กนก วงษ์ตระหง่าน หารือเรื่องประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของอิสรภาพและหลักการประชาธิปไตยที่ถูกท้าทาย และเรียกร้องการตอบกลับจากสถาบันพระปกเกล้า รวมถึงการปรับปรุงประชาธิปไตยของไทยให้เข้มแข็งขึ้น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพและยอมรับความหลากหลาย และเรียกร้องการสร้างวัฒนธรรมที่เคารพซึ่งกันและกันและความแตกต่าง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม กนก วงศ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่าผมอาจจะเกินเวลาสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่าได้เตรียมประเด็นที่คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานที่เคารพครับ สถาบันพระปกเกล้า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพันธกิจ แชร์ แวร์ลิวส์ (Shared values) หรือว่าค่านิยมร่วม แล้วก็ เป้าประสงค์ที่ได้ก้าหนดไว้ ทั้งหมดของสถาบันพระปกเกล้านั้นล้วนแต่ตั้งอยู่บนแกนของค้าว่า ประชาธิปไตยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่สถาบันพระปกเกล้ากระท้าก็จะวนอยู่ รอบ ๆ ในเรื่องของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงอยากขออนุญาตที่จะตั้งประเด็น กับสถาบันพระปกเกล้าในเรื่องของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยของเราวันนี้จะยอมรับ หรือปฏิเสธก็ตาม เราคงจะต้องเผชิญกับความเป็นจริงว่าประชาธิปไตยของประเทศไทย ได้พัฒนามาถึงจุดที่ก้าลังถูกท้าทาย ประชาธิปไตยของประเทศไทยได้พัฒนามาถึงจุด ที่เราจะต้องมีค้าตอบในรายละเอียดของหลักการและวิธีการของประชาธิปไตย ไม่ใช่การอ้าง แต่เพียงว่ามาจากการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากแล้วเป็นประชาธิปไตยท้าอะไรก็ได้ ผมคิดว่า ตรงนี้เป็นหัวใจส้าคัญที่เราจะต้องกลับมาทบทวนความหมายของประชาธิปไตยทั้งหลักการ และวิธีการภายใต้กรอบที่ผมได้น้าเรียนเมื่อสักครู่นี้ ผมจึงอยากจะขอให้สถาบันพระปกเกล้า ได้กรุณาจดประเด็นเพื่อหาค้าตอบในเรื่องของประชาธิปไตย ซึ่งผมมีทั้งสิ้น ๖ ประการ
ในประการที่ ๑ เมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตย สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ หัวใจส้าคัญ ของหลักการประชาธิปไตยมี ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของอิสรภาพ อิสรภาพหมายถึงการที่ประชาชนสามารถ ที่จะเลือกจุดหมายปลายทางของชีวิตของตนเองได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ใครมาก้าหนดว่า ชีวิตของเขาควรจะเป็นอย่างไร นี่คือหลักการส้าคัญของอิสรภาพหรือที่เรียกว่า ลิบเบอร์ตี้ (Liberty)
เรื่องที่ ๒ คือหลักการในเรื่องของเสรีภาพหรือฟรีดอม (Freedom) หลักการนี้ หมายถึงว่าประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกกระท้าหรือไม่กระท้าในสิ่งใดก็ตามที่ตนเองเห็นว่าถูก หรือดี หรือไม่ดีส้าหรับตนเอง เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยที่เราพูดกันวันนี้ และต่อจากนี้ไป ประเทศไทยจะมีหลักอะไรที่จะเป็นหลักประกันว่าคนไทยจะมีอิสรภาพ เขาจะสามารถ เลือกชีวิตของเขาได้ด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่ให้มีใครมาเป็นผู้ก้าหนด อะไรจะเป็นหลักประกัน ของประชาธิปไตยของประเทศไทยจากนี้ไปว่าประชาชนคนไทยจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง นั่นคือค้าถามอันที่ ๑ ที่ผมคิดว่าส้าคัญ เพราะถ้าเราตอบค้าถามตรงนี้ไม่ได้เราอาจจะ มีประชาธิปไตยแต่เราอาจจะไม่มีอิสรภาพ เราอาจจะมีเสรีภาพแต่อิสรภาพของเราไม่มี เป็นต้น อันนั้นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตอบ เรื่องนี้กับประชนชนคนไทยในฐานะที่ท่านเป็นสถาบันพระปกเกล้า
