บุญเลิศ ไพรินทร์ หารือบทบาทสถาบันพระปกเกล้าในฐานะคลังสมองของรัฐสภา และเสนอให้มุ่งเน้นการวิจัยที่ส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องการได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบ โดยเรียกร้องให้ศึกษาทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั้งนักการเมือง ประชาชน กกต. ข้าราชการ สื่อมวลชน และสื่อต่างๆ เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสและธรรมาภิบาลแทนการจำกัดเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม บุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ แล้วเจตนารมณ์ของสถาบันพระปกเกล้าที่เราสร้างขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้ เป็นคลังสมองของรัฐสภาว่าท่านจะท้าหน้าที่เป็นคลังสมองให้แก่รัฐสภาที่จะส่งเสริม ประชาธิปไตยได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่ที่กลยุทธ์ในการบริหารงานของสถาบันพระปกเกล้า สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือเรื่องการฝึกอบรมกับเรื่องการท้าวิจัยและการเผยแพร่ ผลการวิจัย ที่ผ่านมานั้นผมก็เป็นห่วงสถาบันพระปกเกล้าที่มีหลักสูตรหลากหลาย แต่บางหลักสูตรอาจจะไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยโดยตรง เป็นการส่งเสริมการจัดหาทรัพยากร ทางการเงินเข้าสู่สถาบันเสียมากกว่า เช่น เราจะจัดหลักสูตรเพื่ออบรมนักธุรกิจอะไรท้านองนั้น หรือเอานักธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการอบรม ผมอยากจะให้สถาบันพระปกเกล้า มุ่งไปสู่การจัดหลักสูตรที่ส่งเสริมประชาธิปไตย อันนี้เป็นเรื่องส้าคัญมาก เป็นหัวใจส้าคัญ ของสถาบันนี้ ตั้งแต่ผมอยู่สมาชิกวุฒิสภา ๖ ปีเศษ ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระปกเกล้า มาทุกปี ปีนี้ก็ได้มีโอกาสมาพูดถึงเรื่องผลงานของสถาบันพระปกเกล้าอีกเช่นเดียวกัน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าการท้าวิจัย ถ้าท่านไปเปิดรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะ ๓๓๖ มาตรา ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ที่ว่าวิเศษวิโสนักหนา หรือปี ๒๕๕๐ ซึ่งมี ๓๐๙ มาตรา หรือย้อนไปก่อนหน้านี้ก็เหมือนกันว่าในเนื้อหาสาระที่ส้าคัญในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ก็คือว่าจะมีเรื่องการได้มาซึ่งอ้านาจของฝ่ายการเมือง มีการใช้อ้านาจของฝ่ายการเมือง การตรวจสอบการใช้อ้านาจของฝ่ายการเมือง ถ้าจะพูดว่าจะท้าวิจัยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน อย่างเดียวมันจะแคบไป เพราะว่าคอร์รัปชันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการท้าลายประชาธิปไตย แต่วิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย การได้มาซึ่งอ้านาจของฝ่ายการเมืองก็ดี ใครบ้างที่มีบทบาท สถาบันพระปกเกล้าจะต้องรู้ว่าใครบ้างที่มีบทบาทที่จะท้าให้เราได้นักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายเลือกตั้งก็ดี มันจะสุจริตและเที่ยงธรรมได้มันมีตัวละครใดบ้าง ๑. นักการเมือง ๒. ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๓. กกต. จังหวัด ๔. กกต. กลาง ๕. ข้าราชการประเภทต่าง ๆ ในพื้นที่ ๖. สื่อสารมวลชน สาขาต่าง ๆ ท่านไปท้าวิจัยทั้ง ๖ กลุ่มนี้สิครับว่าเขาควรจะแสดงบทบาทอย่างไรที่จะส่งเสริม ประชาธิปไตย แล้วข้อต่อมาก็คือการใช้อ้านาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ใช้อ้านาจออกกฎหมายเพื่อพวกพ้องไหม เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ของกลุ่มของพรรค หรือไม่ การใช้อ้านาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ของฝ่ายบริหารที่ส้าคัญมากก็คือฝ่ายบริหาร เพราะฝ่ายบริหารมีงบประมาณแผ่นดินอยู่ในมือเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรท้านองนั้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าไปดูว่าฝ่ายบริหารใช้อ้านาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นี่คือการส่งเสริมประชาธิปไตย การตรวจสอบการใช้อ้านาจก็มีฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตั้ง กระทู้ถามอะไรต่ออะไรต่าง ๆ อภิปรายไม่ไว้วางใจ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น คตง. ป.ป.ช. ฝ่ายบริหารตรวจสอบการใช้อ้านาจของฝ่ายข้าราชการประจ้า ศาล ตั้ง ๕ ประเภท การตรวจสอบนี้ ถามว่าฝ่ายตรวจสอบท้าหน้าที่ตรวจสอบจริงหรือไม่ ส่งเสริมสนับสนุน ประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตรวจสอบไปรวยไป อย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ตรวจสอบแล้ว มันก็เรียกว่าหากินร่วมกันนะครับ
ทีนี้ประการต่อมา ก็คือผมอยากจะถามว่าการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย มีสาเหตุมาจากรัฐธรรมนูญหรือมาจากพฤติกรรมเลวของนักการเมืองกันแน่ ถ้ามันมาจาก พฤติกรรมเลวของนักการเมือง ท่านต้องไปท้าการวิจัยเรื่องพฤติกรรมของนักการเมือง ที่พึงประสงค์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท้าอย่างไร ถึงจะให้ได้นักการเมืองดี ดีอย่างไร บอกมาว่าคุณลักษณะของนักการเมืองที่ดี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วก็อย่างที่บางคนบอกว่าประชาสัมพันธ์ไปเลยว่าคนที่ออกนอกกรอบความดีของ การเป็นนักการเมืองที่ดีนี่อย่าไปเลือกมันต่อไปในวันข้างหน้า นี่ถึงจะถือว่าท่านเป็น สตาฟ อาร์ม (Staff arm) ของเราอย่างแท้จริงนะครับ
สุดท้ายก็คือว่าอยากจะฝากเรื่องการใช้ผลการวิจัย ท่านอบรมทั้งหลายทั้งปวง นี่หลักสูตรดีสวยหรู นี่มันอาจจะไม่ฮิท เดอะ พอยท์ (Hit the point) มันอาจจะไม่ตรงประเด็น ที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยโดยตรง แต่ท่านเอาผลการวิจัยของท่านไปอบรมต่อ ไปเผยแพร่ ผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ ใช้งบประมาณที่จะต้องขอไปเพื่อไปเผยแพร่ให้ประชาชนชาวไร่ชาวนา พี่น้องของผมอยู่ตามท้องไร่ท้องนาได้รู้ว่านักการเมืองที่ดีนี้ต้องมี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ถ้านักการเมืองขี้โกง เลว ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ท่านเป็นกลาง อย่าไปเข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง เป็นกลาง เป็นธรรมแล้วท่านจะอยู่ได้ แต่ถ้าท่านไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรมท่านจะต้องถูกยุบ สักวันหนึ่งในวันข้างหน้า ผมเตือนไว้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสรุปก็คือว่าผมจะไม่เข้าข้าง พรรคใดพรรคหนึ่ง ผมเป็นคนของประชาชน ผมรักประเทศชาติและประชาชนมากกว่า ความเป็นพวกเป็นพรรค เพราะพรรคและพวกนั้นเป็นเพียงเรื่องสมมุติ แต่แผ่นดินนี้ส้าคัญ กว่าพรรค พวก เพื่อน พี่น้อง เพราะว่าแผ่นดินนี้จะต้องตกทอดไปถึงลูกหลาน เหลน โหลน ของเรา เราจะต้องสร้างบ้านเมืองนี้ให้เป็นบ้านเมืองที่น่าอยู่ มีนักการเมืองที่ดี มีคุณสมบัติ ที่เหมาะสม ไม่โกง ไม่คอร์รัปชัน ไม่ท้าทุจริตทุกรูปแบบ อันนี้ผมอยากจะกราบเรียนนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน