สุภกร แจงงบ 2.5 หมื่นล้าน กสศ. ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาอย่างเป้าหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

สุภกร บัวสาย ชี้แจงรายงานประจำปี 2561 ของ กสศ. โดยย้ำถึงวัตถุประสงค์ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างมีเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดสรรงบประมาณแบบผูกกับผู้เรียนแทนการอุดหนุนองค์กรโดยตรง พร้อมเสนอแนวทางการใช้งบประมาณ 25,000 ล้านบาทภายใต้ พ.ร.บ. กสศ. ที่เน้นการพัฒนาขีดความสามารถด้านวิชาการ สนับสนุนเด็กนักเรียนยากจนอย่างต่อเนื่อง และสร้างกลไกการคัดกรองที่โปร่งใสโดยร่วมมือกับสถาบันวิจัยและองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งยังเน้นย้ำความสำคัญของระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีในการติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การสนับสนุนตรงจุด มีหลักฐานรองรับ และสามารถประเมินผลได้อย่างน่าเชื่อถือ

นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. จะขออนุญาตที่จะเรียนชี้แจง ในเรื่องของรายงานประจำปี ๒๕๖๑ แล้วก็จะขออนุญาตตอบประเด็นคำถาม พยายามที่จะ รวบรวมหมวดหมู่ไว้ ผมได้รวบรวมไว้ประมาณสัก ๗ หมวดหมู่ด้วยกัน ๑. ก็คือเรื่องของ งบประมาณ ๒. ก็คือเรื่องมิติของความเหลื่อมล้ำ ๓. ก็คือเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย ๔. ก็จะเป็น เรื่องของการประเมิน แล้วก็ เคพีไอ (KPI) รวมทั้งเรื่องของสังกัดต่าง ๆ ด้วย ๕. จะเป็นเรื่อง คุณภาพของโครงการต่าง ๆ ว่าเราพัฒนาขึ้นมาอย่างไร ๖. ก็จะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อกับ นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแล้วก็รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประเด็น สุดท้ายก็จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวจริง ตัวช่วย ผมขออนุญาตที่จะสรุปรวม ๆ ครับ บางประเด็นเข้าด้วยกันก็คือประเด็นเรื่องของงบประมาณ ประเด็นเรื่องมิติของความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ประเด็นของกลุ่มเป้าหมายนี้ ก็คงจะตอบได้จากความเป็นมาและสาระสำคัญของ พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ สำหรับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ได้เสนอให้กับรัฐบาล เมื่อปีที่แล้วคือปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อเสนอนั้นเป็นข้อเสนอที่วิเคราะห์การศึกษาของประเทศไทย มีจุดอ่อนมากที่สุดอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำแล้วก็โอกาสที่ไม่เสมอภาค ของประชาชนที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษานั้น มีข้อเสนอให้กับรัฐบาลอย่างน้อย ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกลไกที่จะเข้ามาช่วย เพิ่มประสิทธิภาพของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาคณะกรรมการ ยังได้เสนออีกข้อหนึ่ง ก็คือประมาณการไว้ว่าถ้าจะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะต้องใช้ ทรัพยากรเพิ่มเติมเข้าไปในระบบการศึกษา แต่ว่าการเพิ่มเติมทรัพยากรเข้าไปในระบบ การศึกษานั้นไม่ใช่เพิ่มเติมเข้าไปที่ใดก็ได้ แต่ว่าได้ชี้เป้าไว้ รวมทั้งขนาดของงบประมาณ ที่จำเป็นต้องใช้ ทางคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ประมาณว่าจำเป็นจะต้อง ใช้งบประมาณประมาณร้อยละ ๕ หรือ ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทางด้านการศึกษา ในปัจจุบัน คิดเป็นจำนวนงบประมาณก็ประมาณปีละ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่จำนวนงบประมาณไม่ได้สำคัญเท่ากับจะต้องเติมเข้าไปที่จุดไหน คณะกรรมการอิสระ เพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ชี้ประเด็น ชี้เป้าไว้ว่าจะต้องเข้าไปโดยมีข้อแม้ ๒ ข้อ ข้อแรก ก็คือ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้จะต้องเข้าไปเน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นการไปตัดจ่ายโดยทั่วไปเหมือนกับงบประมาณปกติหลายแสนล้านบาท ที่ใช้อยู่แล้ว

ประเด็นที่ ๒ ก็คือการเข้าไปเติมในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้นจะต้อง ผูกอยู่กับผู้เรียน จะต้องผูกอยู่กับนักเรียนที่ทางวิชาการเรียกว่าเป็น ดีมานด์ ไซด์ ไฟแนนซิง (Demand side financing) เพราะฉะนั้นการเติมงบประมาณ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเข้าไป ไม่ใช่เติมเข้าไปในระบบราชการปกติ ซึ่งก็จะกลายไปเป็น ซัปพลาย ไซด์ (Supply side) ไป เพราะฉะนั้นเงื่อนไขก็คือว่าเติมเข้าไปแต่ว่าจะต้องไปผูกกับผู้เรียนให้ได้ อันนี้ก็คือที่มาของ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นแค่คำตอบครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งก็คือ เข้าไปใช้ทำอะไรด้วย ทางคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาก็จึงได้คิดว่าจำเป็น จะต้องมีกลไกที่จะต้องเป็นกลไกในแง่ของความคิด ในแง่ของการที่จะคิดหาวิธีมาตรการ ที่ได้ผล ก็จึงได้มี พ.ร.บ. กสศ. นี้ออกมา ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้จำเป็นจะต้องมาเข้าที่ กสศ. ทั้งหมด เข้ามาที่ กสศ. เป็นส่วนน้อยก็ยังได้ แต่อันนี้เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมการอิสระ เพื่อการปฏิรูปการศึกษา อันนี้ก็คือประเด็นที่มาของงบประมาณนะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องมิติของความเหลื่อมล้ำที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้หยิบยกขึ้นมา ซึ่งก็ตรงกับ พ.ร.บ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งให้นิยามความเหลื่อมล้ำไว้ ในมาตรา ๓ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความยากจนเท่านั้น แต่ความเหลื่อมล้ำนั้นเป็นความเหลื่อมล้ำ ที่มองมิติทางด้านคุณภาพของครูแล้วก็คุณภาพของโรงเรียน รวมทั้งสาเหตุทางสังคมด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คงจะตรงใจท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ก็ตรงกับที่ท่านได้แนะนำไว้นะครับ

ต่อไปคือเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย เรื่องของกลุ่มเป้าหมายนั้นสามารถที่จะดูได้ จากพระราชบัญญัติในมาตรา ๕ ซึ่งกล่าวถึงวัตถุประสงค์แล้วก็มีวงเล็บต่าง ๆ ไว้ ๗ วงเล็บ ด้วยกัน ถ้าไล่ไปแต่ละวงเล็บก็จะพบว่ากลุ่มเป้าหมายของ กสศ. เริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก จนกระทั่ง ถึงเด็กเยาวชนวัยเรียนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา และรวมถึงทรัพยากรมนุษย์ ก็คือหมายถึงประชาชนที่พ้นวัยเรียนแล้ว ถ้าดูจากมาตรา ๕ วงเล็บต่าง ๆ กลุ่มเป้าหมาย ของ กสศ. ก็จะมีจำนวนมากมาย คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ประเมินไว้ว่า กลุ่มนี้รวมแล้วน่าจะประมาณ ๔ ล้านคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเหลื่อมล้ำ มีโอกาส ทางการศึกษาน้อย มีโอกาสพัฒนาตัวเองน้อย ตรงนี้ก็จะสัมพันธ์กับระดับงบประมาณที่ทาง คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ประเมินไว้ในประเด็นที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นกลุ่มเป้าหมายของ กสศ. เมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้ทักท้วงไว้ว่าจะไปเน้น เรื่องของเด็กปฐมวัยนั้นถ้าดูจาก พ.ร.บ. แล้วก็จะคลาดเคลื่อน เราก็จะครอบคลุมทั้งหมด ทีนี้มันก็จะขัดแย้งกัน ขัดแย้งกันตรงที่ว่าปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำก็เป็นปัญหาลำดับต้น ของประเทศ ในขณะที่จำนวนประชากรที่ขาดโอกาสทางการศึกษาก็มีจำนวนนับล้านคน ตามที่ประมาณไว้ก็คือประมาณ ๔ ล้านคน งบประมาณที่ทางรัฐบาลจัดให้เราเองก็จำนวนไม่มาก มีข้อจำกัด เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมการก็จึงได้มีการทบทวนว่าเราจะทำงานอย่างไร จึงจะใช้งบประมาณที่ได้มาจำนวนไม่มากนี้ให้เกิดผลกระทบหรือว่าผลลัพธ์ที่มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทางคณะกรรมการก็ไม่ได้คิดว่า จะไปเรียกร้องที่จะของบประมาณเพิ่มขึ้น ๆ จำนวนมาก แต่ว่าพยายามที่จะหาวิธีในการ ที่จะใช้งบประมาณที่เราได้มาค่อนข้างน้อยให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทางคณะกรรมการจึงได้มีการรีวิว (Review) มีการรีวิว (Review) ว่าในโลกนี้มีองค์กร ที่ทำหน้าที่ ทำภารกิจคล้าย ๆ กสศ. อยู่ที่ใดบ้าง องค์กรหนึ่งเป็นองค์กรระดับโลกเลย เรียกว่า โกลบอล พาร์ตเนอร์ชิป ฟอร์ เอดดูเคชัน (Global partnership for education) เป็นองค์กรของสหประชาชาติแล้วก็มีอีกหลาย ๆ องค์กรอยู่ในประเทศต่าง ๆ ล่าสุดท่านสมาชิกอาจจะได้ข่าวผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็เป็นนักวิชาการ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเอ็มไอทีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เราได้ทบทวนยุทธศาสตร์ วิธีทำงาน ขององค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งเขาใช้งบประมาณน้อย แต่ว่าเกิดผลกระทบจำนวนมากครับ ผลกระทบกว้างขวางนี้ ก็คือการใช้งานวิชาการในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่างจาก งานวิชาการหรืองานวิจัยเพื่อที่จะมุ่งพับลิก (Public) หรือตีพิมพ์ เพราะฉะนั้นบอร์ด (Board) ก็จึงเห็นว่าการที่เราใช้งบประมาณจำนวนที่ได้มาค่อนข้างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าเรา ไปทุ่มเทกับการไปอุดหนุนหรือไปจ่ายให้กับเด็กหรือว่าประชาชนกลุ่มเป้าหมายโดยตรง มันต้องใช้งบประมาณอีกหลาย ๆ สิบ อาจจะถึง ๑๐ เท่าของที่เราได้ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น จึงได้มียุทธศาสตร์ว่าเราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาขีดความสามารถในทางวิชาการเพื่อที่จะชี้เป้า ให้กับส่วนราชการ กระทรวง หน่วยงานหลักทั้งหลายให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศในส่วนของ การลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในส่วนของการศึกษานั้นควรจะต้องมีการปรับปรุงนโยบาย ควรจะต้องมีการจัดการพัฒนามาตรการ ผลักดันมาตรการอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ องค์กรระหว่างประเทศที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ล้วนอยู่ในเครือข่ายที่ทาง กสศ. เขามาร่วมงาน อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ล่าสุดก็จะเป็นเจ-พอล (J-PAL) เป็นเครือข่ายของผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่ว่า เร็ว ๆ นี้ก็อาจจะมีคนระดับรางวัลโนเบลมาช่วย กสศ. ในการที่จะพัฒนางานที่จะช่วยกัน ลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยต่อไปด้วย อันนี้ก็คือภาพรวมเรื่องของงบประมาณ เรื่องของการที่ กสศ. มองถึงความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็เรื่องของ ยุทธศาสตร์ที่ทางคณะกรรมการได้ทบทวนว่าเรามีข้อจำกัด และเราควรจะทำอย่างไรที่จะทำ ภารกิจภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณที่ขาดไปจำนวนมากได้นะครับ

