สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ผุสดี ตามไท อภิปรายเรื่องรายงานประจาปี 2553 ของสถาบันพระปกเกล้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของประชาธิปไตยและความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมาย และตรวจสอบการใช้อำนาจ เพื่อให้ประชาชนทุกคนตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของประชาธิปไตย และเรียกร้องให้สถาบันพระปกเกล้าสนับสนุนและริเริ่มการมีส่วนร่วมของทั้งสองเพศในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

นางผุสดี ตามไท บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตใช้เวลานิดเดียวค่ะ อภิปรายเรื่องของรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้า ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณแล้วก็ชื่นชมที่สถาบันพระปกเกล้า ได้ใช้ความพยายามอย่างมากมายมหาศาลเลยนะคะ ในการที่จะต้องสร้างสรรค์ ประชาธิปไตย วิสัยทัศน์ท่านเขียนชัดเจนท่านประธานคะ สถาบันพระปกเกล้า เป็นสถาบันวิชาการซึ่งมุ่งมั่นที่จะเป็นเลิศด้านการพัฒนาประชาธิปไตยสู่ประชาชนทุกระดับ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศเพื่อสันติสุขสถาพร แล้วก็ดูพันธกิจของท่าน เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วว่าในพันธกิจที่ ๗ นั้น เป็นเรื่องของการบริหารงานกองทุน เพื่อการพัฒนาและเผยแพร่ประชาธิปไตย แล้วก็สนับสนุนการบริหารกองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมือง ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าคงจะต้องช่วยกันหาตัวชี้วัดว่าความส้าเร็จ ในการที่สถาบันพระปกเกล้านั้นไปด้าเนินการพัฒนาประชาธิปไตยสู่ประชาชนทุกระดับนั้น ได้มากน้อยเพียงใด ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างนิดเดียวนะคะท่านประธาน เรื่องหลักการ หรือว่าเงื่อนไขพื้นฐานส้าคัญ ๆ ที่เราพูดถึงกันอยู่ ง่าย ๆ เลยที่ประชาชนพอจะเข้าใจกัน ก็คือว่าเวลาเราพูดถึงความเป็นประชาธิปไตยนั้น ก็คือพูดถึงเรื่องของการที่จะต้องปฏิบัติ ตามกฎหมาย อันที่ ๒ คือส้าคัญมาก แล้วเป็นสิ่งจ้าเป็น ก็คือการตรวจสอบการใช้อ้านาจ ไม่ว่าจะเป็นกลไกในรัฐสภา หรือเป็นกลไกการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระอื่น ๆ อันที่ ๓ ซึ่งก็ส้าคัญมากเช่นเดียวกัน คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ดิฉันคิดว่า ๓ เรื่องนี้เท่านั้นเองที่อาจจะเป็นหัวใจหลัก ๆ ที่ท่านอาจจะต้องช่วยกันท้าอย่างไร ถึงจะช่วยให้ประชาชนที่อยู่ในสังคมไทยนั้นตระหนักในคุณค่า แล้วก็ความจ้าเป็นของทั้ง ๓ เรื่องนี้ ท่านประธานคะ ดิฉันมักจะขออนุญาตท่านประธานเล่าเรื่องนี้อยู่เสมอว่า สัก ๒-๓ ปีที่แล้ว กระมังคะมีการไปส้ารวจพฤติกรรมการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร มันสูงถึงเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๙.๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคะ ดิฉันจะถามอยู่เสมอว่าแล้วเราจะเรียกร้อง หาประชาธิปไตยกันอย่างไรคะ ในเมื่อตัวเราเองก็ไม่เคยคิดอยากจะปฏิบัติตามกฎหมายเลย อันนี้คือเรื่องใหญ่มาก ดิฉันคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าจ้าเป็นจะต้องทบทวนจริง ๆ ข้อมูลตรงนี้ เป็นข้อมูลจากการส้ารวจ และยังไม่ได้มีการแก้ไขเลย ท่านขับรถ ใครที่ขับรถเอง ตื่นเช้าขึ้นมาทุกวันท่านจะนับได้เลยค่ะ ๑๐ คนเป็นอย่างน้อยที่ไม่ท้าตามกฎจราจร นี่ก็หัวใจใหญ่

