รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑
ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ)
วันพุธที่ ๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๕
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากวันนี้เรามีเรื่องสำคัญ คือเรื่อง พ.ร.ก. ที่จะมาพิจารณากัน แล้วก็จะมีการถ่ายทอดสด ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณากันพอสมควร เพราะฉะนั้น เพื่อประหยัดเวลาให้มีเวลาในการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของ พ.ร.ก. ผมขอหารือที่ประชุมว่า วันนี้เราไม่ต้องหารือได้ไหมครับ ไม่ควรมีการหารือนะครับ ที่จริงประเด็นนี้เป็นอำนาจ ของประธานนะครับ แต่ก็ถือโอกาสหารือพวกเราเพื่อไม่ให้เสียเวลา เพราะผมอยากจะให้ การพิจารณา พ.ร.ก. ของเรามีเวลาพอสมควรได้ไหมครับ คุณหมอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกครับ พอดีบังเอิญเพื่อนสมาชิกของเรา มีประเด็นที่เป็นสาระที่เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน และทุกคนก็เตรียมไว้แล้ว ประธาน อาจจะให้เวลาในการหารือสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ครับท่านประธาน เพื่อให้เพื่อนสมาชิก เอาประเด็นปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้หารือผ่านท่านประธานครับ ขอความกรุณาจากท่านประธานครับ สักครึ่งชั่วโมงครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เอาถึงสัก บ่ายโมงครึ่งนะครับ แล้วจบตอนไหนก็ตรงนั้นเลยนะครับ เอาอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ไม่เสียเวลานะครับ ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ครับ ขอหารือต่อท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องนะครับ เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และเรื่องในสภาด้วยครับ ด้วยพี่น้องในหลายหมู่หลายตำบลมีความเดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่อง ของน้ำประปา เพราะว่าน้ำประปานั้นค่อนข้างตื้นเขินและชำรุดทรุดโทรม ก็อยากจะให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ไปเจาะบ่อบาดาลให้กับหมู่ที่ ๕ ตำบลไกรใน และหมู่ที่ ๑๒ ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัยให้ครับ เพราะว่าต้องการที่จะ เจาะบ่อใหม่นะครับ เพราะว่าเขามีงบในท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่บ่อใช้ไม่ได้ครับ แล้วอีก ๓ แห่ง เกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนนะครับ ต้องการน้ำประปาดื่มได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนบ้านกง (ราษฎร์อุทิศ) อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย แล้วก็โรงเรียนบ้านน้ำพุ อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย โรงเรียนบ้านสามพวง (สามัคคีพิทยา) อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ทั้ง ๓ โรงนี้มีเด็ก เป็นจำนวนมากแต่ว่าขาดแคลนในเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ครับ
ท่านประธานครับ ตามที่ท่านรองประธานวุฒิสภาท่านนิคมได้มีหนังสือ รายงานต่อท่านประธานสภาเกี่ยวกับเรื่องการสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่ผ่านมานะครับ เพราะว่าท่านรองประธานนิคมนั้นก็เป็นคณะกรรมการในเรื่องติดตามดำเนินการ แล้วก็ ในรายงานนั้นท่านได้แจกให้กับวุฒิสภาได้รับทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงาน มาทั้งหมด แต่ว่าสมาชิกของเรานั้นไม่ทราบเลยนะครับ ผมทราบมาว่าท่านก็รายงานต่อ ท่านประธานสภาด้วย แต่อยากจะให้ท่านประธานสภานั้นได้แจกเอกสารพวกนี้ให้พวกเรา ได้รับทราบเกี่ยวกับเรื่องความคืบหน้าด้วยนะครับ ผมก็ฝากต่อท่านประธานว่าพอที่จะให้ได้ไหมครับ
ผมว่ามันเป็น เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ปกติที่ได้รับมอบหมายกันนะครับ แล้วก็มีการเสนอมาถึงผมหลายแฟ้ม ทีเดียวนะครับ ทั้งทางคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งคณะกรรมการของ รองประธานเจริญ แล้วก็ของที่ท่านได้พูดถึง ผมก็เลยเซ็นสั่งเจ้าหน้าที่ให้รวมแฟ้มนำเสนอ เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะมันเสนอมาเรื่องเดียวกันตั้ง ๕ แฟ้ม ๖ แฟ้มนะครับ ไม่เป็นอะไรครับ ถ้าต้องการจริง ๆ เดี๋ยวผมถ่ายเอกสารให้ไม่มีปัญหาครับ เชิญท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธาน ผมใคร่ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องผู้ประสบภัยน้ำท่วมนะครับท่านประธาน ตามนโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยหลังน้ำลด เพื่อเป็นการเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งของกระผม คืออำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ยังไม่ได้รับค่าชดเชย แล้วก็ค่าเยียวยาให้กับพี่น้องผู้ประสบอุทกภัย เนื่องจากว่าพี่น้องหลายตำบลที่ถูกอุทกภัยน้ำท่วมได้ทำรายละเอียดรายการเสนอไปยัง เกษตรอำเภอ แล้วก็เกษตรจังหวัด เหมือนกันหมดทุกอย่างแต่ลักษณะว่าคนที่ร้องเรียนนี่ ไม่ได้มีในบัญชีที่จะต้องได้รับค่าเยียวยา สาเหตุก็ตอบไม่ชัดเจน ชาวบ้านได้มาเล่าให้กระผม ฟังว่าสิ่งที่ทำไปนั้นก็ทำเหมือนกันกับนาข้างเคียง แต่ข้างเคียงได้รับ แต่ตนเองนั้นไม่ได้รับ ก็เลยทำหนังสือฝากผมมาถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ ท่านประธานนำหนังสือที่ชาวบ้านฝากนี้ไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ด้วย
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธาน เป็นเรื่องการคมนาคมแถวบ้านท่าสำราญนะครับ ตำบลคำโคกสูง อยากจะให้กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ไปทำถนนลาดยางให้กับพี่น้อง ชาวบ้านท่าสำราญ ตำบลคำโคกสูง อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ให้ด้วยนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ มีเรื่องหารือท่านประธานเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ๒ เรื่องนะครับ
เรื่องที่ ๑ ประชาชนตำบลนาหว้า ซึ่งประกอบไปด้วยบ้านประจ่า บ้านคูนายสังข์ บ้านควนขี้แรด และบ้านป่าพะยอม ได้รับความเดือดร้อน ทั้งหมดนี้เขามีอาชีพทำสวนยาง อยู่มา ๒-๓ ชั่วคนแล้ว ปรากฏว่าได้ประกาศเป็นเขตห้ามล่าในเขตดังกล่าวทำให้ประชาชน ได้รับความเดือดร้อน เพราะว่าต้องไปทำสงเคราะห์สวนยาง เมื่อไปขอสงเคราะห์สวนยาง เจ้าหน้าที่ก็จะส่งเรื่องไปที่กรมอนุรักษ์ ทำให้จะต้องไปจ่ายเงินใต้โต๊ะเป็นจำนวนมากกว่าจะ ดำเนินการได้ ซึ่งชาวบ้านเขาอยู่มา ๒-๓ ชั่วคนแล้ว แล้วก็คิดว่าบั้นปลายของชีวิต ก็จะเอาโค่นไม้ยางนี่ครับ เลี้ยงดู ปรากฏว่าจะต้องไปจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนะครับ ก็ขอให้ทางประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ด้วย แก้ปัญหาให้ด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องขออุปกรณ์กั้นหรือขุดอุโมงค์ลอดทางรถไฟ ตำบลป่าชิง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลานะครับ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านคลองเปียะ บ้านจะโหนง บ้านนาหว้า ได้รับความเดือดร้อนจากการจราจร เข้าออกผ่านทางรถไฟได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้า ได้พิจารณาแล้วเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของราษฎร ก็เห็นควรติดตั้งอุปกรณ์กั้น หรือขุดอุโมงค์ลอดทางรถไฟหมู่ที่ ๑ ตำบลป่าชิง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลาครับ ขอบคุณ ครับ
ท่านปวีณ แซ่จึง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ ๘ ครับ มีเรื่องจะขอหารือกับท่านประธาน ดังนี้นะครับ ขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้ช่วยขยายผิวจราจรทางหลวง หมายเลข ๒๒๖ ตอนอุทุมพรพิสัย-ส้มป่อยน้อย เทศบาลเมืองศรีสะเกษ ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร เนื่องจากว่าการจราจรในช่วงสายทางเชื่อมนี้แออัดเป็นอย่างยิ่ง เป็นทางเชื่อม จังหวัดสุรินทร์และกรุงเทพมหานคร
ข้อ ๒ ก็คือขอให้กรมที่ดินโดยกระทรวงมหาดไทยได้เร่งรัดให้ออกเอกสารสิทธิ ให้แก่ราษฎรตำบลโดด ๒๕ ราย ตำบลอีเซ ๒๙ ราย ที่ได้ยื่นขอออกเอกสารและได้มี การชำระค่าธรรมเนียม บางรายเป็นการออกเอกสารสิทธิในที่ที่มีการครอบครอง บางราย ออกเอกสารสิทธิโดย ส.ค. ๑ และมีบางรายที่ขอออกเอกสารสิทธิโดย น.ส. ๓ ก ขอให้ท่าน ได้โปรดเร่งรัดด้วยนะครับ เพราะบางรายตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึง ๒๕๔๓ รวมทั้งหมด ๕๔ ราย
ต่อไป ข้อ ๓ ครับ อันนี้เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากว่าราษฎร ตำบลตูม ตำบลสวาย อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ได้นำข้าวไปจำนำกับบริษัท อ. รุ่งเรืองสำโรงทาบ จำกัด ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดและเป็นการจำนำข้ามเขต จำนวน ๑๕๑ ราย เป็นน้ำหนักประมาณ ๑,๒๖๑,๐๐๐ กิโลกรัมเศษ และจะเป็นเงินประมาณ ๒๓ ล้านบาท เป็นการจำนำข้ามเขต ซึ่งราษฎรเข้าใจผิดว่าบริษัทนี้สามารถจำนำข้าวข้ามเขตได้ทำให้เกิดปัญหาก็คือขณะนี้ ยังไม่ได้รับเงิน แต่จังหวัดได้ทำเรื่องถึงกระทรวงพาณิชย์แล้ว
เรื่องที่ ๔ ก็คือขอให้ทางรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งรัด ในการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชดเชยเงินของฝายราษีไศล
และข้อสุดท้ายก็คือขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดการในการที่จะ จัดกรรมสิทธิ์ที่ดินอันที่จะกระทบจากการก่อสร้างฝายหัวนา ขณะนี้กำลังจะดำเนินการ แล้วเสร็จแล้วโดยด่วนครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านผุสดี ตามไท ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอหารือท่านประธาน เรื่องปัญหาคุณธรรมจริยธรรมและความสงบสุขในสังคมไทย ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับทราบ รับฟังถึงความกังวลของพี่น้องประชาชนจากหลากหลายกลุ่ม ในเรื่องของความขัดแย้ง แล้วก็ความหยาบคายของผู้คนในสังคม ล่าสุดก็คือกรณีที่คณะนิติราษฎร์ นำเสนอแนวคิดการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งส่งผลให้ผู้คนในสังคมจำนวน ไม่น้อยเลยทีเดียวทนไม่ไหวแล้วออกมามีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างแรง ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่า สังคมไทยมีคำหนึ่งที่มีคุณค่า มีนัยสำคัญแล้วก็สะท้อนวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ คำว่า กาลเทศะ เราทุกคนมีสิทธิ มีเสรีภาพในการคิด การพูด การเขียน การกระทำก็จริงอยู่ แต่สำคัญอยู่ตรงที่ว่าเราจะเลือกทำเมื่อไร และเมื่อไรไม่ควรกระทำ จะพูด จะเขียน จะทำ ก็ต้องคิดว่าจะส่งผลกระทบอะไรต่อสังคมบ้าง วันนี้สังคมไทยขัดแย้งมากเกินพอแล้วยังจะ ช่วยกันเติมความขัดแย้ง ความรุนแรงเข้าไปอีกหรือคะท่านประธาน ความรู้สึกรัก ความรู้สึก หวงแหนผืนแผ่นดินไทยอยู่ที่ไหนกันคะ ถึงได้เร่งทำร้ายทำลายชาติบ้านเมืองกันทุกวี่ทุกวัน ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีหญิงซึ่งเคยประกาศ ในที่สาธารณะค่ะว่าจะใช้ความเป็นผู้หญิงนำทุกคนเข้าสู่ความปรองดอง ถึงวันนี้ ๕-๖ เดือนแล้ว ให้ท่านได้ลงมือทำจริง ๆ สักครั้งเถอะค่ะ โน้มน้าวทุกคนให้ช่วยกันดึงพลังส่วนดีออกมา สรรค์สร้างบ้านเมือง เลิกให้ท้าย เลิกการสนับสนุนพฤติกรรมที่ไร้คุณธรรม คนที่พูดเท็จ สับขาหลอก สร้างเรื่องปั่นหัวคนในสังคมเสียที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขกฎหมาย เรื่องของ การเล่านิทานปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลเหล่านี้เป็นต้น ขอให้ท่านเดินหน้าทำงานอย่างมีธรรมาภิบาล ด้วยคุณธรรม จริยธรรม แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้สำเร็จ ไม่ใช่ทำงานให้สำเร็จให้กับ คนคนเดียว แต่ประเทศชาติเสียหายยับเยินแตกเป็นเสี่ยง ๆ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ ผมต้องขออนุญาตทำความเข้าใจเล็กน้อยนะครับ เรื่องการหารือผมอยากให้หยิบประเด็น ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมาหารือนะครับ แต่ประเด็นที่มันเป็นประเด็น ทางการเมืองที่มีความเห็นต่างกัน ผมไม่อยากให้เอามาในเวทีข้อหารือ เพราะไม่อย่างนั้นก็มี การขัดแย้งกันอยู่โดยตลอดนะครับ อยากให้เป็นแนวปฏิบัติอย่างนั้นนะครับ เชิญท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย
ท่านประธานคะ ดิฉัน ผุสดี ตามไท นะคะ ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวค่ะ ทั้งหมดนี้ที่ดิฉันพูดเป็นความเดือดเนื้อร้อนใจของ ประชาชน ดิฉันก็เป็นผู้แทนประชาชนเช่นเดียวกัน หลายครั้ง
ท่านครับ เรื่องหารือเป็นอำนาจของประธานที่จะให้หารือหรือไม่นะครับ แล้วก็เป็นอำนาจของประธาน ที่จะกำหนดกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งนะครับ ถ้าเป็นประเด็นที่อย่างว่า เราอาจจะ ตั้งเป็นกระทู้ถามก็ได้ครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่มันอาจจะต้องต่างความเห็นกัน ผมไม่อยาก ให้มาหารือกันเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาถกเถียงกันไปถกเถียงกันมาครับ ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับการร้องเรียน ร้องขอจากพี่น้องประชาชน ที่สัญจรไปมา ได้รับผลกระทบจากรถบรรทุกสินค้าทางการเกษตรก็ดี รถบรรทุกกรวดทราย ก็ดี ทำให้เกิดอุบัติเหตุและสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินมากมายครับ เพราะฉะนั้นจึงเรียนมายัง ประธานเพื่อที่จะแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการขอให้ทางกระทรวงคมนาคมนี้ ได้พิจารณาขยายไหล่ทางบนถนนเส้นเลียบโขง หนองคาย-ท่าบ่อ ตลอดเส้นทางประมาณ ๒๔ กิโลเมตร เพื่อที่จะลดภาวะในเรื่องของอุบัติเหตุจากการสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชน
อีกเส้นทางหนึ่งคือถนนเลี่ยงเมือง ขณะนี้รถบรรทุกส่วนหนึ่งได้เข้าไป ในตัวเมืองทำให้เกิดอุบัติเหตุ รถนักเรียนได้เกิดการสูญเสียชีวิตมากมายเพราะผ่านรถบรรทุก เข้าไปในเมือง จึงขอให้ทางกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาทางเลี่ยงเมืองจาก กม. ๘ ของ ถนนมิตรภาพไปยัง กม. ๑๔ ถนนโพนพิสัย ซึ่งจะเป็นถนนเลี่ยงเมืองที่จะสามารถรองรับ ความเจริญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รองรับอาเซียน แล้วก็เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนด้วย
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง แล้วก็ปัญหาอุทกภัย ที่เกิดขึ้นในจังหวัดหนองคายซึ่งไม่ได้รับการดูแลแก้ไข นั่นหมายถึงการพัฒนาขุดลอกลำน้ำ สวยตลอดแนว ซึ่งน้ำนี้จะหลากไปจากจังหวัดอุดรธานีแล้วก็ทะลักลงไปที่จังหวัดหนองคาย การแก้ปัญหาเรื่องนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการพิจารณาทำโครงการไว้แล้ว แต่ยังขาดงบประมาณนะครับ จึงขอแจ้งเรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์เพื่อพิจารณาในการพิจารณาอนุมัติเพื่อจะให้แก้ปัญหาเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วมด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตได้เรียนท่านประธาน เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ๓ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ขอให้ทางรัฐบาลได้มีแผนป้องกันน้ำท่วมหรือแผนป้องกันภัยพิบัติ ธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงซึ่งมีทั้งภัยน้ำท่วมและวาตภัย โดยเฉพาะ น้ำท่วมปีที่แล้วถึง ๕ ครั้ง ผมคิดว่าการที่รัฐบาลมีแผนป้องกันน้ำท่วมหรือภัยพิบัติธรรมชาติ ในภาคอื่นก็ควรจะเฉลี่ยความเป็นธรรมไปยังพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเกิดภัยพิบัติอยู่อย่างต่อเนื่องด้วย เป็นเรื่องที่ ๑ ครับ
เรื่องที่ ๒ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๕ ที่ได้อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม ก่อสร้างถนนสายป่าบอน-โหล๊ะจังกระ กราบเรียนท่านประธานว่าถนนเส้นดังกล่าวนี้มันมี ความยาวไปจนถึงบ้านคลองหมวย แล้วก็ผิวจราจรถนนที่ได้รับอนุมัติไปยังไม่ชำรุดมาก ยังสามารถใช้ได้นะครับ แต่ว่าในช่วงตอนที่มีความชำรุด ที่จำเป็นจะต้องซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน คือสายโหล๊ะจังกระ-บ้านคลองหมวย ในบริเวณหมู่บ้าน ตำบลกงหรา ซึ่งมีความจำเป็นมากกว่า จึงขอกราบเรียนท่านประธานว่าขอให้กระทรวงคมนาคมได้เปลี่ยนแปลงไปในจุดตอนที่ กระผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้ว
เรื่องสุดท้าย เรื่องการปลูกยางทดแทนยางใหม่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมี ปัญหามาก แล้วก็มีสวนยางที่อยู่ในป่าสงวนแห่งชาติที่มีปัญหาอยู่อย่างมากมายหลายไร่ ทีเดียว สำหรับป่าอนุรักษ์ผมไม่ไปกล่าวถึง แต่ว่าป่าสงวนแห่งชาติสามารถเช่าได้ แต่ว่าคน ไม่สามารถสงเคราะห์การทำสวนยางได้มันเป็นปัญหามาก ผมคิดว่ารัฐบาลใช้นโยบายในการ ที่จะให้ชาวสวนยางสามารถสงเคราะห์ปลูกทดแทนใหม่ได้ น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหา ประชาชน เพราะว่ากฎหมายก็ไม่ได้ปิดกั้นสำหรับเรื่องนี้ กฎหมายเองก็ได้เปิดโอกาสให้ ราษฎรเช่าที่ป่าสงวนแห่งชาติได้ จึงคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่พี่น้องประชาชนหลายแสน ครอบครัวมีปัญหาเรื่องสวนยางที่จะปลูกใหม่อยู่ในขณะนี้ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ
ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ต้องกราบเรียนท่านประธาน ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ ได้มอบสิทธิ ในการหารือในวันนี้ให้ผมครับ ขอขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้อง กราบขอบพระคุณท่าน ส.ส. สุนทรี ชัยวิรัตนะ จังหวัดชัยภูมิที่ได้มอบโอกาส ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ วันนี้เป็นเวลาที่พี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อนเรื่อง ราคาพืชผลการเกษตร พื้นที่ของผมซึ่งมีอำเภอชัยปราการ อำเภอเชียงดาว อำเภอเวียงแหง อำเภอฝางและอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงพี่น้องจังหวัดลำพูนอีกหลายพื้นที่ ซึ่งประกอบอาชีพในการปลูกกระเทียม วันนี้ราคาพืชผลตกต่ำ ราคาสินค้าการเกษตรแบบดิบ กระเทียมดิบตกเพียงแค่ ๗ บาท ซึ่งพี่น้องประชาชนนั้นไม่คุ้มกับต้นทุนที่เขาได้ลงลงไป ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าอยากจะฝากผ่านท่านประธานไปยังรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องได้ช่วยให้ความสำคัญ แล้วก็ลงไปดูถึงปัญหาเรื่องของราคากระเทียมในปีนี้ เพื่อหาทางยกระดับราคาจะด้วยช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ซึ่งหลายช่องทางผมต้องกราบเรียนว่า วันนี้พี่น้องประชาชนร้องขออยู่ ๒ อย่าง
๑. ก็คือการช่วยเหลือจากทาง คชก. ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการจำนำ การประกัน การทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
ส่วนที่ ๒ นั้นก็คือปีนี้พี่น้องประชาชนเชื่อว่าราคากระเทียมโดยสภาพของมัน เองมีราคาสูง แต่เกิดจากการที่พ่อค้าคนกลางร่วมกันกดราคาให้ราคาตลาดมันตกต่ำลง ก็อยากจะให้ทางรัฐบาลเข้าไปดูแลในเรื่องของกลไกการตลาดให้มันเป็นไปอย่างธรรมชาติ และถ้าเป็นไปได้อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าถ้าทาง ธ.ก.ส. จะสามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับพี่น้องเกษตรกรได้มีเงินทุนเพื่อที่จะสำหรับเลี้ยงชีพ ต่อไป และนำกระเทียมที่มีอยู่ไปแขวนให้แห้ง เก็บไว้เป็นสินค้าแบบแห้ง ก็จะสามารถแก้ไข ปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน ก็เป็น ๒ ช่องทางที่ทางพี่น้องประชาชนเรียกร้องมา และผมอยากจะ กราบเรียนว่าวันมะรืนนี้ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๕ นี้นะครับ ทางอำเภอชัยปราการก็จะ มีพี่น้องประชาชนจากทั้ง ๕ อำเภอมารวมตัวกันเพื่อที่จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือจาก รัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีได้ช่วยลงไปดูแลด้วยครับ
ขอเป็น ๒ ท่าน สุดท้ายนะครับ ท่านวัชระ เพชรทอง และตามด้วยท่านองอาจ วงษ์ประยูร ครับ เชิญท่านวัชระครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมีทุกวัน
เรื่องแรก มีชายอ้างว่าเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อ้างว่าชื่อนายมานะ คงวุฒิปัญญา ไปปราศรัยที่วัดดีดวด เขตบางกอกใหญ่บอกว่ามีเงินไปแจกให้พี่น้องประชาชนรายละ ๒,๐๐๐ บาท พร้อมกับแจก แบบฟอร์มของทางราชการของกระทรวง พม. ท่านประธานครับ เขาอ้างว่าเป็นงบเหลือจ่าย ของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน ๗๐ ล้านบาท แจกให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน แต่เงิน ๕,๐๐๐ บาทที่ช่วยน้ำท่วมนั้น สำนักงานเขตกั๊กเอาไว้ไม่ยอมจ่าย แท้ที่จริงรัฐบาลยังไม่ได้ ส่งเงินมาช่วยน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร แล้วบอกว่าให้เอาเงิน ๒,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ อยากจะถามว่าผู้นำเงินไปแจกดังกล่าวนั้นไปแจกในฐานะอะไร ใครเป็นผู้อนุมัติ และเงินสูงถึง ๗๐ ล้านบาทจริงหรือไม่ และในเหตุนี้ท่านประธานครับ ยังมีการทำหวยเถื่อน รายใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพมหานครแข่งกับหวยรัฐบาล ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปดำเนินการจับกุม และยังมีการทำพระปลอมในเขตภาษีเจริญและบางกอกใหญ่ขอให้ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและจับกุม
เรื่องที่ ๒ นายวรวีร์ ประวัติ ท่านประธานครับ ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันนี้หน้า ๑ บอกว่า เขาบินแฉขาใหญ่วิ่งย้ายผ่านนักข่าว ทนายความดัง ท่านประธานครับ ขอให้สมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ตรวจสอบจรรยาบรรณของนักข่าว คนนั้นว่าเป็นใคร และให้สภาทนายความตรวจสอบว่าทนายความดังระดับ ป.ป.ส. ได้ยินชื่อแล้ว ขนลุกที่ต้องการย้ายนักโทษค้ายาเสพติดนั้นคือใคร ให้สภาทนายความตรวจสอบมารยาท ทนายความและลงโทษต่อไป
เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ เรื่องที่เกิดในสภาแห่งนี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ปรากฏว่าท่านรองประธานเจริญ จรรย์โกมล สั่งปิดการประชุมในเวลา ๑๓.๑๙ นาฬิกา ซึ่งผิดข้อตกลงที่สภาแห่งนี้ได้ประชุมกัน เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมว่าจะเลิกประชุมในเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา จึงกราบเรียนท่านประธานว่าช่วยบอกรองประธานให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และให้คุ้มค่าเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน อย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เพราะเป็น การเจริญลง
วงหารือของเรา กลายเป็นวงจะไปตำหนิกัน ผมไม่อยากให้เป็นลักษณะนี้นะครับ ท่านสุดท้ายครับ ท่านองอาจ วงษ์ประยูร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตหารือท่านประธานเกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องในจังหวัดสระบุรี ผมได้รับ ร้องเรียนจากนายกเทศมนตรีศุภรัตน์ อัตถพันธ์ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลเมืองเก่า อำเภอเสาไห้ให้ช่วยจัดสรรเรื่องงบประมาณในการซ่อมแซมถนนบริเวณบึงโง้ง ทางเข้า หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๗ ตำบลเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมื่อคราวที่แล้ว ถนนทั้งสาย พังครับ ท่านประธาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือถนนเส้นนี้นั้นอยู่ติดบึงโง้งน้ำเซาะตลิ่งไปเรื่อย ๆ ถนนก็แคบไปเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ถนนแคบประมาณสัก ๒ เมตรในหลายจุด ถ้าเกิดว่า ไม่เร่งรัดรีบซ่อมแซมถนนเส้นนี้ พี่น้องในหมู่บ้านเป็นร้อยคนก็จะเข้าออกในหมู่บ้านนี้ไม่ได้ เพราะเดินทางด้วยเส้นทางเส้นนี้ได้สายเดียวครับ ก็ฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งรัดผลักดันซ่อมแซมถนนเส้นนี้โดยด่วนด้วยครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๒ พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในอำเภอพระพุทธบาท อยากเข้าโครงการจำนำมันสำปะหลังของทางรัฐบาล แต่ว่าโครงการนั้นอยู่ห่างไกลพื้นที่ อำเภอพระพุทธบาทไม่มีโครงการเข้าโครงการลานมันรับจำนำของรัฐบาล ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยจัดหาลานมันที่เข้าโครงการรับจำนำในพื้นที่อำเภอพระพุทธบาท ด้วยครับ ทุกวันนี้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้นำมันขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อที่บริเวณที่ ไร่มันก็ถูกกดราคา ได้กิโลกรัมละประมาณแค่ ๒.๓๐ บาท ซึ่งไม่คุ้มทุน ก็ฝากผ่านท่านประธาน ไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลลานมันโครงการรับจำนำที่อำเภอพระพุทธบาทด้วย ท่านประธานครับ
และเรื่องสุดท้ายให้ช่วยคุ้มครองผู้อุปโภคน้ำประปาที่เขตเทศบาลเมือง พระพุทธบาท ขณะนี้น้ำประปาไม่ไหลแล้วก็ไหลช้ามากผิดกับเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้วน้ำประปา ไหลแรง ก็เชื่อกันว่าทางประปาภูมิภาคอาจจะขยายเขตจนเกินความสามารถ ทำให้ผู้ที่ใช้ น้ำประปาอยู่ปัจจุบันนั้นไม่สามารถใช้น้ำประปาได้อย่างพอเพียงครับ ก็ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลคุ้มครองผู้บริโภคน้ำประปาที่เขตเทศบาลเมืองพระพุทธบาทด้วย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อเข้าประชุม ๓๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขอดำเนินการตามระเบียบ วาระเลยนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี ครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
๒.๑ รับทราบเรื่องวุฒิสภาได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่า ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เป็นพิเศษ วันอังคารที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๘ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
๒.๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ คือรับทราบเรื่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอให้ส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนดรวม ๒ ฉบับนะครับ ซึ่งมีสมาชิก ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรครับ ได้เข้าชื่อเสนอ ความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๕ เรื่องด่วนที่ ๑๒ และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๕ เรื่องด่วนที่ ๑๕ ครับ ไม่เป็นไปตาม เงื่อนไขแห่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งประธานสภาจะต้องส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ วินิจฉัยและจะต้องรอการพิจารณาพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้ง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๕ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ก่อนที่จะประชุม พิจารณาระเบียบวาระต่อไปครับ ผมปรึกษาที่ประชุมนะครับ เรื่องขอเลื่อน เรื่องด่วนที่ ๑ คือร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้พิจารณาก่อนหน้านั้น แล้วครับ แล้วก็มีการปิดอภิปรายไปแล้วนะครับ เพื่อขอมาลงมติ ท่านบุญยอดมีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ก่อนที่จะไปถึงเรื่อง การลงมติครับท่านประธาน ผมยกมือเพื่อที่จะได้ขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาทบทวน เรื่องของบันทึกการประชุมเมื่อคราวที่แล้วนะครับ เรื่องกระทู้ถามของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ในบันทึกกลับบันทึกว่าเรื่องที่ถามนายกรัฐมนตรีบอกว่าเนื่องจาก ผู้ตั้งกระทู้ถามได้ขอถอนกระทู้ถามดังกล่าวกระทำได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔๙ มันก็เลยมาสะท้อน ถึงระเบียบวาระการประชุมในวันพรุ่งนี้ท่านประธานครับว่า กระทู้ถามสดในวันพรุ่งนี้ ก็มี กระทู้ถามสดเป็น ข้อ ๑.๑ แล้วก็มีวงเล็บว่าเลื่อนจากการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจำนวน ๑ กระทู้ ซึ่งมันไม่ตรงตามสิ่งที่เราได้ประชุมกันเมื่อคราวที่แล้วครับท่านประธาน สรุป เมื่อคราวที่แล้วท่านประธานเจริญ จรรย์โกมล ในขณะนั้นท่านพูดไว้บอกว่าเอาอย่างนี้นะครับ ไว้วันพฤหัสบดีหน้าแล้วกันนะครับ รวมทั้งสิ้นเป็น ๕ กระทู้ถามสด แต่ความเข้าใจของ พวกกระผมก็คือกระทู้ถามสด ๓ ใหม่นะครับ ๒ ที่เลื่อนไปก็คือของดอกเตอร์รัชดา แล้วของ ท่านกรณ์ จาติกวณิช เพราะฉะนั้นในวงเล็บที่บอกว่าเป็น ๑ กระทู้ถาม ก็ทำให้เกิดความสับสน ท่านประธานว่าตกลงว่าจะอย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นสมาชิกก็จะเสียสิทธิ ถ้าหากว่าของ ดอกเตอร์รัชดาเป็นว่าเหมือนกับว่าขอเลื่อนไปไม่อยากจะถามเอง ตกไป ก็เท่ากับว่าเขา เสียสิทธินะครับ แต่จริง ๆ ในข้อตกลงที่เราพูดกันนั้น พูดกันอย่างชัดเจนว่าเลื่อนไป ๕ กระทู้ถามสด นั่นหมายความว่าของดอกเตอร์รัชดานั้นให้เลื่อน แล้วก็ของท่านกรณ์ จาติกวณิช ให้เลื่อนครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิก ผมขออย่างนี้ครับ ในเมื่อเราได้อนุโลมกันมาพอสมควรบางทีมันก็มีข้อโต้แย้งกันมากมาย เพราะฉะนั้นจำเป็นที่เราต้องยึดข้อบังคับ เราต้องปฏิบัติตามข้อบังคับโดยเคร่งครัดนะครับ ข้อบังคับระบุไว้ชัดเจนว่ากระทู้ถามสดแต่ละสัปดาห์นั้นต้องมีแค่ ๓ กระทู้ถามเท่านั้น เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ผมจะยึดตามแนวทางนี้เพื่อไม่ให้กระทบกับเวลาการถ่ายทอดของ ช่อง ๑๑ การถ่ายทอดช่อง ๑๑ จะถ่ายทอด ผมจะกำชับต่อไปนี้ให้มีการถ่ายทอดตั้งแต่ ๑๑.๐๐ นาฬิกาถึง ๑๒.๐๐ นาฬิกา ๑ ชั่วโมงเต็ม ตามข้อบังคับเป๊ะเลยนะครับ เพราะฉะนั้น กระทู้ถามสดในแต่ละสัปดาห์ควรต้องมี ๓ กระทู้ถามตามข้อบังคับเท่านั้น และที่มีปัญหา ที่ผ่านมานั้นก็ขอให้ยื่นเข้ามาใหม่ แล้วก็มาพิจารณาว่าควรจะต้องมีแค่ ๓ กระทู้ถามเท่านั้น จะขอยึดตามหลัก ตามข้อบังคับครับ ท่านบุญยอดเชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ สิ่งที่เราโต้แย้งกันคราวที่แล้วก็คือข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๑๔๗ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถามนั้นต้องเข้าร่วมประชุมสภา ถ้ามาไม่ได้ต้องทำจดหมายมาแล้วระบุว่าจะมาได้เมื่อไร ถ้าท่านประธานจะยึดข้อบังคับว่า กระทู้ถามมี ๓ กระทู้ถาม ผมคิดว่าก็ถูกต้องนะครับ แต่ถ้าท่านยืนยันอย่างนั้น ท่านต้องยึด ข้อบังคับ ข้อ ๑๔๗ ด้วย ไม่มีการมอบหมายให้รัฐมนตรีท่านใดมาตอบแทน ถ้ามาไม่ได้ ต้องทำจดหมายมาที่สภา และบอกว่าจะมาได้เมื่อไร และต้องมาเอง จะเอาอย่างนั้นไหมล่ะครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็คิดว่าพวกเราก็ยอมรับได้ครับ ท่านประธานครับ
เชิญคุณหมอครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตท่านประธานในข้อหารือของเพื่อนสมาชิก เกี่ยวกับเรื่องกระทู้ถาม จะได้มีข้อสรุปตามที่ท่านประธานได้กรุณาแจ้งสภาไป ประเด็น ข้อเสนอของท่านสมาชิกเกี่ยวกับข้อบังคับ ข้อ ๑๔๗ มันก็เป็นหลักปฏิบัตินะครับ แต่ความเห็นของกระผมกราบเรียนท่านประธานว่ากระทู้ถามที่ไม่ได้ถามสัปดาห์ต่อมา โดยนัยแล้วเราอาจจะใช้คำว่า เลื่อน ก็เป็นที่เข้าใจกันครับ แต่ว่าก็ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ท่านสมาชิกที่ได้รับการเลื่อนกระทู้ถามก็ต้องมายื่นใหม่ในสัปดาห์ที่จะต้องถาม เพราะข้อบังคับระบุไว้อย่างนั้น ข้อบังคับระบุว่าต้องยื่นในวันที่จะถาม ก็มายื่นใหม่ได้ ก็ไม่เป็นไรครับ ก็เข้าการวินิจฉัยของท่านประธาน ผู้ที่ทำหน้าที่บรรจุกระทู้ถามไปว่ายังจะเป็น กระทู้ถามสดอยู่หรือไม่ ตามเงื่อนไข ตามข้อบังคับ จำเป็นเร่งด่วนเป็นที่สนใจ เป็นประโยชน์สำคัญ ต่อประเทศชาติ ก็เป็นข้อวินิจฉัยท่านประธานครับในเรื่องนั้น กรณีถ้าสมมุติมายื่นแล้ว มันก็ เป็นสิ่งที่ท่านประธานจะต้องพิจารณาเองครับว่าถ้าถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี แจ้งมาว่าไม่สามารถมาตอบได้ เพราะเวลากระชั้นมากนะครับ เรายื่นกระทู้ถาม ๑๐ โมง ตัดสินว่าจะเป็นกระทู้ถามสด แล้วไปแจ้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารก็ตอบมาว่า สมมุติ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าติดภารกิจสำคัญไม่สามารถมาตอบได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นดุลยพินิจ ของท่านประธานครับ ต้องวินิจฉัยว่าจะบรรจุกระทู้ถามนั้นหรือไม่ ถ้าท่านประธานวินิจฉัย ตรงนี้ได้ ผมว่าปัญหาต่าง ๆ มันน่าจะจบไปได้ เพราะว่าเป็นดุลยพินิจท่านประธานครับ ลักษณะต้องห้ามของกระทู้ถามตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔๓ เขียนไว้ชัดท่านประธานครับ กระทู้ถาม ที่เคยตอบไปแล้วหรือแจ้งว่า ไม่ตอบ ก็เข้าข่ายในลักษณะต้องห้าม คือมีข้อจำกัด เว้นแต่ถ้าเป็น อำนาจหน้าที่ที่มอบหมายไปชัดเจนเหมือนที่เราได้ยึดถือปฏิบัติกันมาตามประเพณีปฏิบัติ นะครับ เพราะลักษณะการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ เป็นองค์คณะ มอบหมายได้ ถ้าอยู่ในงานรับผิดชอบก็มาตอบได้ ถ้าผู้ถามยินยอมว่ามอบหมายได้ อยู่ในงาน ตอบได้ก็บรรจุ ผมก็คิดว่าอย่างนั้น ท่านก็น่าจะชอบด้วยข้อบังคับและวิธีการปฏิบัติ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ถ้าเราพิจารณากันอย่างนี้ การทำงาน ในสภาเราก็ราบรื่น เพราะว่าความปรารถนาดีของเพื่อนสมาชิกในฝ่ายตรวจสอบผมเข้าใจ ครับว่าเป็นการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เราต้องเข้าใจตรงนั้นนะครับ เราก็เห็นใจ หลายสิ่งหลายอย่าง ถ้าสมมุติว่าเราทำตามข้อบังคับไปอย่างนั้น ผมก็เชื่อว่าการทำงานในสภาและเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนจริง ขอให้ท่านประธานได้โปรดช่วยกรุณาได้วินิจฉัยในประเด็นนั้น ด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
เอาว่าเรายึด ข้อบังคับดีกว่านะครับ ผมเห็นด้วยกับท่านบุญยอด และผมจะพยายามหารือกับ ท่านนายกรัฐมนตรี เอาอย่างนั้นนะครับ สรุปคือข้อบังคับระบุไว้สัปดาห์ละไม่เกิน ๓ กระทู้ถาม ก็เอา ๓ กระทู้ถาม เพียงแต่บางกระทู้ถามจำเป็นต้องเลื่อนมาจากสัปดาห์ที่แล้ว สมมุติ นะครับ ก็ให้มาเสนอใหม่ เพียงแต่มีข้อแม้ว่าที่เลื่อนสัปดาห์ที่แล้วต้องมีบรรจุในสัปดาห์ต่อไป แต่แทนที่จะเป็นการเลื่อนก็ให้มาเสนอใหม่ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน ๓ ตามข้อบังคับ เหมือนเดิม ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าที่จริง ที่ท่านประธานได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่นี้ ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายของพวกกระผมเท่าไร ซึ่งปรับทุกข์กันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่า ดูว่าแนวทางของการตอบกระทู้ถามในสภาจะเป็น ปัญหา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าความจริงข้อบังคับนี้ที่เราใช้แล้วก็อนุโลมกันมา ก็ใช้กับ ทุกรัฐบาลนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย ตัวกระผมเองก็ปฏิบัติตามนี้ แล้วเราก็ อนุโลมกันมาตลอดว่าถ้ามีความจำเป็นจะต้องเลื่อน ก็เลื่อน แล้วในบางสัปดาห์จะมีเกิน ๓ กระทู้ถาม เราก็อนุโลมกันได้ ถามว่าเราทำอย่างนี้เพื่อใครครับ เพื่อการทำหน้าที่ของ สมาชิกแทนประชาชนที่มีสิทธิในฐานะตัวแทนของประชาชนให้ฝ่ายบริหารมาตอบกระทู้ถาม ผมไม่เข้าใจว่ามาถึงวันนี้พอท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลไม่ประสงค์จะตอบกระทู้ถาม ด้วยตนเอง ซึ่งขัดข้อบังคับนะครับ ถ้าท่านประธานจะยึดข้อบังคับเรื่อง ๓ กระทู้ถาม ต่อไปนี้ ก็ห้ามมอบหมาย เพราะข้อบังคับก็ไม่อนุญาตให้มอบหมายเหมือนกัน ผมว่ามันก็ไม่ใช่แนวที่ เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ผมกราบเรียนว่าถ้าใช้แนวของท่านประธานตอนนี้จะมีปัญหา มากครับ สัปดาห์นี้ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรี ท่านบอกว่าท่านมาตอบไม่ได้ ตกไป ไปถาม สัปดาห์หน้า แปลว่าสัปดาห์นี้เนื่องจากท่านประธานล็อกเอาไว้ว่ามีแค่ ๓ กระทู้ถาม ก็เหลือแค่ ๒ กระทู้ถาม ไปสัปดาห์หน้าถ้าผมยื่นเรื่องเดิมอีก ก็ไปเบียดสิทธิของสมาชิกที่จะถาม ในเรื่องของสัปดาห์นั้น ทำไมท่านประธานจะมาวินิจฉัยข้อบังคับให้เป็นโทษกับ ฝ่ายนิติบัญญัติครับ ถ้าท่านจะยึดตามข้อบังคับโดยเคร่งครัดผมก็ต้องบอกว่าถ้าอย่างนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องมาตอบเองเท่านั้นนะครับ เพราะข้อบังคับ ข้อ ๑๔๗ เขียนอย่างนั้น แต่เราก็อนุโลมกันมาตลอดว่าบางเรื่องถามท่านนายกรัฐมนตรี แต่อาจจะเป็น ประเด็นซึ่งรัฐมนตรีที่ดูแลโดยตรงให้ความกระจ่างได้มากกว่า ฝ่ายค้านก็อนุโลมให้ครับ บังเอิญกระทู้ถามของดอกเตอร์รัชดา ประธานโทษเอ่ยนาม มันเป็นคำถามซึ่งคนอื่นตอบแทน ไม่ได้จริง ๆ ก็เท่านั้นเองครับ ผมว่าเราอย่าสร้างปัญหาให้กับตนเองมาเปลี่ยนแนวปฏิบัติ เลยครับ เอากันง่าย ๆ ว่าก็อนุโลมถามกันไปแบบที่ได้ปฏิบัติกันมาจะดีที่สุด มิฉะนั้นผมก็ถาม ท่านประธานว่าเอาตามข้อบังคับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรีไม่มาตอบ ทำตาม ข้อบังคับคือต้องแจ้งว่าจะมาตอบเมื่อใด สมาชิกฝ่ายที่จะถามกระทู้ถามก็เสียสิทธิไปเรื่อย ๆ สิครับ ทุกสัปดาห์ มันก็จะปฏิบัติไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ว่ากรุณาทบทวนนะครับ ถ้าท่านประธานบอกจะเน้นตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด มีได้แค่ ๓ กระทู้ถามเท่านั้น ก็ขอกราบเรียนว่าถ้าเช่นนั้นก็ต้องมอบหมายกันไม่ได้ด้วยเหมือนกันครับ ตามข้อบังคับ
