ศิริกัญญา ชี้ กสทช. ใช้งบล้ำ จี้ตรวจสอบโปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ศิริกัญญา ตันสกุล หารือประเด็นการใช้งบประมาณของ กสทช. ที่ขาดความโปร่งใสและมีการเบิกจ่ายผิดปกติ พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบจากราษฎรและองค์กรภายนอกเพื่อเพิ่มความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตการจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อต่อการฮั้วราคา การปรับแผนโครงการบ่อยครั้งที่ทำให้สูญเสียงบประมาณ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป กสทช. ทั้งระบบเพื่อให้มีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ค่ะก่อน อื่นเลยก็ต้องเรียนขอบคุณท่านประธานสภาที่ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินเพื่อยกเลิกชั้นความลับ เพื่อให้ได้สามารถส่งสำเนารายงานทั้ง ๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น เล่มสีฟ้าแล้วก็เล่มสีชมพูให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อ่าน ถึงแม้ว่าเราจะมีเวลาได้อ่าน ทั้ง ๒ เล่มเพียงแค่ ๑ วันกับ ๑ คืน แต่สิ่งที่เราได้พบเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกช็อกเป็นอย่างมาก ก็ต้องขอขอบพระคุณมาในที่นี้ แต่เราก็จะทำหน้าที่ในการอภิปรายการรับทราบรายงานครั้งนี้ ให้ดีที่สุดแม้ว่าจะมีเวลาอ่านเพียงแค่ ๑ วัน กับ ๑ คืน ท่านประธานที่เคารพคะ รายงานของ สตง. สำหรับการตรวจสอบงบการเงินก็เป็นตามมาตรฐานทั่วไป แต่ว่าสำหรับเล่มสีชมพู เป็นมาตรฐานใหม่ที่เป็นไปตามมาตรา ๖๙ ของ พ.ร.บ. กสทช. ก็คือรายงานการประเมินผล การใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าเป็นรายงานที่ทำได้ดีมาก และคิดว่าคงต้องใช้เวลาในการทำงานค่อนข้างนาน ก็ต้องขอชื่นชมมากว่าทำได้ละเอียดดีมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเคารพนะคะ ยังเป็นรายงานแบบที่เป็นรายงานของผู้สอบบัญชี เป็นการตรวจแบบออดิต (Audit) นะคะ ยังไม่ได้ตรวจในลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๙ ว่า ต้องตรวจสอบว่าการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์และได้ผล ตามเป้าหมายเพียงใดนะคะ แต่ว่าดิฉันก็ไม่ได้ตำหนิท่านแต่อย่างใด คิดว่าด้วยความถนัด ของท่านน่าจะเป็นไปในเรื่องของการตรวจสอบบัญชีซึ่งท่านทำได้ดีมากนะคะ

สำหรับเล่มสีฟ้าก็อย่างที่บอกเป็นปี ๒๕๕๙ ซึ่งตรวจเสร็จลงวันที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๖๑ ดิฉันคิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่ได้ผ่านไปเกือบหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้ของปี ๒๕๖๑ ของ กสทช. เองก็ขึ้นเว็บไซต์ (Web site) แล้ว แต่ดิฉันคงต้องไปตรวจสอบอีกทีหนึ่งว่า เป็นรายงานที่ สตง. นั้นได้ตรวจสอบแล้วหรือยัง เพื่อไม่ให้เกิดการคลาดเคลื่อนอย่างที่ ท่านณัฐวุฒิได้อภิปรายเมื่อสักครู่ ขออภัยที่เอ่ยนามค่ะ

ถ้าจะกล่าวโดยภาพรวมก็คือว่า กสทช. เป็นองค์กรที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยที่ขาดกระบวนการการตรวจสอบประสิทธิภาพในการใช้งาน ขาดการตรวจสอบ ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ที่บอกว่ามีการใช้งบประมาณจำนวนมาก ดิฉันดูจากอะไร ดิฉันดูเปรียบเทียบกับองค์กรในลักษณะเดียวกันที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ของประเทศอังกฤษ มีชื่อว่า ออฟคอม ออฟคอมของประเทศอังกฤษนั้นได้งบประมาณ ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของประเทศอังกฤษที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย ประมาณ ๘ เท่า ออฟคอมได้เงินประมาณ ๑๑๐ ล้านปอนด์ต่อปี ในปี ๒๕๕๙ เพื่อให้ เปรียบเทียบปีเดียวกัน หรือคิดเป็นเงินไทย ๔,๔๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง เพื่อกำกับดูแลกิจการ โทรคมนาคมซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทย ๘ เท่า ส่วน กสทช. นั้นใช้งบประมาณ ปี ๒๕๕๙ ใช้ ๕,๖๐๐ ล้านบาท ล่าสุดปี ๒๕๖๑ นั้น ใช้งบประมาณประมาณ ๕,๘๐๐ ล้านบาท ดังนั้นถ้าเทียบไซซ์ (Size) ของกิจการโทรคมนาคมแล้วนับว่าใช้งบประมาณค่อนข้างมากเกินไป ที่ผ่านมาขาดการ ตรวจสอบการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ใช้งบประมาณมากเกินไป และสามารถตรวจสอบการมีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายอาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย หรือเปล่า ที่ว่าด้วยรายได้จากค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต การประกอบกิจการ ที่กำหนดไว้ ใน พ.ร.บ. กสทช. ว่าให้ไม่เกินร้อยละ ๒ อาจจะต้องปรับลดวงเงินตรงนี้หรือเปล่าเพื่อให้ รายได้จากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สามารถที่จะส่งเข้าคลังโดยตรงโดยที่ไม่ต้องหักไว้เป็น ค่าใช้จ่ายของ กสทช.

และอีก ๑ ปัญหาหลักก็คือการใช้งบประมาณแบบชงเอง กินเอง ก็คือว่า ตาม พ.ร.บ. ขององค์กร กสทช. มีการให้อำนาจสำนักงาน กสทช. ในการจัดทำงบประมาณ แล้วให้บอร์ด (Board) กสทช. มีอำนาจในการอนุมัติงบ ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกัน มากกว่าที่จะเป็นงานที่เป็นการตรวจสอบซึ่งกันและกันอยู่แล้ว ดังนั้นดิฉันขอเสนอว่าควร จะต้องมีการปรับแก้ไขกฎหมายตรงนี้ให้ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและการตรวจสอบการ อนุมัติจากสภาด้วย เช่น อาจจะให้ ครม. ออกเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชบัญญัติ ในการกำหนดรายได้และค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการ กสทช. แล้วให้ทางสภาได้มีอำนาจ ในการตรวจสอบ ไม่ใช่ให้ กสทช.เป็นผู้อนุมัตินะคะ ในกระบวนการตรวจสอบก็มีปัญหา เช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้ขอบเขตความเป็นอิสระของ กสทช. ทำให้สำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินเองก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการเข้ามาตรวจสอบ และต่อมาจึงได้มีอำนาจเข้ามา ตรวจสอบแล้วเราถึงได้มีรายงานดี ๆ อย่างเล่มสีชมพูนี้ ดิฉันขอเชิญชวนท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านอ่านนะคะ อย่างน้อยก็เป็นบทสรุปผู้บริหารมีเพียงไม่กี่หน้า เท่านั้นเอง ขอให้ทุกท่านได้ลองอ่านดู แต่ก็ยังไม่ได้มีอำนาจในการเปิดเผยรายงานฉบับนี้ อย่างที่เราได้ทราบกันว่าจริง ๆ แล้วเราจะไม่มีสิทธิได้อ่านรายงานฉบับนี้ด้วยซ้ำไป ถ้าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรโดยประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ส่งหนังสือ ขอยกเลิกชั้นความลับ

ข้อเสนออีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถ้า สตง. เอง อาจจะยังไม่สามารถที่จะเข้าไป ตรวจสอบได้ละเอียด เราอาจจะสามารถแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นองค์กรจากภายนอก องค์กรภายนอกที่เป็นเทิร์ด ปาร์ตี (Third Party) สามารถเข้ามาตรวจสอบได้เพื่อการสร้าง มาตรฐานใหม่ ยกระดับการตรวจสอบองค์กรขึ้นมา เช่นการจ้างบริษัทเอกชนบิ๊กโฟร์ เข้ามาตรวจสอบให้ความเห็นในการใช้จ่ายงบประมาณของ กสทช. ก็จะช่วยยกระดับ มาตรฐานของการบริหารและตรวจสอบควบคุมภายในขององค์กรได้ดีเยี่ยมด้วยเช่นเดียวกัน

อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณของ กสทช. เอง และของรัฐบาลชุดที่แล้วมันมีความไม่ชอบมาพากลอยู่ ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๘๐/๒๕๕๗ มีการแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. เพื่อที่จะล้วงเอาเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนาของ กสทช. หรือที่เรียกว่า กทปส. และโดยการแก้ไขมาตรา ๕๒ (๖) ปกติแล้ว ๕ วัตถุประสงค์หลัก ของกองทุนวิจัยและพัฒนา ดิฉันขอเรียกสั้น ๆ ตามนี้ ก็จะเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับ การใช้จ่ายเงินเพื่อส่งเสริมหรือว่าพัฒนากิจการที่เกี่ยวกับการกระจายเสียงคลื่นความถี่ และโทรคมนาคม แต่ว่าประกาศคำสั่ง คสช. ที่ ๘๐/๒๕๕๗ แก้ข้อ ๖ วัตถุประสงค์ ข้อ ๖ บอกว่าส่งเสริมและสนับสนุนด้านงบประมาณให้กระทรวงการคลังสามารถยืมเงินกองทุน ชัด ๆ กันแบบนี้เลยนะคะ แก้ไข พ.ร.บ. กันอย่างอุกอาจและอนุญาตให้กระทรวงการคลัง สามารถยืมเงินได้โดยที่ไม่ต้องมีกิจการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องเพราะว่าเงินที่ใช้นั้นถูกใช้ไปกับโครงการ เงินกู้เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน นั่นยังไม่จบค่ะ ต่อมาในปี ๒๕๖๒ มีการออกคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๔/๒๕๖๒ อีกครั้งหนึ่ง ได้มีการกล่าวว่าในวรรคสุดท้าย ย่อหน้าสุดท้ายเขียนว่า และเพื่อประโยชน์ในการบริหาร งบประมาณแผ่นดินให้กระทรวงการคลังไม่ต้องส่งคืนเงินในส่วนที่เหลือซึ่งยืมจากกองทุนวิจัย และพัฒนาของ กสทช. ที่นำไปใช้ในโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและระบบขนส่ง ทางถนนระยะเร่งด่วนตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ก็คือกระทรวงการคลัง ยืมไปทั้งหมด ๑๔,๓๐๐ ล้านบาท เท่าที่ดิฉันเข้าใจมีการคืนบางส่วน และยอดหนี้คงเหลืออยู่ ที่ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ดี ๆ รัฐบาล คสช. ก็ออกคำสั่ง คสช. แก้ พ.ร.บ. กสทช. อนุญาตให้กระทรวงการคลังมาล้วงเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนาไปได้ วันดีคืนดีก็ออก อีกคำสั่งหนึ่งออกมาบอกว่าเงินที่ยืมไปไม่ต้องคืน เพื่อความเนียนนะคะ มีการแก้ พ.ร.บ. กสทช. ในปี ๒๕๖๐ ก็คือแก้กลับมาตรา ๕๒ (๖) ที่เคยอนุญาตให้กระทรวงการคลังสามารถ ยืมเงินกองทุนวิจัยและพัฒนานี้ได้ แก้กลับให้เป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่และ โทรคมนาคมเหมือนเดิม ดิฉันคิดว่าเป็นการผลัดกันเกาหลังของ กสทช. และรัฐบาล คสช. ที่ผ่านมาที่ไม่ค่อยน่าภาคภูมิใจเท่าไร

เล่มสีชมพูยังมีการพูดถึงอีกหลายเรื่องที่สามารถสรุปเป็นใจความง่าย ๆ ว่า สะท้อนการขาดกลไกการตรวจสอบจากทั้งภายในและภายนอก ขาดประสิทธิภาพในการ บริหารจัดการอันเนื่องมาจากที่มาของ กสทช. การขาดการตรวจสอบภายในที่บกพร่อง ทำให้เป็นกรณีที่หลายท่านได้อภิปรายมาแล้ว ดิฉันขอสรุปสั้น ๆ คือมีการเบิกจ่ายที่ผิดปกติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตั้งข้อสังเกตไว้มีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพนักงาน ท่านหนึ่งและพบว่ามีการใช้ใบเสร็จปลอม ดิฉันต้องชื่นชมงานของสำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินมากนะคะ มีการไปค้นใบเสร็จต้นขั้วเพื่อที่จะเอามายืนยันว่าใบเสร็จที่นำมาใช้ เบิกเงินนั้นเป็นใบเสร็จที่ไม่ใช่ใบเสร็จจริง มีการเบิกเงินไปรวมทั้งสิ้นเกือบ ๑๒ ล้านบาท เป็นการเบิกจ่ายทั้งสิ้น ๒๘๕ ครั้ง ถ้ากลไกการตรวจสอบภายในนั้นดีจริงจะไม่มีการเบิกจ่าย แบบนี้ได้ถึง ๒๘๕ ครั้ง และเบิกเงินไปได้เกือบ ๑๒ ล้านบาท สิ่งที่อยากจะทราบก็คือว่า ได้มีการดำเนินคดีหรือไม่ ได้มีการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