ในประการที่ ๒ เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย สิ่งที่เราถือว่าเป็นหลักการส้าคัญ ของการปฏิบัติประชาธิปไตย นั่นคือการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน ค้าถามคือการมีส่วนร่วมอย่างไร ถ้าน้าหลักการ เมื่อสักครู่นี้มาพูด การมีส่วนร่วมที่จะเป็นประชาธิปไตยต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่มีอิสระ และเสรี ไม่ใช่เป็นการมีส่วนร่วมที่มีการครอบง้า ที่มีการผูกขาด ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งมา จากประชาชน สุดท้ายแล้วการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องของการครอบง้า เป็นเรื่องของการผูกขาด เราก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าสิ่งนี้เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้การมีส่วนร่วม อย่างไรของประชาธิปไตย จากนี้ไปจึงเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีอิสระและเสรี ตรงนี้เป็นค้าถามที่ส้าคัญในทางปฏิบัติที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องมีค้าตอบเพื่อเป็น แนวทาง อย่างน้อยที่สุดให้กับทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อเราจะได้เดินหน้าประชาธิปไตย ของเราได้ต่อไป
ในประการที่ ๓ ที่ส้าคัญประชาธิปไตยในภาคปฏิบัติ หัวใจส้าคัญที่สุดก็คือ ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบและถ่วงดุลในทุก ๆ ระดับ ไม่ใช่ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลในระดับประเทศ แต่ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล ในระดับชุมชน ในระดับเมือง ในระดับภูมิภาคเป็นอย่างไร เพราะว่าการตรวจสอบและถ่วงดุล เป็นหลักการส้าคัญของการที่จะรักษาไว้ซึ่งหลักการของประชาธิปไตย เพราะเราไม่เชื่อว่ามนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ที่มีอ้านาจจะใช้อ้านาจเพื่อประโยชน์ของคนอื่น ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ บอกมาตลอดว่าผู้ที่มีอ้านาจ ไม่ว่าจะมาจากระบอบใดก็ตามมักจะใช้อ้านาจเพื่อประโยชน์ ของตนและพวกเป็นหลัก แต่ที่เขาท้าอย่างนั้นไม่ได้เพราะเรามีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล เพราะฉะนั้นระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลของประชาธิปไตยของไทยในอนาคตจากนี้ไป ต้องเป็นระบบที่เข้มแข็ง ต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยที่มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นอย่างไร ในชีวิตจริงของพี่น้อง ประชาชนของการเมืองไทยเป็นเรื่องที่สถาบันพระปกเกล้าจะต้องให้ค้าตอบ อย่างน้อยที่สุด ในเชิงความคิดว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าประชาธิปไตยของเราในช่วงใดที่เป็น ประชาธิปไตยที่ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล หรือว่าเป็นประชาธิปไตยที่การตรวจสอบ และถ่วงดุลของเราอ่อนก้าลังลง และในขณะที่การตรวจสอบและถ่วงดุลอ่อนก้าลังลงนั้น เกิดผลเสียหายอย่างไรบ้างต่อประชาธิปไตยของเรา ตรงนี้เป็นเรื่องที่ส้าคัญในประการที่ ๓ ที่ผมคิดว่าสถาบันพระปกเกล้าจะต้องศึกษาและมีค้าตอบในเรื่องนี้
ในประการที่ ๔ ประชาธิปไตยที่ส้าคัญ ประชาธิปไตยจะต้องเคารพ ยอมรับ และสนับสนุนความหลากหลาย ความงดงามของประชาธิปไตยคือการเปิดให้มีความหลากหลาย หลากหลายทางความคิด หลากหลายทางความเชื่อ หลากหลายทางกระบวนการ ไม่ใช่เป็น เรื่องที่มีรูปแบบเดียว ชุดเดียวเท่านั้นจึงเป็นชุดที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นความหลากหลายตรงนี้ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร วิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศไม่ได้มีวิธีเดียว วิธีการพัฒนาประเทศ ไม่ได้มีวิธีเดียว แต่มีวิธีการที่มากมายหลายประการ ระบบการเมืองของเราที่เป็นประชาธิปไตย จะท้าอย่างไรจึงจะสามารถให้มีความหลากหลายของการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ สิ่งนี้เป็น เรื่องที่ส้าคัญ เพราะถ้าเราคิดว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศมีเพียงวิธีการเดียว ตรงนั้น เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ใช่เฉพาะต่อการไม่ประสบผลส้าเร็จของการแก้ไขปัญหาเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายและเป็นความเสี่ยงของระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย เพราะจิตวิญญาณ ของประชาธิปไตยเป็นเรื่องของความเป็นอิสระและเสรี เพราะฉะนั้นการสร้างวัฒนธรรม ให้เกิดการเคารพซึ่งกันและกัน ให้เกิดการเคารพความแตกต่างของกันและกัน ให้มีความอดทน ต่อสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ส้าคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาไว้ซึ่งความหลากหลาย ของประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยของเราวันนี้ถ้าไม่มีอคติจนเกินไปเราคงจะต้อง ยอมรับว่าเราอ่อนแอในเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นความหลากหลายของประชาธิปไตย เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องมีค้าตอบ
ในประการที่ ๕ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ปฏิเสธการผูกขาด ปฏิเสธการใช้อ้านาจ เบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นในระดับชุมชนจนถึงระดับชาติก็ตาม ประชาธิปไตยจะเจริญเติบโต ไม่ได้ถ้ามีการผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดโดยทุน ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดโดยอ้านาจ อะไรก็ตามที่เป็นการผูกขาดล้วนแต่เป็นอันตรายและเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยทั้งสิ้น และวันนี้เราก็รู้อยู่ว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยเราที่ยังไม่ได้พัฒนาและเข้มแข็งเท่าที่ควร ก็เพราะมันมีการผูกขาดอยู่ จะเป็นการผูกขาดในลักษณะใดก็ตามนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นสถาบันพระปกเกล้าควรจะต้องมีค้าตอบว่าถ้าเราจะคลี่คลายการผูกขาดเพื่อให้ ประชาธิปไตยแบ่งบานนั้นท้าอย่างไร และถ้าเกิดการพยายามที่จะให้เกิดกระบวนการผูกขาด ในการใช้อ้านาจประชาธิปไตยของเราจะเดินผ่านอุปสรรคและปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ส้าคัญที่เราจะต้องไปคิด เพราะว่าถ้าเราไม่คิดในเรื่องเหล่านี้วันหนึ่ง เราอาจจะต้องเสียใจที่ประชาธิปไตยของเราอาจจะมีปัญหาและอาจจะต้องหยุดชะงักลง และตรงนั้นคือสิ่งที่เราไม่ต้องการ เราต้องการเห็นประชาธิปไตยที่จะเดินหน้าต่อไป
ประการสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพ ทั้งหมด ๕ ประการที่ผมได้พูดมานั้น ล้วนแต่เป็นประชาธิปไตยในความหมายสากลทั้งสิ้น แต่เมื่อประชาธิปไตยนี้ถูกน้ามาใช้ ในสังคมไทย ผมจ้าเป็นจะต้องพูดในประการที่ ๖ ก็คือประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทย และวัฒนธรรมไทย ในประเด็นนี้ผมขออนุญาตที่จะไม่พูดในรายละเอียด แต่ผมอยากจะพูด ในประเด็นที่ส้าคัญเพียงเรื่องเดียวคือประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เราพูดครับว่า เราต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมคิดว่าการพูดนั้นชัดเจน