อลงกรณ์ ย้ำบทบาทสถาบันพระปกเกล้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร หารือถึงบทบาทและภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าในการส่งเสริมประชาธิปไตยทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น โดยเน้นย้ำความสำคัญของการวิจัยเพื่อหาทางออกของประเทศ และเสนอแนะให้ใช้เครื่องมือเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อพัฒนาประเทศสู่เป้าหมายในอนาคต อลงกรณ์ พลบุตร เน้นย้ำความสำคัญของการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างนโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับบริบทของอาเซียนและเอเปก โดยเสนอให้สถาบันพระปกเกล้า สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ผ่านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจเดิมสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มบนพื้นฐานวัฒนธรรมไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

กระผมจะใช้เวลาอย่างมีคุณค่า โดยที่จะไม่ซ้าประเด็นในตลอดวันที่ผ่านมา และอยากให้ทางผู้แทนของสถาบันพระปกเกล้า ได้เกิดความภูมิใจนะครับว่าเวลาที่เราใช้ในวันนี้ เพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ให้ความส้าคัญแล้วก็ต้องการเห็นสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งต้องเรียนว่าริเริ่มก่อตั้งมาสมัย ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค เป็นประธานรัฐสภา ผมเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรกเมื่อปลาย ปี ๒๕๓๖ ตอนนั้น หลังจากนั้นเพียง ๑ ปี ๒ เดือนเท่านั้นก็ก่อก้าเนิดสถาบันพระปกเกล้าขึ้น นับไปแล้วตั้งแต่ริเริ่มคิดกันเรื่องนี้ ปีนี้ปีที่ ๒๐ อย่างไรก็ตามเมื่อสถาบันพระปกเกล้านั้น เป็นความหวังของฝ่ายนิติบัญญัติในการท้าหน้าที่ที่จะเป็นสถาบันวิชาการในการที่จะสร้าง ความเป็นเลิศแล้วก็ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยให้ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เมื่อได้ดูภารกิจของสถาบันพระปกเกล้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ก็ต้องยอมรับว่าได้พยายามที่จะวางรากฐานในการเผยแพร่และพัฒนาองค์ความรู้ในด้าน ของประชาธิปไตย แล้วไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยในระดับชาติเท่านั้น แต่ยังลงไปถึงในระดับ ของการปกครองท้องถิ่น ในระดับของชุมชน ในปี ๒๕๕๓ ผมจ้าได้ว่าได้มีการจัดสัมมนา วิชาการที่เรียกว่าเป็น เคพีไอ คองเกรส (KPI Congress) ครั้งที่ ๑๒ หรือการสัมมนาวิชาการ ของสถาบันพระปกเกล้าประจ้าปี ซึ่งถือว่าเป็นมหกรรมทางวิชาการครั้งส้าคัญในระดับนานาชาติ หัวข้อที่ส้าคัญก็คือเรื่องของ คุณภาพสังคมและคุณภาพประชาธิปไตย ในปีเดียวกันนั้นได้มีการจัดประชุมหลายครั้ง บางครั้งผมได้มีโอกาสไปร่วม บางครั้งต้องส่งผู้แทนไป เพราะว่าปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นที่สนใจมากคือปฏิรูปประเทศไทย ขณะเดียวกันผมก็เห็นหลายโครงการ เช่น โปรเจกต์ ซิติเซ่น (Project citizen) ในการสร้างบทบาทภารกิจของพลเมืองที่ดี หรือว่าโครงการรางวัลประชาธิปก สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ต้องยอมรับว่า เราไม่ผิดหวังเลย แต่สิ่งหนึ่งจากนี้ไปผมอยากจะฝากไว้ว่าประเทศของเรานั้นการเมืองติดหล่ม เศรษฐกิจติดกับ อยากให้มีการสัมมนาทางวิชาการ หรือการส่งเสริมการวิจัยเพื่อหาทางออก ของประเทศ และท้าการวิจัยเพื่อหาก้าวต่อไปของประเทศไทย ความจริงแล้วต้องเรียนว่า ปีนี้เป็นปี ๒๕๕๕ ๘๐ ปีนับแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ และอีก ๒๐ ปี ก็จะครบ ๑๐๐ ปี ซึ่งไม่ทราบว่าในนี้จะมีใครยังอยู่หรือไม่ ก็หวังว่าจะอยู่กันถึง ๑๐๐ ปี ประชาธิปไตย สิ่งส้าคัญก็คือว่าท้าอย่างไรจะให้ประสิทธิภาพประชาธิปไตยนั้นได้พิสูจน์ ให้เห็นว่าเป็นระบอบการปกครองที่สามารถน้าประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้า ผมเคยฝันว่า ถ้าเรามีวิสัยทัศน์ ปี ๒๕๗๕ อีก ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นเบอร์ ๑ ของอาเซียน วันนี้เราเป็นเบอร์ ๒ ในแง่จีดีพี (GDP) รองจากประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น เราเป็นเบอร์ ๕ ของเอเชียได้ไหม ในขณะที่วันนี้เราอยู่อันดับที่ ๑๖ และเราจะเป็นท็อปเทน (Top ten) ของโลกได้หรือไม่ใน ๒๐ ปีข้างหน้า เพราะตอนนี้เราอยู่ล้าดับที่ ๒๔ ของโลก ประเทศควรจะ มีเป้าหมาย แต่การจะไปสู่เป้าหมายนั้นมันเหมือนกับการท้าวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์กลไก ในทางวิศวกรรม ท้าอย่างไรจะให้มีอัตราเร่งได้ถึง ๒๐๐ ๓๐๐ ๔๐๐ กิโลเมตร หรือว่ารถไฟ ความเร็วสูงจากรถไฟที่วิ่งอย่างหวานเย็นไปสู่รถไฟที่มีความเร็วสูง ๓๐๐ ๔๐๐ ๕๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เช่นเดียวกันการวิจัยและพัฒนาเชิงสังคมในการที่จะเป็นเครื่องไม้ เครื่องมือที่เราเรียกว่า นโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์ นี่ละครับ จะสามารถท้าให้ ประเทศไทยนั้นก้าวเดินต่อไปได้และไปในฐานะประเทศชั้นน้า ไม่ใช่ประเทศที่เป็นคนป่วย ของเอเชียในอนาคต ตอนผมไปเยือนประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นรัฐมนตรีคนแรกในรอบ ๒๐ ปี ผมไปเจอรัฐมนตรีท่านหนึ่งในกรุงริยาด ท่านถามผมบอกว่าท่านรัฐมนตรีรู้ไหมว่า ประเทศซาอุดิอาระเบียส่งออก ๒ อย่าง คืออะไร ผมตอบไม่ต้องคิดเลยว่าส่งออกน้ามัน แต่อีกข้อหนึ่งนี่ผมตอบไม่ได้จริง ๆ นึกไม่ออก ท่านก็บอกว่าประเทศซาอุดิอาระเบียส่งออก น้ามันถูกต้องแล้วและสินค้าตัวที่ ๒ ที่ส่งออกคือเงินสด ความหมายของค้าถามระดับรัฐมนตรี ประเทศซาอุดิอาระเบียนั้นก็คือว่าถึงแม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ส่งออกน้ามัน และแก๊สออกไป ได้เงินมา เงินนั้นไม่ได้มาสร้างประเทศเลย เอาเงินนั้นไปซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร ไปลงทุนในต่างประเทศ ท้าให้คนรุ่นหลัง ๆ คนรุ่นใหม่ที่เกิดมานั้นไม่มีงานท้า เมืองก็ไม่สามารถ ขยายเติบโตได้ ท่านประธานก็คงจะเห็นว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่เป็นโจทย์และเขาถอดรหัสประเทศ แล้วเขาท้าอะไรรู้ไหมครับ ผมก็เลยไปดูแนวทางที่เรียกว่าเป็นทางออกของประเทศ หรือว่า เป็นเอ็กซิส สแทรททิจี (Exit Strategy) หรือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของการให้ประเทศมีทางออก ทางเดินไปข้างหน้า ประเทศซาอุดิอาระเบียก็เลยออกแบบประเทศใหม่ครับ ใช้เครื่องมือ ทางนโยบายสาธารณะนี่ละครับที่เขาใช้การวิจัย ในที่สุดแล้วเขาก็เลยสร้างเมืองใหม่ ๔ เมืองครับ ทิศเหนือ เหนือจากริยาด ทิศตะวันออก อยู่ใกล้ดัมมอมซึ่งอยู่ติดกับบาห์เรนในอ่าวเปอร์เซีย ทิศใต้ติดกับเยเมน และทิศตะวันตกนั้น ติดกับทะเลแดง ซึ่งเชื่อมไปสุเอซ ไปเมดิเตอร์เรเนียน อยู่เหนือเจดดาห์ และผมได้เดินทาง ไปดูที่นั่นด้วยครับ อยากจะเห็นว่าวิสัยทัศน์ในการสร้างประเทศใหม่ของเขาเป็นอย่างไร ประเทศซาอุดิอาระเบียถือได้ว่าเป็นประเทศที่ร่้ารวยมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลกทีเดียว มีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงมาก และได้มาจากทรัพยากรน้ามันและก๊าซธรรมชาติ แต่วันหนึ่งเขาได้เปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศจากการที่ส่งออก ๒ อย่าง ท่านประธาน นึกออกนะครับ มาสู่การสร้างประเทศบนพื้นฐานของความเข้มแข็งของเขาอย่างแท้จริง ผมจ้าได้ว่าระหว่างที่ด้ารงต้าแหน่งนั้นผมมีโอกาสได้รับแขกและได้เจรจากับรัฐมนตรี การค้าอุตสาหกรรมประเทศมาเลเซีย และอีกคนคือรัฐมนตรีช่วยว่าการการค้าอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นลูกของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเดร์ มูฮัมหมัด ผมได้รับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า อะ ดอกเตอร์ อิน เดอะ เฮาส์ (A doctor in the house) เป็นหนังสือหนามาก ซึ่งถ้าผม มีโอกาสจะให้ท่านประธานได้แบ่งกันอ่าน ใช้เวลา ๗ ปี ในการเขียนของอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเดร์ มูฮัมหมัด แต่ละบท แต่ละตอนนั้นท้าให้เราได้มุมความคิดว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ยาวนานที่สุดของประเทศมาเลเซียหลังจากได้เอกราชมาแล้วเขาสร้างประเทศอย่างไร ในท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งที่เปราะบางมากของประชาชนในประเทศมาเลเซีย ชาวมาเลย์ ชาวอินเดีย ชาวจีน บางครั้งเกิดการจลาจล บางครั้งเกิดเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลาย เสียเลือดเนื้อจ้านวนมาก มีความเปราะบางมากทางสังคมและวัฒนธรรม มีความแตกต่าง ในความหลากหลายที่ยากต่อการที่จะดูแล ขณะเดียวกันเขาเหมือนแซนด์วิช (Sandwich) ขึ้นมาข้างบนประเทศประเทศไทยก็เศรษฐกิจดีกว่า พัฒนามากกว่า เร็วกว่า ลงไปข้างใต้ ประเทศสิงคโปร์ซึ่งแยกตัวออกไปแล้วก็เป็นประเทศที่ก้าลังเติบโตเป็นดาวรุ่งของภูมิภาคนี้ ปรากฏว่าในหนังสือดังกล่าวนี่ได้พูดถึงการสร้างเมืองปุตราจายาว่าท้าไมถึงต้องสร้าง คิดอย่างไร สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ที่เรียกว่า ซูเปอร์ มัลติ คอริดอร์ (Super multi corridor) เพื่อดึงการลงทุนโดยเฉพาะในยุคไอที (IT) ขณะเดียวกันเขาก็สร้างทวิน ทาวเวอร์ (Twin Tower) เพื่อให้เป็นการโปรโมท (Promote) ประเทศ แล้วก็เห็นถึงความเชื่อมั่น ศักยภาพของประเทศมาเลเซียว่าเขาได้รับการกล่าวขานว่าสร้างตึกทวิน ทาวเวอร์สูงที่สุด ในโลก แต่สิ่งส้าคัญก็คือมันไม่ได้สะท้อนให้เพียงว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศนั้น คิดคนเดียว บางครั้งเกิดจากเขาเล่าให้ฟังถึงความคิดของภาคเอกชนบ้าง นักวิชาการบ้าง ผลการวิจัยบ้าง แต่คนคุมนโยบาย คุมอนาคตของประเทศ บริหารประเทศเขาเลือก สิ่งเหล่านั้นมาแล้วขับเคลื่อน วันนี้ประเทศมาเลเซียอยู่อันดับ ๓ จีดีพีต่างจากเรานิดเดียว ผมเชื่อว่าปีนี้หรือว่าปีหน้า ถ้าเรายังย่้าเท้าอยู่กับที่ติดกับทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ประเทศมาเลเซียจะแซงประเทศไทย กลายเป็นอันดับ ๒ ทั้งที่เขามีประชากรเพียงไม่ถึง ครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ท่านประธานคงทราบว่าการแข่งขันในโลกปัจจุบันนั้นสูงมาก ผมยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียเพราะว่าไม่ใช่เพียงที่เล่ามาเท่านั้น แต่อยากจะบอก ท่านประธานว่าด้วยการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะนโยบายสาธารณะได้ท้าให้เขาสร้างเมืองใหม่ สร้างเขตเศรษฐกิจใหม่เหมือนอย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือเขาได้ใช้ ตัวอย่างการเปิดประเทศจีน การเกิดเขตเศรษฐกิจเซินเจิ้น การเกิดเศรษฐกิจผู่ตงตรงข้าม เซี่ยงไฮ้ หรือการเกิดเขตเศรษฐกิจและพื้นที่พิเศษเมืองใหม่เฉินต่งที่ยูนนาน เขาได้ประกาศ โครงการอีสกันดาร์ เขาประกาศว่านี่คือเซินเจิ้นของประเทศมาเลเซีย อยู่ในรัฐยะโฮบารูครับ อยู่ตรงข้ามประเทศสิงคโปร์ ในนั้นจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ชายแดนของเมืองชายแดน แต่ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกได้เข้าไปด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุน ด้วยอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานที่เขาสนับสนุน แล้วในที่สุดปรากฏว่าตัวเลขของการลงทุน ตัวเลขของการเติบโตน้ามาซึ่งรายได้อยู่ดีกินดี ของประชาชน วันนี้รายได้ต่อหัวของเขาและเมื่อคูณเป็นจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวม ประชาชาติเขาจ่อประเทศไทยและก้าลังจะแซงเราทั้งที่จ้านวนคนของเขาน้อยกว่า เขาตั้งเป้าหมาย อย่างที่ผมขอให้ทางสถาบันพระปกเกล้าช่วยท้าวิจัยหน่อยเถอะครับว่า เป้าหมายใน ๒๐ ปีข้างหน้าของประเทศไทย ท้าให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาได้หรือไม่ ถึงแม้เราจะช้ากว่าเขาเกือบ ๑๐ ปี มาเลเซียตั้งเป้าหมายครับ เมื่อมีการเปลี่ยนศตวรรษ ในปี ๒๕๔๓ ค.ศ. ๒๐๐๐ ว่าปี ๒๐๒๐ เขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งก็คือ รายได้ต่อหัวของประชาชนจะต้องเกิน ๑๕,๐๐๐ เหรียญ หรือ ๑๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เพราะฉะนั้นเขาก็มีนโยบายที่ผ่านการวิจัยแล้วออกมา ๓ นโยบาย อันนี้เป็นเครื่องยนต์ส้าคัญ ที่เขาใช้มา ๑๒ ปีแล้วครับ นั่นก็คือการปฏิรูปราชการและการเมือง การปฏิรูปเศรษฐกิจธุรกิจ และรูปแบบเศรษฐกิจใหม่หรือเรียกว่า นิว อีโคโนมิก โมเดล (New Economic Model) วันนี้ถามบอกว่าประเทศไทยไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นความแตกต่างนั้น ย่อมเกิดขึ้นธรรมดาในทางการเมืองและนโยบาย แต่ขอให้มีความเหมือนกันในนโยบาย ของประเทศ ไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมือง แต่เป็นนโยบายของประเทศเพื่อจะได้ เกิดความต่อเนื่องและเกิดความมั่นใจ และทิศทางที่ชัดเจนของภาครัฐ ภาคเอกชน แม้แต่ ภาควิชาการ

ท้ายที่สุดนี้ก็ต้องเรียนว่าการเป็นสถาบันพระปกเกล้านั้นจ้าเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ความส้าคัญมากขึ้นต่อการท้าการศึกษาวิจัยโดยผ่านการมีส่วนร่วมตั้งแต่ ระดับพื้นฐานขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถสร้างเป้าหมายนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์ ของประเทศไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง แม้แต่อีก ๒ ปี ๑๐ เดือนที่เราจะเกิดเป็น ประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบไปด้วย ๓ เสาหลัก คือประชาคมการเมืองและความมั่นคง อาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียนนั้น เราจะกลายเป็นตลาดเดียวกัน เป็นฐานการผลิตเดียวกัน ด้วยคน ๖๐๐ ล้านคน ด้วยจ้านวน มูลค่าของการค้ารวม ๑.๗ ล้านล้านเหรียญ ด้วยมูลค่าจีดีพีรวมกัน ๑.๕ ล้านล้านเหรียญ นี่คืออนาคตของประเทศไทยที่ผูกพันไว้กับอนาคตของอาเซียน แต่มากกว่านั้นเอเปก (APEC) เอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ซึ่งเราเชื่อว่าหลังยุคแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) แล้ว มันคือยุคของเอเชีย-แปซิฟิก และเราคือส่วนหนึ่งที่เป็นอนาคต แต่เราจะสูญเสียโอกาส ของอนาคตหรือไม่ อยู่ที่พวกเรา และหนึ่งในบทบาทที่ผมคาดหวังก็คือสถาบันพระปกเกล้า และสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งวุฒิสภาที่จะมีส่วนในการสนับสนุนแล้วก็ก้าวเดินสู่บาทวิถีใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่านั่นคือโกรส สแทรททิจี (Gross strategy) หรือทางออกสู่อนาคตของประเทศไทย โดยที่ก้าวข้ามความแตกต่างทางการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง ก้าวข้ามระบบ เศรษฐกิจเดิมที่เปรียบเสมือนเป็นแซนด์วิช อีโคโนมี (Sandwich economy) มาสู่ระบบ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มบนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมที่เราสามารถยืนบนขาของตัวเองและสามารถที่จะเป็นผู้น้า ในเป้าหมายระดับอาเซียน ระดับเอเชีย ระดับโลกได้ต่อไป ต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ท่าน ส.ส. ยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ท่าน ส.ส. องอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ได้สละเวลาให้ผม ในการได้มีเวลามากขึ้นในการอภิปรายในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ขอบคุณมากครับ