ประเด็นต่อไป ผมขออนุญาตที่จะไปในประเด็นของการประเมินผล รวมทั้ง เคพีไอ (KPI) ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ทักท้วง เรื่องของการประเมินผลนั้นก็จะอยู่ใน พระราชบัญญัติในมาตรา ๔๔ ซึ่งใน พ.ร.บ. มาตรา ๔๔ กสศ. ก็จะได้รับการประเมิน โดยคณะกรรมการที่กระทรวงการคลังตั้งขึ้นทุก ๓ ปี อันนี้ก็คือการประเมินที่เป็นทางการ ที่พระราชบัญญัติได้วางไว้ นอกจากนั้นก็จะมีการตรวจสอบจากทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ รวมทั้งการมาชี้แจงกับสภาทุก ๆ ปี อย่างในวันนี้เป็นต้น อันนี้ก็คือในส่วนของการประเมินที่เป็นทางการ แต่ในส่วนของการปฏิบัติงานจริง ๆ แล้ว ทาง กสศ. เราได้รับนโยบายจากทางบอร์ด (Board) ว่าในงานวิชาการที่เราจะต้องทำงาน ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือประชาชนนั้น งานวิชาการเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก แล้วก็ปีก ของการประเมินก็คือส่วนหนึ่งของงานวิชาการ ผมขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างโครงการ ช่วยเหลือนักเรียนที่เราเรียกว่า นักเรียนยากจนพิเศษ ความหมายก็คือนักเรียนที่ยากจนที่สุด ของประเทศ ในปีที่ผ่านมาปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ เราช่วยเหลือไปประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คนเศษ เกือบ ๖๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือครั้งเดียวจบ จะต้องมีการช่วยเหลือต่อเนื่อง แต่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็คงได้เห็นว่าการไปช่วยเหลือโดยตรงแบบนี้จะต้องใช้งบประมาณ มากมาย ในปี ๒๕๖๑ นั้นก็จะครอบคลุมถึงงบประมาณของเราประมาณ ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เราได้ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ในปี ๒๕๖๒ ก็ประมาณเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของที่เราได้ ในปี ๒๕๖๒ กลับมาที่เรื่องแม้ว่าการช่วยเหลือโดยตรงนั้น กสศ. ก็ได้วางระบบประเมินไว้ ที่ผมอยากจะเรียนว่าน่าจะให้ความมั่นใจกับท่านสมาชิกพอสมควร ระบบประเมินมาทีหลัง ความจริงแล้วเรื่องนี้มาจากงานวิจัยเริ่มต้น ๔ โครงการด้วยกัน

งานวิจัยแรกเป็นงานวิจัยขององค์การระหว่างประเทศก็คือธนาคารโลกที่ได้ มีประสบการณ์ในการที่ไปประเมินมาตรการที่เขาเรียกว่า คอนดิชันนัล แคช ทรานส์เฟอร์ (Conditional cash transfer) ในหลาย ๆ ประเทศแล้วก็ได้ผลมาแล้วนะครับ ก็คือการช่วยเหลือคนจนในลักษณะที่เราให้เงินอุดหนุนไปโดยที่มีสัญญากับเขาว่าเมื่อได้รับ เงินอุดหนุนไปแล้วจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร มีคำมั่นสัญญากันตรงนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แล้วก็จะมีผลดีพอสมควร เรื่องของประเทศไทย คอนดิชันนัล แคช ทรานส์เฟอร์ (Conditional cash transfer) ก็แปลออกมาเป็นเรื่องของการอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข เรื่องการอุดหนุน อย่างมีเงื่อนไขก็คือง่าย ๆ ครับ ขอให้มาโรงเรียน ขอให้รับเงินอุดหนุนไปแล้วอย่าขาดเรียน มาเรียนได้เต็มเวลาตามมาตรฐาน สามารถที่จะเรียนรู้เรื่อง เรียนทันเพื่อน อันนี้ก็คือเรื่องของ เงื่อนไขง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่ไปดูหรอกครับว่าครอบครัวจะเอาเงินไปใช้ในเรื่องนั้น เรื่องนี้อะไรต่าง ๆ เพราะถ้าตามไปดูแบบนั้นก็จะเป็นเรื่องของการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะว่า เงินอุดหนุนที่ให้กับเด็กแต่ละคนวันละ ๑๐ บาทเท่านั้นเอง การไปดูในรายละเอียดแบบนั้น ก็จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการที่จะไปติดตามทำข้อมูลอีกจำนวนมากมายมหาศาล เราดูผล เท่านั้นเองครับ เราดูผลว่าเมื่อรับเงินอุดหนุนไปแล้วนักเรียนมาโรงเรียนตามที่สัญญาไว้ เพราะฉะนั้น เคพีไอ (KPI) ตัวแรกของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของอัตราการมาเรียน

งานวิจัยชิ้นที่ ๒ ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องนี้ก็คืองานวิจัยที่เราได้วิเคราะห์กันว่า ประเทศไทยใช้จ่ายทางด้านการศึกษาอยู่ที่ไหน มีตรงไหนมาก ตรงไหนขาด ตรงไหนเกิน ตรงไหนขาด แล้วก็มีการทำรายการออกมาด้วยว่านักเรียนที่เป็นนักเรียนยากจนนั้นขาดอยู่ มากน้อยเท่าไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นงานวิจัยชิ้นที่ ๒ ที่เราพอจะบอกได้ว่าถ้าจะเติมให้ ควรจะเติมเท่าไร วันละ ๑๐ บาทไม่พอครับตามที่ท่านสมาชิกได้เป็นห่วง แต่ว่าเราได้เท่านี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเริ่มต้นเท่านี้ก่อนนะครับ

งานวิจัยชิ้นที่ ๓ ก็จะเป็นงานวิจัยที่ว่าด้วยเรื่องของการคัดกรอง คัดกรอง เพื่ออะไรครับ คัดกรองก็คือเป็นการปฏิรูประบบการอุดหนุนนักเรียนยากจน ซึ่งทาง สพฐ. ได้ร่วมงานกับหน่วยงานวิจัยที่ท่าน ส.ส. อาจารย์ดอกเตอร์กนกได้ริเริ่มไว้มาเป็นเวลา ๓ ปี มีการเตรียมความพร้อมว่าถ้าจะไปคัดกรองนักเรียนแล้วไม่เป็นคนอยากจน เป็นนักเรียน ที่ยากจนจริง ๆ มีวิธีดูอย่างไร ถ้าไปถามเขาเฉย ๆ ว่าได้รายได้เท่าไรมันเป็นคำตอบที่เชื่อได้ยาก เพราะว่าคนยากจนเขามีรายได้บางทีเป็นรายได้รายวัน รายได้รายชั่วโมงก็มี ไม่ได้มีรายได้ เป็นเงินเดือน อย่างเช่น ชนชั้นกลางทั่วไป เพราะฉะนั้นงานวิจัยอันนี้ทางคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้เข้ามาช่วยแล้วก็หาวิธีในการที่เรียกว่า เป็นการประเมิน ไปดูอะไรบ้าง จึงจะเชื่อได้ว่ามีความยากจน การไปทำการคัดกรองนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญ มาก ๆ ของระบบการจัดเงินอุดหนุน แต่ก่อนนี้ถ้าย้อนหลังไปประมาณ ๔ ปีก่อน นักเรียน ยากจนที่ทาง สพฐ. มีรายชื่ออยู่ก็เป็นแต่เพียงโรงเรียนแจ้งรายชื่อเข้ามา ไม่ได้มีการคัดกรอง ว่ามีความยากจนที่แท้จริงมากน้อยแค่ไหน งานวิจัยเช่นนี้นอกจากที่จะไปคัดกรองให้แน่ใจว่า นักเรียนยากจนแล้วยังได้สามารถทำเครื่องมือในการที่จะบอกว่ายากจนมาก ยากจนน้อย ขึ้นมาด้วย เรียกว่าเป็นดัชนี ดัชนีตั้งแต่ ๐ จนถึง ๑.๐ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาล มีงบประมาณเท่าไร เราก็ใช้ดัชนีตัวนี้เป็นเครื่องมือในการที่จะบอกว่าเราจะช่วยเหลือ นักเรียนที่ดัชนีบอกว่ายากจนที่สุดได้สักจำนวนเท่าไร ตรงนี้ก็จะมาจากงานวิจัยในแง่ของ การคัดกรองที่ออกมาในรูปของดัชนีวัดระดับของความยากจนด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ความแม่นยำหรือว่า เคพีไอ (KPI) ตัวที่ ๒ ก็คือว่านักเรียนของเราที่มารับทุน กสศ. นั้น จะต้องผ่านเกณฑ์ความยากจน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีหลักฐานด้วย มีหลักฐานในลักษณะ ที่เรียกว่างานวิจัยนี้ก็จะชี้เป้าต้องไปดูที่บ้านว่าสภาพบ้านเขาเป็นอย่างไร สภาพความเป็นอยู่ เขาเป็นอย่างไร พ่อแม่เขาอยู่ด้วยหรือไม่ เขามีผู้พิการ เขามีคนแก่ที่จะต้องดูแลหรือไม่ หรือว่าเขามีอาชีพอะไร ถ้าเป็นเกษตรกรจะมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองหรือว่ารับจ้างเขา ทั้งหมดเหล่านี้เป็นแฟกเตอร์ (Factor) ที่ทางนักเศรษฐศาสตร์ก็เอามาคิดคำนวณเป็นดัชนี อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่

งานวิจัยชิ้นที่ ๓ ก็เป็นงานวิจัยที่เป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งออกมาในรูปของแอปพลิเคชัน (Application) การที่เราจะไปดูคัดกรองความยากจนก็ดี การที่เราจะทำบัญชี การที่เราจะติดตามนักเรียนยากจนจำนวนนับแสน ๆ คนทั่วประเทศ ถ้าเราทำด้วยกระดาษก็จะเป็นภาระของครูอย่างมากมายมหาศาล แต่ว่าเทคโนโลยีทุกวันนี้ สามารถที่จะทำให้การทำงานด้วยกระดาษกลายเป็นการทำงานที่ไม่มีกระดาษเลยแล้วก็ สามารถที่จะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ สามารถที่จะใช้ระบบแอปพลิเคชัน (Application) ซึ่งคุณครูทุกคนก็จะมีมือถือแล้วก็สามารถไปดูที่บ้าน ถ่ายรูปบ้าน ถ่ายรูปสิ่งที่เป็นแฟกเตอร์ (Factor) สำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์บอกมาเพื่อที่จะเอามาเข้าระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูล ยังมีประโยชน์ในแง่ของการตรวจสอบ เคพีไอ (KPI) อีกด้วย ก็คือฐานข้อมูลนี้เป็นฐานข้อมูล ที่ไม่ใช่มีแต่เฉพาะชื่อเด็ก แต่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลที่เราจะตามดูว่าเด็กหรือนักเรียนที่ได้รับทุน เสมอภาคไปแล้วผลการเรียนเขาเป็นอย่างไร ผลการเรียนแต่ละภาคเป็นอย่างไร มีผลการเรียน สม่ำเสมอเป็นปกติหรือไม่ และที่สำคัญก็คือมีการถ่ายรูป คุณครูก็จะถ่ายรูปการมาเข้าเรียน ของนักเรียนในชั่วโมงเรียนต่าง ๆ ตรงนี้ก็จะเป็นสัญญากับเราว่าเด็กรับทุนไปแล้วมีชั่วโมง เรียนเต็มตามมาตรฐาน เพราะฉะนั้นก็จะเป็น เคพีไอ (KPI) ที่บิลต์อิน (Built in) อยู่ในระบบ สารสนเทศ นอกจากนั้น เคพีไอ (KPI) ตัวต่อไปก็จะเป็นเคพีไป (KPI) ที่ว่าด้วยเรื่องของสุขภาพ เพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่เราให้โรงเรียนสามารถที่จะจัดอาหารให้กับนักเรียนในกรณี ที่ขาดเรื่องของอาหารด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นดังนั้นเราก็จะมีการมอนิเตอร์ (Monitor) น้ำหนักส่วนสูงของนักเรียน เราพบว่านักเรียนในปีที่ผ่านมายังมีน้ำหนักส่วนสูงอยู่มีปัญหา ที่ตกไปกว่าเกณฑ์ประมาณ ๑ ใน ๓ ก็คือประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ก็สามารถที่จะ มีข้อมูลส่งต่อให้กับกระทรวงสาธารณสุขได้เข้าไปดูแลทางด้านสุขภาพต่อไป ตรงนี้ก็เป็น อีกตัวหนึ่งที่สามารถที่จะบอกได้ว่าเป็น เคพีไอ (KPI) ว่านักเรียนของเราเมื่อรับทุนไปแล้ว มีพัฒนาการทางด้านสุขภาพสอดคล้องกับการที่เราได้ให้งบประมาณไปในส่วนของการดูแล และทางด้านอาหารด้วย

เรื่องของที่ท่านสมาชิกอีกท่านหนึ่งได้ทักท้วงว่าควรจะต้องนำครอบครัวเข้ามา มีส่วนร่วมหรือไม่ ตรงนี้ก็เป็น เคพีไอ (KPI) อีกตัวหนึ่งในโครงการนี้ แต่เราจะไม่ใช้วิธีว่า จะต้องไปทำวิจัยย้อนหลัง เพราะว่าระบบของเราเป็นระบบที่สามารถส่ง เอสเอ็มเอส (SMS) ไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนได้ เมื่อเกิดความผิดปกติของการขาดเรียน ตัวนี้จะเป็นตัว ที่ระบบสามารถเก็บเรสปอนด์ (Responds) หรือการตอบสนองการมีส่วนร่วมของครอบครัวได้ ในลักษณะที่เกือบจะเรียลไทม์ (Real time) เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเทคโนโลยีที่เราสามารถ ที่จะดูว่าครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะดูแลเด็กเยาวชนของเราหรือไม่ อันนี้ก็เป็น ตัวอย่าง เคพีไอ (KPI) ของโครงการนี้ นอกจากนั้นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่านี้ยังเป็น ตัวตรวจสอบว่านักเรียนได้รับการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนหรือว่าที่ตอนนี้เราเรียกว่าทุนเสมอภาค ครบถ้วนไหม ตรงตามกำหนดตามเวลาหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เมื่อมีการเบิกจ่ายก็จะต้องมีการถ่ายรูป มีการส่ง จีพีเอส (GPS) มีการทำระบบแอปพลิเคชัน (Application) ก็จะดูดเรกคอร์ด (Record) ข้อมูลตรงนี้เข้ามาเป็นการตรวจสอบว่างบประมาณที่เราส่งไปให้นักเรียนนั้นถึงมือนักเรียน หรือว่าถึงมือผู้ปกครองนักเรียนโดยมีหลักฐานบันทึกอยู่ในระบบตรวจสอบตรงนี้ครับ ตรงนี้ ก็เป็นงานวิจัยชิ้นที่ ๓

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งก็จะเป็นงานวิจัยที่เรากำลังจะคิดเพิ่มเติมขึ้นร่วมกับ สถาบันเจ-พอล (J-PAL) ซึ่งกำลังประสานกันอยู่ในขณะนี้ว่าอาจจะต้องมีการนำวิธีการรางวัล โนเบลนี่ละครับ วิธีการ แรนดอมไมซ์ คอนโทรล ไทรอัล (Randomized control trial)

-๙๔/๑ มีการวิจัยให้เห็นว่ากลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือมีความแตกต่าง กันอย่างที่น่าเชื่อถือ ที่น่าเชื่อมั่นได้แค่ไหนตรงนี้ก็ยังไม่ได้ทำ แต่ว่าอยู่ในไปป์ไลน์ (Pipeline) ที่เราจะมีการประสานงานกับทางเจ-พอล (J-PAL) ของมหาวิทยาลัยเอ็มไอทีในระยะต่อไป เร็ว ๆ นี้ อันนี้คือตัวอย่างเรื่องการประเมิน ซึ่งก็มีการประเมินทั้งในส่วนที่พระราชบัญญัติได้ กำหนดไว้ แล้วก็มีการประเมินในลักษณะของโครงการวิจัย แล้วก็มีการประเมินในลักษณะ ของฐานข้อมูลที่เรียกว่าเป็นบิลต์อิน (Built in) อยู่ในระบบงานของเรา