ผมเองไม่ขัดข้องครับ จะเอารูปแบบอย่างไรไม่ขัดข้องครับ ถ้าที่ประชุมเห็นชอบผมก็ยินดีนะครับ จะเอาอย่าง ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนำเสนอก็ไม่ขัดข้อง แต่มันก็จะไปกระทบกับเวลา ในการถ่ายทอด ซึ่งกำหนดไว้ ๑ ชั่วโมง มันจะควบคุมกันไม่ได้เลย จะควบคุมเรื่อง การถ่ายทอดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเรื่องการถ่ายทอด เอาอย่างท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรนำเสนอนะครับ แต่การถ่ายทอดขอเป็น ๑๑.๐๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา ถ้าอย่างนี้ท่านเห็นว่าอย่างไร ท่านสุนัยเชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสักนิดเถอะครับ เรื่องกระทู้ถามสดที่เรามีข้อขัดแย้งกัน ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วนั้นได้สร้างให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสภาเรากำลังเล่นอะไรกัน ใครก็ทราบทั้งนั้นท่านประธานครับ ไม่ใช่เฉพาะคนไทย แต่คนประเทศอินเดียก็ทราบครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ประเทศอินเดีย ท่านก็ไม่มีโอกาสจะรู้ก่อนว่าจะมีการยื่นกระทู้ถามสด ท่านอยู่อย่างนั้น ถ้าจะพูดถึงจดหมายที่จะส่งมา ก็ต้องส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม ท่านประธานครับผมว่าเรื่องนี้ท่านประธานได้ยืนหลักไว้ดีแล้ว แล้วผมใคร่ขอกราบวิงวอน มาถึงท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่าเรื่องอย่างนี้ผมขอให้เราเอาประโยชน์ของสภา เป็นที่ตั้งซึ่งผมไม่เถียง แต่สภาไม่ได้มีประโยชน์เรื่องเดียวว่าจะต้องถามกระทู้นายกรัฐมนตรี ว่าตั้ง ครม. อย่างไรเท่านั้น อย่างวันนี้ผมอยากจะให้กิจการเดินไปเพราะว่ากฎหมายสำคัญ ๆ ก็เตรียมเข้ามาแล้ว ถ้าเรา จะต้องมาทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ชิงไหวชิงพริบกันอย่างนี้ เพื่อจะกระทบกระทั่ง กันในบางเรื่องที่เราคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในทางการเมือง แต่ไม่เป็นประโยชน์ในทาง บ้านเมืองเลยนี่ ผมว่าท่านประธานครับ มันจะทำให้ภาพลักษณ์ของสภานี่เสียหายหนัก ผมจึงขอกราบวิงวอนผ่านท่านประธานถึงหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านเถอะครับว่า เรื่องนี้เรา ประนีประนอมกันแล้วเอาหลักเกณฑ์ แล้วคราวหน้าผมก็เชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มี เจตนาใด ๆ ที่จะไม่ตอบท่าน แต่ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศอินเดีย ผมกราบเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ เมื่อครั้งผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหัวหน้าพรรคผมชื่อ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ขณะนั้นท่านเป็นฝ่ายค้าน ทันทีที่มีเรื่องราวต่างประเทศ แขกต่างประเทศ มาประเทศไทย ท่านรู้ไหมครับว่าทำอย่างไร ขณะนั้นนายกรัฐมนตรีมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านห้าม ส.ส. ในพรรคเลยว่าห้ามตำหนิติเตียนนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีกำลัง เจรจาผลประโยชน์ของประเทศชาติในระหว่างที่แขกต่างประเทศมาเมืองไทย อันนี้ เช่นเดียวกันครับ ขอเป็นวัฒนธรรมสักหน่อยได้ไหมครับ นายกรัฐมนตรีไปประเทศอินเดีย กำลังเจรจาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง เราด่าไล่หลังท่านไม่เป็นประโยชน์ครับ ท่านประธาน ขอให้ท่านยึดหลักการและเดินต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เกรงว่า เพื่อน ส.ส. จะเข้าใจผิดนะครับ เราไม่ได้ตำหนิท่านนายกรัฐมนตรีเลยที่สัปดาห์ที่แล้วท่านมา ไม่ได้ เราทราบดี แต่กระทู้ถามสดมันต้องยื่นตามข้อบังคับในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราเพียงแต่บอกว่าอนุโลมกันให้ไปตอบสัปดาห์หน้า ก็คือสัปดาห์นี้ และวันนี้เรื่องนี้เราก็ไม่ได้ อยากหยิบขึ้นมานะครับ ถ้าทำตามที่ท่านรองประธานเจริญรับปากเอาไว้ว่าสัปดาห์นี้จะมี ๕ กระทู้ถาม บังเอิญพอมาดูระเบียบวาระกับบันทึกการประชุม ท่านประธานมาแจ้งพวกเรา ว่าที่เคยตกลงไว้ ๕ กระทู้ถาม เหลือ ๔ กระทู้ถามครับ พวกผมไม่ได้ต้องการจะหยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาเลยถ้าทำตามข้อตกลงอะลุ่มอล่วยกัน เพราะฉะนั้น ๑. เราไม่ได้ตำหนิ ท่านนายกรัฐมนตรี แต่ ๒. เราคิดว่าแนวปฏิบัติที่เคยทำกันมาก็ขอให้ทำกันต่อ แล้วก็ทำตาม ข้อตกลงเมื่อคราวที่แล้ว ส่วนเรื่องของการให้เกียรติผู้นำรัฐบาลเวลาแขกบ้านแขกเมืองมานี่ พวกกระผมก็หลีกเลี่ยงอยู่แล้วนะครับ เสียดายว่าพวกท่านไม่ทำตอนประชุมอาเซียน (ASEAN) ที่พัทยา
ผมขออย่างนี้ ดีกว่าจะได้ไม่ต้องเสียเวลานะครับ ผมว่าพอแล้วครับ ผมให้ท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาล กับประธานวิปฝ่ายค้านลองไปคุยแล้วหาข้อสรุป จะเอาอย่างไรก็นำเสนอมา จะได้ดำเนินการ ตามนั้นครับ ขออนุญาตอย่างนี้เลยนะครับ จะได้จบครับ ท่านสาทิตย์จะคุยเรื่องอะไรครับ เรื่องนี้จบแล้วนะครับ เชิญท่านสาทิตย์
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าความจริง แล้วที่ท่านประธานวินิจฉัยไว้เบื้องต้นก่อนหน้านี้ ก็น่าที่จะเป็นเรื่องที่สภาเราเดินไปได้นะครับ ก็คือท่านก็วินิจฉัยตามที่มีท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอเอาไว้ว่าก็เป็นไปตาม ข้อบังคับที่เราอนุโลมกันมาตลอด ก็คือในสัปดาห์ที่มีการเลื่อนก็อยู่ในสัปดาห์ถัดไป ก็เป็น ประโยชน์ เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ท่านไปกำหนดเท่านั้นเองครับว่าเรื่อง ถ่ายทอดสดนี้กำหนดเอาไว้เท่าเดิม ความจริงผมให้ข้อมูลท่านได้นะครับ ในสมัยที่พวกท่าน เป็นฝ่ายค้าน พวกกระผมเป็นรัฐบาล รัฐบาลเป็นคนเสนอให้มีการถ่ายทอดสด และไม่มี สัปดาห์ไหนเลยที่จบใน ๑ ชั่วโมง ทุกครั้งที่มีการขยายหรือมีการเลื่อนกระทู้ถามสดมา เราจะ คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนกับสภาก็ขยายเวลา บางครั้งถ้าท่านประธานจำได้นะครับ ขยายไปเป็นไป ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ประเด็นผมกังวลอย่างนี้ท่านประธานครับ ถ้ากำหนดไว้ ว่าเลื่อนมา ๓ กระทู้ถาม ๔ กระทู้ถามได้ แต่ให้จบใน ๑ ชั่วโมง ถ้าเกิดถามตอบยาวกระทู้ถาม หลังไม่มีโอกาสถ่ายทอดสดเลยนะครับ ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นเช่นนั้น ประเด็นก็จะอยู่ตรงที่สภา จะต้องคุยกับทางรัฐบาลนะครับ ก็ขยายเวลาถ่ายทอดสดออกไปแล้วก็ให้ครอบคลุม ในกระทู้ถามสด แล้วพยายามทำให้การถามกระทู้ถามสดกระชับอยู่ในเวลา เพียงแต่ข้อมูลที่เราพบก็คือมัน ไม่ตรงเวลาสักครั้ง แต่มันอยู่ในเวลาที่พอรับกันได้ มันไม่ถึงขนาดยาวจนกระทั่งใช้เวลา หลาย ๆ ชั่วโมงเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมขอความกรุณาท่านประธานว่า ๑. ก็ยืนตามที่ ท่านประธานว่าก็คือไปตามข้อบังคับ ๓ บวกกับที่เลื่อนมา ส่วนกระทู้ถามสดสภาเองโดย ท่านประธานก็ขอรัฐบาล เพราะถ้าไม่จบก็เลื่อนอย่างที่เคยปฏิบัติกันมา เช่นนี้ผมก็คิดว่า ประโยชน์ก็จะเกิดกับทุกฝ่ายครับ
ถ้าอย่างนั้น ผมขอต่อรองอย่างนี้ได้ไหมครับ ต่อรองโดยใช้ข้อบังคับเอาอย่างที่ท่านเสนอทุกประการ แต่ต่อรองว่ากระทู้หนึ่งต้องใช้ไม่เกิน ๒๐ นาที ถ้าเกินผมใช้อำนาจของผมตัดสิทธิท่านเลย ทั้งถามและตอบฝ่ายละ ๑๐ นาที อย่างนี้ได้ไหมครับ เห็นด้วยนะครับ ถ้าอย่างนี้เราสามารถ ควบคุมเวลาได้เลย แล้วช่อง ๑๑ เขาก็จะสบายใจ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ถ่ายทอดไปยุติสักกี่โมงก็ไม่รู้ อย่างนี้ ขอเป็นอย่างนี้นะครับ
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านพิเชษฐ์ มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ถ้าเป็นแบบนี้กระทู้ถามสด มันทำนองตีหัวเข้าบ้านท่านประธาน เพราะว่า อาทิตย์ที่แล้วใช้เวลาร่วม ๒๐ นาที ท่านรักษาการนายกรัฐมนตรีก็มารอตอบอยู่แล้ว แต่ท่านไม่ถาม แต่ท่านใช้เวลาไป ๒๐ นาที แล้วกระทู้ถามสดก็มาสะสมในอาทิตย์นี้ ถ้ามัน ประเพณีแบบนี้นะครับ เดี๋ยวครั้งหน้าเขาก็มาบอกว่าจะถาม ถ้านายกรัฐมนตรีไม่มาตอบก็ ไม่ถาม ก็เลื่อนไปอีก กลายเป็นว่ากระทู้ถามสดสะสมต่อไปได้ ท่านประธานครับ ท่านต้อง ยึดหลักนะครับ ท่านอนุโลมได้เฉพาะครั้งนี้นะครับ แต่ครั้งหน้า ห้ามครับ ท่านต้องให้ ครั้งเดียวนะครับ แต่ไม่ใช่ประเพณี หรือว่าท่านจะใช้มติของที่ประชุม ขอให้ท่านประธาน พิจารณานะครับ อย่าเอาเป็นประเพณีต่อไป ต้องเป็นครั้งเดียวที่ท่านอนุโลม ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ผมเห็นว่ามัน เหมาะสม ผมพิจารณาตามความเหมาะสม แต่ถ้าเห็นด้วยก็เอาตามนี้ แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ผมก็ โยนกลับไปให้วิป ๒ ฝ่ายคุยกันอย่างที่ผมนำเสนอก็แค่นั้นเองครับ ท่านอุดมเดช เห็นอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดนนทบุรี ก็น้อมรับในสิ่งที่ท่านประธานมอบหมายให้ไป หารือกับทางประธานวิปฝ่ายค้านครับ ขออนุญาตไปหารือกันก่อนแล้วก็จะเอามาเรียนให้ ท่านประธานทราบครับ
ขอความชัดเจน นะครับ จะได้เริ่มเป็นแนวปฏิบัติตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลย แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะกรณีวันพรุ่งนี้เท่านั้น นะครับ หมายถึงว่าเป็นแนวปฏิบัติต่อไป เป็นหลักการอย่างนั้นนะครับ จบนะครับ รัฐสภา ยินดีต้อนรับบุคลากรจากเทศบาลตำบลยางคราม อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ครับ
(นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านมีอะไรครับ มันจบแล้วครับ เดี๋ยววิปเขาไปคุยกันในรายละเอียดครับ
ท่านประธานครับ ขอนิดเดียวเรื่อง ๒๐ นาทีนะครับ ซึ่งฝ่ายเราก็เห็นด้วยนะครับว่ากำหนดให้อยู่ในระยะเวลา ๒๐ นาที เพียงแต่ ว่าจะทำอย่างไรที่ให้ท่านประธานพยายามปรับให้สมดุล เช่น ไม่ใช่คนถามถาม ๓ นาที คนตอบตอบ ๑๕ นาทีอย่างนี้ก็จะเป็นปัญหา คือเฉลี่ยแล้ว ก็แบ่งกันคนละครึ่งกันประมาณนั้น
ฝ่ายละ ๑๐ นาที ไม่ยึด ๒๐ นาทีครับ ยึดเลข ๑๐ ครับ
ถ้าเกินท่านประธานก็ตัดนะครับ ก็จะได้ สะดวก
พอครบ ๑๐ นาที แล้วไม่ให้ตอบ ไม่ให้ถาม
ขอบพระคุณครับ
อย่างนั้นเลยครับ สรุปแล้ววิปยังต้องไปคุยกันนะครับ เพื่อให้ได้ข้อสรุปชัดเจนยังต้องคุยกันนะครับ เพราะยังมี ฝั่งนี้เห็นค้านนิด ๆ เพื่อให้ข้อสรุปตรงกันวิปก็ไปคุยกันนะครับ ผมต่อเลยนะครับ ขอเลื่อน
เรื่องด่วนที่ ๑ ที่มีการอภิปรายจบแล้วขึ้นมาเพื่อขอมตินะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ผมขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เชิญท่านสมาชิก ที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติด้วยครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกครับก่อนขอมติ ผมขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๓๐๗ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอมติเลยนะครับ มติเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ เชิญครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มติเห็นด้วย ๒๗๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๒๒ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบครับ
เชิญเสนอกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทยครับ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการจำนวน ๓๑ ท่าน ขอผู้รับรองครับ
เสนอ กรรมาธิการวิสามัญใช่ไหมครับ
ครับ
กรรมาธิการ วิสามัญ ๓๑ ท่าน
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้ครับ รัฐมนตรี ๕ ท่าน เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายภูมิ สาระผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของรัฐบาลจำนวน ๕ คน คือ ๑. ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดอกเตอร์พิศาล มุขแจ้ง ๒. นางปัจฉิมา ธนสันติ ๓. นายสมศักดิ์ พณิชยกุล ๔. นายบุญมา เตชะวณิช ๕. นางสาววันดี สุชาติกุลวิทย์
พรรคเพื่อไทย ๑๔ ท่าน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทยจำนวน ๑๔ ท่าน ดังนี้ครับ ