สุพิศาล ภักดีนฤนาถ หารือการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเน้นการใช้มาตรการยึดทรัพย์จากความผิดมูลฐาน เช่น ฉ้อโกง ลักทรัพย์ หรือคดีแชร์ เพื่อเร่งคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย และเรียกร้องให้ ปปง. ร่วมงานกับพนักงานสอบสวนอย่างบูรณาการเพื่อเยียวยาประชาชนอย่างทันท่วงที
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กราบเรียนท่านประธานครับ เรื่องการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สิ่งที่อยากจะอภิปรายเพื่อจะใช้อำนาจของหน่วยงานแห่งนี้เข้าไปดูแลภาคประชาชน อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในรายงานฉบับนี้จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจหน้าที่ ในการดำเนินการในความผิดมูลฐาน โดยเฉพาะความผิดในมูลฐานที่เกิดขึ้นใหม่เกี่ยวกับ เรื่องทรัพย์ ตั้งแต่ฉ้อโกงทรัพย์ ลักทรัพย์อะไรพวกนี้ ซึ่งจะมีอยู่ประมาณหน้า ๕๐ กว่า นอกจากความผิดที่เรารู้ ๆ กันอยู่แล้วเรื่องความผิดยาเสพติดอะไรพวกนี้ แต่ความผิด ตรงที่หน้า ๕๖ เรื่องความผิดมูลฐานพวกนี้เป็นความผิดที่มี เช่น ฉ้อโกงประชาชน เกี่ยวกับ เรื่องทรัพย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะความผิดในความผิดบางความผิดที่ประชาชนหลายท่านอาจจะ ไม่รู้ว่าความผิด เช่น ลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ หรือรีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ พวกนี้มันสามารถยึดทรัพย์ได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากให้หน่วยงานแห่งนี้ทำการประชาสัมพันธ์ ไปยังหน่วยบังคับใช้กฎหมาย เพื่อใช้มาตรการตรงนี้ดำเนินการกับอาชญากร ผมยกตัวอย่างครับ เช่น คดีแชร์ที่กำลังดัง ๆ ของเจ้าแม่อะไรนี่ครับ ถ้าการดำเนินคดีสามารถ ที่จะทำการยึดทรัพย์ของผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็วในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับ เรื่องทรัพย์ทั้งหมดก็จะทำให้เหยื่อที่เกิดขึ้นในความผิดนั้น ๆ ได้รับคืนทรัพย์อย่างรวดเร็ว ในความผิดฐานแชร์ส่วนใหญ่จะโดนข้อหาฉ้อโกงประชาชนเป็นเสียส่วนใหญ่ เพราะแมส (Mass) มันใหญ่มูลค่าสูง แล้วมีผู้เป็นเหยื่อเยอะมาก กระบวนการตรงนี้พนักงานสอบสวนเอง โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนในท้องที่จะต้องเข้าใจองค์ประกอบของการที่จะใช้มาตรการ การยึดทรัพย์ เพื่ออะไรครับ เพื่อเยียวยาให้กับเหยื่อ เมื่อวานผมพูดไปในการอภิปรายของ แผนปฏิรูปส่วนหนึ่ง แต่ยังอธิบายไม่หมดเพราะว่าเวลาให้น้อยไป ผมอยากจะอธิบายในเรื่อง ของแผนปฏิรูปเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม แต่พอดีวันนี้มีเรื่องของการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินมาด้วย ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการไปยึดเอาทรัพย์ ประเด็นของ ปปง. ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ถ้าเหยื่อถูกกระทำผิด มีแมส (Mass) ใหญ่ ๆ คนละ ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท โดนเข้าไปแต่พอดีผู้กระทำผิดเป็นกลุ่มเป็นก้อน แชร์หลาย ๆ แห่ง ถ้าได้ดำเนินการยึดทรัพย์และหยิบเอาทรัพย์ของอาชญากรตั้งแต่ความผิดลักทรัพย์ก็ได้ ลักทรัพย์ง่าย ๆ เอาง่ายที่สุดตาสีตาสาที่ถูกประเภทไปอยู่บ้านนอกและมีคน ๔-๕ คน ไปรุมล้อมแล้วบอกจะขายที่มีตรงโน้นตรงนี้ไปหยิบเงินก้อนหนึ่งจากบ้าน ๑๐๐,๐๐๐ บาทมา ยายก็อยากลงทุนหรือยายถูกหลอก หรือถูกตกทองสมัยก่อนแบบนี้ก็เสียเงินเสียทองหรือว่า ไปกดเงินออกจากแบงก์เพื่อไปร่วมกิจกรรมใดอย่างหนึ่งกับกลุ่มคนที่เป็นอาชญากรสูญเสีย เงินไป เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจ พนักงานสอบสวนเข้าไปดำเนินคดีแล้วสามารถจับกุมได้ หรือไม่ต้องจับกุมได้ สามารถติดตามดูได้ว่าพวกนี้มีทรัพย์อยู่ที่ไหนไปยึดทรัพย์มาแล้วใช้ มาตรการเปลี่ยนครับ เปลี่ยนการที่จะติดตามเอาตัวผู้ต้องหาก่อน ต้องเปลี่ยนมาตรการ เจ้าพนักงานตำรวจหรือผู้ที่เป็นพนักงานสอบสวนนี้ แล้วก็ร่วมกับเจ้าพนักงาน ปปง. จะต้อง คอนโทรล (Control) คดีนี้เลยว่ากลับไปยึดเอาเงินของผู้เสียหายคืนให้ได้ โดยอาจจะแปรรูป จากสินทรัพย์ที่เขามีอยู่ ที่ตัวผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหามีอยู่ในขณะนั้น เพราะความผิดพวกนี้ มันจะต้องฟันต่อฟัน ตาต่อตา ถ้าทำอย่างนี้ประชาชน ตาสีตาสาที่บอกว่าสูญเสียเงินคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท เขาก็ยังได้คืนบ้าง เพราะฉะนั้นหน่วยงานของ ปปง. เอง อย่าเก็บตัวไว้ที่หน่วยงานเพื่อรออย่างเดียว ถ้าคดีที่เป็นคดีเกี่ยวกับประชาชนเดือดร้อนจริง ๆ ต้องส่งทีมบุกเข้าไปร่วมทำงานบูรณาการกับตัวพนักงานสอบสวนให้หาแหล่งที่มาของเงิน ที่เขาเอาไปอยู่ที่ไหน ซุกที่ไหน เอาคืนมาให้ราษฎรครับ ให้ประชาชนได้เงินจำนวนนี้คืนให้ มากที่สุด แทนที่จะสูญเสียแล้วแค่มานั่งดูว่าตำรวจจับแล้ว ดำเนินคดี สู้คดีไปฟ้องร้องกัน กว่าจะถึงขั้นฟ้องเรียกทรัพย์คืน ผมว่า ๑๐ ปีแล้วยังไม่ได้ นี่คือสิ่งที่อยากจะให้เปลี่ยนแนวคิด ในกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นเฉกเช่นเดียวกันในคดีความผิดเกี่ยวกับเรื่องชีวิตร่างกายบางคดี ซึ่งอาจจะต้องมีการยึดทรัพย์ ถ้าผมจำไม่ผิด คดีฆ่าคนตายก็ยังมีนะครับในความผิดมูลฐานนี้ จำไม่แน่ชัด อย่างนี้ความผิดเกี่ยวกับเรื่องร่างกายถ้าถูกทำร้าย หรือถูกข่มขืน ถูกอะไรพวกนี้ ถ้าเหยื่อสูญเสียแม้กระทั่ง ๑ เวลา แม้กระทั่งทรัพย์สิน แม้กระทั่งการจะต้องเสียเงินค่ารักษา บาดเจ็บ พวกนี้กระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ ปปง. จะต้องดำเนินการ แล้วก็ ส่งถ่ายให้กรมบังคับคดีมาเยียวยาให้กับผู้ที่เป็นเหยื่อหรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของผู้กระทำผิด นี่คือสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนคอนเซปต์ (Concept) คิดใหม่ ถึงอยากให้ติดตามยา ให้แค่ไปยึดทรัพย์ ในคดีความผิด เช่น ยาเสพติดหรือมูลค่าจำนวน อันนี้ปกติอยู่แล้ว อันนี้มันเป็นแพตเทิร์น (Pattern) ปกติที่อยู่ในความผิดมูลฐาน เพราะความผิดในมูลฐานมันมีมากขึ้นแล้วผมเชื่อได้ว่า หน่วย ปปง. มีขีดความสามารถ และอยากให้ประชาสัมพันธ์ในประเด็นนี้ให้ประชาชนได้ เข้าใจถึงความผิดมูลฐานอื่นที่สามารถยึดได้อีก แล้วให้สร้างมาตรการรุนแรง เพื่ออะไร เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว ใช้มาตรการนี้เพื่อบวกกับมาตรการการบังคับคดี ส่งเรื่องให้กรมบังคับคดี กรมบังคับคดีต้องไม่อยู่ข้างหลังแล้ว ต้องเอามาออกหน้าแทนแล้วก็ มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นเจ้าภาพเพื่อเอาเงินที่อาชญากรเอาไป แล้วแปรรูปจะไปซื้อทรัพย์สิน ซื้อที่ดิน ซื้ออะไรก็ตาม ประมูลขายไป แล้วเป็นเม็ดเงินมีมูลค่า ถ้าได้จำนวนเท่าไรให้ กรมบังคับคดีบังคับคดีต่อแล้วค่อยว่ากันใหม่ อันนี้คือต้องเปลี่ยนแนวคิด นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้าน ทุกท่านในที่นี้ถ้าท่านถูกขโมยขึ้นบ้าน ผมถามคำเดียวว่าถ้าขโมยขึ้นบ้านแล้วชาวบ้าน ต้องการอะไร ต้องการทรัพย์สินคืน ไม่ต้องการหรอกไปจับคนร้าย จับคนร้ายก็ทำไปตาม ป. วิ. อาญา แต่สิ่งที่อยากได้คืออยากได้ทรัพย์สินที่ถูกเอาไปคืน มันอยู่ที่ไหน หาให้ได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนใหญ่ยังมีคอนเซปต์ (Concept) ที่จะไปตามจับคนร้าย ต้องดำเนินคดี มีพยานหลักฐาน อันนี้ต้องเปลี่ยนแนวคิดว่าเจ้าพนักงานในกระบวนการ ยุติธรรมต้องเยียวยาผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อในคดีทรัพย์ และตกเป็นเหยื่อในคดีชีวิต และร่างกายให้มากที่สุด นั่นคือสาระสำคัญ และถ้าคดีพวกนี้เกิดขึ้นมาก ๆ ในพื้นที่ใดผมว่า เจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นควรจะต้องได้รับการพิจารณา เพราะขาดตกบกพร่อง ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และก่อให้เกิดคดีประเภทนี้เกิดขึ้นมาก อันนี้จะฝากทาง ปปง. ช่วยหามาตรการในเรื่องนี้ เพื่อทำให้คดีที่เป็นมูลฐานอื่นเกี่ยวกับ ชีวิตประจำวันของราษฎรหรือประชาชนโดยทั่วไปทั้งหมดได้รับการดูแลจากครอบครัวเขา ที่ไม่สามารถจะหาเม็ดเงินที่ถูกประทุษร้ายนั้นคืนได้ในทันท่วงที อย่างน้อยก็เยียวยาเขาได้ ระดับหนึ่งครับ ขอบคุณครับ