วุฒิสาร ตันไชย ตอบคำถามและชี้แจงเรื่องบางส่วนในรายงานประจำปี 2553 พร้อมแสดงความขอบคุณต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะต่อสถาบันพระปกเกล้า นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการให้รางวัลพระปกเกล้าแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โครงการความซื่อตรง การจัดการศึกษา อบรมของสถาบัน การประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน งบประมาณและงานอบรมต้าทรัพย์และครู และข้อเสนอแนะต่อทิศทางในอนาคตของสถาบัน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผม วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ขออนุญาตตอบข้อซักถามแล้วก็เรียนชี้แจง ในบางเรื่องนะครับ ก่อนอื่นผมในนามของสถาบันต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ให้เกียรติกับสถาบันพระปกเกล้าและให้ค้าแนะน้า แล้วก็ให้แนวทาง ของการท้างานถึง ๓๖ ท่าน ใช้เวลาประมาณ ๖ ชั่วโมง สถาบันพระปกเกล้ายินดีที่จะรับ ความคิดความเห็นแล้วก็ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติได้ให้เรานะครับ แต่อย่างไรก็ตาม กระผมขออนุญาตใช้เวลาสภาไม่นานในการที่จะตอบข้อซักถามใน ๒ ส่วน
ส่วนที่ ๑ คือส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ซึ่งมีสมาชิก หลายท่านได้กรุณาตั้งข้อสังเกตแล้วก็มีการซักถาม ส่วนที่ ๒ ผมจะขออนุญาตกราบเรียน เรื่องทิศทางที่ตอบสนองต่อข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ
ประการแรก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ นั้น ผมคิดว่า มีอยู่ประมาณ ๘ ประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องในรายงานฉบับนี้
เรื่องแรกก็คือเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้กรุณาเอ่ยถึง เรื่องของการที่สถาบันได้ริเริ่มการให้รางวัลพระปกเกล้ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ว่าการให้รางวัลพระปกเกล้ากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ได้ท้าเป็น ๓ ส่วน ตามในรายงานประจ้าปีฉบับนี้ก็คือ เรื่องความโปร่งใส การมีส่วนร่วม เรื่องความสมานฉันท์ แล้วก็เรื่องของการสร้างเครือข่ายในภาคประชาสังคม เหตุผลที่มี การขยายทิศทางของการให้รางวัล ๓ รางวัลในทิศทางเหล่านี้ก็เพื่อส่งสัญญาณให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้ตระหนักในหน้าที่ นอกเหนือจากเรื่องการท้างานแบบมีส่วนร่วมและความโปร่งใส แต่องค์กรท้องถิ่นต้องท้างานร่วมกับภาคประชาสังคม รวมไปถึงองค์กรท้องถิ่นควรเป็น องค์กรที่แก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเพื่อไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นลุกลามมาถึงส่วนกลาง ดังนั้นจึงได้มีการริเริ่มเรื่องนี้ขึ้น กระบวนการของการจัดรางวัลนี้ได้มีขั้นตอนที่มีหลักวิชา ในการวิจัย รวมไปถึงสิ่งที่มีคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ ก้ากับดูแลคือ ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. กระทรวงมหาดไทยและสื่อมวลชน ดังนั้นในกรอบ การให้รางวัลที่ทุกองค์กรท้องถิ่นได้รับนั้น ก็เป็นรางวัลที่อยู่ในกรอบขอบเขตการท้างานในรอบปี แน่นอนครับว่าในขั้นตอนสุดท้ายของการตรวจสอบ เราได้ท้าการตรวจสอบข้อร้องเรียนต่าง ๆ ทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ง. ป.ป.ท. แล้วก็ สตง. แล้วเราก็ได้พิจารณาว่าหากองค์กรท้องถิ่นใด มีข้อร้องเรียนอยู่ องค์กรท้องถิ่นนั้นก็ไม่ได้รางวัลครับ ดังนั้นผมก็กราบเรียนว่าสิ่งที่เขาได้ ในรอบปีนั้นก็เป็นรอบปีที่ผ่านการประเมินอย่างครบถ้วนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมา ของรางวัลนี้ก็คือการท้าให้องค์กรท้องถิ่นมีความตื่นตัวในการท้างาน แล้วก็ที่ส้าคัญวันนี้ ก็คือว่าสถาบันพระปกเกล้าได้ตระหนักถึงสิ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณาให้ไว้ก็คือการท้าให้เกิด ผลกระทบ ดังนั้นรางวัลพระปกเกล้าเองเมื่อท้าเสร็จนี่ เราไม่ได้จบเพียงการมอบรางวัล แต่เรามีการประมวลปัญหาขององค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ ที่มีปัญหาในการที่ไม่ผ่านเข้ารอบว่า เขามีปัญหาอะไร แล้วส่งกลับไปให้องค์กรท้องถิ่นเหล่านั้นได้เรียนรู้และรับทราบ นอกจากนั้นเรามีงานวิจัยที่อาจจะเรียกว่า เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการที่อธิบายว่าองค์กรท้องถิ่น ที่ได้รับรางวัลนั้นได้ท้าอะไรในเชิงกระบวนการมิใช่โครงการ แล้วก็ได้ส่งให้กับองค์กรท้องถิ่น เพื่อการเผยแพร่ ดังนั้นรูปธรรมเหล่านี้ก็จะเป็นรูปธรรมที่ท้าให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ผ่านองค์กรท้องถิ่น ผ่านกระบวนการงานทางวิชาการ และกระผมขออนุญาตรับข้อเสนอ ของท่านอาจารย์ผุสดี ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ เรื่องผู้หญิง และผมก็เรียนว่าองค์กรท้องถิ่น จ้านวนมากที่ได้รางวัลนี้นะครับ ผู้หญิงเป็นนายกฯ ครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องโครงการความซื่อตรง รางวัลพระปกเกล้ามีท่านนายแพทย์สุกิจ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ถามว่าใช้งบประมาณเท่าไรในปี ๒๕๕๓ ๒.๕ ล้านบาท เรื่องโครงการความซื่อตรงซึ่งใช้งบประมาณ ๒.๑ ล้านบาท เป็นงานวิจัยริเริ่มในเรื่องของ การท้าแผนความซื่อตรงแห่งชาติ จากนั้นเราได้เอาตัวแบบจากประเทศมาเลเซียซึ่งมีระบบนี้อยู่ ท้าการวิจัยแล้วก็ท้างานร่วมกับองค์กรศูนย์คุณธรรม ซึ่งวันนี้คือองค์การมหาชนนะครับ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เราได้มีการร่วมมือกันกับ ๒๒ องค์กร ประกาศในสมัชชาคุณธรรม แห่งชาติที่อิมแพค (IMPACT) มีการประกาศปฏิญญาความซื่อตรงแห่งชาติ ดังนั้นขณะนี้ สถาบันพระปกเกล้าก็ได้ท้างานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ จ้านวนมาก อย่างน้อย ๒๒ องค์กร ที่ท้าเรื่องความซื่อตรง โดยเฉพาะของสถาบันพระปกเกล้าเองได้เน้นไปที่เยาวชนครับ เพราะว่าเราเห็นว่าเยาวชนน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจึงมีโครงการที่เรียกว่า นวัตกรรมในการแก้ไข หรือป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันในระดับโรงเรียน
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการจัดการศึกษา อบรม ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า การจัดการศึกษา อบรมของสถาบันนั้นมีหลายหลักสูตรครับ แต่ว่าหลักสูตรที่ท่านสมาชิก อาจจะรับรู้ คือหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของผู้บริหารระดับสูง หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า ปปร. ความจริงเรามีหลักสูตรระดับสูงทั้งหมด ๕ หลักสูตรครับ แล้วก็ มีหลักสูตรประกาศนียบัตรซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีคุณสมบัติในระดับผู้บริหารระดับกลาง ผู้บริหาร ท้องถิ่นมีหลักสูตรในระดับวุฒิบัตรที่ใช้เวลา ๖ วัน มีหลักสูตรที่อบรมที่เรียกว่า พลเมืองยุคใหม่ คืออบรมประชาชน ดังนั้นถ้าในแง่ของการจัดท้าหลักสูตร ผมกราบเรียนว่าสถาบันได้ มีหลักสูตรครบถ้วนในทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงครบถ้วนในทุกมิติ ทั้งเรื่องการปกครอง ท้องถิ่น ทั้งเรื่องของการเมืองการปกครอง ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจสาธารณะ และเรื่องสันติวิธี อย่างไรก็ตามครับ หลายท่านได้กรุณาให้ความเห็นเรื่องของการจัดอบรมที่มีการเก็บเงิน ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าสถาบันวันนี้มีงบประมาณบริหารในปี ๒๕๕๓ ตามรายงานฉบับนี้ คือ ๑๙๙.๗ ล้านบาท ต้องขออภัยที่เอ่ยนามคุณหมอเชิดชัยนะครับว่า ๑,๖๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นเงินอุดหนุนที่เป็นกองทุนซึ่งใช้จ่ายไม่ได้ด้วย เป็นงบดุล เพราะฉะนั้นในแง่การอบรมนั้น เราก็ได้ท้า ส่วนใหญ่แล้วเรามีข้อจ้ากัดเรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นงบประมาณที่เราใช้จ่าย ขณะนี้ก็คืออบรมเฉพาะหลักสูตรฟรี นั่นคือหลักสูตร ปปร. แต่ส่วนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ไม่ว่าจะเข้าหลักสูตรใดสถาบันก็อุดหนุน ส่วนเรื่องหลักสูตรฟรีบางหลักสูตรก็ยังมีอีกครับ เช่น ปีที่แล้วเรามีการจัดการศึกษาอบรมให้กับนายกองค์การบริหารส่วนต้าบลที่ได้รับเลือก เป็นครั้งแรก ๓ รุ่น รุ่นหนึ่งจัดเฉพาะสุภาพสตรี แล้วก็มีการต่อยอดเฉพาะกลุ่มสุภาพสตรี ในเรื่องของมิติการท้างานทางวัฒนธรรม เราก็ได้ให้ความส้าคัญกับกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรท้องถิ่นที่มีปัญหาในเรื่องงบประมาณเราก็ได้มีการจัดท้า แต่ด้วยข้อจ้ากัดงบประมาณ ต่อข้อถามของท่านรังสิมา ขออภัยที่เอ่ยนามว่าเราได้งบประมาณลดลงไหม กราบเรียนว่า ลดลงทุกปีครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะจัดการศึกษา อบรม ตามความเห็นว่าให้เราจัดการ โดยใช้เบิกเงินงบประมาณทั้งหมด เรายินดีครับ เพียงแต่ว่าหลักประกันคือส้านักงบประมาณ ครับ
เรื่องที่ ๔ คือเรื่องของการประเมินผล มี ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรกคือ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบัน ซึ่งมีหลายท่านได้เอ่ยถาม ผมกราบเรียนว่างานของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสถาบันนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติพระปกเกล้า ซึ่งต้องมีคณะกรรมการติดตามและประเมินผล การปฏิบัติงานของสถาบันภายนอก คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ของสถาบัน บัดนี้ได้ใช้ระบบที่เรียกว่า มอร์ทอล บอริช (Mortal boorish) มีการประเมิน ตัวชี้วัด ๒ ส่วน ส่วนแรกคือการประเมินตามแผนกลยุทธ์ของสถาบันซึ่งมีการก้าหนด กลุ่มเป้าหมายไว้ใน ๗ พันธกิจ ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารแล้ว โดยสัดส่วนเป็น ๖๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นการประเมินการน้าองค์กร ซึ่งมีประเด็นต่าง ๆ เช่น เรื่องของการน้าองค์กร การสร้างเสริมประชาธิปไตยต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประเมินโดยคณะประเมินอีก ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผลการประเมินของออดิท (Audit) ปีนี้เราได้ทั้งหมด ๙๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเด็น ที่ท่านสมคิด ขออภัยที่เอ่ยนามท่านอาจารย์ ท่านกรุณาถามว่าที่ได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ คือเรื่องอะไร ผมเรียนเลยว่าเรื่องนี้คือเรื่องที่อาจจะเป็นจุดอ่อนแล้วเชื่อมโยงกับที่นี่มากที่สุด คืองานส่งเสริม งานรัฐสภา เหตุผลถ้าท่านไปดูในองค์ประกอบของตัวชี้วัดจะเห็นว่างานส่งเสริมงานรัฐสภานั้น เราท้าไม่ได้ตามเป้า เราตั้งใจออกแบบให้มีการสนับสนุนการวิจัยของรัฐสภา สนับสนุน การวิจัยของคณะกรรมาธิการ รวมไปถึงการให้ค้าปรึกษาของกรรมาธิการจ้านวนหนึ่ง แต่ในปี ๒๕๕๓ นั้นเป็นปีที่มีการเลือกตั้งแล้วก็มีปัญหาส่วนหนึ่ง แล้วก็ในทางปฏิบัติจริงวันนี้ เราก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการที่อยากจะสนับสนุนงานของรัฐสภา ดังนั้นการที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้กรุณาให้หัวข้องานวิจัยประมาณ ถ้าผมจดไม่ผิด ๓๒ เรื่อง ผมกราบเรียนว่า ใน ๓๒ เรื่องนี้ หลายเรื่องท้าแล้วครับ ปรากฏอยู่ เช่น งานวิจัยเรื่องการยุบพรรค งานวิจัย ของการเข้าสู่ต้าแหน่ง งานวิจัยในเรื่องของการปฏิรูประบบรัฐสภา ซึ่งปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) แล้วก็หลายส่วนเราก็ได้น้ามาแจกกรรมาธิการ ดังนั้นในแง่ของการประเมิน ในส่วนของงานส่งเสริมสมาชิกรัฐสภานั้น กระผมจะขออนุญาตกราบเรียนเป็นประการ ท้าย ๆ ในทิศทางอนาคต
เรื่องต่อมาเรื่องงบประมาณ ผมกราบเรียนว่าเราได้ปี ๒๕๕๓ ๑๙๙.๗ ล้านบาท ต่อข้อถามของท่านบุญยอด ขออภัยที่เอ่ยนาม ในพันธกิจที่ ๗ ว่าท้าไมใช้ ๑๐๐ ล้านบาท ในเรื่องกองทุน ผมกราบเรียนว่าในพันธกิจที่ ๗ คืองบประจ้า งบเงินเดือน งบค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าสถานที่ทั้งหมด ซึ่งเราใช้อยู่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินที่เรา ได้รับ ส่วนงานที่เป็นเงินทุนหมุนเวียนอันนั้นเราใช้ไม่ได้ตามระเบียบ
เรื่องต่อมาคือเรื่องงานอบรมต้ารวจและครู ผมกราบเรียนว่าอันนี้เป็นด้าริ ของท่านประธานรัฐสภาท่านเดิม คือ ฯพณฯ ชัย ชิดชอบ ที่มอบหมายให้สถาบันด้าเนินการ เป็นความต่อเนื่องตั้งแต่การอบรมผู้บริหารท้องถิ่นและก้านัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศ แล้วก็ ต่อมาอบรมครู กศน. ครูมัธยม ครูประถมทั้งหมด แล้วก็มาที่ต้ารวจ ในแง่ของการติดตาม ผมกราบเรียนว่ามีหลายท่านถามเรื่องการติดตามผลกระทบหรือผลลัพธ์ หลังการอบรม เรามีการประเมินทันทีแล้วก็มีผลรายงานมาที่รัฐสภา แต่ในส่วนของการติดตามผลกระทบ ที่เกิดขึ้นขณะนั้นได้มีการมอบหมายว่าท่านประธานรัฐสภาท่านจะลงเป็นผู้ติดตาม ท่านก็ได้ ลงไปหลายพื้นที่นะครับ แต่เฉพาะในส่วนของสถาบันพระปกเกล้าเองเรามีความสัมพันธ์ กับคณะครูอาจารย์ที่มาอบรมจ้านวนมาก โดยเชื่อมโยงกับโครงการที่เรียกว่า โครงการสร้าง ส้านึกพลเมืองในระดับโรงเรียน ครูจ้านวนมากวันนี้ได้มาใช้สถาบันพระปกเกล้าในส่วนของ การไปส่งเสริมประชาธิปไตย เช่น การขอใช้รถประชาธิปไตยของสถาบัน เป็นต้น ดังนั้น ความเชื่อมโยงในเชิงเครือข่ายของสถาบันการศึกษาเราก็ได้ด้าเนินการครับ แต่ว่าอาจจะ มีผลลัพธ์ ถ้าเปรียบเทียบกับปริมาณทั้งหมดก็อยู่ในภาระที่น้อยหน่อย ประมาณ ๕,๐๐๐ แต่เจตนารมณ์จริง ๆ ของการอบรมเรื่องนี้คือการอบรมตัวคูณเพื่อท้าให้เกิดการท้างาน ที่ขยายผลโดยเร็วนะครับ
เรื่องสุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท้างานวันนี้คือเรื่องการเผยแพร่งาน อันนี้ผมต้องรับว่าเรามีปัญหาเรื่องการเผยแพร่ เพราะว่างานวิจัยของเราจ้านวนมาก วันนี้ถ้าท่านได้กรุณาลงไปดูในเว็บไซต์จะเห็นว่าเรามีชื่อเรื่องทั้งหมดครับ งานวิจัยหลายเรื่อง ดาวน์โหลด (Download) ได้เลยครับ
ต่อมาเรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมใช้เวลาท่านประธานอีกไม่เกิน ๕ นาที ก็คือข้อเสนอแนะต่อทิศทางในอนาคตของสถาบัน ผมคิดว่าประการแรกเลยคือเรื่องข้อเสนอ ให้สถาบันท้างานวิจัยจ้านวนมาก อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วครับว่าสถาบันเองยินดีนะครับ ความจริงแล้วทางสถาบันได้ท้าหนังสือกราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการทุกชุด ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในกรณีที่ประสงค์จะให้สถาบันช่วยสนับสนุนงานวิชาการ ของกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการวิจัยในเรื่องที่เป็นเรื่องหลัก หรือการวิจัยเพื่อตอบโจทย์ บางอย่างที่เราเรียกว่า เป็นควิก รีเสิร์ช (Quick research) คือมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วอยากได้ ค้าตอบเร็ว หรือว่าการให้ข้อมูลข่าวสารหรือว่าการจัดท้าคู่มือให้กรรมาธิการ รวมไปถึง การวิเคราะห์กฎหมายที่ก้าลังจะเข้านะครับ แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่าส่วนใหญ่แล้ว กรรมาธิการที่ตอบให้เราท้าส่วนใหญ่เป็นกรรมาธิการของวุฒิสภา อันอาจจะเกิดเนื่องจากว่า กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรนั้นเวลากฎหมายเข้ามาก็มีเวลาระยะสั้นก็ท้าไม่ทัน เราเองก็เตรียมการไม่ทัน แต่อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตกราบเรียนเลยว่าในวันจันทร์ที่ ๑๓ ซึ่งมีการประชุมประธานกรรมาธิการทุกชุดนั้นสถาบันก็ได้ขออนุญาตที่จะเข้ามาชี้แจง อีกรอบว่าเรามีอะไรบ้างที่จะสนับสนุนงานของกรรมาธิการทุกชุดครับ
ในเรื่องทิศทางในเรื่องบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในอนาคต ผมขอน้อมรับ ในเรื่องความเห็นของท่านหลายท่านที่อยากให้สถาบันนั้นท้างานเชิงรุกแล้วก็เป็นหลักให้ ในเชิงของการให้ความคิดเห็นนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมกราบเรียนว่าเราได้จัดเวทีวิชาการ จ้านวนมากที่เป็นการแก้ปัญหาแล้วก็เปิดประเด็นในสิ่งเหล่านี้ รวมไปถึงหลายเรื่องที่ท่าน ส.ส. ได้อภิปรายไปแล้ว คือเรื่องของการจัดคองเกรส ปีนี้เราเลื่อนมาจากเดือนพฤศจิกายน เดือนมีนาคมเราจะจัดสัปดาห์เดือนหน้านี่นะครับ ก็ท้าหนังสือกราบเรียนเชิญท่านสมาชิก ไปแล้วก็คือเรื่องของบทบาทของการเมืองภาคพลเมืองกับการสร้างระบอบประชาธิปไตย แล้วท็อปปิค (Topic) อันหนึ่งเลยครับชัดเจนมากในหัวข้อนี้ ก็คือความเห็นระหว่างการเมือง ตัวแทนกับผู้แทนระบอบประชาธิปไตยตัวแทนกับทางตรงจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ปีหน้า ในเดือนพฤศจิกายน คองเกรสปีหน้าเราต้องเป้าแล้วครับว่าปฏิรูประบบรัฐสภา มุมมอง เชิงเปรียบเทียบนะครับ
ประการสุดท้ายนะครับ ในเชิงทิศทางที่หลายท่านได้กรุณาให้ความเห็น แล้วสถาบันเองก็รับในเรื่องนี้โดยตรงว่าถ้าเราจะพัฒนาประชาธิปไตยด้วยกระบวนการ ของการพูดเรื่องกฎหมาย การพูดเรื่องโครงสร้าง หรือการพูดเรื่องกระบวนการอย่างเดียว แต่ขาดมิติของค่านิยมประชาธิปไตยนั้นมีปัญหา ดังนั้นสถาบันเองได้ให้ความส้าคัญกับ เรื่องนี้มา ๒ ปี ได้มีการคิดค้นในเรื่องของการจัดท้าอีเลิร์นนิ่ง (e-Learning) ในเรื่องของ ค่านิยมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องเสรีภาพ ความรับผิดชอบ หน้าที่ ภราดรภาพ ทั้งหมดวันนี้ได้บรรจุอยู่ในระบบอีเลิร์นนิ่งที่จะส่งให้กับโรงเรียนทั้งหมดในการเรียนรู้ ดังนั้น ทิศทางในการท้างานของสถาบันในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมานั้น ได้ให้ความส้าคัญกับกลุ่มเยาวชน มากขึ้นครับ กระผมคิดว่าผมได้ใช้เวลาพอสมควร แล้วก็ได้ตอบประเด็นข้อสงสัยหลายเรื่อง แล้วต้องกราบขออภัยถ้าตอบไม่ครบกระผมยินดีที่จะตอบภายหลังอีก ความจริงผมจดไว้หมด แล้วก็ผมขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านผ่านท่านประธานครับว่าที่กรุณา ให้เกียรติกับสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็ให้ความสนับสนุนสถาบันพระปกเกล้าด้วยการให้ ความเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาสถาบันในอนาคต สถาบันพระปกเกล้าเอง ขอปวารณาตัวที่จะเป็นองค์กรสนับสนุนการท้างาน แล้วก็องค์กรที่รับใช้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