อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องรายงานประจาปีของสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2553 และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในการชี้ทางออกให้กับสังคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการเมืองที่บริสุทธิ์ และใช้พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังและป้องกันการรวมศูนย์อาณาจ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่ผมจะอภิปรายตั้งข้อสังเกตรายงานประจ้าปีของ สถาบันพระปกเกล้า อยากจะหารือกับท่านประธานว่าขอให้ท่านประธานได้เคร่งครัด กับการบังคับการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้วก็อยู่ในประเด็น เพราะเรื่องแต่ละเรื่อง ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กรุณาหยิบยกขึ้นมา ผมคิดว่าหลายประเด็นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ เราก้าลังพิจารณากันอยู่ และซ้าร้ายยังใช้โอกาสของสภาแห่งนี้ท้าตัวเป็นเหมือนกับ กระบอกเสียงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่อยู่ภายนอก ซึ่งผมคิดว่าเวทีนี้ไม่ใช่เวทีของ คนเหล่านั้น ขอให้ท่านประธานได้เคร่งครัดในเรื่องนี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะตั้งขอสังเกตกับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้า ๓-๔ ประเด็น ซึ่งเป็นรายงานที่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายพระราชบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งก้าหนดให้หน่วยงานเช่นสถาบันพระปกเกล้า ต้องรายงานต่อรัฐสภา ท่านประธานครับ ในบทรายงานแล้วก็ประกอบกันเป็นหนังสือเล่มนี้ ผมอยากตั้งข้อสังเกตเป็นประการแรกก็คือว่าผมเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของการที่จะให้ สถาบันพระปกเกล้ามารายงานกับรัฐสภานี้ ไม่ใช่เป็นการเอางานทางธุรการของท่าน มาเล่าให้กับสมาชิกรัฐสภาฟัง หากแต่ต้องการที่จะเห็นผลงานหลักของท่านในปี ๒๕๕๓ ที่ท่านรายงานนี้ว่ามันคืออะไร ท่านได้เผชิญกับปัญหาอะไรบ้างในปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นปีที่ มีการเปลี่ยนแปลงปัญหาสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนี้มากมายเหลือเกิน ขณะเดียวกัน รัฐสภาก็อยากจะเห็นว่าแนวทางที่ท่านจะแก้ไขเป็นอย่างไรและทิศทางต่อจากนั้นไปของท่าน คืออะไร ถ้าท่านสามารถที่จะอธิบายสิ่งเหล่านี้ได้ โดยอาจจะท้าเป็นรูปบทสรุปของผู้บริหาร มาให้สมาชิกรัฐสภาได้อ่านได้รับทราบก็จะเป็นประโยชน์ ดีกว่าที่จะมานั่งเปิดดูว่า ท่านมีกิจกรรมไปท้าอะไรที่ไหน อย่างไร มีภาพข่าวเหมือนกับภาพข่าวในหน้า ๔ ของหนังสือพิมพ์แบบนี้ ผมคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ แล้วก็หารือไปถึงท่านประธานสภาด้วยนะครับว่า ในรายงานของหน่วยงานอื่น ๆ ก็น่าที่จะมีบทสรุปของผู้บริหารให้กับสมาชิกรัฐสภาได้ศึกษาด้วย แล้วก็ก้าชับประเด็นเหล่านี้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานผ่านไปยัง สถาบันพระปกเกล้าก็คือว่าในปี ๒๕๕๓ เป็นปีที่มีวิกฤติทางการเมืองเกิดขึ้นมากมายหลายเรื่อง ผมได้เห็นบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นเองนะครับ นั่นก็คือ การให้สถานที่ ให้นายกรัฐมนตรีพร้อมกับคณะไปเจรจากับผู้น้าการชุมนุม คือการให้ ห้องประชุมสภาพัฒนาการเมืองของสถาบันพระปกเกล้า บทบาทแค่นั้นเพียงพอไหมครับ ผมคิดว่าในปี ๒๕๕๓ สถาบันพระปกเกล้าน่าจะแสดงบทบาทได้มากกว่านั้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในอดีตนั้นเมื่อมีวิกฤติทางการเมืองการปกครองสังคมก็จะเรียกหาว่า ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายที่เป็นกลางโดยเฉพาะนักวิชาการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะออกมา มีบทบาทมาชี้แนะ มาชี้น้ามาเสนอทางออกให้กับสังคมอย่างไร แต่ท่านก็ทราบดีในปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ สถาบันการศึกษา บทบาทนักวิชาการในมหาวิทยาลัยลดน้อยลงมาก นักวิชาการถูกสังกัดฝ่าย ถูกครอบถูกกลืนไปมากมาย ไม่สามารถแสดงบทบาทที่จะชี้แนะ ชี้ทางออกให้กับสังคมได้ ให้สังคมเป็นที่เชื่อถือได้ ผมก็หันไปมองสถาบันพระปกเกล้านี้ละ ซึ่งคิดว่าจะมีบทบาทส้าคัญในการชี้ทางออกของสังคม แต่ปี ๒๕๕๓ เราเห็นบทบาทนี้น้อย แล้วก็หลังจากนั้นในปี ๒๕๕๔ ก็ตาม บทบาทก็แทบจะไม่ต่างกับสถาบันการศึกษา หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยอื่น ๆ เลย อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมคิดว่าอยากให้ สถาบันพระปกเกล้าสามารถที่จะออกมาเป็นที่พึ่งหวังของสังคมได้เมื่อเกิดวิกฤติในทุกครั้ง ท่านจะเป็นที่พึ่งหวังได้ก็ต่อเมื่อท่านมีองค์ความรู้ ท่านมีบุคลากรที่พร้อมที่ติดตาม สถานการณ์การเมืองการปกครองอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลาและพร้อมที่จะออกมาเป็นหลัก ให้กับสังคมได้ นี่คือข้อเรียกร้องประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากไปถึงสถาบันพระปกเกล้า
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องที่ ๒ การเมืองการปกครองที่เผชิญกับปัญหา วิกฤติรุนแรงต่อเนื่องมา มันมีต้นตอมาจากเรื่องหนึ่งก็คือเราท้าการเมืองกันอย่างไม่บริสุทธิ์ กระบวนการเข้าสู่ต้าแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นระดับตั้งแต่ อบต. ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา มีค้าถามเรื่องความบริสุทธิ์ มีค้าถามเรื่องการเลือกตั้ง ที่เต็มไปด้วยการซื้อเสียง มีค้าถามเรื่องของการลงทุนของกลุ่มธุรกิจการเมืองที่จะใช้การเมือง เป็นฐานในการแสวงหาผลประโยชน์ การเมืองที่ไม่บริสุทธิ์เหล่านี้ละครับคือต้นเหตุของ ปัญหาความวุ่นวายในบ้านเมืองของเรา ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าจะต้องยึดหลักอันนี้ว่า ต้องส่งเสริมสนับสนุนการเมืองที่บริสุทธิ์ ส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมการท้าการเมือง ที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง ท่านอาจจะออกมาในรูป ของการวิพากษ์วิจารณ์ อาจจะออกมาในรูปของการศึกษาวิจัย การฝึกอบรม แต่ทุกครั้ง ต้องเน้นต้องยืนอยู่บนหลักว่าการเมืองเราต้องสะอาด ต้องบริสุทธิ์ ถ้าท่านไม่เป็นหลัก ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นหลักละครับ วันนี้ทิศทางการเมืองซื้อเสียงได้ก็เฮละโลกันไปจะซื้อเสียง จะใช้อ้านาจเงินเข้าไปมีบทบาท สิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นไม่ได้ท่านต้องเป็นหลัก
ประการต่อมานะครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประการสุดท้ายที่อยากจะน้าเสนอท่าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขา สละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าก็หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้อยความในพระราชหัตถเลขา มาประกอบในหนังสือและประกอบในหลายที่หลายแห่งที่ใช้ในการอบรมสัมมนา หรือการโฆษณาเผยแพร่ทั้งหลาย เนื้อความเราก็ทราบกันว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะ สละอ้านาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอม ยกอ้านาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อ้านาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร ความในพระราชหัตถเลขานี้ผมคิดว่าจ้าเป็นอย่างยิ่ง ที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องจ้า จะต้องใช้เป็นแนวทางในการท้างานของท่าน ท่านจะต้อง เป็นหน่วยในการเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลาว่า พระราชอ้านาจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยนั้น บัดนี้อ้านาจนั้นได้อยู่ในมือของราษฎรแท้จริงหรือไม่ มีเพื่อนสมาชิกบางคนก็บอกว่า เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขยังไม่สมบูรณ์นั่นเอง นั่นก็อาจจะมองได้ บางช่วงเวลาอ้านาจนั้นอยู่ในมือของทหาร บางช่วงเวลาอ้านาจนั้นอยู่ในมือของพลเรือน แต่ว่าอ้านาจนั้นได้ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎรตามที่มีพระราชหัตถเลขาหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองก็มีมุมมองที่แตกต่างออกไป วันนี้แนวโน้มการรวมศูนย์อ้านาจ ก้าลังจะกลับมา รวมศูนย์อ้านาจโดยการใช้ระบบการเลือกตั้งนี่ล่ะครับ ระบบรัฐสภาของเรานี่ละครับ แล้วเอาอ้านาจนั้นไปรับใช้คนบางคน กลุ่มทุนที่เขาเรียกว่า กลุ่มทุนสามานย์ ก้าลังครอบง้า กับระบบการเมืองการปกครองของเราเกือบจะเบ็ดเสร็จแล้ว ถามว่าสถาบันพระปกเกล้า มีหน่วยเฝ้าระวังติดตามกับปัญหานี้หรือไม่ วันที่เราบอกว่าเราต้องการต่อต้าน การปฏิวัติรัฐประหาร เราได้ตอบค้าถามกับตัวเองหรือไม่นะครับว่า เงื่อนไขในการน้าไปสู่ การรัฐประหารนั้นใครเป็นคนก่อขึ้น แล้วเราจะป้องกันมันได้ไหม วันนี้กลุ่มทุนสามานย์ ก้าลังมีบทบาทเหนืออ้านาจอธิปไตยของประเทศนี้ เราก้าลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก้าลังแก้ กฎกติกา เราก้าลังมีความพยายามที่จะเอาอ้านาจที่เป็นของราษฎรนั้นไปอยู่ภายใต้ อาณาจักรของครอบครัวของธุรกิจของคนบางกลุ่มบางพวกหรือไม่ นี่ต่างหากละครับ ที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องมีบทบาทในการเฝ้าระวัง ซึ่งอยากจะฝากกับท่านประธานไว้ในท้ายนี้ กราบขอบพระคุณครับ