สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

เหวง โตจิราการ หารือเรื่องสถาบันพระปกเกล้า โดยชี้แจงถึงความแข็งแรงและจุดอ่อนของสถาบัน และเรียกร้องให้ผู้บริหารชั้นสูงเอาใจใส่ พร้อมส่งเสริมความจงรักภักดีต่อสถาบัน โดยให้สถาบันพระปกเกล้าทำการวิจัยและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

นายเหวง โตจิราการ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมดีใจที่สถาบันพระปกเกล้ามีอายุมาได้ ๑๗ ปีแล้ว แล้วก็มีเลขาธิการมา ๓ สมัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือ ท่านบวรศักดิ์ ท่านนรนิติ เศรษฐบุตร และท่านบวรศักดิ์อีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็สถาบันพระปกเกล้าได้ยกระดับขึ้นมาเป็น พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จากนั้นเป็นต้นมา ด้วยความเคารพนะครับ ผมพูดไม่ต้องการที่จะไปเอาอกเอาใจสถาบันพระปกเกล้า แต่ต้องเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ว่า สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันหนึ่ง ที่มีความแข็งแรงในโครงสร้างและการจัดตั้ง และการบริหารงานมาอย่างดีเลิศมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็มีผลงานจ้านวนมากมาย ตรงนี้ก็คงไม่จ้าเป็นต้องพูดให้มากไปกว่านี้เดี๋ยวจะกลายเป็น การยกยอปอปั้นจนเกินเลย ผมเพียงแต่ต้องการที่จะกราบเรียนท่านประธานให้เห็นว่า ผมมองสถาบันพระปกเกล้าในด้านบวกเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันในสรรพสิ่งในสากล และจักรวาลไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นเอง มี ๒ ด้านครับ คือมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังนั้นจริง ๆ แล้วคนที่เป็นเพื่อนมิตรกันนี่นะครับ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกไว้นะครับว่า คนที่ชี้จุดอ่อนข้อบกพร่องก็คือคนชี้ขุมทรัพย์ ดังนั้นวันนี้ผมต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า ถ้าหากว่าผมชี้จุดอ่อนข้อบกพร่องของสถาบันพระปกเกล้ามากสักนิดหนึ่ง กรุณาอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมมองสถาบันพระปกเกล้าเป็นศัตรู มิได้เป็นอย่างนั้นนะครับ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนอาจจะลุกขึ้นประท้วงผม ผมเพียงแต่ พูดต้องการที่จะกราบเรียนให้เข้าใจไว้ก่อนว่าที่ผมชี้จุดอ่อนข้อบกพร่องนั้น เพราะผมมี ความปรารถนาดีต่อสถาบันพระปกเกล้า ผมเองจะไม่เยิ่นเย้อไปกว่านี้นะครับ ผมจะเอา ประเด็นส้าคัญสัก ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้บริหารชั้นสูง ของสถาบันพระปกเกล้าที่มานั่งฟังในสภาแห่งนี้ ต้องขอบคุณนะครับที่เอาใจใส่

เรื่องแรกครับ ผมไม่เข้าใจครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ประชาชนไทย ๖๗ ล้านคนล้วนแต่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันทั้งสิ้น แล้วการจงรักภักดี ที่ส้าคัญที่สุดแสดงออกที่ต้องเทิดสถาบันไว้เหนือเกล้าเหนือเศียร ดังนั้นใครก็ตามใช้สถาบัน เป็นเครื่องมือในการท้าร้ายผู้อื่นนั้น ต้องกราบเรียนประธานด้วยความเคารพครับ พวกนี้คือ พวกไม่จงรักภักดีครับ และเหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้าซากมาเป็นเวลาตั้ง ๖ ปีแล้ว ผมไม่ทราบว่า สถาบันพระปกเกล้าอยู่ตรงไหนครับ สถาบันพระปกเกล้าอยู่ตรงไหนครับ นี่ข้อที่ ๑ นะครับ และผมกราบเรียนเป็นหลักการไว้ก่อน อันที่จริงสถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันที่โชคดี ที่ได้อันเชิญพระนามอันสูงส่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาเป็นชื่อนะครับ ซึ่งพระองค์ท่านก็ได้มีพระราชปณิธานไว้ชัดเจนนะครับว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะ สละอ้านาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอม ยกอ้านาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อ้านาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร์ ผมกราบเรียนอย่างนี้ ผมจึงถาม สถาบันพระปกเกล้านะครับว่า ท่านไม่รู้สึกร้อนหนาวเลยหรือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในวันนี้ เพราะประเด็นส้าคัญที่สุดของสังคมไทยที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือว่าอ้านาจที่แท้จริงยังไม่ได้เป็นของ ประชาชนทั้งหลาย อ้านาจที่แท้จริงยังอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่เขาเรียกว่า อ้ามาตยาธิปไตย ผมไม่เคยเห็นสถาบันพระปกเกล้าวิจัยในเรื่องพวกนี้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะลงลึกใน ๒ ประเด็นนี้ก่อน ก็คือสถาบันพระปกเกล้านิ่งเฉยได้อย่างไรครับว่า มีคนใช้สถาบันเป็นเครื่องมือในการที่โจมตีใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ผมจะไม่เอ่ยชื่อนามคนหรอกครับ แล้วผมก็ถามไปยังนายทหาร ผู้จงรักภักดีทุกคน รวมถึงถามไปยังโรงเรียนนายร้อย จปร. ด้วย มีบุคคลคนหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมไม่เอ่ยชื่อนะครับ เขาปราศรัยไม่เพียงแต่รับทราบทั่วทั้งประเทศ แต่รับทราบทั่วโลกว่า กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมเอาข้อเท็จจริงมากราบเรียน ไม่ได้มีประสงค์ที่จะเป็นเรื่องอื่น แต่ต้องการที่จะกราบเรียนท่านประธานเพื่อเปิดเผยให้ ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศทราบ แล้วก็สถาบันพระปกเกล้าทราบด้วย เขาปราศรัย อย่างเปิดเผยครับว่าใช้ผ้าอนามัยที่ใช้แล้วของสุภาพสตรีไปเช็ดทาถูฐานพระบรมรูปทรงม้า ผมทนไม่ได้ครับ ในวันนี้ผมยังทนไม่ได้อยู่อีกนะครับ ผมอยากได้ความเป็นธรรมตรงนี้คืนครับ ท้าไมสถาบันพระปกเกล้าไม่วิจัยบ้างว่าการท้าเช่นนี้จงรักภักดีหรือไม่ แล้วคนคนนี้เป็นคนที่ ตะโกนเรื่องจงรักภักดีดังกว่าใครเพื่อน และคนคนนี้ก็เอาเรื่องสถาบันไปใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ให้ตกเรื่องอย่างนี้ก็จะเรื้อรัง แล้วทางการแพทย์นี้ แผลเรื้อรังหรือโรคเรื้อรังจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งครับ ผมไม่ต้องการ ที่จะให้เรื่องทางการเมืองกลายเป็นมะเร็งทางการเมือง เพราะฉะนั้นท่านจะต้องวิจัยในเรื่อง ความจงรักภักดีให้ลึกซึ้ง และท่านต้องตอบค้าถามนะครับว่าการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ ทางการเมืองในการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นนี้ถูกต้องหรือไม่ เป็นการแสดงความจงรักภักดีหรือไม่ หากไม่ใช่เราจะลงโทษเขาอย่างไร เราจะปรามอย่างไร เราจะห้ามอย่างไร ผมยกตัวอย่าง รูปธรรมเรื่องนี้ผมขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม ผมทนไม่ได้เลยครับ แล้วจนวันนี้ก็ยังเป็นปม ซึ่งไม่ได้รับการคลี่คลายไป ผมอยากจะฝากให้สถาบันพระปกเกล้าช่วยกรุณาไปวิจัยด้วยนะครับ ก็คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในวันนั้นมีสึนามิครับ มีคนตายทั่วโลก ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คน มีคนไทยตายประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าคน หรือเท่าไรนี้นะครับ นอกจากนี้ก็มีหวัดนกด้วยครับ มีสัตว์ปีกต้องถูกกลบฝังทั้งเป็นหลายล้านล้านตัว อย่างหมูอีก ก็นับล้านตัวเหมือนกันทั่วโลก เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณประสงค์ที่อยากจะ ท้าบุญประเทศก็ได้มีการหารือกันนะครับ โดยผ่านส้านักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปยัง ส้านักพระราชวัง แล้วก็มีค้าชี้แนะอะไรต่าง ๆ มาเรียบร้อย แต่มีบุคคลคนหนึ่งใส่ร้ายป้ายสี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณว่าไม่จงรักภักดีสถาบันพระปกเกล้าท่านนิ่งได้อย่างไรครับ ท่านท้าไมไม่เข้ามาวิจัยว่าจริงหรือเท็จ และในวันนี้ก็พิสูจน์แล้วนะครับว่าเป็นเรื่องเท็จ โดยสิ้นเชิง แล้วเราจะปล่อยให้สิ่งนี้ยังคงอยู่ไปชั่วกัลปาวสานเช่นนั้นหรือ ถามสถาบันพระปกเกล้าครับ และในวันนี้ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ คือทางวิชาการเราต้องให้ความเป็นธรรมกับคน กับนักวิชาการ ในวันนี้มีสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ หลายท่านอภิปรายถึงมาตรา ๑๑๒ แล้วก็ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เอ่ยชื่อก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า หมายถึงคณะนิติราษฎร์ ผมเองไม่ได้อยู่ในคณะนิติราษฎร์ แต่ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือของ ท่านอาจารย์วรเจตน์หลายครั้ง แล้วในเรื่องนี้ผมก็ติดตามเรื่องมาโดยละเอียด จึงอยากจะถาม สถาบันพระปกเกล้านะครับว่าท่านเข้ามาวิจัยในเรื่องนี้ได้ไหม ข้อเสนอของอาจารย์วรเจตน์ เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือเปล่า เป็นการล้มล้างสถาบันหรือเปล่า ซึ่งผมต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าผมได้ติดตามอาจารย์วรเจตน์และคณะนิติราษฎร์มาโดยตลอด ท่านแถลงชัด ๓ ข้อนะครับ ก่อนที่ใครต่อใครจะไปใส่ร้ายป้ายสีอาจารย์วรเจตน์หรือคณะนิติราษฎร์ กรุณารับทราบสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ๓ ข้อครับ

คณะนิติราษฎร์บอกชัดนะครับว่าสิ่งที่เขาต้องการในประเทศนี้ ก็คือราชอาณาจักรครับ ดังนั้นสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านที่ไปบอกว่าประธานาธิบดี กรุณาอย่าใส่ร้ายป้ายสีหรือท่านหลับฝันกลางวันก็ไม่ทราบ เพราะอาจารย์วรเจตน์ ท่านบอกชัดครับประเทศนี้ต้องเป็นราชอาณาจักร

อันที่ ๒ ก็คือว่าจะต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ครับ

อันที่ ๓ อาจารย์วรเจตน์บอกชัดครับ ประเทศนี้ต้องเป็นการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผมขอตอกย้า ๓ ข้อนะครับ เพื่อที่จะได้ปิดกั้นในเรื่องที่จะไปใส่ร้ายป้ายสี คณะนิติราษฎร์เขาเสียทีว่าเขาไม่จงรักภักดีและต้องการล้มล้างสถาบัน ไม่มีครับ เพียงแต่ เขามีความเห็น เขากังวลครับ เขากังวลว่าเฉพาะปี ๒๕๕๔ ปีเดียว มีคดีความที่ใช้มาตรา ๑๑๒ เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการที่จะใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ๔๗๘ คดีครับ ทั้ง ๆ ที่เมื่อถอยหลังกลับไป หลาย ๆ ปีไม่ถึง ๑๐๐ คดีครับ และถอยหลังกลับไปหลาย ๆ ปีไม่ถึง ๑๐ คดีด้วยซ้า ผมอยากจะถามสถาบันพระปกเกล้าว่าได้มีการวิจัยบ้างไหมครับว่าการใช้มาตรา ๑๑๒ เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานคนอื่นเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และสร้างความมั่นคง ให้สถาบัน ผมถามด้วยความจริงใจไม่ต้องการใช้สภาแห่งนี้มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือมาสาธยายความคิดของผม ผมจริงใจจริง ๆ ครับ ผมถามท่านต้องไปวิจัยนะครับ แล้วเมื่อนิติราษฎร์เขาเสนอความคิดเขาซึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ ท่านประธาน แต่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานคือเวลาพูดทางวิชาการต้องพูดให้ หมดเปลือกครับ คือเขามีความเห็นว่า มาตรา ๑๑๒ เขาไม่ได้ลบล้าง เขาไม่ได้ยกทิ้ง แต่เขาเห็นว่าควรจะยกไปเป็นหมวดต่างหาก ก็คือหมวดว่าด้วยพระเกียรติยศของ พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ องค์รัชทายาท รวมไปถึงผู้ส้าเร็จราชการแทนพระองค์ สถาบันพระปกเกล้าช่วยกรุณาวิจัยได้ไหมครับว่าการที่เขาเสนอความคิดเห็นอย่างนี้ดีหรือไม่ดี ต่อมาตรา ๑๑๒ ดีหรือไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเองเสียใจนะครับ ท่านประธานครับ ที่จริงผมเคารพนะครับ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าผมมองเห็นด้านบวกของสถาบันพระปกเกล้าเยอะ แต่ในวันนี้ผมมีความจ้าเป็นต้องพูดถึงด้านลบครับ ไม่อย่างนั้นมาสรรเสริญเยินยอจนไม่รู้ จะสิ้นสุดที่ไหนมันเห็นจะไม่ได้ เพราะมันจะไม่ได้ประโยชน์ในการพัฒนาตัวสถาบัน ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม ถึงถ้าหากว่าท่านจะโต้แย้ง ผมก็ยินดีรับฟัง คืออาจารย์บวรศักดิ์ ท่านเป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่งทางด้านกฎหมาย ทางด้านนิติศาสตร์ ทางด้านนิติรัฐ แล้วท่านก็คงจะรู้ว่าประเทศชาติบ้านเมืองจะอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อเราจะต้องมีนิติรัฐ นิติธรรมที่ถูกต้อง ผมอยากจะฟังอาจารย์บวรศักดิ์ครับว่า เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าว่าเวลาท่านจะโต้แย้งคณะนิติราษฎร์นี่นะครับ นิติราษฎร์ ผิดอย่างไรครับ ๗ ข้อนั้น แต่ผมเสียใจจังเลยท่านประธาน คือท่านไปใช้วิธีการที่ไม่เหมาะ ส้าหรับคนที่เป็นครูบาอาจารย์ ไปเสียดสีเยาะเย้ยว่าถ้าจะดีกว่านั้นก็คือว่าไปเปลี่ยนกฎ กติกา ของคนที่รับทุนอานันทมหิดล ขอประทานโทษ ท่านอาจารย์พูดอย่างนั้นนะครับ แต่ว่า ถ้อยค้าอาจจะไม่ได้ตรงความทุกตัวอักษร ว่าให้เขียนว่าเนรคุณ อย่าไปเนรคุณผู้มีพระคุณ จะดีกว่าไหม ท่านโต้แย้งอย่างนี้ได้อย่างไร ท่านท้าลายศักดิ์ศรีตัวท่านเองนะ แล้วท้าลาย ศักดิ์ศรีของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผมไม่ว่านะ แต่ท่านก้าลังท้าลายศักดิ์ศรีของ สถาบันพระปกเกล้าหรือเปล่าครับ ท้าไมอาจารย์บวรศักดิ์ ท่านไม่โต้แย้งทางความคิดละครับ ทางวิชาการละครับว่าเขาจะโยกย้ายไปหมวดใหม่มันผิดอย่างไร ว่าเขาจะแยกความผิด ต่อพระมหากษัตริย์ ต่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ต่อองค์รัชทายาท ต่อผู้ส้าเร็จราชการแทนพระองค์ ผิดอย่างไร แล้วท่านเสนอความผิดว่าให้มันสอดคล้องกับการกระท้า ทั้งนี้เนื่องจากว่า คณะนิติราษฎร์เขาเห็นว่าความผิดถึงชั้น ๑๕ ปีนี้นะครับ มันเป็นผลสืบทอดของ คณะรัฐประหาร ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ท่านช่วยวิจัยหน่อยได้ไหมครับว่าที่อาจารย์วรเจตน์นี่ เสนอมาผิดอย่างไรครับ แล้วก็ที่อาจารย์วรเจตน์เขาเป็นห่วงว่าใช้มาตรา ๑๑๒ มาเป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายป้ายสีและโจมตีทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม จนคดีความ ๔๗๘ คดีแล้วเมื่อปี ๒๕๕๔ ดังนั้นท่านอาจารย์วรเจตน์ก็มีความเห็นว่าควรจะต้องมี องค์กรกลั่นกรองเพื่อไม่ให้ใครต่อใครเที่ยวใช้มาตรา ๑๑๒ ในการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นอย่างนี้ ผิดหรือครับ เขาต้องการให้มีองค์กรกลั่นกรอง ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ท่านก็โต้แย้งไปสิครับ แล้วก็เสนอมาว่าอาจจะเป็นส้านักพระราชวัง หรือส้านักราชเลขาธิการ หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ว่าไปสิครับ นี่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าช่วยกรุณาไปวิจัยเถอะครับว่า การใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการโจมตีใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงกันข้ามนี่ เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เป็นประโยชน์ ต่อสถาบันหรือไม่ ต้องกราบเรียนท่านประธาน ผมเป็นห่วงจังเลย ผมเป็นคนผ่าน ๑๔ ตุลาคม และ ๖ ตุลาคม ห่วงครับ ท้าไมไม่ห่วงครับ เพราะวันที่ ๖ ตุลาคม ถ้าท่านประธานยังจ้าได้เขาปลุกระดมถึงขั้นว่าฆ่ามัน ฆ่ามัน ขอประทานโทษที่ใช้ค้าหยาบ เพราะวันนั้นมีคนจงใจ หนังสือพิมพ์ ๑ ฉบับ แล้วสถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ แห่ง ขออนุญาต เอ่ยนามเลยครับ ไม่มีอะไรเสียหายเพราะเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ก็คือหนังสือพิมพ์ดาวสยาม เขาไปแต่งรูปครับ จนท้าให้รูปนั้นคล้ายคลึงกับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่นะครับ แล้วก็มีสถานีวิทยุแห่งหนึ่งไปปลุกระดมว่าไอ้พวกนี้มันไม่จงรักภักดีไปฆ่ามัน ฆ่ามัน ท่านประธานครับ ตรงนี้มันยังเกิดซ้ารอยในปี ๒๕๕๓ ก็คือ ศอฉ. นี้ไปร่างผังล้มเจ้า และในวันนี้ด้วยความเคารพนะครับท่านประธาน ผมจะให้ข้อมูลกับสถาบันพระปกเกล้า ไม่ใช่ใช้เวลาที่ประชุมนี้มาเสียเวลา เพราะผมไม่เคยเห็นสถาบันพระปกเกล้าพูดเรื่องนี้เลยครับ ผมเสียใจมาก ไม่พูดเรื่องนี้ครับ คือว่า ศอฉ. นี้นะครับ ก่อนหน้านี้เขาไม่ประสบผลส้าเร็จ ในการที่จะสร้างเงื่อนไขในการที่จะไปสลายม็อบ หรือคุณจะเรียกว่าเรียกขอคืนพื้นที่อะไรก็แล้วแต่ ฉับพลันทันใดนั้นเองในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม คุณก็เสนอผังล้มเจ้า จากวันนั้นเป็นต้นมา คุณปลุกระดมเลยคล้าย ๆ กับปี ๒๕๑๙ ที่มีหนังสือพิมพ์ดาวสยามไปแต่งรูป แล้วก็มี วิทยุยานเกราะไปปลุกระดม ปลุกระดม เที่ยวนี้ก็เหมือนกัน ศอฉ. เป็นคนลงมือเองเลย ไปร่างผังล้มเจ้า และในวันนี้ด้วยความเคารพนะครับ อย่างที่ผมเคยกราบเรียนท่านประธาน แต่วันนี้ผมไม่ได้เตรียมมา คือมีค้าจดของศาลเพื่อประนีประนอมยอมความระหว่าง พันเอก สรรเสริญ แก้วก้าเนิด กับอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่ได้เสียหายอะไร ก็คือผมจ้าเนื้อความได้แต่ถ้อยค้าผมอาจจะจ้าไม่ได้ชัดทุกตัวอักษร เนื้อความก็คือ พันเอก สรรเสริญ แก้วก้าเนิด พูดชัดต่อหน้าศาล และมีการบันทึกไว้ว่า