ผมขออนุญาตไปที่เรื่องของคุณภาพกับปริมาณที่ท่านสมาชิกได้หยิบยกขึ้น เมื่อสักครู่ ซึ่งก็ตรงกับหลักการของคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่า เพียงแต่จัดงบประมาณไปให้อาจจะไม่ได้มีประโยชน์เท่าไร มันอาจจะไม่ได้ผลอะไรเท่าไร มันอาจจะเป็นการเสียเงินเปล่า เพราะฉะนั้นในการพัฒนาโครงการแต่ละโครงการของเรา จึงจำเป็นที่จะต้องคิดเรื่องคุณภาพให้ตกผลึกก่อน โดยมีการรีวิว (Review) มีการที่จะดูว่า มาตรการที่เป็นไปได้เป็นอย่างไร แล้วก็เริ่มจากโครงการที่มีไซซ์ (Size) หรือว่าขนาดไม่ใหญ่นัก มีการทดลองนำร่อง มีการทดลองพอสมควรก่อน ขณะนี้ กสศ. ยังไม่ได้ถึงปีที่ ๒ เลยครับ เพราะฉะนั้นโครงการส่วนใหญ่ ๖-๗ โครงการ ยกเว้นโครงการที่ ๑ ก็จะอยู่ในโครงการที่อยู่ ในข่ายที่เรายังทำในสเกล (Scale) ที่ไม่ได้ใหญ่นัก ทำในสเกล (Scale) ที่ทดลองดู ทำในสเกล (Scale) ที่เรียกว่าอาจจะเป็นบางพื้นที่ อาจจะเป็นบางจังหวัดก่อน มิฉะนั้นถ้าผิดพลาดไป คุณภาพก็จะเสียไป ผมยกตัวอย่างเรื่องของเด็กเล็กที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้หยิบยก ขึ้นมาคือโครงการที่ ๒ กับโครงการที่ ๗ ความจริงแล้วโครงการที่ ๒ กับโครงการที่ ๗ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกัน โครงการที่ ๗ เป็นโครงการที่เราเข้าไปช่วย เรียกว่าศูนย์พัฒนาเด็ก ที่สังกัด อปท. ใน ๒๐ จังหวัด ๒๐ จังหวัดนี่เป็น ๒๐ จังหวัดที่สมัครเข้ามา เราประกาศ เชิญชวนทั้ง ๗๗ จังหวัด แต่ว่ามี ๒๐ จังหวัดสมัครเข้ามา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผู้รับผิดชอบ เราก็ได้เริ่มต้นกับ ๒๐ จังหวัดนี้ก่อนเข้าไปทำงานกับศูนย์พัฒนาเด็ก ซึ่งสังกัด อปท. ใน ๒๐ จังหวัดนี้ก็จะไปช่วยทางด้านศูนย์ แต่ว่าโครงการที่ ๒ จะเป็นอีกแนวหนึ่ง จะเป็นโครงการทางด้านวิชาการที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่มีท่านหนึ่งที่พูดถึงผู้ที่ได้รับรางวัล โนเบลอีกท่านหนึ่งครับ คือ ดอกเตอร์เจมส์ เจ เฮคแมน นักวิจัยของเราในโครงการที่ ๒ คือเครือข่ายของ เจมส์ เจ เฮกแมน (James J. Heckman) เป็นโครงการที่เราจะใช้เทคโนโลยี เทคนิควิธีในการดูแลเด็กปฐมวัยที่ทางโพรเฟสเซอร์ (Professor) เจมส์ เจ เฮกแมน (James J. Heckman) เขาได้ทำกับหลาย ๆ ประเทศ และเขาก็ชวนประเทศไทยเป็นหนึ่ง ในเครือข่ายของเขา เพราะฉะนั้นโครงการที่ ๒ ก็จะเป็นโครงการทางวิชาการ ไม่ใช่เป็น โครงการที่จะไปซื้อโต๊ะ ซื้อเก้าอี้ ซื้อเฟอร์นิเจอร์ หรือจะไปทาสี หรือจะไปอะไรต่าง ๆ ให้กับศูนย์ แต่ว่าจะเป็นการใช้วิชาการเป็นการที่จะไปเทรนด์ (Trend) เป็นโครงการที่จะไป พัฒนาการดูแลเด็กตามหลักวิชาที่เป็นระดับสากลแล้วก็ได้ผลมาหลาย ๆ ประเทศแล้ว ตรงนี้ก็เป็นตัวอย่างของการที่เราคิดโครงการ โดยที่เราคำนึงถึงคุณภาพของโครงการเป็น อันดับแรกก่อนที่จะไปถึงปริมาณ ในส่วนของเด็กนอกระบบตรงตามที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่ง ได้พูดครับ เราได้ตัวเขามาแล้วถ้าเราส่งกลับเข้าไปที่โรงเรียนโดยที่โรงเรียนไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นโครงการนี้ก็จะต้องเป็นโครงการที่บูรณาการหลาย ๆ ส่วน เข้าด้วยกัน บูรณาการทั้งในส่วนที่เป็นหน่วยงานที่มีกำลังในการที่จะไปสำรวจพื้นที่เพื่อที่จะ ค้นหาตัวเด็ก นั่นก็คือ อปท. บูรณาการในส่วนของหน่วยงานที่เมื่อได้ตัวเด็กมาแล้ว มีขีดความสามารถในการที่จะวางแผนว่าเด็กแต่ละคน ๆ ซึ่งมีปัญหาต่าง ๆ กันควรจะแก้ไข ด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างไร อาจจะมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่พร้อมที่จะกลับเข้ามาในโรงเรียน แต่ก็จะต้องมีการไปปรับปรุงโรงเรียนจำนวนหนึ่งที่อยู่ในโครงการที่จะปรับวิธีการเรียน การสอน ปรับเวลาการเรียนการสอน ปรับเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดที่เด็กเข้ามาแล้วก็จะไม่หลุด กลับออกไปอีกอันนี้เป็นตัวอย่าง ผมขออนุญาตที่จะไม่ไปรายละเอียดต่อไปครับ โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพก็เช่นเดียวกันเป็นโครงการที่เป็นดีมานด์ ไซด์ (Demand side) คือเป็นโครงการที่เราช่วยเด็กเยาวชนที่จบ ม. ๓ แล้วก็ ม. ๖ หรือ ปวช. ๓ เพื่อที่จะไปเรียน ทางสายอาชีพต่อไป ซึ่งก็จะตรงกับความต้องการของประเทศ ถ้าเพียงแต่ว่าให้สกอลาร์ชิป (Scholarship) หรือว่าทุนในการที่จะไปเรียนต่อเท่านั้นอาจจะช่วยเขาไม่ได้มาก เพราะว่า การเรียนทางสายอาชีพเองก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการยกระดับของคุณภาพไปด้วยครับ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ก็จะเป็นโครงการที่ช่วยทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือว่าให้เด็กเยาวชน ม. ๓ ม. ๖ หรือ ปวช. ๓ ด้วยก็สามารถไปเรียนต่อสายอาชีพ แต่ว่าไปเรียนต่อสายอาชีพ ที่ประเทศต้องการ แล้วก็มีการยกระดับคุณภาพของการจัดเรียนการสอนไปพร้อม ๆ กันด้วย เพราะฉะนั้นนี่ก็คือเบื้องหลังของการพัฒนาโครงการที่เราจะเน้นเรื่องคุณภาพ ไม่ใช่เรื่องของ ปริมาณ ได้ปริมาณไม่มากหรอกครับ เพราะว่าเรื่องของทุนสายอาชีพนั้นเราช่วยได้เพียง รุ่นละ ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง รุ่นละ ๑ เปอร์เซ็นต์ของเด็กรุ่นเดียวกันที่มีความยากจน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นว่าไปแล้วจำนวนไม่น้อย แต่ว่าถ้าไม่เน้นเรื่องคุณภาพก็คงจะต้องใช้ เงินงบประมาณจำนวนมากมาย แล้วก็อาจจะไม่ได้ผลอะไร

