รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันพุธที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๕
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ผมขอเริ่มการหารือเลยนะครับ เชิญท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมฝากต่อท่านประธานไปถึงทางกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมว่าในฐานะที่กรมเจ้าท่านั้น เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องสายน้าหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มของแม่น้ายม ซึ่งตอนนี้น้าในแม่น้ายมนั้นก็มีน้อยมากอยู่แล้ว แต่ว่าน้าท่วมที่ผ่านมา แล้วน้าไหลบ่าที่ผ่านมานั้น ได้เกิดดินสไลด์ (Slide) แล้วก็มีสิ่งกีดขวางในล้าน้าเป็นจ้านวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ ทางเขตอ้าเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย อยากให้กรมเจ้าท่านั้นได้เข้าไปด้าเนินการ ที่จะได้ปรับปรุงในแม่น้ายม โดยการขุดลอกแม่น้ายมนะครับ แล้วก็ขนของในสิ่งที่มันกีดขวางล้าน้าออก ก็ฝากทางกรมเจ้าท่านะครับ
ส่วนเรื่องที่ ๒ ท่านประธาน พี่น้องในพื้นที่อ้าเภอคีรีมาศ ซึ่งได้รับความเดือดร้อน เกี่ยวกับเรื่องของการที่มีถนนลูกรังไม่ได้เป็นถนนลาดยาง ฉะนั้นในการที่จะขนในเรื่องของพืชไร่ ออกมาสู่ตลาดค่อนข้างล้าบากครับ เป็นถนนสายบ้านตาร้องไปที่สี่แยกบ้านไร่เรือทอง หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๑๐ ของต้าบลหนองจิก อ้าเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ความยาวประมาณ ๓,๑๖๕ เมตร ก็ฝากกับท่านประธานครับ และอีกเส้นหนึ่งอยากให้ กรมทางหลวงชนบทไปปรับปรุงซ่อมถนนที่เสียหาย ถนนสายบ้านหลุมไปท่าฉนวน ซึ่งถนนเส้นนี้เป็นหลุมเป็นบ่อไม่สามารถที่จะวิ่งได้สะดวก เป็นถนนลาดยางอยู่ก่อนแล้ว เป็นความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบทครับ ฝากต่อท่านประธานครับ
ท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอหารือท่านประธานในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมา ถนนบ้านหัวนาค้า ต้าบลหัวนาค้าไปบ้านค้าเจริญ บ้านหนองทุ่ม ต้าบลหัวนาค้าไปยังบ้านค้าดอกไม้ บ้านนาฮี บ้านนายูง และออกไปต้าบลหนองนกเขียนแล้วก็ต้าบลนายูง แล้วก็ถนนตรงนี้นะครับท่านประธาน จะมีความยาวประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ยังไม่เคยมีถนนลาดยางที่จะมาให้พี่น้องประชาชน ถนนตรงนี้นะครับ เพราะว่าเป็นถนนย่านชุมชนที่จะออกไปสู่ยังถนนกุมภวาปี อ้าเภอศรีธาตุ อ้าเภอวังสามหมอ เป็นตอนสองของถนนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๒๐๒๓ นะครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ เรื่องพี่น้องเดือดร้อนการเยียวยาของอ้าเภอศรีธาตุ ต้าบลศรีธาตุ โดยเฉพาะพี่น้องบ้านป่าเลา บ้านโคกศรี บ้านศรีเจริญ แล้วก็บ้านจ้าปีที่ได้รับความเดือดร้อน เรื่องอุทกภัยน้าท่วมยังไม่ได้รับค่าชดเชย ก็ฝากท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ช่วยพิจารณาเรื่องค่าเยียวยาแล้วก็ตอบแทนให้กับพี่น้องที่ถูกอุทกภัยด้วยนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านธวัชชัย อนามพงษ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส. จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสกระผมหารือ เรื่องนโยบายรับจ้าน้ามันส้าปะหลังของรัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติให้เปิดรับจ้าน้า เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ นี้ก็จริง แต่ขณะนี้ภาคตะวันออกเปิดรับจ้าน้าได้แห่งเดียวที่ต้าบลทุ่งขนาน อ้าเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี แต่หัก ๗-๑๒ เปอร์เซ็นต์ และ อคส. ก็ก้าหนดความชื้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ สิ่งเจือปนอีก ๓ เปอร์เซ็นต์ ส้าหรับมันเส้นถ้าลานมันจะเข้าร่วมโครงการ ๑,๐๐๐ ตัน ต้องมีเงินค้าประกัน ๕๘๐,๐๐๐ บาท ถ้าจะขายนอกโครงการมันก็เหลือ ๑.๗๐ บาท แถมมันเส้นประเทศกัมพูชาเข้าประเทศไทยมาคอยที่ไซโล (Silo) เพียบ เกษตรกรขายไม่ออก เดือดร้อนมาก ๆ ก็ไม่รู้จะท้าอย่างไร ก็ฝากรัฐบาลด้วย
ประเด็นสุดท้าย กระผมขอเรียนว่านโยบายที่ดีที่สุด เกษตรกรพอใจมาก คือนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ โครงการประกันรายได้เกษตรกร เวลามันส้าปะหลังตกต่้าเขาจะมีส่วนต่างโอนเข้าบัญชีเลย เกษตรกรมีความสุขมาก ๆ ส่วนนโยบายของรัฐบาลชุดนี้คือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือโครงการรับจ้าน้า เขาเดือดร้อนมาก ๆ เขาเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เขาเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้า แล้วก็เสียเวลาไปอีก ๑ ปี เวลานี้จังหวัดจันทบุรีก็มีแห่งเดียว แต่ที่ผมเรียนว่าหักกระทั่ง ๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมอยากให้รัฐบาลไปตรวจสอบดูหน่อยนะครับ เกษตรกรเดือดร้อนมากจริง ๆ แล้ววันนี้เขาก็ลงมาปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด ว่าจะท้าอย่างไรกันดี เพราะมันส้าปะหลังประเทศกัมพูชาก็เข้ามามากเหลือเกิน ท่านประธานช่วยฝากรัฐมนตรีไปดูหน่อยได้ไหมครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านอ้านวย คลังผา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอ้านวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขอหารือต่อท่านประธาน ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก เรื่องความชัดเจนของกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องมติ ของคณะกรรมการอ้อยและน้าตาลทรายได้เสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรมผ่านเข้า ครม. ซึ่งในขณะนี้ทางสมาคมอ้อยและน้าตาล อยากจะถามความชัดเจนต่อรัฐบาลนะครับว่า ในเรื่องของเงินเพิ่มของราคาอ้อยนั้นนะครับ นี่คือเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ก็อยากจะบอกต่อพี่น้องประชาชนนะครับว่าการรับจ้าน้าข้าว ในขณะนี้พี่น้องประชาชนหลายคนที่ยังตกค้างอยู่ ซึ่งรัฐบาลได้ด้าเนินการเริ่มตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาครับ ดังนั้นพี่น้องประชาชนหลายรายได้ขาดโอกาสในส่วนนี้ โดยเฉพาะยื่นก่อนก้าหนด ก่อนวันที่ ๒๕ ตุลาคมนี่ ดังนั้นก็อยากจะฝากทางรัฐบาลช่วยแก้ไข ให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของการจ้าน้าข้าวด้วยนะครับ
เรื่องสุดท้าย เรื่องการลักลอบน้ามันส้าปะหลังเข้ามาในประเทศไทยเรานี่นะครับ ก็ตรงกับท่าน ส.ส. เมื่อสักครู่นี้ได้สอบถามมา ก็อยากจะฝากท่านประธานให้เร่งรัดตรวจตรา เรื่องมันส้าปะหลังลักลอบเข้ามาภายในประเทศท้าให้ราคาปั่นป่วนในขณะนี้ พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกมันส้าปะหลังในขณะนี้เดือดร้อนมากเนื่องจากราคาตกต่้าขายไม่คุ้มกับการลงทุน ก็อยากจะฝากให้ท่านประธานแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งด้าเนินการตรวจสอบ ในเรื่องปัญหาชายแดนให้เข้มงวดกวดขันด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านผุสดี ตามไท
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตน้าความกังวลของกลุ่มสตรีมากราบเรียนหารือ ท่านประธานนะคะ ความกังวลนี้ก็คือเรื่องของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีซึ่งถือว่า เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นี่เป็นเรื่องดีนะคะท่านประธาน กลุ่มสตรีเห็นชอบด้วยว่า ควรจะมีกองทุนที่มาดูแลเรื่องการพัฒนาศักยภาพสตรีให้เข้มแข็ง ด้วยเหตุที่ผู้หญิง ต้องเผชิญกับปัญหานานัปการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเสมอภาคทั้งในเรื่องของการจ้างงาน เรื่องความก้าวหน้าในการประกอบอาชีพ เรื่องครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องของความรุนแรง รวมไปถึงผู้หญิงชายขอบทั้งชนเผ่า ผู้พิการ ผู้ไม่รู้หนังสือ แล้วก็ผู้ด้อยโอกาสประเภทต่าง ๆ ขอกราบเรียนท่านประธานหารือผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถึงข้อกังวล แล้วก็ข้อเสนอของกลุ่มสตรีต่อร่างระเบียบกองทุนซึ่งทราบว่า ขณะนี้ก้าลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังนี้นะคะ
ข้อ ๑ ขอให้เป็นกองทุนที่พัฒนาสถานภาพสตรีอย่างจริงจังให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ หายจากโง่ จน แล้วก็เจ็บ
ข้อ ๒ ขอให้มีส่วนร่วมจากหลากหลายกลุ่มในการบริหารจัดการกองทุน อย่าจ้ากัดอยู่ที่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ข้อ ๓ ขอให้การบริหารกองทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส แล้วก็กระจายไปอย่างทั่วถึง
ข้อ ๔ ขอให้ก้าหนดคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติและกรรมการบริหารกองทุน ว่าต้องมีความรู้ ประสบการณ์ในการท้างานเกี่ยวกับสตรีไม่น้อยกว่าระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ระบุไว้ ในร่างระเบียบนะคะ
ข้อที่ ๕ ข้อสุดท้าย ท่านประธานคะ กลุ่มสตรีขอเสนอให้ปรับสัดส่วนกองทุน เป็นเงินกู้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เงินพัฒนาศักยภาพ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และเงินแก้ไขปัญหา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จากเดิมซึ่งเคยก้าหนดเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพและบทบาทสตรีนั้นเป็นไปได้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิค่ะ
เรื่องแรกที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือดิฉันเองได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องชาวต้าบลชีบน อ้าเภอบ้านเขว้า และต้าบลโคกสะอาด อ้าเภอหนองบัวระเหวว่า สะพานซึ่งอยู่ระหว่างทางสัญจรไปมาของพี่น้องที่บริเวณบ้านหินลาด ตอนนี้เกิดปัญหา คือคอสะพานที่เป็นสะพานข้ามแม่น้าชีเกิดการช้ารุดเสียหาย เนื่องจากแม่น้าชีบริเวณนั้น มันมีความคดเคี้ยวท้าให้น้ากัดเซาะ ท้าให้คอสะพานที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จเกิดการเสียหาย แล้วก็ชาวบ้านเขาล้าบากในการสัญจรไปมาเป็นจ้านวนมาก ก็อยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองให้ช่วยดูแลซ่อมแซมเรื่องคอสะพานที่เสียหาย และเร่งรัดการก่อสร้างสะพานดังกล่าวด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะหารือกับท่านประธานก็คือดิฉันเองได้รับการบอกกล่าว จากพี่น้องต้าบลหนองบัวบาน อ้าเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิว่าสถานีสูบน้าท่าวังมะเกลือ ที่เมื่อปีที่ผ่านมาพี่น้องเขาได้รับงบประมาณในการก่อสร้างสถานีและคลองส่งน้า แต่ว่าคลองส่งน้า ที่ก่อสร้างก็ยังไม่ไปถึงแหล่งท้าการเกษตรของพี่น้องประชาชน อยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปยังทางกรมชลประทานให้ช่วยด้าเนินการก่อสร้างคลองส่งน้าในส่วนที่เหลือ ให้แก่พี่น้องชาวต้าบลหนองบัวบานด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๓ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธาน ก็คือดิฉันเองก็ได้รับการร้องเรียน จากผู้น้าในต้าบลระหาญค่ะว่าสะพานข้ามบึงระหาญกับคลองทองหลางเกิดความเสียหาย พังทลายลงมา ท้าให้พี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะใช้สัญจรไปมาได้ อยากจะฝากท่านประธาน ผ่านไปยังทางกรมชลประทานค่ะ ให้ช่วยด้าเนินการแก้ไขในการมาสร้างสะพานเพื่อชดเชย สิ่งที่ถูกน้ากัดเซาะแล้วก็พังเสียหายเพื่อให้พี่น้องได้ท้าการสัญจรไปมาค่ะ
เรื่องสุดท้ายที่อยากจะหารือกับท่านประธานก็คือดิฉันเองได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องเกษตรกรว่าตอนนี้ราคาปุ๋ยที่พี่น้องต้องซื้อมาเพื่อท้าการเกษตรมีราคาค่อนข้างแพง อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยหามาตรการในการมาก้าหนด ราคาปุ๋ยที่พี่น้องสามารถซื้อมาใช้แล้วไม่เดือดร้อนกับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านนริศ ข้านุรักษ์
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นริศ ข้านุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตขอหารือท่านประธาน
เรื่องที่ ๑ บริเวณอ่าวบางเตง ต้าบลปากพะยูน อ้าเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง มีป่าสงวนเหลืออยู่ประมาณสัก ๒,๐๐๐ ไร่นะครับ แต่ว่าก็มีสภาพสัตว์ป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แล้วก็มีความสวยงามของอ่าวนี้อยู่พอสมควรนะครับผมจึงขอให้หน่วยงานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้เข้าไปจัดตั้งหน่วยงานศูนย์ศึกษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ศึกษาธรรมชาติสัตว์ป่าในบริเวณดังกล่าวเพื่อท้าหน้าที่ศึกษาสัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณ ทะเลสาบสงขลา
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องขอให้ทางกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมได้จัดตั้ง งบประมาณเพื่อกันตลิ่งพังบริเวณเขตเทศบาลปากพะยูนกับเขตเทศบาลอ่าวพะยูน ซึ่งทั้ง ๒ ที่นี้ เป็นพื้นที่ติดทะเลสาบสงขลาแล้วก็ตลิ่งพังทุกวัน สภาแห่งนี้ก็ได้ร่วมกันพิจารณาหลายครั้งว่า ปัญหาตลิ่งพังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศนะครับ จึงขอให้กรมเจ้าท่าเร่งด้าเนินการ ใน ๒ พื้นที่นี้ด้วย เพราะว่าปัญหาการพังของตลิ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงกระทบต่อพี่น้องประชาชน อยู่อย่างมากขณะนี้
เรื่องที่ ๓ เรื่องสุดท้าย ในพื้นที่ในจังหวัดพัทลุงขณะนี้มีการแผ้วถางป่า ลักลอบ ยึดครองพื้นที่กันอยู่อย่างกว้างขวางนะครับ เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วก็มีการยึดครอง พื้นที่ถึงร่วม ๑,๐๐๐ ไร่ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีใหญ่ทีเดียว จึงขอให้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ส่งหน่วยเฉพาะกิจเพราะว่าเกินก้าลังของหน่วยป่าไม้ในพื้นที่ ที่จะปกป้องทรัพยากรป่าไม้เอาไว้ได้ จึงขอให้หน่วยงานเฉพาะกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือว่าขอความร่วมมือฝ่ายทหารเข้าไปช่วยเพื่อที่จะยึดคืนพื้นที่ แล้วก็ป้องกันป่าที่เหลืออยู่ในขณะนี้ จึงขอเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรุณาได้ด้าเนินการตามที่ผมหารือด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อยากจะขอหารือท่านประธานเกี่ยวกับปัญหาที่พ่อแม่พี่น้องอาจจะต้องเจอครับ
เรื่องแรก จากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้อ่านหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ฉบับครับ ก็อยากจะฝากความกังวลไปถึงเรื่องเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานหรือว่าเรียกง่าย ๆ ว่าเหล็กเบานี่ครับ ท่านประธานครับ ทุกวันนี้มีเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานขายมากมายอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเหล็กตรงนี้จะน้าไปสร้างถนน สร้างอาคารก่อสร้างซึ่งอาจจะท้าให้เกิดความเสียหายตามมาครับ นอกจากนี้กระผมคิดว่าการขายหรือการผลิตเหล็กเบาเหล่านี้ถือว่าเป็นความเห็นแก่ได้ ของผู้ผลิตที่ต้องการที่จะลดต้นทุน โดยไม่ได้ค้านึงถึงอันตรายที่จะตามมากับผู้บริโภคนะครับ สิ่งที่น่าตกใจก็คือเมื่อเราไปดูบทลงโทษ บทลงโทษค่อนข้างเบาครับ ติดคุกอาจจะไม่นาน ปรับก็นิดหน่อยถ้าเปรียบเทียบกับความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะต้องแบกรับแล้วมันเทียบกันไม่ได้ครับ เลยอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้ดูแลเรื่องนี้ด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ มีพี่น้องประชาชนฝากผมมาร้องเรียนในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ครับ พี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกฤษดานคร ๒๐ แถว ๆ พุทธมณฑลสาย ๒ อยากจะร้องเรียนเรื่องสุนัขจรจัดครับท่านประธานครับ ก็คือหลังจากช่วงเหตุการณ์น้าท่วมที่ผ่านมา จ้านวนสุนัขจรจัดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ มีสุนัขบางตัวเป็นทั้งโรคติดต่อหรือเป็นมะเร็งก็มี แต่ว่าสุนัขจรจัดเหล่านี้ถือว่าโชคดีเพราะว่าพี่น้องประชาชนที่อาศัยในหมู่บ้านนั้น มีความใจบุญมากครับ ก็น้าอาหารมาแบ่งปันให้สุนัขท้าให้สุนัขเหล่านี้สามารถด้ารงชีวิตต่อไปได้ แต่อย่างไรก็ดีครับเนื่องจากจ้านวนสุนัขที่มันมากเกินไป ท้าให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ ในหมู่บ้านนี้ไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจ้าวัน จึงอยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยมาท้าการรักษาหรือว่าน้าส่งสุนัขเหล่านี้ไปไว้ในที่ที่เหมาะสมด้วยครับ แต่ว่าผู้ที่ร้องเรียนฝากผมมาบอกว่าถ้าจะส่งไปก็อยากจะขอความกรุณาว่าอย่าส่งไป ประเทศเพื่อนบ้านของเรานะครับท่านประธานครับ
เรื่องสุดท้ายนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ เมื่อเช้านี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์ครับ มันมีข้อความเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะชื่อว่า น้องปังปอนด์ อยู่ที่จังหวัดล้าปาง อายุ ๓ ขวบ ชอบรับประทานเนื้อปลาครับ ตรงนี้สามารถอ่านบทความยาว ๆ ได้ ซึ่งกระผมคิดว่าตรงนี้ เป็นสิ่งที่ส้าคัญครับ ถ้าเราจะลองศึกษาว่าท้าอย่างไรเด็กไทยเราจะเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ หรือเรียกว่าเด็กอัจฉริยะ ถ้าเราลองศึกษาดูแล้วน้าวิธีการจากการศึกษานี้มาใช้กับเด็กไทยเรา ต่อไปน่าจะเป็นประโยชน์ครับ และที่ส้าคัญน้องปังปอนด์ครอบครัวเขาบอกว่าเขาไม่มีเงิน ส่งเสียเรียนต่อซึ่งตรงนี้กระผมรู้สึกว่าพวกเราสูญเสียโอกาสไปนะครับ อย่างไรก็ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยครับ ขอกราบขอบคุณครับ
ท่านวัชระ เพชรทอง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ความทุกข์ยาก ของพี่น้องประชาชนมีทุกวัน ท่านประธานครับ
เรื่องแรกผมไปร่วมงานวัฒนธรรมของพี่น้องชาวไทพวน ชื่อสืบสานประเพณี ก้าฟ้าหี่บ้านต้านานไทพวน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่หมู่ที่ ๑ บ้านฝายมูล ต้าบลป่าคา อ้าเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่ง ๓ ปีมีครั้งเดียว ผมได้สักการะเจ้าหลวงเหมยฟ้า ผู้น้าชาวไทพวน ซึ่งอพยพมาจากทุ่งไหหิน เมื่อ ๑๗๐ ปีก่อน ท่านประธานครับ ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีชุมพล ศิลปอาชา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ส่งเสริมประเพณีก้าฟ้าหี่บ้านของชาวไทพวนให้เป็นแผนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต่อไป และของบประมาณสนับสนุนการท่องเที่ยวที่หมู่บ้านนี้เพื่อสร้างเหมืองมหัศจรรย์ ที่บ้านฝายมูลด้วยงบประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้ท่านรัฐมนตรีชุมพล ศิลปอาชา เร่งด้าเนินการ ท่านประธานครับ ผมพูดชื่อท่านรัฐมนตรีผิด ขออภัยนึกว่าอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ซึ่งพี่น้องชาวไทพวนมีทั้งหมด ๑๙ จังหวัดวันนี้ผมมาเป็นปากเสียง พี่น้องชาวไทพวน แม้ว่าจะเป็นคนปักษ์ใต้และในแผนของผมท่านประธานครับ พี่น้องชาวไทพวน ได้บายศรีสู่ขวัญกับผม ผูกข้อมือผมถือว่าผมเป็นลูกหลานของชาวไทพวนคนหนึ่ง
ท่านประธานครับเรื่องที่ ๒ นางรัศมี ลีละผลิน ซึ่งอยู่ซอย ๗ ถนนพุทธมณฑล สาย ๒ ข้างวัดบุญประดิษฐ์ น้าท่วมสูงเกือบ ๒ เมตร ลูกหลานอยู่บนหลังคาบ้านไปที่เขตบางแค ๔ ครั้ง เพื่อที่จะขอเงิน ๕,๐๐๐ บาท เขียนจดหมายมาถึงผมบอกว่าดิฉันมาคิดน้อยใจท้าไม ถึงไม่ได้เงินแค่ ๕,๐๐๐ บาท รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้โปรดด้าเนินการถ้ารัฐบาลไม่จ่าย ผมยินดีที่จะ เอาเงินเดือนผู้แทนราษฎรของผมจ่ายให้กับคุณรัศมี ลีละผลิน แทน
เรื่องถัดมาครับ นางภัทรพิศ ทับสินชัย หรือเจ๊หมวย หมู่บ้านเบญจพร เช่นเดียวกัน อยู่ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ เขตหนองแขม ปรากฏว่าเลขบัตรประจ้าตัว ๑๓ หลัก ที่ธนาคารออมสินกลายเป็นนางสุเทียน ผอ. เขตหนองแขมโทรศัพท์ไปเช็ก (Check) ที่ธนาคารออมสิน แล้วบอกว่าเรียบร้อยแล้วกลับบ้านได้ ปรากฏว่ากลับบ้านได้จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ได้เงิน ๕,๐๐๐ บาท ก็ขอให้รัฐบาลเร่งด้าเนินการ
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ส่งค้าวินิจฉัยมาถึงท่านประธาน กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อยากให้ท่านประธานรีบเร่งด้าเนินการ อย่าได้ดองเรื่องเอาไว้ กราบขอบคุณท่านประธาน เป็นอย่างยิ่ง
ที่ยื่นมาทุกเรื่อง ผมก็ด้าเนินการตามขั้นตอน ก็อยู่ระหว่างด้าเนินการตามขั้นตอนครับ ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมมาหารือท่านประธาน พร้อมกับทวงถามเรื่องถนนสายหลักเส้น ๒๒๖ ที่ผ่านกลางอีสานใต้ความเดิมมันเป็นอย่างนี้ ครับท่านประธาน เมื่อประมาณปี ๒๕๔๗ กรมทางหลวงได้ส้ารวจออกแบบไว้เสร็จแล้ว มันเป็นถนนเส้นเลือดใหญ่ของอีสานใต้ แล้วก็จะท้า ๔ เลนบังเอิญปี ๒๕๔๙ เกิดการปฏิวัติ งบประมาณมันก็เลยหายไป ถนนสายนี้ก็ยังอยู่สภาพเช่นเดิมแล้วเป็นถนนหลัก เป็นเหมือน เส้นเลือดของอีสานใต้เลย วันหนึ่งมีรถวิ่งประมาณ ๒๐,๐๐๐ คันวันนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมาก แถมเรื่องไฟ เรื่องการสัญจรค่อนข้างจะล้าบาก ปีใหม่คนในเขตเลือกตั้งผมเกิดอุบัติเหตุ รถชนกันตาย ๑๓ ศพ ท่านประธานครับวันนี้ก็เลยมาทวงถามกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องว่าวันนี้ชาวบ้านเขาเรียกร้องเพราะมันเป็นเส้นทางจากจังหวัดนครราชสีมาไป จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษแล้วก็จังหวัดอุบลราชธานี ก็เลยอยากจะมา ฝากท่านประธานไปยังกระทรวงคมนาคมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าวันนี้อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นบ่อย ท่าน ส.ส. สุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ส.ส. จากจังหวัดศรีสะเกษก็ฝากมาว่า ที่สี่แยกถนนสาย ๒๒๖ นี่ล่ะครับ ที่สี่แยกทางไปจังหวัดอุบลราชธานี อ้าเภอกันทรลักษ์ แล้วก็ยางชุมน้อยที่ อ้าเภอกันทรลักษ์ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งก็เกิดจากงบประมาณที่หายไปเมื่อคราวปฏิวัตินี่ล่ะครับ วันนี้ก็เลยมาทวงถามเรื่องนี้วันนี้ก็ฝากไว้เรื่องเดียว ขอบพระคุณครับ
ท่านวิรัตน์ วิริยะพงษ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่อง
เรื่องแรกท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องขอจากนายเสน่ห์ ภุมรา นายกองค์การบริหารส่วนต้าบลทับผึ้ง อ้าเภอศรีส้าโรง จังหวัดสุโขทัยให้ติดตาม โครงการขุดสระเก็บน้าหนองพงขาว บ้านเกาะวงษ์เกียรติ์ หมู่ที่ ๓ ต้าบลทับผึ้ง ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ การขุดสระเก็บน้าก็เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคท้าการเกษตร และการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการน้าในช่วงฤดูน้าแล้งและฤดูฝน ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนต้าบลได้มีการส้ารวจพื้นที่ และรับรองความพร้อมของพื้นที่ เรียบร้อยแล้ว รหัสโครงการ ที่ สท. ๑๒๔๗ แบบที่ดิน ที่ ๔๓๖ สามารถจุน้าได้ถึง ๔๓๕,๖๐๐ ลูกบาศก์เมตร จึงขอฝากท่านประธานไปยังกรมพัฒนาที่ดินได้จัดสรร งบประมาณไปให้พี่น้องชาวต้าบลทับผึ้งด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องก้าหนดให้จังหวัดที่จะด้าเนินการส้ารวจรังวัดท้าแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดิน ในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ซึ่งได้ประกาศ ณ วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ซึ่งออกตามความในมาตรา ๕๘ วรรคสอง ซึ่งจังหวัดสุโขทัยก็เป็นจังหวัดหนึ่งใน ๖๔ จังหวัด ที่ได้มีการประกาศ ผมจึงได้รับการร้องเรียนจากนายประสิทธิ์ วุ่นฟัก ราษฎรหมู่ที่ ๖ ต้าบลเมืองเก่า อ้าเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ทราบว่าในการด้าเนินการตรงนี้ไม่ได้ลงในพื้นที่ ของอ้าเภอเมือง แล้วที่ติดขัดก็คือติดที่เขตปฏิรูปซึ่งส้านักงานที่ดินปฏิรูปจังหวัดสุโขทัยนั้น ได้มีประกาศครอบคลุมในพื้นที่อ้าเภอเมืองเกือบทุกอ้าเภอของจังหวัดสุโขทัย ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยในการให้ทางส้านักงานปฏิรูป ได้ท้าแผนที่ที่จะกันพื้นที่ที่ไม่ได้ด้าเนินการเป็นเรื่องการปฏิรูปเพื่อการเพิกถอน เพื่อให้ด้าเนินการรังวัดออกเอกสารสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันขอหารือถึงปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ๒ เรื่อง
เรื่องแรกเมื่อ ๒ สัปดาห์ติด ๆ ที่ผ่านมาดิฉันได้ลงพื้นที่ ไม่ว่าที่อ้าเภอวังสะพุง อ้าเภอภูเรือ อ้าเภอด่านซ้ายและอ้าเภอนาแห้วก็ได้รับการร้องเรียนจากราษฎร ที่เป็นเกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องราคามันส้าปะหลังราคาตกต่้านะคะ ซึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าโน้น ราคาเหลือ ๑.๙๐ บาท และสัปดาห์ที่ผ่านมาเหลือ ๑.๗๐ บาท และ ๑.๖๐ บาท สืบเนื่องจากลานมันไม่ยอมเข้าร่วมโครงการรับจ้าน้าของทางรัฐบาลแต่ตั้งราคารับซื้อเอาเอง ทั้ง ๆ ที่องค์การคลังสินค้ากระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศการรับจ้าน้าว่าการรับฝาก หัวมันส้าปะหลังสดในปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ณ จุดรับจ้าน้าต้องมีราคา ๒.๗๕ บาทต่อกิโลกรัม เชื้อแป้ง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ และจะขึ้นเดือนละ ๕ สตางค์ จนถึงเดือนพฤษภาคม และปัญหาอีกหลาย ๆ ส่วนที่เป็นปัญหาของพี่น้องเกษตรกร คือราคาปุ๋ยแพงค่ะ และคนงานราคาสูง และปัญหาที่รุมเร้ามากที่สุดก็คือ เร็ว ๆ นี้ จะต้องใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรแล้ว ท้าให้พี่น้องประชาชน ที่เป็นเกษตรกรจ้าใจที่จะต้องขุดมันเพื่อที่จะน้ามาขายเอาไปใช้หนี้
เรื่องที่ ๒ เงินชดเชยผลผลิตทางการเกษตร ข้าวถูกน้าท่วม ตั้งแต่พายุนกเตน ณ บ้านนาผักก้าม บ้านนาลึ่ง บ้านนาเชื่อม ต้าบลเหล่ากอหก อ้าเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ยังไม่ได้เงินชดเชยน้าท่วมนาข้าว ซึ่งตอนนี้ระยะผ่านไปได้พอสมควรแล้วจึงกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์การคลังสินค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ช่วยน้าปัญหาที่ดิฉันกล่าวมานี้น้าไปแก้ไข ให้กับพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านยุพราช บัวอินทร์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ขออนุญาตหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันส้าปะหลัง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผมได้รับข้อร้องเรียนจากกลุ่มตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกมันส้าปะหลัง จังหวัดเพชรบูรณ์ เรื่องราคามันส้าปะหลังตกต่้าครับ ท่านประธานที่เคารพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นแหล่งปลูกมันส้าปะหลังที่ส้าคัญของประเทศไทยแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ๑๑ อ้าเภอมีการปลูกมันส้าปะหลังกันครบทั้ง ๑๑ อ้าเภอ เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้เริ่มโครงการรับจ้าน้า แต่ด้วยความไม่พร้อมในการบริหารจัดการตลอดจนนโยบาย ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร แต่ไปสอดคล้องกับกลุ่มนายทุน กลุ่มเจ้าของลานมันแทน ปัญหาของกลุ่มเกษตรกรที่ได้มาร้องเรียนต่อกระผมนั้นมีดังต่อไปนี้
ประการที่ ๑ ราคามันส้าปะหลังตกต่้า ราคาปัจจุบัน ณ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ อยู่ที่ ๑.๒๐ บาท ถึง ๑.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม ราคาอ้างอิงจากราคาที่ลานมันอ้าเภอบึงสามพัน ที่รับซื้อจากกลุ่มพี่น้องเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์
ประการที่ ๒ การก้าหนดสถานที่รับซื้อไม่ชัดเจน ปัจจุบันทั้งจังหวัดมีสถานที่ รับซื้อประมาณเพียง ๘ แห่ง ๔ แห่งอยู่ในอ้าเภอบึงสามพัน อ้าเภอศรีเทพ อ้าเภอชนแดน อ้าเภอวิเชียรบุรีและอ้าเภอวังโป่งมีอีกอ้าเภอละ ๑ แห่ง ท่านประธานครับ ซึ่งไม่เพียงพอครับ เพราะยกตัวอย่างเช่น อ้าเภอน้าหนาวจุดรับจ้าน้าที่ใกล้ที่สุดห่างจากอ้าเภอน้าหนาว ประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตรครับ
ประการที่ ๓ ลานมันรับซื้อต่อรายไม่เกิน ๑๐ ตันต่อครั้ง
ประการที่ ๔ การจ้าน้าราคาเริ่มวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ ด้าเนินการใด ๆ สอบถามข้อมูลไปที่เกษตรจังหวัดก็โยนความรับผิดชอบไปให้พาณิชย์จังหวัด พาณิชย์จังหวัดก็โยนความรับผิดชอบไปให้ อคส. อคส. ก็โยนความรับผิดชอบไปให้รัฐบาลว่า ยังไม่มีการก้าหนดวิธีการ สรุปว่ายังหาผู้รับผิดชอบไม่ได้
ประการที่ ๕ เกษตรกรไม่สามารถจ้าน้ามันส้าปะหลังข้ามจังหวัดได้ หากต้องการจ้าน้าข้ามจังหวัด ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติใบประทวน
ประการสุดท้ายอยากให้ท่านประธานตรวจสอบการซื้อขายใบประทวน เพราะได้รับแจ้งว่ามีการซื้อขายใบประทวนราคา ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท เกิดขึ้นที่อ้าเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ จึงขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการเกษตร องค์การคลังสินค้าและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาให้กลุ่มพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันส้าปะหลัง จังหวัดเพชรบูรณ์และผู้ปลูกมันส้าปะหลังทั่วประเทศไทยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย มีเรื่องที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา และได้รับการร้องเรียนจากคณะครูว่าขณะนี้ขาดความมั่นคงในการท้างาน เพราะไม่มีสถานภาพทางราชการ และเป็นสาเหตุให้คณะครูเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิ ตามนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงเป็นเหตุให้คณะครูที่มีอย่างน้อยจ้านวน ๖,๑๕๔ คน หรือเป็นพระก็รวมอยู่ในจ้านวนนี้ด้วย เป็นรูป และมีนักเรียนที่อยู่ในการดูแลถึง ๕๓,๖๒๘ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ครูเหล่านี้ขาดการที่จะได้รับสิทธิตามนโยบายของรัฐบาล ที่จะให้ข้าราชการปริญญาตรีได้รับค่าตอบแทนอย่างน้อย ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้น ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะส้านักพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้หาทางช่วยเหลือ คณะครูเหล่านี้ เพื่อจะให้ได้รับสิทธิตามนโยบายของรัฐบาลด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องชาวต้าบลสระใคร โดยเฉพาะพี่น้องบ้านไชยา และบ้านโพนหวาย ซึ่งขาดไฟฟ้า ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ได้รับแจ้งไปว่ามีงบประมาณไปแล้วจากการส้ารวจของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ๔๕๐,๐๐๐ บาท แต่ปรากฏว่างบประมาณเหล่านี้ก็ยังไม่ไปถึง ก็อยากจะแจ้งไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย แล้วก็การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และหน่วยงาน ของทางองค์การบริหารส่วนต้าบลได้ตรวจสอบดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องบ้านไชยา และบ้านโพนหวาย ซึ่งเป็นระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร แล้วก็มีบ้านอยู่หลายหลังคา ซึ่งวันนี้มีเอกสารมาด้วย ผมจะได้มอบให้ประธานต่อไปเกี่ยวกับความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ท่านสุกิจ อัถโถปกรณ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรกเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่โดนเพลิงไหม้บ้าน คือเหตุเกิดที่หมู่ที่ ๓ ต้าบลบางรัก อ้าเภอเมือง จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ จุดเกิดเหตุอยู่ที่บริเวณชุมชนหลังโรงเรียนวัดท่าจีน ได้มีเพลิงไหม้แล้วก็เผาผลาญบ้าน ทั้งหลังไป ๓ หลัง เสียหายบางส่วนอีก ๒ หลัง นอกจากนั้นแล้วก็มีทรัพย์สินอย่างอื่นนะครับ อย่างเช่น มอเตอร์ไซค์ก็ถูกไฟไหม้ไปถึง ๒-๓ คันนะครับ แล้วก็มีทรัพย์สินอื่น ๆ ที่อยู่ในบ้าน เครื่องเฟอร์นิเจอร์อะไรต่าง ๆ ด้วยนะครับ จึงขอเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลนะครับ ให้เร่งช่วยเหลือเบื้องต้นแล้วก็เยียวยาแก่ผู้ประสบภัยในครั้งนี้ เพราะว่าท่านยังมีงบกลาง ที่ช่วยเหลือเรื่องนี้อยู่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่อีก ๖๖,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ กรุณาเอาออกมาเร่งช่วยด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ถนนสายในยวน หมู่ที่ ๙ ต้าบลหนองตรุด อ้าเภอเมืองจังหวัดตรัง ซึ่งมีระยะทางยาว ๕,๐๐๐ เมตร หรือว่า ๕ กิโลเมตร กว้าง ๘ เมตร เป็นถนนที่พี่น้องประชาชน ใช้สัญจรระหว่างต้าบลหนองตรุด ต้าบลนาโต๊ะหมิง อ้าเภอเมือง จังหวัดตรัง แล้วก็ต้าบลเขาพระวิเศษ อ้าเภอวังวิเศษ มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ ๒ ข้างถนน ๑๗๐ ครัวเรือน แล้วก็ยังเป็นถนน ที่ใช้ขนส่งพืชผลทางการเกษตรยางพาราและปาล์มด้วยนะครับ ปัจจุบันนี้ยังเป็นถนนดินแดงอยู่ พี่น้องประชาชนสัญจรไปมาด้วยความล้าบากครับ จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยัง กระทรวงคมนาคมโดยกรมทางหลวงชนบทให้ช่วยสร้างเป็นถนนลาดยางที่มาตรฐานด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านละออง ติยะไพรัช ท่านนิยม วรปัญญา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่ท่านประธานได้กรุณาให้หารือที่ได้ผ่านไปปรากฏว่าได้รับการดูแลอย่างดีครับ เช่น เร่งมาส้ารวจ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็สั่งการประสานงานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ให้เข้าแผนโครงการให้ บางโครงการก็ได้ด้าเนินการไปแล้วนับว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาก เขาฝากมาขอบคุณท่านประธานครับ แล้ววันหนึ่งอาจจะขอให้ท่านประธานได้ให้โอกาสเขามาพบ เขาจะได้มากราบขอบคุณที่นี่ ผมก็เลยเรียนเขาบอกว่าขอให้ท่านประธานมีเวลาว่าง สักหน่อยก่อน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ความเสียหายจากน้าท่วมครั้งนี้ เป็นการเสียหายมากครับ ทั้งผู้ที่ถูกน้าท่วมแล้วผู้ที่ไม่ได้ถูกน้าท่วมก็โดนเสียหายไม่แพ้กันครับ ก็ขอให้มีการฟื้นฟูปรับปรุง ขอให้ ฯพณฯ ช่วยประสานงานกับรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูปรับปรุงแก้ไขส้ารวจออกแบบก่อสร้างบูรณาการให้ครับ ฟื้นฟูให้ได้ใช้การได้อย่างเดิม
ข้อ ๒ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ช่วยแก้ปัญหาราคาผลิตผลการเกษตรครับ ตอนนี้ราคาผลิตผลทางการเกษตรที่ท่านได้รับ รายงานหรือได้อภิปรายในสภาแล้วว่ามีการตกต่้ามาก ถ้าไม่รีบช่วยเหลือเกษตรกร จะไม่สามารถรักษาที่ดินของตนไว้ได้ เพราะว่าไม่มีเงินจะใช้ เงินจะส่งลูกเรียน ยามป่วยไข้ ก็ต้องเอาที่ดินไปเป็นหลักประกัน
ข้อ ๓ ขอให้กระทรวงที่มี ท่านประธานครับ มันมีหลายเรื่องผมขอส่งเป็น หนังสือด้วยกัน ๙ เรื่อง ก็มีเรื่องแก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรดังที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็มีเรื่องของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม จะต้องแก้ปัญหา เรื่องสะพานข้ามแม่น้าป่าสัก
ไม่เป็นไรครับ ท่านนิยม มีทั้งหมด ๙ เรื่อง ส่ง
ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านนริศา อดิเทพวรพันธุ์
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นริศา อดิเทพวรพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ดิฉันได้เคยปรึกษาหารือท่านประธานไปแล้ว ในเรื่องของการขอใช้พื้นที่เข้าอยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ้านวน ๑๕๐ ไร่ ส้าหรับประชาชนหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ ต้าบลแหลมตะลุมพุก อ้าเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จ้านวน ๖๐๐ ครัวเรือน ซึ่งได้ประสบภัยเกี่ยวกับคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่รับทราบกันโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีถึง ๒ รัฐมนตรีที่ลงไปดู ปัญหานี้ด้วยตนเองก็คือท่านรัฐมนตรีฐานิสร์ เทียนทอง และท่านปลอดประสพ สุรัสวดี โดยเฉพาะท่านปลอดประสพนั้นท่านได้รับปากในเรื่องนี้ว่าจะขึ้นมาปรึกษาหารือ และขอให้ในเรื่องของที่อยู่อาศัย ตลอดจนขอในเรื่องของท่าเรือให้กับ พี่น้องชาวแหลมตะลุมพุกด้วยนะคะ แต่เมื่อท่านกลับขึ้นมาท่านไม่ได้ด้าเนินการใด ๆ เลย ดังจะเห็นได้ว่าได้มีจดหมาย จากท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้มีหนังสือถึง ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕ เนื้อความในจดหมาย มีโดยสรุปบอกว่า ไม่อนุญาตให้เข้าไปใช้พื้นที่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแหลมตะลุมพุก ส้าหรับเป็นที่ตั้งชุมชน ดิฉันขออนุญาตท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีถามค้าถาม ๒ ค้าถามค่ะ ๑. ท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ ๒. ถ้าท่านจะแก้ไขปัญหานี้ ท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร แล้วก็ขอให้ท่านรีบตอบโดยเร็วค่ะ เพราะว่าในขณะนี้ประชาชน ประสบปัญหาในเรื่องของการไร้ที่อยู่อาศัยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านนิยม เวชกามา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมหารือจากการร้องเรียนของพี่น้องประชาชนในจังหวัดสกลนคร เกี่ยวกับการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ภูพาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมหนองหานซึ่งเป็นทะเลสาบน้าจืดที่ใหญ่ที่สุด ในภาคอีสาน ท่านประธานครับ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ท้าการก่อสร้างมาแล้ว ๗-๘ ปี ผู้ว่าราชการจังหวัด ย้ายไปแล้ว ๓-๔ คน วันนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เห็นบอกว่าหมดงบประมาณไปแล้ว ๘๕ ล้านบาท ผมจึงร้องเรียนมาที่สภานี้ตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของโครงการอย่างไร ต้นไม้ที่ปลูก ตายหมดแล้วครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ต้องขอกราบเรียนว่า คือเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสกลนคร ครูสมาชิกร้องเรียนมาที่ผมหมื่นกว่าคนบอกว่าเงินสูญหายไปจากการไปซื้อหวยลม เป็นเงิน ๓๗๙ ล้านบาท สมาชิกยื่นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอ (DSI) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ เรื่องทุกอย่างเงียบหาย เมื่อวันที่ ๓๐ ที่ผ่านมาคณะครูซึ่งเป็นสมาชิก ได้ไปยื่นหนังสือต่อรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านวิทยา ประสงค์วัฒนา ก็ยังเงียบอยู่ เพราะฉะนั้นว่าเงินส่วนนี้แม้หุ้นสหกรณ์เอง สมาชิกก็ยังไม่ได้เขาบอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานสหกรณ์เป็นถึงรอง ผอ. เขตพื้นที่การศึกษา เขต ๓ ผมอยากจะให้ทาง กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดีเอสไอด้วยว่าเรื่องนี้ มันถึงไหนแล้ว พี่น้องซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ครูเดือดร้อนมาก ขอบคุณมากครับ
ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตหารือท่านประธานนะครับ
เรื่องแรกก็คือเมื่อเพื่อนสมาชิกได้หารือเรื่องต่าง ๆ แล้วอยากให้สภาเร่งรัด ในการท้าจดหมายไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ตอบแจ้งมายังสมาชิกให้เร็วขึ้นกว่าเดิมนะครับ เพราะว่าหลายเรื่องที่เราหารือแล้วกว่าสภาจะแจ้งกลับมาเรื่องราวก็ผ่านพ้นไปแล้วนะครับ ก็ขอให้เร่งรัดเรื่องนี้ด้วย
เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลต้าบลโพธิ์เสด็จ อ้าเภอเมือง นครศรีธรรมราช และในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองปากพูน อ้าเภอเมืองนครศรีธรรมราช ว่างเว้นผู้บริหารมายาวนานแล้ว เนื่องจากว่ามีการยกฐานะ อบต. ขึ้นเป็นเทศบาลของทั้ง ๒ แห่ง แต่ว่าเวลาผ่านไป ๖ เดือนกว่าแล้วยังไม่สามารถเลือกตั้งได้ เนื่องจากติดขัดเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ก็ยังไม่ยอมชี้ขาดมาเสียที ก็อยากจะให้ทางสภาเร่งรัดไปทางส้านักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งเร่งรัดในการแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อพี่น้องใน ๒ เทศบาลนี้ได้มีผู้บริหารเสียที
เรื่องที่ ๓ เทศบาลนครนครศรีธรรมราชก้าลังปรับปรุงคูน้าล้าคลองที่อยู่ ในเขตเทศบาลเพื่อรองรับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในกลางปีนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่เนื่องจากว่าเครื่องไม้เครื่องมือไม่เพียงพอ เทศบาลนครนครศรีธรรมราชเคยยืมเครื่องสูบน้า ของกรมชลประทาน เรือขุดของกรมชลประทานจ้านวนหนึ่งเข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่เขตเทศบาล แต่อยู่ ๆ ก็ได้รับค้าสั่งให้ถอนเครื่องมือเหล่านั้นคืนไป ก็น่าวิตกกังวลนะครับว่าในช่วงเดือนมีนาคมนี้ จะมีมรสุมเข้าทางภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราชอาจจะประสบปัญหาน้าท่วมขังอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากว่าไม่สามารถที่จะแก้ไขป้องกันได้ทัน ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านอนุรักษ์ บุญศล
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงอธิบดีกรมป่าไม้ นะครับ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การส่งเสริมให้ราษฎร ในท้องถิ่นได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมปลูกป่า ดิฉันได้รับการประสานงานจากนายสราวุฒิ บุญเกื้อ นักวิชาการป่าไม้ช้านาญการ ที่เห็นความส้าคัญการฟื้นฟูสภาพป่าอนุรักษ์ที่เสื่อมโทรม และการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นนั้น ๆ ปัจจุบันจังหวัดสกลนครมีพื้นที่ประมาณ ๖,๐๐๓,๖๐๐ ไร่ ประกอบด้วยลุ่มน้าส้าคัญหลายลุ่มน้า โดยเฉพาะลุ่มแม่น้าสงคราม ท่านประธานคะ ซึ่งไหลผ่าน ๔ จังหวัด คือเริ่มต้นที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบึงกาฬและไหลลงจังหวัดนครพนม รวมทั้งหมด ๔๒๐ กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ ตามลุ่มแม่น้าสงครามนั้นที่คิดเป็นพื้นที่ป่าแล้วประมาณร้อยละ ๑๐.๔๐ หรือ ๖๒๘,๑๒๕ ไร่ ต้องการระบบนิเวศที่สมดุลค่ะ ท่านประธานคะ จึงของบประมาณในการรักษาป่าเพื่อที่จะให้ พื้นที่ชุ่มน้า หรือพื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่ป่าสงวนนั้นมีป่าที่สมบูรณ์ค่ะ ท่านประธานคะ ของบประมาณปลูกป่าเพื่อรักษาความสมดุลเพิ่มพูนน้า ย้าลุ่มแม่น้าสงคราม
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานผ่านไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะคณะกรรมการ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากนางรัชนีลักษณ์ พรมสาร ประธานกลุ่มแม่บ้าน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เรื่อง ขอสนับสนุนงบประมาณเพื่อซื้ออุปกรณ์ทอผ้าให้กับกลุ่มแม่บ้าน และนายโชคปัญญา ธงอาสา ก้านันต้าบลดงเหนือ อ้าเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร นิดเดียวค่ะ ท่านประธานคะ ถึงความต้องการรวมกลุ่มเพื่อหารายได้นอกฤดูการท้านาค่ะ ต้องการซื้อฟืมทอผ้า ๒๐ ดวง เป็นเงินแค่ ๓๖,๐๐๐ บาท แล้วก็ซื้อฝ้ายเพื่อที่จะทอผ้าขาวม้าก็เป็นเงินรวมทั้งหมดประมาณ ๕๑,๐๐๐ บาทค่ะ ท่านประธานคะ ต้องการแค่นั้นเองค่ะ แม่บ้านดอนแดงต้องการหารายได้ นอกฤดูกาล จึงของบประมาณแค่ ๕๑,๐๐๐ บาท ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคภูมิใจไทย เขต ๔ จังหวัดปัตตานี ท่านประธานครับ ความดีจากฟากฟ้าและแผ่นดินจะเกิดขึ้นได้หากประชาชนมีความศรัทธา แล้วก็ย้าเกรงมาร่วมสร้างความดี โดยผมขอน้าเสนอข้อหารือจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ผมได้ลงพื้นที่ในทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ วันอาทิตย์นี้ได้ร่วมกับคณะกรรมการชมรมตาดีกา ในพื้นที่อ้าเภอยะรัง อ้าเภอมายอ อ้าเภอทุ่งยางแดง ซึ่งพี่น้องตาดีกาจะมีการจัดกีฬาในพื้นที่ เกือบจะทุกปี แต่ว่าวัสดุอุปกรณ์การกีฬานี้ไม่มี ผมจึงอยากจะเรียนผ่านท่านประธาน เพื่อขอกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีทั้งหมดประมาณ ๒๐๐ โรง สิ่งที่เขาต้องการ ก็คือชุดกีฬาฟุตบอล วอลเลย์บอล ตะกร้อ แล้วก็อุปกรณ์ฟุตบอล วอลเลย์บอล ตะกร้อ แล้วก็เน็ต
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมได้ไปเยี่ยมโรงเรียนสามัญในพื้นที่จังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในพื้นที่อ้าเภอยะรัง อ้าเภอมายอ อ้าเภอทุ่งยางแดง ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๕ โรง ที่ผมได้เดินทางไปปรากฏว่า ห้องน้าที่ใช้ในการซึ่งเป็นประโยชน์ส้าหรับนักเรียนมีไม่เพียงพอ ส้าหรับการใช้สอย โรงเรียนแรก ก็คือโรงเรียนบ้านสีเดะ ต้าบลสะดาวา หมู่ ๓ อ้าเภอยะรัง โรงเรียนที่ ๒ คือบ้านคางา ต้าบลสะนอ ซึ่งอยู่ในอ้าเภอยะรัง โรงเรียนที่ ๓ บ้านน้าใส โรงเรียนที่ ๔ ก็คือบ้านสะก้า ซึ่งอยู่ในต้าบลมายอ โรงเรียนที่ ๕ ก็คือบ้านโต๊ะชูด อยู่ในต้าบลพิเทน อ้าเภอทุ่งยางแดง
อีกเรื่องหนึ่งก็คือได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องเยาวชนในพื้นที่ต้าบลกระโด แล้วก็ท่านนายกองค์การบริหารส่วนต้าบลกระโด ร้องมาว่าท่านอยากจะปรับปรุงสนามกีฬาฟุตบอล เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเยาวชนมีความประสงค์ที่จะใช้สนามตรงนี้เพื่อให้เด็กซึ่งติดยาเสพติด ในพื้นที่ในละแวกอ้าเภอยะรังได้สามารถมาใช้สอยในจุดตรงนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหายาเสพติด ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียนจากวิทยาลัยพาณิชยการเชตุพน กรุงเทพมหานครนะครับ เชิญท่านสหรัฐ กุลศรี ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย เขต ๕ นั้นประกอบด้วยอ้าเภอเดิมบางนางบวช อ้าเภอด่านช้าง และอ้าเภอหนองหญ้าไซ เฉพาะ ๔ ต้าบล ซึ่งประกอบด้วยต้าบลแจงงาม ต้าบลหนองขาม ต้าบลทัพหลวง และต้าบลหนองราชวัตร ท่านประธานที่เคารพครับ ในพื้นที่เขต ๕ จังหวัดสุพรรณบุรี ในขณะนี้ปัญหาที่ได้พบก็คือลอตเตอรี่มีราคาแพง เนื่องจากในขณะนี้มีประชาชนบ่นมามาก ว่าลอตเตอรี่ทุก ๆ แห่ง ทุก ๆ หนที่เดินขายหรืออยู่ในท้องตลาดขายแพงเกินราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาในลอตเตอรี่นั้นแค่ ๘๐ บาท แต่ปัจจุบันขายถึง ๑๒๐ บาท ๑๓๐ บาท อนาคตอาจจะถึง ๑๕๐ บาท อยากฝากท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ช่วยด้าเนินการแก้ไขเรื่องปัญหาราคาลอตเตอรี่แพงด้วยครับ
ปัญหาที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ เนื่องจากประชาชนในเขตอ้าเภอเดิมบางนางบวช โดยเฉพาะต้าบลเดิมบางนางบวชยังไม่ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ เขารอมา ๓ เดือนแล้วครับท่านประธาน ยังไม่ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ เขาฝากถามผ่านมายังรัฐบาลว่า เมื่อไรจะมีการช้าระ หรือให้กับผู้สูงอายุ เพราะตอนนี้ไม่มีเงินใช้ในครอบครัว แล้วก็ใช้ในการซื้อหยูกซื้อยา ในการด้ารงชีพ ฝากท่านประธานเรื่องที่ ๒ ครับ
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพ คงจะซ้ากับท่านอื่น ในอ้าเภอเดิมบางนางบวช อ้าเภอด่านช้าง อ้าเภอหนองหญ้าไซ ตอนนี้ราคามันตกต่้า เกษตรกรที่ท้าไร่ มันฝากผ่านมายังรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ช่วยแก้ไขปัญหา เรื่องราคามันตกต่้าให้กับเกษตรกรด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านสมาชิก ผมขอเป็น ๒ ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ท่านศุภชัย ศรีหล้าและท่าน สุดท้ายสมคิด บาลไธสง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับข้อร้องเรียนและเป็นข้อกังวลใจของพี่น้องชาวอีสานต่อกรณี การแก้ไขปัญหาน้าท่วมในระยะยาว ผมเคยกราบเรียนต่อท่านประธานในที่ประชุมแห่งนี้ว่า พื้นที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่หนึ่งที่ประสบปัญหาอุทกภัย ท่านประธานที่เคารพครับ นับตั้งแต่ เราประสบปัญหาอุทกภัยมีการพูดคุยกันในสภาแห่งนี้หลายครั้ง อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าความกังวลใจของพี่น้องชาวอีสานวันนี้ก็คือความกังวลใจว่าปีนี้ หมายถึง ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ปัญหาอุทกภัยจะยังคงอยู่หรือไม่ ด้วยเหตุว่าวันนี้รัฐบาลยังไม่ได้มีการ ด้าเนินการใด ๆ เลยในพื้นที่ภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอก การท้าพื้นที่แก้มลิง การท้าฝาย รวมถึงการระบายน้า ท่านประธานที่เคารพครับ ฤดูฝนปีนี้ก้าลังจะมาเยือนพวกเราอีกแล้ว ในขณะที่ฤดูฝนก้าลังจะ มาเยือน โครงการต่าง ๆ ยังไม่ปรากฏขึ้นในพื้นที่ของเราเลย ถ้าไม่ปรากฏความกังวลใจของ พี่น้องชาวอีสานจึงฝากกับผมมากราบเรียนท่านประธานว่าขอให้ทางรัฐบาลได้สร้างความ มั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ปลายน้า มีแม่น้ามูล มีแม่น้าชี มีแม่น้าโขง ถ้าไล่เรียงจากจังหวัดอุบลราชธานีขึ้นไป แม่น้ามูลจากจังหวัดอุบลราชธานี ไปจังหวัดศรีสะเกษ ไปจังหวัดสุรินทร์ ไปจังหวัดบุรีรัมย์ ไปจังหวัดนครราชสีมา ล้าดับที่ผมกราบเรียน ต่อท่านประธานตลอดทั้งสายน้าไม่มีการด้าเนินงานในโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาน้าท่วมเลย รวมถึงแม่น้าชีก็เช่นเดียวกัน จากจังหวัดอุบลราชธานีย้อนกลับขึ้นไปก็ไม่ปรากฏว่า มีโครงการใด ๆ รวมถึงล้าปาว รวมถึงล้าเซบก ล้าเซบาย ถ้าไม่ท้าในช่วงนี้แล้วไม่ทราบว่า ทางรัฐบาลจะด้าเนินการในช่วงใด เราใช้เวลามาพอสมควรแล้วครับ ขอให้ทางรัฐบาล เร่งด้าเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ท้าให้เรามั่นใจเถอะครับว่า ปีนี้น้าจะไม่ท่วม เร่งรัดด้วยครับท่านประธานครับ
ท่านสุดท้าย ท่านสมคิด บาลไธสง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ขอหารือกับ ท่านประธานอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องแรก ผมได้รับการร้องเรียนจากนายสัญชัย สร้างความพัฒนา อยู่บ้านเลขที่ ๔ หมู่ ๑ ต้าบลชุมพล อ้าเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายว่าเขาได้รับการปฏิบัติ จากทางราชการเกี่ยวกับเรื่องที่ดินไม่เป็นธรรม ซึ่งผมไม่พูดรายละเอียดผมจะเอาเอกสาร มอบให้ท่านนะครับ อันนี้ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรที่ดิน เพราะว่าที่รอบ ๆ ทั้งหมดเขาได้เอกสารหมดแล้ว แต่นายสัญชัยไม่ได้รับการปฏิบัติ เขาเห็นว่าไม่เป็นธรรมเขาก็ร้องเรียนมาหาผมนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องชาวบ้านต้องการคลองส่งน้าที่ต้าบลวัดหลวง อ้าเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เช่นเดียวกันครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากนายนที ลาวัดพรม ราษฎรซึ่งเป็นเกษตรกรและคณะ ผมมีเอกสารมาพร้อมแล้วจะยื่นให้ท่านประธานนะครับ ก็ขอฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ให้จัดท้าคลองส่งน้าให้หมู่บ้านนี้ด้วยนะครับ
เรื่องต่อไปครับ เรื่องของบประมาณสร้างถนนคอนกรีต สายบ้านโคก บ้านหาดสั่ง และบ้านดงบังเหนือ บ้านแป้น ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรไปมา เป็นทางลัดจากต้าบลนาหนัง ไปยังจังหวัดหนองคาย เป็นทางลัดหลายกิโลเมตร หากได้รับการแก้ไขนี้ก็จะท้าให้ การเดินทางของพี่น้องสะดวกสบาย
สุดท้ายได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการเหมืองแร่ดีบุก จากจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งผมเป็นกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย พร้อมทั้งมีข่าวลงหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาเดือดร้อนมาก เพราะว่าผู้ประกอบการเหมืองแร่ดีบุกฝั่งประเทศพม่า ต้องการน้าแร่เข้ามา ในประเทศไทย แต่ได้รับการคัดค้านจากกองก้าลังสุรสีห์ กองก้าลังทหาร ซึ่งไม่ให้การสนับสนุน ในการน้าแร่ดีบุก ผมว่าถ้าเปิดโอกาสให้เขาน้าแร่ดีบุกเข้ามาเราก็จะได้ภาษีต่าง ๆ นะครับ ก็ขอฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ขอบคุณมากครับ
นาทีเดียวครับ
อย่างนี้ครับ โดยหลักการแล้วหารือจะใช้เวลา ๑ ชั่วโมงพอดี ถ้าครบ ๑ ชั่วโมงก็จะเข้าระเบียบวาระ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน
คือเมื่อสักครู่ท่านประธานขานชื่อผม ผมเดินถึงประตูแล้วครับ ก็ต้องไปขอบัตรจากทางเจ้าหน้าที่
ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวผมอนุโลมท่าน ถ้าอนุโลมท่านก็ต้องฝั่งนี้อีก ก็เท่าอนุโลม ๒ ท่าน
ได้ครับ
ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย แล้วตามด้วยท่านสุชาติ ภิญโญ ๒ ท่านสุดท้ายครับ เชิญครับ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กราบขอบพระคุณที่ท่านกรุณาให้โอกาสเพิ่มเติม
เรื่องแรก ผมขอหารือกับท่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายน้าและอุทกภัยแห่งชาติครับ ท่านประธานครับ ยังมีน้าท่วมอยู่ในทุ่ง ซึ่งเป็นที่ท้านาของเกษตรกรอีกหลายจังหวัดในขณะนี้ ขอให้เริ่มต้น ด้วยการผันน้าออกจากทุ่งเหล่านี้ก่อน ไม่อย่างนั้นน้าในเขื่อนก็คงจะลงมาอย่างยากล้าบาก แล้วก็ขอให้คณะกรรมการชุดนี้ท้างานมากขึ้น เช่น การประชุม ผมไม่ทราบว่าคณะกรรมการชุดนี้ จะประชุมสัปดาห์ละกี่วัน ถ้าเป็นไปได้อยากให้ประชุมทุกวันด้วยซ้า เพราะว่าท่านมีเวลา ประมาณ ๙๐ วันเท่านั้นเอง ฝนรอบใหม่ก็จะมาแล้ว
ประเด็นที่ ๒ อยากจะให้ ร้อยต้ารวจเอก เฉลิม อยู่บ้ารุง รองนายกรัฐมนตรี จัดการกับเว็บ (Web) หมิ่นสถาบัน คนที่โพสต์ (Post) เว็บหมิ่นต่าง ๆ นั้น ต้องรีบจับมาลงโทษ จับไปขึ้นศาลให้ได้ ท้าไมเวลาซิมซิมิ (Simsimi) หรือซิมซิมอิ ท้าไมรัฐบาลจัดการรวดเร็ว ติดต่อเขาได้ แต่ท้าไมการจัดการเว็บหมิ่นจึงช้า
ประเด็นสุดท้ายที่เพื่อนสมาชิกถามไปแล้วก็คือกรณีของที่ กกต. ส่งเรื่องของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ มาให้ท่านแล้วท่านต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไปนั้น ท่านก็บอกว่า ท่านก้าลังด้าเนินการอยู่ แต่ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนท่านว่าศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาเรื่องประมาณ ๒ สัปดาห์เองนะครับว่าจะรับหรือไม่รับ แต่ว่าในขณะที่สภาของเรา เพียงแค่ส่งเรื่องผ่านไปท่านใช้เวลาเกือบเดือนแล้วนะครับ ก็ฝากท่านว่าให้พิจารณา เรื่องของประสิทธิภาพการท้างานของสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ไม่เป็นไรครับ เรามีขั้นมีตอนของเราอยู่แล้ว ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ จังหวัดสมุทรปราการครับ ท่านประธานครับ การหารือนั้นมันมีเงื่อนไข ก็คือความเดือดร้อนประชาชน ที่ผมได้เรียนท่านไว้ เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นท่านบอกว่า ไม่ต้องเอามาพูดในช่วงหารือครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะมาพูดตอนหารือได้ก็คือเรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนอย่างเดียวครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสุดท้าย ท่านสุชาติ ภิญโญ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ เรื่องในขณะที่ลงพื้นที่
เรื่องแรก เรื่องปัญหายาเสพติด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันระบาดเยอะ แต่ด้วยท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บ้ารุง ท่านก็ได้พยายามที่จะขจัดยาเสพติดให้สิ้นซาก ประเทศไทย ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ที่สมัยก่อนปัญหายาเสพติดระบาด ท้าไมเราจับไม่ได้เลย แต่ตอนนี้แม้แต่ในเรือนจ้าทุกเรือนจ้าจับได้หมด ก็ขออนุญาตขอบคุณ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องของปัญหาน้าประปา มีบางหมู่บ้านในเขตเลือกตั้งผม ซึ่งประกอบไปด้วยอ้าเภอคง อ้าเภอขามสะแกแสง อ้าเภอพระทองค้า อ้าเภอบ้านเหลื่อม จังหวัดนครราชสีมานะครับ มีหลายหมู่บ้านยังไม่มีแม้กระทั่งน้าประปาใช้ ก็ขออนุญาต ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยช่วยพิจารณาดูแลนะครับ
เรื่องที่ ๓ เรื่องของปัญหาถนน มีหลายเส้นทางซึ่งพี่น้องประชาชนขณะนี้ ก้าลังใช้ในการขนส่งสินค้าเกษตร มีปัญหาหลายพื้นที่ เช่น ที่หมู่บ้านท่าใหญ่ ต้าบลหนองบัว อ้าเภอคง จังหวัดนครราชสีมา บ้านโนนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยหลักถนนเสียหาย บ้านบุกล้วย ต้าบลชีวึก ก็เสียหายเยอะ แล้วก็ที่บ้านบุเขว้า ต้าบลหนองหอย อ้าเภอพระทองค้า จังหวัดนครราชสีมาก็เสียหายเยอะนะครับ เรื่องของแหล่งน้าบริเวณบึงละหานลูกนก อ้าเภอบ้านเหลื่อม อ่างเก็บน้ากัดลิ้น ต้าบลชีวึก อ้าเภอขาคีน แล้วก็อ่างเก็บน้าเต็งเตี้ย ทัพรั้ง ขออนุญาตฝากท่านประธานไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยด้าเนินการให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
จ้านวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๘๔ คน
ท่านสมาชิกครับ มีผู้ลงชื่อประชุม ๔๐๙ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตเข้าระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระจ้านวน ๒ เรื่องนะครับ เรื่องแรก ท่านมีอะไร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเกรงว่าท่านผู้ฟังจะเข้าใจผิดเรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องการหารือ ข้อ ๑๗ บอกว่าก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานสภาอาจอนุญาตให้สมาชิก ปรึกษาหารือปัญหาที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนหรือปัญหาอื่นใดได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประธานสภาก้าหนด เพราะฉะนั้นสามารถที่จะน้าปัญหาอื่นใด มาหารือได้ด้วยครับ ขอเรียนเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องครับ
คุณหมอสุกิจครับ เรื่องหารือเป็นอ้านาจของประธานอาจจะให้หารือหรือไม่ให้หารือก็ได้เขาเขียนว่า อาจ นะครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อจะให้มีการหารือก็ได้มีข้อพูดคุยกันว่าอยากจะให้มันเป็นเรื่องปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ ไม่อยากให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือ มีการกระทบท้าให้คนอื่นเสียหาย มันก็จะทะเลาะไปทะเลาะมาท้าให้มันไม่สงบเรียบร้อยนะครับ แล้วก็เสียเวลา ก็เลยเป็นข้อยุติว่าน่าจะเห็นตรงกันเรื่องที่จะเป็นปัญหาความเดือดร้อนของ ประชาชนจริง ๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแล้วไม่กระทบกับคนอื่นท้าให้เสียหาย น่าจะเอาเรื่องนั้นมาหารือมากกว่านะครับ ขออนุญาตท้าความเข้าใจครับ
ผมไปที่ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ได้ปรากฏ ในระเบียบวาระจ้านวน ๒ เรื่อง
เรื่องแรก รับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎร ให้ผู้มีชื่ออยู่ในล้าดับถัดไป ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เลื่อนขึ้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ้านวน ๒ ฉบับ
ด้วยได้มีการประกาศสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เรื่องให้ผู้มีชื่ออยู่ในล้าดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เลื่อนขึ้นมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนต้าแหน่งที่ว่างคืออันดับที่ ๖๗ ได้แก่ ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ แทนท่านนิวัฒน์ธ้ารง บุญทรงไพศาล ล้าดับที่ ๖๘ ได้แก่ ท่านธวัชชัย สุทธิบงกช แทนท่านจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ซึ่งสมาชิกทั้ง ๒ ท่านได้ขอลาออกจากต้าแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ขอเชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ และท่านธวัชชัย สุทธิบงกช กรุณายืนขึ้นเพื่อกล่าวค้าปฏิญาณตน โดยผมจะเป็นผู้กล่าวน้าและได้โปรดระบุชื่อท่านด้วยในตอนต้นนะครับ
“ข้าพเจ้า (นายชวลิต วิชยสุทธิ์ และนายธวัชชัย สุทธิบงกช) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อเป็นประโยชน์ของประเทศ และประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ”
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ขอต้อนรับท่านด้วยนะครับ เชิญนั่งครับ ดังนั้นจ้านวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้เป็น ๔๙๙ ท่านนะครับ จึงเรียนมาเพื่อทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องที่ ๒ รับทราบเรื่องวุฒิสภาได้ลงมติอนุมัติพระราชก้าหนด
ประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่า ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันจันทร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ประชุมได้พิจารณา และลงมติอนุมัติพระราชก้าหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๕ แล้วนะครับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ต่อไปเป็นเรื่องเพื่อทราบ ซึ่งบรรจุในระเบียบวาระ ๒.๑ รับทราบรายงาน การโอนงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จ้านวน ๓ ฉบับ
ด้วยส้านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษา และลงมติเห็นชอบรายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประจ้าปีงบประมาณต่าง ๆ ดังนี้
๑. รายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประจ้าปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในช่วง ๖ เดือนแรก (๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๒)
๒. รายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประจ้าปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในช่วง ๖ เดือนหลัง (๑ เมษายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒)
๓. รายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ประจ้าปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ ในช่วง ๖ เดือนแรก (๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓)
ตามที่ส้านักงบประมาณเสนอและได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบ ตามมาตรา ๑๖๙ วรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งส้านักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้จัดส่งรายงานดังกล่าวให้ท่านสมาชิกแล้วนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ไม่มีสมาชิกท่านใด ติดใจ ผมขออนุญาตผ่านเลยนะครับ
๒.๒ รับทราบรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้า
ด้วยสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอรายงานประจ้าปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบตามพระราชบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๖ ซึ่งส้านักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดส่งรายงานดังกล่าวให้แก่สมาชิกแล้วครับ มีสมาชิกสนใจที่จะซักถามนะครับ
ด้วยสถาบันพระปกเกล้าได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนของสถาบัน พระปกเกล้าเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ผมจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ เชิญผู้มีรายชื่อดังต่อไปนี้เข้าร่วมชี้แจงในที่ประชุม ๑. ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ๒. รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ๓. ท่านวิทวัส ชัยภาคภูมิ รองเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า เชิญครับ
(ผู้ชี้แจงเข้าประจ้าที่)
เชิญท่านสมาชิก ที่จะอภิปรายครับ คุณหมอสุกิจเชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับรายงานประจ้าปีซึ่งเป็นของปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าผมก็ได้อ่านดูแล้วนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความชื่นชมกับทางสถาบันที่ได้ท้าเรื่องดี ๆให้กับสังคมมากมายทีเดียว ซึ่งในรายงานที่ท้ามานี้ก็จะเห็นว่ามีผลงานในเกือบทุกด้านในการช่วยเหลือสังคมนะครับ ผมก็จะไม่ใช้เวลามาก แต่จะเข้าถึงประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายสอบถามแล้วก็จะเสนอ ความเห็นด้วยนะครับ คือเรื่องผลงานเรื่องที่ ๕ ของท่านที่เรียกว่าเป็นรางวัลพระปกเกล้า ที่ท่านเรียกว่าเป็นเกียรติภูมิของท้องถิ่น ก็เป็นเจตนาที่ดีที่จะช่วยให้ก้าลังใจแล้วก็ส่งเสริม การท้างานของท้องถิ่น เป็นรางวัลที่ส่วนใหญ่แล้วก็จะให้กับท้องถิ่นที่เสนอชื่อเข้ามา แล้วก็แบ่ง เป็นด้านต่าง ๆ มันก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยผมไม่เรียกเป็นข้อเสีย แต่เรียกว่าเป็นข้อด้อย ข้อดีก็คือเป็นการให้ก้าลังใจกับท้องถิ่นนั้น ๆ อันนี้ชัดเจนครับ ใครได้รางวัลไปนี่โอ้โห ท่านไป ดูสิครับว่าขึ้นป้ายกันยกใหญ่ ถ้าเป็น อบต.ก็ทั้งต้าบล ถ้าเป็นระดับเทศบาลก็เกือบจะทั่ว ทั้งเทศบาลหรือทั่วทั้งจังหวัดก็ว่าได้ส้าหรับเทศบาลใหญ่ ๆ อันนั้นคือเรามองในด้านที่ดีนะครับ แต่ในอีกด้านหนึ่งองค์กรเหล่านี้เป็นองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้น อีกสักวันหนึ่งเขาก็ต้องเข้าสู่สนามการเลือกตั้งอีก การที่ท่านให้รางวัลอย่างนี้ไปนี่อันหนึ่งก็จะ เป็นการไปเพิ่มเครดิต (Credit) ให้เขาในการเข้าสู่สนามแข่งขันการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ที่จะเข้ามาเรียกว่าเป็นคู่แข่งของผู้บริหารเหล่านี้ ที่ได้รับรางวัลอยู่แล้ว ซึ่งเครดิตของท่านถือว่าเป็นเครดิตระดับชาติ แล้วสถาบันพระปกเกล้า เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปนะครับ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นเครดิตที่มีค่ามากทีเดียวครับ เพราะฉะนั้นความได้เปรียบเสียเปรียบตั้งแต่ก่อนเริ่มแข่งขันนี่ก็ปรากฏทันทีแล้วครับ ผมเชื่อว่า ท่านเองก็คงจะไม่มีวัตถุประสงค์อย่างนี้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องแรกที่ผมขอติงท่านนะครับว่า การให้รางวัลของท่านนี่ผมรู้ครับว่าเป็นเจตนารมณ์ที่ดีของสถาบันพระปกเกล้า แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง ก็คืออย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าท่านก็คงจะไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ ไม่อยากให้ใครเอาชื่อของท่านไปอ้างในการแข่งขันทางการเมืองครั้งต่อไปนะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือการที่ท่านแยกรางวัลเป็นด้านต่าง ๆ ก็ดูดีนะครับ การให้รางวัล อย่างเช่น รางวัลการเสริมสร้างสันติสุข รางวัลด้านของความโปร่งใส รางวัลของด้านการเสริมสร้างเครือข่ายอะไรอย่างนี้นะครับ ซึ่งนี่ก็เหมือนกันครับ มันก็มีทั้งข้อดีทั้งข้อด้อย ข้อดีก็คือท้าให้หน่วยงานได้พัฒนาด้านเหล่านี้ที่ผมกล่าวมานี่ อย่างเต็มก้าลังนะครับ
แต่อีกด้านหนึ่งก็คือมันเกิดความรู้สึกอย่างนี้นะครับ อย่างเช่น หน่วยงานหนึ่ง ท่านไปให้รางวัลเขา สมมุตินะครับว่าให้รางวัลด้านของการเสริมสร้างสันติสุข และความสมานฉันท์ หรือไปให้รางวัลด้านการเสริมสร้างเครือข่าย หน่วยงานอย่างนี้ หน่วยงานที่ท่านไปให้ผมก็เชื่อโดยสุจริตใจว่าก่อนให้รางวัลนี่ท่านก็คงจะตรวจสอบดีแล้วล่ะ ว่าเขาสมควรจะได้รางวัล แต่ปรากฏว่าเมื่อท่านประกาศรางวัลไปมีการขึ้นป้ายแสดงความยินดี อย่างที่ผมได้กราบเรียนท่านแล้วนี่ ประชาชนส่วนหนึ่งนี่เขาจะนึกในใจนะครับ เขาจะมอง ด้วยความสนเท่ห์ใจว่ารู้สึกว่าหน่วยงานนี้เรื่องของการคอร์รัปชัน (Corruption) นี่มันสูงมาก คือชาวบ้านเขารู้กันว่าสงสัยว่าหน่วยงานนี้ขี้โกง แต่ท้าไมถึงได้รางวัลเหล่านี้ขึ้นมา ท่านก็อาจจะอ้างว่าเพราะว่าเราไม่ได้ดูแลเรื่องของความโปร่งใส หรือว่าซื่อสัตย์สุจริต เราให้รางวัลของการสร้างเครือข่าย เราให้รางวัลเรื่องของการเสริมสร้างสันติสุข ซึ่งอันนี้ มันจะเกิดภาพที่ไม่ดีต่อพี่น้องประชาชนว่าท้าไมคนขี้โกงถึงได้รางวัลจากสถาบันพระปกเกล้า อันนี้ก็ถือว่าเป็นค้าที่ผมได้รับจากพี่น้องประชาชนที่เขาพูดกัน เขากล่าวขวัญกันนะครับ ผมพูดถึงภาพรวมทั้งประเทศไม่ได้พูดถึงที่ใดที่หนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเสนอว่า ท่านแทนที่จะให้เป็นด้าน ๆ อย่างนี้ ให้เป็นภาพรวมดีไหมครับ คือเข้าใจดีครับว่ารางวัลของท่านนี่ เป็นรางวัลที่ดีให้ก้าลังใจนะครับ แต่แทนที่จะแยกเป็นด้าน ๆ ให้เป็นภาพรวม แล้วก็ครอบคลุมทุกด้านที่กล่าวขวัญมาอย่างนี้จะดีกว่าครับ เพราะว่าเป็นการสมบูรณ์แบบเลย ไม่มีใครที่จะมาต้าหนิได้ว่าท้าไมไปให้รางวัลอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่เขามีข้อด้อยอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ก็อยากจะถามท่านว่าโครงการนี้ท่านใช้งบประมาณไปเท่าไรในแต่ละปี เพราะเชื่อว่าท่านจะต้องไหนจะทั้งเงินรางวัล ไหนทั้งจะต้องลงพื้นที่ไปรอนแรมตามที่ต่าง ๆ เพื่อจะสืบเสาะหาข้อมูลนะครับ
ประเด็นต่อไป คือผลงานข้อที่ ๖ ของท่าน คือเรื่องของโครงการการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความซื่อตรงในสังคมไทย อันนี้เช่นเดียวกันครับเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก และเป็นเรื่องน่ายกย่องที่ท่านคิดจะท้าเรื่องนี้ เพราะว่าเราก็ยอมรับกันทั่วไปว่านี่คือปัญหา ที่ร้ายแรงของประเทศในยุคปัจจุบันนี้ คือเรื่องของความไม่ซื่อตรงต่าง ๆ นะครับ ถ้าฟังดูผิวเผินแล้ว อาจจะนึกถึงแต่เรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ผมว่าจริง ๆ แล้วนี่ ถ้าพูดถึงเรื่องของการเสริมสร้างความซื่อตรงนี่ มันลึกกว่านั้นนะครับ มันลึกไปถึงระดับครอบครัว ซึ่งในปัจจุบันนี้เราพบว่า เดี๋ยวอาจารย์ผุสดีก็คงพูดนะครับว่าปัญหาของความไม่ซื่อตรงกัน ในสถาบันครอบครัว ในสามีภรรยาของครอบครัวไทยนี่มีมากเหลือเกินครับ ซึ่งอันนี้ ส่งผลที่ร้ายแรงต่อสังคมท้าให้ลูกหลานเยาวชนมีครอบครัวที่แตกแยก แล้วในที่สุดก็หันไปหา เรื่องของยาเสพติด เรื่องของการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าท่านศึกษาเรื่องนี้นะครับ ผมก็ต้องกราบเรียนว่าต้องให้ท่านลงลึกถึงขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องของความซื่อตรงแล้วท่านมุ่งมา แต่นักการเมืองอย่างเดียว มาพูดกันด้วยเรื่องความซื่อสัตย์ การทุจริตคอร์รัปชัน ของนักการเมืองอย่างเดียว เหมือนที่ที่อื่น ๆ เขาพูดกันนะครับ ก็ขอให้ท้าเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้จากการส้ารวจพบว่ามีทัศนคติที่น่ากลัวเกิดขึ้นในสังคมของเรา นั่นก็คือความคิดที่ว่าโกงบ้างไม่เป็นไร แต่ขอให้สามารถให้ผลประโยชน์กับเราได้ ผมก็ไม่ทราบว่าโพลล์ (Poll) ไหนละครับ แต่ว่าออกมาแล้วมันน่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเด็กของเรา เยาวชนของเราได้ซึมซาบกับเรื่องเช่นนี้มันจะเป็นอันตรายต่ออนาคต ของประเทศนะครับ ก็ต้องเรียนถามอีกเหมือนกันว่าโครงการนี้อย่างน้อยที่สุดท่านก็ต้องเริ่มมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แล้ว คือเรื่องของโครงการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความซื่อตรงในสังคมไทย ต้องขอเรียนถามท่านว่าตอนนี้ท่านได้ท้าไปถึงไหนแล้วครับ ที่ว่าจะให้มีแผนเรื่องของความซื่อตรง ในสังคมไทย ตอนนี้แผนเสร็จหรือยังครับ ต้องขอเรียนถาม แล้วผมก็ไม่อยากให้ศึกษาเฉย ๆ แล้วก็เก็บไว้ในลิ้นชัก อยากจะให้เอามาเผยแพร่ แล้วเอามาปฏิบัติให้จริงจัง แล้วก็ขอเรียนถามด้วยครับว่าโครงการนี้ท่านใช้งบประมาณประมาณเท่าไรครับ ในการด้าเนินงานครับ
เรื่องสุดท้ายนะครับ คือเรื่องการติดตามผลงานของท่านที่ปรากฏอยู่ ในหน้าหลัง ๆ ของรายงาน ปรากฏว่าท่านท้าได้ดีกว่าเป้าหมายในทุกเรื่องเลย ท่านได้คะแนนก็คือ ๙๐ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ต้องขอแสดงความยินดีด้วย ต้องขอเรียนถามว่าเรื่องนี้ ท่านประเมินเองหรือว่าให้คนอื่นเขาประเมินครับ นี่ก็เป็นเรื่องต่าง ๆ ที่ผมขอฝากทั้งเป็นข้อสงสัย แล้วก็ข้อแนะน้าบางประการ แต่โดยภาพรวมแล้วผมขอชื่นชมสถาบันพระปกเกล้าครับ ขอบคุณครับ
สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับนักศึกษา สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลกนะครับ แล้วก็คณะนักศึกษา คณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อนะครับ กราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังผู้ชี้แจงนะครับ ท่านรองเลขาธิการ รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย แล้วท่านผู้ช่วยนะครับ ท่านอาจารย์วิทวัสด้วย ในฐานะที่พวกเราเองก็ได้ไปศึกษาจากสถาบันพระปกเกล้า เช่นเดียวกัน ก็มีเรื่อง ๒-๓ เรื่องที่ผมอยากจะฝาก คือในเรื่องของการประเมินผลงาน แล้วก็การรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา
เรื่องแรก ที่ต้องขออนุญาตชื่นชมก็คือว่าการที่สถาบันพระปกเกล้านั้น ก็ถือว่าเป็นสถาบันที่ให้ทางออกของวิกฤติทางการเมือง ท่านประธานจะเห็นว่าในหน้า ๕๗ ในการได้รับความไว้วางใจในการจัดให้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนน้าแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ผมคิดว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกเอาไว้ ในประวัติศาสตร์ทีเดียวว่าเป็นการเปิดใจกว้างของรัฐบาลในขณะนั้น ในการที่จะเจรจากับ ผู้ชุมนุมประท้วง ซึ่งก็เป็นการประท้วงเพื่อขับไล่รัฐบาล แต่ว่าก็ได้สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายถือว่าเป็นสถาบันที่เป็นกลางทางการเมืองนะครับ แล้วก็ได้มีการพูดคุยเจรจากัน เราก็ต้องขอชื่นชมในเรื่องนี้
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นการประเมิน ผมจะไม่พูดยาวนะครับ ผมขออนุญาต เจาะไปเลยถึงส่วนของการใช้งบประมาณนะครับ ท่านประธานครับ ท่านท้าเป็นแผนภาพ ให้กับเราดูนี่นะครับ ใน ๗ พันธกิจของท่านก็จะเห็นว่าพันธกิจที่ ๗ คือพันธกิจที่ใช้เงินมากที่สุด คือบริหารงานกองทุน ใช้เงินไป ๑๐๐ กว่าล้านบาท เป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ประมาณ ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์นิด ๆ แต่ว่าในตัวของการรายงานนะครับ ส่วนที่ใช้มากที่สุดกลับรายงานน้อยที่สุด ถ้าท่านประธานจะเปิดไปดูนะครับ ในพันธกิจที่ ๗ ท่านก็พูดถึงตัวกองทุนอยู่ในหน้า ๖๖ เพียงแค่หน้าเดียวแล้วก็ไม่ได้อธิบายมากมาย มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินงบประมาณอยู่ มีผลการประเมิน การตรวจประเมิน ระบบบริหารคุณภาพคืออะไร ที่บอกว่าผ่าน ผลการประเมินขีดสมรรถนะของบุคลากรประจ้าปี ผลการประเมินจากคณะกรรมการติดตาม แต่ว่าการบริหารกองทุนเพื่อการพัฒนา และเผยแพร่ประชาธิปไตยต่างหากครับ เนื้องานจริง ๆ คืออะไร อะไรที่ท่านใช้ถึง ๑๐๐ ล้านบาท ที่ท่านใช้ถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด ตรงนี้ครับที่ผมคิดว่าผมและประชาชน เขาอยากรู้ว่าถ้าสถาบันพระปกเกล้าต้องบริหารงานตัวของกองทุนที่ว่านี้แล้วใช้กองทุนไป เพื่อประโยชน์อะไร ประโยชน์นั้นตกไปที่ประชาชนมากน้อยขนาดไหนครับ แล้วที่แน่นอน ก็คือว่าท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เราจะท้าการกระจายอ้านาจไปในท้องถิ่นได้รับการพัฒนาอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจแต่ว่ากลับรายงานที่ค่อนข้างสั้นครับท่าน
ส่วนเรื่องอื่น ๆ ในเรื่องของหลักสูตรก็เห็นว่าในหลักสูตรนั้นท่านก็พยายาม ที่จะบริหารตัวหลักสูตรทั้งในเรื่องของนักการเมืองที่เป็นหลัก นักวิชาการ หรือว่าข้าราชการ แล้วก็เอกชน ก็มีหลากหลายหลักสูตรอยู่แล้วนะครับ ขอบคุณที่ท่านได้ท้าไปจนถึง เรื่องของการให้ความรู้กับบรรดาท้องถิ่นต่าง ๆ ด้วยนะครับ แล้วก็รวมไปถึงประชาคมอาเซียน (ASEAN) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทันสมัย เรื่องนี้ก็ต้องขอชื่นชมว่ามีการจัดหลักสูตรต่าง ๆ ได้มากนะครับ ก็ขอให้มีก้าลังใจในการท้างานต่อไป
แต่สุดท้ายก็คือว่ากลับมาที่พันธกิจที่ ๑ ที่ผมต้องขออนุญาตที่จะฝากไปยัง ท่านผู้ชี้แจงนะครับ ก็คือว่าพันธกิจที่ ๑ ของท่านก็คือการศึกษาวิจัยทางวิชาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสะท้อนการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาการเมือง ผมเชื่อว่าสังคมไทย อาจจะยังไม่ค่อยได้รับรู้ค้าแนะน้าจากท่านสักเท่าไร รวมทั้งในเรื่องที่ ๒ คือการให้ค้าปรึกษา ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นพันธกิจหลักของท่าน ๒ ข้อแรก ผมอยากจะให้เห็นผลมากกว่านี้ แล้วก็ทั้งในแง่ของตัวรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเมืองกับพรรคการเมือง แล้วจนไปถึงพี่น้องประชาชนน่าจะได้ประโยชน์มากกว่านี้ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
เชิญท่านนริศ ข้านุรักษ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ข้านุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมได้อ่านรายงาน ประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าแล้วก็มีข้อสังเกตที่จะฝากท่าน แล้วก็จะสอบถาม ท่านบางประการนะครับ เรื่องที่ผมจะขอให้ท่านไปช่วยประเมินความส้าเร็จของโครงการ ก็คือโครงการสัมมนาเรื่องการเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทางการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแก่ผู้บริหาร สถานศึกษาแก่ข้าราชการต้ารวจ ซึ่งได้เดินทางมาที่ห้องนี้ ที่มาประชุมห้องนี้ ครูเดินทางมา จากทั่วประเทศ ข้าราชการต้ารวจเดินทางมาจากทั่วประเทศมานั่งในนี้ บางคนก็ต้องไปซื้อ สูทใหม่เข้ามา บางคนก็ต้องยืมสูทใหม่เข้ามา ถามหน่อยครับว่าโครงการนี้หลังจากผ่านการอบรม เสร็จสิ้นแล้วท่านไปติดตามบุคคลเหล่านั้นไหมครับ ท่านไปติดตามผู้บริหารสถานศึกษาเหล่านั้น ต้ารวจเหล่านั้นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อเขา ต่อคนในองค์กรเขามากน้อยแค่ไหน อย่างไร เป็นไปตามเจตนารมณ์ของสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ ผมคิดว่าท่านน่าจะประเมินได้ส้าเร็จแล้ว ถ้าประเมินผลได้ส้าเร็จแล้วขอให้ท่านได้ตอบกระผมด้วยนะครับ เป็นเรื่องที่ ๑ ครับ
เรื่องที่ ๒ ผมได้ดูเนื้องานกิจกรรมของท่านทั้งเล่มในปี ๒๕๕๓ ผมดูคร่าว ๆ ครับ คิดว่าที่จริงแล้วการเกิดขึ้นของสถาบันพระปกเกล้าเกิดขึ้นให้เป็นหน่วยงานเฉพาะ ท้าหน้าที่สนับสนุนงานของรัฐสภา รัฐสภามีงานมากมายครับ ถ้านับตามคณะกรรมาธิการ ก็มี ๓๕ คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการมีงานหลายเรื่อง แต่ว่าถ้างาน ในสถาบันพระปกเกล้า กระผมลองรวบรวมดู กระผมคิดว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านท้างาน เกี่ยวเนื่องกับงานการเมืองการปกครอง ผมไม่แน่ใจว่าท่านมีข้อจ้ากัดอะไร แต่ว่าทั้งเล่ม ผมพยายามนั่งดูให้คะแนนว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านท้าเรื่องการเมืองการปกครอง แล้วสัก ๑๕ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของวัฒนธรรมความเชื่อ ผมดูผ่านทุนที่ท่านให้ ผ่านงานอบรมที่ท่านจัดขึ้นมา ผมเรียนท่านว่าความมั่นคงใหม่มันไม่เพียงแต่เป็นเรื่องทางการเมือง มันไม่ใช่เพียงแต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อ ความมั่นคงใหม่มันมีเรื่องของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย ในงานของท่านทั้งหมดนี้นะครับ ท่านให้การสนับสนุนงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติอยู่เพียง ๒ เรื่อง ซึ่งก็เป็นเรื่องดีครับ เป็นเรื่องส้าคัญที่ท่านสนับสนุนโดยเฉพาะเรื่องวิทยานิพนธ์ เรื่องการบริหารความขัดแย้งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า กรณีศึกษาความขัดแย้ง ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนในพื้นที่ดงใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์ ดงใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง ยาวนาน ท่านก็เลือกถูกที่ถูกทาง แต่ผมเรียนครับว่า ที่จริงแล้วเรื่องความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับพื้นที่อนุรักษ์ไม่ว่าจะอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือในรูปอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกว้างขวางทั่วประเทศ ผมอยากให้ท่าน ได้ทุ่มงบประมาณลงไป ทุ่มทุนวิจัยลงไป อย่างน้อยที่สุดภาคละ ๒-๓ ที่ จะได้เป็นตัวอย่าง ส้าหรับการแก้ปัญหา ฉบับนี้ดีมากครับ เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
เรื่องที่ ๒ การคลี่คลายความขัดแย้งการจัดการน้าในบริบทสังคมไทย กรณีศึกษาเขื่อนล้าปะทาว ผมคิดว่าที่จริงแล้วท่านควรเผยแพร่เรื่องนี้ครับ รัฐบาลไม่ต้องลงทุน ไปตั้งกรรมการอะไรอีกนะครับ ท่านนี่ทันสมัยมากนะครับ มาท้าเรื่องคลี่คลายความขัดแย้ง ในเรื่องบริหารการจัดการน้า ๒ เรื่อง ท่านท้าดีมากทั้ง ๒ เรื่อง แต่ว่าไม่พอครับ ผมอยากให้ท่านได้จัดสัดส่วนของงานของท่าน ลดการเมืองลงจาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์เหลือเท่าไร แล้วแต่ท่าน แต่ว่าต้องเพิ่มเรื่องความมั่นคงใหม่คือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น แล้วเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อท่านจะคงไว้สัก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ว่าท่าน ต้องเปลี่ยนขึ้นมา ปรับบทบาทของท่านขึ้นมา
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมฝากท่าน ซึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงใหม่ เช่น ของเมือง ของประเทศเช่นเดียวกัน เรื่องยาเสพติดครับ ผมรู้ว่าถ้าท่านรับผมไปท้าก็ท้ายาก แม้แต่รัฐบาลชุดนี้เขายังท้ายาก เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลบอกว่าจะท้าให้ได้มากที่สุด เดิมจะท้าให้หมดภายใน ๑ ปี ถัดมาก็จะให้เหลือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถัดมาก็บอกว่าท้าให้ได้มากที่สุด ท่านรับไปท้าหน่อยเถอะครับว่าจริง ๆ แล้วเราจะใช้กลไกใด ใช้เงื่อนไขใดในการช่วยท้าให้ ยาเสพติดมันหมดไปโดยเร็ว เพราะไม่อย่างนั้นประเทศไทยเดินหน้ายากเลยครับ ถ้าอัตราการระบาดของยาเสพติดจ้านวนคนที่เสพยาเสพติดเป็นอยู่อย่างนี้ไม่สามารถลดได้ ผมคิดว่า ๕ ปี ๑๐ ปีประเทศจะมีปัญหา ผมเรียนท่านว่าให้ช่วยท้าเพิ่มสัก ๒ เรื่องครับ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับเรื่องยาเสพติด
เรื่องสุดท้าย ผมกังวลเช่นเดียวกับคุณหมอสุกิจกังวล คือเรื่องรางวัล ท่านไปให้รางวัลเพื่อเสริมสร้างสันติสุข ผมไม่ติดใจครับ หรือส่งเสริมเครือข่ายไม่ติดใจครับ แต่ว่าเรื่องรางวัลความเป็นเลิศด้านโปร่งใส อันนี้ติดใจมากครับ เพราะว่าถ้าเป็นมวยก็บอกว่า บางทีมันค้านสายตากรรมการ กรรมการยกมือค้านสายตาผู้ชม แล้วก็บางทีท่านให้ ในขณะองค์กรนั้นก้าลังถูกตรวจสอบอยู่พอดี สตง. ก้าลังสอบอยู่ท่านไปให้รางวัล ความโปร่งใส ป.ป.ช. ก้าลังสอบอยู่ ท่านไปให้รางวัลหน่วยงาน องค์กรท้องถิ่นเหล่านั้น และที่ส้าคัญท่านครับ หน่วยงานเหล่านั้นบางทีเขามีฝ่ายค้านที่ท้างานอยู่อย่างเข้มแข็ง แทนที่สถาบันพระปกเกล้าไปสนับสนุน ไปเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง กลายเป็นว่ารางวัลของท่านไปท้าลายฝ่ายค้าน ซึ่งก้าลังท้าอยู่ในสภา ท่านทบทวนเรื่องนี้นะครับ แล้วแก้ไขว่าในองค์กรท้องถิ่นท่านไม่จ้าเป็นต้องไปให้รางวัลหรอกครับ ท่านไปอบรม เสริมสร้างการท้าหน้าที่ของฝ่ายค้านในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เขามีความเข้มแข็ง ในการตรวจสอบ ผมเชื่อว่าดีกว่ารางวัล แล้วท่านก็ไม่ต้องไปออกเงินให้ เพียงแต่ท่านอบรม ฝ่ายค้านว่ามีความจ้าเป็นอยู่ในทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยภาพรวมผมขอชื่นชม แล้วก็ให้ก้าลังใจท่านในการจะท้าหน้าที่บทบาทของท่าน เพื่อสนับสนุนงานของรัฐสภาต่อไปครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านผุสดี ตามไท
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตใช้เวลานิดเดียวค่ะ อภิปรายเรื่องของรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้า ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณแล้วก็ชื่นชมที่สถาบันพระปกเกล้า ได้ใช้ความพยายามอย่างมากมายมหาศาลเลยนะคะ ในการที่จะต้องสร้างสรรค์ ประชาธิปไตย วิสัยทัศน์ท่านเขียนชัดเจนท่านประธานคะ สถาบันพระปกเกล้า เป็นสถาบันวิชาการซึ่งมุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศด้านการพัฒนาประชาธิปไตยสู่ประชาชนทุกระดับ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศเพื่อสันติสุขสถาพร แล้วก็ดูพันธกิจของท่าน เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วว่าในพันธกิจที่ ๗ นั้น เป็นเรื่องของการบริหารงานกองทุน เพื่อการพัฒนาและเผยแพร่ประชาธิปไตย แล้วก็สนับสนุนการบริหารกองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมือง ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าคงจะต้องช่วยกันหาตัวชี้วัดว่าความส้าเร็จ ในการที่สถาบันพระปกเกล้านั้นไปด้าเนินการพัฒนาประชาธิปไตยสู่ประชาชนทุกระดับนั้น ได้มากน้อยเพียงใด ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างนิดเดียวนะคะท่านประธาน เรื่องหลักการ หรือว่าเงื่อนไขพื้นฐานส้าคัญ ๆ ที่เราพูดถึงกันอยู่ ง่าย ๆ เลยที่ประชาชนพอจะเข้าใจกัน ก็คือว่าเวลาเราพูดถึงความเป็นประชาธิปไตยนั้น ก็คือพูดถึงเรื่องของการที่จะต้องปฏิบัติ ตามกฎหมาย อันที่ ๒ คือส้าคัญมาก แล้วเป็นสิ่งจ้าเป็น ก็คือการตรวจสอบการใช้อ้านาจ ไม่ว่าจะเป็นกลไกในรัฐสภา หรือเป็นกลไกการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระอื่น ๆ อันที่ ๓ ซึ่งก็ส้าคัญมากเช่นเดียวกัน คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ดิฉันคิดว่า ๓ เรื่องนี้เท่านั้นเองที่อาจจะเป็นหัวใจหลัก ๆ ที่ท่านอาจจะต้องช่วยกันท้าอย่างไร ถึงจะช่วยให้ประชาชนที่อยู่ในสังคมไทยนั้นตระหนักในคุณค่า แล้วก็ความจ้าเป็นของทั้ง ๓ เรื่องนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันมักจะขออนุญาตท่านประธานเล่าเรื่องนี้อยู่เสมอว่า สัก ๒-๓ ปีที่แล้ว กระมังคะมีการไปส้ารวจพฤติกรรมการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร มันสูงถึงเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๙.๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคะ ดิฉันจะถามอยู่เสมอว่าแล้วเราจะเรียกร้อง หาประชาธิปไตยกันอย่างไรคะ ในเมื่อตัวเราเองก็ไม่เคยคิดอยากจะปฏิบัติตามกฎหมายเลย อันนี้คือเรื่องใหญ่มาก ดิฉันคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าจ้าเป็นจะต้องทบทวนจริง ๆ ข้อมูลตรงนี้ เป็นข้อมูลจากการส้ารวจ และยังไม่ได้มีการแก้ไขเลย ท่านขับรถ ใครที่ขับรถเอง ตื่นเช้าขึ้นมาทุกวันท่านจะนับได้เลยค่ะ ๑๐ คนเป็นอย่างน้อยที่ไม่ท้าตามกฎจราจร นี่ก็หัวใจใหญ่
ในส่วนที่ ๒ เรื่องของการตรวจสอบ อันนี้ก็เช่นเดียวกันนะคะ วันนี้มีเสียงพยายาม จะบอกกันอยู่ว่าเสียงข้างมากนั้นคือเสียงสวรรค์ ในสังคมประชาธิปไตย ใช่ เราพูดกันว่าเป็น การยอมรับเสียงข้างมาก แต่ละเลยเสียงข้างน้อยไม่ได้ และข้างมากไม่ว่าจะได้รับ การสนับสนุนจ้านวนมากเท่าไรก็ตาม การตรวจสอบการใช้อ้านาจนั้นเป็นเรื่องจ้าเป็น มนุษย์คือมนุษย์ค่ะ ไม่มีใครที่จะดีเลิศประเสริฐศรี เมื่อไรก็ตามที่มีโอกาสก็มีโอกาสจะเฉไฉได้ ทั้งนั้นละค่ะ การตรวจสอบโดยกลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลไกของรัฐสภา หรือไม่ว่าจะเป็นกลไก โดยองค์กรอิสระเป็นเรื่องจ้าเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันยังเห็นว่าคนยังคงมีความรู้สึกว่าท้าอะไรกันนะ ปล่อยให้เขาท้างานไปบ้างได้ไหม คิดอย่างนี้ไม่ได้ค่ะท่านประธาน จ้าเป็นอย่างยิ่งจริง ๆ ใครก็ตามที่บอกว่า เป็นนักประชาธิปไตย แต่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบและไม่เคยให้คุณค่าของการตรวจสอบใช้ไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้สถาบันพระปกเกล้าท่านต้องดูเลยนะคะท่านใช้เงินไปถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นร้อยล้านบาท เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกพูดแล้วนะคะ แล้วท่านท้าอย่างไรคะนี่ผลที่เห็นอยู่ ในบรรดาผิวเป็นอย่างนี้ดิฉันคิดว่าล้าบากเลยค่ะที่จะเดินหน้าต่อไปในเรื่องของการเป็นประชาธิปไตย ในหลักการหรือเงื่อนไขข้อที่ ๓ ท่านประธานคะ ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ท่านประธานคะ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมได้คือเราต้องยอมรับในความคิดที่หลากหลายที่แตกต่าง เพราะมนุษย์แต่ละคนนั้นก็มีศักดิ์ศรีในความเป็นตัวของเขาเอง ไม่มีใครเหมือนใครในโลกนี้ แม้แต่ฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันความคิดก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ต้องท้าให้คนนั้น มองเห็นว่านี่คือความส้าคัญ นี่คือหัวใจค่ะ คิดแตกต่างกันได้ ต้องไปทุบตีกันไหมคะ จะป่าเถื่อนอย่างนั้นเลยหรือคะ สถาบันพระปกเกล้าปล่อยให้เกิดขึ้นอย่างนี้ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ๓ เรื่องนี้ ดิฉันอยากจะฝากสถาบันพระปกเกล้าไปท่านต้องช่วยเลยค่ะ หากลยุทธ์ กลวิธีอย่างไรถึงจะท้าให้ทั้ง ๓ เรื่องนี้คือปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วก็ความจ้าเป็น ในการตรวจสอบการใช้อ้านาจ รวมไปถึงการที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมนั้นต้องมีคุณค่า และมีความส้าคัญในสังคมประชาธิปไตย
สุดท้ายท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าพอดีมีเพื่อนสมาชิกพูดถึง เรื่องของการให้รางวัล ดิฉันก็เลยเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ท่านประธานคะ สังคมประชาธิปไตยมันจะสมบูรณ์ได้ก็ต้องการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งหญิงและชาย วันนี้เราพูดกันโดยละเลยหมดเลยนะคะ เราพยายามอย่างยิ่ง ในการปกครองท้องถิ่นที่ท่านให้รางวัลไป ท่านก็ให้ในเรื่องอื่น แต่ท่านไม่เคยคิดที่จะ สนับสนุนและคิดเอามาเป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาให้รางวัลเลยถ้าท่านยังคงด้าเนินการ เรื่องนี้อยู่ นั่นก็คือท่านต้องลองมองดูสิคะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรงไหนบ้าง ที่ฝ่ายบริหารมีองค์ประกอบทั้งหญิงและชาย เรา ๒ เพศต่างกันเลยค่ะ มีที่มาที่ไปต่างกัน ความคิดต่างกัน วัฒนธรรมการเติบโตต่างกัน ข้อจ้ากัดต่างกัน เป็นความจ้าเป็นอย่างใหญ่หลวง ที่จะต้องให้ทั้ง ๒ เพศนั้นมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นการให้รางวัล คือเราไม่อาจจะท้าเป็นกฎหมายได้ในวันนี้ที่จะต้องบังคับให้จะต้องมีผู้หญิงตรงนั้น ผู้ชายเท่านี้นะคะ แม้ดิฉันอยากจะให้มีมากเหลือเกินและในหลายประเทศเขาก็ท้าแล้ว ประเทศไทยก็ยังคงพูดกันอยู่อย่างนี้ค่ะ ไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าก้าหนดสัดส่วน เอาเถอะค่ะ อาจจะไม่ถึงเวลาที่สังคมจะยังเข้าใจ แต่ดิฉันก็คิดว่าสถาบันพระปกเกล้าสามารถที่จะลุกขึ้น เป็นผู้ริเริ่มและสนับสนุนให้เรื่องนี้เป็นจริงได้ โดยไม่ต้องมีกฎหมายมาบังคับ เพราะฉะนั้น ท่านโปรดกรุณาน้าเรื่องนี้ไปด้วย ดิฉันจะคอยเฝ้าดูรายงานในปีต่อไปว่าท่านนั้น ได้มีการก้าหนดตัวชี้วัด ชี้ให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยของผู้คนและรวมถึงการมีส่วนร่วม ของทั้งหญิงและชายมากน้อยเพียงใด ขอบพระคุณค่ะ
สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับนักศึกษาสมาชิกชมรมนักกฎหมายมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชิญท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากจะเรียนนะคะว่า ที่จริงก็เห็นรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่กะทัดรัดอ่านแล้วก็รู้เรื่อง ไม่ต้องแบกไปแบกมา แค่ถือไปก็ได้ ท่านก็ท้ารายงานอย่างดี มีประสิทธิภาพ เพราะถ้ามันเยอะ ๆ อ่านไปแล้ว ก็วนไปวนมา แต่ก็อยากจะกราบเรียนว่าจะขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงาน ของสถาบันพระปกเกล้าใช้เวลาไม่มากละค่ะ ดิฉันเห็นด้วยเรื่องรางวัล ดิฉันเป็นคนหนึ่ง ที่คัดค้านเลยอย่าว่าแต่ไม่เห็นด้วยธรรมดา คัดค้านเรื่องรางวัล ดิฉันเคยไปศึกษาหมู่บ้านที่ชนะเลิศ ของการพัฒนาหมู่บ้านนี่นะคะ แล้วก็พบว่าไปดูแต่ละระดับแล้วมันไม่ค่อยเป็นไปตามนี้นะคะ มันมีข้อดี ข้อด้อยแตกต่างกัน อย่างที่หลายท่านได้พูดแล้วนะคะว่ามันไม่มีอะไรดีหมดหรอก เวลาท่านให้ไปรางวัลมันจะมีข้อโต้แย้งอยู่เรื่อย ๆ ที่จริงท่านแค่ไปสนับสนุนให้ก้าลังใจเขา ก็พอแล้ว ดิฉันเห็นที่จริงท่านเลขาธิการสถาบันท่านเคยชี้แจงว่ารางวัลของสถาบันพระปกเกล้า กว่าจะได้จะต้องลงไปศึกษาหลายซับ หลายซ้อนหลายชั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่เป็น หลักประกันอยู่ดี ดิฉันเห็นว่าไม่ว่าจะแบ่งเป็นด้าน ๆ หรือไม่เป็นด้าน ๆ ก็ตามนะคะ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีรางวัลให้ รางวัลดิฉันคิดว่าถ้าไปเห็นอะไรแล้วเขาท้าดี แล้วก็ให้เป็นคราว ๆ ไม่ควรจะตั้งเอาไว้เพื่อให้ทุกคนมุ่งหน้ามาสู่ที่ตรงนี้ แล้วยิ่งรางวัล ของสถาบันพระปกเกล้า ถ้าได้มานี่นะคะ เขาเอาไปขึ้นป้ายติดทั่วทั้งจังหวัดเลยค่ะ แล้วมันเหมือนกับเป็นการรับประกันว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่นี่ดีอย่างไร ซึ่งที่จริงหลายท่านก็พูดมาแล้วนะคะว่ามันคงไม่เป็นไปตามนั้นเสียทั้งหมด ข้อส้าคัญอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องกรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ๔๒ จังหวัด ดิฉันอยากจะให้ทาง สถาบันพระปกเกล้าไปติดตามแล้วก็ไปประเมินผลการท้างานด้วยนะคะว่าเริ่มตั้งแต่ กระบวนการจัดตั้งขึ้นมา ได้จัดตั้งมาจากกระบวนการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่นั้นหรือเปล่า หรือว่าได้ขึ้นมาจากการเลือก ๆ กันเองไม่กี่คน แล้วสภาพัฒนาการเมือง ที่มีอยู่เต็มพื้นที่ตรงนั้นประสานงานกันอย่างไรบ้าง แล้วก็สภาพัฒนาการเมืองอีกเหมือนกัน ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่าเวลาส่งงบประมาณไปให้พื้นที่ แล้วก็แบ่งงบประมาณกันอย่างไร ระหว่างพื้นที่กับส่วนกลาง อยากจะฝากให้ท่านไปตรวจสอบดูเรื่องความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ส้าคัญ ติดตามประเมินดูด้วย โครงการโรงเรียนเพื่อสร้างส้านึกพลเมือง ต้องเรียนถามท่านว่า ท่านท้าต่อเนื่องมากน้อยแค่ไหน ดิฉันเข้าใจแล้วก็ได้ฟังค้าอธิบายนะคะว่าลงไปท้าแล้ว ก็เอานโยบายสาธารณะมาแล้วให้เด็กนักเรียน โดยการดูแลของครูที่ผ่านการอบรมมาแล้ว แล้วเขาก็ไปติดตามดู เพราะฉะนั้นก็มีกิจกรรมไปเสนอแกนน้าหมู่บ้าน ผู้น้าหมู่บ้าน เสนอ อบต. แล้วก็ได้รับการปฏิบัติ ดิฉันก็เรียนถามว่าเฉพาะช่วงที่เรามีโครงการหรือเปล่า ถ้าเฉพาะช่วงที่มีโครงการ ไม่มีปัญหา ทุกคนในหมู่บ้านในชุมชนเขาร่วมมืออยู่แล้ว แต่ถ้าหลังจากนั้นมันเป็นโครงการที่ฉาบฉวยหรือเป็นโครงการที่มันยั่งยืน ฝากท่านไปดูด้วยนะคะ แล้วก็ฝากท่านดูอีกด้วยเหมือนกันนะคะว่า อยากจะให้ท่านประเมินหลักสูตร ปปร. ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของท่าน แล้วทั้ง ส.ส. ส.ว. แล้วก็คนภายนอกแย่งกัน ที่อยากจะไปเข้าหลักสูตรนี้นี่นะคะ ประเมินหน่อยได้ไหมคะว่าจากการที่ท้าผ่านมา หลายสิบหลักสูตร หลายสิบรุ่นแล้ว ผู้ที่ผ่านการอบรมของท่าน โดยเฉพาะเอาเป็นนักการเมืองก็ได้ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไปตามที่ท่านอบรมมากน้อยแค่ไหน ท่านอบรมอะไรบ้าง แล้วลูกศิษย์ท่านเหล่านั้นตอนนี้เป็นอย่างไร พัฒนาตัวเองขึ้นมาตามความตั้งใจ ตามความมุ่งหวัง ตามพันธกิจของสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ แล้วก็มีบางหลักสูตรที่ท่านจัดอบรม เรียนว่าอย่างหลักสูตรผู้บริหารท้องถิ่น ท่านเก็บเงินค่าอบรมเยอะ หรือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจอะไรก็ตามมีคนนินทาว่าหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าเก็บเงินสูง เก็บเงินมากนะคะ แล้วก็ส่วนใหญ่ถ้าท่านอบรมฝ่ายบริหารท้องถิ่นแล้ว เมื่อกี้มี ส.ส. บางท่าน ก็บอกว่าแล้วอบรมฝ่ายสภาด้วยหรือเปล่าที่จะให้มีหน้าที่ตรวจสอบ จ้านวนไม่น้อยนะคะของสภา สมาชิกสภาไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล หรือ อบจ. ก็ตาม ไม่รู้บทบาทหน้าที่ของตัวเอง ท่านอบรมให้เขาด้วยหรือเปล่า และให้เขาขยันตรวจสอบอย่างที่มี ส.ส. บางท่านเอ่ยมานี่นะคะ และอยากจะฝากเรียนว่าดิฉันได้ไปร่วมงานกับส้านักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ทราบว่าเขามีงบประมาณแค่ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ปีนี้ทั้งปีอบรมวิทยากรส้าหรับเยาวชน ประชาธิปไตยของเยาวชน อบรมวิทยากรได้รุ่นเดียว แล้วก็ไปอบรมเยาวชนทั่วไปได้แค่ ๒ รุ่น แล้วรุ่นเดียวของวิทยากรจะต้องไปถ่ายทอดต่อ และมีงบอยู่ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไม่มีเงินท้าอะไรได้อีกเลย อยากจะเสนอว่าเป็นไปได้ไหมว่าการบริหารจัดการที่ท่านอบรมหลักสูตรอื่น ๆ แล้วก็เก็บเงินมากมาย ท่านมีก้าไรหรือไม่ เอามาแบ่งให้การเมืองภาคพลเมืองบ้าง ซึ่งส้านักนี้ดิฉันเข้าใจว่า ไปใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองก็ไม่ได้ ต้องให้กองทุนต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ เสนอโครงการเข้ามานะคะ หรือว่ากองทุนเพื่อการพัฒนาและเผยแพร่ประชาธิปไตย ดิฉันไม่ทราบว่าใช้อย่างไร แต่ทราบแต่ว่าส้านักอย่างนี้ที่ท้างานกับภาคพลเมืองก็จะใช้ไม่ได้ ก็ฝากท่านนะคะ ฝากท่านว่าหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อครู่ ส.ส. หลายท่าน ก็ได้พูดไปแล้วว่าพันธกิจ ภารกิจ ของท่านเป็นเรื่องของประชาธิปไตย ท่านอาจจะเน้น เรื่องการเมืองการปกครอง แต่ท่านต้องเน้นเรื่องประชาธิปไตยด้วย อยากจะฝากท่านว่า ขอให้เน้นที่จะให้ความรู้ ความเข้าใจ ไม่ใช่ความรู้อย่างเดียว ต้องเป็นความเข้าใจด้วย ในเรื่องสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล และหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล เน้นเรื่องความเสมอภาคของคนที่มีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติ เชื้อชาติ อายุ หรือว่าการที่มีความแตกต่างกันในด้านสุขภาพอนามัย ในด้านการศึกษา ในด้านเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งความเสมอภาคหญิงชาย อยากจะให้ท่านเน้นตรงนี้ แล้วเน้นให้ความรู้ให้เข้าใจด้วยว่าที่เวลาคนพูดกันว่า ๒ มาตรฐาน ๒ มาตรฐาน หลักของ ๒ มาตรฐาน คืออะไร ท่านต้องช่วยแก้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็ให้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องกับสังคมด้วย ไม่อย่างนั้นสังคมเราก็จะผิดเพี้ยน แล้วก็จะบิดเบือน เรื่อง ๒ มาตรฐาน เรื่องความเสมอภาค ดิฉันถือว่าเป็นภารกิจของสถาบันพระปกเกล้านะคะ แล้วก็อยากจะให้ท่านเน้นการเมืองการปกครอง การบริหารทั้งหลายให้เน้นเรื่องธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท้องถิ่นนะคะ การปกครองท้องถิ่น ส้าคัญก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน อยากให้สถาบันพระปกเกล้าท้าให้หน่วยงานต่าง ๆ หน่วยราชการ แล้วก็องค์กรต่าง ๆ เข้าใจว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนแตกต่างจากการให้ความร่วมมือหรือการขอความร่วมมือ ดิฉันอยู่คณะกรรมาธิการที่ลงท้ายว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้เชิญผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ มาคุยกันเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ มาตรา ๖๗ (๑) (๒) นี่นะคะ มาพูดคุยกันก็ยังพบว่ามีความไม่เข้าใจอยู่มาก หน่วยราชการจ้านวนมากพยายามที่จะบอกว่าตัวเองมีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยการตั้งอาสาสมัครต่าง ๆ ขึ้นมา อยากให้สถาบันพระปกเกล้าบอกให้ทราบว่าอาสาสมัครที่หน่วยงาน ตั้งขึ้นมาแล้วก้าหนดภารกิจให้ด้วย ก้าหนดทิศทางให้ด้วย ก้าหนดระยะเวลาท้างานให้ด้วย แล้วขอให้ท้าตามนี้ นั่นไม่ใช่การมีส่วนร่วมของประชาชนนั่นเป็นการขอความร่วมมือ ให้ประชาชนให้ความร่วมมือ ดิฉันอยากจะให้สถาบันพระปกเกล้าเน้นตรงนี้ให้มาก ไม่อย่างนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนก็จะไปไม่ถึงไหนนะคะ
สุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนท่านว่าสันติวิธีและธรรมาภิบาล ส้านักสันติวิธี และธรรมาภิบาล อยากจะให้ท่านออกมาพูดคุยแล้วก็มีข้อเสนอชัดเจน รัฐบาลพูดบ่อยมากเลยว่า รัฐบาลนี้ต้องการปรองดอง ท่านต้องออกมาชี้ให้เห็นว่าเงื่อนไขทุกวันนี้มันจะปรองดองได้อย่างไร ถ้าจะปรองดองได้รัฐต้องท้าอะไร แล้วรัฐต้องไม่ท้าอะไร เพื่อที่จะให้เกิดบรรยากาศ ในการปรองดอง ถ้าปล่อยให้เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้นี่นะคะ มีกลุ่มคนที่จะไปเที่ยวชุมนุม หรือว่าจะไปข่มขู่คุกคามผู้อื่นอยู่ แล้วก็เรียกร้องเฉพาะส่วนที่ตัวเองต้องการ อย่างนี้อย่างไร ก็ปรองดองไม่ได้ ดิฉันถือว่าเป็นภารกิจที่ส้าคัญของสถาบันพระปกเกล้า ขอบพระคุณค่ะ
ท่านพายัพ ปั้นเกตุ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าผมได้อ่านรายงานของสถาบัน พระปกเกล้าด้วยความชื่นชมในสิ่งที่ท่านได้พยายามที่จะท้าเรื่องที่ส่งเสริมประชาธิปไตย หลาย ๆ เรื่องให้เกิดผลส้าเร็จขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของพันธกิจที่ท่านได้พยายามที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยของท่านนี่นะครับ อย่างเช่นในหน้า ๒๘ ท่านพูดถึงเรื่องของสรุปภาพรวมงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ ในเรื่องของพันธกิจ หรือแผนยุทธศาสตร์ ฉบับที่ ๓ ท่านมีพันธกิจทั้งหมด ๗ ประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษาวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ แล้วก็เรื่องของการบริการทางวิชาการทั้งในรูปแบบการศึกษาอบรม ทางวิชาการ ส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา และสภาพัฒนาการเมืองเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมความร่วมมือขององค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรื่องส่งเสริมและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ การบริหารกองทุน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมว่าเป็นพันธกิจที่น่าสนใจ เป็นพันธกิจที่น่าจะหยิบยกขึ้นมาใช้ ในการขยายผลในการที่จะท้าการศึกษาหรือท้าความร่วมมือในองค์กรต่าง ๆ ต่อไปในวันข้างหน้า เพราะว่าสิ่งที่ท่านได้ท้าเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าผมดูงบประมาณแล้วผมเห็นว่า บางอันท่านมีงบประมาณที่อาจจะไม่เพียงพอหรือว่าน้อยไป บางเรื่องอยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปถึงทางสถาบันพระปกเกล้าว่า เช่นกรณีที่ท่านจัดโครงการอบรมให้กับทีมงาน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ในเรื่องของการให้ความรู้เกี่ยวกับทีมงานปฏิบัติงาน ของทีมงานผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทีมงานคณะท้างานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีองค์ความรู้ที่หายาก คนที่จะท้างานสภาผู้แทนราษฎรได้ประสบความส้าเร็จหลาย ๆ เรื่อง เราหนีไม่พ้นว่าเราต้องมีองค์ความรู้เหล่านี้ ความรู้ที่เราจะต้องถ่ายทอดให้กับทีมงาน ในเรื่องของงานวิชาการที่จะต้องเกี่ยวข้องกับงานสภา เกี่ยวข้องกับงานงบประมาณ เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาต่าง ๆ รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการเก็บรวบรวมความรู้เหล่านี้ไว้กับสถาบันพระปกเกล้า แล้วน้าข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ ให้กับทีมงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นเรื่องที่จ้าเป็น และเป็นเรื่องที่ดี เป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการที่จะต้องไปท้าหน้าที่ ให้ความรู้หรืออบรมกับทีมงานเสียโดยตรงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องนี้ ต้องกราบเรียนไปทางท่านประธานถึงสถาบันพระปกเกล้าว่า เรื่องอย่างนี้อยากให้ท่านขยายผล ให้มากยิ่งขึ้น เพราะว่าเรามีความต้องการที่จะให้ท่านได้ช่วยงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือของรัฐสภาด้วยเช่นเดียวกัน