แต่ค้าถามก็คือความหมายว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น หมายความว่าอย่างไร ตรงนี้คือสิ่งที่ส้าคัญมาก เพราะว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมไทยและประวัติศาสตร์ไทยหมายความว่า พระมหากษัตริย์จะต้องทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ ไม่ใช่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่มี พระบรมเดชานุภาพ และพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์นี้ได้รักษาแผ่นดินนี้ ได้ช่วยแผ่นดินนี้ให้มีเอกราชให้มีอธิปไตยและมีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงมาถึงวันนี้ สิ่งเหล่านี้เราจะต้องท้าให้ชัดเจน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะต้องพูดต่อให้ชัดเจนครับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยต้องทรงไว้ ซึ่งพระบรมเดชานุภาพด้วย ถ้าสถาบันพระมหากษัตริย์ด้ารงอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่มีพระบรมเดชานุภาพ ค้าถามก็คือว่าท่านต้องการอย่างนั้นหรือ และถ้าพระมหากษัตริย์ ไม่ทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพประชาธิปไตยของเราจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็น เรื่องที่ส้าคัญที่จะต้องพูดกันให้ชัดเจน ถ้ายกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ผมขอให้สถาบันพระปกเกล้า เพราะว่าท่านได้น้าพระปรมาภิไธยหรือพระนามของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นชื่อของสถาบัน ผมคิดว่าท่านปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านจะต้องศึกษาพระราชประวัติ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ละเอียด เราอ้างกันมาก ลายพระราชหัตถเลขา ว่าด้วยการสละราชสมบัติ แต่ผมอยากให้สถาบันพระปกเกล้าศึกษามาให้ลึกมากกว่านั้นครับ ท่านไปศึกษาสิครับว่าท้าไมพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสละราชสมบัติ ท้าไมครับ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ประชาชนคนไทยอีกเยอะมากที่ไม่รู้ครับ ถ้าเรารู้แล้วเราจะรู้ว่า ประเด็นที่ผมพูดไว้ว่าการด้ารงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์นั้นเป็น เรื่องที่มีความส้าคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย และผมถามว่าถ้าพระมหากษัตริย์ ไม่มีพระบรมเดชานุภาพแล้วเราพูดท้าไมว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตรงนี้เป็น ๑ ตัวอย่างเท่านั้นนะครับ ในเรื่องของประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ของคนไทย ตรงนี้เราไม่ต้องการประชาธิปไตยที่เป็นตะวันตกที่ไม่ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ท่านประธานครับ จากความหมายดังกล่าวนี้เองผมจึงอยากให้ สถาบันพระปกเกล้ามีค้าตอบใน ๖ เรื่องนี้ให้ชัดเจน แล้วท่านต้องโฟกัส (Focus) นะครับ ท่านต้องให้น้าหนัก เพราะว่าวันนี้ประชาธิปไตยของเราเดินทางมาถึงจุดที่ก้าลังถูกท้าทาย มากมาย ผมไม่อยากให้การตัดสินอนาคตของประชาธิปไตยด้วยการใช้มือจ้านวนข้างมากยก ในสภาแห่งนี้ แต่ผมอยากให้อนาคตของประชาธิปไตยของประเทศไทยตัดสินด้วยองค์ความรู้ ตัดสินด้วยสติ ตัดสินด้วยปัญญา ด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ในประวัติศาสตร์ความเป็นมา และอนาคตที่เราคาดหวังที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก และผมอยาก ขอให้สถาบันพระปกเกล้ามีค้าตอบ อย่างน้อยที่สุดเพื่อจะเป็นหลังพิงให้กับพี่น้องประชาชน คนไทย ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน