คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานประจาปี 2553 ของสถาบันพระปกเกล้า เธอชื่นชมผลงานของสถาบัน แต่ยังรู้สึกว่าเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างจิตสำนึกและความซื่อตรงในประชาชน และขอให้สถาบันพระปกเกล้าและภาคเอกชนพิจารณาวิธีการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่จริงจังและหวังผล
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพคะ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออนุญาต กราบเรียนให้ความคิดเห็นและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสถาบันพระปกเกล้าในวันนี้ ดิฉันเป็นศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็อาจารย์ ทั้ง ๒ ท่านก็เป็นอาจารย์ของดิฉันก็ขอแสดงความเคารพที่ท่านกรุณาเสียสละเวลามาชี้แจงให้ พวกเราในวันนี้ ความจริงมีเรื่องมากมายแล้วก็สมาชิกก็ได้กล่าวไปแล้วว่าชื่นชมในผลงานของ สถาบันพระปกเกล้าอย่างไรบ้าง แต่ว่าดิฉันมี ๒ เรื่องที่ดิฉันขอแสดงความชื่นชมยินดีมาก เพราะเป็นเรื่องอยู่ในใจของดิฉัน แล้วก็เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนส่วนใหญ่ นั่นก็คือเรื่องที่ ๖ เกี่ยวกับเรื่องทุจริต คงเป็นที่ทราบกันแล้วนะคะท่านประธานว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา การฉ้อราษฎร์บังหลวงและการทุจริตมีมากขึ้นแล้วก็รุนแรงมากขึ้นตามล้าดับอย่างที่เราทราบกันว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๔๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง อะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็รูปแบบของการทุจริต ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น คนเก่งขึ้นก็หลีกเลี่ยงได้มากขึ้น เช่น ทุจริต เชิงนโยบายซึ่งเมื่อก่อนนี้ก็ไม่เคยมี แต่ว่าก็ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วจ้านวนเงินที่เกี่ยวข้อง ก็มหาศาลที่ไม่ได้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เราทราบกันดีว่าทุจริตคอร์รัปชันหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ เป็นหนทางแห่งหายนะของสังคมและของประเทศ อันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ ทุจริตไม่ว่าจะอยู่ใน ระดับไหนก็ตามก็จะเป็นการบ่อนท้าลายคนในองค์กรแล้วก็สถาบันนั้น ๆ แต่ปัญหาใหญ่หลวง ขนาดนี้ มีความสลับซับซ้อน แล้วก็สถาบันพระปกเกล้าได้หยิบยกเรื่องนี้มาท้าการวิจัยในหัวข้อที่ ๖ การศึกษาเพื่อส่งเสริม เพื่อเสริมสร้างความซื่อตรงในสังคมไทย เป็นค้าที่เพราะแล้วก็ได้มีการไปน้า พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๙ มาเป็นกรอบ ในการที่จะศึกษาวิจัย ก็ต้องถือว่าเป็นบุญของแผ่นดินที่เรามีพระมหากษัตริย์ ที่ทรงทศพิธราชธรรม แต่พระองค์ท่านทุก ๆ พระองค์ได้เป็นตัวอย่าง แต่ว่าท้าไมคนไทย