ฐากร แจงรายได้คลื่นความถี่เข้าแผ่นดินทั้งหมด ยันไม่ใช้ดุลพินิจจัดสรรฟรี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ชี้แจงว่ารายได้จากการประมูลคลื่นความถี่เป็นรายได้แผ่นดินโดยชอบด้วยกฎหมาย ย้ำ กสทช. มีรายได้เฉพาะจากค่าธรรมเนียมเท่านั้น พร้อมอธิบายการกำกับดูแลวิทยุชุมชนที่ทำให้จำนวนสถานีลดลง ยืนยันการจัดสรรคลื่นต้องผ่านการประมูลเพื่อความโปร่งใส ไม่อนุญาตให้จัดสรรฟรี ทั้งยังหารือผลกระทบจากเทคโนโลยีดิสรัปชันที่ส่งผลให้ผู้รับจัดสรรหลายรายยุติการให้บริการจากภาระค่าใช้จ่ายสูง และเน้นย้ำความสำคัญของการลงทะเบียนซิมแบบระบุอัตลักษณ์เพื่อป้องกันการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ พร้อมรายงานความคืบหน้าการลงทะเบียนในพื้นที่ชายแดนใต้และขอขยายเวลาเพิ่มเติมจากข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและปัญหาการให้บริการ รวมถึงเสนอให้พิจารณาผลกระทบจากการลงทะเบียนประชาชนหลังวันที่ 31 มีนาคม 2563 เพื่อประกอบการตัดสินใจในอนาคต

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผมขออนุญาตตอบคำถามในหลักกว้าง ๆ ก่อนแล้วกัน ครับ รายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่หลายคนบอกว่าเข้าที ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่รายได้ของสำนักงาน กสทช. นะครับ กฎหมายเขียนไว้บอกว่า รายได้ที่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่ให้นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน กสทช. ไม่ได้เงินเอง หลายคนบอกว่า กสทช. เป็นหน่วยงานที่มีเงินเยอะ ประมูลคลื่นความถี่ได้เงินตรงโน้นตรงนี้ ผมเรียนก่อนนะครับ ๑. ไม่ใช่เงินผม ๒. ไม่ใช่เงินของสำนักงาน กสทช. ครับ เป็นเงินที่จะต้อง นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ผลการประกอบกิจการต่าง ๆ ของผู้ประกอบกิจการที่มีรายได้เกิดขึ้น หลายคนไปอ่านนะครับ ผมเรียนว่าไม่ใช่รายได้ของสำนักงาน กสทช. ครับ ของสำนักงาน กสทช. ยังอยู่ที่ตึกสายลม ซอยพหลโยธิน ๘ เหมือนเดิม ไม่ใช่รายได้ของเรา แต่ผู้ประกอบการ ที่มีรายได้เกิดขึ้น ผลการประมูลคลื่นความถี่ที่ออกมา ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินกฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่เป็นรายได้ของสำนักงาน กสทช. แม้แต่บาทเดียวนะครับ ผมขออนุญาตนำเรียนก่อนนะครับว่าทุกบาททุกสตางค์ต้องนำส่ง เป็นรายได้ของแผ่นดิน การที่จะนำเงินออกไปใช้จ่ายได้จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นรายได้ของสำนักงาน กสทช. ที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น จากการเก็บค่าธรรมเนียม ค่าธรรมเนียมเลขหมายร้อยละ ๑-๒ บาท ในการที่นำมาใช้จ่าย ในการจ่ายเป็นเงินเดือนของพนักงาน กสทช. ไม่ใช่เกิดจากการประมูลคลื่นความถี่แต่อย่างใด

ในส่วนที่ ๒ เรื่องใบอนุญาตของวิทยุต่าง ๆ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับ เราต้องบอกว่าประกาศของหัวหน้า คสช. หรือประกาศต่าง ๆ ที่ออกมาเป็นสิ่งที่ กสทช. เอง ต้องถือว่าเป็นกฎหมายนะครับ เมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนนั้นแล้วความหมายก็คือ วิทยุต่าง ๆ ที่ถูกกำกับดูแลในระหว่างปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันที่มีประกาศกำหนดต่าง ๆ ที่ให้ทางสำนักงาน กสทช. เองไปดำเนินการก็ขออนุญาตเรียนท่านนะครับว่าเราก็ดำเนินการ ตามประกาศของ คสช. ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจตามกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ เพราะฉะนั้น วิทยุต่าง ๆ ที่เคยมี ๑๐,๐๐๐ สถานี วันนี้ที่ท่านนำเรียนไปจริงครับ เหลือ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ สถานี ก็เป็นการกำกับดูแลตามประกาศของ คสช. ที่ออกมาในการดำเนินการต่าง ๆ นะครับ

ในส่วนที่ ๓ ที่อยากจะกราบเรียนท่านอีกเรื่องหนึ่งก็คือคลื่นความถี่ ผมจำไม่ได้นะครับว่าตอนตราเป็นกฎหมายที่ออกมาในปี ๒๕๔๗ ที่ออกมาในครั้งแรก คลื่นความถี่ดังกล่าวตั้งแต่แรกก็คือการที่เราจะจัดสรรคลื่นความถี่ให้ทางด้านโทรคมนาคม ถ้าไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า เช่น ถ้ากองทัพขอมาเป็นหน่วยงาน ของรัฐเอาไปจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวเราจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐได้ แต่การจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับหน่วยงานที่เป็นเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจต้องใช้วิธีการประมูล เท่านั้น ผมเรียนท่านนะครับว่าเราใช้วิธีการอื่นไม่ได้ ไม่สามารถที่จะจัดสรรให้กับท่านฟรีได้ ต้องใช้วิธีการประมูลคลื่นความถี่ กสทช. ถามนะครับบอกว่าอยากจะจัดสรรคลื่นความถี่ ให้กับทุกท่านโดยไม่ใช้วิธีการประมูลไหมครับ ผมนี่อยากจะจัดให้กับทุกท่าน แต่กฎหมาย บังคับไว้ นี่คือการสร้างธรรมาภิบาล สร้างความน่าเชื่อถือว่า กสทช. เองจะไปจัดสรร คลื่นความถี่ให้กับแต่ละคนจัดไม่ได้ จะต้องใช้วิธีการประมูลเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่มีดุลพินิจ ของ กสทช. เองที่จะไปดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ต่าง ๆ ได้

คราวนี้มาดูคลื่นความถี่ในย่านวิทยุและโทรทัศน์ เมื่อสักครู่ผมพูดคลื่นความถี่ ในย่านโทรคมนาคมไปแล้ว มาดูคลื่นความถี่ในย่านของวิทยุและโทรทัศน์ กฎหมายกำหนดไว้ ก็คือคลื่นความถี่ดังกล่าวเราจะต้องมีการกัน กันก็คือถ้าเป็นคลื่นความถี่ทางด้านโทรทัศน์ ปัจจุบันนี้ผมเรียนท่านครับ ตอนที่ กสทช. ออกประมูลคลื่นความถี่ช่องทีวี (TV) เรากำหนดไว้ ทั้งหมด ๓๖ ช่อง เข้าใจว่า ๓๖ ช่อง ซึ่ง ๒๔ ช่องมีการประมูลไป ในปัจจุบันที่เป็นสาธารณะ อีก ๑๒ ช่องก็ยังเหลืออยู่ ขณะนี้ที่จัดสรรให้นะครับ ที่เป็นสาธารณะก็เป็นวิทยุ ทีวี (TV) ของรัฐสภาที่กำลังถ่ายทอดอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็คือเป็นโทรทัศน์สาธารณะที่ กสทช. จัดสรรให้ ในส่วนที่ขาดอยู่อีก ๑๒ ช่องที่เราเรียกกันว่าโทรทัศน์ชุมชนที่จะต้องมีการจัดสรรให้ ปัจจุบันนี้ ผมเรียนท่านนะครับว่า เราจะมีการจัดสรรให้อยู่ภายใต้แผนการดำเนินการของเรา แต่ขณะนี้ โลกมีการเปลี่ยนแปลงไป เขาเรียกกันว่าเทคโนโลยี ดิสรัปชัน (Technology Disruption) ทีวี (TV) เองก็อยู่ไม่ได้ โทรทัศน์เองที่เป็นสาธารณะ ท่านจะเห็นนะครับว่าของรัฐสภาเอง ในวันนี้ กสทช. เองต้องมีการจัดสรรเงินในการที่จะดูแลโครงข่ายในการออกอากาศให้กับ ท่านทั้งหมด เพราะฉะนั้นคือเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด มันไปอยู่ในโลกของ โทรคมนาคมหมดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นนะครับว่าโทรทัศน์ที่เราเรียกกันว่าโทรทัศน์ บอกรับสมาชิกปิดตัวลงทุกวัน ยื่นเรื่องขอกับ กสทช. ขอยุติการประกอบกิจการ วิทยุเอง ก็ขอยุติการให้บริการ ไม่ชำระเงินค่าธรรมเนียมบ้าง กสทช. ก็ต้องปิด ๒. ก็คือการยื่นขอ ต่อใบอนุญาตที่ช้ากว่ากำหนดที่กฎหมายกำหนดไว้ เนื่องจากทุกคนก็ประสบปัญหาในส่วนนี้ ผมเข้าใจในหลาย ๆ เรื่องที่อยากจะให้สถานีวิทยุที่มีอยู่ในอดีตที่ผ่านมามันยังคงอยู่ได้ ผมเรียนท่านว่าสถานีวิทยุของ กสทช. เองในวันนี้คลื่น ๑๐๖.๕ คลื่น ๙๘.๕ ที่มีการใช้งานอยู่ ในปัจจุบันทั้ง ๒ รายยื่นขอคืนคลื่นความถี่มาที่สำนักงาน กสทช. จ่ายเงินค่าตอบแทนที่จ่าย ให้กับรัฐเดือนละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทไม่ไหว บอกว่าอยากจะขอลดราคาลงมา เราบอกว่า ลดราคาลงมาก็ไม่ได้ ท่านจะต้องใช้วิธีการประมูลอย่างเดียว กสทช. ไม่สามารถที่จะให้ท่าน ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวได้ฟรี เงินค่าโฆษณาต่าง ๆ มันไม่เข้า ผมขออนุญาตนำเรียนท่านว่า นี่คือสภาพของปัญหาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้

ในประเด็นต่อไปที่อยากจะกราบเรียนท่านก็คือเกี่ยวกับเรื่องการลงทะเบียน ซิม (SIM) นะครับ เรื่องนี้อยากจะฝากกราบเรียนท่านว่าการลงทะเบียนซิม (SIM) เดิม ก่อนปี ๒๕๕๗ กสทช. เองเราไม่มีการให้ลงทะเบียนซิม (SIM) กับพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด ก่อนที่จะมีการปฏิวัติในครั้งนั้น ก็คือประชาชนไปซื้อซิม (SIM) ซื้อได้เลย ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเกิดแก๊งหลอกลวงต่าง ๆ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น กสทช. เองติดตามไม่ได้เพราะว่าไม่มีการลงทะเบียน จึงมีการออกประกาศว่า ให้มีการลงทะเบียนซิม (SIM) กับพี่น้องประชาชนในครั้งนั้น เมื่อมีการปฏิวัติในปี ๒๕๕๗ เราก็ไปบังคับว่าเมื่อมีการลงทะเบียนให้เป็นการลงทะเบียนแบบวิธีที่เรียกกันว่า ๒ แชะ ๒ แชะก็คือ ๑. ถ่ายรูปบัตรประชาชน ๒. ถ่ายรูปของตัวคนที่ไปลงทะเบียน ถูกไหมครับ ก็มีการลงทะเบียนไป ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการลงทะเบียนในระบบนั้นต่อไปไปเรื่อย ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ กสทช. เองได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้เหมือนกับประเทศอื่น ผมเรียนท่าน อย่างนี้ครับว่าเรื่องไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber security) ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มีความปลอดภัย เป็นเรื่องที่มีความเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ของทั่วโลกในปัจจุบันนี้นะครับ ๕ จี (5G) ที่เกิดขึ้นถ้าเกิดว่าเราไม่มีการลงทะเบียนซิม (SIM) ให้กับพี่น้องประชาชนต่าง ๆ มันจะเป็นปัญหาในภาพใหญ่ที่เกิดขึ้น เนื่องจากว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ต่าง ๆ ที่ออกมาท่านจะเห็นนะครับว่าเร็ว ๆ นี้ กสทช. เองร่วมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call center) ที่หลอกลวงเงินกับพี่น้องประชาชนไป ไม่รู้กี่พันล้านบาทแล้วครับ เพราะว่าเขาไปลงทะเบียนซิม (SIM) บางทีซื้อซิม (SIM) มา ๑๐ ซิม (SIM) แล้วไปซื้อในชื่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ ถูกไหมครับ เอาซิม (SIM) นี้ไปรวมตัวกันแล้ว เอาไปใช้งานทีเป็น ๒๐๐-๓๐๐ ซิม (SIM) แต่ลงทะเบียนไว้ในชื่อของคนอื่นมาโดยตลอด วันนี้ กสทช. เองนะครับ เราจะมีผลใช้บังคับหมายถึงว่าซิม (SIM) ที่จะมีการซื้อใหม่ ในอนาคตข้างหน้าจะมีการลงทะเบียนที่เราเรียกกันว่าเป็นการลงทะเบียนแบบระบบอัตลักษณ์ ไม่ใช่ลงทะเบียนแบบ ๒ แชะนะครับ ซึ่งขณะนี้เรามีการบังคับใช้แล้วว่าเป็นการลงทะเบียน แบบระบบอัตลักษณ์ ก็คือ ๑. ท่านจะต้องมีการสแกน (Scan) ลายนิ้วมือ หรือมีการถ่ายรูป ม่านตาของท่านให้ตรงกับบัตรประชาชนที่ลงทะเบียน เมื่อลงทะเบียนแล้วฐานข้อมูลต่าง ๆ จะถูกส่งมาเก็บไว้ที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคม เมื่อมีการลงทะเบียนในส่วนนี้แล้วขออนุญาต เรียนท่านว่าคนที่เคยลงทะเบียนในระบบของ ๒ แชะเดิมก็ยังคงใช้งานต่อไปได้ แต่ถ้าจะ มีการซื้อซิม (SIM) ใหม่ต้องมีการลงทะเบียนที่เราเรียกกันว่าเป็นการลงทะเบียนแบบ ระบบอัตลักษณ์เท่านั้นที่จะมีการกำกับดูแลในส่วนนี้เพื่อที่จะเป็นการรักษาของโลกไซเบอร์ ซีเคียวริตี (Cyber security) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า

คราวนี้มาลงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอนะครับ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอนี้เป็นอำนาจของ กอ.รมน. ในการที่จะดำเนินการ ไม่ได้อยู่ใน อำนาจของ กสทช. แต่ กสทช. เองกับ กอ.รมน. ได้มีการทำงานร่วมกันนะครับ เมื่อมีการ ทำงานร่วมกันในวันนี้ก็คือเดดไลน์ (Deadline) ในวันแรกก็คือจะให้ทดลองเฉพาะในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอว่าให้มีการลงทะเบียนใหม่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ บวก ๔ อำเภอลงทะเบียน เป็นการลงทะเบียนในระบบที่เราเรียกกันว่าลงทะเบียนของ กระทรวงดีอี (DE) หรือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในอดีตที่ผ่านมา ในวันนี้ กสทช. เองเมื่อมีการประสานงานกับ กอ.รมน. แล้วประชาชนในพื้นที่ของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอมีการใช้งานโทรศัพท์มือถืออยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย วันนี้มีการลงทะเบียนแล้วนะครับ ลงทะเบียนในระบบใหม่ที่ กสทช. ประกาศกำหนดไปแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย ทั้ง ๓ ค่ายนะครับ เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ ลงทะเบียนไปแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ กว่าเลขหมาย เราเห็นความจำเป็น ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจึงได้ มีการประสานกับ กอ.รมน. ขยายระยะเวลาจากเดือนตุลาคมไปจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ เพราะฉะนั้นท่านยังใช้งานได้ ไม่ได้มีอะไรนะครับ ยังใช้งานได้ เราเห็นแล้วว่าการลงทะเบียน ของพี่น้องประชาชนในขณะนี้ยังจำนวนน้อยอยู่ เพราะฉะนั้นก็ขอทำประชาสัมพันธ์ โดยกระบวนการในการทำในขณะนี้ก็คือ กสทช. เองเมื่อมีการประสานงานกับ กอ.รมน. แล้วก็หมายถึงว่า กอ.รมน. เองจะต้องอำนวยความสะดวก เนื่องจากว่าผู้ประกอบการ โทรคมนาคมทั้ง ๓ รายเขาชี้แจงถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ในการที่จะลงทะเบียน ผมเรียนอย่างนี้ว่า ข้อจำกัดมีมากมายมาก เราเข้าใจหมดเลยว่าเขาจะไปลงทะเบียน เขาจะไปเปิดให้ประชาชน ลงทะเบียนในตรงนั้นตรงนี้ เขาจะเปิดอย่างไร ในเมื่อความปลอดภัยของเขาไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น กระบวนการในพวกนี้ผมอยากจะฝากเรียนท่านประธานไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจเลย เราดูถึงสภาพปัญหาต่าง ๆ มาโดยตลอด เราจะเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาของ กอ.รมน. ภาค ๔ ในการที่จะดำเนินการว่าเมื่อลงไปแล้ว ถ้าประชาชนยังลงไม่ครบหรือทำอะไรไม่ได้ ก็จะเสนอความเห็นว่าควรที่จะขยายระยะเวลา ออกไปให้กับพี่น้องประชาชน เนื่องจากว่ามีข้อจำกัดของผู้ประกอบการโทรคมนาคมเอง เขาจะไปเปิดศูนย์ไปเปิดร้านต่าง ๆ ในการที่จะลงทะเบียนมันเป็นปัญหาอุปสรรคมาก ซึ่งเป็น รายงานที่เขาชี้แจงกับทางสำนักงาน กสทช. มาโดยตลอดนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านว่า ขณะนี้คำสั่งของ กอ.รมน. เองผมเข้าใจว่าได้มีการขยายระยะเวลาในการลงทะเบียนของ พี่น้องประชาชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้บวก ๔ อำเภอ ออกไปหมดแล้วในการที่จะ ดำเนินการในส่วนนี้

ส่วนในระยะที่ ๒ ถ้าเกิดว่าเมื่อมีการลงทะเบียนไปถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๓ แล้ว จะมีประชาชนมาลงทะเบียนเพิ่มเติมอีกเท่าไร ซึ่งตอนนั้นดูข้อเท็จจริงในตอนนั้น ในขณะนั้นว่า จะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ ซึ่ง กสทช. เองก็จะพยายามที่จะเสนอความเห็นเพื่อประกอบการ พิจารณาต่อไปนะครับ ขอบคุณมากครับ