ในส่วนที่ ๒ เรื่องของการตรวจสอบ อันนี้ก็เช่นเดียวกันนะคะ วันนี้มีเสียงพยายาม จะบอกกันอยู่ว่าเสียงข้างมากนั้นคือเสียงสวรรค์ ในสังคมประชาธิปไตย ใช่ เราพูดกันว่าเป็น การยอมรับเสียงข้างมาก แต่ละเลยเสียงข้างน้อยไม่ได้ และข้างมากไม่ว่าจะได้รับ การสนับสนุนจ้านวนมากเท่าไรก็ตาม การตรวจสอบการใช้อ้านาจนั้นเป็นเรื่องจ้าเป็น มนุษย์คือมนุษย์ค่ะ ไม่มีใครที่จะดีเลิศประเสริฐศรี เมื่อไรก็ตามที่มีโอกาสก็มีโอกาสจะเฉไฉได้ ทั้งนั้นละค่ะ การตรวจสอบโดยกลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลไกของรัฐสภา หรือไม่ว่าจะเป็นกลไก โดยองค์กรอิสระเป็นเรื่องจ้าเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันยังเห็นว่าคนยังคงมีความรู้สึกว่าท้าอะไรกันนะ ปล่อยให้เขาท้างานไปบ้างได้ไหม คิดอย่างนี้ไม่ได้ค่ะท่านประธาน จ้าเป็นอย่างยิ่งจริง ๆ ใครก็ตามที่บอกว่า เป็นนักประชาธิปไตย แต่หลีกเลี่ยงการตรวจสอบและไม่เคยให้คุณค่าของการตรวจสอบใช้ไม่ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นวันนี้สถาบันพระปกเกล้าท่านต้องดูเลยนะคะท่านใช้เงินไปถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นร้อยล้านบาท เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกพูดแล้วนะคะ แล้วท่านท้าอย่างไรคะนี่ผลที่เห็นอยู่ ในบรรดาผิวเป็นอย่างนี้ดิฉันคิดว่าล้าบากเลยค่ะที่จะเดินหน้าต่อไปในเรื่องของการเป็นประชาธิปไตย ในหลักการหรือเงื่อนไขข้อที่ ๓ ท่านประธานคะ ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ท่านประธานคะ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมได้คือเราต้องยอมรับในความคิดที่หลากหลายที่แตกต่าง เพราะมนุษย์แต่ละคนนั้นก็มีศักดิ์ศรีในความเป็นตัวของเขาเอง ไม่มีใครเหมือนใครในโลกนี้ แม้แต่ฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันความคิดก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ต้องท้าให้คนนั้น มองเห็นว่านี่คือความส้าคัญ นี่คือหัวใจค่ะ คิดแตกต่างกันได้ ต้องไปทุบตีกันไหมคะ จะป่าเถื่อนอย่างนั้นเลยหรือคะ สถาบันพระปกเกล้าปล่อยให้เกิดขึ้นอย่างนี้ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ๓ เรื่องนี้ ดิฉันอยากจะฝากสถาบันพระปกเกล้าไปท่านต้องช่วยเลยค่ะ หากลยุทธ์ กลวิธีอย่างไรถึงจะท้าให้ทั้ง ๓ เรื่องนี้คือปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วก็ความจ้าเป็น ในการตรวจสอบการใช้อ้านาจ รวมไปถึงการที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมนั้นต้องมีคุณค่า และมีความส้าคัญในสังคมประชาธิปไตย

สุดท้ายท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าพอดีมีเพื่อนสมาชิกพูดถึง เรื่องของการให้รางวัล ดิฉันก็เลยเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน ท่านประธานคะ สังคมประชาธิปไตยมันจะสมบูรณ์ได้ก็ต้องการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งหญิงและชาย วันนี้เราพูดกันโดยละเลยหมดเลยนะคะ เราพยายามอย่างยิ่ง ในการปกครองท้องถิ่นที่ท่านให้รางวัลไป ท่านก็ให้ในเรื่องอื่น แต่ท่านไม่เคยคิดที่จะ สนับสนุนและคิดเอามาเป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาให้รางวัลเลยถ้าท่านยังคงด้าเนินการ เรื่องนี้อยู่ นั่นก็คือท่านต้องลองมองดูสิคะว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรงไหนบ้าง ที่ฝ่ายบริหารมีองค์ประกอบทั้งหญิงและชาย เรา ๒ เพศต่างกันเลยค่ะ มีที่มาที่ไปต่างกัน ความคิดต่างกัน วัฒนธรรมการเติบโตต่างกัน ข้อจ้ากัดต่างกัน เป็นความจ้าเป็นอย่างใหญ่หลวง ที่จะต้องให้ทั้ง ๒ เพศนั้นมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นการให้รางวัล คือเราไม่อาจจะท้าเป็นกฎหมายได้ในวันนี้ที่จะต้องบังคับให้จะต้องมีผู้หญิงตรงนั้น ผู้ชายเท่านี้นะคะ แม้ดิฉันอยากจะให้มีมากเหลือเกินและในหลายประเทศเขาก็ท้าแล้ว ประเทศไทยก็ยังคงพูดกันอยู่อย่างนี้ค่ะ ไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าก้าหนดสัดส่วน เอาเถอะค่ะ อาจจะไม่ถึงเวลาที่สังคมจะยังเข้าใจ แต่ดิฉันก็คิดว่าสถาบันพระปกเกล้าสามารถที่จะลุกขึ้น เป็นผู้ริเริ่มและสนับสนุนให้เรื่องนี้เป็นจริงได้ โดยไม่ต้องมีกฎหมายมาบังคับ เพราะฉะนั้น ท่านโปรดกรุณาน้าเรื่องนี้ไปด้วย ดิฉันจะคอยเฝ้าดูรายงานในปีต่อไปว่าท่านนั้น ได้มีการก้าหนดตัวชี้วัด ชี้ให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยของผู้คนและรวมถึงการมีส่วนร่วม ของทั้งหญิงและชายมากน้อยเพียงใด ขอบพระคุณค่ะ