ปรีชา แจงภารกิจ ปปง. ป้องกันฟอกเงิน-ก่อการร้าย ยึดอายัด 200 ล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ปรีชา เจริญสหายานนท์ ชี้แจงบทบาทหน้าที่ของ ปปง. ในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการสนับสนุนการก่อการร้าย พร้อมรายงานความคืบหน้าด้านการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยกตัวอย่างความสำเร็จในการยึดอายัดทรัพย์สินในคดีคอลเซ็นเตอร์และโรแมนซ์สแกมรวมกว่า 200 ล้านบาท ย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลสถาบันการเงินและร้านทอง รวมถึงการขยายการฝึกอบรมและการร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงินและไม่ให้ทรัพย์สินสูญหายในกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันก็ชี้แจงเหตุผลที่ไม่เปิดเผยข้อมูลคดีมากนักเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อคดีและกระบวนการทางกฎหมาย

พลตำรวจตรี ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ ท่าน ในภาพรวมเลยนะครับ

เรื่องแรก ที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนำ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์มากในเรื่องของ การให้ความรู้กับประชาชน แล้วก็หน่วยงานที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ร่วมกับสำนักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินในการทำงาน ขณะนี้เราได้รับงบประมาณ แล้วเราก็ได้ประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ผมยกตัวอย่างว่าเราได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานบูรณาการ ร่วมกัน มีการตั้งสายด่วน ๑๗๑๐ คดีที่เราจะเห็นกันอยู่ชัดเจนก็คือ คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) คดีโรแมนซ์สแกม (Romance scam) ตรงนี้เราสามารถที่จะยึดอายัดเงินได้ ทั้งหมดประมาณ ๑๘๙ ล้านบาท แล้วก็สามารถที่จะยับยั้งเงินที่ผู้เสียหายโอนให้กับแก๊ง เหล่านี้ แล้วไม่ให้แก๊งพวกนี้เอาเงินไปประมาณ ๓๙ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นความร่วมมือระหว่าง ปปง. กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ

สำหรับงบประมาณที่เราได้รับในเรื่องของการฝึกอบรม เราได้แจ้งข้อมูลไป ที่เว็บไซต์ (Web site) ของเรา แล้วเราก็ได้มีการเดินสายบรรยายทุกภาคส่วนไปที่ทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือว่าดีเอสไอ (DSI) ซึ่งขณะนี้ในปี ๒๕๖๓ ที่เราได้รับงบประมาณมา คิดว่าเราจะขยายการให้ความรู้ได้มากกว่าปีที่ผ่านมา ในส่วนของงาน ปปง. ผมอยากจะเรียน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติให้ทราบว่างานของ ปปง. มีสาระอยู่ ๓ ประการเรารับผิดชอบงาน ตาม พ.ร.บ. ๒ พ.ร.บ. พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแล้วก็ พ.ร.