จึงไม่ได้มีจิตส้านึกในเรื่องนั้นเลย ก็น่าเสียดายมาก ดิฉันคิดว่าหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นเรื่องที่ มาศึกษาก็ดีมาก ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะมีเรื่องดี ๆ อย่างนี้เข้าสู่สภา แต่ดิฉันมีความรู้สึกว่า มันช้าไปสักหน่อยไหมคะ มันช้าไปแล้วนะคะ เพราะว่าประชาชนเกือบจะหมดหวังกับการก้าจัด หรือแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก แล้วก็คนที่ท้าก็ได้ประโยชน์ พวกพ้องก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ในขณะที่สถาบันพระปกเกล้าให้ความส้าคัญเรื่องนี้ เอกชน ให้ความส้าคัญเรื่องนี้ แล้วก็ท้าสิ่งดีงาม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายแล้วก็เสียใจมาก ที่ผลการส้ารวจเยาวชนของชาติเมื่อหลายปีมาแล้ว เยาวชนส่วนใหญ่ก็จะตอบว่าทุจริตไม่เป็นอะไร ถ้าเขาได้ประโยชน์ด้วย แล้วเรื่องนี้ในปีนี้ก็มีการส้ารวจอีกครั้งหนึ่งก็ยังเป็นจริงอย่างนั้น ดิฉันเองได้ท้าการวิจัยเชิงส้ารวจเด็กมหาวิทยาลัย ๘ มหาวิทยาลัย ทั้งภาครัฐและเอกชน ผลออกมาเช่นเดียวกันค่ะอาจารย์ มันเศร้าสลดมาก ว่าเด็กมหาวิทยาลัยอายุ ๒๐ กว่าปี จบปริญญาโท ปริญญาเอก ดิฉันเลือกมาทั้ง ๘ มหาวิทยาลัย ๘ คน ผลปรากฏว่าทุกคนเห็นว่า คอร์รัปชันไม่เป็นอะไร ตราบใดเท่าที่เขาได้ประโยชน์ด้วย แล้วก็ถามต่อไปว่าอาจารย์ฟังแล้วจะต้องตกใจมากเลยว่า แล้วถ้าคุณโตขึ้นคุณจะท้าอย่างไร เขาก็บอกว่าเขาโตขึ้นเขาก็จะท้าเช่นเดียวกัน ตราบเท่าที่ เขาได้ประโยชน์จากการประพฤติมิชอบหรือว่าทุจริตคอร์รัปชัน อันนี้เป็นที่สิ่งที่ดิฉันรู้สึก เศร้ามากนะคะว่าจะท้าอย่างไรดี ก็เลยอยากจะฝากอาจารย์หรือสถาบันพระปกเกล้าว่า ช่วยคิดได้ไหมคะ วิธีการดี ๆ ที่จริงจังที่ท้าให้เร็ว แล้วก็หวังผลอย่างแท้จริง เราอาจจะ ก้าหนดว่า ๓ ปี ๕ ปี เราควรจะได้ผลถึงระดับไหนบ้าง เรื่องการสร้างจิตส้านึกอย่างนี้ มันคงจะต้องท้าหลากหลายวิธี แล้วก็ท้าอย่างกว้างขวาง และการวิจัยนี้ที่อาจารย์ ได้ท้ามาแล้ว แล้วก็ไม่ทราบว่าประเมินแล้วเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้างหรือเปล่า มันดูเหมือนเศร้ามาก มันมืดมนมากเลยค่ะ
แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝากอาจารย์ก็คือ ๑. ให้ท้าอะไรเรื่องนี้ให้จริงจัง แล้วก็เร็วแล้วก็ได้ผล หวังผลอย่างแท้จริงได้อย่างไรแล้วก็การสร้างเครือข่าย การต่อต้านการทุจริต ของภาคเอกชนก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทางสถาบันพระปกเกล้าได้มีการประสาน จับมือเป็นเครือข่าย แล้วดิฉันคิดว่าถ้าจับมือกันจริงจังแล้วก็น่าจะเห็นผลมากยิ่งขึ้น ส้าหรับกรณี เรื่องนี้ก็ขอแสดงความชื่นชมยินดีนะคะ ที่หยิบยกขึ้นมา ดีใจมากค่ะ ดิฉันพูดด้วยความจริงใจ เลยนะคะอาจารย์ ท่านประธานคะ ขออนุญาตคุยกับอาจารย์ก็แล้วกันนะคะ ก็ผ่านท่านประธาน ไปถึงทางสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็หวังว่าปีหน้าอาจารย์คงจะมาบอกกับเราได้ว่าเราค้นพบ หนทางที่จะท้าให้คนไทยสามารถที่จะลด ละ ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างไร แล้วก็รณรงค์กันทั้งประเทศได้อย่างไรคะ
อีกโครงการหนึ่งที่ดิฉันก็อดชื่นชมแล้วก็สรรเสริญไม่ได้ว่าโครงการโรงเรียน เพื่อสร้างจิตส้านึกพลเมือง โครงการนี้ก็เช่นเดียวกันค่ะ ก็เป็นโครงการที่มีความส้าคัญ ในระยะสั้นและระยะยาว หลายคนมักจะพูดว่าเยาวชนเป็นอนาคตของชาติ แต่ดิฉันเชื่อว่า เยาวชนเป็นทั้งปัจจุบันและเป็นอนาคตของชาติค่ะ การสร้างจิตส้านึกไม่ใช่เรื่องง่าย คงจะต้องสร้างตั้งแต่เกิดหรือสร้างตั้งแต่พ่อแม่ตั้งท้องว่าพ่อแม่จะพูดกับลูกในท้องตลอดเวลา ได้อย่างไรว่าเราจะต้องซื่อสัตย์สุจริตแล้วก็จะต้องเข้าใจเรื่องประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรามีหน้าที่ เรามีสิทธิเสรีภาพและหน้าที่อย่างไร ให้เขาเข้าใจถึงว่าแม้กระทั่งเขาเกิดมา เขาคิดว่าเขาไม่ได้เสียภาษี แต่จริง ๆ แล้วผ้าอ้อม นมที่เขาดื่มหรือเขาใช้ของทุกอย่างนี่นะคะ เสียภาษีทางอ้อม พ่อแม่ก็ควรจะเข้าใจว่า เอาเงินของพวกเขาไปท้าอะไรบ้าง สิ่งที่ใกล้ตัว ประชาธิปไตยมันกินไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้ว ประชาธิปไตยใกล้ตัวมาก เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่เข้าใจด้วย ไม่ใช่เพียงแต่สถาบันพระปกเกล้า ที่จะไปสร้างส้านึกเท่านั้นเอง ควรจะต้องตั้งแต่พ่อแม่ อย่างเช่นอาจารย์ป๋วยเคยพูดไว้ว่า จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน เราจะต้องจ้าจี้จ้าไช พูดแล้วพูดอีกให้ซึมเข้าไปในสายเลือด ในจิตส้านึกของทุก ๆ คน จึงจะเกิดประโยชน์ แล้วก็ที่อาจารย์ท้าก็ไม่ใช่เปล่าประโยชน์เลยทีเดียว แม้จะฝึกครูได้ ๘๔ คน แล้วก็เด็กสัก ๕,๐๐๐ กว่าคนในโครงการนี้นะคะ แต่ดิฉันคิดว่า ยังจ้านวนไม่พอ แล้วก็จะต้องท้าบ่อย ท้าต่อเนื่อง แล้วต้องกว้างขวาง แล้วก็หลากหลายวิธี ไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียน แล้วก็มาอบรมกัน มาดูงานแค่ชั่ววันชั่วครึ่งวันอย่างนี้ คงไม่ได้ประโยชน์อะไร น่าจะท้าให้ทุก ๆ ชุมชนได้เข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศ เขาเป็น ผู้เสียภาษี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งท่านประธานที่นั่งอยู่ในขณะนี้ ท่านก็กินเงินเดือนภาษีของประชาชน เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องตามไปดูว่าเอาเงินของเรา ไปท้าอะไรบ้าง แม้เราจะเป็นเด็กเป็นนักเรียนที่ยังไม่มีรายได้ก็ตามแต่เราจะต้องท้าหน้าที่ เสียภาษีให้กับประเทศชาติ แล้วก็ขอถือโอกาสนี้เพราะว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ว่า ภ.ง.