สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

อภิรักษ์ โกษะโยธิน หารือเรื่องบทบาทสถาบันพระปกเกล้า และยอมรับว่าสถาบันพระปกเกล้าเชื่อมโยงกับรัฐสภาและได้รับความเชื่อถือ โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากสถาบันพระปกเกล้าในการศึกษาวิจัยและสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างเป็นระบบ และการส่งเสริมการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่น

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับบทบาท ของสถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันต้องยอมรับว่า สถาบันพระปกเกล้าเองถือว่าเป็นสถาบันที่เชื่อมโยงกับรัฐสภา แล้วก็มีบทบาทเป็นที่ยอมรับ แล้วก็ได้รับความเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการบ้านการเมือง ของเรา

ประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากท่านประธานไปยังผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ที่จะเป็นบทบาทหลักที่เกี่ยวข้องในพันธกิจข้อที่ ๑ ที่กล่าวว่าสถาบันพระปกเกล้าจะมีพันธกิจ ในเรื่องของการศึกษาวิจัยทางด้านวิชาการเพื่อสร้างองค์ความรู้และสะท้อนการแก้ไขปัญหา เกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขอย่างเป็นระบบ ผมคิดว่าประเด็นนี้จะมีความส้าคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้เราจะเห็นความต่อเนื่องของสถานการณ์ความขัดแย้ง ในทางการเมืองต่อเนื่องมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่ในปัจจุบันก็มีการออกมา เสนอแนวทางต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความขัดแย้งในการแสดงความคิดเห็น ในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ซึ่งมีความอ่อนไหว แล้วก็เกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือแม้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันก็จะมีแนวทางในการที่จะเสนอในเรื่องของการไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้จะมีความส้าคัญที่สถาบันพระปกเกล้าจะมีบทบาทในเรื่องของการ มาแสดงความคิดเห็นหรือแม้แต่การศึกษา ทั้งในประวัติศาสตร์การพัฒนาทางการเมือง ในประเทศต่าง ๆ กระบวนการในเรื่องของการแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทางการเมือง ซึ่งวันนี้เราก็มีการตั้งคณะท้างานที่จะศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้า ไปด้าเนินการ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยเร่งรัด ในการด้าเนินการเพื่อที่จะเป็นส่วนส้าคัญในทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของความเปลี่ยนแปลง ในทางการเมืองในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ผมเองมีโอกาสได้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าท่านประธานได้มีโอกาสไปดูจะเห็นว่าจุดเริ่มต้น ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในปี ๒๔๗๕ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่มีความส้าคัญ ผมเชื่อว่าปี ๒๕๕๕ สถานการณ์บ้านเมือง ก็มีความอ่อนไหวที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น ก็เป็นข้อที่ ๑ ที่อยากฝากสถาบันพระปกเกล้า

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมคิดว่ามีความส้าคัญมากแล้วก็ช่วยท้าให้สถานการณ์บ้านเมือง ได้ก้าวข้ามวิกฤติทางด้านการเมือง ก็คือประเด็นที่ท่านเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้กล่าวในสาส์นของเลขาธิการ ในเรื่องของสถาบันพระปกเกล้าได้ด้าเนินงานในเรื่องของ การเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือประเด็นตรงนี้ผมยอมรับว่า ในปัจจุบันเราจะเห็นถึงการออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือการโจมตีในลักษณะที่เชื่อมโยง ไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับแนวทางการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปัจจุบัน ประเด็นตรงนี้ ที่อยากฝากให้สถาบันพระปกเกล้าด้าเนินการจากองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่ข้อมูล ทั้งหมดที่มีให้ปรับปรุงวิธีการในเรื่องของการเผยแพร่ ประเด็นแรกก็คือสามารถที่จะท้าได้ ในเรื่องของหลักสูตรเข้าไปในสถาบันการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา หรือสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งแน่นอนอาจจะต้องใช้เวลา แต่ว่าสิ่งที่สามารถท้าได้เลยผมคิดว่า ในยุคสมัยเทคโนโลยีในปัจจุบันเราจะเห็นการเผยแพร่ในเรื่องของแนวความคิดที่มีผลกระทบ ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปัจจุบัน ผ่านเครือข่ายทางด้านอินเทอร์เน็ต ทางด้านเว็บไซต์ ที่เราเรียกกันว่า เว็บหมิ่น ซึ่งอันนี้ ก็เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลโดยกระทรวงไอซีที (ICT) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปด้าเนินการ แต่ว่าในทางกลับกันถ้าสถาบันพระปกเกล้าจะช่วยด้าเนินการเผยแพร่ในเชิงรุกในรูปแบบ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใช้การเขียนเผยแพร่ในลักษณะที่เป็นบล็อก (Block) การใช้สังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นในเฟซบุ๊ค (Facebook) ในยูทูป (YouTube) ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ให้เข้าถึงคนไทยในยุคสมัยใหม่ก็จะช่วยในเรื่องของการเผยแพร่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ในประเด็นนี้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่ฝากไว้นะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่จะมีความส้าคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการส่งเสริม การกระจายอ้านาจ และการปกครองส่วนท้องถิ่น จริง ๆ ตรงนี้สถาบันพระปกเกล้าเอง ได้เคยศึกษาถึงแนวทางการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ที่เป็นต้นแบบ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฝรั่งเศส แล้วก็อาจจะมีอีกหลายประเทศที่ประเทศไทยได้ส่ง นักวิชาการ หรือแม้แต่ตัวสถาบันพระปกเกล้าเองไปศึกษา เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่า แนวทางการกระจายอ้านาจซึ่งทางรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัย หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ให้การส่งเสริม อาจจะยังมีข้อจ้ากัดในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องของกระบวนการการกระจายอ้านาจ แต่ว่าที่ส้าคัญอยากฝากก็คือในเรื่องของรูปแบบ การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการปกครองในรูปของเมืองพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร พัทยา หรือแม้แต่เมืองที่มีลักษณะพิเศษที่จ้าเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการบริหาร การปกครอง เช่น เมืองที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เช่นจังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย เป็นต้น เพราะว่า รูปแบบของการบริหารจัดการหรือการกระจายงบประมาณในลักษณะที่เหมือนกัน หรือว่า ยึดโยงกับจ้านวนประชากรในปัจจุบันนี้ก็ไม่เหมาะสมกับศักยภาพของเมือง หรือแม้แต่ การบริหารจัดการในรูปแบบพิเศษของ อบจ. อบต. หรือแม้แต่เทศบาลที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน อันนี้ก็ฝากในประเด็นที่ ๓ ซึ่งก็จะช่วยท้าให้การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของรูปแบบเมืองพิเศษ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์หรือแนวทางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้ด้าเนินการไป อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสุดท้ายที่อยากฝากให้สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะที่ท้างานในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับรัฐสภาโดยตรง ก็คือบทบาทในการเข้ามาสนับสนุนการท้างานของรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการท้าหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเสนอกฎหมาย ปัจจุบันเราจะเห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใหญ่นอกเหนือจากในเรื่องของความสนใจในแต่ละเรื่อง หรือพี่น้องประชาชนได้สะท้อน ผ่านพื้นที่มาว่าจ้าเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายในเรื่องไหน แต่ว่าถ้าจะมีการศึกษา ทั้งระบบว่ากระบวนการของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ในลักษณะไหน สมควรที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ ต่อการท้าหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในเรื่องของการที่จะผลักดันในบทบาทของนิติบัญญัติ แล้วก็การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างเป็นระบบต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