บ. ป้องกัน และปราบปรามการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เรารับผิดชอบ ๒ ฉบับ งานของ ปปง. มีในส่วนของ การป้องกันก็คือในเรื่องของการกำกับดูแลผู้ที่มีหน้าที่ต้องรายงาน ผู้ที่มีหน้าที่ต้องรายงาน เป็นหน่วยงานที่มีความเสี่ยงในการที่จะเป็นศูนย์กลางในการที่จะผ่านเงินของคนร้าย ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๑๓ สถาบันการเงิน มาตรา ๑๖ ก็เป็นกลุ่มธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ร้านทอง ร้านค้าของเก่า ลีสซิง (Leasing) ร้านค้าเพชรอัญมณีต่าง ๆ พวกนี้ก็อาจจะเป็น แหล่งที่คนร้ายใช้เป็นแหล่งฟอกเงินได้ เช่น ไปก่อเหตุมาแล้วก็เอาเงินนี้มาซื้อทองเก็บไว้ พวกนี้ก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายของ ปปง. ก็คือว่าจะต้องมีหน้าที่รายงาน การรายงานยกตัวอย่างสถาบันการเงินเมื่อมีบุคคลมาทำธุรกรรมเกิน ๒ ล้านบาท เขาจะต้อง รายงานเข้ามา รวมทั้งธุรกรรมอื่นด้วย ธุรกรรมที่ต้องสงสัย เช่น ถ้าจะโอน ๕ ล้านบาท ก็กลัวว่าจะต้องแจ้ง ต้องรายงานธุรกรรมก็โอนทีละ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ธนาคาร สถาบันการเงินก็จะรายงาน มาที่ ปปง. ด้วย ในส่วนนี้ข้อมูลตรงนี้เราก็จะเก็บเป็นข้อมูลในส่วนของ ปปง. ไว้ ในการกำกับ ดูแลนอกจากผู้ที่มีหน้าที่รายงาน รายงานเราเข้ามาแล้ว ปปง. ก็จะมีหน่วยในการเข้าไป ตรวจสอบ ผู้ที่มีหน้าที่รายงานธนาคารก็ดี สถาบันการเงินก็ดี ก็ต้องปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบ ที่เรากำหนดไว้ ก็คือกฎกระทรวงว่าด้วยการกำกับดูแล เช่น เมื่อมีลูกค้ามาก็ต้องจัดให้ลูกค้าแสดงตนก็คือต้องรู้ว่าลูกค้านี้เป็นใคร ต้องมีการ ตรวจสอบว่าเขาทำธุรกิจอะไร อันนี้ก็คือเป็นหน้าที่ของผู้มีหน้าที่รายงาน ปปง. ก็จะกำกับ ดูแลตรงนี้ ก็จะทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ ไม่ว่ามาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๖ ก็จะเป็นแหล่ง ในการที่จะเป็นเส้นทางในการฟอกเงินยากขึ้น

ในส่วนที่ ๒ หน้าที่ของ ปปง. ก็คือเรื่องของการปราบปราม การปราบปราม มีอยู่ ๒ ส่วนครับ ก็คือเรื่องมาตรการทางแพ่งกับอาญาฟอกเงิน มาตรการทางแพ่งก็คือ เมื่อมีความผิดมูลฐานผู้ที่มีหน้าที่สอบสวน ก็ได้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวน คดีพิเศษ ป.ป.ช. เรื่องของการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ก็จะมีหน้าที่ในการสอบสวน เมื่อมีการ สอบสวนเกิดขึ้น มีคดีมูลฐานเกิดขึ้นก็จะเป็นหน้าที่ของ ปปง. จะเข้าไปดำเนินการต่อในเรื่อง ของทางแพ่ง ก็คือเราจะใช้มาตรการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็คือ ดูว่ามีเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไหมในห้วงเวลานั้น ในห้วงเวลาที่เกิดเหตุ ในห้วงเวลาที่เขากระทำความผิด ถ้ามีเราก็ดำเนินการยึดทรัพย์มาเพื่อตรวจสอบ แล้วก็ต้อง ส่งไปยังศาลเพื่อให้ศาลนั้นมีคำสั่ง ในการยึดเมื่อสักครู่ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบอกว่าอยากจะ รีบให้มันเร็ว คือขั้นตอนของ ปปง. ในเมื่อเรามีการดำเนินการตามขั้นตอน ผมอยากจะเรียน อย่างนี้ว่า เรามีคณะกรรมการอยู่ทั้งหมดหลายชุด คณะกรรมการหนึ่งก็คือคณะกรรมการ ธุรกรรม ประกอบด้วย ๕ ท่าน ประธานโดยการเลือก ทั้ง ๕ ท่านก็ประกอบด้วย ๑. ผู้แทน จากสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนจากอัยการสูงสุด ผู้แทนจากกองตรวจเงินแผ่นดิน ผู้แทน จากศาลปกครอง แล้วเลขาธิการ ปปง. ก็จะเป็นกรรมการรวมอยู่ด้วย คณะกรรมการชุดนี้ ก็จะมีหน้าที่ในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ คณะกรรมการ ก็จะมีความเห็นอยู่ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรก เมื่อมีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นต้องขออนุญาตคณะกรรมการธุรกรรม ก่อนว่าจะให้ดำเนินการในเชิงลึกได้ไหมก็คือเป็นคดีมอบหมาย ถ้าคณะกรรมการเห็นว่า เป็นความผิดมูลฐานแล้วมีหลักฐานพอเชื่อได้ว่าที่จะดำเนินการกับผู้กระทำความผิดต่อได้ ก็จะอนุญาตให้ดำเนินการต่อ ก็จะใช้อำนาจตามมาตรา ๓๘ สามารถตรวจสอบทรัพย์สิน ในเชิงลึกได้หมด เมื่อตรวจสอบทรัพย์สินแล้วเมื่อเจอทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิดก็จะมีการขอยึดอายัด ก็ต้องขอคณะกรรมการธุรกรรมอีกรอบหนึ่ง คณะกรรมการ ธุรกรรมเมื่ออนุญาตแล้วก็จะมีคำสั่งให้ยึดอายัดไว้ชั่วคราว ก็จะมีอำนาจในการยึดอายัดไว้ ชั่วคราว ๙๐ วัน แล้วก็ต้องส่งให้ทางอัยการ อัยการก็จะฟ้องศาลแพ่ง ศาลก็จะมีคำสั่ง อัยการ ก็ว่าทรัพย์อันนี้จะขอให้ศาลมีคำสั่งยึดอายัดไว้ชั่วคราวในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดี เพราะแต่ ละคดีอาจจะมีความซับซ้อน การต่อสู้คดีไม่เหมือนกันในการใช้เวลา อาจจะ ๑ ปี อาจจะ ๒ ปี อาจจะ ๓ ปี ในระหว่างนี้ศาลก็จะมีคำสั่งให้ยึดอายัดเอาไว้ชั่วคราว ทรัพย์เหล่านี้ ก็จะไม่สูญหายไปไหน ปปง. จะมีหน้าที่ในการไปดูแล ทรัพย์ใดที่เจ้าของเดิมประกอบกิจการแล้ว มีรายได้อยู่แล้ว ปปง. ก็จะเข้าไปดำเนินการให้มีรายได้เหมือนเดิม แล้วจะเก็บรายได้อันนี้ไว้ ในธนาคาร ถ้าท้ายที่สุดแล้วศาลมีคำสั่งยกฟ้องเราก็จะคืนทรัพย์ตัวนี้พร้อมดอกผลให้กับ เขาไป แต่ถ้าศาลมีคำสั่งให้ยึดต้องคืนให้กับผู้เสียหายหรือตกให้เป็นของแผ่นดินก็จะเข้าสู่ กระบวนการต่อไปครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านสมาชิกบอกว่าอยากให้รีบนี้ครับ ความจริงทาง ปปง. เราก็พยายามเร่งรัด แล้วศาลท่านเองท่านก็พยายามพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะฉะนั้นบางคดีอาจจะเร็ว บางคดีอาจจะต้องใช้เวลาบ้างครับ ที่ผมเรียนก็คือเรื่องของงานทางแพ่ง ส่วนคดีอาญา ฟอกเงินก็คือกรณีที่ไปก่อเหตุมา ไปกระทำความผิดมาแล้วได้ทรัพย์มา ได้เป็นเงินสดมา แล้วก็ไปซื้อทอง ไปซื้อบ้าน ไปซื้อรถ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการฟอกเงิน ก็ต้องถูกดำเนินคดีฐาน ฟอกเงินด้วย ซึ่งอันนี้ ปปง. ก็มีหน้าที่ไปกล่าวโทษร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ปปง. ไม่มีอำนาจในการสอบสวนเอง แต่ไปกล่าวโทษร้องทุกข์ให้กับพนักงานสอบสวน อาจจะเป็น ดีเอสไอ (DSI) กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนที่ ๓ ภารกิจของ ปปง. ก็คือเรื่องของการก่อการร้าย ซึ่งเรื่องของการ ก่อการร้ายนี้เป็นหน้าที่ของ ปปง. โดยตรงเพราะเรารับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ ก็จะมี ๒-๓ ส่วน ถ้าตาม พ.ร.บ. เป็นมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๖ ก็คือเป็นจากยูเอ็น (UN) ส่งรายชื่อมาให้ เราก็จะประกาศเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด หรือมาตรา ๗ เป็นเรื่องที่ไปก่อเหตุ เช่น ความไม่สงบ ทางภาคใต้ เราก็จะขอประกาศเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดโดยขอให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาล ศาลมีคำสั่งครับ

