สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม หารือเรื่องการมีส่วนร่วมของสถาบันพระปกเกล้าในการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตย และเรียกร้องการสนับสนุนให้สถาบันพระปกเกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายรัฐธรรมนูญ และวิจัยเรื่องรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ขอบพระคุณท่านประธาน เมื่อสักครู่บังเอิญผมติดภาระส่วนตัวนิดหนึ่ง สถาบันพระปกเกล้า วันนี้เราฟังกันมาตั้งแต่เช้า ผมเป็นคนที่ติดตามแล้วก็สนใจสถาบันพระปกเกล้ามายาวนาน ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากหรอกครับ บังเอิญผมไม่ใช่ลูกศิษย์ที่นั่น ผมเป็นผู้แทนราษฎร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ก็ไม่ได้นานมากหรอกครับ แต่ก็ไม่ได้ช้าเกินไป แต่ผมก็นั่งดูพรรคพวก เขาไปเรียน มีหลายคนถามผมว่าท้าไมไม่สมัครไปเรียนสถาบันพระปกเกล้า ผมยัง ๕๐ : ๕๐ อยู่ครับท่านประธาน เพราะในบางเรื่องที่ผมนั่งดู ผมเกิดความเชื่อมั่นในสถาบันพระปกเกล้า แต่บางเรื่องผมยังไม่ได้เชื่อมั่นในสถาบันพระปกเกล้า วันดีคืนดีบางเรื่องสถาบันพระปกเกล้า แสดงความรู้ แสดงบริบท แสดงวิสัยทัศน์ให้สังคมในประเทศเห็นว่าสถาบันพระปกเกล้า ก้าลังขี่ม้ามาสร้างความกระจ่าง แต่บางเรื่องสถาบันพระปกเกล้าไม่ทราบว่าหายไปไหน อย่างวิกฤติที่ผ่านมาของบ้านเมืองเมื่อสักครู่นี้ ผมอยากเห็นองค์กรกลาง ๆ ก็มีที่พึ่งก็คือ สถาบันพระปกเกล้า เพราะเขาเขียนไว้ชัดเจน ทั้งพันธกิจ ทั้งวิสัยทัศน์ว่าเป็นสถาบัน ที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย และจะน้ามาซึ่งวัฒนธรรม ประชาธิปไตย แต่ก็หาย ยกตัวอย่างในกระบวนการที่บ้านเมืองมันว้าเหว่ วันนี้ที่ปัญหานี้ มันเกิดมากก็คือจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นที่มาของกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาเยอะแยะมากมาย วันนั้นผมนั่งดูอยู่ เพราะไม่เห็นองค์กรไหนที่จะพึ่งพาอาศัย ในเรื่องวิชาการได้ อยากเห็นสถาบันพระปกเกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์แต่ละบท แต่ละมาตราทั้ง ๓๐๙ มาตรา ว่า ๒๕๕๐ กับ ๒๕๔๐ มันดีมันแตกต่างกันอย่างไร ก็ได้แต่ฟังบุคคลทั่วไป คนชอบปี ๒๕๔๐ ก็จะบอกว่าปี ๒๕๔๐ ดี เยี่ยม เป็นระบอบประชาธิปไตย คนที่ร่างขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็บอกว่า ปี ๒๕๕๐ เยี่ยม แต่จริง ๆ องค์กรที่เป็นภาคความรู้หรือเป็นคลังสมองของกระบวนการ ประชาธิปไตยวันนี้ก็คือสถาบันพระปกเกล้าที่สมญานามตัวเองขึ้นมาหรือสังคมทุกสังคมมอง น่าจะออกมาบอกในหลาย ๆ กระบวน เช่น ป.ป.ช. นี่ท้าไมถึงอยู่ ๙ ปี กกต. อยู่ ๗ ปี หรือสถาบันต่าง ๆ ท้าไมอยู่ ๖ ปี ความต่างมันต่างกันตรงไหน มันเพราะอะไร เพราะอะไร มันถึงต่างกัน องค์กรนี้เพราะอะไร องค์กรนี้เพราะอะไร แล้วก็ผมอยากให้ท้าวิจัยหลายเรื่อง วันนี้ในสภาก็มีผู้คนพูดกันมาเยอะ และสิ่งที่ส้าคัญผมอยากเห็นองค์กรสถาบันพระปกเกล้า ท้าให้กับนักการเมือง ตั้งแต่ อบต. อบจ. ผู้แทนราษฎร บังเอิญผมเป็นครูมาก่อนก่อนที่จะไป เป็นนักการเมืองครับ ผมไม่ใช่นักกฎหมายเหมือนท่านประธาน แต่ที่ผมท่องขึ้นใจอยู่ทุกวันนี้ คือเพลงกราวกีฬา มันมีบรรทัดหนึ่งท่านประธานเวลาผมไปเปิดงานที่ไหน ผมจะบอกว่า ถ้าท่านท่องเพลงกราวกีฬา ร้องได้ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย บ้านเมืองและสังคมมันจะไม่มีปัญหา เริ่มตั้งแต่สถาบันของครอบครัว คนต้องรู้จักว่าแพ้แล้ว รู้แพ้นี่มันก็จะมีปัญหาอะไรล่ะ ส้าคัญคนมันแพ้แล้วไม่รู้แพ้ปัญหามันเกิด เหมือนในครอบครัวท่านประธานครับ ถ้าผมรู้จัก แพ้เมียผมไม่มีค้าว่าทะเลาะกันหรอกครับ บังเอิญผมไม่รู้จักแพ้เมียนั้นละครับ นี่เขาเรียกว่า ไม่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย สังคมมันก็เลยมีปัญหา ผมสังเกตดูบ้านเมืองที่มันมีปัญหาก็เพราะว่า คนไม่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ผมอยากฝากสถาบันพระปกเกล้าให้ไปท้าวิจัยเรื่องเหล่านี้ออกมา บางคนก็ฝากไว้เยอะแยะ แต่ผมว่าหัวใจหลักของสังคม กติกาของสังคม ผมว่านี่ละครับ หัวใจมันก็คือรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ถ้าคนรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยแล้วสังคมมันจบว่าวันนี้แพ้แล้ว ก็คือยอมแพ้ ก็ค่อยมาว่ากันอีก เหมือนกระบวนการเลือกตั้ง กติกามันมี ๔ ปีเลือกกันใหม่ ถ้าไม่มีการยุบก่อน เมื่อแพ้แล้วบอกวันนี้ยอมแพ้ ก็ท้างานไป ไม่ใช่ว่าต้องมากระแหนะกระแหน ต้องมาเบียดนิดเบียดหน่อย เอานิดเอาหน่อยกัน อย่างนี้บ้านเมืองมันก็ไปไม่ได้ เหมือนผม เป็นห่วงกระบวนการปรองดอง ผมนั่งฟังปรองดองวันนี้มันจะปรองดองขึ้นมาได้อย่างไร เพราะยังเบียดกัน ยังไม่ยอมกัน ผมฝากสถาบันพระปกเกล้า และสิ่งที่หัวใจส้าคัญจริง ๆ เวลาค่อนข้างจ้ากัดนะครับ เรื่องหนึ่งที่ผมไม่สบายใจในวันนี้คือผู้บริหารที่เป็นเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานที่เคารพครับ ขอฝากผ่านไปยังสถาบันถ้าไม่จ้าเป็นจริง ๆ อย่าออกมาวิจารณ์เลยครับ เพราะว่าสังคมเขาอยากมองเห็นสถาบันของท่านสวยหรู ถ่ายรูปก็สวย ไปยืนดูด้วยสายตาเปล่าก็งาม อย่าออกมาวิจารณ์เลยครับ พอวิจารณ์แล้ว มันท้าให้สังคมเขาเคลือบแคลง เพราะมันแยกกันไม่ออกระหว่างเลขาธิการสถาบันกับ ตัวสถาบัน เพราะมันรับผิดชอบอยู่ด้วยกัน อยู่ให้นิ่ง ผมฝากไว้ครับ จริง ๆ ผมก็นับถือนะครับ แต่บังเอิญผมไม่ใช่ลูกศิษย์ท่าน เพราะท่านท้างานทั้งภาคการเมือง เคยมาเป็นเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี เคยท้างานเป็นสถาบัน เคยเป็นอาจารย์ แล้ววันนี้ก็มีต้าแหน่งสูงใหญ่โต ถ้าพูดถึงภูมิความรู้กับผมนี่ห่างกันประมาณ ๓๘ กิโลเมตรครับเป็นอย่างน้อย แต่อยากฝาก ให้ระมัดระวัง ระมัดระวังมันแยกกันไม่ออก อันไหนที่ควรออกมาสู่สังคมที่มันเป็นภาพกลาง ๆ เป็นภาพปกติ เอาเถอะครับ เห็นไหมท่านออกมาพูดนิดเดียววันนี้ในสภานี่ก็ยังมีคนเอามา อภิปรายเพื่อชิงความได้เปรียบ เอามาพูดชิงความได้เปรียบในสภาแห่งนี้ ผมก็เลยอยากจะมา ฝากในบางเรื่องบ้าง อยากให้ท่านวิจัย หลายคนเขาพูดเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน หลายคนเขาพูดเรื่องของความเป็นอยู่ แต่ผมอยากฝากในเรื่องของวิชาการ จริง ๆ ก็คือ เรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญนี่ละครับ ท่านลองไปวิเคราะห์สิครับ ให้สังคมเขาเห็น อย่างน้อย ๆ เขาจะได้รู้ว่าตรงไหนมันดี ตรงไหนไม่ดี แล้วปัญหามันเกิดมาจากตรงไหน แล้วบ้านเมืองมันจะเดินไปได้ ถ้าสังคมนี้ยอมรับกติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย อยู่ได้ สังคมนี้ มีความยุติธรรม ท่านต้องไปท้าข้อมูลให้สังคมภาคการเมืองหรือสังคมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาได้รับความเป็นธรรม บ้านเมืองจะเดินไปได้ ผมก็เลยอยากฝากด้วย เวลาค่อนข้างจ้ากัด ท่านประธานครับ เผื่อวันหน้าผมจะได้ไปเป็นลูกศิษย์สถาบันพระปกเกล้าบ้าง จะมีคนชื่อ ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เป็นลูกศิษย์เพิ่มขึ้นอีกสักคนครับ ขอบคุณครับ