นิพิฏฐ์ อภิปรายชี้ปัญหาทุจริตเลือกตั้งไทย ยันประชาธิปัตย์ยึดมั่นรัฐสภา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อภิปรายถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมประชาธิปไตยระหว่างไทยและตะวันตก โดยชี้ว่าปัญหาการทุจริตเลือกตั้งทำให้สังคมไทยยอมรับผลการแพ้ชนะได้ยาก ต่างจากประเทศที่โปร่งใส และยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในระบบรัฐสภา ไม่สนับสนุนความรุนแรงข้างนอก พร้อมยกตัวอย่างกรณีการแข่งขันชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอดีตเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาว่าพรรคไม่ได้มาจากกระบวนการประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภัย ท่านประธานนะครับ ถ้าเวลาจะเกินไปบ้างเล็กน้อย เพราะว่าท่านประธานได้ลดเวลาลงเยอะ พอสมควร เหมือนที่ท่านนริศได้กราบเรียนท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายตั้งแต่ช่วงบ่าย บางท่านก็บอกว่าน่าเบื่อ บางท่านก็บอกว่าไม่น่าเบื่อ ก็แล้วแต่มุมมอง แต่ผมนั่งในสภานี้มาก็นานพอสมควร หลายสิบปี ผมก็เห็นถึงความแตกต่าง ความหลากหลาย ความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย เพราะผมเชื่อว่าที่สมาชิกทุกท่านได้อภิปรายก็สะท้อนประเทศนะครับ ถ้าคิดว่าสภานี้ไร้สาระ ประเทศนี้ก็ไร้สาระ ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนราษฎรก็เป็นอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ผู้แทนราษฎรในสภานี้พูดอย่างไรก็สะท้อนว่าประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นก็เป็นอย่างนั้น มันสะท้อนประเทศ สะท้อนชุมชน เราจะดีหรือจะยิ่งใหญ่กว่าประชาชนที่เลือกมาไม่ได้ เรียกว่าเราเป็นผู้แทนราษฎร เราไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงก็อยู่ที่บ้านที่ฟังเราอยู่ในขณะนี้ครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายในสภานี้มาตลอด บางท่านก็ได้กรุณาแนะน้าว่า ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าแพ้ก็ให้รู้จักแพ้ ถ้าชนะก็ให้รู้จักชนะ แล้วก็บางท่านก็ได้ เปรียบเทียบว่าท้าไมในประเทศสหรัฐอเมริกาเขาแพ้ชนะแล้วเขาจับมือกัน ที่เขาแพ้ชนะ แล้วเขารับกันได้ เขาจับมือกัน เพราะว่าเขาไม่ทุจริตในการเลือกตั้ง เช่นเดียวกันครับ ถ้าในบ้านเมืองเราเลือกตั้งแล้วไม่มีการทุจริต รับกันได้ มันก็จับมือกันได้ แต่ว่าประเทศไทย ปัญหาร้ายแรงที่สุดของการเลือกตั้งก็คือการทุจริต ถ้าเรารู้ว่าเราแพ้เพราะการทุจริต บางครั้งก็รับไม่ได้ การที่จะให้ไปจับมือกับผู้ที่ทุจริตมามันก็เป็นไปไม่ได้ นี่คือวัฒนธรรม ที่ต่างกันในประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือในตะวันตก เพราะฉะนั้นเวลาเราเปรียบเทียบเราพยายามเปรียบเทียบในสิ่งที่ดี แต่ว่าเราไม่ได้ย้อนว่า ในสังคมเราจริง ๆ มันไม่ได้มีมาตรฐานในระดับนั้น ผมคิดว่าทุกคนก็ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากเราจะยึดมั่นในการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องเชื่อมั่นต่อก็คือต้องยึดมั่นในระบบรัฐสภาด้วย เขาบอกว่า ประชาธิปไตยที่ได้มาจากการต่อสู้ข้างถนนนั้นครับ ในเวลาไม่นานนักก็ต้องมีผู้ที่ฉวยโอกาส ฉกฉวยประชาธิปไตยที่มาจากการต่อสู้ข้างถนนนั้นมาเป็นประโยชน์ของตนเอง เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยมันก็ต้องต่อสู้ในระบบรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์เรานั้นก็เชื่อมั่นนะครับ อดีตผู้น้าของพรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยพูดว่าเราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา เราไม่เชื่อมั่น ข้างนอก ถ้าแพ้ก็แพ้ในที่นี้นะครับ แต่ว่าบางพรรค บางกลุ่ม บางพรรคการเมืองถ้าแพ้แล้ว ก็ไม่ยอมรับก็มีนะครับ ท่านประธานก็เห็นอยู่แล้ว ไปปลุกระดมข้างนอกจนกระทั่งบ้านเมือง เสียหาย น้าไปสู่การเผาบ้านเผาเมือง นั่นก็คือการไม่ยอมรับ เหตุผลที่เรามักจะลืมไป ก็คือเวลาเราบอกว่าพรรคการเมือง สมมุติถ้ากล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มาจาก ในระบอบประชาธิปไตย มีการกล่าวหาเช่นนั้นมากเหลือเกิน จริง ๆ แล้วท่านอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มาจากการเลือกตั้งของผู้แทนราษฎรในรัฐสภาแห่งนี้เหมือนกัน ทุกนายกรัฐมนตรี ความจริงผมไม่อยากจะพูดหรอกครับ แต่เพื่อนสมาชิกได้พูดก็ขออนุญาต พูดเสียตรงนี้เลย วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เสนอตัวแล้วก็มีการแข่งขันกันในสภาแห่งนี้ วันนั้นจริง ๆ แล้วต้องยอมรับว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ แข่งเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในสภานี้แข่งกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านประธานพอจ้าได้นะครับ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แข่งกับคุณประชา พรหมนอก แล้วท่านประชา พรหมนอก วันนั้น ก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ว่าคนก็ลืมไปแล้วนะครับ เข้าใจว่าหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปแข่งนายกรัฐมนตรีกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ครับ พรรคเพื่อไทยเอง ในขณะนั้นก็ไม่ได้เสนอหัวหน้าพรรคตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ว่าสาระเหล่านี้คนลืมไป กราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นตรงนี้ ผมเรียนท่านประธานฝากไปถึงสถาบันพระปกเกล้า เขามีค้ากล่าวว่าจะรู้ว่าประเทศคิดอะไรอยู่ จะรู้ว่าสังคมคิดอะไรอยู่ ก็ต้องดูว่าคนในสังคมนั้น เขาพูดอะไรกันอยู่ ถ้าคนในสังคมพูดเรื่องอะไรกันเยอะประเทศชาติคนในสังคมใหญ่ก็พูด เรื่องนั้นนะครับ ผมอยากให้ท่านลองไปดูสิครับว่าวิทยุชุมชนในประเทศนี้เขาพูดเรื่องอะไรกัน ถ้าวิทยุชุมชนมีเรื่องขายมอเตอร์ไซค์เยอะ คนก็สนใจมอเตอร์ไซค์ ขายเครื่องส้าอางเยอะ แสดงว่าประชาชนในประเทศนี้ก็สนใจแต่เรื่องเครื่องส้าอางนะครับ ขายยาน้าสมุนไพรเยอะ ก็ว่ากันไปอย่างนั้นละครับ ถ้าสังคมไหนพูดกันเรื่องกีฬาก็แสดงว่าคนในสังคมนั้นก็สนใจ เรื่องกีฬา สังคมไหนพูดถึงเรื่องดนตรีแสดงว่าเขารักวัฒนธรรมเขาชอบดนตรี ผมอยากให้ไปดู วิทยุชุมชนว่าแต่ละวิทยุชุมชนที่อยู่ในประเทศนี้เขามีรายการอะไรกันบ้าง และคนในสังคม ที่เปิดวิทยุชุมชน คนในสังคมเขาคุยอะไรกันในวิทยุชุมชนนะครับ ก็พอจะทราบว่าสังคม มันจะเดินไปทางไหน อย่างไร ผมเรียนท่านประธาน ขอเวลาท่านประธานอีกสักเล็กน้อยว่า เวลาพูดถึงการปฏิวัติ การยึดอ้านาจในครั้งที่ผ่านมา ความคิดของคนไทยในเรื่องประชาธิปไตย มันไม่เคยตกผลึกเลยนะครับ และผมก็เคยพูดในสภานี้มาหลายครั้งแล้วว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มันเป็นเทศกาล ๆ หนึ่งของประเทศนี้นะครับ เหมือนกับเทศกาลจัดงานวัดตอนหน้าแล้ง พอถึงหน้าแล้งเดือนมีนาคม เมษายน แต่ละวัดก็จัดงานมหรสพกัน เรื่องรัฐธรรมนูญ ของประเทศนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ปีสองปีก็มีเทศกาลแก้รัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ก้าลังจะถึง เทศกาลใหม่ของประเทศแล้ว ก้าลังจะแก้รัฐธรรมนูญกันแล้ว มันเป็นกิจกรรมหนึ่งของประเทศ โดยเข้าใจว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วบ้านเมืองมันจะเป็นประชาธิปไตย เขียนประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ว่าจริง ๆ มันไม่ใช่สาระเลย มันอยู่ที่วัฒนธรรมของเราต่างหากครับ รัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรถ้าคนในประเทศนี้ไม่มีวัฒนธรรมของประชาธิปไตยมันก็เป็น ประชาธิปไตยไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานครับ การยึดอ้านาจเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เมื่อสักครู่ผมไปอ่านข้อมูลย้อนหลัง การยึดอ้านาจเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านประธาน ไปดูนะครับ มีหลายส้านักเขาท้าโพลล์ ส้ารวจความคิดเห็นของประชาชน สวนดุสิตโพล หลังจากยึดอ้านาจเสร็จไม่กี่วันไปถามความเห็นของประชาชน ประชาชนคิดอย่างไรครับ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ตอนยึดอ้านาจ คนในประเทศนี้ ๘๙.๑ เปอร์เซ็นต์ สนับสนุน การยึดอ้านาจ นี่สวนดุสิตโพลนะครับ แล้วก็มีสถาบันเอแบคโพล (ABAC Poll) เอแบคโพล ได้มีการส้ารวจหลังจากมีการยึดอ้านาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ๙๒.๑ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการยึดอ้านาจ คนตั้ง ๘๙ เปอร์เซ็นต์ คนตั้ง ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ท้าไมในขณะนั้นบรรยากาศของประเทศ คนถึงเห็นด้วยกับการยึดอ้านาจครับ ผมไม่ได้สนับสนุนการยึดอ้านาจนะครับ เพียงแต่ว่า ท้าไมไม่ย้อนกลับไปดูละครับ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท้าไมคนตั้ง ๘๙.๑ เปอร์เซ็นต์ ท้าไมคนตั้ง ๙๒.๑ เปอร์เซ็นต์ จึงสนับสนุนการยึดอ้านาจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการยึดอ้านาจ ที่สูงที่สุดในประเทศนี้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเหตุผลทั้ง ๔ ข้อของผู้ที่ยึดอ้านาจนั้น คนเขาเห็นด้วยว่าเหตุผลทั้ง ๔ ข้อนั้นมันพร้อมแล้วที่จะมีการยึดอ้านาจจากรัฐบาล ในขณะนั้น เหตุผล ๔ ข้อ ก็คือ ๑. การทุจริต รัฐบาลในขณะนั้นทุจริตเยอะครับ คนเห็นด้วย ตั้ง ๙๒ เปอร์เซ็นต์ว่ารัฐบาลในขณะนั้นทุจริต คนเห็นด้วยว่าเหตุผลข้อที่ ๒ มีการแทรกแซง องค์กรอิสระ เหตุผลข้อที่ ๓ คนเห็นด้วยว่ามีการจาบจ้วงสถาบันสูงสุดของชาติ เหตุผลข้อที่ ๔ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในขณะนั้นก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ทั้ง ๔ ข้อของเหตุผลการยึดอ้านาจในขณะนั้น คน ๙๒.๑ เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยว่าเหตุผล ทั้ง ๔ ข้อนั้นมันน้ามาซึ่งการยึดอ้านาจ มีเหตุผลที่ยึดอ้านาจแล้ว แต่ว่าในขณะนี้ไปถาม ประชาชนดูสิครับว่าเห็นด้วยไหม ผมคิดว่าคนเดี๋ยวนี้ไปถามดูสิครับว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่เห็นด้วยกับการยึดอ้านาจ ที่ผมเปรียบเทียบท่านประธานอย่างนี้ เพราะว่าความคิดของคนไทยในเรื่องเหล่านี้ ในเรื่องระบอบประชาธิปไตยมันไม่เคยตกผลึก ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปีข้างหน้า ความคิดเหล่านี้ของคนไทยก็ล่องลอยไปอีก ไม่เคยตกผลึก ในเรื่องของประชาธิปไตยเลยนะครับ วันนี้มีการพูดถึงเรื่องของสถาบันเยอะมาก