ประการถัดมาท่านประธานที่เคารพครับ คือประเด็นเรื่องงานวิจัย ผมมีความสนใจ งานวิจัยของท่านหลายประเด็น แล้วงานวิจัยของท่านอยากจะบอกว่าเป็นงานวิจัย ที่ประชาชนให้ความสนใจมาก หลายหัวข้อ หลายเนื้อเรื่องที่ท่านเอามาวิจัยนั้นอยู่ในความสนใจ ของประชาชน แล้วก็อยู่ในการติดตามของพี่น้องประชาชนที่เขาสนใจเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการบ้านการเมือง เรื่องการมีส่วนร่วมต่าง ๆ หัวข้อที่ท่านให้วิจัย ผมดูหลายเรื่อง ๆ ท่านประธานดูนะครับ เรื่องของกฎหมายแก่ประชาชน เรื่องของเกี่ยวกับ การเมืองการปกครองอย่างนี้นะครับ การเสริมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตในสังคมไทย ซึ่งท่านท้าวิจัยมาแล้ว ท่านส่งเสริมมาแล้ว แต่อย่างนี้ถามว่ามีการเผยแพร่ออกไปหรือไม่ นี่เป็นเรื่องส้าคัญครับ ถ้าเราเอาผลงานวิจัยเหล่านี้เผยแพร่ออกสู่สาธารณชนบ้าง ออกตามสื่อต่าง ๆ ได้บ้าง มันจะเกิดประโยชน์เยอะ ผมเห็นรายการโทรทัศน์หลายช่องทีเดียว ที่เคยเอาผลงานวิจัยของท่านมาเผยแพร่ ผมอยากให้ท้าอย่างนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย ผลงานวิชาการเหล่านี้มีประโยชน์เยอะเลยในสถาบันการศึกษาที่เขาเรียนเรื่องของรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครองนี่นะครับ เอางานวิจัยของท่าน แล้วก็ต้องบอกนะครับ เดี๋ยวนี้ถ้าถามว่า จะหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของงานวิจัย เกี่ยวกับเรื่องของรัฐศาสตร์ได้ที่ไหน เรื่องการเมือง การปกครองได้ที่ไหน เขามองไปที่สถาบันพระปกเกล้าครับ ถามว่าสถาบันพระปกเกล้า จะท้าอะไรออกมาล่ะประชาชนจึงสนใจ ชื่อชั้นมันต้องบอกว่า วันนี้ชื่อชั้นท่านมาไกล ท้าให้คนเขาสนใจท่านมากขึ้น แต่ว่าผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุมชน อันนี้ก็น่าสนใจครับ ท่านไปดูผลงานวิจัยของทีสิส (THESIS) ของนักศึกษาปริญญาโทหลาย ๆ ฉบับ มีการอ้างอิงของท่าน ที่มาว่าจะใช้ผลงานวิจัยของท่านที่ท่านศึกษาเอาไปประกอบการอ้างอิงตลอดเลย ผมก็เคยใช้บทความของท่าน งานวิจัยของท่านอ้างอิงในงานวิชาการด้วยเช่นเดียวกัน การศึกษาเรื่องของเยาวชน เรื่องของชายแดน เรื่องคุณธรรมจริยธรรมที่เป็นงานวิจัยของท่าน ใครได้มาอ่านเรื่องเหล่านี้แล้วจะเห็นได้ว่ามีองค์ประกอบของความรู้ที่เกิดขึ้นแต่ละชุมชน ค่อนข้างมาก เรื่องของความแตกแยกของการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้มีความสนใจเรื่องมากกันเหลือเกินว่าในเรื่องของกฎหมาย เรื่องการปกครองท้องที่ให้มี การเลือกตั้งก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วปรากฏว่าก้านัน ผู้ใหญ่บ้านวันนี้เลือกแล้วอยู่ครบ ๖๐ ปีเลย ก้านันมาจากการเลือกตั้งจากผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่มาจากประชาชน เวลาที่มีปัญหา ก็ไปหานายอ้าเภอ ไปหาทางราชการ ไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ว่าบางทีนั้นก็เป็นจุดอ่อน ตรงที่ว่าเมื่อก้านันไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง บางทีเขาไม่รู้สึกว่าเขาเป็นตัวแทนประชาชน เขารู้สึกว่าเขาเป็นตัวแทนส่วนราชการ เขามีความรู้สึกว่าวันนี้เขาเป็นส่วนหนึ่งของราชการแล้ว ถ้าราชการจะใช้ให้เขาท้าอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด เรื่องของนโยบายรัฐบาลต่าง ๆ ผ่านก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาเป็นส่วนหนึ่งของราชการไปแล้ว โดยที่เขาไม่ได้ค้านึงถึงว่าประชาชนนั้นจะคิดอะไรกับเขาในต้าบล ในหมู่บ้านนั้น วันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงหนีความจริงไปไม่พ้น เวลาที่มีการเลือกตั้งก้านันทีหนึ่ง สมมุติว่าต้าบลนี้มีอยู่ ๑๐ หมู่บ้าน ต้องหา ๖ ผู้ใหญ่บ้านแล้วจ่ายสตางค์ จ่ายสตางค์เท่าไรครับ ถ้าอยากจะเป็นก้านันก็เอาผู้ใหญ่บ้านมา ๖ คน ระดับต่้า ๆ ก็ ๕๐,๐๐๐ บาทขึ้นต่อคนต่อราย แล้ววันนี้เป็นอย่างไรครับ เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน สถาบันพระปกเกล้าลองไปท้าวิจัยเรื่องนี้ดูสิครับ เลือกตั้งผู้ใหญ่วันนี้เราส่งเสริมประชาธิปไตยกันท่าไหนไม่ทราบ ปรากฏว่าเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน วันนี้หัวละ ๒,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท เป็นความจริงทั้งนั้นเลยที่ปฏิเสธไม่ได้เลย และเราก็เห็นเรื่องนี้ว่า มันปรากฏขึ้นจริง ๆ เราก็ต้องถามว่าสถาบันพระปกเกล้าท้าวิจัยเรื่องนี้หน่อยได้ไหมล่ะ เพราะว่าอาการมันหนักมากแล้วครับ นี่ขนาดว่าเราส่งเสริมประชาธิปไตยว่าให้มี กกต. ให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้งขึ้นมาในประเทศไทย เพื่อจะจ้ากัดเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง แต่ปรากฏว่าการเลือกตั้งท้องที่ วันนี้เต็มที่เลยครับท่านประธานครับ เต็มเหยียดเลย ถ้าอยากจะเป็นผู้ใหญ่บ้านเสีย ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ หมู่บ้านครับ แล้วเงินเดือนเท่าไร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ๕,๐๐๐ บาท ผู้ใหญ่บ้าน ๘,๐๐๐ บาท ก้านัน ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านดูสิครับมันจูงใจขนาดไหน มันรุนแรงกว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นครับ เรื่องนี้ท่านลองวิจัยดูนะครับ แล้วท่านเอาผลมามันจะเกิดประโยชน์ครับ
ประการถัดมาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการบริการ สาธารณะ อย่างนี้สิครับ เรื่องของความพึงพอใจต่าง ๆ ในเรื่องของการบริการสาธารณะ ที่รัฐบาลเขาเสนอแต่ละยุคแต่ละสมัยขึ้นมานี่ มันมีการบริการที่ความพึงพอใจของประชาชน ไม่เท่าเทียมกัน มีความแตกต่างกันแต่ว่าหาคนท้างานวิจัยไม่ค่อยได้ มีแต่การท้าเรื่อง มีแต่ การท้าส้ารวจ มาท้าเรื่องของการสุ่มตัวอย่าง ท้า ๒,๐๐๐ ป๊อปปูเลชั่น (Population) ท้า ๑,๐๐๐ ป๊อปปูเลชั่น เสร็จแล้วก็มาบอกว่านี่คือการวิจัย บางทีมันไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ
ประการถัดมา เรื่องของการปกครองท้องถิ่น เดี๋ยวนี้การปกครองท้องถิ่น ในประเทศไทยมันไปไกล มีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นงบประมาณปีหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีนโยบายทุกนโยบายใส่ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโน่นตายมีทุกเรื่อง ตั้งแต่ยาเสพติดไปถึงทุกเรื่องที่เป็นเรื่องของความอยู่รอด ของประชาชนทุกเรื่องใส่ไปหมด แต่ถามว่าวันนี้องค์กรขนาดใหญ่ที่เราขยาย เรื่องกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เรื่องกระจายอ้านาจนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของประเทศไทยกลายเป็นวันนี้มี ๔,๐๐๐ กว่าต้าบล มีทั้งหมดกี่หมู่บ้านครับ มีประมาณ ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน มีสมาชิกสภาเทศบาล มีเทศบาล มี อบต. เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เต็มไปหมด องค์กรเหล่านี้จึงมีความส้าคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย ต่อการแก้ไขปัญหา ปากท้องของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นงานวิจัยอย่างนี้ที่สถาบันพระปกเกล้า เป็นคนกระท้านี่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการน้าไปใช้กับนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตามนะครับ
ท่านประธานครับ หัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจประการสุดท้ายนี้นะครับ ก็คือเรื่องงานสนับสนุนการจัดท้าวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก สถานการณ์ปัจจุบัน ที่ท่านน้ามาพูดกันหลายเรื่อง พูดแม้กระทั่งเรื่องของการเคลื่อนไหวของขบวนการแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติในช่วงรัฐบาลที่แล้วนะครับ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจริง ที่ถ้าเป็นการวิจัย เราก็ต้องยอมรับผลงานทางวิชาการว่าถ้าเขาท้างานวิจัยตรงไปตรงมาโดย ไม่มีอคติ เราก็จะเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองในแต่ละช่วงเวลามันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านกับเมือง ในช่วง ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เกิดอะไรขึ้นกับบ้านกับเมืองในช่วงนั้น มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น มีขบวนการอย่างไร เขาจัดการอย่างไรของขบวนการมวลชน มีการจัดการอย่างไรเรื่องของ การปราบปรามมวลชน ในช่วงปี ๒๕๓๕ เหตุการณ์เหล่านั้นมันจะเป็นประวัติศาสตร์ เป็นงานวิจัยที่ตรงไปตรงมาโดยที่ไม่มีอคติ ในท้านองเดียวกันเมื่อมีการพูดถึงเรื่องของ สถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นเนื่องจากการชุมนุมของประชาชนในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๔ ข้อเท็จจริงเหล่านี้เราอยากได้หน่วยงานที่มีความเป็นกลางแล้วก็มีความเป็นกลางจริง ๆ ในการที่จะท้างานวิจัยเหล่านี้ เพราะนี่คือประวัติศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทย ถ้าแม้วันนี้ผืนแผ่นดินไทยบันทึกประวัติศาสตร์ที่ผิดมาจากความเป็นจริง วันหน้าประชาชน ที่เขาเอาออกมาอ่าน ลูกหลานเอาออกมาอ่านมันก็ผิดจากความเป็นจริงครับ อะไรคือความ น่าเชื่อถือครับ เพราะฉะนั้นผมมีความเชื่อถือท่านนะเชื่อถือสถาบันของท่าน ผมจึงอยากเห็น ท่านท้างานวิจัยเหล่านี้เพื่อเป็นตักศิลาไว้ให้ยุวชนรุ่นหลังได้ประพฤติ ได้ปรึกษาเล่าเรียน ในวันข้างหน้าเพราะท่านคือสถาบันพระปกเกล้า ผมฝากท่านด้วยความเคารพ ด้วยความศรัทธา ขอขอบพระคุณครับ
เชิญท่านศุภชัย ศรีหล้า ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อภารกิจการท้าหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้พิจารณารายงานประจ้าปี พุทธศักราช ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งอยู่ในมือของกระผม ท่านประธานที่เคารพครับ สถาบันพระปกเกล้าถือก้าเนิดมาแล้ว ๑๗ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๙ มกราคม ปี ๒๕๓๘ ถ้าเป็นคนก็จะอยู่ในวัยหนุ่มเริ่มที่จะเป็นก้าลังส้าคัญของชาติ ของบ้าน ของเมือง ในขณะที่มีอายุมาแล้ว ๑๗ ปี มีภารกิจส้าคัญอยู่ ๒ ประการ
ภารกิจประการแรกที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อตอกย้า ไปยังผู้ชี้แจงซึ่งมาจากสถาบันพระปกเกล้าว่าภารกิจของท่านที่ท่านให้ไว้กับพวกเรานั้น มีความส้าคัญเป็นอย่างยิ่ง ภารกิจแรกคือการด้าเนินงานเพื่อการเสริมสร้างเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภารกิจนี้ถือว่าเป็นภารกิจหลัก ถ้าย้อนกลับไป ๑๗ ปี ก็ต้องกลับไปถามว่าภารกิจเหล่านี้ ตลอดระยะเวลาการท้างานของท่านบรรลุแล้วหรือยัง ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ หรือไม่ ที่พี่น้องประชาชน กลุ่มการเมือง พรรคการเมืองบางพรรคที่อยากจะเห็นการสถาปนา การปกครองอีกแบบหนึ่ง หรือจัดวางสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต้าแหน่งหนึ่ง
หรือประการที่ ๒ ซึ่งว่ามีความส้าคัญเช่นเดียวกันที่ผมอยากกราบเรียน ผ่านท่านประธาน เพื่อตอกย้าไปยังภารกิจของสถาบันพระปกเกล้า นั่นคือการมุ่งสร้าง วัฒนธรรมประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลา ๑๗ ปี ผมมั่นใจว่า สถาบันพระปกเกล้าให้การอบรมแก่พี่น้องประชาชนหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรส้าคัญ ๆ ที่เป็นนักธุรกิจ ที่เป็นข้าราชการระดับสูง รวมถึงนักการเมือง รวมไปถึงหลักสูตรย่อย ๆ ที่เข้าถึงพี่น้องประชาชนได้ทั่วทั้งประเทศ ผ่านการอบรมจากสถาบันพระปกเกล้า ผมมั่นใจว่า ตลอดระยะเวลา ๑๗ ปี หลายหมื่นหรืออาจจะร่วม ๑๐๐,๐๐๐ คนแล้ว ถ้าร่วม ๑๐๐,๐๐๐ คนแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ความเคลือบแคลงสงสัยเรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริง น่าจะมีน้อยลง แต่ในขณะที่มีความเคลือบแคลงสงสัยเรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริงนั่นแปลว่า ช่วงระยะเวลา ๑๗ ปีที่ผ่านมา ภารกิจของสถาบันพระปกเกล้ายังไม่บรรลุความส้าเร็จ ใช่หรือไม่ หรือมีระดับความส้าเร็จมากน้อยเพียงใด ท้าไมวันนี้เราจึงเรียกร้องประชาธิปไตย บอกว่าอย่างนั้นเป็นประชาธิปไตย แต่อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ความเคลือบแคลงสงสัยเหล่านี้ ผมถือว่าเป็นภารกิจหลักที่สถาบันพระปกเกล้าต้องเร่งท้าความเข้าใจ เร่งชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ประชาธิปไตยที่แท้จริงคงจะเป็นภารกิจอีกภารกิจหนึ่ง ที่ต้องเร่งท้าแล้วละครับ ถ้าช้าจะก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย และในที่สุดบางกลุ่ม บางพวก ก็จะน้าความเข้าใจที่ผิด ๆ เรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงไปสื่อสารผิด ๆ กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ยังไม่เท่านั้นนะครับ ประชาธิปไตยที่แท้จริง สถาบันพระปกเกล้าก็ควรจะเร่งด้าเนินการให้สอดคล้องกับภารกิจ นั่นคือประชาธิปไตยที่แท้จริง และมีความสอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ผมอยากจะขออนุญาต ท่านประธานกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงว่าวัฒนธรรมการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีความใกล้เคียงกับเรา ที่ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น ประชาธิปไตยแบบอังกฤษซึ่งมีสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน ประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น นั่นก็มีสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน และในขณะเดียวกันก็อาจจะมีประชาธิปไตย แบบประเทศนอร์เวย์ นั่นก็มีพระมหากษัตริย์เช่นกัน แต่ประเทศอังกฤษก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศนอร์เวย์ก็ดีเราคงจะหยิบยกเอาประเทศใดประเทศหนึ่งมาทาบ มาทับ มากด เพื่อจะเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดส้าหรับของเราก็คงไม่ได้ แต่เราอาจจะบอกว่า เรามีระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขแบบไทย รูปแบบอย่างนี้ วิธีการเหล่านี้ถือว่าเป็นภารกิจหลักของสถาบันพระปกเกล้าที่ต้องเร่งท้าเช่นกัน ไม่เท่านั้นนะครับ ท่านประธานที่ผมอยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังผู้ชี้แจง ก็คือเรื่องของกลจักรส้าคัญ หรือกลไกส้าคัญของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าคงไม่ละเลย เรื่องสถาบันในทางการเมือง สถาบันในทางการเมืองของกระผมหมายถึงพรรคการเมือง พรรคการเมืองถือเป็นหัวใจของการสถาปนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่าน ผ่านไปยังผู้ชี้แจงว่าพรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองที่ควรจะเป็นในสังคมไทย ควรเป็นอย่างไร พรรคการเมืองมีความแตกต่างจากบริษัทอย่างไร ความเป็นเจ้าของพรรคการเมือง ของพี่น้องประชาชนมีความส้าคัญอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความส้าคัญยิ่ง ที่สถาบันพระปกเกล้าต้องเร่งชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ว่าพรรคการเมือง มีคณะกรรมการบริหารพรรค มีหัวหน้าพรรค แต่ไม่ได้มีคุณค่า ไม่ได้มีภารกิจเพียงพอ ที่จะบอกว่านี่คือพรรคการเมืองที่ควรจะเป็น อย่าลืมนะครับว่าพรรคการเมืองเป็นหัวใจส้าคัญ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เท่านั้นนะครับท่านประธานสถาบันพระปกเกล้า ต้องเร่งชี้แจงอีกประการหนึ่ง ซึ่งประการนี้มีความส้าคัญมาก นั่นคือคะแนนเสียงที่ได้รับ จากพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ๆ สถาบันพระปกเกล้าต้องไม่ยอม ที่จะให้พรรคการเมืองเอาคะแนนเสียงเหล่านั้นไปเอ่ยอ้างว่านี่คือฉันทานุมัติ ที่พี่น้องประชาชนให้แล้ว ถ้าฉันทานุมัติที่ประชาชนให้แล้ว นั่นคือฉันทานุมัติที่ให้ไป เพื่อให้ไปท้าตามนโยบายที่ได้ชี้แจงกับพี่น้องประชาชน ไปรณรงค์หาเสียงอย่างไรไว้ กลับมาเป็นรัฐบาลต้องท้าตามนั้น แต่มิใช่ว่าได้คะแนนเสียงมาแล้วมาอ้างว่า นี่คือพี่น้องประชาชนให้ฉันทานุมัติไปท้าอะไรก็ได้ ย้ากับท่านประธานผ่านไปยังผู้ชี้แจงนะครับ ไม่ใช่ว่าได้คะแนนเสียงมาแล้วเอาไปท้าอะไรก็ได้ ถ้าเอาไปท้าอะไรก็ได้นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยแน่นอน แล้วก็จะเป็นการผิดพันธะสัญญาที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งส้าคัญเหล่านี้มีความส้าคัญยิ่งที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังสถาบันพระปกเกล้า
ส้าคัญที่สุดประการสุดท้าย สถาบันพระปกเกล้าต้องเร่งสร้างความเข้าใจ ให้กับพี่น้องประชาชนถึงดุลอ้านาจ ๓ ดุลอ้านาจ นั่นคืออ้านาจนิติบัญญัติ อ้านาจบริหาร และอ้านาจตุลาการ วันนี้อ้านาจนิติบัญญัติดูจะอ่อนด้อยลง ดูจะไม่มีศักดิ์ศรี ดูจะไม่มีความมั่นคง ด้วยเหตุว่าอ้านาจบางอ้านาจมีความเข้มแข็งมาก อาจจะมีอ้านาจอื่นแอบแฝงอยู่ จนกระทั่งท้าให้สภาผู้แทนราษฎร หมายถึงอ้านาจนิติบัญญัติอ่อนก้าลังลง ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้ง ๓ อ้านาจมีความส้าคัญ ถ้าทั้ง ๓ อ้านาจมีความส้าคัญสถาบันพระปกเกล้าต้องเร่งท้า ความเข้าใจให้พี่น้องประชาชนประจักษ์ว่าแต่ละอ้านาจมีความส้าคัญ การก้าวก่าย การแทรกแซง การครอบง้าอ้านาจบางอ้านาจนั่นจะท้าให้ประชาธิปไตยของเราอ่อนด้อยลงและไม่บรรลุ ตามภารกิจที่สถาบันพระปกเกล้าคาดหวัง ผมหวังในความส้าเร็จของสถาบันพระปกเกล้า ผมเป็นก้าลังใจในการท้างานของท่าน สถาปนาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขด้วยกันครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานที่อยู่ในก้ากับดูแลของประธานรัฐสภา และตามมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ๒๕๔๑ ได้ก้าหนดให้สถาบันพระปกเกล้า จัดท้ารายงานประจ้าปีเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบ วันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก้าลังพิจารณา รับทราบรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าอยู่ กระผมสนใจในเรื่องการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน ได้ดูผลงานของสถาบันพระปกเกล้า มีทั้งผลงานทางด้านสัมมนาทางวิชาการ มีทั้งผลงานวิจัย ซึ่งในรายละเอียดในเล่มนี้ ไม่มีปรากฏนะครับ แต่มีเป็นหัวข้อ ผมจึงอยากจะเรียนถามทางผู้แทนของสถาบันพระปกเกล้าว่า ผลงานสัมมนาทางวิชาการก็ดี ผลงานวิจัยก็ดี เมื่อได้ท้าแล้วได้น้าเสนอใน ๒ ด้านนะครับ ด้านนโยบายได้เสนอต่อผู้รับผิดชอบทางด้านนโยบายอย่างไร หรือไม่ หรือว่าแค่เสนอต่อสภา หรือในผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติหน่วยงานทางด้านความมั่นคง เพราะเท่าที่ได้ติดตามสดับตรับฟัง ถ้ายุทธศาสตร์หรือแนวทางในการแก้ไขถูกต้องปัญหาก็คงไม่ลุกลามยืดเยื้อเท่าทุกวันนี้ ทั้งนโยบายก็ดี ผู้ปฏิบัติในฝ่ายความมั่นคงก็ดีคงจะต้องทบทวนแนวทางการท้างาน ให้สอดคล้องกับผลงานสัมมนาทางวิชาการก็ดี ผลงานวิจัย ซึ่งมีทั้งวิจัยชุมชนด้วย ก็มีเยอะทีเดียวผมดู ผมคิดว่าน่าจะน้าผลการท้างานของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นองค์กรกลาง ที่ได้รับความเชื่อถือไปปฏิบัติ ผมอยากสอบถามข้อมูลนี้เป็นประเด็นแรก
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ถึงแม้จะไม่ใช่ผลงานประจ้าปี ๒๕๕๓ แต่เป็นงานปัจจุบันคือสภาเราได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่ง คือคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาสร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้น และคณะกรรมาธิการนี้ก็ได้มีมติร่วมกัน ให้สถาบันพระปกเกล้าไปศึกษาหาแนวทางที่มาน้าเสนอต่อคณะกรรมาธิการในการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ แต่ในขณะเดียวกันกรรมาธิการก็เชิญทุกภาคส่วนมาให้ความเห็น ซึ่งเรื่องที่กระผมเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรได้รับทราบพร้อมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็คือ ประธานเจโทร (JETRO) ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นนะครับ ได้มาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการว่า ปัจจัยส้าคัญที่จะท้าให้ต่างชาติย้ายฐานการลงทุนขณะนี้มี ๒ ปัจจัยส้าคัญ
ปัจจัยแรกก็คือการแก้ไขปัญหาอุทกภัย นี่แสดงว่าปัญหาอุทกภัยเป็นปัญหา รีบด่วนที่ต่างชาติเขามองว่าจ้าเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหานี้โดยรีบด่วน ซึ่งแน่นอนรัฐบาลก็ได้ท้าเรื่องนี้เป็นเรื่องรีบด่วน ในการเสนอพระราชก้าหนด ต่อคณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แต่ขณะนี้ก็มีการยื่นเสนอตีความ นั่นก็เป็นประเด็นที่คงจะต้องติดตามต่อไปนะครับ
ในเรื่องที่ ๒ ที่ประธานเจโทร ญี่ปุ่น มองว่าเป็นเรื่องรีบด่วนว่าเขาจะย้ายฐาน การลงทุนหรือไม่ ก็คือเรื่องการสร้างความปรองดองหรือความสามัคคีของคนในชาติ ถ้าบ้านของเรายังทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เช่นทุกวันนี้ แน่นอนขณะนี้มีประเทศอินโดนีเซียก็ดี ประเทศเวียดนามก็ดี หรือประเทศพม่าก้าลังจะเปิดประเทศ การที่เขาจะย้ายฐานการลงทุน แล้วประเทศไทยก็คงจะถอยหลังต่้าลง ๆ ผมคิดว่าสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเมื่อรับข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ แน่นอนถ้าจะรอมาท้ารายงานอย่างเช่นที่ท้าอยู่ปัจจุบัน เอาปี ๒๕๕๓ มา ก็คงจะไม่ทันกาล อะไรที่จะท้าให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองในภาวะที่เราก้าลังมีปัญหาอยู่นี้ ก็คงอยากจะฝากประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ สถาบันพระปกเกล้า เป็นสถาบันที่เราให้ความเชื่อถือและที่ส้าคัญองค์กรนี้จะเป็นองค์กรส้าคัญที่จะเสนอ แนวทางแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองในหลาย ๆ เรื่อง ในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกผม อภิปรายไปเมื่อสักครู่เรื่องก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ก้าลังเป็นประเด็นที่ก้าลังถกเถียง อยู่ในหมู่พี่น้องประชาชนอยู่ในขณะนี้ ผมเห็นด้วยที่จะต้องมีการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
เจะอามิง โตะตาหยง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออนุญาตวิพากษ์รายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าบางส่วน แล้วบางส่วนผมก็ต้องขออนุญาตว่าสถาบันพระปกเกล้าก็ได้ท้ารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร หลายเรื่องที่เป็นผลดีถ้าหากมีการน้าเอกสารวิจัยของท่านไปปรับปรุงและน้าไปสู่แนวทาง ในการปฏิบัติ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้อ่านดูในหลักคิดของสถาบันพระปกเกล้า ว่าด้วยประมวลจริยธรรมบุคลากรของสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ ผมอยากจะโยงอย่างนี้ว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันที่เกิดจากผลิตผล จากสภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่ส้าคัญก็คือเป็นเรื่องที่จะต้องสนับสนุนในเอกสารทางด้านวิชาการ แก่สมาชิกรัฐสภา นี่คือความเข้าใจตรงกัน ฉะนั้นหลักคิดของสถาบันพระปกเกล้าวันนี้ คือเป็นมันสมองทางวิชาการให้กับสภาผู้แทนราษฎร แม้กระทั่งในการที่จะต้องออกไปท้าการวิจัย การศึกษาหาข้อมูลที่เป็นจริงเพื่อน้าเสนอต่อสภาและที่ส้าคัญก็เพื่อที่จะน้าเสนอต่อหน่วยงานหลัก ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเป็นห่วงของผมวันนี้ผมดูแล้วสถาบันพระปกเกล้า ค่อนข้างจะมีความเฉื่อยชาต่อการที่จะน้าปัญหาที่ก้าลังเกิดขึ้นในสังคมในขณะนี้ เราต้องยอมรับว่าสถาบันพระปกเกล้าเกิดขึ้นมาด้วยความส้าคัญ ผมก็เคยเป็นผลิตผล ของสถาบันพระปกเกล้า ได้ไปศึกษาเรียนมาในหลักสูตรพิเศษการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตเรียนผ่านท่านประธานไปถึงผู้มาชี้แจงว่าในขณะนี้สังคมในบ้านเมืองเรา เกิดความแตกแยกแม้กระทั่งการที่จะน้าการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ของสถาบันนิติราษฎร์ ถามว่าประเด็นเหล่านี้ทางสถาบันพระปกเกล้าได้ไปศึกษาและเพื่อน้าข้อสรุปมาให้กับ ทางรัฐบาลเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือไม่ อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมจ้าเป็นที่จะต้องพูดเรื่องนี้เพราะว่าวันนี้ถ้าได้มีเอกสารท้าความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ผมเชื่อครับประชาชนอาจจะมีความเข้าใจ แต่วันนี้คน ๖๗ ล้านคนมีความเข้าใจไหมครับ ในกฎหมายมาตรา ๑๑๒ ที่สถาบันนิติราษฎร์จะไปแก้ไข วันนี้พี่น้องประชาชนไม่ทราบละครับว่า มันมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทางสถาบันพระปกเกล้าควรที่จะต้องให้ความส้าคัญ ในการที่ไปศึกษามา มันจะมีผลดีผลร้ายอย่างไร และมันจะมีผลกระทบต่อแนวทางในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างไร ท่านประธานครับ มันมีความเข้าใจตรงกันที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ความเข้าใจ ที่ผมเข้าใจที่ไปศึกษามาในระบอบประชาธิปไตยนี้มันมีอยู่ ๒ ส่วนครับ ส่วนหนึ่งก็คือ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกส่วนหนึ่งก็คือ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข กระบวนการคือมาจากการเลือกตั้ง แต่ที่ผมเป็นห่วงวันนี้คือในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยวันนี้คือ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ ที่ผมเป็นห่วง มากที่สุดก็คือวันนี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามที่จะน้าเรื่องซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเข้าไปแก้ไข อาจจะเป็นเพื่อประโยชน์ของตัวเองหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่สังคมทั้งประเทศวันนี้เขาไม่ยอมรับครับ ท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ทางสถาบันพระปกเกล้าจะต้องไปศึกษาวิจัยมาและต้องฉับไว สิ่งเหล่านี้มันจะท้าให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังคม ท่านได้เคยตั้งประเด็นเหล่านี้ไหมครับ ว่าแนวทางการเมืองวันนี้เราจะต้องมีการศึกษาอย่างจริงจัง และที่ส้าคัญที่สุดวันนี้ทางสถาบัน ได้มีเอกสารการวิจัยหรือไม่ว่าการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเราวันนี้ คือการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่การเมืองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข ไม่ใช่อย่างนั้น ถามว่าสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่ท่าน เป็นฝ่ายวิชาการที่ต้องดูแลเรื่องการเมืองการปกครองนี้ ท่านได้ไปศึกษา และท่านได้ท้าความเข้าใจ กับองค์กรและกลไกพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมได้แลเห็นว่า ทางสถาบันพระปกเกล้า ทางสภาผู้แทนราษฎรได้เรียนเชิญทางผู้น้าท้องถิ่นมาอบรมในสภานี้ เกือบทุกอาทิตย์ก่อนหน้านี้ สิ่งเหล่านี้ความตอกย้า ความหมายของการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วันนี้ในเอกสารการศึกษา ในการอบรมทุกครั้งท่านได้ย้าไหมครับ สิ่งที่ผมเป็นห่วงวันนี้คือ วันนี้คนส่วนหนึ่งอาจจะ มีความเข้าใจที่มีความแตกต่าง ผมสังเกตเห็นว่าเวลามีการพูดถึงในระบอบประชาธิปไตยวันนี้ บางครั้งจะพูดในระบอบประชาธิปไตยและจะขาดช่วงข้างหลังครับ ถามว่าถ้าท่านไป ศึกษาวิจัยเรื่องเหล่านี้ว่ามีผลดีต่อการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ผมอยากจะฝากไปทางสถาบันพระปกเกล้า ท่านต้องให้ความส้าคัญและไปใส่ใจเรื่องนี้ด้วยครับ วันนี้สังคมจะแตกแยกก็เพราะอันนี้เองครับ เพราะความไม่เข้าใจ วันนี้ผมว่าพอผมไปดูในแง่ของแม้กระทั่งในแง่ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านต้องไปศึกษาแล้วก็ให้ความเข้าใจ วันนี้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีกี่คนที่เข้าใจเรื่อง กฎหมายรัฐธรรมนูญ มีกี่คนที่ไม่เข้าใจในหลักการของการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ ผมเรียนผ่าน ไปถึงทางคณะผู้มาชี้แจงของสถาบันพระปกเกล้า ท่านคงจะได้แลเห็นช่วงที่มีการชุมนุม ของเสื้อแดงในที่ราชประสงค์ ที่ผมเป็นห่วงเพราะผมได้โพสท์ (Post) ค้าพูดของท่านบางท่าน ที่ไปพูดในเวทีของเสื้อแดง ณ วันนั้น ตอนที่จะมีการยุติการชุมนุมเขาพูดอย่างไรครับ เขาบอกว่าเราขอยุติเวทีการชุมนุม เพียงเท่านี้ แต่การต่อสู้ยังไม่ยุติ มีการพูดที่เวทีราชประสงค์วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผมถามไปยังท่านประธานผ่านไปถึงผู้มาชี้แจงว่าท่านเคยจับใจความส้าคัญเหล่านี้ไหมครับ ผมเคยจับใจความนี้และมีความส้าคัญ ผมถือว่ามีความส้าคัญที่ท่านจะต้องไปศึกษา เพราะถ้าตามลงไปลึกในช่วงที่มีการประท้วงในขณะนั้น ผมเป็นห่วงมากครับ ผมเป็นห่วงว่า การเมืองการปกครองของกลุ่มที่ประท้วงวันนั้นนี่จะน้าไปสู่ในการเมืองการปกครอง ในอีกรูปแบบหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีป้ายประกาศไว้เลยว่าต้องการรัฐใหม่
ท่านเจะอามิงครับ มีผู้ประท้วงครับ หยุดก่อน
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ในฐานะที่เป็นสมาชิกบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผมขออนุญาตที่จะประท้วงท่านผู้ก้าลังอภิปรายอยู่ ด้วยความเคารพผมไม่ต้องการที่จะ ท้าให้ท่านนี่ชะงักในการอภิปราย แต่ว่าท่านได้พูดอะไรบางอย่าง ซึ่งต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าไม่จริง คือท่านพูดถึงว่ากลุ่มผู้ประท้วงในวันนั้น ต้องการการปกครอง ในระบอบอื่น ผมขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยและขอให้ท่านผู้อภิปรายยกเลิกนะครับ ยกเลิกค้าพูดดังกล่าว ผมยืนยันท่านประธาน ผมอยู่ในที่ชุมนุมตั้งแต่วันที่ ๑๐ มีนาคม จนวันสุดท้ายวันที่ ๑๙ พฤษภาคม แล้วผมก็ถูกจ้าขัง ซึ่งจะยุติธรรมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมยืนยันท่านประธานครับ คนเสื้อแดงทุกคนนับล้านคนเขาต้องการการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กรุณาอย่างใส่ร้ายคนเสื้อแดง และกรุณาถอนค้าพูดด้วยครับ ขอบคุณครับท่าน
ท่านเจะอามิงครับ ถอนก็แล้วกันครับว่า การปกครองด้วยระบอบอื่น เปลี่ยนก็แล้วกัน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ทุกครั้ง ที่ผมลุกขึ้นมาพูดในสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นที่ทรงเกียรติที่กระผมยืนอยู่ ณ วันนี้ ผมพูด โดยหลักฐาน พูดด้วยหลักการและเหตุผล ท่านประธานจะดูไหมครับเมื่อช่วงที่มีการประท้วง มีภาพอย่างนี้นะครับ ที่จริงผมไม่อยากจะน้าให้
ท่านเจะอามิงเอาเรื่องนี้ก่อนครับ เรื่องที่สมาชิกได้ประท้วงนะครับ เรื่องอื่นเดี๋ยวท่านค่อย อภิปรายต่อ เอาประเด็นที่ว่าปกครองด้วยวิธีอื่นอะไรอย่างนี้ท่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ มีเอกสารที่ในที่ประท้วงเลยนะครับ ผมจะอ่านให้ท่าน
ท่านเจะอามิงครับ อย่าเอาเรื่องนั้นขึ้นมาเลยครับ เอาเรื่องที่เขาประท้วงก่อนดีกว่าครับ ผมได้วินิจฉัยแล้วว่าท่านก็ถอนแล้วท่านพูดเรื่องประเด็นอื่นดีกว่า ผมก็ว่าท่านพูดมีหลักการดี แต่ว่าตอนนี้ต้องขอ ประธานได้วินิจฉัยแล้วครับ ท่านเจะอามิงกรุณาได้ถอน ท่านสุกิจครับ ให้ผมวินิจฉัยเรื่องนี้ก่อนครับเดี๋ยวท่านค่อยประท้วงท่านนั่งลงก่อนครับ เชิญท่านเจะอามิงครับ ท่านสุกิจนั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวให้ผมวินิจฉัยเรื่องนี้จบก่อนครับ ท่านจะประท้วงซ้อนไม่ได้นะครับ เชิญท่านเจะอามิงครับ ท่านสุกิจนั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวผมให้สิทธิท่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ผมโพสท์ค้าที่มีการพูดในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เราขอยุติเวทีการชุมนุมเพียงเท่านี้ แต่การต่อสู้ยัง
ท่านเจะอามิงครับ เอาประเด็นที่ผมได้วินิจฉัยเดี๋ยวท่านค่อยพูดประเด็นอื่นต่อ ท่านสุกิจเดี๋ยวครับ ให้ผมวินิจฉัยเรื่องนี้ก่อนครับ เอาทีละท่านครับ บรรยากาศก้าลังเป็นไปด้วยดีครับ ท่านเจะอามิงครับ ที่ไม่เกินเลยผมก็ไม่เคยขอร้องท่านนะครับ ท่านสุกิจนั่งลงก่อนครับ ขอทีละราย ทางนี้ผมก็ไม่ให้พูด ต้องให้ทีละรายครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ ท่านเกียรติ์อุดม นั่งลงครับ ให้ผมได้วินิจฉัยเรื่องนี้ก่อน ท่านสุกิจนั่งลงครับ เชิญท่านเจะอามิงครับ คือถ้าไม่เกินเลยนี่ผมก็ไม่เคยนั่นนะครับท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อที่จะให้การอภิปรายของผมเดินหน้าไปได้ ผมขออนุญาตเรียนว่าค้าพูดของผมที่พูดนี่เป็นจริง แต่ว่าผมจะใช้อีกเวทีหนึ่ง ไม่เป็นไรครับ ถ้าจะให้ถอนเวทีอันทรงเกียรตินี้ถอน แต่ว่าผมยังยืนยันว่า ความจริงที่ผมพูดคือสิ่งที่เป็นจริง
ท่านถอน ก็ดีแล้วครับ ถอนแล้วครับ
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสุกิจ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมจะประท้วงค้าวินิจฉัยของท่านประธานนะครับ ว่าท่านประธานด่วนวินิจฉัยเกินไป เพราะว่าคุณเจะอามิงก้าลังอภิปรายแล้วก้าลังจะแสดงหลักฐาน แต่สมาชิกทางฝ่ายโน้น ประท้วงเสียก่อน เขาก็เลยไม่มีโอกาสได้แสดงหลักฐานที่เขาเตรียมมาเพื่อประกอบ ค้าอภิปราย
ท่านคุณหมอสุกิจครับ ท่านเจะอามิงท่านให้ความร่วมมือดีมากนะครับ การอภิปรายเดินหน้า ต่อไป เชิญท่านนั่งลงครับ เชิญท่านเจะอามิงนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผมก็ต้อง ขออนุญาตถอนเรื่องสิ่งที่ผมพูดเพื่อประเทศชาติจะได้ประโยชน์ แล้วบ้านเมือง จะได้ประโยชน์ และสิ่งที่ส้าคัญที่สุดก็คือวันนี้สังคมเขาไว้วางใจต่อสถาบันพระปกเกล้า ในการที่จะไปศึกษาหาข้อมูลมา ท่านประธานที่เคารพครับ เราจะต้องย้อนกลับไปดูว่า วันนี้การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือในการเมืองการปกครองที่เราก้าลังพูดอยู่ในวันนี้ละครับ วันนี้ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด ฝากท่านประธานไปถึงผู้มาชี้แจงว่าท่านต้องไปศึกษาดูครับ ท่านลองโพสท์ค้าในทางทฤษฎี เขาบอกว่าการเมืองเป็นที่มาแห่งอ้านาจและใช้อ้านาจเกินกว่าเหตุ วันนี้มันก้าลังจะเกิดขึ้น ในระบบรัฐสภาของเราครับ ท่านได้เคยน้าเรื่องนี้ไปศึกษาไหมครับ มันจะท้าให้ส่วนของ การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บิ่นไปไหมครับ ท่านไปศึกษาหน่อยครับ ท่านกรุณาไปศึกษาและหาข้อมูลที่เป็นจริงว่า ลักษณะที่ผมพูดนี้มันจะมีแนวทางในการแก้ไขอย่างไร วันนี้มีการอภิปราย มีการน้าเสนอ ทางเชิงวิชาการและในสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ผมไม่เข้าใจว่าวันนี้ท้าไมสถาบันพระปกเกล้า ถึงไม่น้าประเด็นเหล่านี้เข้ามาศึกษาเพื่อมาหาข้อมูล เพื่อหาช่องทางเป็นตัวกลางในการที่จะ ท้าเป็นเอกสารข้อมูลเชิงวิจัยเพื่อเป็นทางออกให้กับสังคม อย่างในกรณีที่นิติราษฎร์วันนี้ ที่จริงสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันซึ่งอยู่ในส่วนรับผิดชอบของสภาผู้แทนราษฎรจะต้องใส่ใจ ให้ความส้าคัญครับ แม้กระทั่งในการพูดในสภา ในการพูดในเวทีการปราศรัยวันนี้ สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดวันนี้ ท่านต้องไปศึกษาว่ามีกระบวนการในการที่จะท้าลายล้าง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ท่านเคยไปศึกษาไหมครับ วันนี้ที่เป็นห่วงเพราะว่าฝ่ายนักวิชาการซึ่งมาจากสภาผู้แทนราษฎรเองเงียบครับ ไม่เคยให้ ข้อเท็จจริง จนว่าคนที่ถูกกรอกหูทุกวัน ๆ เอาเรื่องไม่จริงกลับไปเป็นเรื่องจริง ท้าให้สังคม พี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่มีความเข้าใจผิดได้ อย่างนี้ทางสถาบันพระปกเกล้าจะต้อง ให้ความรู้ทางพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ แม้กระทั่งในหลักการ ที่ท่านได้น้าเสนอเอกสารในการวิจัยในประเด็นของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผ่านไปถึงทางผู้มาชี้แจงว่าในกรณีการเกิดเหตุ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันไหนที่เป็นสิ่งที่ค้างคาใจของพี่น้องประชาชนท่านไปศึกษา ให้ละเอียดหน่อยเถอะครับว่าปมเหตุของปัญหามันเกิดขึ้นอย่างไร แม้กระทั่งในกรณีของตากใบ ท่านไปศึกษาในเชิงลึกหน่อยเถอะครับ นอกจากการประท้วงในการสลายม็อบ (Mob) ซึ่งใช้อ้านาจเหนือกว่ากฎหมายจนพี่น้องประชาชนเสียชีวิตในสมัยนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ก่อนที่ขบวนการที่จะมีการชุมนุมมันมาได้อย่างไร ท่านได้ไปท้าเรื่องรายละเอียดเหล่านี้ไหมครับ แม้กระทั่งในกรณีกรือเซะ แม้กระทั่งในกรณีของ ๔ ศพที่เกิดก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งในกรณีของ สะบ้าย้อย เอาเรื่องเฉพาะท้าไมที่ผู้ที่ได้กระท้า ๑ ในส่วนการแก้ไขปัญหาในส่วนของรัฐบาล แต่ผู้ที่ถูกกระท้าซึ่งเกิดจากพี่น้องประชาชนซึ่งเดินไปเดินมา ถูกฝ่ายไหนไม่ทราบไปก่อเหตุ ท้าให้เกิดการสูญเสียและเสียชีวิต ขออนุญาตท่านประธานฝากไปถึงทางฝ่าย สถาบันพระปกเกล้าช่วยไปศึกษาหน่อยเถอะครับ แนวทางในการแก้ไขอย่างไร จะแก้อย่างไร วิธีการแก้อย่างไร นอกจากที่ท่านศึกษาบางส่วนมี แต่ว่าผมอ่านดูในเหตุผลที่ท่านไปศึกษา มันเป็นภาพกว้าง และประเด็นเหล่านี้ท่านได้กรุณาน้าเสนอต่อรัฐบาลไปด้วย สิ่งไหน ที่ท่านได้ไปศึกษามาแล้วให้น้าเสนอต่อรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้กระทั่งในกรณีการเยียวยา ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะฝากให้ทาง สถาบันพระปกเกล้าช่วยไปศึกษาหน่อยครับ ว่ากรณีการเยียวยาภาคใต้กับกรณีการเยียวยา ของการชุมนุมที่ราชประสงค์มันมีความแตกต่างอยู่นะครับ ในกรอบความคิดของผม อาจจะผิด จะถูกก็ได้ แต่ทางสถาบันพระปกเกล้าจะต้องไปศึกษาดู ในกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมถือว่ามันเกิดจากนโยบายความผิดพลาดของสมัยรัฐบาลของคุณทักษิณได้ไปแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ผิดพลาดจนน้าไปสู่ในความสูญเสียของพี่น้องประชาชนถึงวันนี้ และคนเดินไปเดินมาตามท้องถนน ขับรถไปขับรถมา จากนโยบายของรัฐบาลที่ผิดพลาด ในสมัยนั้นท้าให้เกิดการสูญเสีย เสียชีวิต กับในกรณีที่การประท้วงของราชประสงค์ มีการปลุกปั่นยุยงท้าให้เกิดก่อเหตุ
ท่านเจะอามิงครับ กรุณาหยุดสักครู่ ท่านเกียรติ์อุดมมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงผู้ก้าลังอภิปรายในข้อ ๖๑ อภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็น ให้ร้ายผู้อื่น
ท่านเกียรติ์อุดมครับ พอแล้วครับ
ให้ร้ายผู้อื่นซึ่งไม่ได้อยู่ในห้องประชุม นะครับ ท่านก้าลังอภิปรายในข้อที่สถาบันพระปกเกล้ามาแถลง มาชี้แจงเรื่องงบประมาณ ไม่ใช่เรื่องอะไรละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ให้วินิจฉัยด้วยว่าท่านผู้ก้าลังอภิปราย อย่าไปให้ร้ายผู้อื่น ท่าน พันต้ารวจโท ทักษิณ
เอาละ ผมจะวินิจฉัย ท่านเกียรติ์อุดมนั่งลงครับ คืออย่างนี้ เมื่อ ที่ท่านเจะอามิงได้พูดพาดพิง ผมก็ได้ให้ถอนไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นการพูดอาจจะมีออกไปข้างนอกบ้าง แต่ว่า ในเนื้อหาส่วนใหญ่ก็ยังพอใช้ได้ ท่านเกียรติ์อุดมครับ ผมอนุญาตให้ท่านเจะอามิงพูดต่อ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ ผมได้วินิจฉัยประเด็นที่ท่านพูด ข้อ ๖๑ ผมวินิจฉัยไปแล้ว ที่พาดพิง ผมให้ถอนไปแล้ว ผมฟังอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอท่านเจะอามิงนะครับ กรุณาอยู่ในกรอบด้วย ท่านเกียรติ์อุดมพอแล้วครับ ก้าลังไปได้ดี เชิญเจะอามิงต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผม เรียนยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารผ่านไปถึงท่านประธานเพื่อไปถึง สถาบันพระปกเกล้าเพื่อไปศึกษาหาข้อมูลและแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อชาติ และบ้านเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาตฝากถึงท่านผู้มาชี้แจงว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมขออนุญาตให้ท่านได้ช่วยไปประเมิน กลไกของรัฐและนโยบายของรัฐที่ไปแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าแนวทางปฏิบัติ ในการแก้ไขปัญหานั้นมันมีความบกพร่องอย่างไรและทิศทางน่าจะต้องแก้ไขอย่างไร ให้ชัดเจน สิ่งที่ผมพูดนี้ไม่ได้พูดอะไรครับ พูดเพื่อที่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสันติสุข และสงบสุข ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนยืนยันว่าการเมืองการปกครอง ที่พวกผมก้าลังอยู่ในสภา ณ วันนี้คือการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านเกียรติ์อุดมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ต้องขอขอบคุณสถาบันพระปกเกล้า ที่ได้ท้าหน้าที่เป็นนักบริหารที่จะน้าไปสู่การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมาอ่านดูรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง ผู้บริหารระดับพนักงานมีแค่ ๔ คนนะครับท่านประธาน แล้วก็มีส้านักงานเลขาธิการมี ๒๗ คน ที่จริงผมอยากจะให้ขยาย การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ผมอยากจะให้สถาบันพระปกเกล้าได้เรียกพรรคการเมือง นักการเมือง ที่ใจยังเป็นเผด็จการ มาอบรมให้ปัดเป่าจิตใจให้ใสสะอาด ไม่อิจฉาตาร้อน ท่านประธานที่เคารพครับ คนเรานะครับ ผมนี้เป็นลูกศิษย์สถาบันพระปกเกล้ารุ่นแรกของ อบจ. อาจารย์ทุกคนได้มาสอน ได้พูดถึง นักการเมืองท้องถิ่น นักการเมืองระดับชาติทุกคนครับ ในผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ แม้จะเพิ่งเกิด หรืออายุเข้าไปหลายศตวรรษ หลายร้อยปีก็มี จิตใต้ส้านึกคือประเทศไทยปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะกษัตริย์เป็นผู้สร้างประเทศไทย ขึ้นมานะครับ อันนี้คือจิตใต้ส้านึกของทุกคน เพราะฉะนั้นในวันนี้การที่ทุกคนก้าวเข้ามาสู่ นักการเมืองแล้วก็มีสถาบันซึ่งเป็นศูนย์กลางที่จะอบรมบ่มนิสัย ถ้าทุกคนมองเห็นสิ่งไปข้างหน้า อย่าไปพูดเรื่องเก่าครับ ถ้าอยากจะพัฒนา การพัฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับครูอาจารย์เท่าไรครับ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลดังที่พระพุทธทาสภิกขุ พระพุทธศาสนา เรารู้ได้อย่างไรว่าพระพุทธเจ้า ประสูติวันนั้น ตรัสรู้วันนั้น แล้วก็ปรินิพพานวันนั้น ก็คนสั่งสอนมาเราก็นับถือ สถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ก็เหมือนกัน จะเป็นจิตใต้ส้านึกว่า เรามีครู อาจารย์ทางการเมือง จะช่วยนักวิชาการทุกสาขา ทุกอาชีพ มีทั้งนักกฎหมาย มีทั้งนักปกครอง มีหลายนักปกครองที่จะมาพูดให้กับคนที่เขามาอบรมนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในวันนี้อัตราก้าลังยังน้อยอยู่ ฝากท่านประธานไปถึงผู้ชี้แจงนะครับ ท่านต้อง เพิ่มอัตราก้าลัง ท่านเป็นแม่หลัก พ่อหลักที่ท่านได้น้าบุคคลเข้ามาอบรมทุกสาขาอาชีพ แต่อยากจะฝากท่านไปถึงผู้ที่มาอบรม บางครั้งผู้บริหารที่มีน้อยอาจจะดูไม่ทั่วถึง คนที่มาอบรมมาจากหลายสาขาอาชีพ มีทั้งนักธุรกิจ มีทั้งครูบาอาจารย์ มีทั้งผู้บริหารท้องถิ่น มีทั้งนักการเมืองระดับประเทศอย่างผู้แทนราษฎรก็ไปอบรม แต่อยากจะฝากผู้บริหาร อีกอย่างนะครับท่านประธาน ผู้ที่เข้ามาอบรมบางครั้งมาจากพ่อค้าวานิช มาจากผู้มีเงิน โดยที่เข้ามาอบรมนี้เพื่อหวังผลประโยชน์ที่จะเข้าไปสู่ในด้านการเป็นความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้ปรารถนาอยู่แล้วอยากจะให้ประเทศไทยของเราปรองดอง ผมถึงอยากฝากท่าน ได้น้านักการเมืองที่มีจิตใจเป็นเผด็จการ พูดแต่เรื่องเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น นั่นละครับ เอามาอบรมหน่อย เพื่อจะให้จิตใจมันใสสะอาด ล้าง กรองออกมาให้หายใจที่ออกไป สูดอากาศบริสุทธิ์เข้ามาใส่ร่างกาย นี่ละครับเป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นในวันนี้นะครับ การที่ท่านได้มาแสดงความบริสุทธิ์ใจ ท่านได้เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือพวกเราก็ได้อ่าน อ่านแล้วก็พอใจ ก็ไม่มีอะไรที่จะดีไปเท่ากับที่ท่านได้เขียนออกมา เพราะฉะนั้น หลักก็อยากจะให้ประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านได้เขียนมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่างอาจารย์ ที่มานั่งก็ได้สอนพวกผมว่าท้าอย่างนั้น ท้าอย่างนี้ คนเราเราต้องรู้หลักดังที่พระพุทธศาสนา เรานับถือศาสนาไม่ว่าใครละครับ ถ้าเรามีจิตใจหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีใครหรอกครับ หวังที่จะปกครองประเทศไทยของเรานั้น จะต้องปกครองด้วยประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเท่านั้นละครับท่านประธานที่เคารพครับ ส้าหรับวันนี้ ผมเองก็มีข้อเสนอแนะเล็ก ๆ น้อย ๆ อยากจะให้สถาบันย้าอีกครั้งหนึ่งนะครับ เอานักการเมืองที่มีจิตใจเป็นเผด็จการเข้าไปอบรมในสถาบันด้วย ขอขอบคุณครับ
ท่านดอกเตอร์คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพคะ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออนุญาต กราบเรียนให้ความคิดเห็นและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าในวันนี้ ดิฉันเป็นศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็อาจารย์ ทั้ง ๒ ท่านก็เป็นอาจารย์ของดิฉันก็ขอแสดงความเคารพที่ท่านกรุณาเสียสละเวลามาชี้แจงให้ พวกเราในวันนี้ ความจริงมีเรื่องมากมายแล้วก็สมาชิกก็ได้กล่าวไปแล้วว่าชื่นชมในผลงานของ สถาบันพระปกเกล้าอย่างไรบ้าง แต่ว่าดิฉันมี ๒ เรื่องที่ดิฉันขอแสดงความชื่นชมยินดีมาก เพราะเป็นเรื่องอยู่ในใจของดิฉัน แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนส่วนใหญ่ นั่นก็คือเรื่องที่ ๖ เกี่ยวกับเรื่องทุจริต คงเป็นที่ทราบกันแล้วนะคะท่านประธานว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา การฉ้อราษฎร์บังหลวงและการทุจริตมีมากขึ้นแล้วก็รุนแรงมากขึ้นตามล้าดับอย่างที่เราทราบกันว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๔๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง อะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็รูปแบบของการทุจริต ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น คนเก่งขึ้นก็หลีกเลี่ยงได้มากขึ้น เช่น ทุจริต เชิงนโยบายซึ่งเมื่อก่อนนี้ก็ไม่เคยมี แต่ว่าก็ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วจ้านวนเงินที่เกี่ยวข้อง ก็มหาศาลที่ไม่ได้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เราทราบกันดีว่าทุจริตคอร์รัปชันหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ เป็นหนทางแห่งหายนะของสังคมและของประเทศ อันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ ทุจริตไม่ว่าจะอยู่ใน ระดับไหนก็ตามก็จะเป็นการบ่อนท้าลายคนในองค์กรแล้วก็สถาบันนั้น ๆ แต่ปัญหาใหญ่หลวง ขนาดนี้ มีความสลับซับซ้อน แล้วก็สถาบันพระปกเกล้าได้หยิบยกเรื่องนี้มาท้าการวิจัยในหัวข้อที่ ๖ การศึกษาเพื่อส่งเสริม เพื่อเสริมสร้างความซื่อตรงในสังคมไทย เป็นค้าที่เพราะแล้วก็ได้มีการไปน้า พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๙ มาเป็นกรอบ ในการที่จะศึกษาวิจัย ก็ต้องถือว่าเป็นบุญของแผ่นดินที่เรามีพระมหากษัตริย์ ที่ทรงทศพิธราชธรรม แต่พระองค์ท่านทุก ๆ พระองค์ได้เป็นตัวอย่าง แต่ว่าท้าไมคนไทย จึงไม่ได้มีจิตส้านึกในเรื่องนั้นเลย ก็น่าเสียดายมาก ดิฉันคิดว่าหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นเรื่องที่ มาศึกษาก็ดีมาก ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะมีเรื่องดี ๆ อย่างนี้เข้าสู่สภา แต่ดิฉันมีความรู้สึกว่า มันช้าไปสักหน่อยไหมคะ มันช้าไปแล้วนะคะ เพราะว่าประชาชนเกือบจะหมดหวังกับการก้าจัด หรือแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก แล้วก็คนที่ท้าก็ได้ประโยชน์ พวกพ้องก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ในขณะที่สถาบันพระปกเกล้าให้ความส้าคัญเรื่องนี้ เอกชน ให้ความส้าคัญเรื่องนี้ แล้วก็ท้าสิ่งดีงาม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายแล้วก็เสียใจมาก ที่ผลการส้ารวจเยาวชนของชาติเมื่อหลายปีมาแล้ว เยาวชนส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าทุจริตไม่เป็นอะไร ถ้าเขาได้ประโยชน์ด้วย แล้วเรื่องนี้ในปีนี้ก็มีการส้ารวจอีกครั้งหนึ่งก็ยังเป็นจริงอย่างนั้น ดิฉันเองได้ท้าการวิจัยเชิงส้ารวจเด็กมหาวิทยาลัย ๘ มหาวิทยาลัย ทั้งภาครัฐและเอกชน ผลออกมาเช่นเดียวกันค่ะอาจารย์ มันเศร้าสลดมาก ว่าเด็กมหาวิทยาลัยอายุ ๒๐ กว่าปี จบปริญญาโท ปริญญาเอก ดิฉันเลือกมาทั้ง ๘ มหาวิทยาลัย ๘ คน ผลปรากฏว่าทุกคนเห็นว่า คอร์รัปชันไม่เป็นอะไร ตราบใดเท่าที่เขาได้ประโยชน์ด้วย แล้วก็ถามต่อไปว่าอาจารย์ฟังแล้วจะต้องตกใจมากเลยว่า แล้วถ้าคุณโตขึ้นคุณจะท้าอย่างไร เขาก็บอกว่าเขาโตขึ้นเขาก็จะท้าเช่นเดียวกัน ตราบเท่าที่ เขาได้ประโยชน์จากการประพฤติมิชอบหรือว่าทุจริตคอร์รัปชัน อันนี้เป็นที่สิ่งที่ดิฉันรู้สึก เศร้ามากนะคะว่าจะท้าอย่างไรดี ก็เลยอยากจะฝากอาจารย์หรือสถาบันพระปกเกล้าว่า ช่วยคิดได้ไหมคะ วิธีการดี ๆ ที่จริงจังที่ท้าให้เร็ว แล้วก็หวังผลอย่างแท้จริง เราอาจจะ ก้าหนดว่า ๓ ปี ๕ ปี เราควรจะได้ผลถึงระดับไหนบ้าง เรื่องการสร้างจิตส้านึกอย่างนี้ มันคงจะต้องท้าหลากหลายวิธี แล้วก็ท้าอย่างกว้างขวาง และการวิจัยนี้ที่อาจารย์ ได้ท้ามาแล้ว แล้วก็ไม่ทราบว่าประเมินแล้วเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้างหรือเปล่า มันดูเหมือนเศร้ามาก มันมืดมนมากเลยค่ะ
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝากอาจารย์ก็คือ ๑. ให้ท้าอะไรเรื่องนี้ให้จริงจัง แล้วก็เร็วแล้วก็ได้ผล หวังผลอย่างแท้จริงได้อย่างไรแล้วก็การสร้างเครือข่าย การต่อต้านการทุจริต ของภาคเอกชนก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทางสถาบันพระปกเกล้าได้มีการประสาน จับมือเป็นเครือข่าย แล้วดิฉันคิดว่าถ้าจับมือกันจริงจังแล้วก็น่าจะเห็นผลมากยิ่งขึ้น ส้าหรับกรณี เรื่องนี้ก็ขอแสดงความชื่นชมยินดีนะคะ ที่หยิบยกขึ้นมา ดีใจมากค่ะ ดิฉันพูดด้วยความจริงใจ เลยนะคะอาจารย์ ท่านประธานคะ ขออนุญาตคุยกับอาจารย์ก็แล้วกันนะคะ ก็ผ่านท่านประธาน ไปถึงทางสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็หวังว่าปีหน้าอาจารย์คงจะมาบอกกับเราได้ว่าเราค้นพบ หนทางที่จะท้าให้คนไทยสามารถที่จะลด ละ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างไร แล้วก็รณรงค์กันทั้งประเทศได้อย่างไรคะ
อีกโครงการหนึ่งที่ดิฉันก็อดชื่นชมแล้วก็สรรเสริญไม่ได้ว่าโครงการโรงเรียน เพื่อสร้างจิตส้านึกพลเมือง โครงการนี้ก็เช่นเดียวกันค่ะ ก็เป็นโครงการที่มีความส้าคัญ ในระยะสั้นและระยะยาว หลายคนมักจะพูดว่าเยาวชนเป็นอนาคตของชาติ แต่ดิฉันเชื่อว่า เยาวชนเป็นทั้งปัจจุบันและเป็นอนาคตของชาติค่ะ การสร้างจิตส้านึกไม่ใช่เรื่องง่าย คงจะต้องสร้างตั้งแต่เกิดหรือสร้างตั้งแต่พ่อแม่ตั้งท้องว่าพ่อแม่จะพูดกับลูกในท้องตลอดเวลา ได้อย่างไรว่าเราจะต้องซื่อสัตย์สุจริตแล้วก็จะต้องเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรามีหน้าที่ เรามีสิทธิเสรีภาพและหน้าที่อย่างไร ให้เขาเข้าใจถึงว่าแม้กระทั่งเขาเกิดมา เขาคิดว่าเขาไม่ได้เสียภาษี แต่จริง ๆ แล้วผ้าอ้อม นมที่เขาดื่มหรือเขาใช้ของทุกอย่างนี่นะคะ เสียภาษีทางอ้อม พ่อแม่ก็ควรจะเข้าใจว่า เอาเงินของพวกเขาไปท้าอะไรบ้าง สิ่งที่ใกล้ตัว ประชาธิปไตยมันกินไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้ว ประชาธิปไตยใกล้ตัวมาก เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่เข้าใจด้วย ไม่ใช่เพียงแต่สถาบันพระปกเกล้า ที่จะไปสร้างส้านึกเท่านั้นเอง ควรจะต้องตั้งแต่พ่อแม่ อย่างเช่นอาจารย์ป๋วยเคยพูดไว้ว่า จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน เราจะต้องจ้าจี้จ้าไช พูดแล้วพูดอีกให้ซึมเข้าไปในสายเลือด ในจิตส้านึกของทุก ๆ คน จึงจะเกิดประโยชน์ แล้วก็ที่อาจารย์ท้าก็ไม่ใช่เปล่าประโยชน์เลยทีเดียว แม้จะฝึกครูได้ ๘๔ คน แล้วก็เด็กสัก ๕,๐๐๐ กว่าคนในโครงการนี้นะคะ แต่ดิฉันคิดว่า ยังจ้านวนไม่พอ แล้วก็จะต้องท้าบ่อย ท้าต่อเนื่อง แล้วต้องกว้างขวาง แล้วก็หลากหลายวิธี ไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียน แล้วก็มาอบรมกัน มาดูงานแค่ชั่ววันชั่วครึ่งวันอย่างนี้ คงไม่ได้ประโยชน์อะไร น่าจะท้าให้ทุก ๆ ชุมชนได้เข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศ เขาเป็น ผู้เสียภาษี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งท่านประธานที่นั่งอยู่ในขณะนี้ ท่านก็กินเงินเดือนภาษีของประชาชน เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องตามไปดูว่าเอาเงินของเรา ไปท้าอะไรบ้าง แม้เราจะเป็นเด็กเป็นนักเรียนที่ยังไม่มีรายได้ก็ตามแต่เราจะต้องท้าหน้าที่ เสียภาษีให้กับประเทศชาติ แล้วก็ขอถือโอกาสนี้เพราะว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ว่า ภ.ง.ด. ๙๑ ซึ่งคนเสียภาษีในขณะนี้ก็มีกฎหมายว่าไม่ต้องเพิ่มเงินการเสียภาษี แต่ให้แจ้งว่าจะช่วย พรรคการเมืองเพื่อท้าการเมืองให้มีคุณภาพนั้นเขาจะต้องเขียนว่าเขาจะสนับสนุน พรรคการเมืองใด เช่น พรรคประชาธิปัตย์ก็ ๐๐๑ อย่างนี้เป็นต้นค่ะ ก็น่าจะได้ส่งเสริม ให้เยาวชนได้เข้าใจด้วยเพื่อเขาจะได้ทราบว่าเขาเอาเงินของประชาชนทุกคนในประเทศ เอาไปสร้างอะไร ประโยชน์ให้กับพวกเขาหรือเปล่า ทางด้านการศึกษาหรือไม่ ทางด้านปากท้อง อาชีพของเขาและเขาจะเจริญเติบโตมาเป็นพลเมืองที่ดี ที่รุ่นพี่ รุ่นพ่อ ได้ท้าไว้ให้เขา แล้วก็รักษาบ้านเมือง อันนี้ก็ส้าคัญเกี่ยวกับการเป็นพลเมืองที่จะต้องดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของโลกเลยทีเดียว เขาจะต้องเข้าใจว่าเราโชคดีที่เกิดมาในประเทศไทย ที่เป็นประเทศเกษตรกรรม เรามีพืชผักผลไม้มากมาย เราสามารถสร้างพลังงานทดแทนจากพืช เพราะฉะนั้นเราจะต้องดูแลทรัพยากรของเรา แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้าท่วม เมื่อปี ๒๕๕๔ นั้นความส้าคัญของป่าต้นน้าจึงกลับมามีความส้าคัญอย่างยิ่งยวดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราไม่รักษาป่าต้นน้าของเราแล้วลูกหลานเราก็คงจะต้องมาด่ารุ่นเราแน่นอนว่าเราไม่รักษา บ้านเมืองความอุดมสมบูรณ์ของประเทศในน้ามีปลา ในนามีข้าว ให้กับพวกเขาต่อไป ดิฉันเคยเสนอรัฐบาล แล้วก็ขอถือโอกาสเสนอสถาบันว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องรณรงค์ปลูกป่าต้นน้า ของประเทศไทยตั้งแต่วันนี้เพื่อที่จะป้องกันภัยพิบัติในอนาคต จะช่วยป้องกันน้าหลาก น้าท่วม และน้าแล้ง ดิฉันก็ยังเสนออีกครั้งหนึ่งว่าท้าอย่างอื่นก็ท้าไปเถิด แต่ว่าการปลูกป่าต้นน้า เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ฝรั่งเขาบอกว่าต้นไม้คือค้าตอบของทุกอย่าง ชีวิตเราจะต้อง ขึ้นอยู่กับต้นไม้ ปัจจัย ๔ แล้วน้าก็มาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นก็ยังขอเสนออีกครั้งหนึ่งว่า คนที่ตกงานในปัจจุบันนี้จ้างให้เขาไปปลูกป่าต้นน้าตามแนวพระราชด้าริโครงการปลูกป่าถาวร เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์และดิฉันเองมีประสบการณ์ในตรงนี้เป็นอย่างมากมา ๑๕ ปี ก็อยากจะเห็นป่าเพิ่มขึ้นเฉกเช่นโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติที่ป่าเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ในประเทศไทย ท้าให้ป่าเดิมมี ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องการ อย่างน้อยที่สุด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจ้างคนตกงานไปปลูกป่าต้นน้าเขาจะมีอาชีพ ต่อเนื่องถึง ๓ ปี เพราะว่าปลูกและดูแลจนต้นไม้ยืนต้นตามโครงการพระราชด้าริ แล้วก็เขาจะมีรายได้ ชาวบ้านมาบอกกับดิฉันว่าเขาได้เงินจากการปลูกป่า ท้าให้เขาสามารถ ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
ท่านเหวง โตจิราการ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมดีใจที่สถาบันพระปกเกล้ามีอายุมาได้ ๑๗ ปีแล้ว แล้วก็มีเลขาธิการมา ๓ สมัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือ ท่านบวรศักดิ์ ท่านนรนิติ เศรษฐบุตร และท่านบวรศักดิ์อีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็สถาบันพระปกเกล้าได้ยกระดับขึ้นมาเป็น พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จากนั้นเป็นต้นมา ด้วยความเคารพนะครับ ผมพูดไม่ต้องการที่จะไปเอาอกเอาใจสถาบันพระปกเกล้า แต่ต้องเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ว่า สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันหนึ่ง ที่มีความแข็งแรงในโครงสร้างและการจัดตั้ง และการบริหารงานมาอย่างดีเลิศมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็มีผลงานจ้านวนมากมาย ตรงนี้ก็คงไม่จ้าเป็นต้องพูดให้มากไปกว่านี้เดี๋ยวจะกลายเป็น การยกยอปอปั้นจนเกินเลย ผมเพียงแต่ต้องการที่จะกราบเรียนท่านประธานให้เห็นว่า ผมมองสถาบันพระปกเกล้าในด้านบวกเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันในสรรพสิ่งในสากล และจักรวาลไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นเอง มี ๒ ด้านครับ คือมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังนั้นจริง ๆ แล้วคนที่เป็นเพื่อนมิตรกันนี่นะครับ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกไว้นะครับว่า คนที่ชี้จุดอ่อนข้อบกพร่องก็คือคนชี้ขุมทรัพย์ ดังนั้นวันนี้ผมต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า ถ้าหากว่าผมชี้จุดอ่อนข้อบกพร่องของสถาบันพระปกเกล้ามากสักนิดหนึ่ง กรุณาอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมมองสถาบันพระปกเกล้าเป็นศัตรู มิได้เป็นอย่างนั้นนะครับ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนอาจจะลุกขึ้นประท้วงผม ผมเพียงแต่ พูดต้องการที่จะกราบเรียนให้เข้าใจไว้ก่อนว่าที่ผมชี้จุดอ่อนข้อบกพร่องนั้น เพราะผมมี ความปรารถนาดีต่อสถาบันพระปกเกล้า ผมเองจะไม่เยิ่นเย้อไปกว่านี้นะครับ ผมจะเอา ประเด็นส้าคัญสัก ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้บริหารชั้นสูง ของสถาบันพระปกเกล้าที่มานั่งฟังในสภาแห่งนี้ ต้องขอบคุณนะครับที่เอาใจใส่
เรื่องแรกครับ ผมไม่เข้าใจครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ประชาชนไทย ๖๗ ล้านคนล้วนแต่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันทั้งสิ้น แล้วการจงรักภักดี ที่ส้าคัญที่สุดแสดงออกที่ต้องเทิดสถาบันไว้เหนือเกล้าเหนือเศียร ดังนั้นใครก็ตามใช้สถาบัน เป็นเครื่องมือในการท้าร้ายผู้อื่นนั้น ต้องกราบเรียนประธานด้วยความเคารพครับ พวกนี้คือ พวกไม่จงรักภักดีครับ และเหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้าซากมาเป็นเวลาตั้ง ๖ ปีแล้ว ผมไม่ทราบว่า สถาบันพระปกเกล้าอยู่ตรงไหนครับ สถาบันพระปกเกล้าอยู่ตรงไหนครับ นี่ข้อที่ ๑ นะครับ และผมกราบเรียนเป็นหลักการไว้ก่อน อันที่จริงสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันที่โชคดี ที่ได้อันเชิญพระนามอันสูงส่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาเป็นชื่อนะครับ ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้มีพระราชปณิธานไว้ชัดเจนนะครับว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะ สละอ้านาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอม ยกอ้านาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อ้านาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร์ ผมกราบเรียนอย่างนี้ ผมจึงถาม สถาบันพระปกเกล้านะครับว่า ท่านไม่รู้สึกร้อนหนาวเลยหรือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในวันนี้ เพราะประเด็นส้าคัญที่สุดของสังคมไทยที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือว่าอ้านาจที่แท้จริงยังไม่ได้เป็นของ ประชาชนทั้งหลาย อ้านาจที่แท้จริงยังอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่เขาเรียกว่า อ้ามาตยาธิปไตย ผมไม่เคยเห็นสถาบันพระปกเกล้าวิจัยในเรื่องพวกนี้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะลงลึกใน ๒ ประเด็นนี้ก่อน ก็คือสถาบันพระปกเกล้านิ่งเฉยได้อย่างไรครับว่า มีคนใช้สถาบันเป็นเครื่องมือในการที่โจมตีใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ผมจะไม่เอ่ยชื่อนามคนหรอกครับ แล้วผมก็ถามไปยังนายทหาร ผู้จงรักภักดีทุกคน รวมถึงถามไปยังโรงเรียนนายร้อย จปร. ด้วย มีบุคคลคนหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมไม่เอ่ยชื่อนะครับ เขาปราศรัยไม่เพียงแต่รับทราบทั่วทั้งประเทศ แต่รับทราบทั่วโลกว่า กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมเอาข้อเท็จจริงมากราบเรียน ไม่ได้มีประสงค์ที่จะเป็นเรื่องอื่น แต่ต้องการที่จะกราบเรียนท่านประธานเพื่อเปิดเผยให้ ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศทราบ แล้วก็สถาบันพระปกเกล้าทราบด้วย เขาปราศรัย อย่างเปิดเผยครับว่าใช้ผ้าอนามัยที่ใช้แล้วของสุภาพสตรีไปเช็ดทาถูฐานพระบรมรูปทรงม้า ผมทนไม่ได้ครับ ในวันนี้ผมยังทนไม่ได้อยู่อีกนะครับ ผมอยากได้ความเป็นธรรมตรงนี้คืนครับ ท้าไมสถาบันพระปกเกล้าไม่วิจัยบ้างว่าการท้าเช่นนี้จงรักภักดีหรือไม่ แล้วคนคนนี้เป็นคนที่ ตะโกนเรื่องจงรักภักดีดังกว่าใครเพื่อน และคนคนนี้ก็เอาเรื่องสถาบันไปใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ให้ตกเรื่องอย่างนี้ก็จะเรื้อรัง แล้วทางการแพทย์นี้ แผลเรื้อรังหรือโรคเรื้อรังจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งครับ ผมไม่ต้องการ ที่จะให้เรื่องทางการเมืองกลายเป็นมะเร็งทางการเมือง เพราะฉะนั้นท่านจะต้องวิจัยในเรื่อง ความจงรักภักดีให้ลึกซึ้ง และท่านต้องตอบค้าถามนะครับว่าการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองในการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นนี้ถูกต้องหรือไม่ เป็นการแสดงความจงรักภักดีหรือไม่ หากไม่ใช่เราจะลงโทษเขาอย่างไร เราจะปรามอย่างไร เราจะห้ามอย่างไร ผมยกตัวอย่าง รูปธรรมเรื่องนี้ผมขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม ผมทนไม่ได้เลยครับ แล้วจนวันนี้ก็ยังเป็นปม ซึ่งไม่ได้รับการคลี่คลายไป ผมอยากจะฝากให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยกรุณาไปวิจัยด้วยนะครับ ก็คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในวันนั้นมีสึนามิครับ มีคนตายทั่วโลก ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คน มีคนไทยตายประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าคน หรือเท่าไรนี้นะครับ นอกจากนี้ก็มีหวัดนกด้วยครับ มีสัตว์ปีกต้องถูกกลบฝังทั้งเป็นหลายล้านล้านตัว อย่างหมูอีก ก็นับล้านตัวเหมือนกันทั่วโลก เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณประสงค์ที่อยากจะ ท้าบุญประเทศก็ได้มีการหารือกันนะครับ โดยผ่านส้านักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปยัง ส้านักพระราชวัง แล้วก็มีค้าชี้แนะอะไรต่าง ๆ มาเรียบร้อย แต่มีบุคคลคนหนึ่งใส่ร้ายป้ายสี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณว่าไม่จงรักภักดีสถาบันพระปกเกล้าท่านนิ่งได้อย่างไรครับ ท่านท้าไมไม่เข้ามาวิจัยว่าจริงหรือเท็จ และในวันนี้ก็พิสูจน์แล้วนะครับว่าเป็นเรื่องเท็จ โดยสิ้นเชิง แล้วเราจะปล่อยให้สิ่งนี้ยังคงอยู่ไปชั่วกัลปาวสานเช่นนั้นหรือ ถามสถาบันพระปกเกล้าครับ และในวันนี้ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ คือทางวิชาการเราต้องให้ความเป็นธรรมกับคน กับนักวิชาการ ในวันนี้มีสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ หลายท่านอภิปรายถึงมาตรา ๑๑๒ แล้วก็ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เอ่ยชื่อก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า หมายถึงคณะนิติราษฎร์ ผมเองไม่ได้อยู่ในคณะนิติราษฎร์ แต่ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือของ ท่านอาจารย์วรเจตน์หลายครั้ง แล้วในเรื่องนี้ผมก็ติดตามเรื่องมาโดยละเอียด จึงอยากจะถาม สถาบันพระปกเกล้านะครับว่าท่านเข้ามาวิจัยในเรื่องนี้ได้ไหม ข้อเสนอของอาจารย์วรเจตน์ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือเปล่า เป็นการล้มล้างสถาบันหรือเปล่า ซึ่งผมต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าผมได้ติดตามอาจารย์วรเจตน์และคณะนิติราษฎร์มาโดยตลอด ท่านแถลงชัด ๓ ข้อนะครับ ก่อนที่ใครต่อใครจะไปใส่ร้ายป้ายสีอาจารย์วรเจตน์หรือคณะนิติราษฎร์ กรุณารับทราบสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ๓ ข้อครับ
คณะนิติราษฎร์บอกชัดนะครับว่าสิ่งที่เขาต้องการในประเทศนี้ ก็คือราชอาณาจักรครับ ดังนั้นสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านที่ไปบอกว่าประธานาธิบดี กรุณาอย่าใส่ร้ายป้ายสีหรือท่านหลับฝันกลางวันก็ไม่ทราบ เพราะอาจารย์วรเจตน์ ท่านบอกชัดครับประเทศนี้ต้องเป็นราชอาณาจักร
อันที่ ๒ ก็คือว่าจะต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ครับ
อันที่ ๓ อาจารย์วรเจตน์บอกชัดครับ ประเทศนี้ต้องเป็นการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ผมขอตอกย้า ๓ ข้อนะครับ เพื่อที่จะได้ปิดกั้นในเรื่องที่จะไปใส่ร้ายป้ายสี คณะนิติราษฎร์เขาเสียทีว่าเขาไม่จงรักภักดีและต้องการล้มล้างสถาบัน ไม่มีครับ เพียงแต่ เขามีความเห็น เขากังวลครับ เขากังวลว่าเฉพาะปี ๒๕๕๔ ปีเดียว มีคดีความที่ใช้มาตรา ๑๑๒ เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการที่จะใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ๔๗๘ คดีครับ ทั้ง ๆ ที่เมื่อถอยหลังกลับไป หลาย ๆ ปีไม่ถึง ๑๐๐ คดีครับ และถอยหลังกลับไปหลาย ๆ ปีไม่ถึง ๑๐ คดีด้วยซ้า ผมอยากจะถามสถาบันพระปกเกล้าว่าได้มีการวิจัยบ้างไหมครับว่าการใช้มาตรา ๑๑๒ เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานคนอื่นเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และสร้างความมั่นคง ให้สถาบัน ผมถามด้วยความจริงใจไม่ต้องการใช้สภาแห่งนี้มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือมาสาธยายความคิดของผม ผมจริงใจจริง ๆ ครับ ผมถามท่านต้องไปวิจัยนะครับ แล้วเมื่อนิติราษฎร์เขาเสนอความคิดเขาซึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ ท่านประธาน แต่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานคือเวลาพูดทางวิชาการต้องพูดให้ หมดเปลือกครับ คือเขามีความเห็นว่า มาตรา ๑๑๒ เขาไม่ได้ลบล้าง เขาไม่ได้ยกทิ้ง แต่เขาเห็นว่าควรจะยกไปเป็นหมวดต่างหาก ก็คือหมวดว่าด้วยพระเกียรติยศของ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ องค์รัชทายาท รวมไปถึงผู้ส้าเร็จราชการแทนพระองค์ สถาบันพระปกเกล้าช่วยกรุณาวิจัยได้ไหมครับว่าการที่เขาเสนอความคิดเห็นอย่างนี้ดีหรือไม่ดี ต่อมาตรา ๑๑๒ ดีหรือไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเองเสียใจนะครับ ท่านประธานครับ ที่จริงผมเคารพนะครับ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าผมมองเห็นด้านบวกของสถาบันพระปกเกล้าเยอะ แต่ในวันนี้ผมมีความจ้าเป็นต้องพูดถึงด้านลบครับ ไม่อย่างนั้นมาสรรเสริญเยินยอจนไม่รู้ จะสิ้นสุดที่ไหนมันเห็นจะไม่ได้ เพราะมันจะไม่ได้ประโยชน์ในการพัฒนาตัวสถาบัน ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม ถึงถ้าหากว่าท่านจะโต้แย้ง ผมก็ยินดีรับฟัง คืออาจารย์บวรศักดิ์ ท่านเป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่งทางด้านกฎหมาย ทางด้านนิติศาสตร์ ทางด้านนิติรัฐ แล้วท่านก็คงจะรู้ว่าประเทศชาติบ้านเมืองจะอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อเราจะต้องมีนิติรัฐ นิติธรรมที่ถูกต้อง ผมอยากจะฟังอาจารย์บวรศักดิ์ครับว่า เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าว่าเวลาท่านจะโต้แย้งคณะนิติราษฎร์นี่นะครับ นิติราษฎร์ ผิดอย่างไรครับ ๗ ข้อนั้น แต่ผมเสียใจจังเลยท่านประธาน คือท่านไปใช้วิธีการที่ไม่เหมาะ ส้าหรับคนที่เป็นครูบาอาจารย์ ไปเสียดสีเยาะเย้ยว่าถ้าจะดีกว่านั้นก็คือว่าไปเปลี่ยนกฎ กติกา ของคนที่รับทุนอานันทมหิดล ขอประทานโทษ ท่านอาจารย์พูดอย่างนั้นนะครับ แต่ว่า ถ้อยค้าอาจจะไม่ได้ตรงความทุกตัวอักษร ว่าให้เขียนว่าเนรคุณ อย่าไปเนรคุณผู้มีพระคุณ จะดีกว่าไหม ท่านโต้แย้งอย่างนี้ได้อย่างไร ท่านท้าลายศักดิ์ศรีตัวท่านเองนะ แล้วท้าลาย ศักดิ์ศรีของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผมไม่ว่านะ แต่ท่านก้าลังท้าลายศักดิ์ศรีของ สถาบันพระปกเกล้าหรือเปล่าครับ ท้าไมอาจารย์บวรศักดิ์ ท่านไม่โต้แย้งทางความคิดละครับ ทางวิชาการละครับว่าเขาจะโยกย้ายไปหมวดใหม่มันผิดอย่างไร ว่าเขาจะแยกความผิด ต่อพระมหากษัตริย์ ต่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ต่อองค์รัชทายาท ต่อผู้ส้าเร็จราชการแทนพระองค์ ผิดอย่างไร แล้วท่านเสนอความผิดว่าให้มันสอดคล้องกับการกระท้า ทั้งนี้เนื่องจากว่า คณะนิติราษฎร์เขาเห็นว่าความผิดถึงชั้น ๑๕ ปีนี้นะครับ มันเป็นผลสืบทอดของ คณะรัฐประหาร ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ท่านช่วยวิจัยหน่อยได้ไหมครับว่าที่อาจารย์วรเจตน์นี่ เสนอมาผิดอย่างไรครับ แล้วก็ที่อาจารย์วรเจตน์เขาเป็นห่วงว่าใช้มาตรา ๑๑๒ มาเป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายป้ายสีและโจมตีทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม จนคดีความ ๔๗๘ คดีแล้วเมื่อปี ๒๕๕๔ ดังนั้นท่านอาจารย์วรเจตน์ก็มีความเห็นว่าควรจะต้องมี องค์กรกลั่นกรองเพื่อไม่ให้ใครต่อใครเที่ยวใช้มาตรา ๑๑๒ ในการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นอย่างนี้ ผิดหรือครับ เขาต้องการให้มีองค์กรกลั่นกรอง ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ท่านก็โต้แย้งไปสิครับ แล้วก็เสนอมาว่าอาจจะเป็นส้านักพระราชวัง หรือส้านักราชเลขาธิการ หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ว่าไปสิครับ นี่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าช่วยกรุณาไปวิจัยเถอะครับว่า การใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการโจมตีใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงกันข้ามนี่ เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เป็นประโยชน์ ต่อสถาบันหรือไม่ ต้องกราบเรียนท่านประธาน ผมเป็นห่วงจังเลย ผมเป็นคนผ่าน ๑๔ ตุลาคม และ ๖ ตุลาคม ห่วงครับ ท้าไมไม่ห่วงครับ เพราะวันที่ ๖ ตุลาคม ถ้าท่านประธานยังจ้าได้เขาปลุกระดมถึงขั้นว่าฆ่ามัน ฆ่ามัน ขอประทานโทษที่ใช้ค้าหยาบ เพราะวันนั้นมีคนจงใจ หนังสือพิมพ์ ๑ ฉบับ แล้วสถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ แห่ง ขออนุญาต เอ่ยนามเลยครับ ไม่มีอะไรเสียหายเพราะเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ก็คือหนังสือพิมพ์ดาวสยาม เขาไปแต่งรูปครับ จนท้าให้รูปนั้นคล้ายคลึงกับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่นะครับ แล้วก็มีสถานีวิทยุแห่งหนึ่งไปปลุกระดมว่าไอ้พวกนี้มันไม่จงรักภักดีไปฆ่ามัน ฆ่ามัน ท่านประธานครับ ตรงนี้มันยังเกิดซ้ารอยในปี ๒๕๕๓ ก็คือ ศอฉ. นี้ไปร่างผังล้มเจ้า และในวันนี้ด้วยความเคารพนะครับท่านประธาน ผมจะให้ข้อมูลกับสถาบันพระปกเกล้า ไม่ใช่ใช้เวลาที่ประชุมนี้มาเสียเวลา เพราะผมไม่เคยเห็นสถาบันพระปกเกล้าพูดเรื่องนี้เลยครับ ผมเสียใจมาก ไม่พูดเรื่องนี้ครับ คือว่า ศอฉ. นี้นะครับ ก่อนหน้านี้เขาไม่ประสบผลส้าเร็จ ในการที่จะสร้างเงื่อนไขในการที่จะไปสลายม็อบ หรือคุณจะเรียกว่าเรียกขอคืนพื้นที่อะไรก็แล้วแต่ ฉับพลันทันใดนั้นเองในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม คุณก็เสนอผังล้มเจ้า จากวันนั้นเป็นต้นมา คุณปลุกระดมเลยคล้าย ๆ กับปี ๒๕๑๙ ที่มีหนังสือพิมพ์ดาวสยามไปแต่งรูป แล้วก็มี วิทยุยานเกราะไปปลุกระดม ปลุกระดม เที่ยวนี้ก็เหมือนกัน ศอฉ. เป็นคนลงมือเองเลย ไปร่างผังล้มเจ้า และในวันนี้ด้วยความเคารพนะครับ อย่างที่ผมเคยกราบเรียนท่านประธาน แต่วันนี้ผมไม่ได้เตรียมมา คือมีค้าจดของศาลเพื่อประนีประนอมยอมความระหว่าง พันเอก สรรเสริญ แก้วก้าเนิด กับอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่ได้เสียหายอะไร ก็คือผมจ้าเนื้อความได้แต่ถ้อยค้าผมอาจจะจ้าไม่ได้ชัดทุกตัวอักษร เนื้อความก็คือ พันเอก สรรเสริญ แก้วก้าเนิด พูดชัดต่อหน้าศาล และมีการบันทึกไว้ว่า
คุณหมอเหวงครับหยุดก่อนครับ คุณบุญยอด มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมต้องลุกขึ้นประท้วงตามข้อบังคับว่าท่านผู้อภิปรายนั้นอภิปรายนอกประเด็นนะครับ แล้วก็ไปพาดพิงคนภายนอกซึ่งไม่มีโอกาสที่จะมาอธิบายความต่าง ๆ ได้ ผมเชื่อว่า มีหลายประโยคทีเดียวที่หมิ่นเหม่ต่อการพาดพิงให้เขาเสียหายอย่างมากนะครับ ซึ่งผมคิดว่า ถ้าวันนี้ถ่ายทอดสด ท่านอาจจะโดนฟ้องก็ได้นะครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
คืออย่างนี้ เขาห้ามกล่าวถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จ้าเป็น แต่ถ้าทางคุณหมอเหวงจะพยายามหน่อย ก็ไม่เป็นอะไร แต่ว่าถ้าไม่กล่าวถึงเลยก็ดี แต่ถ้ากล่าวถึงนั้นเกิดการฟ้องร้อง ท่านต้องรับผิดชอบ เอง ผมวินิจฉัยให้ท่านพูดได้ เชิญครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านดอกเตอร์สุนัย มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ผมบังเอิญนั่งฟังอยู่ตลอดเวลา ผมอยากจะขอกราบเรียนท่านประธานว่า ค้าวินิจฉัย ของประธานนั้นอาจจะคลาดเคลื่อน เพราะบุคคลที่ว่าเป็นบุคคลภายนอกนั้นเข้าใจว่า สิ่งที่คุณหมอเหวงพูดนั้นคือคุณบวรศักดิ์ จริง ๆ วันนี้ท่านก็มานั่งฟังด้วยครับ มาชี้แจง ท่านอยู่ในฐานะของสถาบันพระปกเกล้าไม่ใช่บุคคลภายนอกในเหตุการณ์วันนี้ครับ จึงขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้ค้าวินิจฉัยของท่านประธานศักดิ์สิทธิ์ กราบพระคุณครับ
ผมได้วินิจฉัยแล้ว ก็มีบุคคลภายนอกเป็นบางคนที่เอ่ยฟัง เพราะฉะนั้นถ้าไปพาดพิง บุคคลภายนอกก็ถูกฟ้องร้องเอง แต่ถ้าจะไม่พูดถึงบุคคลภายนอกด้วยได้ก็จะเป็นการดี เชิญคุณหมอเหวงต่อครับ
คือผมเป็นห่วงสถาบันพระปกเกล้า เพราะว่าสถาบันพระปกเกล้าเขียนไว้ในเอกสารของท่านเองนะครับว่าท่านศึกษาวิจัยนะครับ ผมเองหาเล่มหนังสือไม่เจอแล้วนะครับ ขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานสักนิดหนึ่ง ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นโดยตรง ผมถึงต้องกราบเรียนท่านประธาน และผมก็ดีใจที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถาบันพระปกเกล้ามาร่วมรับฟังในที่นี้ แล้วผมก็กราบเรียนด้วยความจริงใจจริง ๆ ศึกษาวิจัยทางวิชาการเพื่อสร้างองค์ความรู้ และสะท้อนการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองการปกครองด้วยนะครับ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสถาบันพระปกเกล้า ศึกษาอย่างเป็นระบบ ผมก้าลังอยู่ในประเด็นเลยครับ เพราะผมเป็นห่วงครับว่าเมืองไทย ไปไหนไม่รอด เพราะมันมีคนบางกลุ่มใช้เรื่องสถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการใส่ร้ายป้ายสี คนบางกลุ่ม แล้วเรื่องนี้ก็ซ้าแล้วซ้าเล่า แล้วผมก้าลังจะกราบเรียนว่าขณะนี้ ก้าลังจะเกิดเหตุการณ์ซ้า ๖ ตุลา ก็คือไปใส่ร้ายป้ายสีคณะนิติราษฎร์ว่าไม่จงรักภักดีนะครับ ผมถึงฝากให้ทางสถาบันพระปกเกล้าไปวิจัย แล้วที่ผมก้าลังอภิปรายก็คือว่า ตอนเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เป็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับ ๖ ตุลาเลย ก็คือเริ่มต้นด้วย ผังล้มเจ้าก่อน ผมไม่เอ่ยนามนะครับ ในวันนี้ผู้ที่มีชื่อเกี่ยวข้องทั้งหลายยืนยันแล้วครับว่า บุคคลที่มีชื่อในผังนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการล้มเจ้าเลย สถาบันอยู่ไหนครับในวันนั้น ผมปวดร้าวครับ หลังจากฆ่ากันไป ๙๑ ศพ วันนี้ยังไม่ช้านะครับกรุณามาวิจัยได้ไหมครับว่า ผังล้มเจ้านั้นเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการที่ไปปั่นหัวทหารชั้นผู้น้อยเพื่อไปฆ่าประชาชน หรือเปล่า จริง ๆ ตรงนี้มีข้อมูลจากเสนาธิปัตย์ ตรงนี้เอ่ยได้ครับ เขียนไว้ชัดเจนและเอ่ยได้ เพราะอยู่ในหนังสือ ถ้าท่านจะโต้แย้งเดี๋ยวขอให้ผมไปค้นหนังสือมา แล้วผมก็จะโต้แย้งกับท่าน ในหนังสือเขียนชัดโดยหัวหน้าควง ปีที่ ๖๕ ฉบับเดือนธันวาคมเขียนไว้ชัดว่า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม อนุมัติยุทธการในเมือง ผมขอแค่นี้เพื่อไม่ต้องการให้เกิดการประท้วงนะครับ อนุมัติยุทธการในเมือง ยุทธการนั้นคืออะไร ท่านลองไปดูก็แล้วกัน แต่ผลที่ท่านเห็นก็คือประชาชนเสียชีวิตด้วยปืนสไนเปอร์ (Sniper) แล้วก็การฆ่าฟันกันมากมาย ผมถามว่าสถาบันพระปกเกล้าอยู่ตรงไหนในวันที่ ศอฉ. เสนอผังล้มเจ้าครับ ผังล้มเจ้าเป็นเรื่องที่ไม่จริงครับ ทีนี้ผมขออนุญาตที่จะข้ามไปสู่ประเด็นที่ส้าคัญ เพราะผมไม่ต้องการที่จะให้เสียเวลาที่ประชุมแห่งนี้มากจนเกินไป
ข้อต่อมา กราบเรียนท่านประธานนะครับ เดี๋ยวจะได้ไม่ต้องมาประท้วงผม ผมอยู่ในประเด็นครับ ศึกษาวิจัยทางวิชาการเพื่อสร้างองค์ความรู้ และสะท้อนการแก้ปัญหา เกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และสถาบันพระปกเกล้าศึกษาอยู่ในระบบ ผมกราบเรียนถามท่านประธาน ท่านประธานเห็นด้วยกับผมไหมครับว่า ประเทศไทยที่มันไปไม่ถึงไหนเพราะมีการรัฐประหาร ซ้าซาก ผมยังไม่เคยเห็นผลงานวิจัยสักฉบับหนึ่งของสถาบันพระปกเกล้าวิเคราะห์ในเรื่อง การรัฐประหาร และผมเองด้วยความเคารพผมเองไม่ว่ากันหรอกครับ คนบางคนที่อาจจะ มีส่วนร่วมกับการรัฐประหาร แต่ในวันนี้ท่านส้านึกแล้วหรือยังว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิด ถ้าหากว่าท่านส้านึกว่าการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นเรื่องที่ท้าลาย ประเทศชาติอย่างย่อยยับท่านควรมาขอโทษประชาชนแล้ววิเคราะห์ให้เห็น ผมเห็นหลายคน เป็นกรรมการในสถาบัน ไม่ขออนุญาตเอ่ยนามแล้วกัน เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าผมไปเอ่ยชื่อคน ที่จริงผมไม่ได้กลัวเรื่องการฟ้องร้องครับ เพราะมีหลักฐานอะไรมากมาย แต่ผมไม่ต้องการ เอาเปรียบคนเฉกเช่นนักการเมืองบางคนที่ชอบเอาเปรียบคน ผมไม่ต้องการเอาเปรียบคนครับ แต่ในรายชื่อของสถาบันมีหลายคนมีส่วนร่วมในการรัฐประหาร ผมจึงถามต่อนะครับว่า สถาบันเห็นว่าการรัฐประหารเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยหรือเปล่า ถ้าหากว่า การรัฐประหารเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยก็กรุณาเชิญชวนรัฐประหารเลยนะครับ ผมไม่ได้ท้าทายนะครับ บ้านเมืองมันจะได้ไปรอดเสียที ผมเคยกราบเรียนท่านประธาน หลายครั้งแล้วนะครับว่าประเทศไทยไม่มีอะไรด้อยไปกว่าประเทศญี่ปุ่นเลย แต่เราไปไหนไม่รอด เพราะว่ามีการรัฐประหารซ้าซาก ช่วยตอบได้ไหมครับว่าการรัฐประหารเป็นประโยชน์ หรือเป็นโทษต่อประเทศไทย แล้วการรัฐประหารตั้งแต่การรัฐประหารครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ก็อ้างอย่างน้อย ๒ ข้อ
ข้อที่ ๑ ก็คือไม่จงรักภักดี เอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกแล้ว
อันที่ ๒ ก็คือคอร์รัปชันโกงกิน สุดท้ายก็เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยครับ ในวันนี้คุณกล่าวหานายกรัฐมนตรีทักษิณคุณพิสูจน์ได้แล้วหรือยังว่าอะไรบ้าง ๒,๕๐๐ ศพ ที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีทักษิณวันก่อน ผมในฐานะที่ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐเจ้าหน้าที่ต้ารวจทุกระดับชั้นมายืนยันครับว่า ๒,๕๐๐ ศพเป็นเรื่องโกหกครับ เพราะว่าทุกปีมีคดีความและมีคนตาย ๒,๕๐๐ กว่าคนถึง ๓,๐๐๐ คน เป็นคดีอาญา แต่ไม่สามารถที่จะหาคนกระท้าได้ ไม่สามารถหาฆาตกรหรือคนลงมือได้ เพราะฉะนั้น คุณอย่าเหมารวมสิครับ เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มาให้ข้อมูลกับผมแล้วผมจะเอาข้อมูลมากราบเรียน ท่านประธานทีหลังว่าในปีที่กล่าวหาว่ามีการฆ่าคนตาย ๒,๕๐๐ ศพจากเรื่องยาเสพติด ค่าตัดตอนนี่ ที่นักการเมืองบางคน พรรคการเมืองบางพรรคชอบตอกย้าอยู่เรื่อยในสภาแห่งนี้ ผมกราบเรียนนะครับเจ้าหน้าที่ระดับสูงบอกกับผมในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐว่าในปีนั้นมีคดีความอันเนื่องจากยาเสพติดแค่ประมาณ ๑๐๐ กว่าคดีเศษ ๆ เป็นต้น นี่คือการใส่ร้ายป้ายสีกันนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะสรุปแค่นี้นะครับว่า อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังสถาบันพระปกเกล้า
ข้อที่ ๑ กรุณาวิจัยหน่อยได้ไหมว่าในวันนี้มีคนเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ในทางการเมืองโจมตีและใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น และอาจจะลึกไปจนถึงขั้นที่จะ ก่อกรณีฆ่าสยดสยองวันที่ ๖ ตุลาคมกลางเมืองขึ้นอีก แล้วท่านจะอยู่นิ่งดูดายได้หรือไม่ ท่านควรจะวิจัยหรือไม่
ข้อที่ ๒ ก็คือการรัฐประหารเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยหรือไม่ ถ้าท่านเห็นว่า ไม่เป็นประโยชน์ช่วยกรุณาเสนอมาตรการในการที่จะป้องกันรัฐประหารได้ไหมครับ ไม่อย่างนั้นผมก็รู้สึกเสียใจที่ว่าเราตั้งสถาบันพระปกเกล้ามา แล้วข้อแรกของพันธกิจ ท่านเขียนไว้ชัดเจนเลยนะครับ อย่างนี้นะครับ แล้วท่านท้าอะไรบ้างเกี่ยวกับค้าถาม ๒ ข้อของผม ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เดี๋ยวผมเรียกตามรายชื่อนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่ผมจะอภิปรายตั้งข้อสังเกตรายงานประจ้าปีของ สถาบันพระปกเกล้า อยากจะหารือกับท่านประธานว่าขอให้ท่านประธานได้เคร่งครัด กับการบังคับการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้วก็อยู่ในประเด็น เพราะเรื่องแต่ละเรื่อง ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณาหยิบยกขึ้นมา ผมคิดว่าหลายประเด็นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ เราก้าลังพิจารณากันอยู่ และซ้าร้ายยังใช้โอกาสของสภาแห่งนี้ท้าตัวเป็นเหมือนกับ กระบอกเสียงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่อยู่ภายนอก ซึ่งผมคิดว่าเวทีนี้ไม่ใช่เวทีของ คนเหล่านั้น ขอให้ท่านประธานได้เคร่งครัดในเรื่องนี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะตั้งขอสังเกตกับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้า ๓-๔ ประเด็น ซึ่งเป็นรายงานที่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายพระราชบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งก้าหนดให้หน่วยงานเช่นสถาบันพระปกเกล้า ต้องรายงานต่อรัฐสภา ท่านประธานครับ ในบทรายงานแล้วก็ประกอบกันเป็นหนังสือเล่มนี้ ผมอยากตั้งข้อสังเกตเป็นประการแรกก็คือว่าผมเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของการที่จะให้ สถาบันพระปกเกล้ามารายงานกับรัฐสภานี้ ไม่ใช่เป็นการเอางานทางธุรการของท่าน มาเล่าให้กับสมาชิกรัฐสภาฟัง หากแต่ต้องการที่จะเห็นผลงานหลักของท่านในปี ๒๕๕๓ ที่ท่านรายงานนี้ว่ามันคืออะไร ท่านได้เผชิญกับปัญหาอะไรบ้างในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นปีที่ มีการเปลี่ยนแปลงปัญหาสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนี้มากมายเหลือเกิน ขณะเดียวกัน รัฐสภาก็อยากจะเห็นว่าแนวทางที่ท่านจะแก้ไขเป็นอย่างไรและทิศทางต่อจากนั้นไปของท่าน คืออะไร ถ้าท่านสามารถที่จะอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ โดยอาจจะท้าเป็นรูปบทสรุปของผู้บริหาร มาให้สมาชิกรัฐสภาได้อ่านได้รับทราบก็จะเป็นประโยชน์ ดีกว่าที่จะมานั่งเปิดดูว่า ท่านมีกิจกรรมไปท้าอะไรที่ไหน อย่างไร มีภาพข่าวเหมือนกับภาพข่าวในหน้า ๔ ของหนังสือพิมพ์แบบนี้ ผมคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ แล้วก็หารือไปถึงท่านประธานสภาด้วยนะครับว่า ในรายงานของหน่วยงานอื่น ๆ ก็น่าที่จะมีบทสรุปของผู้บริหารให้กับสมาชิกรัฐสภาได้ศึกษาด้วย แล้วก็ก้าชับประเด็นเหล่านี้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง สถาบันพระปกเกล้าก็คือว่าในปี ๒๕๕๓ เป็นปีที่มีวิกฤติทางการเมืองเกิดขึ้นมากมายหลายเรื่อง ผมได้เห็นบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นเองนะครับ นั่นก็คือ การให้สถานที่ ให้นายกรัฐมนตรีพร้อมกับคณะไปเจรจากับผู้น้าการชุมนุม คือการให้ ห้องประชุมสภาพัฒนาการเมืองของสถาบันพระปกเกล้า บทบาทแค่นั้นเพียงพอไหมครับ ผมคิดว่าในปี ๒๕๕๓ สถาบันพระปกเกล้าน่าจะแสดงบทบาทได้มากกว่านั้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในอดีตนั้นเมื่อมีวิกฤติทางการเมืองการปกครองสังคมก็จะเรียกหาว่า ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายที่เป็นกลางโดยเฉพาะนักวิชาการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะออกมา มีบทบาทมาชี้แนะ มาชี้น้ามาเสนอทางออกให้กับสังคมอย่างไร แต่ท่านก็ทราบดีในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ สถาบันการศึกษา บทบาทนักวิชาการในมหาวิทยาลัยลดน้อยลงมาก นักวิชาการถูกสังกัดฝ่าย ถูกครอบถูกกลืนไปมากมาย ไม่สามารถแสดงบทบาทที่จะชี้แนะ ชี้ทางออกให้กับสังคมได้ ให้สังคมเป็นที่เชื่อถือได้ ผมก็หันไปมองสถาบันพระปกเกล้านี้ละ ซึ่งคิดว่าจะมีบทบาทส้าคัญในการชี้ทางออกของสังคม แต่ปี ๒๕๕๓ เราเห็นบทบาทนี้น้อย แล้วก็หลังจากนั้นในปี ๒๕๕๔ ก็ตาม บทบาทก็แทบจะไม่ต่างกับสถาบันการศึกษา หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เลย อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมคิดว่าอยากให้ สถาบันพระปกเกล้าสามารถที่จะออกมาเป็นที่พึ่งหวังของสังคมได้เมื่อเกิดวิกฤติในทุกครั้ง ท่านจะเป็นที่พึ่งหวังได้ก็ต่อเมื่อท่านมีองค์ความรู้ ท่านมีบุคลากรที่พร้อมที่ติดตาม สถานการณ์การเมืองการปกครองอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลาและพร้อมที่จะออกมาเป็นหลัก ให้กับสังคมได้ นี่คือข้อเรียกร้องประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากไปถึงสถาบันพระปกเกล้า
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่ ๒ การเมืองการปกครองที่เผชิญกับปัญหา วิกฤติรุนแรงต่อเนื่องมา มันมีต้นตอมาจากเรื่องหนึ่งก็คือเราท้าการเมืองกันอย่างไม่บริสุทธิ์ กระบวนการเข้าสู่ต้าแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นระดับตั้งแต่ อบต. ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา มีค้าถามเรื่องความบริสุทธิ์ มีค้าถามเรื่องการเลือกตั้ง ที่เต็มไปด้วยการซื้อเสียง มีค้าถามเรื่องของการลงทุนของกลุ่มธุรกิจการเมืองที่จะใช้การเมือง เป็นฐานในการแสวงหาผลประโยชน์ การเมืองที่ไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ละครับคือต้นเหตุของ ปัญหาความวุ่นวายในบ้านเมืองของเรา ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าจะต้องยึดหลักอันนี้ว่า ต้องส่งเสริมสนับสนุนการเมืองที่บริสุทธิ์ ส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมการท้าการเมือง ที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง ท่านอาจจะออกมาในรูป ของการวิพากษ์วิจารณ์ อาจจะออกมาในรูปของการศึกษาวิจัย การฝึกอบรม แต่ทุกครั้ง ต้องเน้นต้องยืนอยู่บนหลักว่าการเมืองเราต้องสะอาด ต้องบริสุทธิ์ ถ้าท่านไม่เป็นหลัก ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นหลักละครับ วันนี้ทิศทางการเมืองซื้อเสียงได้ก็เฮละโลกันไปจะซื้อเสียง จะใช้อ้านาจเงินเข้าไปมีบทบาท สิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นไม่ได้ท่านต้องเป็นหลัก
ประการต่อมานะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประการสุดท้ายที่อยากจะน้าเสนอท่าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขา สละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้อยความในพระราชหัตถเลขา มาประกอบในหนังสือและประกอบในหลายที่หลายแห่งที่ใช้ในการอบรมสัมมนา หรือการโฆษณาเผยแพร่ทั้งหลาย เนื้อความเราก็ทราบกันว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะ สละอ้านาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอม ยกอ้านาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อ้านาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร ความในพระราชหัตถเลขานี้ผมคิดว่าจ้าเป็นอย่างยิ่ง ที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องจ้า จะต้องใช้เป็นแนวทางในการท้างานของท่าน ท่านจะต้อง เป็นหน่วยในการเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลาว่า พระราชอ้านาจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยนั้น บัดนี้อ้านาจนั้นได้อยู่ในมือของราษฎรแท้จริงหรือไม่ มีเพื่อนสมาชิกบางคนก็บอกว่า เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขยังไม่สมบูรณ์นั่นเอง นั่นก็อาจจะมองได้ บางช่วงเวลาอ้านาจนั้นอยู่ในมือของทหาร บางช่วงเวลาอ้านาจนั้นอยู่ในมือของพลเรือน แต่ว่าอ้านาจนั้นได้ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎรตามที่มีพระราชหัตถเลขาหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองก็มีมุมมองที่แตกต่างออกไป วันนี้แนวโน้มการรวมศูนย์อ้านาจ ก้าลังจะกลับมา รวมศูนย์อ้านาจโดยการใช้ระบบการเลือกตั้งนี่ล่ะครับ ระบบรัฐสภาของเรานี่ละครับ แล้วเอาอ้านาจนั้นไปรับใช้คนบางคน กลุ่มทุนที่เขาเรียกว่า กลุ่มทุนสามานย์ ก้าลังครอบง้า กับระบบการเมืองการปกครองของเราเกือบจะเบ็ดเสร็จแล้ว ถามว่าสถาบันพระปกเกล้า มีหน่วยเฝ้าระวังติดตามกับปัญหานี้หรือไม่ วันที่เราบอกว่าเราต้องการต่อต้าน การปฏิวัติรัฐประหาร เราได้ตอบค้าถามกับตัวเองหรือไม่นะครับว่า เงื่อนไขในการน้าไปสู่ การรัฐประหารนั้นใครเป็นคนก่อขึ้น แล้วเราจะป้องกันมันได้ไหม วันนี้กลุ่มทุนสามานย์ ก้าลังมีบทบาทเหนืออ้านาจอธิปไตยของประเทศนี้ เราก้าลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก้าลังแก้ กฎกติกา เราก้าลังมีความพยายามที่จะเอาอ้านาจที่เป็นของราษฎรนั้นไปอยู่ภายใต้ อาณาจักรของครอบครัวของธุรกิจของคนบางกลุ่มบางพวกหรือไม่ นี่ต่างหากละครับ ที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องมีบทบาทในการเฝ้าระวัง ซึ่งอยากจะฝากกับท่านประธานไว้ในท้ายนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ในเรื่องของสถาบันพระปกเกล้า กระผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เป็นนักศึกษาของสถาบันนี้ ก็ถือว่ามีความภูมิใจแล้วก็ช่วงที่ ได้เข้าเรียนใน ปปร. รุ่นที่ ๑๓ ผมก็พยายามที่จะเรียนรู้ว่าสถาบันพระปกเกล้าได้สอนอะไร ให้กับพวกเราบ้าง หรือว่าจะจูงพวกเรารัฐสภาแห่งนี้หรือว่าพี่น้องประชาชนหรือว่า ข้าราชการนี่เขาก้าวเดินไปทางไหน ในเบื้องต้นนะครับ กระผมเข้าใจว่าวันนี้ ส.ส. ในระบอบประชาธิปไตยที่ขึ้นมานี่นะครับ ท่านก็มาจาก หลากหลายความรู้ หลากหลายสาขาอาชีพ มาจากทุกภาคส่วนของประเทศไทยย่อมมีความรู้ ความเข้าใจในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน ผมถือว่าสถาบัน พระปกเกล้านี่เป็นสถาบันที่ส้าคัญในการที่จะให้ค้าแนะน้าหรือว่าอาจจะสอนด้วยก็ได้นะครับ สอนให้ ส.ส. เข้าใจว่าประชาธิปไตยมันเป็นอย่างไร ประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขนี่ควรจะด้าเนินการกิจการอย่างไร แล้วก็สอนกติกากิริยามารยาทให้ ส.ส. ด้วย ในบางโปรแกรม (Program) นะครับ ผมก็ได้เข้าเรียนด้วยนะครับ สอนให้ ส.ส. รู้จักการเป็นผู้น้า ความเป็นผู้น้า สอนให้รู้จักการมีมารยาทในการเป็นตัวแทนใน ระดับประเทศเวลาเดินทางไปไหนมาไหนก็จะได้ไม่อับอายขายขี้หน้าเขา ผมถือว่าสถาบัน พระปกเกล้านี่ถือว่าเป็นพี่เลี้ยงนะครับ เป็นพี่เลี้ยงของรัฐสภาของเรา แล้วก็จากการที่ได้เป็น นักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้านี่ผมก็ได้ประโยชน์นะครับ แต่ที่จ้าเป็นหลัก ๆ ไว้ก็คือ ประชาธิปไตยนี่นะครับ มันก็จะดูหลัก ๆ ของโลกตั้งแต่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีประธานาธิบดีมีอ้านาจลงมา ถ้าประเทศอังกฤษก็มีนายกรัฐมนตรี ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มี พระมหากษัตริย์ ประเทศอังกฤษมีพระมหากษัตริย์ หรือจะเอาแบบประเทศฝรั่งเศสที่เป็นกึ่ง ๆ สังคมนิยมด้วย มีวิธีการคัดเลือกการเลือกตั้ง ก็พยายามเรียนรู้ แล้วก็เข้าใจ ก็ขอบคุณ วันนี้ก็ พยายามที่จะไปที่เจตนารมณ์ในการที่จะตั้งสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมาเพื่ออะไร ก็มาดูรายงาน ปี ๒๕๕๓ ผมก็พยายามดูว่าเนื้อหาเนื้องานพยายามเอาเซเว่นเอส (Sevens) มาจับ แมคคิงซี (Mckingy) มาจับ โครงสร้างการบริหารการจัดการ หรือวิธีการแนวคิดในการด้าเนินการ หรือสแทรท์ทิจี (Strategy) ทั้งหลายนี่ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของสไตล์ (Style) การท้างานนี่ กระผมเข้าใจว่าเวลาเราดูหลักการการบริหารการจัดการกันนี่นะครับ เราคงจะดูผู้บริหาร ผู้บริหารนี่ ผู้น้านี่ องค์กรนี่ มีแนวคิดอย่างไร ถ้าวันนี้ผมก็อ่านหน้าแรกเลยครับ สาสน์จาก เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ก็บอกว่าสถาบันพระปกเกล้าได้ด้าเนินงานเพื่อเสริมสร้างและ เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เป็นพันธกิจหลักของสถาบัน แค่นี้ก็พอแล้วครับ แค่นี้ ก็พอแล้ว ผมก็อ่านแค่นี้ก็พอ เพราะว่าเดี๋ยวเวลาวางโครงสร้างมา วางทีมเวิร์ค (Teamwork) ลงมา ไม่ว่าจะท้าอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านก็ไปท้าเรื่องนี้เลยครับ ท้าให้พี่น้องประชาชนได้มี ความรู้ความเข้าใจในเรื่องระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข แต่ที่ผ่านมาก็ค่อนข้างจะรู้สึกว่าสถาบันพระปกเกล้าของเราเกิดกรณี ความขัดแย้งของบ้านเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มา มาถึงปี ๒๕๕๓ มีการฆ่าฟันกัน มาปี ๒๕๕๔ เลือกตั้งใหม่ ปี ๒๕๕๕ นี้เริ่มใหม่ กระผมเข้าใจว่าความขัดแย้งต่าง ๆ นี้ก็ยังคงอยู่ ความรักนะครับ กระผมเข้าใจว่าวันนี้ปรองดองหรือสมานฉันท์นี่พยายามท้ากัน แต่มันเฝือหรือเปล่าครับ พูดแล้วท้าได้หรือเปล่า จะยอมรับกันไหมในกติกาอันนี้นี่ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ วิพากษ์ มาตรา ๑๑๒ หรือการตั้งของคณะนิติราษฎร์ ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันเกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือเปล่า กระผมว่ามันเกี่ยวนะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเห็นนะครับ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ อยากจะให้มีกรรมการหรือมีสถาบันที่พูดแล้วนี่คนฟัง ไม่ใช่พูดแล้วนี่คนไม่ฟัง ถ้าปล่อยให้ พรรคการเมืองมาว่ากันคนละทีสองที กระผมก็เข้าใจว่าเป็นมุมมองนะครับ เป็นความเชื่อ เป็นมุมมอง เป็นความรู้ของแต่ละท่าน ของแต่ละพรรค เกรงว่าจะเป็นตาบอดคล้าช้างกัน เกรงว่าเดี๋ยวจะขี่ช้างจับตั๊กแตน ท่านประธานครับ ท้าไมต้องเป็นเป็นประชาธิปไตย สอนสิครับ สอนประชาชน สอนพวกผมก็ได้ ท้าไมต้องเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่มาบอกว่าต้องมีเสรีภาพนะครับ ผมก็อยากจะบอกว่า เสรีภาพน่ะ นกบนฟ้าน่ะเสรีภาพ ปลาในน้าก็เสรีภาพ นกในรูก็เสรีภาพ หนูในรังก็เสรีภาพ สัตว์ในป่าก็เสรีภาพ นกบินบนฟ้า บิน ๆ เดี๋ยวนายพรานก็ยิงโป้งเดียวก็ร่วงลงมา ปลาในน้าปลาเล็กว่ายไปว่ายมาปลาใหญ่มันกินฉึบเข้าไป นี่อย่างไรครับ เสรีภาพ เพราะฉะนั้นพูดเรื่องประชาธิปไตย ความรู้ความเข้าใจในการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยผมว่าสถาบันพระปกเกล้าท่านต้องให้ความรู้ ท่านต้องเป็นกรรมการ ให้พรรคการเมืองเขาแข่งกันเหมือนทีมฟุตบอลก็ได้ เตะกันมีกรรมการ อะไรที่มันละเมิด กฎกติกามันต้องมีคนชี้ให้เห็นครับ แต่ผมชอบนักกอล์ฟที่เขาเล่นกันนะครับ เขาบอกว่า มีแฮนดิแคป (Handicap) เท่าไร ผมตีไม่เป็นหรอกครับ แต่ผมพยายามฟังเขา เขาจะโกหกกัน หรือขี้โกงกันหรือเปล่า กฎ กติกา มารยาทในการตีกอล์ฟ มารยาทครับ ถ้าไม่ผิดมารยาทละครับ ก็ไม่ผิดกฎ กติกาแน่นอน วันนี้มัวแต่เอากฎ กติกามาจับ มันก็มองกันไป ก็ตีความกันไป ก็ทะเลาะกันไป ผมอย่างนี้ดีไหมครับ ผมคงไม่อยากจะใช้เวลาพูดนาน แต่อยากจะชมว่า โครงสร้างในการจัดระบบของสถาบันพระปกเกล้าในการบริหารการจัดการ อันนี้ผมดูแล้ว ก็พยายามคิดตาม ดีนะครับ ค่านิยมหลัก ประมวลจริยธรรมมี ๑๐ ข้อ หน่วยงานภายใน ก็มีอยู่ ๑๐ หน่วยงานเหมือนกัน แล้วมาดูภาคผนวก ดูแต่ละหัวข้อน่าสนใจทั้งนั้นเลย เป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งนั้น แต่ท้าไมสอนไป สอนไป บ้านเมืองยังขัดแย้งกันอยู่เลย บ้านเมืองยังทะเลาะกันอยู่ จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ตกลงกันไม่ได้สักทีหนึ่ง ความไว้วางใจกันไม่มีเลย การยอมรับไม่มีเลย ใครเสียงดังหน่อย พูดได้ก็พูดเอา ผมว่าอย่างนี้นะครับ มันไม่มีกรรมการหรอกครับ มันเหมือนกับไม่มีใครมาชี้ว่า ความคิดใครจะถูก แล้วก็ปล่อยให้ขัดแย้งกันไปเรื่อย ๆ แสดงความคิดเห็นกันไปเรื่อย ๆ แล้วเดี๋ยวพวกไหนแยะ พวกไหนเยอะชนะกันไปผลก็จะออกมานั่นเอง ผมว่าแค่นี้นี่ เดี๋ยวมันจะผิดฝาผิดตัวเสีย อย่างนี้ไม่ได้นะครับ กระผมเข้าใจว่าความเป็นประชาธิปไตยนี่ ท้าไมต้องเป็นประชาธิปไตย เดี๋ยวผมขออนุญาตถามท่านเลยนะครับ ท่านช่วยสอนหน่อย ดีไหมครับ เดี๋ยวผมจะฟังท่านสอนว่าความรู้ความเข้าใจในการเมืองการปกครองนี่ โดยเฉพาะถามว่าท้าไมประเทศนี้ต้องเป็นประชาธิปไตยนี่ เราสมควรที่สุดที่จะต้องมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนี่ สมควรท้าอย่างไร เพื่อให้พี่น้องประชาชนไม่ต้อง ขัดแย้งกันอีก ไม่ต้องฆ่ากันอีก รถถังจะได้ไม่ต้องออกมาวิ่ง ไม่ต้องไปยิงกบาลใคร อย่างนี้ จะน่ารักกว่านะครับ วันนี้เรื่องเศรษฐกิจนี่ทั้งโลกก็ปั่นป่วนไปหมดแล้วครับ ถ้าประเทศไทย ยังจมอยู่ในวังวนอย่างนี้ ผมเข้าใจว่าผมก็รักประเทศของผมนะครับ แก้ให้ได้ครับ แก้ให้ได้ ผมขอฝากสถาบันพระปกเกล้าด้วยครับ อย่างไรก็แล้วแต่ผมชอบนะครับ ค่านิยมหลักของท่าน ท่านเอามาสอนก็ได้นะครับ ไม่ต้องอันไหนครับ เอาค่านิยมของท่าน ๑๐ ข้อนะครับ มีจิตส้านึกและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากต้าแหน่ง หน้าที่ แล้วยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ เหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนกลุ่ม มีจิตส้านึกที่ดี ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เสียสละ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ยึดมั่นในจริยธรรม ยืนหยัด กระท้าในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต ละเว้นจากการแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบ โดยอาศัยต้าแหน่ง หรือว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมเป็นกลางในทางการเมือง มีจิตมุ่งบริการ อัธยาศัยที่ดี มีมารยาทดี ผมว่าดีนะครับ ใช้ข้อมูลข่าวสารที่ได้มาจากการด้าเนินงานเพื่อการในหน้าที่ และให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ทันกาลและไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือว่าจะเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ สอนให้ประชาชนเคารพรัฐธรรมนูญก็ดีนะครับ แล้วอย่าไปฉีกมันบ่อยนักนะครับ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน เน้นการท้างานเป็นทีม ให้ความส้าคัญกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องโดยรักษาคุณภาพและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ อย่างเคร่งครัด หรือสุดท้ายแล้วเป็นแบบอย่างที่ดีในการด้ารงตน รักษาชื่อเสียง และภาพลักษณ์ของหน่วยงานโดยรวม ท่านเอาตรงนี้ละครับเป็นไครทีเรีย (Criteria) เลยก็ได้ ผมจะท้าตามท่านทุกอย่างตรงนี้ อย่างนี้ดีนะครับ ก็จะได้รู้เลยว่าประเทศนี้ควรจะเดินอย่างไร สถาบันพระปกเกล้าผมมองในแง่บวกอยากให้ท่านเป็นพี่เลี้ยงและสอน ส.ส. อย่างพวกผม ให้ค้าแนะน้า แล้วก็ชี้ให้เห็น ท้าอย่างนี้จะเกิดผลอย่างนั้น ท้าอย่างนั้นจะเกิดผลอย่างนี้ มันจะได้เกิดประโยชน์ครับ ก็ขอฝากไว้เท่านี้ครับ
ท่านนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้า รุ่นที่ ๖ หรือ ปปร. ๖ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ชื่นชมและติดตามผลงานอย่างต่อเนื่องของสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็คาดหวังว่าสถาบันพระปกเกล้าจะเป็นองค์กรหลักให้กับชาติบ้านเมือง และทุกครั้ง ที่มีโอกาสไปพบกับสาธารณะในทุกเวที ทุกพื้นที่ ผมเองจะตอบกับสังคมอย่างภาคภูมิใจว่า ผมคือผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้กับคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถ จากหลากหลายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศที่ได้ระดมนักปราชญ์ราชบัณฑิตต่าง ๆ เหล่านี้มารวมที่ สถาบันพระปกเกล้า แล้วก็ผมเองด้วยความภาคภูมิใจในสถาบันพระปกเกล้าจึงคาดหวังไว้ ค่อนข้างที่จะสูงว่าสถาบันแห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมความรู้ จะเป็นศูนย์รวมของผู้รู้ จะเป็นศูนย์รวม ในการขับเคลื่อนและเป็นหลักให้กับองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติและประเทศของเรา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเองหลังจากที่ติดตามต่อเนื่องมาปีที่ ๑๑ นับแต่มีโอกาสมาเป็นผู้แทนราษฎร ต้องขอฝากและเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังสถาบันพระปกเกล้าด้วยความเคารพรักยิ่ง และห่วงใย และคาดหวังไว้ว่า
ประเด็นที่ ๑ พัฒนาการทางการเมืองของประเทศของเรา ณ จุดนี้พัฒนามา ถูกทิศทางแล้วหรือยัง มีปัญหา มีอุปสรรค มีข้อขัดข้องอย่างไร ท้าไมกระบวนการ ในการพัฒนาการเมืองของประเทศจึงน้ามาสู่ความแตกแยก ความขัดแย้งทางสังคม อย่างรุนแรง อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและถือเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองหน้าหนึ่ง ในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาความขัดแย้ง ความแตกแยกและความคิดกลายเป็นประเด็น ความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งโอกาสของประเทศ สูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศมากมายมหาศาล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยากจะฝากให้ ทางสถาบันพระปกเกล้าได้สรุปผลงานวิจัยอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้และน้าไปสู่ การปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนและผลักดันให้กระบวนการในการพัฒนาการเมืองของไทยตั้งแต่ ในระดับท้องถิ่นจนถึงในระดับชาติเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เดินไปในครรลองที่เป็นสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศให้จงได้ เพราะถ้าเกิดว่าไม่อย่างนั้นแล้วโอกาสที่สูญเสียไป ความขัดแย้งทางสังคมที่น้ามาสู่ ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประเทศประเมินค่าไม่ได้ครับ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศในเพื่อนบ้านหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนหรือในระดับสากลแล้วประเทศอื่น ๆ ก้าลังเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง แต่ปรากฏว่า ประเทศของเรากลับจมอยู่กับความแตกแยกและความขัดแย้งทางการเมืองจนฉุดรั้ง ความเจริญก้าวหน้าต่าง ๆ ที่ควรจะมีในประเทศของเราทั้ง ๆ ที่ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรธรรมชาติและอื่น ๆ มีความเหมาะสมและสมบูรณ์ที่สุดในฐานะที่ว่าเป็นศูนย์กลาง แห่งหนึ่งในภูมิภาคและได้ชื่อว่าเป็นสุวรรณภูมิ ท่านประธานครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังสถาบันพระปกเกล้า ท่านจะต้องเสนอบทวิจัยที่น้าไปสู่ การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทางวิชาการและท่านจะต้องกล้าหาญที่จะน้าเสนอข้อมูล ทางวิชาการอย่างตรงไปตรงมาไม่ต้องเกรง ไม่ต้องกลัวต่ออิทธิพลหรืออ้านาจใด ๆ ที่จะเข้าไป แทรกแซง ก้าวก่าย หรือชี้น้าท่าน และผมก็มั่นใจอย่างนั้น
ประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องขอพูดถึง แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่ท้าให้พัฒนาการ ทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติผิดทิศผิดทางแล้วก็ขอตั้งข้อสังเกตก็คือ การซื้อสิทธิ การขายเสียงในทางการเมืองในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีใครบ้างที่จะปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าในปัจจุบันการซื้อเสียงรุนแรงมากยิ่งขึ้น ๆ และมากยิ่งขึ้น จนถึงวิกฤติแล้วครับท่านประธานครับ โดยเฉพาะการเลือกตั้งในระดับหน่วยย่อย ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลบางแห่ง ตอนนี้การซื้อหัวละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาทแล้วก็มี เพราะมันนับตัวได้เลยว่าจะชนะกันกี่คะแนน ในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งในระดับ อบต. และเทศบาล ท่านประธานครับ อบต. น้อยลงมาหน่อยเพราะงบประมาณไม่มาก แต่เทศบาล ตอนนี้ที่ผมตรวจสอบ ที่ผมไปเห็นมา ที่ผมไปฟังมาและรับทราบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ท่านประธานครับ น่าตกใจเหลือเกินก็คือพัฒนาการซื้อเสียงไปถึงเสียงละ ๒,๐๐๐ บาท และ ๓,๐๐๐ บาท มันก็เป็นวัฏจักรที่น้าไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองอย่างไรครับ ท่านประธานครับ วงจรอุบาทว์ทางการเมืองก็คือถ้าเกิดว่ามีการซื้อเสียงและลงทุนซื้อเสียงมา จ้านวนหลายล้านบาทต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นองค์กรหนึ่ง ถามต่อไปว่าเงินเดือน เท่าไรครับ ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วแต่ระดับ ไม่สามารถที่จะ คืนทุนในการลงทุนซื้อเสียงหรอกครับ นอกจากเขาจะไปร่วมมือกันกับเครือข่ายของเขา หรือว่าผู้รับเหมาบางคน บางหน่วย หรือว่าองค์กรภาครัฐบางส่วนบางคนเพื่อแสวงหา ผลประโยชน์โดยมิชอบน้ามาซึ่งการทุจริตอย่างไรครับ ท่านประธานครับ การคอร์รัปชัน ที่มันพัฒนาแต่เดิมเคยพูดกันถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๑๐ ตอนนี้ครับ พัฒนาไปถึงร้อยละ ๓๐ โดยเฉลี่ย แต่บางหน่วยงานที่มีการคอร์รัปชัน และเป็นเขาเรียกว่างบกินตามน้าและเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นมากที่สุดก็คืองบในการขุดลอกคลอง ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าด้วยนะครับ ท่านอาจารย์วุฒิสาร ท่านประธานครับ พัฒนาการในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันตอนนี้ มันซึมลึกไปทุกอณูของประเทศแล้วครับ สถาบันพระปกเกล้ารับเรื่องนี้ไปเป็นงานวิจัยชิ้นเอก ของท่านได้ไหมครับว่ากระบวนการในการทุจริต กระบวนการในการคอร์รัปชัน กระบวนการ ในการฮั้วประมูล กระบวนการในการแสวงหาผลประโยชน์จากเงินภาษีอากรของประเทศ ผ่านไปจากสภาผู้แทนราษฎร ผ่านไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเขามีการฮั้วกันอย่างไร มีการทุจริตกันอย่างไร มีการคอร์รัปชันกันอย่างไร ไม่ใช่แต่เฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในระดับชาตินะครับท่านประธานครับ แม้กระทั่งราชการประจ้าบางหน่วย บางองค์กร ขออนุญาตยกตัวอย่างกราบเรียน ท่านประธานไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการที่จะให้ทางสถาบันพระปกเกล้า และผู้รู้ทั้งหลายร่วมกัน ศึกษาวิจัยเรื่องนี้และผ่าโครงสร้างของประเทศให้พ้นจากคอร์รัปชันกันเสียที แม้กระทั่ง ส่วนราชการบางหน่วย ยกตัวอย่างเช่น บางจังหวัด บางอ้าเภอ พอแล้งเข้ามาสักนิดหนึ่งครับ ประกาศเป็นภัยพิบัติแล้งทันที พอฝนตกน้าท่วมวัน ๒ วันปุ๊บประกาศเป็นภัยพิบัติอุทกภัยทันที พออุณหภูมิลดต่้ากว่า ๑๕ องศาเซลเซียส เกินกว่า ๓ วัน ประกาศเป็นภัยพิบัติหนาวทันที แน่นอนครับนักการเมืองไม่ว่าจะเป็นในระดับท้องถิ่น หรือในระดับชาติครับ ทุกคนต้องการ ความนิยม ต้องการได้รับคะแนนเสียง หรือคะแนนนิยมจากผู้เลือกตั้ง หรือพี่น้องประชาชน เราไม่ปฏิเสธ ผมเองเป็นนักการเมืองผมก็ไม่ปฏิเสธ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่กระบวนการแฝงเร้นที่แสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนและบนการประกาศ เป็นเขตภัยพิบัติมีอยู่ครับ ผมถามย้อนกลับไปที่ สตง. ตอนที่ผมเป็นผู้ด้าเนินรายการ ในการเสวนากับคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ท่านประธานที่เคารพครับ สตง. ฝากกราบเรียน ท่านประธาน อันนี้รักษาการประธานนะครับ รักษาการประธาน สตง. นะครับ ท่านฝากไปว่า ท้าไมประเทศจีนเขาติดลบตั้ง ๑๐ องศาเซลเซียส ๑๕ องศาเซลเซียสเป็นเดือน ๆ เขาไม่ประกาศเป็นภัยพิบัติ เพราะมันถือว่าเป็นธรรมชาติ ประเทศอื่น ๆ น้าท่วม ๑๐-๒๐ วัน เขาไม่ประกาศเป็นภัยพิบัติ เว้นแต่ว่าเกิดความสูญเสียที่มันผิดปกติธรรมชาติ และวิกฤติจริง ๆ ก่อให้เกิดความสูญเสียจริง ๆ เขาจะประกาศเป็นภัยพิบัติ และหน่วยงานของเขา จะด้าเนินการอย่างเข้มข้น และตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ผลประโยชน์ทุกบาททุกสตางค์ ถึงประชาชน แต่ประเทศของเราไม่ใช่อย่างนั้นครับท่านประธาน ประเทศของเราไม่ใช่อย่างนั้น เพราะบางอ้าเภอ นายอ้าเภอบางคนเสนอโครงการไปเลยบอกว่าขุดลอกคลองเพื่อแก้ไข ปัญหาน้าท่วม คลองอันเดียวกันเขาจะตัดตอนว่าตอนที่ ๑ ท้างบ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ตอนที่ ๒ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ตอนที่ ๓ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตอนที่ ๔ ๖๐๐,๐๐๐ บาท ไล่ล้าดับกันอย่างนี้ เพื่ออย่างไรครับ เพื่อจัดซื้อจัดจ้างเป็นกรณีพิเศษอย่างไรครับ ไม่ต้องผ่านระบบอีออกชัน (e-Auction) ไม่ต้องมีการแข่งขันราคา แล้วหลังจากนั้นยังไม่พอครับท่านประธาน ถ้าเกิดว่า รับจ้างอย่างตรงไปตรงมา แล้วให้ผู้รับจ้างไปท้าการขุดลอกให้ได้มาตรฐาน มีการตรวจวัด มีการตรวจรับงานอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ผมไม่ว่าครับ เพื่อประโยชน์ของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติที่มันเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเพราะอะไรครับ เพราะเขาจะเรียก ผู้รับเหมามาก่อนเลยบอกว่าจ่าย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการทั้งหมดนี้ก่อน ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่อนุมัติให้ท้า เห็นไหมครับ ถ้าไม่จ่ายเอาคนอื่นมาแล้วท้า ท้าแล้วก็ท้าทีละตอนต่อเนื่องกันไปนะครับ แล้วที่หน้าซ้าที่แย่ยิ่งกว่านั้น เลวร้ายยิ่งกว่านั้นท่านประธานครับ เครื่องจักรยังไม่ไปถึง ไซต์ (Site) งานที่จะท้าการขุดลอกเลยครับ ให้จ่ายเงินใต้โต๊ะมาก่อน แล้วบังคับให้ผู้ตรวจรับงาน ที่เป็นคณะกรรมการตรวจรับงานก่อนว่าผ่านการพิจารณาตรวจรับงานแล้ว เครื่องจักร ยังไม่ไปถึงสถานที่ที่จะท้างานท่านประธานครับ หลายอ้าเภอทั่วประเทศ ท่านประธานครับ บ้านเมืองมันเกิดเหตุแบบนี้ได้อย่างไรครับ แล้วเราจะปล่อยให้ภาวะในการทุจริต ในการคอร์รัปชัน ให้มันกัดกร่อน กินงบประมาณแผ่นดิน กินเงินภาษีอากรของคนไทยทั้งประเทศแบบนี้อีกหรือครับ ฝากเรื่องนี้ไปทางสถาบันพระปกเกล้าให้ท่านท้าวิจัยนะครับ และขอฝากเพิ่มเติมว่ารูปแบบ ของฮ่องกง รูปแบบของประเทศสิงคโปร์ในรูปแบบของฮ่องกงโมเดล (Model) และสิงคโปร์โมเดล ผมติดตามเรื่องนี้มาเกือบ ๑๐ ปี ผมเห็นว่าอันนี้เป็นรูปแบบหนึ่งที่ควรที่จะหยิบน้าเข้ามาเป็น รูปแบบในการช้าระล้างประเทศ ในการขจัดปัญหาคอร์รัปชันให้กับประเทศ ในการสร้าง ความเจริญมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน และรักษาผลประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ผมเชื่อมั่นว่าถ้าสถาบันพระปกเกล้าท้าเรื่องนี้ส้าเร็จผมจะชื่นชม ผมจะภาคภูมิใจ และผมพร้อมที่จะท้าทุกวิถีทางเพื่อสนับสนุนสถาบันพระปกเกล้าเป็นประเด็นที่ ๑
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่ ๒ ผมเองเป็นโฆษกของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติของสภาผู้แทนราษฎร ติดตามเรื่องนี้มา อย่างใกล้ชิด แล้วก็หวังว่าการปรองดองจะไม่เป็นแค่เพียงวาทกรรมที่พูดแล้วให้มันดูงดงาม หรือสวยหรู ที่พูดแล้วก็พูดกันเกร่อบอกว่าปรองดอง ๆ แต่พฤตินัยไม่มีผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจน สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้รับงานเรื่องนี้จากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง สร้างความปรองดองแห่งชาติของสภาผู้แทนราษฎรที่ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้อยู่ และสังคม คาดหวังมากว่าเรื่องนี้จะน้ามาสู่การวางโครงสร้างให้กับประเทศอย่างแท้จริง อย่างตรงไปตรงมา และสถาบันพระปกเกล้ารับภารกิจของคณะกรรมาธิการซึ่งเป็นหน่วยย่อย ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไปเสนอทางออกให้กับประเทศ หนึ่งในนั้นท่านประธานครับ หนึ่งในนั้นก็คือความเหลื่อมล้าทางสังคมที่ก่อให้เกิดความแตกแยกทางสังคม ตอนนี้ ท่านประธานครับ ทราบไหมครับว่าบางพื้นที่มันพัฒนาไปถึงความเป็นสงครามของชนชั้นไปแล้ว มันไปพัฒนาไปถึงความแตกแยกและความรู้สึกน้อยเนื้อต่้าใจในคนยากจน ในคนชนบท และคนที่ขาดโอกาสในหลาย ๆ ด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเข้าถึงอ้านาจและโอกาส ที่จะก้าวขึ้นมาสู่ความพอมีพอกิน เขารู้สึกว่าเขาไม่มีโอกาส เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้มีโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นของคนไทยหรือของประเทศเท่าที่ควรจะเป็น แม้กระทั่งโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษา ก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกที่ฝังลึกอยู่ในจิตส้านึก ของคนไทยอีกส่วนหนึ่ง ของพี่น้องประชาชนที่เขารู้สึกว่าเขาถูกกดขี่ เขาถูกข่มเหง เขาถูกเอารัดเอาเปรียบ และเขาไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงไปสู่การพัฒนาอย่างเท่าเทียม จึงน้ามาสู่ ความแตกแยกอันหนึ่งอย่างไรครับ สิ่งที่ผมต้องชื่นชมและผมดูทุกหน้าจากผลงานวิจัยของ สถาบันพระปกเกล้าแล้วก็ต้องขอพูดอีกนิดหนึ่งในหน้าที่ ๘๓ ท่านประธานครับ หน้าที่ ๘๓ ก็คือวิทยานิพนธ์ ก็คือทางสถาบันพระปกเกล้าให้ทุนสนับสนุนการท้าวิจัยวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก งานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์เรื่องกระบวนการในก้าหนด นโยบายที่ดินในประเทศไทยระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ โดย นายศรัญญู เทพสงเคราะห์ ผลงานวิจัยดีมาก เป็นประโยชน์อย่างยิ่งและผมเองเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาแก้ไขปัญหาที่ดิน ปัญหาป่าไม้ การเร่งรัดและกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน อยู่ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นว่าอันนี้มันคือปัญหาอันหนึ่ง เห็นว่าเรื่องนี้ คือปัญหาในเชิงโครงสร้างทางสังคมที่คนที่ยังไม่มีที่ท้ากิน คนที่อยู่ในป่าแต่รัฐไปประกาศ เขตป่าทับคนที่ท้ากินตั้งแต่ปู่ย่าตายาย แต่เขาไม่ได้รับกรรมสิทธิ์ในฐานะที่เป็นคนไทย ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศตามที่สมควรจะได้รับเพื่อเป็นหลักทรัพย์ เป็นหลักประกัน เป็นมรดกให้ลูกให้หลานเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับเขาอย่างยั่งยืน ท่านประธานที่เคารพครับ งานวิจัยต่าง ๆ เหล่านี้ทางสถาบันพระปกเกล้าควรที่จะน้ามาเผยแพร่ข้อมูลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดต่าง ๆ รวมไปถึงคณะกรรมาธิการสามัญชุดต่าง ๆ น่าจะน้ามา เป็นประโยชน์เพื่อให้สถาบันพระปกเกล้าในฐานะหน่วยหนึ่งของหน่วยหลักในทางวิชาการ ของฝ่ายนิติบัญญัติ จะต้องน้ามาเผยแพร่และท้าให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรมในเชิงของโครงสร้างทางสังคมอย่างแท้จริง เพราะถ้าไม่อย่างนั้นครับ คนจนจะรู้สึกว่าเขาถูกเอาเปรียบและไม่มีโอกาสจากคนที่มีอ้านาจหรือคนรวย คนรวยก็จะยิ่ง รวยขึ้น รวยขึ้น รวยขึ้น ส่วนคนจนก็จะยิ่งจนลง จนลง จนลง และมีหนี้สินท่วมมากยิ่งขึ้น ๆ จนวันหนึ่งครับ ผมว่าการปะทุของสงครามชนชั้นอาจจะเกิดขึ้นกับประเทศของเราได้ ถ้าไม่รีบด้าเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการสร้างจิตส้านึก ผมเองเคยไป ศึกษาดูงานในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศเยอรมัน แม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่น การไปศึกษาดูงานในประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ และควรที่จะน้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศของเราเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการสร้างจิตส้านึกปลูกฝังตั้งแต่ลูกหลานของเรา เยาวชนในระดับอนุบาล ในระดับประถมศึกษา ในระดับมัธยมศึกษา ในระดับอุดมศึกษา จะต้องให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ เข้ามาประสานงานกับทางสถาบันพระปกเกล้า เพื่อที่จะเผยแพร่หน้าที่พลเมือง หน้าที่ สิทธิของปวงชนชาวไทย การปฏิบัติอย่างไร เพื่ออะไรครับ เพื่อสร้างจิตส้านึกในการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ซึมอยู่ในสายเลือด ให้ซึมอยู่ในส้านึก ให้ซึมลึกอยู่ในจิตวิญญาณของคนไทยทั้งประเทศอย่างไรครับ อันนี้คือ การที่จะสร้างความเข้มแข็งในระบอบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ถ้าเกิดว่าสถาบันพระปกเกล้าบอกว่าท้าแล้วอย่างไร จริงครับ ท่านท้าแล้ว แต่นักเรียน ๑๔ ล้านคนทั่วประเทศท่านท้า ๕,๐๐๐ คน อีกกี่ปีครับ ท่านประธานครับ นักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นจะมีโอกาสในการเรียนรู้การเมืองการปกครอง หน้าที่ ศีลธรรมและระบบต่าง ๆ ที่ควรที่จะเป็น เพราะฉะนั้นหลักสูตรงานวิจัยต่าง ๆ ของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องถูกบรรจุอยู่ในทุกระดับ การศึกษา ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาด้วย รวมไปถึง เผยแพร่ไปสู่การศึกษานอกระบบการศึกษานอกโรงเรียนด้วยแล้วก็นอกระบบด้วย เพราะถ้าเกิดว่า ท่านไม่ท้าแบบนี้ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติก็เหมือนกับว่ากรอบเล็ก ๆ ของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเกิดว่าสถาบันพระปกเกล้าขอความร่วมมือมาจากรัฐบาล ขอความร่วมมือมาจาก กระทรวงศึกษาธิการ และเผยแพร่การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผ่านกระบวนการในการเรียนรู้ กระบวนการ ในการศึกษาของประชาชนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน ผมบอกได้ครับว่ากระบวนทัศน์ ของสถาบันพระปกเกล้าจะต้องบรรลุเป้าหมายแน่ แต่ถ้าเกิดว่าท่านท้าการศึกษาวิจัยจบแล้วจบเลย ก็เอาเข้าห้องสมุด มีกี่คนครับในคนไทย ๖๕ ล้านคน ที่จะได้อ่านหนังสือของท่าน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นฝากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๒ ที่จะน้าไปสู่การขับเคลื่อน และผลักดันให้เกิดการเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งที่ผมจะต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปยังสถาบันพระปกเกล้าให้รีบท้าการศึกษาวิจัยในทางวิชาการอย่างจริงจังและน้าเอามาสู่ การพิจารณาของสภาแห่งนี้ ก็คือการเลือกตั้งก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝากท่านประธานเลยนะครับ ฝากท่านสถาบันพระปกเกล้าเลยนะครับ การเลือกตั้งก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน อันที่จริงแล้ว นักการเมืองไม่ว่าจะเป็นในระดับท้องถิ่นหรือในระดับชาติ ไม่มีใครอยากจะไปแตะ ไม่มีใคร อยากจะไปยุ่งเลยครับ เพราะมันกระทบต่อฐานเสียงและคะแนนนิยม แต่ที่ผมอยากจะพูดก็คือ พูดแทนประชาชน พูดแทนคนไทยที่ได้สะท้อนเสียงเรื่องนี้มา พูดว่าอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เขาอยากจะให้กลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งแบบ ๕ ปี เหมือนเดิมได้ไหม เพราะกฎหมายแต่เดิม ๕ ปี ถ้าใครไม่ดีก็เปลี่ยนกันใหม่ ประชาชนจะเป็นผู้เปลี่ยนกันเอง โดยการเลือกตั้ง แล้วการซื้อเสียงก็จะไม่รุนแรงครับ แล้วก็หน้าซ้าครับ การเลือกตั้งก้านัน ท่านประธานครับ บางต้าบลมี ๑๑ หมู่บ้าน เขาจะก้าหนดตัวเลยว่าผู้ใหญ่บ้านมีทั้งหมด ๑๑ คน เขาขอเป็นก้านันไปครบ ๖๐ ปี เอาอย่างนี้ได้ไหม เขาจะตกลงกันเลยนะครับว่าเสียงนี้ ๓๐,๐๐๐ เสียง เสียงนี้ ๕๐,๐๐๐ เสียง ได้เกินครึ่งมา ๑ เสียงก็ถือว่าเป็นก้านัน ท่านประธานที่เคารพครับ จะปล่อยให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือครับ แต่ผมจะไม่ตัดสินใจเอง ผมขอท่านประธานผ่านไปยังสถาบันพระปกเกล้าท่านท้าการศึกษาวิจัย แล้วก็ให้องค์กรเสนอกฎหมายเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาได้ไหมครับ ผมเชื่อนะครับว่า เสียงส่วนใหญ่เขาต้องการให้ผู้ใหญ่บ้านอยู่ ๕ ปี ถ้าใครไม่ดีประชาชนเขาจะเลือกกันเอง แล้วเขาจะเปลี่ยนใหม่ ก้านันให้อยู่ ๕ ปี แล้วเลือกโดยตรงจากประชาชนทั้งต้าบลได้ไหม ไม่ต้องเลือกจากตัวผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีไม่กี่เสียง คืนอ้านาจเรื่องนี้ให้กับประชาชนได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะฝากเป็นเรื่องที่ ๒
ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายฝากสถาบันพระปกเกล้าเพราะในเอกสาร ยังไม่มีข้อเสนอที่เป็นทางออกให้กับประเทศ ทางออกของประเทศควรที่จะเดินไปในทิศทางไหน ที่จะให้สังคมไทยให้ประเทศไทยเดินไปสู่ครรลองที่ถูกต้อง ที่มั่นคง ที่ยั่งยืน ที่มีความเสมอภาค มีภราดรภาพ มีความเท่าเทียม และมีความมั่นคงยั่งยืน สถาบันพระปกเกล้าท้าการศึกษาวิจัย และเสนอโครงสร้างของประเทศแทนฝ่ายนิติบัญญัติได้ไหมครับ เพราะท่านก็คือหน่วยหนึ่ง ของนิติบัญญัติ มีฐานะเป็นกอง ท่านประธานที่เคารพครับ โครงสร้างที่ผมอยากจะฝากก็คือ ท่านไปท้าการศึกษาวิจัยมาเลยครับท่านประธาน ทางสถาบันครับว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้มาแต่ละฉบับ จนถึงฉบับปัจจุบันมีจุดอ่อน มีจุดแข็ง มีจุดเด่น มีจุดด้อย อย่างไร แล้วรัฐธรรมนูญที่ควรที่จะเป็น เมื่อเทียบเท่ากับนานาอารยประเทศควรที่จะเป็นอย่างไร เป็นที่ยอมรับของอารยประเทศ ควรที่จะเป็นอย่างไร เพื่อที่จะขจัดข้อโต้แย้ง เพื่อที่จะขจัดปัญหาว่าเป็น ๒ มาตรฐาน เลือกปฏิบัติ ไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ออกไปทั้งหมดเสียที กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่น ๆ รวมไปถึงกฎหมายที่บังคับใช้อยู่แล้วทั้งหมดท่านพิจารณาศึกษาและหาทางออกให้กับ ประเทศได้ไหมครับ เสนอมา แน่นอนข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าสังคมอาจจะไม่ได้ เป็นไปตามนั้นทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดความกล้าหาญ ความเด็ดเดี่ยวทางวิชาการ ความกล้าที่จะเสนอทางออกให้กับประเทศในฐานะนักวิชาการอย่างมีอิสระบนข้อมูล บนข้อเท็จจริง และหลักฐานทางวิชาการ อันนั้นละครับจะเป็นเครื่องค้ายันและยืนยันให้กับท่านว่า ท่านได้ตัดสินใจโดยถูกต้องชอบธรรมและประเทศจะเดินไปในทิศทางนั้นหรือไม่อยู่ที่คนไทย ทั้งประเทศที่จะเป็นผู้เลือก กราบขอบพระคุณครับ
ท่านอภิปรายได้สาระดีมากครับ เชิญท่านอ้านวย คลังผา ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอ้านวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่น ต้องขอบคุณทางสถาบันซึ่งได้รายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ในส่วนนี้นะครับ ในส่วนในด้านงบประมาณนั้นผมไม่ติดใจนะครับ ก็อยากจะสอบถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระปกเกล้าท่านได้เคยให้หน่วยงานอื่นได้ประเมินสถาบัน ของตัวเองบ้างหรือไม่ นี่คือประการแรก
และในส่วนที่ ๒ การศึกษาปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ สถาบันพระปกเกล้าเคยศึกษาเรื่องนี้ไหม สถาบันตั้งมาตั้งเกือบ ๒๐ ปี เหตุการณ์ต่าง ๆ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ซึ่งสถาบันแห่งนี้ น่าจะศึกษาว่าแนวทางของพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีความต้องการอะไร เขาอยากมีความเป็นอยู่อย่างไร เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นก็อยากจะฝากให้ทางสถาบันได้ศึกษาว่า ในขณะนี้เราส่งต้ารวจ ทหาร ทหารพรานไปเยอะแยะ ที่ผ่านมาเราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้เลย ผมอยากจะให้ทางสถาบันได้ศึกษาว่าพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเขาต้องการอยู่ล้าพัง ของเขาเองหรือไม่ โดยไม่มีต้ารวจ ทหาร นี่ประเด็นที่อยากจะให้สถาบันได้ศึกษา
ในอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของการศึกษาความเหลื่อมล้าทางสังคม ในส่วนนี้ ถือว่าเป็นปัญหาหลักของประเทศชาติ หลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านได้ศึกษามา ผมดูทั้งหมดแล้วไม่มีปัญหาในส่วนนี้เลย พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีความยากจนขาดที่ดินท้ากิน ขาดที่อยู่อาศัย และปัญหาการว่างงาน เหล่านี้เป็นต้น ท่านได้ศึกษาบ้างหรือไม่ ในขณะนี้ พี่น้องประชาชนมีหนี้สินจ้านวนมาก จะแก้อย่างไรให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นท่านเป็น สถาบันที่จะต้องศึกษาในเรื่องนี้ให้กับพี่น้องประชาชนได้รู้รับทราบปัญหาดังกล่าว
และอีกเรื่องหนึ่งเรื่องที่ท้ากิน ท่านประธานที่เคารพ เรื่องที่ท้ากินถือเป็น ปัจจัยหลักของผมและพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งผมได้เคยเสนอ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการที่ดินของรัฐขึ้นมาในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อที่จะให้ พี่น้องประชาชนนั้นมีที่ดินท้ากิน มีเอกสารสิทธิของตัวเอง มาตรา ๒๒ คือหมวดนั้น ได้ตัดเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินของพี่น้องประชาชนไปเหลือแต่สิทธิ ซึ่งผมในขณะนั้นเราไม่เห็นด้วยก็ได้ ตั้งกรรมาธิการร่วม เหล่านี้เป็นต้น ก็อยากจะให้ทางสถาบันได้ศึกษาว่าพระราชบัญญัติ การบริหารจัดการที่ดินของรัฐมีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนหรือไม่ อีกส่วนหนึ่งบางคนพูดมาว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เห็นด้วยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ท้าให้ พี่น้องประชาชนขาดโอกาสในการที่จะมีที่ดินท้ากินการออกเอกสารสิทธิของตัวเอง ก็อยากจะฝากให้สถาบันพระปกเกล้าได้ศึกษาให้กับพี่น้องประชาชนได้มีที่ดินท้ากิน และที่อยู่อาศัยต่อไป
และเรื่องปัญหาหนี้สินเช่นกัน ซึ่งในขณะนี้เราต้องยอมรับว่าปัญหาหนี้สิน ของเกษตรกรมีปัญหาเรื้อรังมายาวนาน ก็อยากจะให้ทางสถาบันได้ศึกษาในเรื่องของ ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรว่าจะท้าอย่างไรที่จะให้พี่น้องประชาชนชาวเกษตรกรไม่มีหนี้ไม่มีสิน ในการด้ารงตนอย่างเสมอภาคเหมือนกัน
และอยากจะฝากท่านอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของเกณฑ์ความดี ของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยท่านได้ศึกษามาหลายรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะน้าเรียนเสนอต่อท่านประธานผ่านถึงสถาบันพระปกเกล้าว่าการสร้างเกณฑ์ความดี ของนักการเมือง เกณฑ์ความดีของนักการเมืองนั้นเป็นอย่างไรที่จะเป็นแบบอย่างให้กับ พี่น้องประชาชนที่จะมาเล่นการเมือง ไม่ว่า ส.ว. ก็ดี ส.ส. ก็ดี และ อบจ. อบต. และก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้กับพี่น้องประชาชนว่าคนที่จะเลือกมาเป็นตัวแทนของเขานี่จะต้องเป็นคนแบบไหน เป็นคนอย่างไร หากว่าพี่น้องประชาชนเลือกบุคคลเหล่านั้นที่ขาดเกณฑ์ความดี ของนักการเมือง มันก็มีผลสะท้อนถึงพี่น้องประชาชนในหมู่บ้าน ต้าบล และจังหวัดนั้น ๆ เหล่านี้เป็นต้น เรื่องนี้เป็นเรื่องส้าคัญก็อยากจะฝากท่านประธานถึงหน่วยงาน โดยเฉพาะ สถาบันพระปกเกล้าให้ได้ศึกษาเรื่องนี้เป็นประเด็นหลัก ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าหากผ่านเกณฑ์ความดี ของนักการเมืองแล้ว ผมเชื่อมั่นเหลือเกินในสภาผู้แทนราษฎรของเราก็จะมีแต่คนดี คือความดีนั้น ประกอบหลายด้านด้วยกัน ความดีที่ประเสริฐเกิดที่จิต ความดีที่ความคิดคือแตกฉาน ความดีทุกประการต้องท้าจริง นี่คือสิ่งหนึ่งที่อยา กจะฝากท่านประธาน และสถาบันพระปกเกล้าที่มาเป็นตัวแทนที่ได้มารับฟังความคิดเห็นจากสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้
เรื่องสุดท้ายนะครับ ซึ่งในขณะนี้ อบจ. เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนะครับว่า การบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการใช้จ่ายเงิน เม็ดเงินจ้านวนมหาศาล ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่พี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งซื้อของแจก เหล่านี้เป็นต้น พาคนไปเที่ยว เป็นการสูญเสียเงิน มหาศาลของประเทศ นี่คือเป็นเรื่องที่สถาบันพระปกเกล้าต้องศึกษา สมควรที่จะมี อบจ. หรือไม่ หากมีแล้วเราจะให้อ้านาจไหม เพราะพื้นที่ของ อบจ. ไม่มีแล้วครับ มีแต่ อบต. และเทศบาล พื้นที่ไม่มีแล้วครับ พื้นที่ของ อบจ. ไม่มีเลย มีแต่ อบต. และเทศบาลที่ปกครองอยู่ ดังนั้น หากสถาบันพระปกเกล้าได้ศึกษาว่าเงินภาษีล้อเลื่อน เอาเงินภาษีล้อเลื่อนให้กับทาง อบต. และเทศบาลจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ให้ อบจ. ก้ากับการดูแล อบต. และเทศบาล ผมคิดว่า จะเป็นหนทางหนึ่งที่เป็นการประหยัดงบประมาณมหาศาลต่อประเทศชาตินะครับ นี่คือผมอยากจะฝากท่านประธานถึงสถาบันพระปกเกล้าที่ได้มารับฟังความคิดเห็นจาก สภาผู้แทนราษฎรครับ ก็คงฝากไว้เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
คุณวัชระครับ
นามสกุล เพชรทอง ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมก็เป็นศิษย์เก่า ปปร. ๑๔ คนหนึ่งของสถาบันพระปกเกล้า และรู้สึกยินดีที่วันนี้สถาบันพระปกเกล้า ได้ท้ารายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ มาน้าเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเรา ก็ต้องขออภิปรายในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเห็นด้วยกับภารกิจของ สถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ต่อค้าสัมภาษณ์ของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ ที่ได้ให้สัมภาษณ์พูดถึงนักเรียนที่ได้ทุนอานันทมหิดลให้มีความกตัญญู อย่าเนรคุณ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สิ่งนี้จ้าเป็น ท่านประธานครับ เพราะพวกทรยศ พวกเนรคุณต่อชาติ ต่อแผ่นดินนั้น ปัจจุบันแฝงเร้นอยู่หลายวงการ เป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดที่เราอยู่ภายใต้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ปรากฏว่า ยังมีบุคคลที่ก้าลังคิดล้มล้างสถาบันส้าคัญยิ่งของชาติอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ ในหนังสือเล่มนี้ค่านิยมหลัก ประมวลจริยธรรมของสถาบันพระปกเกล้า ข้อแรกก็คือ มีจิตส้านึกและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องส้าคัญและเป็นเรื่องที่ทั้งท่านประธานและกระผมในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อยู่ร่วมสมัยเดียวกัน ซึ่งเป็นสมัยที่น่าวิตก น่าวิกฤติอย่างยิ่ง ต่อชาติบ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งท่านประธานก็คงได้ตระหนักและคงได้แลเห็นถึงพฤติการณ์ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วว่ามีบุคคลที่มีความอาฆาตมาดร้ายและมุ่งที่จะท้าลาย สถาบันพระมหากษัตริย์มีอยู่จริง ท่านประธานครับ เราไม่จ้าเป็นต้องเอ่ยว่าบุคคลเหล่านั้นคือใคร มีเครือข่ายโยงใยในประเทศและไปถึงนอกประเทศอย่างไร โดยเฉพาะตัวบงการคนส้าคัญยิ่ง ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ท่านประธานครับ คนในต่างประเทศนี่ละ ซึ่งเป็นผู้บงการทุกสิ่งทุกอย่าง และอาฆาตมาดร้ายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ แม้ว่าสถาบันพระปกเกล้าจะได้ท้ารายงานในหน้าที่ ๕๗ บอกว่า ได้มีการจัดให้มีการประชุมกันระหว่างตัวแทนของรัฐบาลในขณะนั้นกับแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นปช. หรือคนเสื้อแดงในขณะนั้นก็ตาม แต่ก็ถือว่า เป็นภารกิจที่ล้มเหลว ล้มเหลวเพราะอะไรครับท่านประธานครับ ล้มเหลวเพราะว่าเมื่อมีการเจรจาแต่ต่อมาการเจรจานั้นก็เป็นอันล้มเหลวเนื่องจากมีการใช้ ความรุนแรง มีการฆ่าโดยคนบงการก็อยู่เมืองนอกครับท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ทุกอย่างวางแผนมาอย่างเป็นระบบ คนบงการส้าคัญ ผมยืนยันท่านประธาน ณ ตรงนี้ ณ ที่นี้ ไม่ว่าที่ไหนคนบงการนั้นอยู่เมืองนอกไม่ต้องบอกว่าชื่ออะไร ท่านประธานครับ คนบงการนั้น อยากจะเป็นประธานาธิบดีหรืออย่างไร สิ่งนี้สถาบันพระปกเกล้าก็น่าจะศึกษาวิจัย
ท่านวัชระ เพชรทอง หยุดก่อน เชิญท่านวิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวข้า ขอประท้วงผู้อภิปรายข้อ ๖๑ การอภิปรายครั้งนี้เป็นการอภิปรายผลงาน การวิจัยและผลงานวิชาการของสถาบันพระปกเกล้า มิใช่ขึ้นมากล่าวหาผู้อื่นเรื่องการสร้าง ความรุนแรง เรื่องล้มเจ้าล้มแผ่นดินอะไร คุณวัชระ เพชรทอง ลุกขึ้นมากล่าวหาทุกวัน หารือ ก็วกเข้ามาเรื่องกล่าวหาพวกนี้ครับ ผมให้ท่านประธานสั่งให้คุณวัชระ เพชรทอง ถอนค้าพูดนี้ ออกไปว่าใครสั่งฆ่า ใครบงการ ใครจะเป็นประธานาธิบดี ระบุออกมา ถ้าไม่ระบุ ก็ถอนค้าพูดนี้ ออกไป ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เขาก้าหนดห้ามใส่ร้ายป้ายสีบุคคลอื่น ท่านประธานวินิจฉัยครับ
คืออย่างนี้ คุณวัชระ ถ้าจะกรุณาไม่กล่าวถึงก็จะดีมากนะครับ ก็กระชับพยายามพูดถึงเรื่องการศึกษา ของสถาบันพระปกเกล้า ถ้าพาดพิงกันทั้ง ๒ ฝ่าย ผมฟังมาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วครับ ทุกท่าน ก็เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่อยากให้พูดถึงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ต่อไปถ้าใครพูดทั้ง ๒ ฝ่าย ผมจะไม่อนุญาตให้อ้างไม่ว่าอยู่ฝ่ายไหน เชิญท่านวัชระครับ
ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ท่านประธาน ผมไม่ได้กล่าวหาใคร ผมไม่ได้ระบุชื่อใคร แล้วไม่ทราบว่าจะเดือดร้อนเรื่องอะไร ผมเคารพในค้าวินิจฉัยของท่านประธาน และผมเชื่อว่า ในบรรดาท่านประธาน ๓ ท่าน ท่านเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ท่านเป็นกลางที่สุด
ท่านเอาเข้าเนื้อหาสาระดีกว่าครับ เชิญท่านครับ
ผมเข้าเลยครับท่านประธาน คนบงการอยู่เมืองนอก ไม่ต้องบอกว่าชื่ออะไร คนบงการอยู่เมืองนอกไม่ต้องบอกว่าชื่ออะไร
ท่านวัชระครับ คือถ้าปล่อยไปก็มีผู้ประท้วงอยู่หลายท่าน ก็จะเป็นอย่างนี้ครับ ผมว่าบรรยากาศก้าลังมาได้ดีนะครับ ผมว่าเอาไปที่เป็นจะอภิปรายไปได้ ไม่ต้องให้ มีการประท้วงครับ ถ้าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันก็จะมีประท้วงวุ่นวายอย่างนี้ ขอความกรุณา ถ้าเชื่อฟังประธาน ก็กรุณาขอให้อยู่ในกรอบก็แล้วกันครับ ท่านวิเชียร นั่งลงครับ
ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ แล้วผมอภิปรายอยู่ในข้อบังคับการประชุม ทุกประการ และถ้าท่านสมาชิกจะประท้วงก็เป็นสิทธิครับ สามารถประท้วงได้ ท่านประธาน ก็ต้องวินิจฉัย ถ้าท่านประธานจริง ๆ แล้วท่านประธานต้องวินิจฉัยข้อประท้วงของคุณวิเชียร ขาวข้า
คุณวัชระ ผมอนุญาตให้ท่านได้พูดก็ไปเถอะนะครับ ให้บรรยากาศมันเป็นไปในทางที่ดีนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้อง เดินหน้าต่อไป ท่านประธานครับ ท่านประธานก็อยู่ในแวดวงคนที่ประท้วง ท่านประธาน ก็มีบทบาทส้าคัญอย่างยิ่ง ผมเคารพบทบาทของท่านประธาน ไม่ว่าด้านใดก็ตามเพราะถือว่า ท่านประธานนั้นเป็นคนจริงคนหนึ่ง ผมก็เป็นคนจริงคนหนึ่ง ถ้าเป็นคนไม่จริง เป็นผู้แทนราษฎรที่เขตหนองแขมไม่ได้หรอกครับ แต่นั่นคืออดีต ปัจจุบันผมเป็นบัญชีรายชื่อ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธาน สถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ได้ท้าวิทยานิพนธ์เรื่อง การเคลื่อนไหวของขบวนการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้ค้าว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เฉย ๆ นะครับ ก็ไม่ว่ากัน อยู่ในหน้า ๘๓ วิทยานิพนธ์เรื่องนี้น่าสนใจครับท่านประธาน ผมไม่ทราบว่าสถาบันได้ให้ขอบเขต การศึกษาวิจัยไปถึงเรื่องกลยุทธ์ในการประท้วงด้วยหรือไม่ กลยุทธ์ในการประท้วงของ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดงมีวิธีการอย่างไร ใช้กลยุทธ์ในการประท้วงอย่างไร ใช้วิธีการ เอาเลือดออกมา เลือดคน หรือเลือดสัตว์ก็ไม่ทราบ เอาไปเทที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ เอาไปขว้างปาบ้านพักส่วนตัวของท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือท่านอาจารย์อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือแม้กระทั่งเอามาเทที่หน้าท้าเนียบรัฐบาล หรือเอาใส่หลอดฉีดยามาฉีดที่เสาหน้ารัฐสภา แห่งนี้ นั่นคือกลยุทธ์หนึ่ง หรือแม้กระทั่งกลยุทธ์การบอกพี่น้องประชาชนทั่วประเทศบอกว่า พี่น้องมาชุมนุมตายให้ ๑๐ ล้านบาท บาดเจ็บ ล้มตาย ดูแลทั้งหมด ถูกจับดูแลทั้งหมด นี่คือกลยุทธ์อย่างหนึ่งใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ
ท่านวัชระครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านหยุดก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวข้า พรรคเพื่อไทย บัญชีรายชื่อ เขตประเทศเหมือนคุณวัชระ เพชรทอง เรียนท่านประธานว่า บุคคลผู้นี้ที่ก้าลังอภิปรายอยู่ไม่ได้อภิปรายในเนื้อหาสาระของการรายงานของ สถาบันพระปกเกล้าตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เขาพยายามใส่ร้าย ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ใน กระบวนการตรงนั้น ในกลุ่มนั้นที่ท้าการประท้วงรัฐบาล ณ เวลานั้น เขากล่าวหาเลื่อนลอย พวกเราไม่เคยพูด ไม่เคยปลุกระดม บอกว่ามาแล้วตายให้ ๑๐ ล้านบาท ผมได้ยินแต่ คุณวัชระพูดคนเดียว พวกเราไม่เคยพูด มีแต่ว่ารัฐบาลพวกคุณฆ่าเขาแล้ว
เอาละ พอแล้วครับท่านวิเชียร ผมไม่อนุญาตนะครับ คืออย่างนี้ทั้ง ๒ ฝ่าย ผมฟังบรรยากาศเมื่อเช้านี้ ดีมาตลอด ขอทุกฝ่ายกรุณาได้เห็นแก่ที่ประชุม เพราะว่าประชาชนฟังอยู่ ทุกท่านเป็นผู้ใหญ่ กรุณาได้อภิปรายอะไรขอให้อยู่ในประเด็น แล้วก็อย่าได้เสียดสีกัน ไม่อย่างนั้นก็คงจะ มีการประท้วงกันไปมาอย่างนี้ละครับ คุณหมอสุกิจประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ครับ อย่างนี้สิครับ ต้องถอนครับท่านประธาน เพราะเมื่อสักครู่นี้
คุณหมอสุกิจครับ เมื่อสักครู่ผมปิดไมค์นะครับ ทันครับ มือผมวางอยู่แป้นตลอดเวลา ผมรู้ครับ คุณหมอครับเชื่อเถอะครับ กรุณานั่งลงเถอะครับ ผมปิดไมค์มือผมวางอยู่ พอเริ่มพูด ผมก็ปิดไมค์นะครับ ผมระวังอยู่นะครับคุณหมอ เพื่อไม่ให้มีบรรยากาศ ท่านวรชัย ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ผมจะให้ท่านวัชระแล้วครับ เชิญคุณวัชระครับ กรุณาเดินหน้าของคุณ อย่าเสียดสีเลยครับ เชิญครับ ท่านวิเชียรว่าอย่างไรครับ ประท้วงผมเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธาน เวลาผมพูดท่านเอามือวางที่ไมค์แล้วกดไมค์ปิดไมค์ผม แล้วเวลาคุณวัชระ กล่าวหาพวกผมท่านประธานท้าไมไม่กดปิดไมค์ละครับ ท่านประธานต้องเป็นธรรมนะครับ แล้วต้องให้เขาถอนด้วยเหมือนกัน ท่านประธานปิดไมค์ผมทันโอเค ผมไม่ว่ากัน แต่ว่าเวลา เขาพูดว่าพวกเราปลุกระดมให้มาตาย แล้วให้ ๑๐ ล้านบาท พวกเราไม่เคยพูด เขาใส่ร้าย ท่านประธานต้องให้เขาถอนด้วยครับ
คืออย่างนี้ คุณวรชัยนั่งลงก่อน ให้ผมวินิจฉัยก่อน คืออย่างนี้ครับคุณวัชระ ท่านคุณหมอสุกิจครับ กรุณานะครับ ให้การประชุมไปได้นะครับ ที่ผมวางมือไว้ที่แป้นผมก็พยายามจะฟังว่า ข้อความไหนที่มันเกินไปผมก็ปิดเพื่อให้องค์ประชุมเป็นไปได้นะครับ ไม่ให้มีการทะเลาะเบาะแว้ง กล่าวหากัน เพราะฉะนั้นมือผมวางไมค์ผมพยายามรักษาความเป็นกลางและเป็นธรรม ผมไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งไหน ผมก็ฟังอยู่ตลอด อันไหน ข้อความไหนที่จะท้าให้เสียหายผมก็ปิด อันไหนที่พอจะทนฟังได้ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ว่าคุณรังสิมาอย่าเพิ่งประท้วงครับ คุณหมอสุกิจ ยืนอยู่ ท่านนั่งลงก่อนครับ ให้ผมได้วินิจฉัยก่อนครับ นั่งลงครับ เพราะฉะนั้นผมจะเล่าให้ฟังว่า ผมพยายามรักษาบรรยากาศในการประชุม ไม่มีอคติกับทุกฝ่ายครับ อันไหนที่ผมปิดได้ ผมก็พยายามปิด เพราะไม่อยากให้มีการเหตุการณ์เกิดขึ้นในสภานะครับ
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เพราะฉะนั้นคุณหมอสุกิจเชิญครับ มีอะไรประท้วงผมเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม หมอสุกิจ จากจังหวัดตรังครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อกี้ครับ ที่กล่าวหาว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ฆ่าประชาชน ซึ่งท่านประธานบอกว่าท่านปิดไมค์ แต่คนที่อยู่ข้างนอกเขายืนยันว่าท่านปิดไม่ทันครับ เพราะฉะนั้นผมต้องขอให้เขาถอนค้าพูดครับ ท่านประธานครับ
คุณหมอครับ มือผมวางอยู่ตรงนี้ ผมรู้ว่าจะพูดอะไรผมก็ปิดทันทีครับ ผมพยายามเต็มที่แล้วครับ คุณวรชัย อย่าประท้วงเลยครับ ให้ผมวินิจฉัยผมถือว่าจบแล้วครับ เดี๋ยวให้ผมวินิจฉัยของคุณหมอสุกิจ ก่อนครับ คุณวรชัยนั่งลงก่อน คืออย่างนี้มือผมวางอยู่ตลอดเวลา พอเริ่มจะพูดผมก็ปิดทันที ไม่ได้ออกไปที่ไหนผมฟังอยู่ คุณหมอครับ ผมพยายามรักษาความเป็นกลางอย่างเต็มที่ ผมได้วินิจฉัยแล้วครับ มือผมวางอยู่ผมรู้ครับ มือผมอยู่บนแป้นผมรู้ว่าใครจะพูดอะไร ผมพยายามเต็มที่แล้วครับ เพื่อให้บรรยากาศการประชุมไปได้
(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญคุณรังสิมาครับ คุณหมอสุกิจนั่งลงเถอะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันประท้วงท่านประธานนะคะ ท่านบอกว่าท่านปิดไมค์นี่ ท่านปิดช้า ปิดจริงแต่ปิดช้าค่ะ พูดไปก่อนแล้วดิฉันนั่งฟังอยู่
คุณรังสิมาครับ
ท่านประธานไม่ดัง ดิฉันดัง ท่านไม่ได้ยินเสียง
ผมได้ยินที่ท่านพูด เชิญครับ
ท่านว่าอย่างไรนะคะ พูดใหม่สิคะ
ผมบอกว่า ผมได้ยินที่ท่านพูด ผมก็เชิญท่านพูดต่อ เชิญครับ
เชิญพูดต่อ ค่ะ คือถ้าท่านได้ยิน ที่ดิฉันพูดนี่ท่านต้องให้เขาถอนนะคะ เพราะว่าพูดก่อนที่ท่านจะปิด ท่านบอกว่าท่านปิดจริง ท่านอยู่ตรงนั้นเสียงอาจจะสะท้อนไม่ทันท่านก็ได้ คนอยู่ข้างนอกยังได้ยิน ดิฉันนั่งตรงนี้ ดิฉันจะยกมือประท้วงท่านแล้ว แล้วก็ดิฉันได้ยินพูดอย่างนี้มาประจ้าว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ฆ่าคน
คุณรังสิมาครับ เดี๋ยวก็จะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันต่อไป คืออย่างนี้ผมรู้ว่าค้าพูดไหน ไม่เหมาะสมผมก็พยายามจะปิด แต่นั่งในนี้อาจจะได้ยิน แต่ว่าข้างนอกไม่ได้ยินหรอกครับ ผมมือวางอยู่ คุณรังสิมาผมตั้งใจนะครับ ผมพยายามเต็มที่ ผมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นกรุณานั่งลงเถอะ ผมได้วินิจฉัยให้คุณหมอสุกิจไปแล้ว พอแล้วครับคุณรังสิมาครับ เชื่อเถอะครับผมตั้งใจครับ ผมตั้งใจอย่างเต็มที่ครับไม่มีหรอกครับ ทางโน้นก็ประท้วงอีกแล้ว คุณรังสิมานั่งลงเถอะครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วครับ ทางโน้นก็ประท้วงครับคุณรังสิมา เชื่อผมเถอะครับ คือถ้าคุณประท้วงอย่างนั้นไม่ได้ คุณรังสิมาไปพูดย้าค้าที่ไม่อยากให้พูด ผมก็ไม่อยากฟัง ผมว่าประชาชนเขาไม่อยากฟัง อยากฟังแต่สิ่งที่ดี ๆ เป็นประโยชน์ต่อสภาครับ ผมเปิดแต่คุณจะไปพูดย้าค้าเมื่อกี้ไปย้าค้าพูดไม่ได้เด็ดขาด ไม่ได้นะครับ
ดิฉันไม่ได้พูดค้าเดิมนะคะ แต่ดิฉันจะเรียนท่านประธานว่าให้ท่านไปถอดชวเลขมา เพราะชวเลขเขาสามารถที่จะ ได้ยินอยู่แล้วว่าพูดหรือไม่พูดว่าท่านกดช้าหรือกดเร็ว
ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นเจ้าหน้าที่เอาเทปตรงนั้นมาให้ผมดูนะครับ ถ้าผิดผมขอโทษ คุณรังสิมานั่งลงได้แล้วครับ ผมรับจะไปตรวจสอบตามที่คุณพูด นั่งลงครับ เดี๋ยวทีละคนครับท่าน ทีละท่าน ผมไม่สามารถให้พูดพร้อมกันทุกคนได้ คุณรังสิมาครับผมวินิจฉัยแล้ว เจ้าหน้าที่ไปเอาเทป ตรงนั้นมาให้ผมดูหน่อยครับ ถ้าผิดถือว่าเป็นความผิดพลาดของผมนะครับ เชิญท่านวิเชียรครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ คือเพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวข้องกับการท้าหน้าที่ของท่านประธาน คือค้าพูด ที่พูดเมื่อสักครู่นี้จะปรากฏในบันทึกหรือไม่ก็ตาม ผมขออนุญาตถอนให้มันจบเรื่องจบราว แต่ว่าท่านประธานต้องสั่งให้คุณวัชระ เพชรทอง ถอนค้าพูดที่บอกว่า พวกผมไปปลุกชาวบ้าน ไปปลุกระดมคนเสื้อแดงว่าถ้าใครมาตายให้ ๑๐ ล้านบาท พวกผมไม่เคยพูดเขาต้องถอนด้วยครับ
โอเคครับ ตกลง
ท่านประธานนิดหนึ่งครับ ยังไม่จบครับ แล้วกราบเรียนท่านประธานว่าพวกผมนั่งฟังคุณวัชระหารือทุกวัน แล้วหาเรื่องทุกวันนะครับ ทนฟังมาทุกวันครับ แต่วันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้อย่าให้เกิดแบบนี้ เกิดขึ้นอีก พวกเราก็ไม่อยากฟัง ทุกคนก็ไม่อยากฟังแบบนี้หรอกครับ วันนี้การอภิปราย รายงานของสถาบันพระปกเกล้า มันต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อยกว่านี้ พวกเราก็ตั้งใจ อภิปรายเหมือนกันไม่ใช่ขึ้นมาด่าคนอื่นแบบนี้ครับ เขาต้องถอนเหมือนกันครับ
ท่านวรชัยครับ มันจบแล้วครับ ท่านได้ขอถอนแล้ว พอแล้วครับ ท่านวิเชียรได้ถอนแล้วครับ ท่านพาดพิงตอนไหนครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผู้อภิปรายบอกว่าเลือดสัตว์ครับ วันนั้นเป็นเลือดผมครับ แล้วก็เป็นเลือด ผู้รักประชาธิปไตยนะครับหลายแสนคนนะครับ ไม่ใช่เลือดสัตว์ครับ เราบอกว่าให้คุณยุบสภา
ไม่ต้อง อภิปรายต่อ ผมรู้แล้วครับ คุณไม่ได้ประท้วง พยายามที่จะอภิปราย อย่างนั้นไม่ได้ครับ เดี๋ยวจะมีการประท้วงพาดพิงกันไปมาครับ ไม่เอาแล้วครับคุณวรชัยครับ เดี๋ยวผมจะให้ คุณวัชระถอนในประเด็นที่พูดเมื่อสักครู่นี้นะครับ ไม่ใช่เรื่องของคุณ นั่งลงก่อนครับ ในประเด็นของท่านวิเชียร ขาวข้า ที่พูดไว้นะครับ ที่ว่าตายได้ ๑๐ ล้านบาทหรืออะไร ท่านวัชระครับ ทางโน้นก็สุภาพบุรุษครับ กล้าพูดเราก็กล้าถอน ขอความกรุณาท่านด้วยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับผมพูดจริงครับ แต่ผมไม่อาจ ที่จะถอนได้เพราะเป็นความจริงแล้วผมไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นท่านวิเชียร ขาวข้า ผมไม่ระบุชื่อว่า เป็นใครเลยแม้แต่น้อย ซึ่งคนไปปลุกระดมมีหลายคนครับไม่ได้ว่าพวกท่าน ถ้าพูดถึงท่าน ผมเอ่ยชื่อเลยครับว่าท่านวิเชียร ขาวข้า ยกตัวอย่างเช่น ท่านวิเชียร ขาวข้า พูดว่าผมหาเรื่อง ทุกวัน อันนี้ต้องถอนครับ เพราะผมหารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ความทุกข์ยากของประชาชนมีทุกวัน ผมไม่ได้หาเรื่องทุกวันครับ อันนี้ท่านต้องถอนครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ
ท่านวิเชียรเชิญครับ ผมว่าการประชุมนี้มันผ่านไปไม่ได้นะครับ ถ้าทุกคนเป็นอย่างนี้ก็เป็น อย่างนี้พาดพิงกันไปมา มันไม่จบหรอกครับ เชิญท่านวิเชียรครับ
ผมประท้วงให้เขาถอน แล้วอยู่ๆ เขามา บอกว่าให้ผมถอน มันไม่ใช่ ท่านประธานต้องให้เขาถอนก่อนประเด็นที่เขาพูดก่อนผม ถึงเขา ไม่เอ่ยชื่อแต่ถ้าผมจะพูดอย่างนี้ได้ไหม บอกว่าที่พวกประชาชนบาดเจ็บล้มตาย
พอแล้วครับ ท่านวิเชียรครับ ผมเข้าใจครับ พอแล้วครับ เอาละครับ พอแล้วครับพี่วิเชียร นั่งลงครับ เชิญครับนั่งก่อน ท่านวัชระครับ ให้การประชุมผ่านไปได้เถอะครับ ที่ถอนได้ผมว่ามันไม่ เสียหายอะไรท่านถอนเถอะครับ คือจะได้เดินหน้าครับ ไม่อย่างนั้นก็ไปไม่ได้ถ้าอย่างนี้ พาดพิงกันไปมา เอาแบบท่านนคร มาฉิม ดีกว่าครับ ฟังแล้วสบายใจครับ เชิญครับ
ด้วยความเคารพท่านประธานครับ แล้วเมื่อผมพูดความจริงผมไม่อาจถอนได้ครับ
ท่านวัชระครับ ผมได้วินิจฉัย ทางโน้นก็ประท้วงอีกแล้วครับ ก็อย่างนี้การประชุมมันจะผ่านไป ไม่ได้ท่านวัชระ คือทางฝ่ายท่านวิเชียรที่ท่านไม่พูดท่านก็ถอน ท่านไม่พูดท่านก็ถอน ความจริงเป็นอะไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ว่าเขาเสียหายเขาขอให้ถอน ก็ถอนนะครับ ผมได้ วินิจฉัยแล้วครับ ขอความกรุณาครับ เชิญวรชัยคุณนั่งลงก่อนครับ ให้ฟังท่านวัชระให้เรื่องนี้ จบก่อนนะครับ อย่าเพิ่งประท้วงเลยครับ ไม่ต้องครับ ผมจะให้เขาถอนอยู่นะครับ ถ้าคุณประท้วง อย่างนี้การอภิปรายก็เป็นไปไม่ได้ ก็วนอยู่อย่างนี้ครับ ๒ ฝั่งลุกขึ้นไปลุกขึ้นมาแล้วเวลาสภา เขาผ่านมาพอสมควร เชิญคุณวัชระครับ ถอนเถอะครับ
เพื่อประโยชน์ของท่านประธาน ผมยินดีถอนครับ
เพื่อประโยชน์ของสภาตามข้อบังคับเถอะครับ อย่าเพื่อผมเลย
ของสภาครับ ท่านประธานครับ ผมไปเรื่องต่อไปเลยนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะให้สถาบันพระปกเกล้า ยังไปเรื่องต่อไปไม่ได้ครับ ท่านวิเชียรต้องถอนก่อนครับ เพราะท่านกล่าวหาว่าผมหาเรื่องทุกวัน สิ่งนี้ท่านประธานก็เห็น นะครับว่าท่านประธานเป็นคนเซ็นลายมือในจดหมายที่หารือหน่วยงานราชการต่าง ๆ ให้ผม เป็นจ้านวนมาก ท้าให้ผมเสียหายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสอง
ท่านหยุดก่อนครับ ท่านวิเชียรครับ ที่หาเรื่อง เป็น หารือ นี่ได้ไหมครับ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะได้จบทั้งคู่จะได้เดินหน้าต่อครับท่านวิเชียร
ท่านประธานครับ ผมฟังทุกวันครับ ทุกคนก็ฟังทุกวันครับ คือการหารือทุกวันของคุณวัชระนี่เป็นการหาเรื่องครับ
เอาอย่างนี้ท่านวิเชียรไม่ได้ครับ ถอนหรือไม่ครับ ท่านถอนไหมครับ
ถอนครับ
ท่านวรชัยครับ เขาถอนทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว เรื่องมันจบแล้ว คุณวรชัยครับให้เดินหน้า
ถอนค้าว่า เลือดสัตว์ ด้วยครับ
เอาเลือดสัตว์นั้นมันพิสูจน์ไม่ได้เลือดใคร เอาละครับเดินหน้าต่อ คุณวรชัยพอแล้วครับ คุณวัชระก็พอแล้วครับ ไปเถอะครับ เดินหน้าไป เอาเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสภาดีกว่าครับ ผมขอร้องทุกฝ่ายนะครับ เชิญคุณวัชระครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเชื่อแล้วว่า ท่านประธานเป็นกลางจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้สถาบันพระปกเกล้าได้ให้ทุน สนับสนุนการท้าวิจัยในเรื่องของการเยียวยา โดยเฉพาะการเยียวยา ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาท ในกรณีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม แต่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้าท่วม ๘๐๐ กว่าศพ ๘๐๐ กว่าศพ ปรากฏว่าได้ค่าปลงศพเพียงแค่ศพละ ๒๕,๐๐๐ บาท ในขณะที่ผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม ที่ท่านประธานได้เห็นว่าไม่ได้ชุมนุมโดยสงบและมีอาวุธนั้น ปรากฏว่าได้ค่าปลงศพถึงศพละ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ท้าไมมันต่างกันราวฟ้ากับดินเช่นนี้ล่ะครับ นี่ ๒ มาตรฐานไหมครับ ท่านประธานครับ มีค่าเยียวยาให้กับคนตายอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตายได้อีก ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าปลงศพอีก ๒๕๐,๐๐๐ บาท ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดรวมแล้ว ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑ ศพ ท่านประธานครับ สถาบันพระปกเกล้าควรท้าวิจัยเรื่องนี้ และท้าวิจัยด้วยครับว่ากรณีทหารพรานที่เสียชีวิตจากการสู้รบเพื่อปกป้องประเทศชาติได้ เพียงหลักแสนเท่านั้นเอง ท้าไมทหารพราน ต้ารวจ ทหารที่ตายในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ถึงได้น้อยกว่าการชุมนุมที่ผ่านมาของรัฐบาลนี้ต้องศึกษาครับ และเพื่อนสมาชิกหลายคนก็ได้ พูดคุยกันถึงเรื่องว่าต่อไปจะมีสงครามชนชั้น ซึ่งสงครามชนชั้นนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจาก คนที่คิดเก่า ๆ ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งมาจนถึงปัจจุบันนี้ ปรากฏว่ายังมีความคิดที่จะท้าสงครามชนชั้นโดยไม่คิดว่าเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งพระองค์ทรงมีธรรมาภิบาลและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ของพสกนิกรทุกคน ท่านประธานครับ นอกจากนี้ผมอยากเสนอให้ท้าวิจัยเรื่องการทุจริต เงินงบประมาณแผ่นดิน ศึกษาเฉพาะกรณีคุณหญิง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คุณหญิง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สถาบันพระปกเกล้าต้องไปศึกษาว่าคุณหญิงคนไหนที่เรียกรับผลประโยชน์ของชาติทุกโครงการ ๑๐ เปอร์เซ็นต์โดยอ้างว่าต้องไปเข้าพรรค แล้วท้าไมต้อง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คุณหญิงคนไหน ท่านประธานครับ นอกจากนี้ควรท้าวิจัยศึกษาเรื่องคุณสมบัติการแต่งตั้งรัฐมนตรีและ ข้าราชการการเมือง เพราะถ้าเผายางรถยนต์ เผาบ้านเผาเมืองแล้วได้มาดูแลยางพาราอย่างนี้ ก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลครับ หรือในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาได้ แต่ได้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่มีรัฐมนตรีคนเดียว
ท่านวัชระเอาอย่างนี้ครับ คุณวัชระพูดในประเด็นในเรื่องที่การศึกษานะครับ ถ้าอย่างนั้น เอาไว้ตอนที่ท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจดีกว่านะครับ ตรงนี้เอาประเด็นที่สถาบันพระปกเกล้า ได้ศึกษามา เพราะไม่อย่างนั้นก็จะกว้างเกินไป เดี๋ยวก็ว่าผมไม่ควบคุมการประชุมตามข้อ ๘ อีกนะครับ นั่งลงเถอะ ผมไม่อนุญาตให้ท่าน พอแล้วครับผมเข้าใจ ผมควบคุมแล้วนะครับ ท่านอย่าประท้วงเลย ต่อนะครับ แต่ว่าประเด็นนอกจากนี้ผมไม่อนุญาตให้ท่านพูดนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๖ จังหวัดอุดรธานี ผมอยากขอ ประท้วงท่านผู้ก้าลังอภิปรายในข้อ ๖๑ ท่านประธานที่เคารพครับ การอภิปรายในวันนี้ ไม่ใช่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการที่สถาบันพระปกเกล้าได้มาให้ท่านตรวจสอบ เรื่องการใช้งบประมาณว่าโปร่งใสหรือไม่ ไม่ใช่ท่าน ถ้าผมจะพูดไปอีกว่าอยากจะให้วิจัย เรื่องคน
เอาละ ผมเข้าใจประเด็นครับ ท่านประท้วงผมตามข้อ ๖๑ ผมทราบแล้วครับ ใช่ ผมก็เป็นคนวินิจฉัย เมื่อกี้นี้ผมพูดแล้วว่าเอาในประเด็นของสถาบันพระปกเกล้า ประเด็นอื่นผมไม่ให้พูดแล้วครับ ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนั่งลงครับ เอาละผมท้าหน้าที่แล้วครับ ไม่ประท้วงแล้วครับ ผมได้วินิจฉัยแล้ว จบ ถือว่าเป็นเด็ดขาด ท่านวัชระพูดต่อแต่ต้องอยู่ในประเด็น ประเด็นอื่น ผมไม่ให้พูดแล้วครับ ท่านนั่งลงครับ ผมได้วินิจฉัยแล้วครับ ท่านไม่ต้องอภิปรายต่อ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม วัชระ บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเสนอนั้นเป็นเพียงเสนอให้ สถาบันพระปกเกล้าไปท้าวิจัยแล้วผมก็จะไม่พูดในสิ่งที่เพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลจะต้อง ลุกขึ้นมาประท้วง เพราะอะไรครับ เพราะว่าผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมมีสิทธิ ที่จะเสนอแนะให้สถาบันพระปกเกล้าไปท้าวิจัยเรื่องอะไร เพราะว่าใช้เงินงบประมาณของ สภาผู้แทนราษฎร ใช้เงินงบประมาณของรัฐสภาแห่งนี้
อีกประเด็นหนึ่ง เรื่องที่น่าสนใจที่ผมเสนอให้ท่านไปท้าวิจัยและท่านต้องวิจัย เพราะประชาชนทั้งประเทศรอคอยผลงานวิจัยชิ้นนี้อยู่ นั่นก็คือในเรื่องทุจริตบนคราบน้าตา ประชาชน ศึกษาเฉพาะกรณีมหาอุทกภัย ๒๕๕๔ ท่านไปศึกษาเลยว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันกัน เท่าไร กี่ประการ และผลการวิจัยเป็นอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ สติ ปัญญาของผู้น้าประเทศ วัดระดับไอคิว (IQ) อีคิว (EQ) ซิมซิมิด้วยก็ได้ ก็ต้องศึกษาครับ ท่านประธานด้วยความเคารพ ผมได้เชิญรองนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาร่วมประชุม แล้วผู้น้า นักศึกษาท่านนั้นบอกว่าได้ส้ารวจบรรดาน้องใหม่ที่เข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งหมด ได้ส่งแบบสอบถามให้ มีค้าถามถามข้อเดียวครับว่าท่านเชื่อมั่นต่อประเทศไทยหรือไม่ นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตอบว่า ไม่เชื่อมั่นประเทศไทย สิ่งนี้น่าวิตกครับท่านประธาน ไม่ได้หมายถึงรัฐบาลล้มเหลวเท่านั้น หมายถึงว่ารัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็ล้มเหลวด้วย เช่นเดียวกัน เพราะคนหนุ่มคนสาวในขณะนี้ที่เป็นนักศึกษาอยู่ ซึ่งท่านประธานก็เคยเป็น อดีตผู้น้านักศึกษา นักศึกษาทั่วไปคิดเช่นนี้เป็นเรื่องน่าวิตกครับ เพราะฉะนั้นสถาบันต้องไป ท้าวิจัยครับว่าท้าไมเด็ก ๆ เยาวชนในปัจจุบันถึงมีความคิดเช่นนั้นและเราจะแก้ไขกันอย่างไร นั่นก็คือควรศึกษาในหัวข้อเรื่องความเชื่อมั่นของคนหนุ่มสาวต่อประเทศชาติ และรวมถึง ในมาตรา ๑๑๒ ผมก็จะไม่พูดรายละเอียด แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้พูดใน สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าถ้าจะแก้มาตรานี้นั้นต้องข้ามศพผมไปก่อน ท่านประธานครับ หัวข้อวิจัยอีก ๒ ข้อ ๓ ข้อ ที่อยากจะกราบเรียนท่านก็คือกลยุทธ์การเลี่ยงภาษีของนักการเมือง เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะถ้านักการเมืองเลี่ยงภาษีเราจะบอกพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ให้เสียภาษีได้อย่างไร และสุดท้ายอีก ๒ เรื่องเท่านั้น เพราะผมได้ใช้เวลาอันมีค่าของสภาแห่งนี้ มามากพอสมควรแล้ว นั่นก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญ สถาบันพระปกเกล้าต้องศึกษาวิจัย เพราะว่า ก้าลังจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่แก้ไขเพื่อคนบางตระกูล เท่านั้น ซึ่งนี่เป็นเรื่องน่าวิตกครับ เราต่อต้านรัฐธรรมนูญที่มาจากทหาร แต่เราก้าลังจะได้ รัฐธรรมนูญที่มาจากทุนสามานย์ หรือนักการเมืองที่สามานย์ หรือคนที่เห็นแก่ตัวที่สุด มาก้าหนดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างนั้นไม่ได้ครับท่านประธาน
และอีก ๒ เรื่องก็คือเรื่องศาลยุติธรรมครับ ปรากฏว่าในขณะนี้มีความพยายาม ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบศาลยุติธรรม
ท่านวัชระหยุดก่อนครับ ท่านวิเชียร ขาวข้า ประท้วงเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวข้า ขอประท้วงท่านประธานด้วย แล้วก็ประท้วงท่านผู้มีอภิปรายตามข้อ ๖๑ การที่ผู้อภิปราย ได้พูดว่าก้าลังจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็บอกว่ากลุ่มที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่เป็นกลุ่ม ทุนสามานย์ เพราะฉะนั้นท่านประธานก็ต้องวินิจฉัยว่าขณะนี้พวกเราฝ่ายรัฐบาลเป็นที่รู้กัน ทั้งหมดว่าตอนนี้ก้าลังยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะให้มี สสร. สสร. เหล่านั้นมาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้ท้าเพื่อใคร ไม่ได้ท้าเพื่อคนใด ตระกูลใด แต่คุณวัชระ เพชรทอง ได้พูดถึงท่านนั้นแล้ว กล่าวหาคนอื่นแล้ว ข้อ ๖๑ คุณวัชระ เพชรทอง ต้องถอน หลายครั้งที่ผมถอนไปแล้ว คุณวัชระ เพชรทอง ประเด็นนี้ยอมไม่ได้ครับท่านประธาน
เชิญนั่ง ท่านวัชระว่าอย่างไรครับ เพื่อให้การประชุมเดินหน้า
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อแบบเดียวกับคุณวิเชียร ผมไม่ถอนครับ เพราะผมพูดความจริงจะให้ถอนได้ อย่างไรครับ แล้วผมไม่ได้กล่าวหาคุณวิเชียร ถ้าผมกล่าวหาคุณวิเชียรก็ฟ้องผมได้เลยครับ มีศาลยุติธรรมไว้ท้าไม เพราะฉะนั้นผมพูดกับท่านประธานนะครับ สรุปเลยว่า
ท่านวัชระครับ ท่านวิเชียรประท้วงแล้ว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ การอภิปราย ในสภามีข้อบังคับ เขาพูดผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ผมประท้วงตามนั้น ไม่ใช่ให้ผมไปใช้สิทธิทางศาล ในเมื่อผมเห็นว่าเขาอภิปรายผิดข้อบังคับนี่ ผมย่อมมีสิทธิประท้วงให้เขาถอนค้าพูดนั้นได้ ถ้าเขาไม่ถอน ท่านประธานต้องสั่งให้เขายุติการอภิปราย ถ้าเขาไม่ยุติท่านประธานต้องสั่งให้ เขาออกจากห้องประชุมไปทันทีตามข้อบังคับ
คุณวิเชียรนั่งลงครับ คืออย่างนี้ท่านวัชระ เมื่อครู่ก็มีประเด็นที่เขาพูดเอาไว้จริงว่าฝ่ายที่ยื่น เป็นฝ่ายสามานย์อะไรอย่างนี้ ท่านกรุณาถอน เพราะเอาไปฟ้องร้องกันในสภาไม่ได้หรอกครับ ที่ท่านพูดกันนี่ ท่านก็เป็นนักกฎหมาย ท่านก็เข้าใจข้อบังคับได้ดีกว่าผมอีก ผมว่าประเด็นนี้ ท่านถอนแล้วจะได้เดินหน้าต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมเคารพท่านประธาน จริง ๆ ผมไม่ได้ว่าฝ่ายที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นฝ่ายสามานย์ ท่านไปเปิดเทปฟังได้เลยครับ เพราะฉะนั้นจะหาว่าผมผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสองไม่ได้ครับ
ผมฟังอยู่ คุณวัชระครับ ผมเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ท่านก็ฟังอยู่ ทุกฝ่ายก็ฟังในนี้ ไม่ต้องไปเปิดเทปครับ คือได้ยินอยู่ครับ ก็ได้ยินอยู่ ฟังกันอยู่ ทุกฝ่ายก็ได้ยินและมีการถ่ายทอด เพราะฉะนั้น ลูกผู้ชายพูดก็ถอนเถอะครับ ไม่มีอะไรครับ ถอนแล้วเดินหน้าต่อนะครับ จะได้อภิปรายต่อ ไม่อย่างนั้นเขาประท้วงกันไม่หยุดครับ
เพื่อท่านประธานผมยินดีครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าสถาบันพระปกเกล้าต้องศึกษาเรื่องนี้ เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศก้าลังกลายเป็นเครื่องมือ ของบุคคลบางกลุ่ม และประชาชนทั้งชาติ ประชาชนทั้งประเทศก็จะเสียโอกาส แล้วต่อไป ในภายภาคหน้าถ้าคนที่ถูกยึดทรัพย์สามารถมาลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้จะเป็น อย่างไร ถ้าคนที่ถูกยึดทรัพย์แล้วสามารถเอาเงินคืนจากท้องพระคลังของกระทรวงการคลังได้ ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ถ้าคนถูกยึดทรัพย์แล้วกลับมาเป็นผู้น้าทางการเมือง ผู้น้าประเทศ มาเป็นประธานาธิบดีแล้วจะเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกแล้วผมเชื่อว่า ไม่เหลือบ่ากว่าแรง
เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วง
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ ผมไม่อยากประท้วง ผู้ก้าลังอภิปรายหรอกครับ ผมอยากให้ในพรรคนี้มีคนอย่างนี้เยอะ ๆ ผมจะได้กลับมาเป็น ผู้แทนราษฎรได้ง่าย แต่ว่าในบางค้าพูดนั้นผมไม่อยากให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ผมก้าลังจะ ให้เขาถอนอยู่ครับ ท่านประธานครับ ข้อ ๖๑ เสียดสีและกล่าวหาว่าการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อคนบางกลุ่ม ท่านประธานเปิดเทปก็ได้ ผมพูดอะไรไม่ได้พูดเล่น มันไม่ใช่เพื่อคนบางกลุ่ม การแก้กฎหมายมันต้องปกครองคนทั้งประเทศ แล้วไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง แล้วสภาแห่งนี้ จะเป็นคนแก้ อาจจะเป็น สสร. แล้วก็ต้องผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พูดแบบนี้เสมือนกับว่า พวกรัฐบาลหรือพวกผมจะท้าอะไรเพื่อคนบางกลุ่ม ผมบอกค้านี้มันต้องถอนแล้ว จริง ๆ แล้ว ผมอยากให้มีเยอะ ๆ คนแบบนี้ในพรรคตรงกันข้ามกับผม ผมตั้งใจจะเชิญแกไปปราศรัยด้วย ชุดเลือกตั้ง แต่ต้องตรงกันข้ามกับพรรคผม ผมจะได้กลับเข้าสภาง่าย ๆ
ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวนั่งลงก่อนครับ ท่านผู้อภิปรายเมื่อกี้ท่านก้าลังแสดงความคิดเห็น แล้วก็ยังไม่ระบุชัดเจนว่าเป็นใคร ผู้ใดนะครับ
(นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านผู้ประท้วงต่อครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านผู้ก้าลังอภิปรายในข้อ ๖๑ ครับ เนื่องจากว่าประเทศไทยเราปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร แต่ท่านผู้อภิปรายใช้ค้าว่า กลับมาเป็นประธานาธิบดี ขอให้ถอนค้าว่า ประธานาธิบดี ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
คือการจะเข้าสู่ต้าแหน่งทางการเมือง กฎหมายรัฐธรรมนูญของเราระบุไว้อยู่แล้วนะครับ ส่วนท่านผู้อภิปรายนั้นจะอภิปรายนอกเหนือจากที่กฎหมาย ประชาชนเขาฟังอยู่นะครับ มันจะแสดงถึงภูมิความรู้ของผู้อภิปรายเอง ประชาชนเขาตัดสินใจ รัฐสภานี้ก็จะตัดสินใจเองว่า คนพูดรู้เรื่องหลักกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่ เชิญผู้อภิปรายต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณท่านประธานที่ได้พูดถึงภูมิความรู้ ของกระผม
เชิญต่อเลยนะครับ
ก็คือท่านประธานพูดถึงภูมิความรู้ ของกระผม ผมก็ขอขอบคุณ เพราะภูมิความรู้ของกระผมคือมหาวิทยาลัยรามค้าแหง สถาบันเดียวที่ท่านประธานได้เรียนจบมานั่นละครับ ท่านประธานครับ ส.ส. มีหน้าที่พิทักษ์ ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เราเปรียบเสมือนกับหมาเฝ้าบ้าน เมื่อขโมยจะขึ้นบ้าน เราก็ต้องเห่า ต้องบอกเจ้าของบ้านให้รู้ว่าบัดนี้ขโมยก้าลังจะขึ้นมาลักทรัพย์ในบ้านแล้ว และถ้าเรานิ่งเฉยเราคงไม่เป็น ส.ส. ที่ดีของพี่น้องประชาชน แม้ว่าในรัฐธรรมนูญจะไม่มี ค้าว่า ประธานาธิบดี ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ใครจะล่วงรู้ได้ครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้า จะไม่มีค้าค้านี้ ใครจะล่วงรู้ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้านั้นจะอนุญาตให้คนที่ถูกยึดทรัพย์ กลับมาลงสมัคร ส.ส. เพื่อที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี
คืออย่างนี้ การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องท้าตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ครับ อันนี้ท่านก้าลังออกจากรายงานของทางสถาบันพระปกเกล้า ขอให้พูดในกรอบประเด็นครับ ผมว่าถ้าเราออกไปไกลเดี๋ยวการประชุมมันก็จะไม่ราบรื่น เชิญท่านวัชระต่อครับ ผมขอเตือน ครั้งแรกนะครับ
ท่านประธานเตือนได้หลายครั้งครับ และผมกราบเรียนท่านประธานครับว่านี่เป็นความกังวลของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง และถ้าเราแสดงความกังวลต่อพี่น้องประชาชนไม่ได้เราจะพูดในสภาแห่งนี้ไปท้าไมครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานก็ ส.ส. ผมก็ ส.ส. เพียงแต่ท่านประธานบัดนี้เป็นประธาน ก็ขอให้เป็นกลางและยุติธรรม เรื่องหนึ่งที่ผมฝากสถาบันพระปกเกล้าไปท้าวิจัยด้วยเถอะครับ อันนี้ผมขอร้อง โดยเฉพาะเรื่องการวินิจฉัยของผู้ท้าหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า อันนี้ผมมีสิทธิที่จะพูด ท่านอย่าตัดไมค์ผมครับ
คืออย่างนี้ ถ้าพูดไปมันจะเกินเลยไปนะครับ การที่ประธานจะวินิจฉัย วินิจฉัยตามข้อบังคับนี่ เป็นอ้านาจตามข้อบังคับ ท่านก็บอกว่าถ้ากระผมมานั่งนี่ ท่านใช้ค้าว่า ท่านประธานที่เคารพ ๒ ครั้งแล้ว ถ้าท่านไม่อภิปรายในเนื้อหาในการซักถามทางสถาบันพระปกเกล้าผมจะไม่พูด นะครับ ผมจะไม่ต่อล้อต่อเถียงนะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อได้
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญท่านประท้วง
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ขอประทานโทษท่านวัชระด้วยครับ ที่ต้องลุกขึ้นประท้วงท่านประธานโดยเฉพาะ ในขณะที่สมาชิกก้าลังจะอภิปรายว่าจะฝากข้อคิด หรือว่าฝากการวิจัยเรื่องอ้านาจหน้าที่ของประธานสภานี่ ท่านประธานก็ดูเหมือนว่าจะใช้ อ้านาจของท่านมาเบรก (Break) การอภิปรายของท่านสมาชิก ผมคิดว่าท่านท้าไม่ได้นะครับ สมาชิกมีเอกสิทธิ์ในการที่จะมีเสรีภาพในการพูดในสภา ท่านเองก็นั่งอยู่บนนั้น ถ้าอะไร กระทบท่าน ถ้าท่านเดือดร้อนท่านก็อธิบายต่อประชาชนได้ ผมคิดว่าท่านไม่มีสิทธิที่จะมา ปิดปากของสมาชิกที่เขาก้าลังจะเรียนถามหรือว่าฝากข้อความคิดเห็น
คุณประท้วงเรื่องอะไรครับ ข้อไหน
ประท้วง ข้อ ๘ ครับ ท่านชอบให้ ผมท่องข้อกันมากเลยนะครับ
นั่งลงเดี๋ยวผมจะชี้แจง คุณประท้วง ข้อ ๘ ใช่ไหมครับ เรื่อง เชิญ
ผมประท้วง ข้อ ๘ ว่าท่านประธาน ท้าหน้าที่ในการควบคุมการประชุมนะครับ ท่านต้องมีหน้าที่ท้าการควบคุมการประชุม และผมประท้วงตามรัฐธรรมนูญ ผมเปิดรัฐธรรมนูญข้อไม่ทัน แต่ความเข้าใจของผม มีในรัฐธรรมนูญว่าประธานต้องเป็นกลาง ชัดเจนนะครับ ผมไม่ท่องข้อนะครับท่านประธาน เพราะว่าโรงเรียนผมไม่ได้สอนให้ท่องมา ผมไม่ได้ท่องจ้ามานะครับ
คือท่านจะประท้วงก็ประท้วงครับ ผมว่ามันเสียเวลาที่จะต้องมาพูด ท่านประท้วงผม ข้อ ๘ เรื่องอะไรครับ
คือท่านประธานต้องท้าหน้าที่ ในการควบคุมการประชุมตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งท่านไม่ควรจะปิดปากสมาชิกที่จะ แสดงความคิดเห็น สมาชิกมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามข้อบังคับก็คือการใช้สิทธิ
เอาล่ะท่านประท้วงผม ข้อ ๘ เรื่องให้ควบคุมการประชุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ถูกต้องไหมครับ
ข้อ ๘ และข้ออื่น ๆ ครับ แล้วก็ รัฐธรรมนูญด้วยครับ
แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อ ๑ คือข้ออะไร
คือท่านประธานไม่รู้นี่นะครับ ประธานต้องมีความรู้มากกว่าสมาชิกถูกไหมครับ เพราะว่าประธานเก่งกว่าสมาชิก ท่านประธานไม่ต้องมาบังคับผมว่าต้องพูดว่าข้ออะไรบ้าง
คืออย่างนี้นะครับ เวลาประท้วงนี่ท่านยกมือขึ้น ท่านขอใช้สิทธิประท้วง ท่านก็ต้องบอกว่า ใครฝ่าฝืนข้อบังคับข้อไหนนะครับ ท่านก็บอกว่าประท้วงตามข้อ ๘ ว่าประธานต้องปฏิบัติ ตามข้อ ๘ ผมก็ก้าลังจะวินิจฉัยว่าข้อ ๘ ที่ท่านประท้วงคืออะไร เดี๋ยวนะเอาทีละท่านสิครับ ยังไม่เสร็จเลย ใจเย็น ๆ ครับ
ยินดีนะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย ผมขออนุญาตต่อเนื่องครับ ไม่มีข้อบังคับข้อไหนครับ ที่บอกว่าเวลาลุกขึ้นประท้วงต้องบอกว่าประท้วงข้อบังคับอะไร ไม่มีนะครับ
ท่านไปอ่านดูสิครับว่าฝ่าฝืนข้อบังคับอะไรนะครับ
ไม่มีครับ ไม่มีโรงเรียนไหนสอน ข้อบังคับแบบนี้ครับ
ท่านใช้สิทธิข้อไหน
ในข้อบังคับไม่มีนะครับว่า ต้องประกาศว่าผมประท้วงประธานหรือประท้วงสมาชิกข้อบังคับข้อไหน ไม่มีนะครับ ลุกขึ้น ประท้วงแล้วก็อธิบายความกันเท่านั้นเอง นี่คือความเข้าใจครับท่านประธาน และโรงเรียน ไม่มีโรงเรียนไหนครับที่จะบอกว่าให้ท่องจ้ามา
คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวนะครับ สมาชิกผู้ใดต้องการประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ ท่านอ่าน ข้อ ๖๓ สิครับ ให้ยืนขึ้นและยกมือพ้นศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง ทีนี้ประธาน ก็ต้องถามก่อนสิครับว่าฝ่าฝืนข้อบังคับ เรื่องอะไร ข้อไหน อย่างไร ท่านอ่านแล้วใช่ไหมครับ เอาเริ่มต้นใหม่ท่านใจเย็น ๆ ครับ ค่อย ๆ ประท้วงก็ได้นะครับ
ได้ครับท่านประธาน
ผมให้โอกาสท่านประท้วงเริ่มต้นใหม่ดีกว่านะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วง ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ สมาชิกผู้ใดประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ ผมคิดว่าท่านประธาน ฝ่าฝืนข้อบังคับนะครับ
ข้อไหนครับ
ผมก็ยืนและยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ประธานต้องให้โอกาสผู้นั้นชี้แจง ขอบคุณที่ท่านประธานให้โอกาสผมชี้แจง แล้วให้ประธาน วินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับตามที่ประท้วงหรือไม่ ไม่มีค้าไหนที่บอกว่าผมต้องบอกว่า ข้อไหน แต่ผมมีความเข้าใจในข้อบังคับและรัฐธรรมนูญว่า และรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ท่านประธานจะได้ไม่ต้องบอกว่าประธานเป็นกลาง ไม่มีในข้อบังคับ ในรัฐธรรมนูญประธาน เป็นกลางมีนะครับ ถูกไหมครับ เราบอกว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง เพราะว่าประธานไม่ได้ ให้โอกาสกับสมาชิกในการที่จะอภิปรายอย่างมีเสรีภาพในการอภิปรายในสภา ประธานก็เลย ท้าผิดข้อบังคับอย่างไร แล้วผมไม่ต้องบอกประธานว่าข้อไหน เพราะว่าโรงเรียนผมไม่สอน ให้ท่องมา ผมเรียนจากโรงเรียนที่ชื่อว่าสาธิตรามค้าแหง
เดี๋ยวผมจะได้วินิจฉัย ท่านบอกว่าประธานฝ่าฝืนข้อบังคับ ทีนี้ท่านก็ไปอ้างรัฐธรรมนูญขึ้นมา คราวนี้ผมจะวินิจฉัย เชิญท่านนั่งลง ผมวินิจฉัยแล้วผมไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ เชิญท่านอภิปรายต่อ เชิญผู้ประท้วงฝั่งโน้นก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงผู้ที่ประท้วงอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ ไม่ได้ให้เกียรติประธาน ใส่ร้ายตามข้อ ๖๑ เมื่อประธานวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นที่สิ้นสุด การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น ผู้อภิปรายก้าลัง กล่าวหาใส่ร้ายบุคคลอื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้อภิปรายบอกว่าการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเอื้อประโยชน์ให้กับตระกูลหนึ่งตระกูลใด แล้วก็จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับคนที่ถูกยึดทรัพย์ กลับมาเป็นประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็นการใส่ร้ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะไปยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญกับท่านประธานในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นผู้อภิปรายก้าลังจะให้ร้าย กับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในสภา แล้วก็ไม่เคารพการตัดสินใจของท่านประธานครับ
คืออย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่ท่านบุญยอดประท้วงประธานครับว่าประธานปฏิบัติตัวไม่เป็นกลาง ผมก็ได้วินิจฉัยไปแล้ว แล้วท่านเองก็มาประท้วง ผมวินิจฉัยว่าประเด็นของท่านประท้วงผม ได้วินิจฉัยของท่านบุญยอดไปแล้วก็ถือว่ายุติ เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาต ประท้วงท่านประธานนะครับ ถ้าท่านประธานจะให้บอกผมก็บอกว่าผมขออนุญาตประท้วง ข้อ ๘ แต่ความจริงผมยืนยันตามที่ท่านบุญยอด ขออภัยเอ่ยนาม ได้ประท้วงท่านประธาน เวลามีการฝ่าฝืนข้อบังคับท่านประธานต้องปรับเองว่าผู้ที่ประท้วงนั้นเมื่อยืนขึ้นประท้วง ท่านประธานต้องปรับเองว่าสมาชิกเขาฝ่าฝืนข้อไหน ท่านประธานเป็นนักกฎหมาย สมมุติว่า ท่านประธานออกไปหน้ารัฐสภาแล้วเห็นคนเขายิงกันแล้วท่านประธานไปแจ้งต้ารวจ ท่านประธานต้องบอกต้ารวจ อย่าเพิ่งปิดไมค์ครับท่านครับ
ท่านนิพิฏฐ์ท่านต้องบอกสิครับว่าถ้าท่านประท้วงผมใช่ไหมครับ ท่านก้าลังประท้วงในข้อ ๘ ท่านก็ต้องบอกว่าผมผิดอย่างไรนะครับ ขอความกรุณาไม่ต้องแนะน้ามากเอาเข้าประเด็น เพราะเราก้าลังอภิปรายกันอยู่
วันนี้ต้องคุยเรื่องนี้กันให้ยุติท่านประธาน มิฉะนั้นแล้วมาตรฐานของสภานี้จะไม่แน่นอนแล้วความวุ่นวายมันจะเกิดขึ้น ผมยกตัวอย่าง ท่านประธานว่า
คือผมไม่ให้ยกตัวอย่าง ท่านก็ประท้วงมาผมจะวินิจฉัยครับ ถ้าท่านบอกว่าจะต้องมีมาตรฐาน ทุกคนก็จะยกตัวอย่างทุกคน เชิญท่านประท้วงข้อ ๘ ท่านบอกว่าผมฝ่าฝืน ข้อ ๘ ว่าอย่างไร เชิญครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสมาชิกยืนขึ้น แล้วบอกว่าเพื่อนสมาชิกฝ่าฝืนข้อบังคับด้วยการกล่าวถึงบุคคลภายนอก หรือกล่าวถึง พระมหากษัตริย์ ท่านประธานจะรับวินิจฉัยไหมครับ
คืออย่างนี้ เดี๋ยวผมถามท่านก่อนท่านจะประท้วงผม ข้อ ๘ ประท้วงอะไร ว่าฝ่าฝืนอย่างไร ท่านต้องอธิบายความก่อนสิครับ ไม่ใช่ท่านประท้วงปั๊บ ท่านก็บอกว่าผมยกตัวอย่างอย่างนี้ มันไม่ได้หรอกครับ ท่านเป็นนักกฎหมายท่านทราบดีนะครับ คือถ้าท่านอยากจะอาศัยสิทธิ ในการอภิปรายท่านก็ใช้สิทธิอภิปรายเอา แต่อย่างนี้ผมได้วินิจฉัยแล้วตามข้อบังคับก็ถือว่า เป็นเด็ดขาดแล้วก็ต้องปฏิบัติ ท่านใช้สิทธิอภิปรายแล้วกันนะครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ประท้วงนานแล้ว แต่ผมเรียนท่านประธานว่าสมมุติสมาชิกยืนขึ้นแล้วบอกว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ
เดี๋ยวเรื่องนี้ผมตัดสินใจเองนะครับ ท่านไม่ต้องมายกตัวอย่าง ผมไม่ให้ยกตัวอย่าง นั่งลงครับ ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิ เชิญท่านวัชระต่อครับ ผมไม่ให้สิทธิแล้วครับ ท่านมายกตัวอย่างอย่างนี้ ไม่ให้แล้วครับ ท่านไม่ได้ประท้วงนี่ครับ ไม่ให้แล้วครับ นั่งลงครับ ผมได้วินิจฉัยแล้วครับ ผมไม่โต้แย้งใคร ผมวินิจฉัยครับ ท่านนิพิฏฐ์ท่านก็ผู้หลักผู้ใหญ่แล้วนะครับ เราก็ทราบดีแล้ว ไม่มีหรอกครับประท้วงเสร็จแล้วท่านบอกว่าขอยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ ผมไม่หารือครับ ท่านใช้สิทธิประท้วง ไม่หารือแล้วครับ นั่งลงครับ ท่านขอใช้สิทธิประท้วงท่านบอกหารือ ผมไม่หารือนะครับ เป็นเรื่องของท่านเข้าใจเองว่าใครจ้านนไม่จ้านนนะครับ ท่านนั่งลง เพราะมีท่านผู้ประท้วงอยู่ เชิญท่านผู้ประท้วงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์จังหวัดอุทัยธานีครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๘ แล้วก็ข้อ ๖๓ ครับ ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่กับผู้ที่ประท้วง เมื่อสักครู่ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผมเชื่อว่าต้องการที่จะอธิบาย ท่านประธานในข้อ ๖๓ นี่ละครับ ข้อ ๖๓ ท่านประธานก็อ่านให้ฟังแล้วเมื่อสักครู่ครับว่า ถ้าหากผู้ใดประสงค์ที่จะประท้วงให้ลุกขึ้นยกมือ ประธานต้องให้ผู้นั้นชี้แจงนะครับ ในข้อบังคับใช้ค้าว่า ต้องให้ ครับ ท่านบุญยอดประท้วงท่านว่าไม่มีข้อบังคับไหนบอกว่าให้ ต้องบอกประธานว่าประท้วงข้อไหนครับ ท่านนิพิฏฐ์ก็ขึ้นมาพูดเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า ท่านประธานยังไม่เข้าใจ ยังฟังไม่ครบ ท่านนิพิฏฐ์ก็จะยกตัวอย่างให้ ท่านประธานก็ทนฟัง อีกสักนิดเดียว เช่นยกตัวอย่างว่าไปหน้าสภาเจอคนยิงกัน ไปแจ้งต้ารวจ จะต้องไปบอกไหมว่า
อย่างนี้ผมวินิจฉัยประเด็นนะครับ นั่งลง
คือประเด็นนี่ละครับ คือประเด็นนี้ เหลืออีกแค่ ๒ ประโยคเท่านั้นครับท่านประธานก็จะเข้าใจ
คืออย่างนี้ท่านฟังประธานพูดสักนิดหนึ่ง อดทนนะครับ ท่านก็บอกให้ผมอดทนพวกเรา ก็ต้องอดทนบ้าง คือในประเด็นที่ท่านประท้วงนี่ท่านก็บอกว่าประธานก็จะถามว่าฝ่าฝืน ข้อบังคับนั่นล่ะ ประธานจะได้วินิจฉัยได้ ท่านก็บอกว่าผมฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อ ๘ และข้อ ๖๓ ท่านสังเกตไหมครับเวลาท่านประท้วงผมก็ให้สิทธิท่านอธิบายความ ประธานก็จะจับได้ว่า ในข้อ ๘ และข้อ ๖๓ คืออะไรก็พอสรุปได้ อันนี้คือการประท้วงแล้วก็วินิจฉัยถูกต้องนะครับ แต่การที่ใช้สิทธิประท้วงแล้วยกตัวอย่างอย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องประท้วง เชิญท่านนั่งลงได้ครับ ผมวินิจฉัยแล้ว
อย่างนี้ครับท่านประธาน ประเด็นไม่ใช่ว่า ขอประท้วงแล้วยกตัวอย่าง แต่นี่คือทั้ง ๒ ท่านขึ้นมาประท้วงท่านประธานแล้ว ท่านประธาน ก็ฟังแล้วแต่ท่านประธานยังฟังไม่จบแล้วไม่เข้าใจ อีก ๒ ประโยคก็เข้าใจแล้วครับ คราวนี้ ท่านประธานไม่ฟังท่านประธานก็กด ก็ถาม
ไม่เป็นอะไร ขอบคุณมากครับ เชิญผู้ประท้วงฝั่งโน้นครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ขอประท้วงผู้ที่ประท้วงที่สนิท ไม่เป็นอะไรเคารพกัน แต่ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ วรรคท้าย ค้าวินิจฉัยของท่านประธานนั้น ถือว่าเป็นเด็ดขาด เพื่อรักษาข้อ ๘ (๓) ให้สภาเดินได้ สภาอภิปรายเรื่องสถาบันพระปกเกล้า มาทั้งวันแล้ว เพราะฉะนั้นค้าวินิจฉัยของท่านประธานถือว่าเป็นเด็ดขาดตามบังคับ ข้อ ๖๓ ขอบคุณมากครับ
ท่านวัชระขอความกรุณานะครับ เอาให้อยู่ในประเด็นของพวกเราแล้วกัน ขอบคุณมาก เชิญท่านต่อครับ
ขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ซึ่งมาแทน ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านประธานที่เคารพ คงได้เห็นแล้วว่าการใช้อ้านาจ ของผู้ท้าหน้าที่ประธานนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งท่านต้องท้าวิจัยเรื่องนี้และต้องท้าวิจัยอย่างยิ่ง เพราะอะไรครับ ไม่ใช่เพราะท่านประธานเจริญเป็นประธาน อันนี้ไม่ใช่ครับ เพราะว่า ผมเคารพในฐานะที่จบจากมหาวิทยาลัยรามค้าแหงด้วยกัน แต่ท่านจะเป็นกลางหรือไม่ อยู่ที่ผลการวิจัย การวินิจฉัยเป็นธรรม เป็นกลางหรือไม่อยู่ที่ผลการวิจัย และข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ที่บอกว่าค้าวินิจฉัยของท่านประธานถือว่าเป็นที่สุดนั้น ปรากฏว่าถ้าท่านประธานท่านนี้ ลงจากต้าแหน่งไป ท่านอื่นมาท้าหน้าที่แทน ท่านที่มาท้าหน้าที่แทนก็บอกว่าค้าวินิจฉัย ของท่านประธานที่วินิจฉัยไปแล้วนั้นไม่ผูกพันท่านประธาน อันนี้เป็นปัญหานะครับ นี่เป็นปัญหาจริง ๆ ครับ ยกตัวอย่างชัด ๆ ค้าวินิจฉัยของท่านประธานเจริญที่วินิจฉัยไปแล้ว ปรากฏว่าพอท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมานั่งเป็นประธานก็บอกว่าค้าวินิจฉัย ของท่านประธานเจริญนั้นไม่ผูกพันท่าน
คือผมขอความกรุณาเถอะครับ เอาเฉพาะในประเด็น ถ้าจะเคารพกันจริง ๆ ผมขอความกรุณา อภิปรายในประเด็น แต่ถ้าท่านผมเตือนอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านไม่เข้าประเด็นผมก็จะไม่ให้อภิปราย
ต่อไปท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องจริยธรรมของนักการเมืองที่ย้ายพรรค ท่านควรท้าวิจัยครับว่ามีจริยธรรม มีความกตัญญู กตเวทีหรือไม่ อย่างไร ข้อเสนอที่ผมให้ท่านท้าวิจัยนั้นสถาบันพระปกเกล้าอาจจะไม่รับก็ได้ สถาบันพระปกเกล้าอาจจะเอาไปประยุกต์ก็ได้ หรือถ้าสถาบันพระปกเกล้าจะท้าวิจัยในเรื่อง ที่ผมได้กล่าวมาแล้วก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับท่านประธาน
สุดท้ายก็คือเรื่องเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา ๑๑๒ อยากให้สถาบันพระปกเกล้าไปท้าวิจัยอย่างยิ่งว่ามีเครือข่าย โยงใย เครือข่ายเบื้องหลัง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีการ เพื่อบรรลุอะไร และแน่นอนว่าโยงใยถึงต่างประเทศอย่างไร ท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่าชื่อสถาบันของท่านคือสถาบันพระปกเกล้า เป็นชื่อของรัชกาลที่ ๗ ครับ กษัตริย์องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี และถ้าท่านไม่ท้าวิจัยเรื่องนี้ ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าก็จะเสียโอกาส เพราะต่อไปในภายภาคหน้านั้นเราก็ไม่ทราบว่า จะเกิดอะไรขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านประธานที่เคารพ กราบเรียนไปยังตัวแทนจากสถาบัน พระปกเกล้าว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น จะต้องคงอยู่สถาพรไปตลอดประเทศนี้ แต่ในขณะนี้มีกระบวนการในการที่จะล้มล้าง ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวผมจะล้าดับชื่ออย่างนี้ ท่านจะได้เตรียมถูกนะครับ ต่อไปจะเป็นคุณหมอ เชิดชัย ตันติศิรินทร์ หลังจากคุณหมอก็จะเป็นท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน หลังจากท่านอภิรักษ์ ก็จะเป็นท่านวิเชียร ขาวข้า หลังจากท่านวิเชียรแล้วเป็นท่านอาจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แล้วก็ท่านบุญแก้ว สมวงษ์ แล้วก็กลับมาท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ทั้งหมด ๖ ท่านก่อนครับ เดี๋ยวผมจะล้าดับต่อไป ผมขอความกรุณาท่าน ไม่มีอะไรแล้วนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ผู้แทนจากปากน้า พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมก็นั่งฟังในเรื่องของสถาบันพระปกเกล้าว่าจะมีภารกิจ หน้าที่ท้าอะไร แล้วก็นั่งฟังเพื่อน ส.ส. ด้วยกันอภิปราย นั่งฟังทั้งวันครับ ผมอยากปรึกษา ท่านประธานว่า
เมื่อกี้ท่านยกมือประท้วง ประท้วงว่าผมฝ่าฝืนข้อบังคับ
ไม่ครับ ผมขอปรึกษา ท่านประธานว่าวันนี้การอภิปรายมีการพูด ผมเข้าใจว่าออกนอกกรอบ ออกนอกเหนือหน้าที่ ของสถาบันพระปกเกล้า
ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวผมควบคุมเองครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตปรึกษาครับ ผมปรึกษานิดเดียวครับ ไม่ใช้เวลามาก เพราะว่าเราเป็น ส.ส. เรานั่งฟังกันเพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ของเราจากทุกด้าน ทีนี้ปรึกษาว่าในกรณีที่มีการให้ศึกษา หรือกะว่าสถาบันพระปกเกล้าจะต้องไปจับเรื่องของการทุจริตการเลือกตั้ง หรือการซื้อเสียง หรือว่าเรื่องของการคอร์รัปชัน มีการคอร์รัปชันมีอะไร ผมเข้าใจว่ามันจะออกนอกเหนือจาก ภารกิจของสถาบันพระปกเกล้า เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่อยู่ในประเด็นของข้อบังคับ ข้อ ๖๒ ปรึกษานิดหนึ่งครับท่านประธาน อยากให้ท่านประธานได้ควบคุมกรอบการประชุมให้อยู่ว่า ภารกิจหน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้าคืออะไรแล้วเราก็อภิปรายไปตามนั้น เพราะว่าเรายังมี หน่วยงานของ กกต. ยังมีหน่วยงานของ ป.ป.ช. อีกที่จะมารายงานต่อสภาแห่งนี้ ผมเข้าใจว่า เดี๋ยวสิ่งที่เราได้อภิปรายไปมันจะซ้าซ้อนกัน ขอให้ท่านประธานได้ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมก็พยายามที่จะควบคุมก้ากับการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครับ ให้การประชุม เดินหน้าไปได้ แล้วก็ขอความกรุณาคือทุกท่านก็เป็นท่านสมาชิกแล้วก็เป็นผู้มีความรอบรู้ อยู่แล้วนะครับ ประชาชนให้ความไว้วางใจ ให้เกียรติท่านมาท้าหน้าที่ เพราะฉะนั้น ในประเด็นที่รายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าทางสภาก็ได้จัดส่งให้กับท่านแล้ว มีการตรวจสอบแล้ว ดูนะครับว่าท่านก็แสดงความเห็น ค้าแนะน้า ติชม เพื่อจะให้ด้าเนินการ ภายในกรอบและหน้าที่ได้ แล้วผมเชื่อว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้มีการอบรมในงานของ สถาบันพระปกเกล้าอยู่แล้วหลายท่าน เชิญคุณหมอเชิดชัยครับ คือขอความกรุณาเถอะครับ เราจะเดินหน้าได้ครับ เดี๋ยวผมจะควบคุมเองนะครับ
ที่ผมขอให้ท่านประธาน ได้วินิจฉัย เพราะกระผมเห็นว่าถ้าเราจะวิพากษ์กันอภิปรายกันของสถาบันพระปกเกล้า มันจะแตกกระจายไปทุกเรื่องเลย กระผมขอยกตัวอย่าง ๒ เรื่อง คือเรื่องของการทุจริต การเลือกตั้งก็ดี การซื้อเสียงก็ดี หรือว่าเรื่องของการคอร์รัปชัน มันยังมีองค์กรของ กกต. หรือองค์กรของ ป.ป.ช. ซึ่งมันต้องมารายงานต่อสภาของเรา เพราะฉะนั้นเมื่อการอภิปราย ถ้ามันออกจากนอกกรอบมันจะไปผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ด้วย ผมถึงจะให้ท่านประธานว่า ช่วยควบคุมการอภิปรายถ้ามันจะเป็นภารกิจหน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้าก็เต็มที่เลยครับ พวกผมจะได้นั่งฟังกัน แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็ขอให้ท่านประธานควบคุมด้วย ขอให้อยู่ในเวลาด้วยครับ
ก็ผมตอบแล้วอย่างไรครับว่าผมก้าลังจะควบคุมให้อย่างไรครับ เชิญคุณหมอเชิดชัยครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็คงเขตประเทศไทยเหมือนกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมเห็น ตัวย่อของสถาบันพระปกเกล้าเป็นเคพีไอ (KPI) นะครับ เหมือนในแบบประเมินใช่ไหมครับ ผมเลยมาอ่าน ความจริงผมไม่รู้จักสถาบันพระปกเกล้า เพิ่งมารู้ว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐสภา พอรู้แล้วก็ผิดหวังบ้างนะครับ ผิดหวังข้อที่ ๑ ก็คือท่านผู้มาชี้แจงควรจะต้องเป็นเลขาธิการ ก็เหมือนที่ฝ่ายค้านเขาว่ารัฐมนตรี ต้องมีรัฐมนตรีมาชี้แจง แต่นี่ท่านมาชี้แจงปีละครั้ง ผมคิดว่า ควรจะมาเป็นอย่างยิ่งนะครับ ท่านที่เป็นเลขาธิการมอบหมายให้ท่านอาจารย์มาแทนผมว่า ไม่ค่อยเหมาะนะครับ เพราะท่านใช้งบประมาณในนามของรัฐสภาด้วย ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผมจะพูดอยู่สัก ๕-๖ ประเด็นนะครับ
อันที่ ๑ สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานที่มีเจตนารมณ์ตั้งขึ้นมา ก็เพื่อช่วยงานรัฐสภาปี ๒๕๓๖ ใช่ไหมครับ แล้วก็ต่อมาปี ๒๕๓๘ ก็ชัดเจนขึ้น แล้วต่อมา ก็ขยายไปกลายเป็นบทบาทที่จะพัฒนาประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ดูในหนังสือนะครับ วิสัยทัศน์ของสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันวิชาการที่มุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศด้านพัฒนา ประชาธิปไตยสู่ประชาชนทุกระดับเพื่อเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศเพื่อสันติสุข สถาพร เมื่อครู่ก็มีท่านสมาชิกอภิปรายถึงท่านเลขาธิการอยู่นิดหนึ่ง ผมคิดว่าคนที่จะมา เป็นเลขาธิการพวกนี้การออกความเห็นทางการเมืองต้องระมัดระวัง เพราะว่าท่านไม่ใช่ สถาบันอุดมศึกษาที่จะเป็นวิชาการล้วน ๆ อันนี้ท่านอิงอยู่กับรัฐสภาด้วย ผมเป็นห่วงครับ โดยเฉพาะที่มาวิจารณ์เรื่องมาตรา ๑๑๒ อะไรที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้พูดไป ท่านประธานสภา ที่เคารพ ถ้าท่านประธานไปดูหนังสือเล่มนี้สวยมาก ใช้ราคาแพงนะครับ ผมอ่านตั้งแต่อันแรก ปี ๒๕๕๓ ท่านมีการสัมมนาการเสริมสร้างเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในทางการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่นักศึกษา ที่ท่านอบรมมาจากกระทรวงศึกษาธิการ ๕๐ รุ่น ต้ารวจ ๓๕ รุ่น ผมคิดว่าเรื่องประชาธิปไตย กระทรวงศึกษาธิการไม่ต้องไปอบรมมากหรอกครับ เพราะว่ามันมีในหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว เยอะแยะ ต้ารวจเห็นด้วย แต่ผมอยากให้ไปอบรมคือทหาร ฝ่ายปกครอง อย่างนั้นมากกว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่ต้องไปท้าหรอกครับ เพราะว่าพวกนี้ก็มีในหลักสูตร มีเรื่องประชาธิปไตย อยู่แล้ว ท่านประธานครับ ผมมาดูคณะผู้บริหาร ท่านบวรศักดิ์เป็นเลขาธิการ เท่าที่ผมทราบ ท่านเคยเป็นเลขาธิการเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๒-๒๕๔๖ ๑ ครั้ง เป็นเวลา ๔ ปี แล้วต่อมา เป็นอีกที ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๓ แล้วปี ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบันนี้ ผมว่ามันมากไป คือบ้านเมือง ที่จะพัฒนาไปได้เรื่องการศึกษาเขาเป็นวาระนะครับ อธิการบดีหรือผู้บริหารควรอยู่ในวาระ จะต่อเนื่องหรือไม่ต่อเนื่อง ผมว่า ๒ วาระก็พอแล้ว เพราะต้องการความคิดใหม่เข้ามาพัฒนา ถ้าเป็นอันเดิมไปมันจะติดปัญหากับดักก็คือความเคยชิน ท่านก็จะท้าอย่างที่ท่านเคยชิน ไปเรื่อย ๆ แล้วก็คิดว่าอันนั้นถูกต้องแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีความรู้ใหม่เข้ามาเพิ่มเติมอีกมากมาย ท้าอะไรว่าไปแล้วนะครับ มีเรื่องวิจัยครับ แต่ผมขอพูดนิดหนึ่งหน้าที่อบรมพัฒนาประชาธิปไตย ผมเห็นหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าแล้วอยากสมัคร ปรากฏว่ามันเป็นผู้บริหารระดับสูง ทั้งสิ้นเลย มันผิดกับวิสัยทัศน์ของท่านที่ว่าไปสู่ประชาชน ค่าเรียนแพงจริง ๆ แล้วยังไม่พอครับ พอผมเดินทางไปผมก็เห็นแต่คนที่ใส่เสื้อสถาบันพระปกเกล้าติดตราอยู่ ทีแรกผมไม่ทราบว่า อันนี้เป็นตราสถาบันพระปกเกล้าครับ ผมยังเข้าใจว่ามันตราอะไรประหลาด ๆ ไปแข่งกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ความเข้าใจของผมนะครับ จริงอยู่คนที่มาอบรมตามหลักสูตรก็มีความภูมิใจที่ได้ผ่านไปแล้ว แต่ท่านประธานครับ ที่ผมไม่ชอบก็คือการที่มาเป็นกลุ่ม เป็นก๊วน เป็นแก๊ง เป็นรุ่นนั้น รุ่นนี้ แล้วก็มาใส่เสื้ออะไร ต่าง ๆ เรียกนั่น เรียกนี่นะครับ ผมคิดว่าอันนั้นไม่ถูกต้องครับ มันต้องเข้าใจเจตนารมณ์ว่า ที่เขาอบรมหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ประชาธิปไตย การรู้จักส่วนตัวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไปคุยเป็นรุ่นนั้น รุ่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ดีนะครับ แล้วลักษณะมันจะใกล้เคียงกับวิทยาลัย ป้องกันราชอาณาจักรซึ่งทหารตั้งขึ้น แล้วอันนี้ก็จะคล้าย ๆ ตั้งแข่งกัน ทั้ง ๆ ที่ผลประโยชน์ ไม่ได้ถึงรากหญ้า ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ท่านพยายามไปท้าเครือข่ายในต่างจังหวัด แล้วก็ให้งบประมาณไป อาจจะ ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรืออย่างไรต่อปีที่ต่างจังหวัด อันนี้ละครับ ที่ท่านให้ไปแล้วท่านก็ไปเข้มงวดอะไรเขา ผมไปดูในต่างจังหวัดโดยเฉพาะที่จังหวัดขอนแก่น ท่านไปอบรมแล้วให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาจัดการ พวกนี้ควรจะท้าเป็นบล็อกแกรนท์ (Block grant) ไป เขาจะท้าอะไรก็ได้ ท่านไปตรวจสอบห่าง ๆ คุม เพราะลักษณะพวกนี้ มันต้องให้คนที่เขาท้าหน้าที่คิดว่าเขาจะท้าอย่างไรในกรอบที่ท่านต้องการ แต่ถ้าท่านไป ก้ากับดูแลต้องอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ใช่ประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ศิษย์สถาบันพระปกเกล้า จบไปก็มากมาย ผมตั้งใจว่าผมจะไม่เรียนเลยครับ นอกจากผมรู้แล้วนะครับ ผมไม่เรียน ผมไม่ชอบไปเป็นแก๊ง เป็นพวกอะไรต่าง ๆ ท่านประธานครับ ท่านไปดูงบประมาณต่าง ๆ ๑,๖๐๐ ล้านบาท เยอะนะครับ ผมว่ามันจะคุ้มหรือเปล่ากับโครงการที่ท่านมีผลงานออกมา เยอะแยะ ที่ผมชอบมีอยู่อย่างเดียวที่น่าจะคุ้มก็คือฐานข้อมูลสารสนเทศสถาบันพระปกเกล้า แต่คนมาใช้สิทธิปี ๒๕๕๓ ๗๘,๐๐๐ คนเท่านั้นเอง ผมจะให้สารบรรณนี้เป็นข้อมูลจริง ๆ ที่จะแอคเซส (Access) เข้าไป ที่เข้าไปหาข้อมูลทางด้านต่าง ๆ ครับ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ด้านเกี่ยวกับประชาธิปไตยได้เต็มที่ ท้าง่ายและทั่วถึง ประชาชนธรรมดาเข้ามาถึงได้ อันนี้จะมีประโยชน์แทนที่จะไปท้าอะไรที่ท่านเขียนมาเป็นเล่ม ทีนี้ผมดูไปอีกนิดหนึ่งนะครับ ที่ผมพูดถึงเคพีไอ ท่านอาจารย์วุฒิสารท่านดูนะครับ ท่านมีเคพีไอหน้า ๓๑ โกล์ (goals) เป้าประสงค์ เป้าหมายก็ดีครับ ท้าไป แต่พอท้าย ๆ ที่ประเมินออกมามันไม่เห็นตรงกันเลย มันคนละเรื่องเดียวกันทั้งนั้นเลยนะครับ คือเวลาเราอ่านพวกนี้เราก็ต้องการว่าที่ท่านท้าไป มันเป็นร้อยละ ๙๐ หรืออะไรหรือเปล่า แต่พอไปดูอันหลัง ๆ มันแปลก ๆ และไม่ได้รวบรวม เข้ามาท้าให้คนอ่านเข้าใจผิด คือทางสถาบันก็น่าจะสรุปว่าที่ผ่านมานั้นมีบทสรุปอะไรบ้าง ดังที่เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปแล้วว่าควรจะสรุปว่าอันนี้เป็นไปตามที่ท่าน ตั้งเป้าหมายไว้หรือเปล่า เผื่อคนอ่านเขาจะได้เข้าใจว่าท่านท้าถูกต้อง ท่านประธานที่เคารพ บทบาทของสถาบันพระปกเกล้าต้องดีไฟน์ (Define) เรื่องประชาธิปไตยให้ดี ๆ นะครับ ผมอ่านมีหลักสูตรหรือหนังสือของท่านอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ได้เขียนวิสัยทัศน์ใหม่ เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย เห็นไหมครับ เมื่อกี้มีเพื่อนสมาชิกถามถึงเรื่องประชาธิปไตย ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมยังเกิดอาการกังวลเลยนะครับว่าจนป่านนี้แล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถ้าไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยแล้วยกอะไรขึ้นมาต่าง ๆ แล้วจะไป หวังอะไรกับประชาชน อยากให้ท่านอาจารย์วุฒิสารท้าให้ดีนะครับ
อีกอันหนึ่งผมอยากให้ท่านท้าครับ บทบาทของท่านต้องให้ชัดเจนนะครับว่า เวลาพิจารณากฎหมายต่าง ๆ ในสภา ทางเลขาธิการเขาก็ท้าดีอยู่หรอกครับเป็นเล่มอย่างนี้ ออกมา ซึ่งผมว่าถ้าสถาบันพระปกเกล้าเห็นต้องอายเขา แต่ผมอ่านแล้วบางทีมันไม่เกี่ยวข้อง ก็มีหลาย ๆ อย่าง เกี่ยวข้องก็มี ทีนี้เป็นไปได้ไหมงบประมาณที่ท่านมีตั้ง ๑,๖๐๐ ล้านบาท ท่านมาเป็นหน่วยสนับสนุนกิจการรัฐสภาจริง ๆ เวลากฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้องเข้ามา ท่านให้ความรู้และหาอะไรที่เกี่ยวข้อง ให้ความคิดเห็นออกมาเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาได้ศึกษาไปด้วย แล้วก็จะได้เอามาใช้ประกอบการอภิปรายครับ ผมอยากให้เคพีไอนี้ ปรับบทบาทของท่านให้ดีว่าในภาวะที่บ้านเมืองเกิดความแตกแยกท่านเป็นหน่วยงานรัฐสภา ท่านต้องเป็นหลักว่าจะท้าอย่างไรในแง่วิชาการถึงจะให้เขามาได้ ผมเห็นท่านมีหน่วยสันติ ศึกษาอะไรขึ้นมาต่าง ๆ อันนั้นมันประชาชนคนรากหญ้าครับ แต่สันติระดับประเทศผมว่า ท่านต้องเป็นหลัก แล้วก็พูดน้อย ๆ หาคนที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน บ้านเมืองที่มีปัญหาต้องเจรจา ไม่ใช่ใช้อาวุธมาฟาดฟันกัน
อันที่ ๒ บทบาทของท่านนะครับ ควรจะเป็นบทบาททางวิชาการจริง ๆ แล้วก็ให้มันสัมพันธ์กับแอคชั่น (Action) ของท่านด้วย ยกตัวอย่างกรณีง่าย ๆ ที่ว่าเกี่ยวกับ ของประเทศไทยเราจะมีการปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันท่านก็ไปอบรม ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ใช้งบมากมาย ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ต่อไปควรจะมีหรือไม่มี ท่านก็ต้องชัดด้วยนะครับ ท่านไปอบรม ที่ผ่านมาก็มีอบรมใช้งบก็เยอะแล้วการวิจัยของท่าน ก็มีเพื่อนสมาชิกเสนอมากมายว่าควรจะเป็นการวิจัยในเรื่องตั้งแต่พื้นฐานเลยนะครับ เพราะท่านบอกไปสู่ประชาชน ก็คือการต่อสู้ของประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่า เป็นกลุ่มไหนก็ตามให้มีล้าดับขั้นตอนตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบันนี้ แล้วลองสรุปว่าที่เขาท้านั้น เพราะอะไร มีแนวทางอย่างไร และความคิดเห็นเขาแตกแยกจากคนอื่นอย่างไร และท้าไม คนอื่นเขาถึงมีปัญหาเพราะอันนี้มันจะได้เป็นการต่อยอดครับ เพราะถ้าท่านไม่ท้าอย่างนี้แล้ว มันก็พูดแต่เรื่องเดิม ๆ ซ้า ๆ แต่ถ้ามีการวิจัยออกมาว่า เขาท้ากันมาอย่างไร ๆ นี่ มันจะได้ โอ้ประวัติศาสตร์มันชี้อนาคต เขาจะได้ใช้บางอย่าง มาแก้ไขปัญหาของประเทศ แล้วผมก็ไม่อยากให้เคพีไอของท่านเป็นองค์กรที่ใช้วาทกรรม เพราะว่าไปอ่านดูแล้ววาทกรรมก็เยอะเหมือนกันนะครับ วาทกรรมใครเขียนก็ได้ ใครพูดก็ได้ แต่การกระท้ามันต้องตรงไปตรงมานะครับ ในที่สุดการประเมิน ผมพูดถึงการประเมิน มีคณะกรรมการประเมินขึ้นมาตามหนังสือในเล่มนี้ มีท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์อะไร ไม่ทราบนะครับเป็นประธาน การประเมินนี่มันก็ประเมินไปตามที่ท่านเขียนเป้าไว้ครับ แต่การประเมินของผมนี่ อยากให้ท่านเปลี่ยนการประเมินว่าองค์กรของท่านตั้งขึ้นมา มันคุ้มค่าไหม ในเรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความสิ้นเปลือง รัฐได้เสียเงินให้ท่านไป มันคุ้มค่าหรือเปล่าครับ อันนี้ต้องอีกแบบหนึ่ง แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าให้คนประเมิน ในเรื่องเดียวกันนั่นละ กับคนอื่นบ้างนะครับ เขาจะประเมินอย่างไร หรือแม้กระทั่ง ส.ส. ที่ท่านสังกัดอยู่ให้เขาประเมินดูว่าสถาบันพระปกเกล้าท้าหน้าที่ตามที่ท่านเขียนมาครบไหม นะครับ
ท่านประธานครับ สถาบันพระปกเกล้าความตั้งใจอยากจะเป็นหน่วยงาน ของรัฐสภา ต่อมาขยายเป็นคล้าย ๆ กับสถาบันการศึกษาขึ้นมา ผมอยากจะขีดวงเหมือนกัน นะครับ คือผมเห็นเรื่องต่าง ๆ ที่เข้ามาในสภาแห่งนี้ เริ่มต้นเล็ก ๆ ต่อไปก็ขยายใหญ่ขึ้น มันเปลืองงบประมาณ ผมอยากจะขีดวงว่าสถาบันพระปกเกล้าของท่านจะขีดวงขนาดไหน คนของท่านควรจะมีสูงสุดประมาณเท่าไร กับเงินงบประมาณที่ท่านได้มามันคุ้มไหมกับงาน ที่ออกไปนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วต่อไปของเหล่านี้มันก็จะบานไป บานไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันก็จะ ไปซ้ากับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเขาก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน แล้วอาจจะ มีความคิดที่ก้าวหน้ากว่า เพราะในมหาวิทยาลัยมีอิสระเสรีภาพทางความคิด แต่ของท่าน มันยังสงสัยอยู่ ด้วยความที่อ่านอันนี้แล้วเล่มก็สวยงาม ผมเสียดายสตางค์ครับ กิจกรรมต่าง ๆ ดูไปแล้วไม่อยากอ่านเลย เพราะว่ามันมากมาย เอาเป็นว่าปีหน้าลองปรับเปลี่ยนรายงาน ประจ้าปี ๒๕๕๔ เป็นแบบรูปใหม่ให้คนอื่นเขาได้รู้เรื่องบ้าง ส่วนจะลงรูปสวย ๆ หรืออะไรต่าง ๆ ก็พอสมควรนะครับ ผมคิดว่าข้อเสนอแนะของผมวันนี้ก็คงเป็นประโยชน์กับสถาบันนะครับ ไม่ได้ไปโจมตีใครครับ ขอบคุณครับ
ท่านอภิรักษ์ ผมขอความกรุณาอย่างนี้นะครับ เนื่องจากว่ามีท่านสมาชิกอีกประมาณ ๙ ท่าน ประมาณสามทุ่มก็เสร็จครับ ผมขอความกรุณาท่านละ ๗ นาที เดี๋ยวทางสถาบันพระปกเกล้า ก็จะได้ตอบครับ
(นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านมีเรื่องอะไรเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส. จังหวัดจันทบุรี ผมขอประท้วงท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านผู้ก้าลังอภิปรายจบไปกล่าวหาสถาบันพระปกเกล้าว่าคนที่จบเป็นแก๊ง เป็นแก๊งคือเป็นกลุ่มแก๊งต่าง ๆ ผมได้ยินแล้วผมไม่สบายใจครับ ผมในฐานะศิษย์เก่าสถาบัน พระปกเกล้าคนหนึ่ง ผมเลยอยากจะให้ท่านผู้ที่อภิปรายจบไปเมื่อสักครู่นี้ขอให้ถอนค้าพูด ค้าว่า จบไปเป็นแก๊ง นะครับ มันไม่ดีเลยนะครับค้าพูดนี้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ
คุณหมอช่วยถอนหน่อยได้ไหมครับ เรื่องแก๊ง เป็นกลุ่มได้ ก้อนได้ ท่านพูดเป็นประโยคยาว กลุ่ม ก้อน แก๊ง ถอนค้าว่า แก๊ง แก๊งนี้มันเคยมีการอภิปรายตอนผมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งหนึ่ง แต่มันคนละแก๊งกันนะครับ เขายังให้ถอนเลย ถอนแล้วกันนะครับ
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์ คือค้าอะไรก็แล้วแต่
มันเป็นค้าไม่สุภาพนะครับ
ไม่ใช่สาระส้าคัญหรอกนะครับ แต่ต้องการสื่อให้เห็น จะให้ผมถอนก็ได้ค้าว่า แก๊ง นะครับ ความหมายเหมือนกันกับกลุ่ม ขอบคุณครับ
เชิญท่านอภิรักษ์ครับ ถอนแล้วครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับบทบาท ของสถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันต้องยอมรับว่า สถาบันพระปกเกล้าเองถือว่าเป็นสถาบันที่เชื่อมโยงกับรัฐสภา แล้วก็มีบทบาทเป็นที่ยอมรับ แล้วก็ได้รับความเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการบ้านการเมือง ของเรา
ประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากท่านประธานไปยังผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ที่จะเป็นบทบาทหลักที่เกี่ยวข้องในพันธกิจข้อที่ ๑ ที่กล่าวว่าสถาบันพระปกเกล้าจะมีพันธกิจ ในเรื่องของการศึกษาวิจัยทางด้านวิชาการเพื่อสร้างองค์ความรู้และสะท้อนการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขอย่างเป็นระบบ ผมคิดว่าประเด็นนี้จะมีความส้าคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้เราจะเห็นความต่อเนื่องของสถานการณ์ความขัดแย้ง ในทางการเมืองต่อเนื่องมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่ในปัจจุบันก็มีการออกมา เสนอแนวทางต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความขัดแย้งในการแสดงความคิดเห็น ในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ซึ่งมีความอ่อนไหว แล้วก็เกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือแม้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันก็จะมีแนวทางในการที่จะเสนอในเรื่องของการไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้จะมีความส้าคัญที่สถาบันพระปกเกล้าจะมีบทบาทในเรื่องของการ มาแสดงความคิดเห็นหรือแม้แต่การศึกษา ทั้งในประวัติศาสตร์การพัฒนาทางการเมือง ในประเทศต่าง ๆ กระบวนการในเรื่องของการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทางการเมือง ซึ่งวันนี้เราก็มีการตั้งคณะท้างานที่จะศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้า ไปด้าเนินการ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยเร่งรัด ในการด้าเนินการเพื่อที่จะเป็นส่วนส้าคัญในทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของความเปลี่ยนแปลง ในทางการเมืองในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ผมเองมีโอกาสได้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าท่านประธานได้มีโอกาสไปดูจะเห็นว่าจุดเริ่มต้น ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในปี ๒๔๗๕ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่มีความส้าคัญ ผมเชื่อว่าปี ๒๕๕๕ สถานการณ์บ้านเมือง ก็มีความอ่อนไหวที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น ก็เป็นข้อที่ ๑ ที่อยากฝากสถาบันพระปกเกล้า
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่ามีความส้าคัญมากแล้วก็ช่วยท้าให้สถานการณ์บ้านเมือง ได้ก้าวข้ามวิกฤติทางด้านการเมือง ก็คือประเด็นที่ท่านเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้กล่าวในสาส์นของเลขาธิการ ในเรื่องของสถาบันพระปกเกล้าได้ด้าเนินงานในเรื่องของ การเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือประเด็นตรงนี้ผมยอมรับว่า ในปัจจุบันเราจะเห็นถึงการออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือการโจมตีในลักษณะที่เชื่อมโยง ไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับแนวทางการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปัจจุบัน ประเด็นตรงนี้ ที่อยากฝากให้สถาบันพระปกเกล้าด้าเนินการจากองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่ข้อมูล ทั้งหมดที่มีให้ปรับปรุงวิธีการในเรื่องของการเผยแพร่ ประเด็นแรกก็คือสามารถที่จะท้าได้ ในเรื่องของหลักสูตรเข้าไปในสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา หรือสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งแน่นอนอาจจะต้องใช้เวลา แต่ว่าสิ่งที่สามารถท้าได้เลยผมคิดว่า ในยุคสมัยเทคโนโลยีในปัจจุบันเราจะเห็นการเผยแพร่ในเรื่องของแนวความคิดที่มีผลกระทบ ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปัจจุบัน ผ่านเครือข่ายทางด้านอินเทอร์เน็ต ทางด้านเว็บไซต์ ที่เราเรียกกันว่า เว็บหมิ่น ซึ่งอันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลโดยกระทรวงไอซีที (ICT) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปด้าเนินการ แต่ว่าในทางกลับกันถ้าสถาบันพระปกเกล้าจะช่วยด้าเนินการเผยแพร่ในเชิงรุกในรูปแบบ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใช้การเขียนเผยแพร่ในลักษณะที่เป็นบล็อก (Block) การใช้สังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นในเฟซบุ๊ค (Facebook) ในยูทูป (YouTube) ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ให้เข้าถึงคนไทยในยุคสมัยใหม่ก็จะช่วยในเรื่องของการเผยแพร่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ในประเด็นนี้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ฝากไว้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ที่จะมีความส้าคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการส่งเสริม การกระจายอ้านาจ และการปกครองส่วนท้องถิ่น จริง ๆ ตรงนี้สถาบันพระปกเกล้าเอง ได้เคยศึกษาถึงแนวทางการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ที่เป็นต้นแบบ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฝรั่งเศส แล้วก็อาจจะมีอีกหลายประเทศที่ประเทศไทยได้ส่ง นักวิชาการ หรือแม้แต่ตัวสถาบันพระปกเกล้าเองไปศึกษา เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่า แนวทางการกระจายอ้านาจซึ่งทางรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัย หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ให้การส่งเสริม อาจจะยังมีข้อจ้ากัดในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องของกระบวนการการกระจายอ้านาจ แต่ว่าที่ส้าคัญอยากฝากก็คือในเรื่องของรูปแบบ การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการปกครองในรูปของเมืองพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร พัทยา หรือแม้แต่เมืองที่มีลักษณะพิเศษที่จ้าเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการบริหาร การปกครอง เช่น เมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เช่นจังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย เป็นต้น เพราะว่า รูปแบบของการบริหารจัดการหรือการกระจายงบประมาณในลักษณะที่เหมือนกัน หรือว่า ยึดโยงกับจ้านวนประชากรในปัจจุบันนี้ก็ไม่เหมาะสมกับศักยภาพของเมือง หรือแม้แต่ การบริหารจัดการในรูปแบบพิเศษของ อบจ. อบต. หรือแม้แต่เทศบาลที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน อันนี้ก็ฝากในประเด็นที่ ๓ ซึ่งก็จะช่วยท้าให้การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของรูปแบบเมืองพิเศษ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์หรือแนวทางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ด้าเนินการไป อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสุดท้ายที่อยากฝากให้สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะที่ท้างานในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาโดยตรง ก็คือบทบาทในการเข้ามาสนับสนุนการท้างานของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการท้าหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเสนอกฎหมาย ปัจจุบันเราจะเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่นอกเหนือจากในเรื่องของความสนใจในแต่ละเรื่อง หรือพี่น้องประชาชนได้สะท้อน ผ่านพื้นที่มาว่าจ้าเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายในเรื่องไหน แต่ว่าถ้าจะมีการศึกษา ทั้งระบบว่ากระบวนการของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ในลักษณะไหน สมควรที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ ต่อการท้าหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในเรื่องของการที่จะผลักดันในบทบาทของนิติบัญญัติ แล้วก็การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างเป็นระบบต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านวิเชียร ขาวข้า
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวข้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า หรือแม้กระทั่งศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าว่า
อันดับแรก คือในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเข้ามาพิทักษ์รักษา ประโยชน์ของพี่น้องประชาชน อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในสถาบันพระปกเกล้าใน ๓ มิติ
เรื่องที่ ๑ การท้ารายงานประจ้าปีของสถาบันพระปกเกล้า หลายปีที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นว่าในเล่มที่รายงานต่อสภานี้จะเป็นเล่มที่รายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ อยากเห็น ความเปลี่ยนแปลงก็คือว่าเป็นไปได้ไหมในอนาคตนี้ ในปี ๒๕๕๕ เราอยากเห็นการรายงาน ประจ้าปี ๒๕๕๔ ในช่วงเวลาที่พ้นปี ๒๕๕๔ มาเป็นเวลา ๖ เดือน ท่านส่งรายงานก็ได้ ท่านจะสังเกตเห็นว่าวันนี้เป็นวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ แต่เรามาดูรายงานของปี ๒๕๕๓ ถ้าเป็นไปได้ท่านรายงานปีต่อปี แต่ให้เวลาท่าน ๖ เดือน หมายความว่า ครบเวลา ๖ เดือน ของปี ๒๕๕๕ ท่านต้องรายงานของปี ๒๕๕๔ เป็นอย่างนี้ เป็นวอลลุ่ม (Volume) หมุนต่อไป เป็นระยะ ๆ ไม่อยากเห็นปีสองปีค่อยมารายงานอย่างนี้ อันที่ ๑ ความเปลี่ยนแปลงอยากเห็น อย่างนี้
เรื่องที่ ๒ คือบทบาทหน้าที่ขององค์คณะหรือคณะบุคคลที่บริหารจัดการ เรื่องสถาบันพระปกเกล้านั้น ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ณ เวลานั้น ผมเห็นคนหนุ่มคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก วันนั้นผมกับท่านรุ่นราวคราวเดียวกัน ดอกเตอร์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ดอกเตอร์ชวนชัย อัชนันท์ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เราฝากความหวังไว้ในเรื่องแนวคิดที่ล้าสมัย ณ เวลานั้น วันเวลานั้น ผ่านมาปีนี้เป็น ๒๔ ปีแล้ว ความเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรของสถาบันพระปกเกล้านั้น เปลี่ยนแปลงไปมาก มีนักวิชาการระดับดุษฎีบัณฑิตหรือปริญญาเอก หรือเราเรียกว่า ดอกเตอร์ จ้านวนมาก แต่สิ่งที่อยากเห็น สมาชิกรัฐสภาอยากเห็นบางเรื่องบางอย่างไม่ค่อย ได้เห็น แล้วบางเรื่องบางอย่างที่ไม่อยากเห็นแต่กลับเห็น บทบาทหน้าที่ของท่านเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้านั้นเปลี่ยนแปลงไป สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ชิด ฝ่ายการเมืองมากที่สุด จะไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์กร เป็นสถาบันการศึกษา แล้วก็มีอาจารย์เป็นนักวิชาการต่าง ๆ เหล่านั้น ตัวตนเหล่านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตัวตน ของคณะบุคคลในสถาบันพระปกเกล้านั้นจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ส่วนตัว ของท่านท่านจะเห็นด้วยกับฝ่ายใดก็ตาม แต่การปฏิบัติหน้าที่ของท่านทั้งหลายต้องไม่เอียง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเห็นว่าบทบาทหลายท่านเหมาะสม แต่ต้องเรียนว่าผมไม่เคยต้าหนิ และไม่เคยกล่าวถึงท่านดอกเตอร์บวรศักดิ์มาเลยตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ณ เวลานี้ จึงอยากจะกราบเรียนว่าถ้าสามารถปรับบทบาทหน้าที่เหล่านี้ได้ ผมว่าสถาบันเหล่านี้ จะได้รับความชื่นชมมากขึ้นกว่านี้
เรื่องที่ ๓ ภารกิจของท่านที่เราอยากจะเห็น ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการขับเคลื่อนทางการเมืองเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ท่านนั่งมองตาปริบ ๆ บอกว่าเกิดความแตกแยก ท่านทั้งหลายลุกขึ้นมาพูดตรงกันหมด เกิดความแตกแยกทางความคิด บางคนพูดเลยไป จนกระทั่งว่าจะมีการท้าสงครามทางการเมืองเกิดขึ้นในอนาคต สถาบันพระปกเกล้า เป็นหน่วยงานหนึ่ง เป็นสถาบันทางวิชาการหนึ่งน่าจะท้าการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ แม้กระทั่ง มีคนกล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้บอกว่าคนถูกยึดทรัพย์อย่างโน้นอย่างนี้จะมาเล่นการเมืองได้ อยากให้ท่านไปท้าวิจัย ผมก็อยากให้เห็นเหมือนกันว่าท่านทั้งหลายมีหน้าที่ท้าการวิจัยค้นคว้า เรื่องเหล่านี้ ค้นคว้าย้อนกลับไปได้ไหมครับว่าท้าไมเขาจึงถูกยึดทรัพย์ กลุ่มที่ยึดทรัพย์เขานั้น เป็นกลุ่มที่มีความเห็นตรงข้ามกับเขาทั้งสิ้น อย่างนี้เคยคิดจะท้าการวิจัยไหม
แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าไมพรรคเพื่อไทย เดิมทีเดียวเป็นพรรคโน้นพรรคนี้ แล้วก็ถูกยุบมาตั้งหลายพรรค จนกระทั่งมาเป็นพรรคเพื่อไทย เราชนะการเลือกตั้ง ๒๖๕ เสียง หน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้าเป็นหน้าที่หนึ่งต้องหาค้าตอบด้วย ค้าตอบทางด้านวิชาการ ไม่ผิด ท่านประธานต้องยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง มาชี้ว่าข้าพเจ้าเป็นประชาธิปไตย แต่ต้องเกิดจากพื้นฐานของประชาชน ท่านประธานครับ ในภาคอีสานเมื่อก่อนหนักใจมากกว่าใคร ถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ไปแล้วได้เป็น ส.ส. ทุกคน แล้ววันนี้คนที่ถือกระเป๋าเจมส์บอนด์สอบตกทุกคนครับ เหตุการณ์มันเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ สถาบันพระปกเกล้าต้องหาค้าตอบ แล้วค้าตอบทั้งหลายประชาธิปไตยในแผ่นดินหรือในโลกนี้ ต้องเอาประชาชนเป็นเซนเตอร์ (Centre) เป็นศูนย์กลางว่าประชาชนต้องการอะไร ไม่ใช่กลุ่มนักวิชาการ ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจ้านวนน้อยนิดมาเปลี่ยนแปลงประเทศ มาเปลี่ยนแปลงแนวคิดของประชาชน ประชาชนจะแสดงออกทางด้านประชาธิปไตย คือผ่านอะไร ผ่านกระบวนการตัวแทน ผ่านกระบวนการทางการเลือกตั้ง ถ้าเราไม่ยึดหลัก อย่างนี้จะบอกว่าปฏิวัติเพราะคุณคอร์รัปชัน ปฏิวัติเพราะคุณโกง นั่นเป็นค้ากล่าวหา แต่ประชาชนเขามีความสุขกับผู้น้าของเขาคนนี้ ถ้าเราจะเอาความรู้สึกของตัวเองไม่เคารพ ประชาชนมันก็จะเกิดการปฏิวัติซ้าซ้อนเกิดขึ้นในอนาคตอีก ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเราเคารพประชาชน ความเห็นประชาชน เขาแสดงออกมาอย่างไร นั่นคือประชาธิปไตย ที่แท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญอาจารย์กนก วงศ์ตระหง่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม กนก วงศ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่าผมอาจจะเกินเวลาสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่าได้เตรียมประเด็นที่คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานที่เคารพครับ สถาบันพระปกเกล้า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพันธกิจ แชร์ แวร์ลิวส์ (Shared values) หรือว่าค่านิยมร่วม แล้วก็ เป้าประสงค์ที่ได้ก้าหนดไว้ ทั้งหมดของสถาบันพระปกเกล้านั้นล้วนแต่ตั้งอยู่บนแกนของค้าว่า ประชาธิปไตยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่สถาบันพระปกเกล้ากระท้าก็จะวนอยู่ รอบ ๆ ในเรื่องของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากขออนุญาตที่จะตั้งประเด็น กับสถาบันพระปกเกล้าในเรื่องของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยของเราวันนี้จะยอมรับ หรือปฏิเสธก็ตาม เราคงจะต้องเผชิญกับความเป็นจริงว่าประชาธิปไตยของประเทศไทย ได้พัฒนามาถึงจุดที่ก้าลังถูกท้าทาย ประชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนามาถึงจุด ที่เราจะต้องมีค้าตอบในรายละเอียดของหลักการและวิธีการของประชาธิปไตย ไม่ใช่การอ้าง แต่เพียงว่ามาจากการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากแล้วเป็นประชาธิปไตยท้าอะไรก็ได้ ผมคิดว่า ตรงนี้เป็นหัวใจส้าคัญที่เราจะต้องกลับมาทบทวนความหมายของประชาธิปไตยทั้งหลักการ และวิธีการภายใต้กรอบที่ผมได้น้าเรียนเมื่อสักครู่นี้ ผมจึงอยากจะขอให้สถาบันพระปกเกล้า ได้กรุณาจดประเด็นเพื่อหาค้าตอบในเรื่องของประชาธิปไตย ซึ่งผมมีทั้งสิ้น ๖ ประการ
ในประการที่ ๑ เมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตย สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ หัวใจส้าคัญ ของหลักการประชาธิปไตยมี ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของอิสรภาพ อิสรภาพหมายถึงการที่ประชาชนสามารถ ที่จะเลือกจุดหมายปลายทางของชีวิตของตนเองได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ใครมาก้าหนดว่า ชีวิตของเขาควรจะเป็นอย่างไร นี่คือหลักการส้าคัญของอิสรภาพหรือที่เรียกว่า ลิบเบอร์ตี้ (Liberty)
เรื่องที่ ๒ คือหลักการในเรื่องของเสรีภาพหรือฟรีดอม (Freedom) หลักการนี้ หมายถึงว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกกระท้าหรือไม่กระท้าในสิ่งใดก็ตามที่ตนเองเห็นว่าถูก หรือดี หรือไม่ดีส้าหรับตนเอง เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่เราพูดกันวันนี้ และต่อจากนี้ไป ประเทศไทยจะมีหลักอะไรที่จะเป็นหลักประกันว่าคนไทยจะมีอิสรภาพ เขาจะสามารถ เลือกชีวิตของเขาได้ด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่ให้มีใครมาเป็นผู้ก้าหนด อะไรจะเป็นหลักประกัน ของประชาธิปไตยของประเทศไทยจากนี้ไปว่าประชาชนคนไทยจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง นั่นคือค้าถามอันที่ ๑ ที่ผมคิดว่าส้าคัญ เพราะถ้าเราตอบค้าถามตรงนี้ไม่ได้เราอาจจะ มีประชาธิปไตยแต่เราอาจจะไม่มีอิสรภาพ เราอาจจะมีเสรีภาพแต่อิสรภาพของเราไม่มี เป็นต้น อันนั้นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบ เรื่องนี้กับประชนชนคนไทยในฐานะที่ท่านเป็นสถาบันพระปกเกล้า
ในประการที่ ๒ เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย สิ่งที่เราถือว่าเป็นหลักการส้าคัญ ของการปฏิบัติประชาธิปไตย นั่นคือการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน ค้าถามคือการมีส่วนร่วมอย่างไร ถ้าน้าหลักการ เมื่อสักครู่นี้มาพูด การมีส่วนร่วมที่จะเป็นประชาธิปไตยต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่มีอิสระ และเสรี ไม่ใช่เป็นการมีส่วนร่วมที่มีการครอบง้า ที่มีการผูกขาด ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งมา จากประชาชน สุดท้ายแล้วการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องของการครอบง้า เป็นเรื่องของการผูกขาด เราก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าสิ่งนี้เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้การมีส่วนร่วม อย่างไรของประชาธิปไตย จากนี้ไปจึงเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีอิสระและเสรี ตรงนี้เป็นค้าถามที่ส้าคัญในทางปฏิบัติที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องมีค้าตอบเพื่อเป็น แนวทาง อย่างน้อยที่สุดให้กับทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อเราจะได้เดินหน้าประชาธิปไตย ของเราได้ต่อไป
ในประการที่ ๓ ที่ส้าคัญประชาธิปไตยในภาคปฏิบัติ หัวใจส้าคัญที่สุดก็คือ ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบและถ่วงดุลในทุก ๆ ระดับ ไม่ใช่ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลในระดับประเทศ แต่ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล ในระดับชุมชน ในระดับเมือง ในระดับภูมิภาคเป็นอย่างไร เพราะว่าการตรวจสอบและถ่วงดุล เป็นหลักการส้าคัญของการที่จะรักษาไว้ซึ่งหลักการของประชาธิปไตย เพราะเราไม่เชื่อว่ามนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีอ้านาจจะใช้อ้านาจเพื่อประโยชน์ของคนอื่น ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ บอกมาตลอดว่าผู้ที่มีอ้านาจ ไม่ว่าจะมาจากระบอบใดก็ตามมักจะใช้อ้านาจเพื่อประโยชน์ ของตนและพวกเป็นหลัก แต่ที่เขาท้าอย่างนั้นไม่ได้เพราะเรามีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล เพราะฉะนั้นระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลของประชาธิปไตยของไทยในอนาคตจากนี้ไป ต้องเป็นระบบที่เข้มแข็ง ต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยที่มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นอย่างไร ในชีวิตจริงของพี่น้อง ประชาชนของการเมืองไทยเป็นเรื่องที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องให้ค้าตอบ อย่างน้อยที่สุด ในเชิงความคิดว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าประชาธิปไตยของเราในช่วงใดที่เป็น ประชาธิปไตยที่ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล หรือว่าเป็นประชาธิปไตยที่การตรวจสอบ และถ่วงดุลของเราอ่อนก้าลังลง และในขณะที่การตรวจสอบและถ่วงดุลอ่อนก้าลังลงนั้น เกิดผลเสียหายอย่างไรบ้างต่อประชาธิปไตยของเรา ตรงนี้เป็นเรื่องที่ส้าคัญในประการที่ ๓ ที่ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าจะต้องศึกษาและมีค้าตอบในเรื่องนี้
ในประการที่ ๔ ประชาธิปไตยที่ส้าคัญ ประชาธิปไตยจะต้องเคารพ ยอมรับ และสนับสนุนความหลากหลาย ความงดงามของประชาธิปไตยคือการเปิดให้มีความหลากหลาย หลากหลายทางความคิด หลากหลายทางความเชื่อ หลากหลายทางกระบวนการ ไม่ใช่เป็น เรื่องที่มีรูปแบบเดียว ชุดเดียวเท่านั้นจึงเป็นชุดที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นความหลากหลายตรงนี้ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร วิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศไม่ได้มีวิธีเดียว วิธีการพัฒนาประเทศ ไม่ได้มีวิธีเดียว แต่มีวิธีการที่มากมายหลายประการ ระบบการเมืองของเราที่เป็นประชาธิปไตย จะท้าอย่างไรจึงจะสามารถให้มีความหลากหลายของการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ สิ่งนี้เป็น เรื่องที่ส้าคัญ เพราะถ้าเราคิดว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศมีเพียงวิธีการเดียว ตรงนั้น เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ใช่เฉพาะต่อการไม่ประสบผลส้าเร็จของการแก้ไขปัญหาเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายและเป็นความเสี่ยงของระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย เพราะจิตวิญญาณ ของประชาธิปไตยเป็นเรื่องของความเป็นอิสระและเสรี เพราะฉะนั้นการสร้างวัฒนธรรม ให้เกิดการเคารพซึ่งกันและกัน ให้เกิดการเคารพความแตกต่างของกันและกัน ให้มีความอดทน ต่อสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ส้าคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาไว้ซึ่งความหลากหลาย ของประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยของเราวันนี้ถ้าไม่มีอคติจนเกินไปเราคงจะต้อง ยอมรับว่าเราอ่อนแอในเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นความหลากหลายของประชาธิปไตย เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องมีค้าตอบ
ในประการที่ ๕ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ปฏิเสธการผูกขาด ปฏิเสธการใช้อ้านาจ เบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นในระดับชุมชนจนถึงระดับชาติก็ตาม ประชาธิปไตยจะเจริญเติบโต ไม่ได้ถ้ามีการผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดโดยทุน ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดโดยอ้านาจ อะไรก็ตามที่เป็นการผูกขาดล้วนแต่เป็นอันตรายและเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยทั้งสิ้น และวันนี้เราก็รู้อยู่ว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยเราที่ยังไม่ได้พัฒนาและเข้มแข็งเท่าที่ควร ก็เพราะมันมีการผูกขาดอยู่ จะเป็นการผูกขาดในลักษณะใดก็ตามนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นสถาบันพระปกเกล้าควรจะต้องมีค้าตอบว่าถ้าเราจะคลี่คลายการผูกขาดเพื่อให้ ประชาธิปไตยแบ่งบานนั้นท้าอย่างไร และถ้าเกิดการพยายามที่จะให้เกิดกระบวนการผูกขาด ในการใช้อ้านาจประชาธิปไตยของเราจะเดินผ่านอุปสรรคและปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ส้าคัญที่เราจะต้องไปคิด เพราะว่าถ้าเราไม่คิดในเรื่องเหล่านี้วันหนึ่ง เราอาจจะต้องเสียใจที่ประชาธิปไตยของเราอาจจะมีปัญหาและอาจจะต้องหยุดชะงักลง และตรงนั้นคือสิ่งที่เราไม่ต้องการ เราต้องการเห็นประชาธิปไตยที่จะเดินหน้าต่อไป
ประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพ ทั้งหมด ๕ ประการที่ผมได้พูดมานั้น ล้วนแต่เป็นประชาธิปไตยในความหมายสากลทั้งสิ้น แต่เมื่อประชาธิปไตยนี้ถูกน้ามาใช้ ในสังคมไทย ผมจ้าเป็นจะต้องพูดในประการที่ ๖ ก็คือประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทย และวัฒนธรรมไทย ในประเด็นนี้ผมขออนุญาตที่จะไม่พูดในรายละเอียด แต่ผมอยากจะพูด ในประเด็นที่ส้าคัญเพียงเรื่องเดียวคือประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เราพูดครับว่า เราต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมคิดว่าการพูดนั้นชัดเจน แต่ค้าถามก็คือความหมายว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น หมายความว่าอย่างไร ตรงนี้คือสิ่งที่ส้าคัญมาก เพราะว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมไทยและประวัติศาสตร์ไทยหมายความว่า พระมหากษัตริย์จะต้องทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ ไม่ใช่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่มี พระบรมเดชานุภาพ และพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์นี้ได้รักษาแผ่นดินนี้ ได้ช่วยแผ่นดินนี้ให้มีเอกราชให้มีอธิปไตยและมีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงมาถึงวันนี้ สิ่งเหล่านี้เราจะต้องท้าให้ชัดเจน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องพูดต่อให้ชัดเจนครับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยต้องทรงไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพด้วย ถ้าสถาบันพระมหากษัตริย์ด้ารงอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่มีพระบรมเดชานุภาพ ค้าถามก็คือว่าท่านต้องการอย่างนั้นหรือ และถ้าพระมหากษัตริย์ ไม่ทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพประชาธิปไตยของเราจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็น เรื่องที่ส้าคัญที่จะต้องพูดกันให้ชัดเจน ถ้ายกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ผมขอให้สถาบันพระปกเกล้า เพราะว่าท่านได้น้าพระปรมาภิไธยหรือพระนามของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นชื่อของสถาบัน ผมคิดว่าท่านปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านจะต้องศึกษาพระราชประวัติ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ละเอียด เราอ้างกันมาก ลายพระราชหัตถเลขา ว่าด้วยการสละราชสมบัติ แต่ผมอยากให้สถาบันพระปกเกล้าศึกษามาให้ลึกมากกว่านั้นครับ ท่านไปศึกษาสิครับว่าท้าไมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสละราชสมบัติ ท้าไมครับ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ประชาชนคนไทยอีกเยอะมากที่ไม่รู้ครับ ถ้าเรารู้แล้วเราจะรู้ว่า ประเด็นที่ผมพูดไว้ว่าการด้ารงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์นั้นเป็น เรื่องที่มีความส้าคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย และผมถามว่าถ้าพระมหากษัตริย์ ไม่มีพระบรมเดชานุภาพแล้วเราพูดท้าไมว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้เป็น ๑ ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ในเรื่องของประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ของคนไทย ตรงนี้เราไม่ต้องการประชาธิปไตยที่เป็นตะวันตกที่ไม่ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ท่านประธานครับ จากความหมายดังกล่าวนี้เองผมจึงอยากให้ สถาบันพระปกเกล้ามีค้าตอบใน ๖ เรื่องนี้ให้ชัดเจน แล้วท่านต้องโฟกัส (Focus) นะครับ ท่านต้องให้น้าหนัก เพราะว่าวันนี้ประชาธิปไตยของเราเดินทางมาถึงจุดที่ก้าลังถูกท้าทาย มากมาย ผมไม่อยากให้การตัดสินอนาคตของประชาธิปไตยด้วยการใช้มือจ้านวนข้างมากยก ในสภาแห่งนี้ แต่ผมอยากให้อนาคตของประชาธิปไตยของประเทศไทยตัดสินด้วยองค์ความรู้ ตัดสินด้วยสติ ตัดสินด้วยปัญญา ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ในประวัติศาสตร์ความเป็นมา และอนาคตที่เราคาดหวังที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก และผมอยาก ขอให้สถาบันพระปกเกล้ามีค้าตอบ อย่างน้อยที่สุดเพื่อจะเป็นหลังพิงให้กับพี่น้องประชาชน คนไทย ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ไม่อยู่นะครับ ต่อไปท่านเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมได้อ่านเอกสารที่สถาบันพระปกเกล้าได้น้ามาแจก ก่อนอื่นก็ต้องรู้สึกชื่นชมครับ ที่ท่านได้พยายามท้าหน้าที่ในการเผยแพร่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขได้อย่างเต็มที่ แม้ว่างบประมาณในปีที่แล้วท่านได้ประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท แต่บทบาทที่ท่านท้านะครับ การจะบอกว่าคุ้มค่าหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับทัศนะของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานผ่านไปยังทางสถาบันพระปกเกล้าทราบก็คือว่า อยากจะให้ท่านเห็นว่าขณะนี้ประเทศของเรามันมีปัญหาเรื่องประชาธิปไตย จริง ๆ แล้ว สถาบันพระปกเกล้าก็น่าจะเป็นสถาบันหนึ่งที่ต้องปรับตัวอยู่ในแนวหน้าเพื่อท้าประชาธิปไตย ในอุดมคติหรือในสิ่งที่ผู้ได้เริ่มไว้ได้วางรากฐานไว้ ผมขอเรียนว่าขณะนี้สังคมไทยเราดูคล้าย กับว่าเราจะขาดสารอาหารที่ชื่อว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะไม่ว่าจะผ่านไปที่แห่งหนใดก็จะมีธงบ้าง สีอื่น ๆ บ้าง ปักเต็มไปหมด ลงท้าย ต่อท้ายด้วยค้าว่า เพื่อประชาธิปไตย นั่นแสดงว่าเราโหยหาประชาธิปไตย เราคิดว่า ขณะนี้ไม่มีประชาธิปไตย หรือขณะนี้ประชาธิปไตยถ้าเปรียบกับมวลสารก็น่าจะเป็น ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์จริงหรือไม่ หรือมีสารแปลกปลอม กินเข้าไปแล้วเป็นพิษ ตายหรือพิการ หรือเลี้ยงไม่โต หรือเป็นสารอาหารที่คนกินมากเกินไปท้าให้ประเทศชาติมีปัญหา นอกจากนี้ อาจจะเป็นถึงขนาดคุณภาพของประชาธิปไตยของบ้านเรามันผิดแผกแตกต่างจากต้นต้ารับ ไปอย่างที่ไม่สามารถจะน้ากลับไปสู่สารบริสุทธิ์ได้ สิ่งเหล่านี้ละครับคือสิ่งที่ท้าทายที่ทั้งสภา ในวันนี้พูดถึงเรื่องประชาธิปไตย การมองประชาธิปไตยทุกคนก็มองกันต่างระดับนะครับ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจได้ว่าการของบประมาณปีหน้าซึ่งจะถึงอีกไม่กี่เดือน ทางสถาบันน่าจะ ปฏิรูปการของบประมาณใหม่ ท้าอย่างไรที่จะเผยแพร่ประชาธิปไตยในสิ่งที่สถาบันคิดว่า สังคมไทยเหมาะแล้ว สมควรแล้ว เป็นช่วงระยะเวลา นั่นก็คือการปรับงบประมาณแผ่นดิน น้าประชาธิปไตยเผยแพร่ให้ไปสู่ระดับฐานรากของประเทศไทย ให้เกิดการเผยแพร่ อย่างทั่วถึง สิ่งนี้คือสิ่งที่ส้าคัญ ท่านประธานครับ ในเหตุการณ์อดีตที่ผ่านมาชาวต่างชาติ เขาก็คิดว่าประเทศไทยเราเป็นประชาธิปไตยครับ แต่เมื่อได้เกิดเหตุการณ์อันน่าสยดสยองขึ้น ในสังคมไทยเมื่อปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ เหตุการณ์รุนแรงนั้นมีนักหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นเขียนไว้ดีมาก ผมได้เอกสารเหล่านี้มา จึงขออธิบายตามที่ท่านผู้เขียนว่าไว้ครับ เขาบอกว่าสิ่งที่ส้าคัญที่สุด ที่สังคมไทยเราจะต้องก้าวล่วงพ้นไปในระบอบประชาธิปไตยได้ก็ต้องขจัดสิ่งที่เรียกว่า ความหลอกลวง ความโกหก ความเท็จต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าให้เกิดความแตกแยก ในบ้านเมืองและจะขยายต่อไปอีก เพราะคนจะไม่รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ต่างฝ่ายต่างก็เชื่อ ตามข้อมูลข่าวสารที่ตัวเองเสพอยู่ และเราจะไม่มีวันก้าวล่วงความแตกแยกนี้ไปได้ต่อให้ มีใครบางคนตายลงก็ตาม ฉะนั้นต้องแก้ไขเสียก่อนที่จะมีคนตาย สู้กันซึ่ง ๆ หน้าครับ ให้เห็นชัดว่าใครโกหก ใครพูดจริง ใครให้คนค่อย ๆ เห็น จริงอยู่อาจจะยากและอาจจะต้อง ใช้เวลานาน แต่ถ้าเราไม่เริ่มต้นท้าและอดทนท้าจนกว่าจะเป็นผลส้าเร็จเราก็จะสิ้นสุด ความเป็นชาติ หลักใหญ่มี ๓ ข้อ อันที่ ๑ เปิดโปงการโกหก อันที่ ๒ เอาความเท็จเหล่านั้น ที่เขาใช้หลอกลวงมวลชนของเขาแสดงให้เห็น อันที่ ๓ เราใช้ความจริงที่พิสูจน์ได้เท่านั้นใน การเปิดโปงนี้ ผมดูแล้ว ๓ ข้อหลักนี้น่าจะเหมาะสมกับสถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ที่เป็นผู้น้านะครับ เป็นสิ่งส้าคัญจริง ๆ ถ้างบประมาณปีหน้าท่านจะต้องเปิดให้ชาวบ้านรับรู้ข่าวสาร เปิดทีวี เปิดวิทยุหรือใช้เครือข่ายร่วมกันกับสถานีของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นช่อง ๑๑ ซึ่งเป็นของรัฐบาล เราก็ใช้ได้ เพราะวันนี้ผมยืนยันครับว่าทุกคนพูดในเสียงเดียวกันว่าเรารักประชาธิปไตย เรามาจากประชาธิปไตย เรามั่นใจอย่างนี้ เราก็ต้องเดินทางไปทางนี้ครับ ไม่มีทางอื่น ท่านประธานครับ ถ้าเราท้าเหล่านี้ส้าเร็จ ตัวชี้วัดจะอยู่ที่มวลชนที่ถูกหลอกล่อไปแล้วจะได้ เห็น ตาสว่าง เห็นความจริงแล้วก็หันไปโกรธแค้นคนที่เขามาหลอกเรา เราจะเห็นสภาพนั้น เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ผู้เขียนว่าไว้อย่างนี้ครับ แล้วจะท้าให้ความแตกแยกของคนในชาติจบลงได้ ด้วยดี การเถียงกันเป็นการกระท้าที่ไม่ถือว่าเป็นความรุนแรง เป็นสิ่งที่ต้องท้า ไม่ท้าไม่ได้ และต้องท้าให้มาก ๆ เท่ากับที่คนอื่นเขาท้า ไม่เช่นนั้นคนก็จะหลงเชื่อครับ เราจะไม่มีวัน แก้ปัญหาได้นะครับ ผมขอฝากสถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ว่าท่านจะต้องพยายามท้าความจริง ให้ปรากฏเพราะท่านเป็นสถาบันพระปกเกล้าที่อยู่ภายใต้ของรัฐสภาแห่งนี้ เราท้าไม่ส้าเร็จ แน่นอนครับ ชาติเราก็จะต้องสูญสิ้นไป ประวัติศาสตร์นะครับ ท่านประธานครับ หลายชาติ ได้สูญสิ้นไปอย่างไร้ร่องรอย ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุอันแจ้งชัดด้วยเหตุผล ประการเดียวง่าย ๆ ส้าหรับทุก ๆ กรณี นั่นก็คือชาติเหล่านั้นสูญสลายไป เพราะประชาชน ไม่เข้มแข็ง วันนี้สถาบันพระปกเกล้าแจ่มชัดครับว่าภารกิจหน้าที่อันนั้นก็คือท่านจะต้อง ท้าความจริงให้ปรากฏ แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็จะท้าให้สังคมของเรา ประชาชนของเรามีความเข้มแข็ง ก็ขอถือโอกาสนี้ชื่นชมสถาบันพระปกเกล้า แต่ท่านจะต้อง ปรับเปลี่ยนวิธีการท้างานเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ก่อนที่ชาติเราจะสูญสลายไปครับ ขอบคุณ
ท่านกษิต ภิรมย์
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม นายกษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะเดินไปข้างหน้ากับ ทางสถาบันพระปกเกล้า ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ
อันแรก ก็คืออยากจะให้ทางสถาบันพระปกเกล้าท้าตัวให้คล้าย ๆ กับหอสมุด แห่งชาติของสภาคองเกรส (Congress) ของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ไลบรารี่ ออฟ คองเกรส (Library of Congress) ในการเป็นมันสมอง เป็นขุมความรู้ เป็นหน่วยงานวิจัยที่จะสนับสนุน กิจการของรัฐสภาหรือว่าสนับสนุน ส.ส. ส.ว. อย่างจริงจังในการท้าหน้าที่ในรัฐสภาให้สมบูรณ์ นอกจากนั้นแล้วทางรัฐสภากับสถาบันพระปกเกล้าน่าจะเดินไปด้วยกันไปสู่ภาคประชาสังคม ประชาชน รวมทั้งปกครองท้องถิ่นในการที่จะเอาองค์ความรู้ในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็เงื่อนไขต่าง ๆ ของการเป็นประชาธิปไตยซึ่งเมื่อกี้เพื่อนของผม ดอกเตอร์กนกได้กล่าวไว้ พอสมควรแล้วนะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือผมสังเกตดูคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการก้ากับ ของสถาบันก็ดี ดูแล้วก็มีแค่นักการเมืองกับข้าราชการประจ้า ถ้าเผื่อเราจะเป็นประชาธิปไตย อย่างจริงจังนั้นท้าไมเราไม่เชิญภาคประชาสังคม พวกเอ็นจีโอ (NGO) พวกมูลนิธิต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ความเป็นประชาธิปไตยนั้น ถึงแม้ว่า จะเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการบริหารไม่ได้อาจจะกฎเกณฑ์จ้ากัด แต่ว่าจะเข้าไปอยู่ในฐานะ ที่ปรึกษาหรือไม่ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการที่จะเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยนั้น ให้มันแพร่ขยาย ลึกซึ้ง กว้างขวาง และให้สถาบันพระปกเกล้า ถึงแม้ว่าจะสังกัดกับรัฐสภา นั้นเป็นสถาบันของประชาชนในสังคมประชาธิปไตยอย่างจริงจัง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คืออยากจะวิ่งไปกับสถาบันพระปกเกล้า วิ่งไปข้างหน้า สักนิดหนึ่ง โดยเฉพาะการวิเคราะห์วิจัยเกี่ยวกับภยันตรายต่อสังคมประชาธิปไตยของไทยว่า เราจะท้าอย่างไรในการที่จะศึกษา ลด ขจัดเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มีเผด็จการในรัฐสภาด้วยทุนสามานย์ ไม่มีเผด็จการแบบประชานิยม แล้วก็อยากจะให้ สังคมการเมือง ไม่อยากจะให้ผู้น้าของประเทศมาพูดแล้วพูดเล่าอยู่ตลอดเวลาว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ท้าด้วยกฎด้วยเกณฑ์ แม้กระทั่งพระมหากษัตริย์ก็มีทศพิธราชธรรม นักการเมือง จะต้องมีจริยธรรม เพราะฉะนั้นอ้านาจทางกฎหมายไม่เป็นการเพียงพอ ท้าถูกต้อง ทางกฎหมายก็ไม่เป็นการเพียงพอ นักการเมือง ผู้ที่อยู่ในแวดวงการเมืองจะต้องถูกบังคับ ด้วยหลักจริยธรรม แล้วผมก็คิดว่าการศึกษา การให้ความรู้โดยสถาบันพระปกเกล้าในเรื่อง จริยธรรมต่อนักการเมืองเป็นเรื่องที่ส้าคัญยิ่ง ถึงแม้ว่าเราจะมี ป.ป.ช. อยู่แล้ว มีสถาบันต่าง ๆ ทางด้านซีเอสอาร์ (CSR) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วก็ มีศูนย์จริยธรรม ธรรมาภิบาลอะไรต่าง ๆ มากมาย ผมคิดว่าทางสถาบันพระปกเกล้า ยังจะต้องมีหน้าที่อันส้าคัญในเรื่องจริยธรรมอยู่เป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้ให้สังคมไทยนั้น อยู่ในศีลในธรรม ดังที่เราเป็นเมืองแห่งศาสนา
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้ทางสถาบันพระปกเกล้าได้ใช้เวลาสักนิดหนึ่ง ก็คือว่าศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้าในสังคมทั่วโลกครับ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทุกคนก็ทราบ ภาษาอังกฤษ วลี ออคคิวพาย วอลล์ สตรีท (Occupy Wall Street) ลอนดอนก็ดี ปารีสก็ดี มีการเผาบ้านเผาเมือง แม้กระทั่งที่กรุงโรม ที่กรีก ก็เห็นอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้วมันก็มีความเหลื่อมล้าในสังคม แต่มันมีความจ้าเป็นหรือไม่ที่จะต้องไปเสริมสร้าง ความเหลื่อมล้านั้นให้น้าไปสู่การเกลียดชัง ฆ่าฟันกัน เราสามารถที่จะลดความเหลื่อมล้า ในสังคมได้ด้วยสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงของการปรึกษาหารือ และการยอมรับ ในความหลากหลายต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะว่าตอนนี้มันได้มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็น หมู่บ้านสีโน้น สีนี้ มันเป็นเรื่องของการสร้างความแตกแยก ชี้ในประเด็นของความเหลื่อมล้า โดยที่ไม่ได้ค้านึงถึงความเสียหายต่อประเทศ ซึ่งเราก็ได้บอบช้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ผมก็อยากเสนอประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นงานและภารกิจส้าคัญของสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็ให้เสียเวลาน้อยลงในเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะไม่ส้าคัญ หรือถ้าเผื่อทางบรรดามหาวิทยาลัย เขาสามารถที่จะท้าได้ หัวใจของสถาบันพระปกเกล้าคือในเรื่องของสังคมประชาธิปไตย ที่มีธรรมาภิบาล ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ขอบพระคุณท่านประธาน เมื่อสักครู่บังเอิญผมติดภาระส่วนตัวนิดหนึ่ง สถาบันพระปกเกล้า วันนี้เราฟังกันมาตั้งแต่เช้า ผมเป็นคนที่ติดตามแล้วก็สนใจสถาบันพระปกเกล้ามายาวนาน ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากหรอกครับ บังเอิญผมไม่ใช่ลูกศิษย์ที่นั่น ผมเป็นผู้แทนราษฎร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ก็ไม่ได้นานมากหรอกครับ แต่ก็ไม่ได้ช้าเกินไป แต่ผมก็นั่งดูพรรคพวก เขาไปเรียน มีหลายคนถามผมว่าท้าไมไม่สมัครไปเรียนสถาบันพระปกเกล้า ผมยัง ๕๐ : ๕๐ อยู่ครับท่านประธาน เพราะในบางเรื่องที่ผมนั่งดู ผมเกิดความเชื่อมั่นในสถาบันพระปกเกล้า แต่บางเรื่องผมยังไม่ได้เชื่อมั่นในสถาบันพระปกเกล้า วันดีคืนดีบางเรื่องสถาบันพระปกเกล้า แสดงความรู้ แสดงบริบท แสดงวิสัยทัศน์ให้สังคมในประเทศเห็นว่าสถาบันพระปกเกล้า ก้าลังขี่ม้ามาสร้างความกระจ่าง แต่บางเรื่องสถาบันพระปกเกล้าไม่ทราบว่าหายไปไหน อย่างวิกฤติที่ผ่านมาของบ้านเมืองเมื่อสักครู่นี้ ผมอยากเห็นองค์กรกลาง ๆ ก็มีที่พึ่งก็คือ สถาบันพระปกเกล้า เพราะเขาเขียนไว้ชัดเจน ทั้งพันธกิจ ทั้งวิสัยทัศน์ว่าเป็นสถาบัน ที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย และจะน้ามาซึ่งวัฒนธรรม ประชาธิปไตย แต่ก็หาย ยกตัวอย่างในกระบวนการที่บ้านเมืองมันว้าเหว่ วันนี้ที่ปัญหานี้ มันเกิดมากก็คือจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นที่มาของกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาเยอะแยะมากมาย วันนั้นผมนั่งดูอยู่ เพราะไม่เห็นองค์กรไหนที่จะพึ่งพาอาศัย ในเรื่องวิชาการได้ อยากเห็นสถาบันพระปกเกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์แต่ละบท แต่ละมาตราทั้ง ๓๐๙ มาตรา ว่า ๒๕๕๐ กับ ๒๕๔๐ มันดีมันแตกต่างกันอย่างไร ก็ได้แต่ฟังบุคคลทั่วไป คนชอบปี ๒๕๔๐ ก็จะบอกว่าปี ๒๕๔๐ ดี เยี่ยม เป็นระบอบประชาธิปไตย คนที่ร่างขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่า ปี ๒๕๕๐ เยี่ยม แต่จริง ๆ องค์กรที่เป็นภาคความรู้หรือเป็นคลังสมองของกระบวนการ ประชาธิปไตยวันนี้ก็คือสถาบันพระปกเกล้าที่สมญานามตัวเองขึ้นมาหรือสังคมทุกสังคมมอง น่าจะออกมาบอกในหลาย ๆ กระบวน เช่น ป.ป.ช. นี่ท้าไมถึงอยู่ ๙ ปี กกต. อยู่ ๗ ปี หรือสถาบันต่าง ๆ ท้าไมอยู่ ๖ ปี ความต่างมันต่างกันตรงไหน มันเพราะอะไร เพราะอะไร มันถึงต่างกัน องค์กรนี้เพราะอะไร องค์กรนี้เพราะอะไร แล้วก็ผมอยากให้ท้าวิจัยหลายเรื่อง วันนี้ในสภาก็มีผู้คนพูดกันมาเยอะ และสิ่งที่ส้าคัญผมอยากเห็นองค์กรสถาบันพระปกเกล้า ท้าให้กับนักการเมือง ตั้งแต่ อบต. อบจ. ผู้แทนราษฎร บังเอิญผมเป็นครูมาก่อนก่อนที่จะไป เป็นนักการเมืองครับ ผมไม่ใช่นักกฎหมายเหมือนท่านประธาน แต่ที่ผมท่องขึ้นใจอยู่ทุกวันนี้ คือเพลงกราวกีฬา มันมีบรรทัดหนึ่งท่านประธานเวลาผมไปเปิดงานที่ไหน ผมจะบอกว่า ถ้าท่านท่องเพลงกราวกีฬา ร้องได้ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย บ้านเมืองและสังคมมันจะไม่มีปัญหา เริ่มตั้งแต่สถาบันของครอบครัว คนต้องรู้จักว่าแพ้แล้ว รู้แพ้นี่มันก็จะมีปัญหาอะไรล่ะ ส้าคัญคนมันแพ้แล้วไม่รู้แพ้ปัญหามันเกิด เหมือนในครอบครัวท่านประธานครับ ถ้าผมรู้จัก แพ้เมียผมไม่มีค้าว่าทะเลาะกันหรอกครับ บังเอิญผมไม่รู้จักแพ้เมียนั้นละครับ นี่เขาเรียกว่า ไม่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย สังคมมันก็เลยมีปัญหา ผมสังเกตดูบ้านเมืองที่มันมีปัญหาก็เพราะว่า คนไม่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ผมอยากฝากสถาบันพระปกเกล้าให้ไปท้าวิจัยเรื่องเหล่านี้ออกมา บางคนก็ฝากไว้เยอะแยะ แต่ผมว่าหัวใจหลักของสังคม กติกาของสังคม ผมว่านี่ละครับ หัวใจมันก็คือรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ถ้าคนรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยแล้วสังคมมันจบว่าวันนี้แพ้แล้ว ก็คือยอมแพ้ ก็ค่อยมาว่ากันอีก เหมือนกระบวนการเลือกตั้ง กติกามันมี ๔ ปีเลือกกันใหม่ ถ้าไม่มีการยุบก่อน เมื่อแพ้แล้วบอกวันนี้ยอมแพ้ ก็ท้างานไป ไม่ใช่ว่าต้องมากระแหนะกระแหน ต้องมาเบียดนิดเบียดหน่อย เอานิดเอาหน่อยกัน อย่างนี้บ้านเมืองมันก็ไปไม่ได้ เหมือนผม เป็นห่วงกระบวนการปรองดอง ผมนั่งฟังปรองดองวันนี้มันจะปรองดองขึ้นมาได้อย่างไร เพราะยังเบียดกัน ยังไม่ยอมกัน ผมฝากสถาบันพระปกเกล้า และสิ่งที่หัวใจส้าคัญจริง ๆ เวลาค่อนข้างจ้ากัดนะครับ เรื่องหนึ่งที่ผมไม่สบายใจในวันนี้คือผู้บริหารที่เป็นเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานที่เคารพครับ ขอฝากผ่านไปยังสถาบันถ้าไม่จ้าเป็นจริง ๆ อย่าออกมาวิจารณ์เลยครับ เพราะว่าสังคมเขาอยากมองเห็นสถาบันของท่านสวยหรู ถ่ายรูปก็สวย ไปยืนดูด้วยสายตาเปล่าก็งาม อย่าออกมาวิจารณ์เลยครับ พอวิจารณ์แล้ว มันท้าให้สังคมเขาเคลือบแคลง เพราะมันแยกกันไม่ออกระหว่างเลขาธิการสถาบันกับ ตัวสถาบัน เพราะมันรับผิดชอบอยู่ด้วยกัน อยู่ให้นิ่ง ผมฝากไว้ครับ จริง ๆ ผมก็นับถือนะครับ แต่บังเอิญผมไม่ใช่ลูกศิษย์ท่าน เพราะท่านท้างานทั้งภาคการเมือง เคยมาเป็นเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี เคยท้างานเป็นสถาบัน เคยเป็นอาจารย์ แล้ววันนี้ก็มีต้าแหน่งสูงใหญ่โต ถ้าพูดถึงภูมิความรู้กับผมนี่ห่างกันประมาณ ๓๘ กิโลเมตรครับเป็นอย่างน้อย แต่อยากฝาก ให้ระมัดระวัง ระมัดระวังมันแยกกันไม่ออก อันไหนที่ควรออกมาสู่สังคมที่มันเป็นภาพกลาง ๆ เป็นภาพปกติ เอาเถอะครับ เห็นไหมท่านออกมาพูดนิดเดียววันนี้ในสภานี่ก็ยังมีคนเอามา อภิปรายเพื่อชิงความได้เปรียบ เอามาพูดชิงความได้เปรียบในสภาแห่งนี้ ผมก็เลยอยากจะมา ฝากในบางเรื่องบ้าง อยากให้ท่านวิจัย หลายคนเขาพูดเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน หลายคนเขาพูดเรื่องของความเป็นอยู่ แต่ผมอยากฝากในเรื่องของวิชาการ จริง ๆ ก็คือ เรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญนี่ละครับ ท่านลองไปวิเคราะห์สิครับ ให้สังคมเขาเห็น อย่างน้อย ๆ เขาจะได้รู้ว่าตรงไหนมันดี ตรงไหนไม่ดี แล้วปัญหามันเกิดมาจากตรงไหน แล้วบ้านเมืองมันจะเดินไปได้ ถ้าสังคมนี้ยอมรับกติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย อยู่ได้ สังคมนี้ มีความยุติธรรม ท่านต้องไปท้าข้อมูลให้สังคมภาคการเมืองหรือสังคมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาได้รับความเป็นธรรม บ้านเมืองจะเดินไปได้ ผมก็เลยอยากฝากด้วย เวลาค่อนข้างจ้ากัด ท่านประธานครับ เผื่อวันหน้าผมจะได้ไปเป็นลูกศิษย์สถาบันพระปกเกล้าบ้าง จะมีคนชื่อ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นลูกศิษย์เพิ่มขึ้นอีกสักคนครับ ขอบคุณครับ
ท่านครูมานิตย์ก็รีบสมัครสิครับ ขอปรึกษาท่านสมาชิกครับ ขณะนี้เหลือผู้อภิปรายประมาณ ๘ ท่าน ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ ขอปรึกษาท่านนริศนิดหนึ่ง มีฝ่ายรัฐบาล ๒ ท่าน ฝ่ายค้าน ๖ ท่าน แล้วทางท่านรองศาสตราจารย์วุฒิสารจะได้ตอบ แต่ต้องใช้เวลาในการตอบอภิปราย ผมขอให้ฝ่ายค้านสัก ๔ ท่าน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลสัก ๒ ท่านได้ไหมท่านนริศ คนละ ๕ นาที เวลาเราจ้ากัดปิดประชุม ๓ ทุ่ม แล้วเรามีวาระที่จะต้องตั้งกรรมาธิการซ่อมอีก เชิญท่านนริศ ออกความเห็น ขอความกรุณาครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ข้านุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าประธานลดเวลา ลงมามากแล้วนะครับ ก็เหลือคนละ ๗ นาที และคนก็ไม่มาก ทางสถาบันก็ไม่ต้องตอบยาว และผมเจรจาที่จะให้ลดจ้านวนคนยากมาก ขอความกรุณาท่านประธานเอาไปตามนี้ก่อน ก็แล้วกันนะครับ
เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ เดี๋ยวผมจะล้าดับชื่อท่านจะได้ทราบนะครับ ฝ่ายค้านจะมีท่านนิพิฏฐ์ ท่านรังสิมา ท่านอาจารย์บุญเลิศ ไพรินทร์ ท่านอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร ท่านยุคล ท่านองอาจ ทั้งหมด ๖ ท่าน ฝ่ายรัฐบาลก็จะมีท่านนิยม เวชกามา ท่านสมคิด บาลไธสง ผมค้านวณเวลาแล้วถ้าขอทุกท่านทั้ง ๘ ท่าน ขอสักคนละ ๕ นาที รวม ๔๐ นาที แล้วก็ ทางอาจารย์วุฒิสารจะได้ตอบ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับเพื่อที่เราจะเดินหน้า แล้วทางผู้ตอบ ก็จะได้ตอบ เพราะว่าหลายท่านตั้งค้าถาม ผมจดประเด็นค้าถามไว้มาก แล้วก็ทางท่านผู้ตอบ ท่านจะได้ตอบในประเด็น เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน เชิญท่านนิพิฏฐ์ คนละ ๕ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภัย ท่านประธานนะครับ ถ้าเวลาจะเกินไปบ้างเล็กน้อย เพราะว่าท่านประธานได้ลดเวลาลงเยอะ พอสมควร เหมือนที่ท่านนริศได้กราบเรียนท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายตั้งแต่ช่วงบ่าย บางท่านก็บอกว่าน่าเบื่อ บางท่านก็บอกว่าไม่น่าเบื่อ ก็แล้วแต่มุมมอง แต่ผมนั่งในสภานี้มาก็นานพอสมควร หลายสิบปี ผมก็เห็นถึงความแตกต่าง ความหลากหลาย ความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย เพราะผมเชื่อว่าที่สมาชิกทุกท่านได้อภิปรายก็สะท้อนประเทศนะครับ ถ้าคิดว่าสภานี้ไร้สาระ ประเทศนี้ก็ไร้สาระ ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนราษฎรก็เป็นอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ผู้แทนราษฎรในสภานี้พูดอย่างไรก็สะท้อนว่าประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นก็เป็นอย่างนั้น มันสะท้อนประเทศ สะท้อนชุมชน เราจะดีหรือจะยิ่งใหญ่กว่าประชาชนที่เลือกมาไม่ได้ เรียกว่าเราเป็นผู้แทนราษฎร เราไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงก็อยู่ที่บ้านที่ฟังเราอยู่ในขณะนี้ครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในสภานี้มาตลอด บางท่านก็ได้กรุณาแนะน้าว่า ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าแพ้ก็ให้รู้จักแพ้ ถ้าชนะก็ให้รู้จักชนะ แล้วก็บางท่านก็ได้ เปรียบเทียบว่าท้าไมในประเทศสหรัฐอเมริกาเขาแพ้ชนะแล้วเขาจับมือกัน ที่เขาแพ้ชนะ แล้วเขารับกันได้ เขาจับมือกัน เพราะว่าเขาไม่ทุจริตในการเลือกตั้ง เช่นเดียวกันครับ ถ้าในบ้านเมืองเราเลือกตั้งแล้วไม่มีการทุจริต รับกันได้ มันก็จับมือกันได้ แต่ว่าประเทศไทย ปัญหาร้ายแรงที่สุดของการเลือกตั้งก็คือการทุจริต ถ้าเรารู้ว่าเราแพ้เพราะการทุจริต บางครั้งก็รับไม่ได้ การที่จะให้ไปจับมือกับผู้ที่ทุจริตมามันก็เป็นไปไม่ได้ นี่คือวัฒนธรรม ที่ต่างกันในประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือในตะวันตก เพราะฉะนั้นเวลาเราเปรียบเทียบเราพยายามเปรียบเทียบในสิ่งที่ดี แต่ว่าเราไม่ได้ย้อนว่า ในสังคมเราจริง ๆ มันไม่ได้มีมาตรฐานในระดับนั้น ผมคิดว่าทุกคนก็ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากเราจะยึดมั่นในการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องเชื่อมั่นต่อก็คือต้องยึดมั่นในระบบรัฐสภาด้วย เขาบอกว่า ประชาธิปไตยที่ได้มาจากการต่อสู้ข้างถนนนั้นครับ ในเวลาไม่นานนักก็ต้องมีผู้ที่ฉวยโอกาส ฉกฉวยประชาธิปไตยที่มาจากการต่อสู้ข้างถนนนั้นมาเป็นประโยชน์ของตนเอง เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยมันก็ต้องต่อสู้ในระบบรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์เรานั้นก็เชื่อมั่นนะครับ อดีตผู้น้าของพรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยพูดว่าเราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา เราไม่เชื่อมั่น ข้างนอก ถ้าแพ้ก็แพ้ในที่นี้นะครับ แต่ว่าบางพรรค บางกลุ่ม บางพรรคการเมืองถ้าแพ้แล้ว ก็ไม่ยอมรับก็มีนะครับ ท่านประธานก็เห็นอยู่แล้ว ไปปลุกระดมข้างนอกจนกระทั่งบ้านเมือง เสียหาย น้าไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง นั่นก็คือการไม่ยอมรับ เหตุผลที่เรามักจะลืมไป ก็คือเวลาเราบอกว่าพรรคการเมือง สมมุติถ้ากล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มาจาก ในระบอบประชาธิปไตย มีการกล่าวหาเช่นนั้นมากเหลือเกิน จริง ๆ แล้วท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มาจากการเลือกตั้งของผู้แทนราษฎรในรัฐสภาแห่งนี้เหมือนกัน ทุกนายกรัฐมนตรี ความจริงผมไม่อยากจะพูดหรอกครับ แต่เพื่อนสมาชิกได้พูดก็ขออนุญาต พูดเสียตรงนี้เลย วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เสนอตัวแล้วก็มีการแข่งขันกันในสภาแห่งนี้ วันนั้นจริง ๆ แล้วต้องยอมรับว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ แข่งเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในสภานี้แข่งกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านประธานพอจ้าได้นะครับ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แข่งกับคุณประชา พรหมนอก แล้วท่านประชา พรหมนอก วันนั้น ก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ว่าคนก็ลืมไปแล้วนะครับ เข้าใจว่าหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปแข่งนายกรัฐมนตรีกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ครับ พรรคเพื่อไทยเอง ในขณะนั้นก็ไม่ได้เสนอหัวหน้าพรรคตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ว่าสาระเหล่านี้คนลืมไป กราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นตรงนี้ ผมเรียนท่านประธานฝากไปถึงสถาบันพระปกเกล้า เขามีค้ากล่าวว่าจะรู้ว่าประเทศคิดอะไรอยู่ จะรู้ว่าสังคมคิดอะไรอยู่ ก็ต้องดูว่าคนในสังคมนั้น เขาพูดอะไรกันอยู่ ถ้าคนในสังคมพูดเรื่องอะไรกันเยอะประเทศชาติคนในสังคมใหญ่ก็พูด เรื่องนั้นนะครับ ผมอยากให้ท่านลองไปดูสิครับว่าวิทยุชุมชนในประเทศนี้เขาพูดเรื่องอะไรกัน ถ้าวิทยุชุมชนมีเรื่องขายมอเตอร์ไซค์เยอะ คนก็สนใจมอเตอร์ไซค์ ขายเครื่องส้าอางเยอะ แสดงว่าประชาชนในประเทศนี้ก็สนใจแต่เรื่องเครื่องส้าอางนะครับ ขายยาน้าสมุนไพรเยอะ ก็ว่ากันไปอย่างนั้นละครับ ถ้าสังคมไหนพูดกันเรื่องกีฬาก็แสดงว่าคนในสังคมนั้นก็สนใจ เรื่องกีฬา สังคมไหนพูดถึงเรื่องดนตรีแสดงว่าเขารักวัฒนธรรมเขาชอบดนตรี ผมอยากให้ไปดู วิทยุชุมชนว่าแต่ละวิทยุชุมชนที่อยู่ในประเทศนี้เขามีรายการอะไรกันบ้าง และคนในสังคม ที่เปิดวิทยุชุมชน คนในสังคมเขาคุยอะไรกันในวิทยุชุมชนนะครับ ก็พอจะทราบว่าสังคม มันจะเดินไปทางไหน อย่างไร ผมเรียนท่านประธาน ขอเวลาท่านประธานอีกสักเล็กน้อยว่า เวลาพูดถึงการปฏิวัติ การยึดอ้านาจในครั้งที่ผ่านมา ความคิดของคนไทยในเรื่องประชาธิปไตย มันไม่เคยตกผลึกเลยนะครับ และผมก็เคยพูดในสภานี้มาหลายครั้งแล้วว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มันเป็นเทศกาล ๆ หนึ่งของประเทศนี้นะครับ เหมือนกับเทศกาลจัดงานวัดตอนหน้าแล้ง พอถึงหน้าแล้งเดือนมีนาคม เมษายน แต่ละวัดก็จัดงานมหรสพกัน เรื่องรัฐธรรมนูญ ของประเทศนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ปีสองปีก็มีเทศกาลแก้รัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ก้าลังจะถึง เทศกาลใหม่ของประเทศแล้ว ก้าลังจะแก้รัฐธรรมนูญกันแล้ว มันเป็นกิจกรรมหนึ่งของประเทศ โดยเข้าใจว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วบ้านเมืองมันจะเป็นประชาธิปไตย เขียนประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ว่าจริง ๆ มันไม่ใช่สาระเลย มันอยู่ที่วัฒนธรรมของเราต่างหากครับ รัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรถ้าคนในประเทศนี้ไม่มีวัฒนธรรมของประชาธิปไตยมันก็เป็น ประชาธิปไตยไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานครับ การยึดอ้านาจเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เมื่อสักครู่ผมไปอ่านข้อมูลย้อนหลัง การยึดอ้านาจเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านประธาน ไปดูนะครับ มีหลายส้านักเขาท้าโพลล์ ส้ารวจความคิดเห็นของประชาชน สวนดุสิตโพล หลังจากยึดอ้านาจเสร็จไม่กี่วันไปถามความเห็นของประชาชน ประชาชนคิดอย่างไรครับ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตอนยึดอ้านาจ คนในประเทศนี้ ๘๙.๑ เปอร์เซ็นต์ สนับสนุน การยึดอ้านาจ นี่สวนดุสิตโพลนะครับ แล้วก็มีสถาบันเอแบคโพล (ABAC Poll) เอแบคโพล ได้มีการส้ารวจหลังจากมีการยึดอ้านาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ๙๒.๑ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการยึดอ้านาจ คนตั้ง ๘๙ เปอร์เซ็นต์ คนตั้ง ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ท้าไมในขณะนั้นบรรยากาศของประเทศ คนถึงเห็นด้วยกับการยึดอ้านาจครับ ผมไม่ได้สนับสนุนการยึดอ้านาจนะครับ เพียงแต่ว่า ท้าไมไม่ย้อนกลับไปดูละครับ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท้าไมคนตั้ง ๘๙.๑ เปอร์เซ็นต์ ท้าไมคนตั้ง ๙๒.๑ เปอร์เซ็นต์ จึงสนับสนุนการยึดอ้านาจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการยึดอ้านาจ ที่สูงที่สุดในประเทศนี้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเหตุผลทั้ง ๔ ข้อของผู้ที่ยึดอ้านาจนั้น คนเขาเห็นด้วยว่าเหตุผลทั้ง ๔ ข้อนั้นมันพร้อมแล้วที่จะมีการยึดอ้านาจจากรัฐบาล ในขณะนั้น เหตุผล ๔ ข้อ ก็คือ ๑. การทุจริต รัฐบาลในขณะนั้นทุจริตเยอะครับ คนเห็นด้วย ตั้ง ๙๒ เปอร์เซ็นต์ว่ารัฐบาลในขณะนั้นทุจริต คนเห็นด้วยว่าเหตุผลข้อที่ ๒ มีการแทรกแซง องค์กรอิสระ เหตุผลข้อที่ ๓ คนเห็นด้วยว่ามีการจาบจ้วงสถาบันสูงสุดของชาติ เหตุผลข้อที่ ๔ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในขณะนั้นก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ทั้ง ๔ ข้อของเหตุผลการยึดอ้านาจในขณะนั้น คน ๙๒.๑ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยว่าเหตุผล ทั้ง ๔ ข้อนั้นมันน้ามาซึ่งการยึดอ้านาจ มีเหตุผลที่ยึดอ้านาจแล้ว แต่ว่าในขณะนี้ไปถาม ประชาชนดูสิครับว่าเห็นด้วยไหม ผมคิดว่าคนเดี๋ยวนี้ไปถามดูสิครับว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่เห็นด้วยกับการยึดอ้านาจ ที่ผมเปรียบเทียบท่านประธานอย่างนี้ เพราะว่าความคิดของคนไทยในเรื่องเหล่านี้ ในเรื่องระบอบประชาธิปไตยมันไม่เคยตกผลึก ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปีข้างหน้า ความคิดเหล่านี้ของคนไทยก็ล่องลอยไปอีก ไม่เคยตกผลึก ในเรื่องของประชาธิปไตยเลยนะครับ วันนี้มีการพูดถึงเรื่องของสถาบันเยอะมาก ผมนั่งฟังอยู่ ตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้วครับ ผมก้าลังพูดกับท่านประธานต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์นะครับ ผมอยู่ในกรรมาธิการก็เถียงกันเรื่องสถาบันนะครับ บางคนนั้นก็บอกว่ามันเป็นจุดอ่อน ของระบอบประชาธิปไตยในขณะนี้ ว่ากันไปถึงขนาดนั้นนะครับ ผมเคยเถียงกับสมาชิกพรรค ของท่านประธานนะครับ ผมเคยเล่า เคยแสดงความคิดเห็นครับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ของประเทศไทยมันเป็นจุดแข็งของประเทศ มันไม่ใช่จุดอ่อนเลย ในสมัยที่ประเทศกัมพูชา เขามีพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็ง พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ท่านประธานคงจ้าได้นะครับว่า สร้างนครวัด นครธมยิ่งใหญ่ ในขณะนั้นผมคิดว่ายิ่งใหญ่กว่าพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย เสียอีกครับ แต่ว่าทายาทของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เหลือไหมครับ ไม่เหลือนะครับ ล้มหาย ตายจากไปหมดแล้ว ในสมัยที่พระเจ้ามังระเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา พระเจ้ามังระกษัตริย์ ของกรุงอังวะยกทหารมา ๓๕,๐๐๐ คน มาตีจังหวัดพิษณุโลกแล้วจะมาตีกรุงธนบุรีนะครับ ผมคิดว่ายิ่งใหญ่มากสมัยนั้น ยิ่งใหญ่กว่าหลายประเทศนะครับ แล้วมีไหมกษัตริย์ของมังระ กษัตริย์ของประเทศพม่าไม่เหลือเลยครับ แต่ว่าในแถบนี้เหลือสถาบันพระมหากษัตริย์ ของประเทศไทยประเทศเดียวครับ เพราะฉะนั้นที่เหลืออยู่มันไม่ใช่จุดอ่อน มันเป็นจุดแข็ง ท้าไมสถาบันหลัก ๆ ของประเทศเหล่านั้น ของประเทศลาวท้าไมหายไปไหนละครับ ของประเทศกัมพูชาก็ไม่เหลือ ประเทศเวียดนามก็ไม่เห็นนะครับ ประเทศพม่าที่ยิ่งใหญ่ ในอดีตเราตกเป็นเมืองขึ้นเขา ๒ ครั้ง แต่สถาบันของเขาก็ไม่เหลืออยู่ ของเรานี่คือจุดแข็ง มันไม่ใช่จุดอ่อนของประเทศ แต่ว่าเราพยายามที่จะท้าสิ่งเหล่านี้ให้เป็นปัญหาขึ้นมานะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้ท้วงติง ความจริงแล้วก็ไม่อยากเอ่ยชื่อท่านนะครับ ท่านบอกว่า ท่านเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าไปวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ ผมว่าต้องยอมรับ ผมก็อ่านมาเยอะ ท่านประธานครับ คนที่เขียนบทความเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่ดีและมีเหตุผลที่สุด ความเห็นส่วนตัวของกระผมนะครับ ก็คือท่านเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า อาจารย์บวรศักดิ์เขียนเรื่องนี้ได้ดีที่สุดนะครับ เรื่องวิเคราะห์ความผิด เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เอกลักษณ์ประชาธิปไตยในกระแสประชาธิปไตย ของโลก ท่านที่ยังไม่เคยอ่านก็ไปอ่านดูนะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านจะแสดงความคิดเห็น อย่างไร ผมถือว่าเป็นความคิดของท่านนะครับ เราอย่าไปเผด็จการบอกว่าท่านเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้าแสดงความเห็นไม่ได้ อย่างนี้มันก็เผด็จการมากไปครับ ก็ต้องให้ท่านได้ แสดงความคิดเห็นบ้าง ผมก็กราบเรียนท่านประธานเท่านี้นะครับ และอยากจะฝากไปถึง สถาบันพระปกเกล้าครับว่าไปดูวิทยุชุมชนหน่อยเถอะครับว่าคนในวิทยุชุมชนในขณะนี้ เขาท้าอะไรกันอยู่ มีอยู่กี่สถานี แล้วเขาพูดคุยกันเรื่องอะไร เพื่อที่จะได้ก้าหนดทิศทาง ของประเทศได้แล้วก็ฝากเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านนิยม เวชกามา แล้วก็ต่อไปด้วยท่านรังสิมา รอดรัศมี เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมสถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมดูรายงานฉบับนี้แล้ว สวยงาม ออกแบบสวยงาม แต่ผมก็ต้องผิดหวัง ผิดหวังโดยที่การน้าเสนอรายงานฉบับนี้ บางทีก็ ๒ ปีครั้งหนึ่ง ปีละครั้ง ผิดหวังที่ว่าท่านเลขาธิการ ศาสตราจารย์ดอกเตอร์บวรศักดิ์ น่าจะมารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในสภาแห่งนี้บ้าง อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านจะติดภารกิจ อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าการน้าเสนอบทรายงานของสถาบันพระปกเกล้าปีละครั้ง หรืออาจจะ ๒ ปีครั้งก็มีในบางครั้ง ผมจึงคิดว่าเวลาแบบนี้ก็น่าจะมารับฟัง ที่ผมพูดนี่ไม่ได้หมายความว่า ท่านรองเลขาธิการหรือท่านผู้บริหารไม่มีความส้าคัญ มีความส้าคัญครับ มานั่งฟังด้วยกันก็ได้ แต่เลขาธิการเป็นสิ่งยวดยิ่งที่สุดต้องมาฟัง ผมเองก่อนที่จะมาเป็น ส.ส. ซึ่งวันนี้มาเป็นปีที่ ๕ แล้วก็คิดหวังตลอดว่าสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันเสาหลักแห่งประชาธิปไตย แต่วันนี้ ผมผิดหวัง โดยเฉพาะไปดูในรายงานจริง ๆ ของรายงานฉบับนี้ในเนื้อหาข้างในแล้วก็เขียน เป็นด้านวิชาการเป็นส่วนมาก ท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่าถ้าเขียนรายงานตัวนี้มันก็เหมือน รายงานทั่ว ๆ ไปของสถาบันเอกชน ไม่ใช่ลักษณะของประชาธิปไตยที่ท่านพูดถึง เพราะนี่คือ ความหวัง ผมเองก็ดูในรายละเอียดในหลายเรื่องก็เห็นว่าหนังสือฉบับนี้มันไปเน้นเรื่อง การแสดงบทบาทของการโฆษณาประชาสัมพันธ์เสียมากกว่า โดยเฉพาะท่านก็เป็นกิจกรรม ของท่าน เรื่องการมอบถ้วยมอบโล่อะไรโน่น มันไม่ได้อยู่ในลักษณะของการสร้างประชาธิปไตย ให้แก่ประชาชน ที่ผมพูดอย่างนี้หมายความว่าพี่น้องประชาชนได้อะไรจากสถาบันพระปกเกล้า ผมอยากให้คิดทบทวนแบบนั้น เพราะการอบรมสัมมนาในเนื้อหาของรายงานฉบับนี้ ส่วนใหญ่เป็นระดับผู้บริหาร ซึ่งมาอบรมด้วยการใช้เงินใช้ทองเบิกจากหน่วยงานสังกัด ส่วนมากหนังสือฉบับนี้ผมอ่านดูจบเล่มเลยครับ วันนี้ผมนั่งดูทั้งวันเลยตั้งแต่อภิปรายแต่เช้า ผมจึงคิดว่าถ้าในปีหน้า ปี ๒๕๕๔ เป็นรายงานปี ๒๕๕๔ อันนี้ปี ๒๕๕๓ ผมอยากเห็นรูปแบบ ใหม่ ๆ ของรายงานว่าประชาชนได้อะไรจากรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งผมคิดว่า เป็นเสาหลักอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เลขาธิการเองก็ไม่ได้สนใจอะไรเลย ไปแจกถ้วย แจกโล่อยู่ครับ เพราะมันไม่เหมือนกับท่านเอาใส่ไปในหน้านี้เป็นลายพระหัตถ์ ของผู้ที่คิดว่ามอบประชาธิปไตยให้คนไทยอย่างจริงจัง วันนี้ต้องเป็นเสาหลักครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าแม้ท่านเองก็ไม่มาฟังแล้วละ เพราะฉะนั้นในหลายเรื่องที่ท่านเอามาท้ามันเหมือนกับ หน่วยงานภาคเอกชนทั่ว ๆ ไปไม่ว่าองค์กรที่อยู่ในรัฐก้ากับดูแลหรือองค์กรเอกชนจริง ๆ ก็ท้าแบบนี้ครับ ท่านต้องท้าให้มันดูแล้วมันเป็นลักษณะสีสัน ชาวบ้านมีบทบาท มีส่วนร่วม ในความเป็นประชาธิปไตยของท่าน ผมดูเต็มหน้าจนจบเล่มมันเป็นเรื่องที่ผมไม่ว่า ใช้เงินงบประมาณเท่าไรผมไม่ได้มองจุดนั้น ผมมองแต่ว่าท่านท้าอะไรให้กับประชาธิปไตย ถ้ารายงานบางชิ้นผมก็เห็นกับหูกับตาอยู่ ท่านก็มอบหมายให้อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ในท้องถิ่น ในต่างจังหวัด หรือบ้านผมจังหวัดสกลนครเขาก็รับไปท้าบอกว่ามีเงินจาก สถาบันพระปกเกล้าให้มาหลายบาท ผมรู้อยู่หลายบาทก็ได้ยินเข้าหู ส่วนที่ท้าก็เอาไปท้า จากสัมภาษณ์ส้ารวจจากพี่น้องประชาชนในส่วนเก่า ๆ ที่เคยไปถามแล้วถามอีก ท้าไมไม่ให้ กว้างขวางออกไปที่เกินนั้น อันนี้ฝาก ก็เอาเงินส่วนที่ท่านให้ไปไปจ้างนักศึกษาซึ่งก็ไม่ได้มีอะไร ตั้งประเด็นให้ไปก็ไปถามพี่น้องประชาชนกลุ่มหลัก ๆ เก่า ๆ ไม่ได้แตกกระจาย อันนี้ผมเห็น ผมรู้ เคยกราบเรียนท่านมาชี้แจงท่านว่าคราวหน้าผมอยากให้เป็นลึกกว่านี้ลึกถึงพี่น้อง ประชาชนที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่เอาเงินให้อาจารย์ไป ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ บาท ก็เอาไป ท้าอยู่ไม่กี่บาทหรอก จ้างนักศึกษาไปไม่กี่ร้อยบาทได้ข้อมูลมาไม่เต็มรูปแบบครับ อันนี้ก็ฝาก เป็นอย่างหนึ่งที่อาจจะไม่เหมือนคนอื่น ส่วนระบอบประชาธิปไตยผมเห็นด้วย ผมก็อยากเห็น ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์การชุมนุมครั้งใหญ่ ผมอยากให้เห็นสถาบันพระปกเกล้าออกมา ปกป้องประชาธิปไตยอย่างจริงจังสักทีครับ ขอบคุณมากครับ