อีกส่วนหนึ่งสำหรับบุคคลที่ถูกกำหนดก็จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องของการสนับสนุน ทางการเงินแก่การก่อการร้ายหรืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงตามมาตรา ๑๕ ซึ่งตรงนี้ ส่วนใหญ่แล้วทางยูเอ็น (UN) ก็จะแจ้งรายชื่อมา แต่ถ้าเกิดเรามีข้อมูลในประเทศไทยเราก็จะ ขอผ่านกระทรวงการต่างประเทศขอให้แจ้งไปทางยูเอ็น (UN) ยูเอ็น (UN) เขาก็จะมีความเห็น แล้วส่งมาที่ ปปง. เมื่อส่งมาแล้ว ปปง. ก็ประกาศ ก็จะเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นงานของ ปปง. ก็จะมีหลัก ๆ อยู่ ๓ ส่วน คือด้านป้องกัน ด้านปราบปราม แล้วก็เรื่องของการก่อการร้าย เมื่อสักครู่ท่านผู้ทรงเกียรติก็ถามว่าปีหนึ่ง ๆ ปปง. ได้เงิน งบประมาณเท่าไร ปปง. ได้งบประมาณปีหนึ่งเฉลี่ย ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่แล้ว เป็นงบประจำ เป็นงบเงินเดือน ค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคต่าง ๆ งบก่อสร้าง งบลงทุนต่าง ๆ เราไม่ค่อยมี ที่จะมีก็คือเรื่องของงบการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเราจะต้องมี สำหรับเก็บเป็นฐานข้อมูลนะครับ กรณีที่ท่านผู้มีเกียรติถามว่าทำไม ปปง. เงียบ เราก็มีการ ประชาสัมพันธ์ไปบางส่วน แต่บางส่วนเนื่องจากว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ถึงแม้เราจะมีอำนาจ ในการยึดอายัดแล้วก็จริง แต่ตัวบุคคลที่เขาถูกยึดอายัดเขาก็สามารถโต้แย้งคัดค้านได้ ทั้งในชั้น ปปง. ก็ดี หรือในชั้นศาลก็ดี ซึ่งคดียังไม่เป็นที่ยุติก็ไม่รู้จะออกมาเป็นอย่างไร การประชาสัมพันธ์มากก็อาจจะเป็นผลเสีย แล้วก็อาจจะผิดกฎหมายไปด้วย เพราะฉะนั้น ปปง. ก็ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้มากเท่าไร ยกเว้นว่าเป็นคดีที่มีความสำคัญ หรือมีการแจ้งเตือนอย่างนี้ อย่างคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ปปง. ก็จะมีการ แจ้งเตือนข้อมูลต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับรู้หรือประชาสัมพันธ์ในบางส่วนไป ทุกวันนี้ ปปง. ก็เลือกทำเฉพาะคดีที่เป็นผลกระทบต่อประเทศ ต่อความมั่นคง ผลกระทบต่อประชาชน ส่วนใหญ่ เช่น ฉ้อโกงประชาชนรายใหญ่ ๆ เป็นหลัก กรณีที่เป็นรายเล็ก ๆ นี้ เนื่องจากว่า ผู้ที่ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวนหลัก อย่างเช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือดีเอสไอ (DSI) เขาทำอยู่แล้ว และใช้อำนาจในการยึดเป็นของกลาง ตรงนี้เราก็ไม่ดำเนินการต่อนะครับ เราจะทำเฉพาะในส่วนที่มันเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เท่านั้นเองครับ