ด. ๙๑ ซึ่งคนเสียภาษีในขณะนี้ก็มีกฎหมายว่าไม่ต้องเพิ่มเงินการเสียภาษี แต่ให้แจ้งว่าจะช่วย พรรคการเมืองเพื่อท้าการเมืองให้มีคุณภาพนั้นเขาจะต้องเขียนว่าเขาจะสนับสนุน พรรคการเมืองใด เช่น พรรคประชาธิปัตย์ก็ ๐๐๑ อย่างนี้เป็นต้นค่ะ ก็น่าจะได้ส่งเสริม ให้เยาวชนได้เข้าใจด้วยเพื่อเขาจะได้ทราบว่าเขาเอาเงินของประชาชนทุกคนในประเทศ เอาไปสร้างอะไร ประโยชน์ให้กับพวกเขาหรือเปล่า ทางด้านการศึกษาหรือไม่ ทางด้านปากท้อง อาชีพของเขาและเขาจะเจริญเติบโตมาเป็นพลเมืองที่ดี ที่รุ่นพี่ รุ่นพ่อ ได้ท้าไว้ให้เขา แล้วก็รักษาบ้านเมือง อันนี้ก็ส้าคัญเกี่ยวกับการเป็นพลเมืองที่จะต้องดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของโลกเลยทีเดียว เขาจะต้องเข้าใจว่าเราโชคดีที่เกิดมาในประเทศไทย ที่เป็นประเทศเกษตรกรรม เรามีพืชผักผลไม้มากมาย เราสามารถสร้างพลังงานทดแทนจากพืช เพราะฉะนั้นเราจะต้องดูแลทรัพยากรของเรา แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้าท่วม เมื่อปี ๒๕๕๔ นั้นความส้าคัญของป่าต้นน้าจึงกลับมามีความส้าคัญอย่างยิ่งยวดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราไม่รักษาป่าต้นน้าของเราแล้วลูกหลานเราก็คงจะต้องมาด่ารุ่นเราแน่นอนว่าเราไม่รักษา บ้านเมืองความอุดมสมบูรณ์ของประเทศในน้ามีปลา ในนามีข้าว ให้กับพวกเขาต่อไป ดิฉันเคยเสนอรัฐบาล แล้วก็ขอถือโอกาสเสนอสถาบันว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องรณรงค์ปลูกป่าต้นน้า ของประเทศไทยตั้งแต่วันนี้เพื่อที่จะป้องกันภัยพิบัติในอนาคต จะช่วยป้องกันน้าหลาก น้าท่วม และน้าแล้ง ดิฉันก็ยังเสนออีกครั้งหนึ่งว่าท้าอย่างอื่นก็ท้าไปเถิด แต่ว่าการปลูกป่าต้นน้า เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ฝรั่งเขาบอกว่าต้นไม้คือค้าตอบของทุกอย่าง ชีวิตเราจะต้อง ขึ้นอยู่กับต้นไม้ ปัจจัย ๔ แล้วน้าก็มาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นก็ยังขอเสนออีกครั้งหนึ่งว่า คนที่ตกงานในปัจจุบันนี้จ้างให้เขาไปปลูกป่าต้นน้าตามแนวพระราชด้าริโครงการปลูกป่าถาวร เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์และดิฉันเองมีประสบการณ์ในตรงนี้เป็นอย่างมากมา ๑๕ ปี ก็อยากจะเห็นป่าเพิ่มขึ้นเฉกเช่นโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติที่ป่าเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก ในประเทศไทย ท้าให้ป่าเดิมมี ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้เป็น ๓๓ เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องการ อย่างน้อยที่สุด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจ้างคนตกงานไปปลูกป่าต้นน้าเขาจะมีอาชีพ ต่อเนื่องถึง ๓ ปี เพราะว่าปลูกและดูแลจนต้นไม้ยืนต้นตามโครงการพระราชด้าริ แล้วก็เขาจะมีรายได้ ชาวบ้านมาบอกกับดิฉันว่าเขาได้เงินจากการปลูกป่า ท้าให้เขาสามารถ ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