ต่อไปท่านรังสิมา รอดรัศมี
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ดิฉันเป็นศิษย์เก่าของสถาบัน ปปร. ๙ ก็อยากจะเรียนว่าดิฉันได้ดู เงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่ให้กับสถาบันเมื่อปี ๒๕๕๒ ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ๑๗๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ๒๔๑ ล้านบาท แต่ปี ๒๕๕๔ กับปี ๒๕๕๕ ท่านไม่มีรายงานมานะคะ ไม่ทราบว่า เพิ่มขึ้นหรือว่าลดลง แต่จากการที่ดิฉันดูรายงานทางสถาบันท้ามานี่ ดิฉันเห็นว่าทางสถาบัน ได้ท้าศึกษาวิจัยต่าง ๆ หรือว่าอบรมโครงการต่าง ๆ แล้วดิฉันได้เป็นอนุกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณของอบรมสัมมนา ประชาสัมพันธ์ ก็จะโดยตรงกับสถาบัน ดิฉันก็ได้มาเห็นว่า หน่วยงานต่าง ๆ ได้ตั้งงบประมาณไปจ่ายเงินค่าลงทะเบียนเรียนของสถาบันทุกหน่วยงาน ที่จะต้องไปอบรมกับสถาบัน ดิฉันอยากเสนอว่าท่านควรจะตั้งของบประมาณมาโดยตรงเลย ไม่ต้องให้หน่วยงานต่าง ๆ กระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ตั้งงบประมาณมา เพราะว่าอันนี้ ท้าให้เขาทุจริตรู้ไหมคะ เพราะว่าเวลาตั้งมานี่ก็ตั้งเป็นภาพรวมใหญ่ ๆ มา ไม่รู้ว่าเท่าไร ก็ตั้งเกินเอาไว้ แล้วพอเสร็จก็โอนเปลี่ยนแปลงงบไปต่างประเทศ ไปซื้อรถ ไปเที่ยวกัน ดิฉันจะเสนอว่าท่านอบรมโครงการไหน หลักสูตรไหน ต้องรับนักศึกษาเท่าไร โควตา จากกระทรวงไหน เท่าไร ท่านมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านก็เบิกงบจากส้านักงบประมาณ ขอรัฐบาลมาเลย เพราะมันก็เงินจากภาษีของประชาชนเหมือนกัน แต่ถ้าท่านเบิกโดยตรงนี่ การทุจริตก็จะลดลง เงินที่จะไปใช้ให้เกิดประโยชน์มันก็จะเกิดประโยชน์สูงสุด ดิฉันเชื่อมั่น ในสถาบันมากกว่ากระทรวง ทบวง กรม เพราะดิฉันเห็นมาทุกปีเลย ซักมาทุกปีเหมือนกัน ก็นี่ตั้งใจเลยวันนี้อย่างไรดิฉันต้องพูดให้ได้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อีกประการหนึ่ง ดิฉันก็ดูมา ๔ รอบแล้วเล่มนี้ หาเท่าไรก็หาไม่เจอ ไม่ทราบว่า อาจารย์เอาไปซ่อนไว้ตรงไหนเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา วิจัย อบรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชัน ดิฉันดูแล้วไม่เห็นมีเลยว่าใครจะศึกษาวิจัย ทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง ดิฉันดูแล้วจะแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แก้สันดานนักการเมืองเลย ท่านต้องเน้น ตรงนี้หน่อยค่ะ นักการเมืองไม่ใช่แต่ ส.ส. เท่านั้นนะคะ ส.ว. นายก อบจ. นายก อบต. นายกเทศมนตรี อบต. ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน สท. อันนี้มันทุจริตมากมายมหาศาลเลย ดิฉันดูแล้ว จากโพลล์ที่ไปส้ารวจไปถามประชาชน อาชีพที่คิดว่าทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุดมีใครบ้าง นักการเมืองมาอันดับ ๑ เลย ๔๒.๙๖ เปอร์เซ็นต์ อาจารย์พยักหน้าเห็นด้วยใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นอาจารย์ไม่ต้องไปศึกษาอย่างอื่นเลย ดิฉันมาดูแล้วนี่ศึกษาอบรมไปไม่รู้กี่รุ่นแล้ว สถาบันเปิดมาไม่รู้กี่ปีแล้ว แต่ก็แก้การทุจริตไม่ได้เลย อาจารย์ไม่ต้องไปท้าอย่างอื่นเลย ดิฉันเสนอนะคะ เอาเงินไปนี่ ไปท้าอย่างไรให้นักการเมืองมันไม่โกงนะคะ จะพัฒนาอย่างอื่น จะพัฒนาได้ เพราะว่าสถาบันอื่น ๆ เขาก็ศึกษาวิจัยซ้า ๆ กัน แต่ว่าอยากจะให้อาจารย์เน้น เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะว่าตอนนี้มันมาเป็นอันดับที่ ๑ เลยนะคะ แล้วข้าราชการ ๒๘.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ต้ารวจ ๑๖.๓๗ เปอร์เซ็นต์ พ่อค้า นักธุรกิจ ๗.๑๗ เปอร์เซ็นต์ นักบัญชี การเงิน ๕.๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นกลุ่มเป้าหมายที่ทางสถาบันต้องเอามาอบรมที่ประชาชนเชื่อว่าโกง โกงมากที่สุด คือนักการเมืองก่อนอันดับแรก แล้วก็ข้าราชการ แล้วก็ต้ารวจ อย่างพ่อค้า นักบัญชีอะไร ก็ยังน้อย เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะกราบเรียนนะคะว่าการที่ท่านจะไปท้าการศึกษาวิจัย อบรมต่าง ๆ ก็อยากจะให้ท้าอย่างไรให้พฤติกรรมของนักการเมืองไม่โกง แล้วก็ท้าอย่างไร ไม่ให้ประชาชนไปเลือกนักการเมืองที่ขี้โกง อาจารย์ต้องระบุไปเลยว่าอย่างนี้อย่าไปเลือก อย่างนี้อย่าไปเลือก อย่างนี้อย่าไปเลือก ซื้อเสียงอย่าเลือก ตอนนี้ยิ่งซื้อเสียงหนักกว่าเดิม เข้าไปอีกจากการปฏิวัติ ดิฉันก็ว่าท่านประธานนะคะ ดิฉันอยู่คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ อาจารย์ก็นั่งอยู่ด้วย ดิฉันบอก โกรธก็โกรธไปเลยดิฉันไม่กลัว พูดเรื่องจริง ปฏิวัติไม่เด็ดขาด มันเลยเป็นแบบนี้ สร้างปัญหา เรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วจะให้มาปรองดอง ไม่เคยปรองดองได้หรอกค่ะ ไปประชุม ก็ไม่ค่อยได้ไปปรองดองหรอก ดิฉันก็ไม่เคยได้ไปปรองดองสักที ทะเลาะทุกวัน แล้วดิฉัน ก็บอกว่าการทุจริตยิ่งมากขึ้นเพราะอะไร จากการปฏิวัติอย่างไร อย่างเช่น ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ดิฉันฟังมาหลายคนเลย อย่างท่านนคร มาฉิม ก็ได้อภิปรายตรงกับที่ดิฉันคิดเลยว่าการเลือก ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ตอนนี้มันทุจริตมากขึ้น เพราะว่าค่าหัวมันมากขึ้นอย่างไรคะ อยู่ถึง ๖๐ ปี แต่ถ้า ๕ ปีมันไม่กล้าซื้อมากหรอกค่ะ เพราะถอนทุนไม่ทัน แต่อายุ ๒๕ ปี เป็นไปถึง ๖๐ ปี เป็นตั้ง ๓๕ ปี ซื้อหัวละ ๑๐,๐๐๐ บาท ยังได้เลย เพราะว่าในหมู่บ้านมีไม่กี่คน แล้วพอเลือก ก้านันเลือกเฉพาะ มี ๕ หมู่บ้าน ลงสมัคร ๒ คน เหลืออีก ๓ คน ใครลงตรงไหน ๒ คน ก็ชนะแล้ว ซื้อกัน แล้วก็อุ้มกันไปนะคะ เพราะฉะนั้นจะท้าให้การทุจริตมากขึ้น
อีกประการหนึ่งคือ ดิฉันก็อยากจะเรียนท่านอาจารย์ว่าการทุจริตของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. อบต. เทศบาลต่าง ๆ ตอนนี้มันมากขึ้น เพราะว่ามีการซิกแซก การพา คนไปเที่ยว พามากมายมหาศาล ไม่ต้องท้าอะไรเลยนะคะ เพราะกินค่าหัวแล้วก็ซื้อของแจก ซื้อเสื้อแจก ดิฉันสอบยังไม่เสร็จเลยตั้งแต่สมัยที่แล้วยังค้างอยู่เลย เสื้อตัวละ ๕๐ บาท เบิก ๓๐๐ บาท พาเที่ยวหัวละ ๖,๐๐๐ บาท เบิกเป็นหัวละ ๘,๐๐๐ บาท มันกินค่าหัว แล้วก็พาเที่ยวกันไปแบบนี้ ดิฉันก็นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท้าไมช้าจังเลย สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงนะ ดิฉันเชื่อนะคะ ท้าไมไม่รีบหักคอพวกที่โกงให้หมดไปเสียที รอให้มาลอยนวลอยู่อย่างนี้ แล้วมันก็ซึมซับไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้มีจริง ได้ยินเสียงดิฉันแล้วช่วย แผลงฤทธิ์เร็ว ๆ หน่อย ให้พวกที่โกงแผ่นดิน ประธานอย่าเพิ่งตัด ประธานก็ฟังดิฉันทุกครั้งว่า ใครที่โกงแผ่นดินดิฉันแช่งทุกครั้งเลย ขอให้มีอันเป็นไปนะคะ ท้าอะไรก็ให้ล่มจม ฉิบหายให้หมด ไปไหนก็ขอให้เกิดอุบัติเหตุ ให้พิกลพิการนอนหยอดข้าวต้มไม่ได้ใช้สตางค์ เพราะฉะนั้นก็ฝาก ท่านอาจารย์ว่าไม่ต้องไปวิจัย อบรมหลักสูตรอะไรเลย อบรมหลักสูตรไม่ให้นักการเมืองขี้โกง และไม่ให้ประชาชนเลือกนักการเมืองขี้โกงเข้ามาในสภา ขอบคุณค่ะ
ท่านอาจารย์สมคิด บาลไธสง ต่อมาก็จะเป็นอาจารย์บุญเลิศ ไพรินทร์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทยนะครับ ฟังหลายท่านอภิปรายมาทั้งวันก็ได้รับแนวคิดต่าง ๆ นานา ส้าหรับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าที่ผมอ่านไปแล้ว ผมก็อยากจะเสนอแนะแล้วก็แสดงความยินดี ในบางเรื่องนะครับ ที่ท่านได้สรุปมาผมอภิปรายตามเอกสารเล่มนี้นะครับ คือท่านสรุปมา ผมดูแล้วทุกเรื่องท่านผ่านเกณฑ์ ถ้าเราดูจากเอกสารนี้นะครับ คือทางสถาบันพระปกเกล้า มารายงานอันนี้ ไม่ได้มารายงานเรื่องอื่น พวกเราไปนอกเรื่อง ไปคนละเรื่องเลย ท้าให้สภา เสียหายครับ ผมดูแล้วจากรายงานของท่านทุกหัวข้อท่านผ่านเกณฑ์ แล้วก็หลายเรื่อง ที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไปเลย คือท้า ๑๐๐ เรื่อง เสร็จ ๑๐๐ เรื่อง บรรลุเป้าหมาย ที่บรรลุเป้าหมาย ต่้าที่สุดก็คือได้คะแนน ๓ มีข้อเดียวเท่านั้นครับ นอกนั้นท่านได้คะแนน ๔ ขึ้นไปถึง ๕ อันนี้มันไม่มีรายละเอียดว่าที่ได้ ๓ คือเรื่องอะไร ผมก็อยากทราบข้อเดียวที่ท่านรายงานมานี้ ครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านไปแล้วผมก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับหลายท่าน ที่อภิปรายมาก็คือผลการวิจัย ในผลการวิจัยผมพยายามเปิดดูแล้วมันไม่เห็นผล ผมเห็นแต่ เรื่องการวิจัย ถ้าท่านสรุปมาสัก ๑ บรรทัดหนึ่งว่าผลการวิจัยเรื่องนี้มันสรุปว่าอย่างไร สักบรรทัดหนึ่งก็จะเข้าใจครับ อยากรู้ผลมันไปในทางบวกหรือลบ ในเรื่องนั้น ๆ ที่ท่านท้ามา อันนี้ผมก็เสนอแนะเพื่อให้ท่านได้แสดงผลการวิจัยที่มันชัดเจนออกมา สรุปสั้น ๆ บรรทัดหนึ่ง แต่ละเรื่องครับ
และอีกเรื่องหนึ่งที่นอกจากเอกสารนี้ที่ผมอยากเสนอ เวลามันมีน้อย คือผมอยากเสนอว่าอยากให้สถาบันพระปกเกล้าลองวิจัยเรื่องเกี่ยวกับเรื่องโทรทัศน์ การชมโทรทัศน์และวิทยุกับการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรอย่างนี้ ถามชาวบ้านไปเลย อย่าถามไปแค่นักศึกษาหรือใครนะครับ ถามไปทั่วประเทศว่าถ้าเขาต้องการเกินกว่า ๕๐ หรือร้อยละ ๕๐ สถาบันพระปกเกล้าน่าจะขอตั้งงบประมาณ ตั้งโทรทัศน์ ซื้อโทรทัศน์ เป็นช่องของสถาบันพระปกเกล้า หรือจะมอบให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นเจ้าของก็แล้วแต่ คือถ่ายทอดตลอดไปเลย คืออยากให้มาขอ จะถ่ายทอดเมื่อไรต้องมาเถียงกันอยู่ในสภา ผมว่าถ่ายทอดกันให้รู้หมดเลยว่าใครเป็นอย่างไร นักการเมืองในสภาใครเป็นอย่างไร ใครเสแสร้ง ใครเล่นลิ้นปลิ้นปล้อนในสภาอย่างไร ผมอยากให้ออกมาอย่างนี้ ให้สะท้อนถึงว่า ผู้แทนประชาชนของแต่ละจังหวัดมันเป็นอย่างไร เขาจะได้เลือกคนถูกนะครับ ผมก็อยากให้ ทางสถาบันพระปกเกล้าได้เป็นเจ้าของ เสนอแนะเลยครับ มันจะกี่ร้อยกี่ล้านบาทก็ว่ากันไป ตั้งเป็นสถานีถ่ายทอด ผมว่าพวกห้างร้านหรือพวกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคนชมโทรทัศน์มาก ผมว่าไม่ขาดทุนหรอกครับ การประชาสัมพันธ์หรือค่าประชาสัมพันธ์ ผมว่าจะได้ดีกว่า สถานีโทรทัศน์บางช่องด้วยนะครับ ผมอยากให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าของแล้วก็วิจัย เรื่องนี้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเสนอก็คือเรื่องประชาธิปไตยที่หลายท่านว่ามา ผมว่าความเป็นประชาธิปไตยมันก็มีการวิวัฒนาการมาครับ หลายท่านก็คงไม่เข้าใจ การวิวัฒนาการ คือเราพยายามจะดึงให้อยู่รูปแบบอย่างเดิม ผมว่าอันนี้มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เหมือนกับกรงล้อ กรงล้อประชาธิปไตยเราหมุนไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะรักษากรงล้อนี้ไว้อย่างไร เพื่อให้มันหมุนไปตามที่เราต้องการ คือผมเคยยกตัวอย่างหลายครั้งแล้ว การเปลี่ยนแปลง สังคมมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามโลกนะครับ เคยยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราใช้ควายไถนา แต่เดี๋ยวนี้มันหมดไปโดยที่เราไม่ต้องไปบังคับเลย มันก็วิวัฒนาการของมัน ผมก็อยากให้วิเคราะห์ วิจัยเรื่องนี้ว่าเราจะท้าอย่างไร จะหาวิธีอย่างไร รักษาตรงนี้ไว้ให้มันถูกต้องแล้วก็ไม่เกิดปัญหา สังคม ขอบคุณมากครับ
ดอกเตอร์บุญเลิศ ไพรินทร์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม บุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ แล้วเจตนารมณ์ของสถาบันพระปกเกล้าที่เราสร้างขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้ เป็นคลังสมองของรัฐสภาว่าท่านจะท้าหน้าที่เป็นคลังสมองให้แก่รัฐสภาที่จะส่งเสริม ประชาธิปไตยได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่ที่กลยุทธ์ในการบริหารงานของสถาบันพระปกเกล้า สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือเรื่องการฝึกอบรมกับเรื่องการท้าวิจัยและการเผยแพร่ ผลการวิจัย ที่ผ่านมานั้นผมก็เป็นห่วงสถาบันพระปกเกล้าที่มีหลักสูตรหลากหลาย แต่บางหลักสูตรอาจจะไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยโดยตรง เป็นการส่งเสริมการจัดหาทรัพยากร ทางการเงินเข้าสู่สถาบันเสียมากกว่า เช่น เราจะจัดหลักสูตรเพื่ออบรมนักธุรกิจอะไรท้านองนั้น หรือเอานักธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการอบรม ผมอยากจะให้สถาบันพระปกเกล้า มุ่งไปสู่การจัดหลักสูตรที่ส่งเสริมประชาธิปไตย อันนี้เป็นเรื่องส้าคัญมาก เป็นหัวใจส้าคัญ ของสถาบันนี้ ตั้งแต่ผมอยู่สมาชิกวุฒิสภา ๖ ปีเศษ ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระปกเกล้า มาทุกปี ปีนี้ก็ได้มีโอกาสมาพูดถึงเรื่องผลงานของสถาบันพระปกเกล้าอีกเช่นเดียวกัน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าการท้าวิจัย ถ้าท่านไปเปิดรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะ ๓๓๖ มาตรา ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ว่าวิเศษวิโสนักหนา หรือปี ๒๕๕๐ ซึ่งมี ๓๐๙ มาตรา หรือย้อนไปก่อนหน้านี้ก็เหมือนกันว่าในเนื้อหาสาระที่ส้าคัญในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ก็คือว่าจะมีเรื่องการได้มาซึ่งอ้านาจของฝ่ายการเมือง มีการใช้อ้านาจของฝ่ายการเมือง การตรวจสอบการใช้อ้านาจของฝ่ายการเมือง ถ้าจะพูดว่าจะท้าวิจัยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน อย่างเดียวมันจะแคบไป เพราะว่าคอร์รัปชันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการท้าลายประชาธิปไตย แต่วิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย การได้มาซึ่งอ้านาจของฝ่ายการเมืองก็ดี ใครบ้างที่มีบทบาท สถาบันพระปกเกล้าจะต้องรู้ว่าใครบ้างที่มีบทบาทที่จะท้าให้เราได้นักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายเลือกตั้งก็ดี มันจะสุจริตและเที่ยงธรรมได้มันมีตัวละครใดบ้าง ๑. นักการเมือง ๒. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๓. กกต. จังหวัด ๔. กกต. กลาง ๕. ข้าราชการประเภทต่าง ๆ ในพื้นที่ ๖. สื่อสารมวลชน สาขาต่าง ๆ ท่านไปท้าวิจัยทั้ง ๖ กลุ่มนี้สิครับว่าเขาควรจะแสดงบทบาทอย่างไรที่จะส่งเสริม ประชาธิปไตย แล้วข้อต่อมาก็คือการใช้อ้านาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ใช้อ้านาจออกกฎหมายเพื่อพวกพ้องไหม เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ของกลุ่มของพรรค หรือไม่ การใช้อ้านาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ของฝ่ายบริหารที่ส้าคัญมากก็คือฝ่ายบริหาร เพราะฝ่ายบริหารมีงบประมาณแผ่นดินอยู่ในมือเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรท้านองนั้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าไปดูว่าฝ่ายบริหารใช้อ้านาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นี่คือการส่งเสริมประชาธิปไตย การตรวจสอบการใช้อ้านาจก็มีฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตั้ง กระทู้ถามอะไรต่ออะไรต่าง ๆ อภิปรายไม่ไว้วางใจ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น คตง. ป.ป.ช. ฝ่ายบริหารตรวจสอบการใช้อ้านาจของฝ่ายข้าราชการประจ้า ศาล ตั้ง ๕ ประเภท การตรวจสอบนี้ ถามว่าฝ่ายตรวจสอบท้าหน้าที่ตรวจสอบจริงหรือไม่ ส่งเสริมสนับสนุน ประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตรวจสอบไปรวยไป อย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ตรวจสอบแล้ว มันก็เรียกว่าหากินร่วมกันนะครับ
ทีนี้ประการต่อมา ก็คือผมอยากจะถามว่าการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย มีสาเหตุมาจากรัฐธรรมนูญหรือมาจากพฤติกรรมเลวของนักการเมืองกันแน่ ถ้ามันมาจาก พฤติกรรมเลวของนักการเมือง ท่านต้องไปท้าการวิจัยเรื่องพฤติกรรมของนักการเมือง ที่พึงประสงค์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท้าอย่างไร ถึงจะให้ได้นักการเมืองดี ดีอย่างไร บอกมาว่าคุณลักษณะของนักการเมืองที่ดี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วก็อย่างที่บางคนบอกว่าประชาสัมพันธ์ไปเลยว่าคนที่ออกนอกกรอบความดีของ การเป็นนักการเมืองที่ดีนี่อย่าไปเลือกมันต่อไปในวันข้างหน้า นี่ถึงจะถือว่าท่านเป็น สตาฟ อาร์ม (Staff arm) ของเราอย่างแท้จริงนะครับ
สุดท้ายก็คือว่าอยากจะฝากเรื่องการใช้ผลการวิจัย ท่านอบรมทั้งหลายทั้งปวง นี่หลักสูตรดีสวยหรู นี่มันอาจจะไม่ฮิท เดอะ พอยท์ (Hit the point) มันอาจจะไม่ตรงประเด็น ที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยโดยตรง แต่ท่านเอาผลการวิจัยของท่านไปอบรมต่อ ไปเผยแพร่ ผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ ใช้งบประมาณที่จะต้องขอไปเพื่อไปเผยแพร่ให้ประชาชนชาวไร่ชาวนา พี่น้องของผมอยู่ตามท้องไร่ท้องนาได้รู้ว่านักการเมืองที่ดีนี้ต้องมี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ถ้านักการเมืองขี้โกง เลว ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ท่านเป็นกลาง อย่าไปเข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง เป็นกลาง เป็นธรรมแล้วท่านจะอยู่ได้ แต่ถ้าท่านไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรมท่านจะต้องถูกยุบ สักวันหนึ่งในวันข้างหน้า ผมเตือนไว้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือว่าผมจะไม่เข้าข้าง พรรคใดพรรคหนึ่ง ผมเป็นคนของประชาชน ผมรักประเทศชาติและประชาชนมากกว่า ความเป็นพวกเป็นพรรค เพราะพรรคและพวกนั้นเป็นเพียงเรื่องสมมุติ แต่แผ่นดินนี้ส้าคัญ กว่าพรรค พวก เพื่อน พี่น้อง เพราะว่าแผ่นดินนี้จะต้องตกทอดไปถึงลูกหลาน เหลน โหลน ของเรา เราจะต้องสร้างบ้านเมืองนี้ให้เป็นบ้านเมืองที่น่าอยู่ มีนักการเมืองที่ดี มีคุณสมบัติ ที่เหมาะสม ไม่โกง ไม่คอร์รัปชัน ไม่ท้าทุจริตทุกรูปแบบ อันนี้ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านอลงกรณ์เชิญครับ หลังท่านอลงกรณ์แล้วท่านยุคลนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานว่าได้รับความกรุณาจากท่าน ส.ส. ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา และท่าน ส.ส. องอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่จะให้เวลาผมในการอภิปราย แต่ผมจะใช้เวลาอย่างมีคุณค่า
หมายความว่าท่านสุดท้ายแล้วใช่ไหมครับ
ครับ
ขอบคุณมากครับ
กระผมจะใช้เวลาอย่างมีคุณค่า โดยที่จะไม่ซ้าประเด็นในตลอดวันที่ผ่านมา และอยากให้ทางผู้แทนของสถาบันพระปกเกล้า ได้เกิดความภูมิใจนะครับว่าเวลาที่เราใช้ในวันนี้ เพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ให้ความส้าคัญแล้วก็ต้องการเห็นสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งต้องเรียนว่าริเริ่มก่อตั้งมาสมัย ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค เป็นประธานรัฐสภา ผมเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรกเมื่อปลาย ปี ๒๕๓๖ ตอนนั้น หลังจากนั้นเพียง ๑ ปี ๒ เดือนเท่านั้นก็ก่อก้าเนิดสถาบันพระปกเกล้าขึ้น นับไปแล้วตั้งแต่ริเริ่มคิดกันเรื่องนี้ ปีนี้ปีที่ ๒๐ อย่างไรก็ตามเมื่อสถาบันพระปกเกล้านั้น เป็นความหวังของฝ่ายนิติบัญญัติในการท้าหน้าที่ที่จะเป็นสถาบันวิชาการในการที่จะสร้าง ความเป็นเลิศแล้วก็ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยให้ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เมื่อได้ดูภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ก็ต้องยอมรับว่าได้พยายามที่จะวางรากฐานในการเผยแพร่และพัฒนาองค์ความรู้ในด้าน ของประชาธิปไตย แล้วไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยในระดับชาติเท่านั้น แต่ยังลงไปถึงในระดับ ของการปกครองท้องถิ่น ในระดับของชุมชน ในปี ๒๕๕๓ ผมจ้าได้ว่าได้มีการจัดสัมมนา วิชาการที่เรียกว่าเป็น เคพีไอ คองเกรส (KPI Congress) ครั้งที่ ๑๒ หรือการสัมมนาวิชาการ ของสถาบันพระปกเกล้าประจ้าปี ซึ่งถือว่าเป็นมหกรรมทางวิชาการครั้งส้าคัญในระดับนานาชาติ หัวข้อที่ส้าคัญก็คือเรื่องของ คุณภาพสังคมและคุณภาพประชาธิปไตย ในปีเดียวกันนั้นได้มีการจัดประชุมหลายครั้ง บางครั้งผมได้มีโอกาสไปร่วม บางครั้งต้องส่งผู้แทนไป เพราะว่าปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นที่สนใจมากคือปฏิรูปประเทศไทย ขณะเดียวกันผมก็เห็นหลายโครงการ เช่น โปรเจกต์ ซิติเซ่น (Project citizen) ในการสร้างบทบาทภารกิจของพลเมืองที่ดี หรือว่าโครงการรางวัลประชาธิปก สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ต้องยอมรับว่า เราไม่ผิดหวังเลย แต่สิ่งหนึ่งจากนี้ไปผมอยากจะฝากไว้ว่าประเทศของเรานั้นการเมืองติดหล่ม เศรษฐกิจติดกับ อยากให้มีการสัมมนาทางวิชาการ หรือการส่งเสริมการวิจัยเพื่อหาทางออก ของประเทศ และท้าการวิจัยเพื่อหาก้าวต่อไปของประเทศไทย ความจริงแล้วต้องเรียนว่า ปีนี้เป็นปี ๒๕๕๕ ๘๐ ปีนับแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ และอีก ๒๐ ปี ก็จะครบ ๑๐๐ ปี ซึ่งไม่ทราบว่าในนี้จะมีใครยังอยู่หรือไม่ ก็หวังว่าจะอยู่กันถึง ๑๐๐ ปี ประชาธิปไตย สิ่งส้าคัญก็คือว่าท้าอย่างไรจะให้ประสิทธิภาพประชาธิปไตยนั้นได้พิสูจน์ ให้เห็นว่าเป็นระบอบการปกครองที่สามารถน้าประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้า ผมเคยฝันว่า ถ้าเรามีวิสัยทัศน์ ปี ๒๕๗๕ อีก ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นเบอร์ ๑ ของอาเซียน วันนี้เราเป็นเบอร์ ๒ ในแง่จีดีพี (GDP) รองจากประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น เราเป็นเบอร์ ๕ ของเอเชียได้ไหม ในขณะที่วันนี้เราอยู่อันดับที่ ๑๖ และเราจะเป็นท็อปเทน (Top ten) ของโลกได้หรือไม่ใน ๒๐ ปีข้างหน้า เพราะตอนนี้เราอยู่ล้าดับที่ ๒๔ ของโลก ประเทศควรจะ มีเป้าหมาย แต่การจะไปสู่เป้าหมายนั้นมันเหมือนกับการท้าวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์กลไก ในทางวิศวกรรม ท้าอย่างไรจะให้มีอัตราเร่งได้ถึง ๒๐๐ ๓๐๐ ๔๐๐ กิโลเมตร หรือว่ารถไฟ ความเร็วสูงจากรถไฟที่วิ่งอย่างหวานเย็นไปสู่รถไฟที่มีความเร็วสูง ๓๐๐ ๔๐๐ ๕๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เช่นเดียวกันการวิจัยและพัฒนาเชิงสังคมในการที่จะเป็นเครื่องไม้ เครื่องมือที่เราเรียกว่า นโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์ นี่ละครับ จะสามารถท้าให้ ประเทศไทยนั้นก้าวเดินต่อไปได้และไปในฐานะประเทศชั้นน้า ไม่ใช่ประเทศที่เป็นคนป่วย ของเอเชียในอนาคต ตอนผมไปเยือนประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นรัฐมนตรีคนแรกในรอบ ๒๐ ปี ผมไปเจอรัฐมนตรีท่านหนึ่งในกรุงริยาด ท่านถามผมบอกว่าท่านรัฐมนตรีรู้ไหมว่า ประเทศซาอุดิอาระเบียส่งออก ๒ อย่าง คืออะไร ผมตอบไม่ต้องคิดเลยว่าส่งออกน้ามัน แต่อีกข้อหนึ่งนี่ผมตอบไม่ได้จริง ๆ นึกไม่ออก ท่านก็บอกว่าประเทศซาอุดิอาระเบียส่งออก น้ามันถูกต้องแล้วและสินค้าตัวที่ ๒ ที่ส่งออกคือเงินสด ความหมายของค้าถามระดับรัฐมนตรี ประเทศซาอุดิอาระเบียนั้นก็คือว่าถึงแม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ส่งออกน้ามัน และแก๊สออกไป ได้เงินมา เงินนั้นไม่ได้มาสร้างประเทศเลย เอาเงินนั้นไปซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร ไปลงทุนในต่างประเทศ ท้าให้คนรุ่นหลัง ๆ คนรุ่นใหม่ที่เกิดมานั้นไม่มีงานท้า เมืองก็ไม่สามารถ ขยายเติบโตได้ ท่านประธานก็คงจะเห็นว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่เป็นโจทย์และเขาถอดรหัสประเทศ แล้วเขาท้าอะไรรู้ไหมครับ ผมก็เลยไปดูแนวทางที่เรียกว่าเป็นทางออกของประเทศ หรือว่า เป็นเอ็กซิส สแทรททิจี (Exit Strategy) หรือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของการให้ประเทศมีทางออก ทางเดินไปข้างหน้า ประเทศซาอุดิอาระเบียก็เลยออกแบบประเทศใหม่ครับ ใช้เครื่องมือ ทางนโยบายสาธารณะนี่ละครับที่เขาใช้การวิจัย ในที่สุดแล้วเขาก็เลยสร้างเมืองใหม่ ๔ เมืองครับ ทิศเหนือ เหนือจากริยาด ทิศตะวันออก อยู่ใกล้ดัมมอมซึ่งอยู่ติดกับบาห์เรนในอ่าวเปอร์เซีย ทิศใต้ติดกับเยเมน และทิศตะวันตกนั้น ติดกับทะเลแดง ซึ่งเชื่อมไปสุเอซ ไปเมดิเตอร์เรเนียน อยู่เหนือเจดดาห์ และผมได้เดินทาง ไปดูที่นั่นด้วยครับ อยากจะเห็นว่าวิสัยทัศน์ในการสร้างประเทศใหม่ของเขาเป็นอย่างไร ประเทศซาอุดิอาระเบียถือได้ว่าเป็นประเทศที่ร่้ารวยมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลกทีเดียว มีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงมาก และได้มาจากทรัพยากรน้ามันและก๊าซธรรมชาติ แต่วันหนึ่งเขาได้เปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศจากการที่ส่งออก ๒ อย่าง ท่านประธาน นึกออกนะครับ มาสู่การสร้างประเทศบนพื้นฐานของความเข้มแข็งของเขาอย่างแท้จริง ผมจ้าได้ว่าระหว่างที่ด้ารงต้าแหน่งนั้นผมมีโอกาสได้รับแขกและได้เจรจากับรัฐมนตรี การค้าอุตสาหกรรมประเทศมาเลเซีย และอีกคนคือรัฐมนตรีช่วยว่าการการค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลูกของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเดร์ มูฮัมหมัด ผมได้รับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า อะ ดอกเตอร์ อิน เดอะ เฮาส์ (A doctor in the house) เป็นหนังสือหนามาก ซึ่งถ้าผม มีโอกาสจะให้ท่านประธานได้แบ่งกันอ่าน ใช้เวลา ๗ ปี ในการเขียนของอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเดร์ มูฮัมหมัด แต่ละบท แต่ละตอนนั้นท้าให้เราได้มุมความคิดว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ยาวนานที่สุดของประเทศมาเลเซียหลังจากได้เอกราชมาแล้วเขาสร้างประเทศอย่างไร ในท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งที่เปราะบางมากของประชาชนในประเทศมาเลเซีย ชาวมาเลย์ ชาวอินเดีย ชาวจีน บางครั้งเกิดการจลาจล บางครั้งเกิดเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลาย เสียเลือดเนื้อจ้านวนมาก มีความเปราะบางมากทางสังคมและวัฒนธรรม มีความแตกต่าง ในความหลากหลายที่ยากต่อการที่จะดูแล ขณะเดียวกันเขาเหมือนแซนด์วิช (Sandwich) ขึ้นมาข้างบนประเทศประเทศไทยก็เศรษฐกิจดีกว่า พัฒนามากกว่า เร็วกว่า ลงไปข้างใต้ ประเทศสิงคโปร์ซึ่งแยกตัวออกไปแล้วก็เป็นประเทศที่ก้าลังเติบโตเป็นดาวรุ่งของภูมิภาคนี้ ปรากฏว่าในหนังสือดังกล่าวนี่ได้พูดถึงการสร้างเมืองปุตราจายาว่าท้าไมถึงต้องสร้าง คิดอย่างไร สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ที่เรียกว่า ซูเปอร์ มัลติ คอริดอร์ (Super multi corridor) เพื่อดึงการลงทุนโดยเฉพาะในยุคไอที (IT) ขณะเดียวกันเขาก็สร้างทวิน ทาวเวอร์ (Twin Tower) เพื่อให้เป็นการโปรโมท (Promote) ประเทศ แล้วก็เห็นถึงความเชื่อมั่น ศักยภาพของประเทศมาเลเซียว่าเขาได้รับการกล่าวขานว่าสร้างตึกทวิน ทาวเวอร์สูงที่สุด ในโลก แต่สิ่งส้าคัญก็คือมันไม่ได้สะท้อนให้เพียงว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศนั้น คิดคนเดียว บางครั้งเกิดจากเขาเล่าให้ฟังถึงความคิดของภาคเอกชนบ้าง นักวิชาการบ้าง ผลการวิจัยบ้าง แต่คนคุมนโยบาย คุมอนาคตของประเทศ บริหารประเทศเขาเลือก สิ่งเหล่านั้นมาแล้วขับเคลื่อน วันนี้ประเทศมาเลเซียอยู่อันดับ ๓ จีดีพีต่างจากเรานิดเดียว ผมเชื่อว่าปีนี้หรือว่าปีหน้า ถ้าเรายังย่้าเท้าอยู่กับที่ติดกับทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ประเทศมาเลเซียจะแซงประเทศไทย กลายเป็นอันดับ ๒ ทั้งที่เขามีประชากรเพียงไม่ถึง ครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ท่านประธานคงทราบว่าการแข่งขันในโลกปัจจุบันนั้นสูงมาก ผมยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียเพราะว่าไม่ใช่เพียงที่เล่ามาเท่านั้น แต่อยากจะบอก ท่านประธานว่าด้วยการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะนโยบายสาธารณะได้ท้าให้เขาสร้างเมืองใหม่ สร้างเขตเศรษฐกิจใหม่เหมือนอย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือเขาได้ใช้ ตัวอย่างการเปิดประเทศจีน การเกิดเขตเศรษฐกิจเซินเจิ้น การเกิดเศรษฐกิจผู่ตงตรงข้าม เซี่ยงไฮ้ หรือการเกิดเขตเศรษฐกิจและพื้นที่พิเศษเมืองใหม่เฉินต่งที่ยูนนาน เขาได้ประกาศ โครงการอีสกันดาร์ เขาประกาศว่านี่คือเซินเจิ้นของประเทศมาเลเซีย อยู่ในรัฐยะโฮบารูครับ อยู่ตรงข้ามประเทศสิงคโปร์ ในนั้นจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ชายแดนของเมืองชายแดน แต่ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกได้เข้าไปด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุน ด้วยอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานที่เขาสนับสนุน แล้วในที่สุดปรากฏว่าตัวเลขของการลงทุน ตัวเลขของการเติบโตน้ามาซึ่งรายได้อยู่ดีกินดี ของประชาชน วันนี้รายได้ต่อหัวของเขาและเมื่อคูณเป็นจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวม ประชาชาติเขาจ่อประเทศไทยและก้าลังจะแซงเราทั้งที่จ้านวนคนของเขาน้อยกว่า เขาตั้งเป้าหมาย อย่างที่ผมขอให้ทางสถาบันพระปกเกล้าช่วยท้าวิจัยหน่อยเถอะครับว่า เป้าหมายใน ๒๐ ปีข้างหน้าของประเทศไทย ท้าให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาได้หรือไม่ ถึงแม้เราจะช้ากว่าเขาเกือบ ๑๐ ปี มาเลเซียตั้งเป้าหมายครับ เมื่อมีการเปลี่ยนศตวรรษ ในปี ๒๕๔๓ ค.ศ. ๒๐๐๐ ว่าปี ๒๐๒๐ เขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งก็คือ รายได้ต่อหัวของประชาชนจะต้องเกิน ๑๕,๐๐๐ เหรียญ หรือ ๑๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เพราะฉะนั้นเขาก็มีนโยบายที่ผ่านการวิจัยแล้วออกมา ๓ นโยบาย อันนี้เป็นเครื่องยนต์ส้าคัญ ที่เขาใช้มา ๑๒ ปีแล้วครับ นั่นก็คือการปฏิรูปราชการและการเมือง การปฏิรูปเศรษฐกิจธุรกิจ และรูปแบบเศรษฐกิจใหม่หรือเรียกว่า นิว อีโคโนมิก โมเดล (New Economic Model) วันนี้ถามบอกว่าประเทศไทยไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นความแตกต่างนั้น ย่อมเกิดขึ้นธรรมดาในทางการเมืองและนโยบาย แต่ขอให้มีความเหมือนกันในนโยบาย ของประเทศ ไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมือง แต่เป็นนโยบายของประเทศเพื่อจะได้ เกิดความต่อเนื่องและเกิดความมั่นใจ และทิศทางที่ชัดเจนของภาครัฐ ภาคเอกชน แม้แต่ ภาควิชาการ
ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องเรียนว่าการเป็นสถาบันพระปกเกล้านั้นจ้าเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ความส้าคัญมากขึ้นต่อการท้าการศึกษาวิจัยโดยผ่านการมีส่วนร่วมตั้งแต่ ระดับพื้นฐานขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถสร้างเป้าหมายนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์ ของประเทศไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง แม้แต่อีก ๒ ปี ๑๐ เดือนที่เราจะเกิดเป็น ประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ เสาหลัก คือประชาคมการเมืองและความมั่นคง อาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียนนั้น เราจะกลายเป็นตลาดเดียวกัน เป็นฐานการผลิตเดียวกัน ด้วยคน ๖๐๐ ล้านคน ด้วยจ้านวน มูลค่าของการค้ารวม ๑.๗ ล้านล้านเหรียญ ด้วยมูลค่าจีดีพีรวมกัน ๑.๕ ล้านล้านเหรียญ นี่คืออนาคตของประเทศไทยที่ผูกพันไว้กับอนาคตของอาเซียน แต่มากกว่านั้นเอเปก (APEC) เอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ซึ่งเราเชื่อว่าหลังยุคแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) แล้ว มันคือยุคของเอเชีย-แปซิฟิก และเราคือส่วนหนึ่งที่เป็นอนาคต แต่เราจะสูญเสียโอกาส ของอนาคตหรือไม่ อยู่ที่พวกเรา และหนึ่งในบทบาทที่ผมคาดหวังก็คือสถาบันพระปกเกล้า และสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งวุฒิสภาที่จะมีส่วนในการสนับสนุนแล้วก็ก้าวเดินสู่บาทวิถีใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่านั่นคือโกรส สแทรททิจี (Gross strategy) หรือทางออกสู่อนาคตของประเทศไทย โดยที่ก้าวข้ามความแตกต่างทางการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง ก้าวข้ามระบบ เศรษฐกิจเดิมที่เปรียบเสมือนเป็นแซนด์วิช อีโคโนมี (Sandwich economy) มาสู่ระบบ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มบนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมที่เราสามารถยืนบนขาของตัวเองและสามารถที่จะเป็นผู้น้า ในเป้าหมายระดับอาเซียน ระดับเอเชีย ระดับโลกได้ต่อไป ต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ท่าน ส.ส. ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ท่าน ส.ส. องอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้สละเวลาให้ผม ในการได้มีเวลามากขึ้นในการอภิปรายในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผม วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ขออนุญาตตอบข้อซักถามแล้วก็เรียนชี้แจง ในบางเรื่องนะครับ ก่อนอื่นผมในนามของสถาบันต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ให้เกียรติกับสถาบันพระปกเกล้าและให้ค้าแนะน้า แล้วก็ให้แนวทาง ของการท้างานถึง ๓๖ ท่าน ใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง สถาบันพระปกเกล้ายินดีที่จะรับ ความคิดความเห็นแล้วก็ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ให้เรานะครับ แต่อย่างไรก็ตาม กระผมขออนุญาตใช้เวลาสภาไม่นานในการที่จะตอบข้อซักถามใน ๒ ส่วน
ส่วนที่ ๑ คือส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ซึ่งมีสมาชิก หลายท่านได้กรุณาตั้งข้อสังเกตแล้วก็มีการซักถาม ส่วนที่ ๒ ผมจะขออนุญาตกราบเรียน เรื่องทิศทางที่ตอบสนองต่อข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ
ประการแรก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ นั้น ผมคิดว่า มีอยู่ประมาณ ๘ ประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องในรายงานฉบับนี้
เรื่องแรกก็คือเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้กรุณาเอ่ยถึง เรื่องของการที่สถาบันได้ริเริ่มการให้รางวัลพระปกเกล้ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ว่าการให้รางวัลพระปกเกล้ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ได้ท้าเป็น ๓ ส่วน ตามในรายงานประจ้าปีฉบับนี้ก็คือ เรื่องความโปร่งใส การมีส่วนร่วม เรื่องความสมานฉันท์ แล้วก็เรื่องของการสร้างเครือข่ายในภาคประชาสังคม เหตุผลที่มี การขยายทิศทางของการให้รางวัล ๓ รางวัลในทิศทางเหล่านี้ก็เพื่อส่งสัญญาณให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักในหน้าที่ นอกเหนือจากเรื่องการท้างานแบบมีส่วนร่วมและความโปร่งใส แต่องค์กรท้องถิ่นต้องท้างานร่วมกับภาคประชาสังคม รวมไปถึงองค์กรท้องถิ่นควรเป็น องค์กรที่แก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเพื่อไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นลุกลามมาถึงส่วนกลาง ดังนั้นจึงได้มีการริเริ่มเรื่องนี้ขึ้น กระบวนการของการจัดรางวัลนี้ได้มีขั้นตอนที่มีหลักวิชา ในการวิจัย รวมไปถึงสิ่งที่มีคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ ก้ากับดูแลคือ ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. กระทรวงมหาดไทยและสื่อมวลชน ดังนั้นในกรอบ การให้รางวัลที่ทุกองค์กรท้องถิ่นได้รับนั้น ก็เป็นรางวัลที่อยู่ในกรอบขอบเขตการท้างานในรอบปี แน่นอนครับว่าในขั้นตอนสุดท้ายของการตรวจสอบ เราได้ท้าการตรวจสอบข้อร้องเรียนต่าง ๆ ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ง. ป.ป.ท. แล้วก็ สตง. แล้วเราก็ได้พิจารณาว่าหากองค์กรท้องถิ่นใด มีข้อร้องเรียนอยู่ องค์กรท้องถิ่นนั้นก็ไม่ได้รางวัลครับ ดังนั้นผมก็กราบเรียนว่าสิ่งที่เขาได้ ในรอบปีนั้นก็เป็นรอบปีที่ผ่านการประเมินอย่างครบถ้วนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมา ของรางวัลนี้ก็คือการท้าให้องค์กรท้องถิ่นมีความตื่นตัวในการท้างาน แล้วก็ที่ส้าคัญวันนี้ ก็คือว่าสถาบันพระปกเกล้าได้ตระหนักถึงสิ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณาให้ไว้ก็คือการท้าให้เกิด ผลกระทบ ดังนั้นรางวัลพระปกเกล้าเองเมื่อท้าเสร็จนี่ เราไม่ได้จบเพียงการมอบรางวัล แต่เรามีการประมวลปัญหาขององค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ ที่มีปัญหาในการที่ไม่ผ่านเข้ารอบว่า เขามีปัญหาอะไร แล้วส่งกลับไปให้องค์กรท้องถิ่นเหล่านั้นได้เรียนรู้และรับทราบ นอกจากนั้นเรามีงานวิจัยที่อาจจะเรียกว่า เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการที่อธิบายว่าองค์กรท้องถิ่น ที่ได้รับรางวัลนั้นได้ท้าอะไรในเชิงกระบวนการมิใช่โครงการ แล้วก็ได้ส่งให้กับองค์กรท้องถิ่น เพื่อการเผยแพร่ ดังนั้นรูปธรรมเหล่านี้ก็จะเป็นรูปธรรมที่ท้าให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ผ่านองค์กรท้องถิ่น ผ่านกระบวนการงานทางวิชาการ และกระผมขออนุญาตรับข้อเสนอ ของท่านอาจารย์ผุสดี ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ เรื่องผู้หญิง และผมก็เรียนว่าองค์กรท้องถิ่น จ้านวนมากที่ได้รางวัลนี้นะครับ ผู้หญิงเป็นนายกฯ ครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องโครงการความซื่อตรง รางวัลพระปกเกล้ามีท่านนายแพทย์สุกิจ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ถามว่าใช้งบประมาณเท่าไรในปี ๒๕๕๓ ๒.๕ ล้านบาท เรื่องโครงการความซื่อตรงซึ่งใช้งบประมาณ ๒.๑ ล้านบาท เป็นงานวิจัยริเริ่มในเรื่องของ การท้าแผนความซื่อตรงแห่งชาติ จากนั้นเราได้เอาตัวแบบจากประเทศมาเลเซียซึ่งมีระบบนี้อยู่ ท้าการวิจัยแล้วก็ท้างานร่วมกับองค์กรศูนย์คุณธรรม ซึ่งวันนี้คือองค์การมหาชนนะครับ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เราได้มีการร่วมมือกันกับ ๒๒ องค์กร ประกาศในสมัชชาคุณธรรม แห่งชาติที่อิมแพค (IMPACT) มีการประกาศปฏิญญาความซื่อตรงแห่งชาติ ดังนั้นขณะนี้ สถาบันพระปกเกล้าก็ได้ท้างานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ จ้านวนมาก อย่างน้อย ๒๒ องค์กร ที่ท้าเรื่องความซื่อตรง โดยเฉพาะของสถาบันพระปกเกล้าเองได้เน้นไปที่เยาวชนครับ เพราะว่าเราเห็นว่าเยาวชนน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจึงมีโครงการที่เรียกว่า นวัตกรรมในการแก้ไข หรือป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในระดับโรงเรียน
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการจัดการศึกษา อบรม ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า การจัดการศึกษา อบรมของสถาบันนั้นมีหลายหลักสูตรครับ แต่ว่าหลักสูตรที่ท่านสมาชิก อาจจะรับรู้ คือหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของผู้บริหารระดับสูง หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า ปปร. ความจริงเรามีหลักสูตรระดับสูงทั้งหมด ๕ หลักสูตรครับ แล้วก็ มีหลักสูตรประกาศนียบัตรซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีคุณสมบัติในระดับผู้บริหารระดับกลาง ผู้บริหาร ท้องถิ่นมีหลักสูตรในระดับวุฒิบัตรที่ใช้เวลา ๖ วัน มีหลักสูตรที่อบรมที่เรียกว่า พลเมืองยุคใหม่ คืออบรมประชาชน ดังนั้นถ้าในแง่ของการจัดท้าหลักสูตร ผมกราบเรียนว่าสถาบันได้ มีหลักสูตรครบถ้วนในทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งเรื่องการปกครอง ท้องถิ่น ทั้งเรื่องของการเมืองการปกครอง ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจสาธารณะ และเรื่องสันติวิธี อย่างไรก็ตามครับ หลายท่านได้กรุณาให้ความเห็นเรื่องของการจัดอบรมที่มีการเก็บเงิน ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าสถาบันวันนี้มีงบประมาณบริหารในปี ๒๕๕๓ ตามรายงานฉบับนี้ คือ ๑๙๙.๗ ล้านบาท ต้องขออภัยที่เอ่ยนามคุณหมอเชิดชัยนะครับว่า ๑,๖๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นเงินอุดหนุนที่เป็นกองทุนซึ่งใช้จ่ายไม่ได้ด้วย เป็นงบดุล เพราะฉะนั้นในแง่การอบรมนั้น เราก็ได้ท้า ส่วนใหญ่แล้วเรามีข้อจ้ากัดเรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นงบประมาณที่เราใช้จ่าย ขณะนี้ก็คืออบรมเฉพาะหลักสูตรฟรี นั่นคือหลักสูตร ปปร. แต่ส่วนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ไม่ว่าจะเข้าหลักสูตรใดสถาบันก็อุดหนุน ส่วนเรื่องหลักสูตรฟรีบางหลักสูตรก็ยังมีอีกครับ เช่น ปีที่แล้วเรามีการจัดการศึกษาอบรมให้กับนายกองค์การบริหารส่วนต้าบลที่ได้รับเลือก เป็นครั้งแรก ๓ รุ่น รุ่นหนึ่งจัดเฉพาะสุภาพสตรี แล้วก็มีการต่อยอดเฉพาะกลุ่มสุภาพสตรี ในเรื่องของมิติการท้างานทางวัฒนธรรม เราก็ได้ให้ความส้าคัญกับกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรท้องถิ่นที่มีปัญหาในเรื่องงบประมาณเราก็ได้มีการจัดท้า แต่ด้วยข้อจ้ากัดงบประมาณ ต่อข้อถามของท่านรังสิมา ขออภัยที่เอ่ยนามว่าเราได้งบประมาณลดลงไหม กราบเรียนว่า ลดลงทุกปีครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะจัดการศึกษา อบรม ตามความเห็นว่าให้เราจัดการ โดยใช้เบิกเงินงบประมาณทั้งหมด เรายินดีครับ เพียงแต่ว่าหลักประกันคือส้านักงบประมาณ ครับ
เรื่องที่ ๔ คือเรื่องของการประเมินผล มี ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรกคือ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ซึ่งมีหลายท่านได้เอ่ยถาม ผมกราบเรียนว่างานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติพระปกเกล้า ซึ่งต้องมีคณะกรรมการติดตามและประเมินผล การปฏิบัติงานของสถาบันภายนอก คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ของสถาบัน บัดนี้ได้ใช้ระบบที่เรียกว่า มอร์ทอล บอริช (Mortal boorish) มีการประเมิน ตัวชี้วัด ๒ ส่วน ส่วนแรกคือการประเมินตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันซึ่งมีการก้าหนด กลุ่มเป้าหมายไว้ใน ๗ พันธกิจ ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารแล้ว โดยสัดส่วนเป็น ๖๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นการประเมินการน้าองค์กร ซึ่งมีประเด็นต่าง ๆ เช่น เรื่องของการน้าองค์กร การสร้างเสริมประชาธิปไตยต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประเมินโดยคณะประเมินอีก ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผลการประเมินของออดิท (Audit) ปีนี้เราได้ทั้งหมด ๙๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเด็น ที่ท่านสมคิด ขออภัยที่เอ่ยนามท่านอาจารย์ ท่านกรุณาถามว่าที่ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องอะไร ผมเรียนเลยว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่อาจจะเป็นจุดอ่อนแล้วเชื่อมโยงกับที่นี่มากที่สุด คืองานส่งเสริม งานรัฐสภา เหตุผลถ้าท่านไปดูในองค์ประกอบของตัวชี้วัดจะเห็นว่างานส่งเสริมงานรัฐสภานั้น เราท้าไม่ได้ตามเป้า เราตั้งใจออกแบบให้มีการสนับสนุนการวิจัยของรัฐสภา สนับสนุน การวิจัยของคณะกรรมาธิการ รวมไปถึงการให้ค้าปรึกษาของกรรมาธิการจ้านวนหนึ่ง แต่ในปี ๒๕๕๓ นั้นเป็นปีที่มีการเลือกตั้งแล้วก็มีปัญหาส่วนหนึ่ง แล้วก็ในทางปฏิบัติจริงวันนี้ เราก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการที่อยากจะสนับสนุนงานของรัฐสภา ดังนั้นการที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้กรุณาให้หัวข้องานวิจัยประมาณ ถ้าผมจดไม่ผิด ๓๒ เรื่อง ผมกราบเรียนว่า ใน ๓๒ เรื่องนี้ หลายเรื่องท้าแล้วครับ ปรากฏอยู่ เช่น งานวิจัยเรื่องการยุบพรรค งานวิจัย ของการเข้าสู่ต้าแหน่ง งานวิจัยในเรื่องของการปฏิรูประบบรัฐสภา ซึ่งปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) แล้วก็หลายส่วนเราก็ได้น้ามาแจกกรรมาธิการ ดังนั้นในแง่ของการประเมิน ในส่วนของงานส่งเสริมสมาชิกรัฐสภานั้น กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนเป็นประการ ท้าย ๆ ในทิศทางอนาคต
เรื่องต่อมาเรื่องงบประมาณ ผมกราบเรียนว่าเราได้ปี ๒๕๕๓ ๑๙๙.๗ ล้านบาท ต่อข้อถามของท่านบุญยอด ขออภัยที่เอ่ยนาม ในพันธกิจที่ ๗ ว่าท้าไมใช้ ๑๐๐ ล้านบาท ในเรื่องกองทุน ผมกราบเรียนว่าในพันธกิจที่ ๗ คืองบประจ้า งบเงินเดือน งบค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าสถานที่ทั้งหมด ซึ่งเราใช้อยู่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินที่เรา ได้รับ ส่วนงานที่เป็นเงินทุนหมุนเวียนอันนั้นเราใช้ไม่ได้ตามระเบียบ
เรื่องต่อมาคือเรื่องงานอบรมต้ารวจและครู ผมกราบเรียนว่าอันนี้เป็นด้าริ ของท่านประธานรัฐสภาท่านเดิม คือ ฯพณฯ ชัย ชิดชอบ ที่มอบหมายให้สถาบันด้าเนินการ เป็นความต่อเนื่องตั้งแต่การอบรมผู้บริหารท้องถิ่นและก้านัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศ แล้วก็ ต่อมาอบรมครู กศน. ครูมัธยม ครูประถมทั้งหมด แล้วก็มาที่ต้ารวจ ในแง่ของการติดตาม ผมกราบเรียนว่ามีหลายท่านถามเรื่องการติดตามผลกระทบหรือผลลัพธ์ หลังการอบรม เรามีการประเมินทันทีแล้วก็มีผลรายงานมาที่รัฐสภา แต่ในส่วนของการติดตามผลกระทบ ที่เกิดขึ้นขณะนั้นได้มีการมอบหมายว่าท่านประธานรัฐสภาท่านจะลงเป็นผู้ติดตาม ท่านก็ได้ ลงไปหลายพื้นที่นะครับ แต่เฉพาะในส่วนของสถาบันพระปกเกล้าเองเรามีความสัมพันธ์ กับคณะครูอาจารย์ที่มาอบรมจ้านวนมาก โดยเชื่อมโยงกับโครงการที่เรียกว่า โครงการสร้าง ส้านึกพลเมืองในระดับโรงเรียน ครูจ้านวนมากวันนี้ได้มาใช้สถาบันพระปกเกล้าในส่วนของ การไปส่งเสริมประชาธิปไตย เช่น การขอใช้รถประชาธิปไตยของสถาบัน เป็นต้น ดังนั้น ความเชื่อมโยงในเชิงเครือข่ายของสถาบันการศึกษาเราก็ได้ด้าเนินการครับ แต่ว่าอาจจะ มีผลลัพธ์ ถ้าเปรียบเทียบกับปริมาณทั้งหมดก็อยู่ในภาระที่น้อยหน่อย ประมาณ ๕,๐๐๐ แต่เจตนารมณ์จริง ๆ ของการอบรมเรื่องนี้คือการอบรมตัวคูณเพื่อท้าให้เกิดการท้างาน ที่ขยายผลโดยเร็วนะครับ
เรื่องสุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท้างานวันนี้คือเรื่องการเผยแพร่งาน อันนี้ผมต้องรับว่าเรามีปัญหาเรื่องการเผยแพร่ เพราะว่างานวิจัยของเราจ้านวนมาก วันนี้ถ้าท่านได้กรุณาลงไปดูในเว็บไซต์จะเห็นว่าเรามีชื่อเรื่องทั้งหมดครับ งานวิจัยหลายเรื่อง ดาวน์โหลด (Download) ได้เลยครับ
ต่อมาเรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมใช้เวลาท่านประธานอีกไม่เกิน ๕ นาที ก็คือข้อเสนอแนะต่อทิศทางในอนาคตของสถาบัน ผมคิดว่าประการแรกเลยคือเรื่องข้อเสนอ ให้สถาบันท้างานวิจัยจ้านวนมาก อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วครับว่าสถาบันเองยินดีนะครับ ความจริงแล้วทางสถาบันได้ท้าหนังสือกราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการทุกชุด ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในกรณีที่ประสงค์จะให้สถาบันช่วยสนับสนุนงานวิชาการ ของกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการวิจัยในเรื่องที่เป็นเรื่องหลัก หรือการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ บางอย่างที่เราเรียกว่า เป็นควิก รีเสิร์ช (Quick research) คือมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วอยากได้ ค้าตอบเร็ว หรือว่าการให้ข้อมูลข่าวสารหรือว่าการจัดท้าคู่มือให้กรรมาธิการ รวมไปถึง การวิเคราะห์กฎหมายที่ก้าลังจะเข้านะครับ แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่าส่วนใหญ่แล้ว กรรมาธิการที่ตอบให้เราท้าส่วนใหญ่เป็นกรรมาธิการของวุฒิสภา อันอาจจะเกิดเนื่องจากว่า กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรนั้นเวลากฎหมายเข้ามาก็มีเวลาระยะสั้นก็ท้าไม่ทัน เราเองก็เตรียมการไม่ทัน แต่อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตกราบเรียนเลยว่าในวันจันทร์ที่ ๑๓ ซึ่งมีการประชุมประธานกรรมาธิการทุกชุดนั้นสถาบันก็ได้ขออนุญาตที่จะเข้ามาชี้แจง อีกรอบว่าเรามีอะไรบ้างที่จะสนับสนุนงานของกรรมาธิการทุกชุดครับ
ในเรื่องทิศทางในเรื่องบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในอนาคต ผมขอน้อมรับ ในเรื่องความเห็นของท่านหลายท่านที่อยากให้สถาบันนั้นท้างานเชิงรุกแล้วก็เป็นหลักให้ ในเชิงของการให้ความคิดเห็นนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมกราบเรียนว่าเราได้จัดเวทีวิชาการ จ้านวนมากที่เป็นการแก้ปัญหาแล้วก็เปิดประเด็นในสิ่งเหล่านี้ รวมไปถึงหลายเรื่องที่ท่าน ส.ส. ได้อภิปรายไปแล้ว คือเรื่องของการจัดคองเกรส ปีนี้เราเลื่อนมาจากเดือนพฤศจิกายน เดือนมีนาคมเราจะจัดสัปดาห์เดือนหน้านี่นะครับ ก็ท้าหนังสือกราบเรียนเชิญท่านสมาชิก ไปแล้วก็คือเรื่องของบทบาทของการเมืองภาคพลเมืองกับการสร้างระบอบประชาธิปไตย แล้วท็อปปิค (Topic) อันหนึ่งเลยครับชัดเจนมากในหัวข้อนี้ ก็คือความเห็นระหว่างการเมือง ตัวแทนกับผู้แทนระบอบประชาธิปไตยตัวแทนกับทางตรงจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ปีหน้า ในเดือนพฤศจิกายน คองเกรสปีหน้าเราต้องเป้าแล้วครับว่าปฏิรูประบบรัฐสภา มุมมอง เชิงเปรียบเทียบนะครับ
ประการสุดท้ายนะครับ ในเชิงทิศทางที่หลายท่านได้กรุณาให้ความเห็น แล้วสถาบันเองก็รับในเรื่องนี้โดยตรงว่าถ้าเราจะพัฒนาประชาธิปไตยด้วยกระบวนการ ของการพูดเรื่องกฎหมาย การพูดเรื่องโครงสร้าง หรือการพูดเรื่องกระบวนการอย่างเดียว แต่ขาดมิติของค่านิยมประชาธิปไตยนั้นมีปัญหา ดังนั้นสถาบันเองได้ให้ความส้าคัญกับ เรื่องนี้มา ๒ ปี ได้มีการคิดค้นในเรื่องของการจัดท้าอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ในเรื่องของ ค่านิยมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องเสรีภาพ ความรับผิดชอบ หน้าที่ ภราดรภาพ ทั้งหมดวันนี้ได้บรรจุอยู่ในระบบอีเลิร์นนิ่งที่จะส่งให้กับโรงเรียนทั้งหมดในการเรียนรู้ ดังนั้น ทิศทางในการท้างานของสถาบันในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานั้น ได้ให้ความส้าคัญกับกลุ่มเยาวชน มากขึ้นครับ กระผมคิดว่าผมได้ใช้เวลาพอสมควร แล้วก็ได้ตอบประเด็นข้อสงสัยหลายเรื่อง แล้วต้องกราบขออภัยถ้าตอบไม่ครบกระผมยินดีที่จะตอบภายหลังอีก ความจริงผมจดไว้หมด แล้วก็ผมขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านผ่านท่านประธานครับว่าที่กรุณา ให้เกียรติกับสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็ให้ความสนับสนุนสถาบันพระปกเกล้าด้วยการให้ ความเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาสถาบันในอนาคต สถาบันพระปกเกล้าเอง ขอปวารณาตัวที่จะเป็นองค์กรสนับสนุนการท้างาน แล้วก็องค์กรที่รับใช้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ
จบการอภิปรายซักถามนะครับ ผมถือว่าที่ประชุมได้รับทราบรายงานประจ้าปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าแล้วนะครับ ต้องขอขอบคุณท่านผู้แทนสถาบันพระปกเกล้า ขอบคุณมากนะครับ
ต่อไประเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป) จ้านวน ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๕ วันพุธที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๖ วันพฤหัสบดีที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๗ วันพุธที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๘ วันพฤหัสบดีที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๔ ซึ่งได้วางให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอให้ สภารับรอง
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถือว่าที่ประชุมรับรองบันทึกการประชุมทั้ง ๔ ครั้ง นะครับ
ผมว่าวันนี้ได้เวลาประชุมพอสมควรแล้ว ผมขอปิดการประชุมนะครับ