พิสิฐ ชี้จำเป็นปรับกองทุนออมแห่งชาติ หวังเพิ่มความคุ้มครองแรงงานนอกระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือประเด็นกองทุนการออมแห่งชาติ โดยเน้นความสำคัญของการส่งเสริมการออมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนระบบให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบอย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้ปรับปรุงธรรมาภิบาลการบริหารจัดการกองทุน เริ่มตั้งแต่การแยกบัญชีเงินองค์กรกับเงินสมาชิก การใช้ผู้สอบบัญชีอิสระแทน สตง. และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านมาตรการทางการเงินและกฎหมายเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ กระผมไม่อยากจะกล่าวซ้ำซ้อนกับท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ว่าก็อยากที่จะ ขอให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาตินี้ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดง ความเห็นใจกับท่านเลขาธิการและทีมงานที่มาชี้แจงในวันนี้ ผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกว่า จริง ๆ แล้วงานนี้เป็นงานใหญ่ เป็นงานที่ประธานบอร์ด (Board) เอง หรือกรรมการ บอร์ด (Board) ก็ตาม รวมไปถึงทางรัฐบาลควรจะต้องเอาใจใส่มารับฟังความเห็นจาก สมาชิก เรื่องการออมอย่างที่เราได้รับข้อมูลแล้วนะครับว่า ณ เวลานี้มีคนเพียงประมาณ ๒ ล้านกว่าคนที่ได้รับประโยชน์ ขณะที่มีพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่อยู่ในระบบ ที่เรียกว่า นอกระบบประกันสังคม หรือคนงานนอกระบบอีกประมาณ ๒๑ ล้านคน พูดง่าย ๆ ก็คือว่ามีคนได้รับประโยชน์เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ผมได้เรียนหารือกับท่านเลขาธิการ มาหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าวิธีการที่ท่านทำอยู่นี้มันน่าจะไม่ค่อยได้ผลแล้วก็ไม่ได้บรรลุ เป้าหมายที่เราต้องการ เพราะสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมที่มีคนชรามากขึ้น มีคนทำงาน น้อยลง มีคนทำงานในระบบน้อยลงด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือจะมีคนทำงานนอกระบบมากขึ้น ประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น คำถามก็คือว่าเมื่อเขาเข้าสู่วัยชราแล้วเขาจะมีรายได้จากที่ไหน มาเลี้ยงดูตัวเอง จริง ๆ ประเด็นนี้ครับท่านประธานในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ท่านก็ได้ริเริ่มดูแลเรื่องนี้โดยการจัดสรรงบประมาณที่เรียกว่า เบี้ยคนชรา แต่แน่นอน เรามีเงินจำกัดก็ได้แค่คนละ ๒๐๐ บาท ก็จะมีคนชราจำนวนหนึ่งที่ได้ประโยชน์ จากนั้นมา ก็มีรัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้ดูแลเรื่องนี้แต่ก็ยังให้เงินได้ไม่เพียงพอครับ และถ้าจะให้ได้เงิน เพียงพออย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปราย ผมเชื่อว่างบประมาณที่เราดูแลอยู่ขณะนี้ คือ ๓ ล้านล้านบาทก็ไม่พอครับ และยิ่งอนาคตสัดส่วนคนชราจะมีมากขึ้น ความต้องการดูแลเพื่อยังชีพดูแลในวัยชราก็จะมี มากขึ้น ปัญหาก็จะกลายเป็นผลที่จะมีมากต่อระบบงบประมาณ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเราก็จะ เจอวิกฤติการคลังว่าประเทศทั้งประเทศจะต้องเอาเงินภาษีอากรมาจ่ายเพื่อเลี้ยงดูคนชรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือต้องพยายามส่งเสริมให้คนที่กำลังอยู่ ในวัยทำงานต้องรู้จักที่จะออมเพื่อใช้ในยามชรา การที่ว่าออมเพื่อใช้ยามชราไม่ได้หมายถึงว่า เอาเงินใส่กระปุกออมสินแล้วก็รอไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี แล้วก็เอากระปุกนั้นมาใช้ ไม่ใช่ครับ ความหมายก็คือว่าเราจะต้องให้เงินที่เราออมมีการงอกเงยแต่เนิ่น ๆ มีการงอกเงย ขึ้นมาเหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เราปลูกต้นไม้วันนี้รอไปอีก ๓๐ ปีต้นไม้ก็จะเติบใหญ่ให้เรา ใช้งานได้ฉันท์ใด เงินที่เราออมตั้งแต่เริ่มต้นทำงานมันก็จะมีการงอกเงยโดยดอกผลที่เรียกว่า ดอกเบี้ยทบต้น เงินปันผลทบต้น เพราะฉะนั้นระหว่างที่ออมคนออมอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เงินก็จะงอกเงยมากขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ที่เป็นเรื่องใหญ่ที่โลกกำลังให้ความเอาใจใส่ ว่าสังคมโลกประเทศพัฒนาแล้วโดยทั่วไปกำลังประสบวิกฤตินี้ว่าเงินออมอาจจะมีไม่เพียงพอ จะต้องมีการปรับระบบเพื่อเข้าสู่สังคมวัยชราอย่างมีคุณภาพ คือคนชราไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แล้วก็จะไม่ได้เกิดวิกฤติการคลัง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเลขาธิการกระทำอยู่นี่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่มีความหมายมาก แต่ที่ผมได้เคยคุยกับท่านนะครับ รัฐบาลไม่ได้แฟร์ (Fair) กับท่านเลย คือไม่ได้ให้การสนับสนุนแล้วก็ดูแลปล่อยให้ท่านทำตามยถากรรมมาโดยตลอด จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ในช่วงที่มีการหาเสียง ในช่วงต้นปีก็ได้คำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมากว่าเราจะต้องมีการปรับระบบของการออม ให้ทั่วถึง แทนที่จะเป็นการออมเฉพาะกลุ่ม เฉพาะที่ เช่น กบข. ก็เป็นเฉพาะแต่ข้าราชการ หรือประกันสังคมก็เฉพาะคนในระบบ ๑๕ ล้านคนที่เป็นลูกจ้าง หรือคนที่มีการออมในรูป ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ ๓ ล้านคน ยังมีคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังไม่รู้ยถากรรม ตัวเองในอนาคตว่าเมื่อชราแล้วจะเอาเงินที่ไหนที่เลี้ยงดูตัวเอง เพราะฉะนั้นคำตอบ ก็คือจะต้องจัดระบบการออมเพื่อใช้ยามชรา ทีนี้สิ่งที่ท่านทำและไม่สำเร็จปัญหาใหญ่ คือเรื่องที่ว่าท่านทำแบบสมัครใจว่าเข้าไปใช้วิธีการส่งเสริม ชักชวน ผมเห็นว่าอันนั้นเป็น วิธีการยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาคือโอกาสที่จะสำเร็จยากมา เพราะทุกวันนี้คนไทยโดยทั่วไป จะมีความรู้สึกว่าเงินเดือนที่ได้ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายอยู่แล้ว รัฐบาลเองก็พยายามจะหนุน ให้ไปใช้เงินมีการออกมาตรการมากมายให้ไปเที่ยว แจกเงินให้ไปซื้อของอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องการออมยังมีคนสนใจให้ความใส่ใจน้อยเกินไป ผมจึงเห็นว่าจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้น่าจะต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดูแลกัน แล้วไหน ๆ รัฐบาลเองก็ใช้วิธีการแจกเงิน ผมก็อยากจะให้รัฐบาลใช้วิธีการแบบนี้ คืออย่างไรเสียท่านก็แจกเงินในการให้เป็นที่เรียกว่า เบี้ยคนจนอยู่แล้วจะเป็น ๓๐๐ บาท ๕๐๐ บาทอะไรก็แล้วแต่ ท่านก็แถมอีกสักนิดหนึ่ง ๕๐ บาท หรือ ๑๐๐ บาทว่าให้เป็นเงินสะสมแล้วก็จะสมทบด้วยก็แยกกองไป ก็คือใช้วิธีการ แกมบังคับให้ทุกคนมีเงินติดไม้ติดมือในบัญชี แทนที่จะไปแจกเงินให้ไปเที่ยว ไปซื้อของ ก็แจกเงินให้มาออมกันทั่วหน้าคนละ ๕๐ บาทต่อเดือน ๑๐๐ บาทต่อเดือน ในช่วง ๑ ปีแรก ๒ ปีแรก เพราะฉะนั้นทุก ๆ งวด ๖ เดือน ๑ ปี ประชาชนก็จะมีรายงานจากท่านว่าเขามี เงินออมอยู่เท่านั้นเท่านี้ก็จะเป็นแรงจูงใจให้เขาต้องต่อยอดไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นในอนาคตข้างหน้าเขาก็จะมีความจูงใจ มีแรงจูงใจที่จะออมด้วยตนเองนะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าท่านไม่ใช้วิธีการแบบนี้ และมัวแต่ไปใช้วิธีการชักชวนส่งเสริมต่าง ๆ นานา ที่ท่านทำอยู่นี่เสียงบประมาณไปมากมายมันไม่ค่อยได้ประโยชน์ แต่ถ้าใช้เป็นแบบนี้อย่างที่ รัฐบาลใช้กับเรื่องของชิมช้อปใช้ก็ดี เรื่องของเบี้ยคนจนก็ดี มันก็จะได้ประโยชน์ทั่วถึง แล้วก็จะเป็นการวางรากฐานให้ประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความยากลำบากในการดำรงชีพ แล้วก็ไม่ค่อยมองอนาคตได้มีการเริ่มต้นนะครับ จริง ๆ แล้วเงินส่วนนี้เป็นส่วนที่รัฐต้องคำนึง ถึงแม้ว่าจะเป็นการกินวงเงินงบประมาณก็ตาม แต่ลักษณะของการใช้จ่ายมันจะไม่มีกับ งบประมาณอื่นก็คือไม่ได้มีการจ่ายออกไป เพราะฉะนั้นถ้าหากจะมีการขาดดุลส่วนนี้เกิดขึ้น รัฐบาลก็สามารถที่จะออกพันธบัตรกู้เงินจากทางกองทุนการออมแห่งชาติมาใช้ตรงนี้ คือพูดง่าย ๆ อัฐยายซื้อขนมยาย โดยที่ไม่เกิดผลเสียหายทางด้านของเงินเฟ้อหรือว่าเกิดการ กระจายเงินมากเกินไป เพราะว่าเงินเหล่านี้อย่างไรเสียก็จะต้องนิ่งอยู่ในระบบเป็นเวลาช้านาน กว่าที่ประชาชนผู้ออมนั้น ๆ จะเกษียณอายุ เพราะฉะนั้นหลักใหญ่เลยนะครับ ก็คือจะต้อง มีการใช้ระบบที่ไม่ใช่เป็นสมัครใจ ซึ่งจริง ๆ ทุกวันนี้ก็เข้าใจว่าทางกระทรวงการคลังก็ได้ มีความพยายามที่จะจัดเรื่องนี้ มีการร่างกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.บ. บำนาญแห่งชาติ ผมก็เป็นห่วงว่ามันจะซ้ำซ้อนกับของท่านนะครับ จริง ๆ แล้วระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขณะนี้ก็ดีอยู่แล้วก็น่าจะจัดตรงนี้แล้วก็มาบูรณาการร่วมกัน ทุกวันนี้กลายเป็นว่ารัฐบาล พยายามจะออกกฎหมายสร้างกองทุนกันมากมายเป็นสิ่งที่ต่างคนต่างทำ แล้วก็กลายเป็นภาระ เกิดความไม่โปร่งใส นั่นล่ะครับหน่วยงานที่ทำก็จะรู้สึกชอบเพราะว่าได้มีตำแหน่งแห่ง ที่มากมาย มีเบี้ยประชุม มีความเป็นกรรมการเกิดขึ้น แต่ผลตามมาก็คือความยุ่งเหยิง ยุ่งยาก เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากให้ท่านได้บอกกล่าวยังประธานหรือทางรัฐบาลว่าควรจะต้อง มีการสังคายนาเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ แล้วก็เงินที่จะลงไปแท้ที่จริงไม่ใช่เป็นเงิน ที่จ่ายขาด ไม่เหมือนกับเงินงบประมาณรายจ่ายอื่น ๆ สำนักงบประมาณน่าจะดูแลเรื่องนี้ หรือจะใช้กฎหมายพิเศษทำเรื่องนี้โดยตรงก็ย่อมได้นะครับ ไม่ได้มีผลต่อเรื่องการคลัง

ทีนี้กลับมาเรื่องของงานที่ท่านทำนะครับ ผมเองก็มีข้อสังเกตหลายประการ ที่อยากจะฝากไปยังท่านว่า ในการลงทุนของท่าน ท่านได้โชว์พอร์ต (Port) ของการลงทุน ผมก็มีความสงสัยว่าเราได้ดูแลเรื่องของธรรมาภิบาลหรือเปล่า ตัวอย่างเช่นที่ กบข. ที่ผมเคย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เขาก็มีการดูเรื่องธรรมาภิบาลครับ ว่าบริษัทหรือตราสาร ที่เราลงทุนนั้น ผู้ออกตราสารจะต้องมีการยืนยันในเรื่องของธรรมาภิบาล อย่างชัดเจนนะครับ ผมตรวจดูในหน้า ๙ ของงบที่อยู่ท้ายเป็นรายงานของผู้สอบบัญชี ก็มีความรู้สึกว่าบางบริษัท ไม่น่าจะเข้าเกณฑ์ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากท่านให้ช่วยดูแลเรื่องนี้หน่อย เพราะว่าเป็น สิ่งที่เราพยายามจะส่งเสริมให้ระบบตลาดทุนเรานี่มีธรรมาภิบาล ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทที่ไม่มี ธรรมาภิบาลได้รับเงินจากระบบนี้มากเกินไปนะครับ

อีกประการหนึ่ง ผมก็เป็นห่วงในเรื่องของวิธีการทำงานของท่านนะครับว่า ยังมีการรวมเงินของการบริหารจัดการขององค์กรกับเงินของสมาชิกนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เงินที่ท่านจ่ายเป็นเงินเดือน เป็นเบี้ยประชุมยังปะปนอยู่กับเงินที่ท่านสมาชิกเขาเป็นเจ้าของ ซึ่งสิ่งนี้ก็จะมีปัญหา อย่างเช่น ณ เวลานี้ท่านโชว์ตัวเลขผลประกอบการขาดทุนติดลบรายได้ ต่ำกว่ารายจ่าย ถ้าผมเป็นสมาชิกที่ดูเรื่องนี้ผมก็จะเป็นห่วงครับว่าเงินผมจะสูญไหมในอนาคต ยิ่งติดลบไปมาก ๆ และผมจะเอาเงินมาคืนจากท่านได้อย่างไรในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเสนอว่าท่านน่าจะมีการแยกบัญชีครับ บัญชีของสมาชิกก็บัญชีหนึ่งดูแลไปบัญชี ของท่านเองในการบริหารจัดการองค์กร จ่ายเงินเดือน จ่ายโบนัสก็จ่ายไป แยกให้ชัดเจนเสีย จะได้เกิดความโปร่งใสแล้วก็อนาคตเราจะได้มีความสบายใจในเรื่องนี้ได้นะครับ

แล้วก็อีกด้านหนึ่งครับ เรื่องของผู้สอบบัญชี ผมเองก็เป็นห่วงว่าผู้สอบบัญชี ของท่าน คือ สตง. สตง. เก่งในเรื่องของการสอบบัญชีรัฐบาล ตรวจบัญชีส่วนราชการ แต่จริง ๆ งานของท่านเป็นงานบัญชีการเงินและการเงินที่สำคัญด้วย เป็นการเงินที่อยู่ใน ระบบของตลาดทุน ผมอยากให้ท่านหารือกับ สตง. ว่าเรื่องของการสอบบัญชียกให้บริษัท ผู้สอบบัญชีอิสระที่เชี่ยวชาญเรื่องการเงินสอบบัญชีดีไหม ส่วนท่านจะให้ สตง. ตรวจสอบ อย่างไรก็ทำได้อีก คงไม่น่าจะมาตีขลุมรวมกัน เพราะว่าสิ่งที่ สตง. ตรวจผมก็ไม่แน่ใจว่า เขาตรวจตรงประเด็นไหม มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของระบบตลาดทุนแค่ไหน เพราะเขายังไม่ได้คุ้นกับเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่ท่านได้บริหารจัดการมา เป็นเวลาหลายปีมานี้มีสมาชิกอยู่เพียงประมาณ ๒ ล้านคนเศษ จริง ๆ แล้วก็คืออยากจะฝาก ว่าใช้วิธีการเดิม ๆ คงจะไม่ค่อยได้ผล แล้วก็อยากที่จะให้มีการปรับระบบโดยใช้ระบบ ที่อาจจะเป็นการบังคับกลาย ๆ ก็คือยัดเยียดให้เขาได้รับเงินคล้ายกับเงินที่ ชิมช้อปใช้ หรือเงินเบี้ยอื่น ๆ ที่รัฐบาลมักจะเจียดให้นะครับ ก็อาจจะเป็นแค่โปรโมชัน (Promotion) ช่วงแรกแล้วก็เป็นภาระต่องบประมาณก็จริงแต่ว่าน่าจะแยกระบบออกมาเพราะว่าอันนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่จะช่วยการแก้วิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะเรียนเสนอในเรื่องนี้โดยที่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็อาจจะมี การร่างกฎหมายในส่วนของคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ผมก็จะนำเสนอต่อไปว่าควรจะต้องมีการแก้ไขครับ ก็ขออนุญาตเรียนแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