ผมนั่งฟังอยู่ ตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้วครับ ผมก้าลังพูดกับท่านประธานต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์นะครับ ผมอยู่ในกรรมาธิการก็เถียงกันเรื่องสถาบันนะครับ บางคนนั้นก็บอกว่ามันเป็นจุดอ่อน ของระบอบประชาธิปไตยในขณะนี้ ว่ากันไปถึงขนาดนั้นนะครับ ผมเคยเถียงกับสมาชิกพรรค ของท่านประธานนะครับ ผมเคยเล่า เคยแสดงความคิดเห็นครับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ของประเทศไทยมันเป็นจุดแข็งของประเทศ มันไม่ใช่จุดอ่อนเลย ในสมัยที่ประเทศกัมพูชา เขามีพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็ง พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ท่านประธานคงจ้าได้นะครับว่า สร้างนครวัด นครธมยิ่งใหญ่ ในขณะนั้นผมคิดว่ายิ่งใหญ่กว่าพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย เสียอีกครับ แต่ว่าทายาทของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เหลือไหมครับ ไม่เหลือนะครับ ล้มหาย ตายจากไปหมดแล้ว ในสมัยที่พระเจ้ามังระเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา พระเจ้ามังระกษัตริย์ ของกรุงอังวะยกทหารมา ๓๕,๐๐๐ คน มาตีจังหวัดพิษณุโลกแล้วจะมาตีกรุงธนบุรีนะครับ ผมคิดว่ายิ่งใหญ่มากสมัยนั้น ยิ่งใหญ่กว่าหลายประเทศนะครับ แล้วมีไหมกษัตริย์ของมังระ กษัตริย์ของประเทศพม่าไม่เหลือเลยครับ แต่ว่าในแถบนี้เหลือสถาบันพระมหากษัตริย์ ของประเทศไทยประเทศเดียวครับ เพราะฉะนั้นที่เหลืออยู่มันไม่ใช่จุดอ่อน มันเป็นจุดแข็ง ท้าไมสถาบันหลัก ๆ ของประเทศเหล่านั้น ของประเทศลาวท้าไมหายไปไหนละครับ ของประเทศกัมพูชาก็ไม่เหลือ ประเทศเวียดนามก็ไม่เห็นนะครับ ประเทศพม่าที่ยิ่งใหญ่ ในอดีตเราตกเป็นเมืองขึ้นเขา ๒ ครั้ง แต่สถาบันของเขาก็ไม่เหลืออยู่ ของเรานี่คือจุดแข็ง มันไม่ใช่จุดอ่อนของประเทศ แต่ว่าเราพยายามที่จะท้าสิ่งเหล่านี้ให้เป็นปัญหาขึ้นมานะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้ท้วงติง ความจริงแล้วก็ไม่อยากเอ่ยชื่อท่านนะครับ ท่านบอกว่า ท่านเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าไปวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ ผมว่าต้องยอมรับ ผมก็อ่านมาเยอะ ท่านประธานครับ คนที่เขียนบทความเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่ดีและมีเหตุผลที่สุด ความเห็นส่วนตัวของกระผมนะครับ ก็คือท่านเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า อาจารย์บวรศักดิ์เขียนเรื่องนี้ได้ดีที่สุดนะครับ เรื่องวิเคราะห์ความผิด เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เอกลักษณ์ประชาธิปไตยในกระแสประชาธิปไตย ของโลก ท่านที่ยังไม่เคยอ่านก็ไปอ่านดูนะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านจะแสดงความคิดเห็น อย่างไร ผมถือว่าเป็นความคิดของท่านนะครับ เราอย่าไปเผด็จการบอกว่าท่านเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้าแสดงความเห็นไม่ได้ อย่างนี้มันก็เผด็จการมากไปครับ ก็ต้องให้ท่านได้ แสดงความคิดเห็นบ้าง ผมก็กราบเรียนท่านประธานเท่านี้นะครับ และอยากจะฝากไปถึง สถาบันพระปกเกล้าครับว่าไปดูวิทยุชุมชนหน่อยเถอะครับว่าคนในวิทยุชุมชนในขณะนี้ เขาท้าอะไรกันอยู่ มีอยู่กี่สถานี แล้วเขาพูดคุยกันเรื่องอะไร เพื่อที่จะได้ก้าหนดทิศทาง ของประเทศได้แล้วก็ฝากเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