กษิต ภิรมย์ เสนอแนะให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นแหล่งข้อมูลความรู้สนับสนุนกิจการของรัฐสภา และส่งเสริมประชาธิปไตย โดยเสนอการวิเคราะห์วิจัยเกี่ยวกับภยันตรายต่อสังคมประชาธิปไตยของไทย และเสนอให้สถาบันศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้าในสังคมทั่วโลก เพื่อปรับปรุงสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม นายกษิต ภิรมย์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะเดินไปข้างหน้ากับ ทางสถาบันพระปกเกล้า ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ
อันแรก ก็คืออยากจะให้ทางสถาบันพระปกเกล้าท้าตัวให้คล้าย ๆ กับหอสมุด แห่งชาติของสภาคองเกรส (Congress) ของประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ไลบรารี่ ออฟ คองเกรส (Library of Congress) ในการเป็นมันสมอง เป็นขุมความรู้ เป็นหน่วยงานวิจัยที่จะสนับสนุน กิจการของรัฐสภาหรือว่าสนับสนุน ส.ส. ส.ว. อย่างจริงจังในการท้าหน้าที่ในรัฐสภาให้สมบูรณ์ นอกจากนั้นแล้วทางรัฐสภากับสถาบันพระปกเกล้าน่าจะเดินไปด้วยกันไปสู่ภาคประชาสังคม ประชาชน รวมทั้งปกครองท้องถิ่นในการที่จะเอาองค์ความรู้ในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็เงื่อนไขต่าง ๆ ของการเป็นประชาธิปไตยซึ่งเมื่อกี้เพื่อนของผม ดอกเตอร์กนกได้กล่าวไว้ พอสมควรแล้วนะครับ
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือผมสังเกตดูคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการก้ากับ ของสถาบันก็ดี ดูแล้วก็มีแค่นักการเมืองกับข้าราชการประจ้า ถ้าเผื่อเราจะเป็นประชาธิปไตย อย่างจริงจังนั้นท้าไมเราไม่เชิญภาคประชาสังคม พวกเอ็นจีโอ (NGO) พวกมูลนิธิต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ความเป็นประชาธิปไตยนั้น ถึงแม้ว่า จะเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการบริหารไม่ได้อาจจะกฎเกณฑ์จ้ากัด แต่ว่าจะเข้าไปอยู่ในฐานะ ที่ปรึกษาหรือไม่ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการที่จะเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยนั้น ให้มันแพร่ขยาย ลึกซึ้ง กว้างขวาง และให้สถาบันพระปกเกล้า ถึงแม้ว่าจะสังกัดกับรัฐสภา นั้นเป็นสถาบันของประชาชนในสังคมประชาธิปไตยอย่างจริงจัง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คืออยากจะวิ่งไปกับสถาบันพระปกเกล้า วิ่งไปข้างหน้า สักนิดหนึ่ง โดยเฉพาะการวิเคราะห์วิจัยเกี่ยวกับภยันตรายต่อสังคมประชาธิปไตยของไทยว่า เราจะท้าอย่างไรในการที่จะศึกษา ลด ขจัดเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มีเผด็จการในรัฐสภาด้วยทุนสามานย์ ไม่มีเผด็จการแบบประชานิยม แล้วก็อยากจะให้ สังคมการเมือง ไม่อยากจะให้ผู้น้าของประเทศมาพูดแล้วพูดเล่าอยู่ตลอดเวลาว่าทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ท้าด้วยกฎด้วยเกณฑ์ แม้กระทั่งพระมหากษัตริย์ก็มีทศพิธราชธรรม นักการเมือง จะต้องมีจริยธรรม เพราะฉะนั้นอ้านาจทางกฎหมายไม่เป็นการเพียงพอ ท้าถูกต้อง ทางกฎหมายก็ไม่เป็นการเพียงพอ นักการเมือง ผู้ที่อยู่ในแวดวงการเมืองจะต้องถูกบังคับ ด้วยหลักจริยธรรม แล้วผมก็คิดว่าการศึกษา การให้ความรู้โดยสถาบันพระปกเกล้าในเรื่อง จริยธรรมต่อนักการเมืองเป็นเรื่องที่ส้าคัญยิ่ง ถึงแม้ว่าเราจะมี ป.ป.ช. อยู่แล้ว มีสถาบันต่าง ๆ ทางด้านซีเอสอาร์ (CSR) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วก็ มีศูนย์จริยธรรม ธรรมาภิบาลอะไรต่าง ๆ มากมาย ผมคิดว่าทางสถาบันพระปกเกล้า ยังจะต้องมีหน้าที่อันส้าคัญในเรื่องจริยธรรมอยู่เป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้ให้สังคมไทยนั้น อยู่ในศีลในธรรม ดังที่เราเป็นเมืองแห่งศาสนา
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้ทางสถาบันพระปกเกล้าได้ใช้เวลาสักนิดหนึ่ง ก็คือว่าศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้าในสังคมทั่วโลกครับ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาทุกคนก็ทราบ ภาษาอังกฤษ วลี ออคคิวพาย วอลล์ สตรีท (Occupy Wall Street) ลอนดอนก็ดี ปารีสก็ดี มีการเผาบ้านเผาเมือง แม้กระทั่งที่กรุงโรม ที่กรีก ก็เห็นอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นประเทศ ที่พัฒนาแล้วมันก็มีความเหลื่อมล้าในสังคม แต่มันมีความจ้าเป็นหรือไม่ที่จะต้องไปเสริมสร้าง ความเหลื่อมล้านั้นให้น้าไปสู่การเกลียดชัง ฆ่าฟันกัน เราสามารถที่จะลดความเหลื่อมล้า ในสังคมได้ด้วยสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงของการปรึกษาหารือ และการยอมรับ ในความหลากหลายต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะว่าตอนนี้มันได้มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็น หมู่บ้านสีโน้น สีนี้ มันเป็นเรื่องของการสร้างความแตกแยก ชี้ในประเด็นของความเหลื่อมล้า โดยที่ไม่ได้ค้านึงถึงความเสียหายต่อประเทศ ซึ่งเราก็ได้บอบช้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ผมก็อยากเสนอประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นงานและภารกิจส้าคัญของสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็ให้เสียเวลาน้อยลงในเรื่องอื่น ๆ ที่อาจจะไม่ส้าคัญ หรือถ้าเผื่อทางบรรดามหาวิทยาลัย เขาสามารถที่จะท้าได้ หัวใจของสถาบันพระปกเกล้าคือในเรื่องของสังคมประชาธิปไตย ที่มีธรรมาภิบาล ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