เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ หารือเรื่องการเผยแพร่ประชาธิปไตย และเรียกร้องการปรับงบประมาณแผ่นดินเพื่อเผยแพร่ประชาธิปไตยให้ไปสู่ระดับฐานรากของประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมได้อ่านเอกสารที่สถาบันพระปกเกล้าได้น้ามาแจก ก่อนอื่นก็ต้องรู้สึกชื่นชมครับ ที่ท่านได้พยายามท้าหน้าที่ในการเผยแพร่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขได้อย่างเต็มที่ แม้ว่างบประมาณในปีที่แล้วท่านได้ประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท แต่บทบาทที่ท่านท้านะครับ การจะบอกว่าคุ้มค่าหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับทัศนะของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานผ่านไปยังทางสถาบันพระปกเกล้าทราบก็คือว่า อยากจะให้ท่านเห็นว่าขณะนี้ประเทศของเรามันมีปัญหาเรื่องประชาธิปไตย จริง ๆ แล้ว สถาบันพระปกเกล้าก็น่าจะเป็นสถาบันหนึ่งที่ต้องปรับตัวอยู่ในแนวหน้าเพื่อท้าประชาธิปไตย ในอุดมคติหรือในสิ่งที่ผู้ได้เริ่มไว้ได้วางรากฐานไว้ ผมขอเรียนว่าขณะนี้สังคมไทยเราดูคล้าย กับว่าเราจะขาดสารอาหารที่ชื่อว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ผมพูดเช่นนี้ก็เพราะไม่ว่าจะผ่านไปที่แห่งหนใดก็จะมีธงบ้าง สีอื่น ๆ บ้าง ปักเต็มไปหมด ลงท้าย ต่อท้ายด้วยค้าว่า เพื่อประชาธิปไตย นั่นแสดงว่าเราโหยหาประชาธิปไตย เราคิดว่า ขณะนี้ไม่มีประชาธิปไตย หรือขณะนี้ประชาธิปไตยถ้าเปรียบกับมวลสารก็น่าจะเป็น ประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์จริงหรือไม่ หรือมีสารแปลกปลอม กินเข้าไปแล้วเป็นพิษ ตายหรือพิการ หรือเลี้ยงไม่โต หรือเป็นสารอาหารที่คนกินมากเกินไปท้าให้ประเทศชาติมีปัญหา นอกจากนี้ อาจจะเป็นถึงขนาดคุณภาพของประชาธิปไตยของบ้านเรามันผิดแผกแตกต่างจากต้นต้ารับ ไปอย่างที่ไม่สามารถจะน้ากลับไปสู่สารบริสุทธิ์ได้ สิ่งเหล่านี้ละครับคือสิ่งที่ท้าทายที่ทั้งสภา ในวันนี้พูดถึงเรื่องประชาธิปไตย การมองประชาธิปไตยทุกคนก็มองกันต่างระดับนะครับ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจได้ว่าการของบประมาณปีหน้าซึ่งจะถึงอีกไม่กี่เดือน ทางสถาบันน่าจะ ปฏิรูปการของบประมาณใหม่ ท้าอย่างไรที่จะเผยแพร่ประชาธิปไตยในสิ่งที่สถาบันคิดว่า สังคมไทยเหมาะแล้ว สมควรแล้ว เป็นช่วงระยะเวลา นั่นก็คือการปรับงบประมาณแผ่นดิน น้าประชาธิปไตยเผยแพร่ให้ไปสู่ระดับฐานรากของประเทศไทย ให้เกิดการเผยแพร่ อย่างทั่วถึง สิ่งนี้คือสิ่งที่ส้าคัญ ท่านประธานครับ ในเหตุการณ์อดีตที่ผ่านมาชาวต่างชาติ เขาก็คิดว่าประเทศไทยเราเป็นประชาธิปไตยครับ แต่เมื่อได้เกิดเหตุการณ์อันน่าสยดสยองขึ้น ในสังคมไทยเมื่อปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ เหตุการณ์รุนแรงนั้นมีนักหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นเขียนไว้ดีมาก ผมได้เอกสารเหล่านี้มา จึงขออธิบายตามที่ท่านผู้เขียนว่าไว้ครับ เขาบอกว่าสิ่งที่ส้าคัญที่สุด