สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วิเชียร ขาวข้า หารือเรื่องสถาบันพระปกเกล้า โดยเสนอแนะการเปลี่ยนแปลงการรายงานประจาปีให้เร็วขึ้น ปรับบทบาทหน้าที่ให้เหมาะสม ศึกษาวิจัยเรื่องความแตกแยกทางการเมือง และเคารพประชาชนและความเห็นของประชาชนในการปกครองประเทศ

นายวิเชียร ขาวข้า บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวข้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า หรือแม้กระทั่งศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าว่า

อันดับแรก คือในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเข้ามาพิทักษ์รักษา ประโยชน์ของพี่น้องประชาชน อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในสถาบันพระปกเกล้าใน ๓ มิติ

เรื่องที่ ๑ การท้ารายงานประจ้าปีของสถาบันพระปกเกล้า หลายปีที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นว่าในเล่มที่รายงานต่อสภานี้จะเป็นเล่มที่รายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ อยากเห็น ความเปลี่ยนแปลงก็คือว่าเป็นไปได้ไหมในอนาคตนี้ ในปี ๒๕๕๕ เราอยากเห็นการรายงาน ประจ้าปี ๒๕๕๔ ในช่วงเวลาที่พ้นปี ๒๕๕๔ มาเป็นเวลา ๖ เดือน ท่านส่งรายงานก็ได้ ท่านจะสังเกตเห็นว่าวันนี้เป็นวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ แต่เรามาดูรายงานของปี ๒๕๕๓ ถ้าเป็นไปได้ท่านรายงานปีต่อปี แต่ให้เวลาท่าน ๖ เดือน หมายความว่า ครบเวลา ๖ เดือน ของปี ๒๕๕๕ ท่านต้องรายงานของปี ๒๕๕๔ เป็นอย่างนี้ เป็นวอลลุ่ม (Volume) หมุนต่อไป เป็นระยะ ๆ ไม่อยากเห็นปีสองปีค่อยมารายงานอย่างนี้ อันที่ ๑ ความเปลี่ยนแปลงอยากเห็น อย่างนี้

เรื่องที่ ๒ คือบทบาทหน้าที่ขององค์คณะหรือคณะบุคคลที่บริหารจัดการ เรื่องสถาบันพระปกเกล้านั้น ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ณ เวลานั้น ผมเห็นคนหนุ่มคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก วันนั้นผมกับท่านรุ่นราวคราวเดียวกัน ดอกเตอร์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ดอกเตอร์ชวนชัย อัชนันท์ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เราฝากความหวังไว้ในเรื่องแนวคิดที่ล้าสมัย ณ เวลานั้น วันเวลานั้น ผ่านมาปีนี้เป็น ๒๔ ปีแล้ว ความเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรของสถาบันพระปกเกล้านั้น เปลี่ยนแปลงไปมาก มีนักวิชาการระดับดุษฎีบัณฑิตหรือปริญญาเอก หรือเราเรียกว่า ดอกเตอร์ จ้านวนมาก แต่สิ่งที่อยากเห็น สมาชิกรัฐสภาอยากเห็นบางเรื่องบางอย่างไม่ค่อย ได้เห็น แล้วบางเรื่องบางอย่างที่ไม่อยากเห็นแต่กลับเห็น บทบาทหน้าที่ของท่านเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้านั้นเปลี่ยนแปลงไป สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ชิด ฝ่ายการเมืองมากที่สุด จะไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์กร เป็นสถาบันการศึกษา แล้วก็มีอาจารย์เป็นนักวิชาการต่าง ๆ เหล่านั้น ตัวตนเหล่านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตัวตน ของคณะบุคคลในสถาบันพระปกเกล้านั้นจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ส่วนตัว ของท่านท่านจะเห็นด้วยกับฝ่ายใดก็ตาม แต่การปฏิบัติหน้าที่ของท่านทั้งหลายต้องไม่เอียง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะเห็นว่าบทบาทหลายท่านเหมาะสม แต่ต้องเรียนว่าผมไม่เคยต้าหนิ และไม่เคยกล่าวถึงท่านดอกเตอร์บวรศักดิ์มาเลยตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ณ เวลานี้ จึงอยากจะกราบเรียนว่าถ้าสามารถปรับบทบาทหน้าที่เหล่านี้ได้ ผมว่าสถาบันเหล่านี้ จะได้รับความชื่นชมมากขึ้นกว่านี้

เรื่องที่ ๓ ภารกิจของท่านที่เราอยากจะเห็น ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการขับเคลื่อนทางการเมืองเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ท่านนั่งมองตาปริบ ๆ บอกว่าเกิดความแตกแยก ท่านทั้งหลายลุกขึ้นมาพูดตรงกันหมด เกิดความแตกแยกทางความคิด บางคนพูดเลยไป จนกระทั่งว่าจะมีการท้าสงครามทางการเมืองเกิดขึ้นในอนาคต สถาบันพระปกเกล้า เป็นหน่วยงานหนึ่ง เป็นสถาบันทางวิชาการหนึ่งน่าจะท้าการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ แม้กระทั่ง มีคนกล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้บอกว่าคนถูกยึดทรัพย์อย่างโน้นอย่างนี้จะมาเล่นการเมืองได้ อยากให้ท่านไปท้าวิจัย ผมก็อยากให้เห็นเหมือนกันว่าท่านทั้งหลายมีหน้าที่ท้าการวิจัยค้นคว้า เรื่องเหล่านี้ ค้นคว้าย้อนกลับไปได้ไหมครับว่าท้าไมเขาจึงถูกยึดทรัพย์ กลุ่มที่ยึดทรัพย์เขานั้น เป็นกลุ่มที่มีความเห็นตรงข้ามกับเขาทั้งสิ้น อย่างนี้เคยคิดจะท้าการวิจัยไหม

แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าไมพรรคเพื่อไทย เดิมทีเดียวเป็นพรรคโน้นพรรคนี้ แล้วก็ถูกยุบมาตั้งหลายพรรค จนกระทั่งมาเป็นพรรคเพื่อไทย เราชนะการเลือกตั้ง ๒๖๕ เสียง หน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้าเป็นหน้าที่หนึ่งต้องหาค้าตอบด้วย ค้าตอบทางด้านวิชาการ ไม่ผิด ท่านประธานต้องยอมรับว่าระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง มาชี้ว่าข้าพเจ้าเป็นประชาธิปไตย แต่ต้องเกิดจากพื้นฐานของประชาชน ท่านประธานครับ ในภาคอีสานเมื่อก่อนหนักใจมากกว่าใคร ถือกระเป๋าเจมส์บอนด์ไปแล้วได้เป็น ส.ส. ทุกคน แล้ววันนี้คนที่ถือกระเป๋าเจมส์บอนด์สอบตกทุกคนครับ เหตุการณ์มันเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ สถาบันพระปกเกล้าต้องหาค้าตอบ แล้วค้าตอบทั้งหลายประชาธิปไตยในแผ่นดินหรือในโลกนี้ ต้องเอาประชาชนเป็นเซนเตอร์ (Centre) เป็นศูนย์กลางว่าประชาชนต้องการอะไร ไม่ใช่กลุ่มนักวิชาการ ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจ้านวนน้อยนิดมาเปลี่ยนแปลงประเทศ มาเปลี่ยนแปลงแนวคิดของประชาชน ประชาชนจะแสดงออกทางด้านประชาธิปไตย คือผ่านอะไร ผ่านกระบวนการตัวแทน ผ่านกระบวนการทางการเลือกตั้ง ถ้าเราไม่ยึดหลัก อย่างนี้จะบอกว่าปฏิวัติเพราะคุณคอร์รัปชัน ปฏิวัติเพราะคุณโกง นั่นเป็นค้ากล่าวหา แต่ประชาชนเขามีความสุขกับผู้น้าของเขาคนนี้ ถ้าเราจะเอาความรู้สึกของตัวเองไม่เคารพ ประชาชนมันก็จะเกิดการปฏิวัติซ้าซ้อนเกิดขึ้นในอนาคตอีก ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าเราเคารพประชาชน ความเห็นประชาชน เขาแสดงออกมาอย่างไร นั่นคือประชาธิปไตย ที่แท้จริง ขอบคุณท่านประธานครับ