแพทย์ ท่านคุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ก็เป็นแพทย์ เราบอกเลยครับ เด็กตั้งแต่ปฏิสนธิมาเลย สำคัญที่สุดในช่วง ๔๐ สัปดาห์ ถ้าเขาได้อาหารที่ดี ได้ดูแลที่ดี เขาจะเป็นคนที่มีความพร้อมและมีความสามารถ หลังจากนั้นคลอดประมาณ ๓ ปีแรกยิ่งสำคัญ และลดลงมาถึง ๗ ปี และค่อยลดหลั่นลงมา เพราะฉะนั้นโครงการตรงนี้มีงบประมาณ ๓ ปี ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๔ ๑๑๕ ล้านบาท น้อยไปครับ ท่านผู้จัดการ ท่านอาจารย์ที่ดูแล ตรงนี้เราคงจะต้องมุ่งเน้นและดูผลสัมฤทธิ์ ผมว่าเรามา ถูกจุดทั้ง ๒ โครงการนี้ ส่วนโครงการที่ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ โครงการสร้างโอกาสทางการศึกษา สำหรับนักเรียนในพื้นที่ ๗๓ ล้านบาท โครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพ การศึกษาอย่างต่อเนื่อง ๑๑๑ ล้านบาท โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ๓๘๙ ล้านบาท โครงการพัฒนาระบบทดลองการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส ๑๑๑ ล้านบาท และโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ๑๑๑ ล้านบาท รวม ๆ แล้วก็ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ปี ๒๕๖๓ เข้าใจว่าท่านเสนอไว้ ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ การศึกษาทั้งประเทศ จริง ๆ น่าจะได้มากกว่านั้น และเราลงให้ตรงประเด็นและมีการติดตาม ประเมินผล ดูผลสัมฤทธิ์ เพราะนี่คือจุดที่ทำให้เด็กมีโอกาสได้เรียน เด็กนักเรียน คนไทยหรือ เด็กไทยทุกคนถ้าอยากเรียนต้องได้เรียน อย่าให้ความจนมาเป็นกำแพงกั้นของการศึกษา เพราะฉะนั้นต้องมีโอกาสที่ได้เรียน

ประเด็นถัดมา ผมก็นึกย้อนหลังไปถึงว่าความเหลื่อมล้ำ เหลื่อมล้ำไปถึง คุณครู โดยเฉพาะเมื่อวันที่ ๓๐ ที่ผ่านมาคุณครูมาที่สภากันก็กังวลในหลายเรื่อง เรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการที่คุณครูได้รับสิทธิที่ได้รับรางวัลระดับชาติ ๓ รางวัล ผู้อำนวยการกับ ศึกษานิเทศก์ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ เขาจะได้เงินปรับเป็นวุฒิการศึกษา วุฒิของเชี่ยวชาญพิเศษ ปรากฏว่าปี ๒๕๕๙-๒๕๖๒ ไม่ได้ ก็เป็นจำนวนเงินหลายร้อยบาท เป็นพันคนนะครับ หลายร้อยคนที่ตรงนี้สูญเสียไป

อันที่ ๒ คือเหลื่อมล้ำ อันนี้คือเหลื่อมล้ำ ปี ๒๕๕๘ ก็ได้ พอปี ๒๕๕๙ ไม่ได้ พิจารณาทบทวน นอกจากนั้นที่กังวลก็คือเรื่องของใบประกอบวิชาชีพครูให้ใช้ปรับเป็น ใบรับรองความเป็นครู ซึ่งกังวลเพราะว่าความศักดิ์สิทธิ์เป็นวิชาชีพใคร ๆ ก็อยากมี ใบประกอบวิชาชีพ มี พ.ร.บ. ของเขา เพราะฉะนั้นอย่าให้ลดสิทธิเขา และถ้าเกิดลด ใบประกอบวิชาชีพครูปั๊บ เงินวิทยฐานะโอกาสครั้งต่อไปอาจจะถูกหายไปหรือเปล่า นี่เป็น ความกังวล โรงเรียนขนาดเล็กต้องให้ชุมชน โรงเรียน วัด บ้าน เขามีการประชาคมหรือว่า สมควรที่จะควบรวมหรือไม่ อย่าไปบังคับว่าเหมาะสมแค่ไหน อย่างไร แล้วก็ย้อนไปถึง กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาซึ่งจะเชื่อมโยงกัน ซึ่งมีคนที่กู้ยืมทั้งสิ้นตอนนี้ ๕,๖๐๐,๐๐๐ ราย ผิดนัดชำระแล้วก็มีการถูกดำเนินคดีผู้ค้ำประกันเป็นที่น่าสงสาร กยศ. ค้ำประกัน คนค้ำ ประกัน ๔ ล้านคน กำลังอยู่ในช่วงค้ำประกัน แล้วก็ถูกดำเนินคดีอีกประมาณล้านกว่าคน ซึ่งเป็นที่น่าสงสาร ตรงนี้เราต้องปลดล็อก (Lock) ได้อย่างไรหรือไม่ และเรื่องของการ ลดดอกเบี้ย ลดค่าปรับในการสร้างอินเซนทิฟ (Incentive) ให้ขวัญกำลังใจ เพราะว่าทั้งหมด ทั้งสิ้นลงทุนกับการศึกษานั้นคือสำคัญที่สุด สำคัญมาก ๆ เพราะทุนมนุษย์การศึกษานี่สำคัญ ดังนั้นจึงอยากจะบอกว่ากองทุนนี้น่าจะได้มีการพัฒนาและมีการตรวจสอบ มีเพิ่ม ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลให้มากขึ้น ผมต้องเรียนว่าทุกอย่างที่ทำตรงนี้จะต้องเป็นองคาพยพ แบบบูรณาการทุกฝ่ายร่วมกัน ซึ่งนอกจากว่ากองทุนทั้งหมดแล้วก็ต้องเรียนว่าการที่ท่านได้ งบประมาณเริ่มแค่ประมาณ ๑๐ เดือน หลังจาก ๑๐ เดือนจนถึงปัจจุบันนี้มีความคืบหน้า อย่างไรบ้าง เพราะว่ามีอีก ๖ เดือน และผมไม่เห็นมาตรการตัวชี้วัดที่เห็นเลย ซึ่งตรงนี้ ผมอยากทำให้สังคมเห็นประจักษ์และพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะได้คอยช่วยกันดูว่า อันไหนที่จะเติมเต็มให้กับพวกเราเพื่อจะได้สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ ก็ต้องเรียนว่า การให้รางวัลทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงตรงนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่านวัตกรรมสายอาชีพ อย่างเช่น อาชีวศึกษาถ้าเขาได้กลับมาทำงานในพื้นที่และแรงงานในพื้นที่ได้เกิดขึ้นรวดเร็ว ช่วยส่งเสริมที่ขาด เราก็ควรจะได้ลด ได้ทุน ได้ขวัญกำลังใจเติมให้เขาไป ส่วนบุคลากรทุกฝ่าย ต้องเติมขวัญ เติมกำลังใจให้กับทั้งหมด ก็ต้องขอบคุณที่กองทุนนี้เกิดขึ้น ถือว่าเป็นกองทุนแรกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นประวัติศาสตร์ แต่ว่าเราต้องช่วยกันเติมเต็มแล้วก็ให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ โอกาสที่เกิดขึ้นต้องมีให้เท่าเทียมกัน ขอบคุณมากท่านประธานครับ