ปัญหาการขาดกลไกในการตรวจสอบอีกเรื่องหนึ่งก็คือการจัดซื้อจัดจ้าง ๑,๔๓๐ สัญญา ๘๔ เปอร์เซ็นต์ใช้วิธีพิเศษและวิธีการตกลงราคา อันนี้หลายท่านได้อภิปราย ไปแล้ว ดิฉันก็อยากทราบว่าพอ สตง. ส่งรายงานฉบับนี้ กสทช. ได้มีการปรับปรุงหรือไม่ จึงได้ไปดูผลการจัดซื้อจัดจ้างใน ๘ เดือนแรกของปี ๒๕๖๒ เท่าที่ดิฉันรวบรวมมาเป็นสัญญา จากเฉพาะ กสทช. ส่วนกลาง ยังไม่ได้รวมของส่วนภูมิภาคซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีกาเฉพาะเจาะจง อยู่แล้ว จาก ๕๗๑ สัญญา จาก ๔๗๑ สัญญาหรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังคงเป็นวิธีการ เฉพาะเจาะจงหรือวิธีตกลงราคาอยู่ แต่ก็ถือว่ามีพัฒนาการเพราะว่าจากเดิมในปี ๒๕๕๙ นั้น ๘๔ เปอร์เซ็นต์ ใช้วิธีพิเศษและตกลงราคา ปี ๒๕๖๒ ลดลงเหลือเพียงแค่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองที่ใช้วิธีการเฉพาะเจาะจงและตกลงราคา ความไม่ชอบมาพากลอื่น ๆ อย่างเช่น การซอยสัญญาเป็นสัญญาย่อย ๆ หมึกพิมพ์มูลค่า ๖.๖ ล้านบาท ใช้ในปีเดียวซอยย่อย เป็น ๘๓ สัญญา โดยที่มีบริษัทคู่สัญญาเพียงแค่ ๒ บริษัทเท่านั้น แบบนี้มันเอื้อให้เกิด การฮั้วราคาหรือว่าตกลงราคาระหว่างคู่สัญญากันได้แน่ ๆ และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมีการซอยสัญญาออกไปทั้งสิ้น ๘๓ สัญญา สามารถที่จะทำรวมเป็นสัญญาเดียว และได้ราคาที่มันดีขึ้นด้วย แล้วก็เปิดประมูลอย่างวิธีปกติ เป็นอีบิดดิง (e-Bidding) ทั่วไป

ปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ มีการปรับแผนบ่อยปรับแล้ว ปรับอีก ปรับกลางปี ปรับกลางปี ๑ ครั้ง ปรับแผนงบประมาณไปอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ จนสุดท้ายบางโครงการก็สูญเงินไปเปล่า ๆ มี ๑ โครงการ ชื่อโครงการการก่อสร้างตึก แห่งที่ ๒ สูญเงินไปถึง ๖.๘ ล้านบาท เพราะมีการปรับแผนไปมา สุดท้ายโครงการไม่เสร็จสิ้น ดิฉันขอสรุปตรงนี้ว่าปัญหาเรื่องของการตรวจสอบ

ดิฉันขอสรุปตรงนี้ว่าปัญหาเรื่องของการตรวจสอบก็ดี กลไกการตรวจสอบ ภายในและภายนอกที่ยังมีข้อบกพร่องต่าง ๆ ก็ดี มันสะท้อนว่าเราอาจจะต้องมีการยกเครื่อง กสทช. ใหม่นะคะ ที่มาของ กสทช. เองก็ยังคงมีปัญหาอยู่จนถึงทุกวันนี้ ดิฉันขอเรียกว่า มันเป็นกลไกที่คนดีสรรหาให้คนดีมาแต่งตั้งแล้วให้คนดีมาถอดถอน มีการผลัดกันเกาหลัง ไม่ได้มีการยึดโยงกับประชาชน เงินเดือนของคณะกรรมการ กสทช. แต่ละท่านก็ไม่ใช่น้อยนะคะ ถ้าเป็นบอร์ด (Board) ปกติ ๒๖๙,๐๐๐ บาทต่อเดือน ประธานบอร์ด (Board) กว่า ๓๕๐,๐๐๐ บาท คำถามก็คือท่านได้ทำงานของท่านอย่างคุ้มค่าต่อเงินเดือนของท่านมากน้อยเพียงใด และดำเนินงานได้อย่างมีศักดิ์ศรีหรือว่ามีอินทีกริตี (Integrity) มากน้อยแค่ไหน ที่ผ่านมา ท่านถูก คสช. แทรกแซงนะคะ ไม่ให้มีการสรรหา กสทช. ใหม่ มีการยืดอายุ กสทช. ไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มอำนาจให้กับเลขาธิการ กสทช. ด้วย ดิฉันคิดอะไรไม่ออกนอกจากว่า นี่มันเหมือนเป็นการตบรางวัล ขออภัยค่ะ สรุปแล้วค่ะ ที่ยอมให้ กสทช. นั้นเป็นเครื่องมือ ในการกำกับดูแลสื่อในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาอย่างเอียงข้าง เป็นเครื่องมือในการเอื้อให้กับ ทุนโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัลให้สามารถยืดหนี้และคืนใบอนุญาตได้ ที่ยอมให้ล้วงเงินจาก กระเป๋าเงินของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะให้กระทรวงการคลังเอาไปใช้และยกเงินส่วนหนึ่งให้กับ กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดิฉันเลยคิดว่าอาจจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ทั้งในด้านกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ของ กสทช. ต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