ที่สังคมไทยเราจะต้องก้าวล่วงพ้นไปในระบอบประชาธิปไตยได้ก็ต้องขจัดสิ่งที่เรียกว่า ความหลอกลวง ความโกหก ความเท็จต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าให้เกิดความแตกแยก ในบ้านเมืองและจะขยายต่อไปอีก เพราะคนจะไม่รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ต่างฝ่ายต่างก็เชื่อ ตามข้อมูลข่าวสารที่ตัวเองเสพอยู่ และเราจะไม่มีวันก้าวล่วงความแตกแยกนี้ไปได้ต่อให้ มีใครบางคนตายลงก็ตาม ฉะนั้นต้องแก้ไขเสียก่อนที่จะมีคนตาย สู้กันซึ่ง ๆ หน้าครับ ให้เห็นชัดว่าใครโกหก ใครพูดจริง ใครให้คนค่อย ๆ เห็น จริงอยู่อาจจะยากและอาจจะต้อง ใช้เวลานาน แต่ถ้าเราไม่เริ่มต้นท้าและอดทนท้าจนกว่าจะเป็นผลส้าเร็จเราก็จะสิ้นสุด ความเป็นชาติ หลักใหญ่มี ๓ ข้อ อันที่ ๑ เปิดโปงการโกหก อันที่ ๒ เอาความเท็จเหล่านั้น ที่เขาใช้หลอกลวงมวลชนของเขาแสดงให้เห็น อันที่ ๓ เราใช้ความจริงที่พิสูจน์ได้เท่านั้นใน การเปิดโปงนี้ ผมดูแล้ว ๓ ข้อหลักนี้น่าจะเหมาะสมกับสถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ที่เป็นผู้น้านะครับ เป็นสิ่งส้าคัญจริง ๆ ถ้างบประมาณปีหน้าท่านจะต้องเปิดให้ชาวบ้านรับรู้ข่าวสาร เปิดทีวี เปิดวิทยุหรือใช้เครือข่ายร่วมกันกับสถานีของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นช่อง ๑๑ ซึ่งเป็นของรัฐบาล เราก็ใช้ได้ เพราะวันนี้ผมยืนยันครับว่าทุกคนพูดในเสียงเดียวกันว่าเรารักประชาธิปไตย เรามาจากประชาธิปไตย เรามั่นใจอย่างนี้ เราก็ต้องเดินทางไปทางนี้ครับ ไม่มีทางอื่น ท่านประธานครับ ถ้าเราท้าเหล่านี้ส้าเร็จ ตัวชี้วัดจะอยู่ที่มวลชนที่ถูกหลอกล่อไปแล้วจะได้ เห็น ตาสว่าง เห็นความจริงแล้วก็หันไปโกรธแค้นคนที่เขามาหลอกเรา เราจะเห็นสภาพนั้น เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ผู้เขียนว่าไว้อย่างนี้ครับ แล้วจะท้าให้ความแตกแยกของคนในชาติจบลงได้ ด้วยดี การเถียงกันเป็นการกระท้าที่ไม่ถือว่าเป็นความรุนแรง เป็นสิ่งที่ต้องท้า ไม่ท้าไม่ได้ และต้องท้าให้มาก ๆ เท่ากับที่คนอื่นเขาท้า ไม่เช่นนั้นคนก็จะหลงเชื่อครับ เราจะไม่มีวัน แก้ปัญหาได้นะครับ ผมขอฝากสถาบันพระปกเกล้าแห่งนี้ว่าท่านจะต้องพยายามท้าความจริง ให้ปรากฏเพราะท่านเป็นสถาบันพระปกเกล้าที่อยู่ภายใต้ของรัฐสภาแห่งนี้ เราท้าไม่ส้าเร็จ แน่นอนครับ ชาติเราก็จะต้องสูญสิ้นไป ประวัติศาสตร์นะครับ ท่านประธานครับ หลายชาติ ได้สูญสิ้นไปอย่างไร้ร่องรอย ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุอันแจ้งชัดด้วยเหตุผล ประการเดียวง่าย ๆ ส้าหรับทุก ๆ กรณี นั่นก็คือชาติเหล่านั้นสูญสลายไป เพราะประชาชน ไม่เข้มแข็ง วันนี้สถาบันพระปกเกล้าแจ่มชัดครับว่าภารกิจหน้าที่อันนั้นก็คือท่านจะต้อง ท้าความจริงให้ปรากฏ แม้ว่าจะเป็นหน่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็จะท้าให้สังคมของเรา ประชาชนของเรามีความเข้มแข็ง ก็ขอถือโอกาสนี้ชื่นชมสถาบันพระปกเกล้า แต่ท่านจะต้อง ปรับเปลี่ยนวิธีการท้างานเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ก่อนที่ชาติเราจะสูญสลายไปครับ ขอบคุณ