ต่อไปคือประเด็นเรื่องของนโยบาย เรื่องประเด็นนโยบายนี้เป็นสิ่งที่ทางบอร์ด (Board) หรือว่าทางคณะกรรมการให้ความสำคัญอย่างมาก ๆ เพราะว่าการทดลอง การวิจัย การค้นคว้า อย่างที่ผมเรียนท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ก็จะทำได้แค่จำกัด ถ้ามันหยุดอยู่ที่โครงการ วิชาการ หรือแค่โครงการทดลอง มันจะมีผลต่อประเทศก็คือมันจะต้องได้รับการขยายผล การได้รับการขยายผลตรงไปตรงมาคือต้องขยายกับหน่วยงานหลักซึ่งเป็นเจ้าของนโยบายได้ ทาง พ.ร.บ. ในมาตรา ๒๓ (๒) ก็ให้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการไว้ว่าถ้าไปพบมาตรการใด ที่ได้ผล มีประสิทธิภาพสูงก็สามารถที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทาง พ.ร.บ. หรือว่าทางพระราชบัญญัติในมาตรา ๒๓ (๒) ได้เปิดช่องไว้ แต่ว่าเราไม่ได้รอถึงขนาด ที่เรียกว่าจะต้องไปเสนอ ครม. ในทุกเรื่อง ในทางปฏิบัติเราทำงานกันในลักษณะที่เป็นพันธมิตร กับหน่วยงานหรือบุคลากรของกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น อปท. หรือแม้แต่ หน่วยงานเอกชนที่เข้ามาร่วม เพราะฉะนั้นกระบวนการทางวิชาการนี่แหละจะเป็นกระบวน ที่เราเรียนรู้ไปด้วยกันว่าอะไรมันได้ผล อะไรไม่ได้ผล แล้วเราก็เชื่อว่าถ้าเรียนรู้ไปด้วยกัน ช่วยกันทำงาน เราเชื่อว่าเมื่อถึงขั้นตอนในการผลักดันทางนโยบายก็น่าจะได้รับความร่วมมือ จากบุคลากร อย่างน้อยบุคลากรในทางปฏิบัติเขาก็จะเข้าใจเรื่องทั้งหมด เพราะว่าทำงาน ร่วมกันมาตั้งแต่ต้น

ประเด็นสุดท้าย ประเด็นเรื่องนโยบายอันหนึ่งที่ผมขออนุญาตที่จะเรียนว่า กสศ. อาจจะไม่สามารถที่จะทำได้ แล้วก็ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ด้วย ก็คือเรื่อง ทางด้านซัปพลาย ไซด์ (Supply side) ทั้งหลาย อย่างเช่น เรื่องของการไปสร้าง การไปซื้อ ข้าวของต่าง ๆ ให้กับโรงเรียน เรื่องค่าตอบแทนครู ค่าตอบแทนบุคลากร เรื่องของอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องของหน่วยงานหลักคือทางกระทรวงเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะ นโยบายเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนเล็กต่าง ๆ ที่ท่านเป็นห่วงก็เป็นเรื่องนโยบายที่ทาง กสศ. ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ที่จะไปเกี่ยวข้องทางนโยบาย แต่ว่าถ้าเราค้นพบอะไรที่เป็นข้อค้นพบ ทางการศึกษาวิจัย เราก็คงจะไม่ลังเลที่จะพูดตรงไปตรงมาว่าเรื่องนั้น ๆ น่าจะทำ หรือน่าจะ ไม่ทำ น่าจะทำ ถ้าทำแล้วจะมีผลดี จะมีผลเสียอย่างไร ตรงนี้ก็ต้องกราบเรียนท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่าจะขอรับโจทย์เรื่องพวกนี้ที่ท่านเป็นห่วงทั้งหลายกลับไปทำการวิเคราะห์ ไปทำการศึกษาตามที่ กสศ. มีขอบเขตที่ทำงานอยู่นะครับ

ประเด็นสุดท้าย ก็คือประเด็นเรื่องตัวหลักตัวช่วยครับ ต้องกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อสักครู่มีบางท่านที่ได้กรุณาเอื้อเฟื้อบอกว่าถ้ามีอะไรก็หันมา ที่สภา มาขอความช่วยเหลือกับสภา ตรงนี้ กสศ. ผมก็ขออนุญาตที่จะขอบพระคุณไว้ด้วย แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งท่านอาจารย์ครับ ท่านสมาชิกท่านสุดท้ายที่อภิปรายเมื่อสักครู่ได้ ชี้ประเด็นว่าเราควรจะต้องไปร่วมงานกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น อปท. ไม่ว่าจะ เป็นโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทั้งหลาย ตรงนี้แน่นอนเลยครับ กราบเรียนท่านสมาชิก ว่าเราต้องทำอย่างนั้นแน่นอน เพราะว่าองค์กรของเราเป็นองค์กรขนาดเล็กนิดเดียวครับ เป็นองค์กรที่มีบุคลากรประมาณ ๕๐ คนเท่านั้น แล้วก็ภายใน ๓ ปีบอร์ด (Board) ก็ให้ อัตรากำลังไว้ น่าจะประมาณ ๑๒๐ คนเท่านั้น ในช่วง ๓ ปีแรกครับ เพราะฉะนั้นเราไม่มีทาง ที่จะไปทำงานต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ต้องทำงานโครงการทั้งหลายผ่านองค์กรพันธมิตรที่เป็น องค์กรที่มีอยู่แล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น อปท. ไม่ว่าจะเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก เรื่องของมหาวิทยาลัยหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย รวมทั้งภาคประชาชนด้วย ตรงนี้ ก็แน่นอนครับเป็นเรื่องที่ท่านแนะนำแล้วก็ตรงกับยุทธศาสตร์ ตรงกับความจำเป็นที่ กสศ. จำเป็นต้องหาวิธีทำงานร่วมกับพันธมิตร ซึ่งว่าไปแล้วก็คือตัวหลักของการทำให้ภารกิจ ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาประสบความสำเร็จได้ ผมขออนุญาตชี้แจงเท่านี้ก่อนครับ ยกเว้นว่าผู้ทรงเกียรติจะมีคำถามเพิ่มเติมก็ต้องกราบขอบพระคุณในนามของคณะกรรมการ แล้วก็บุคลากรของ กสศ. ในโอกาสนี้ด้วยกราบขอบพระคุณครับ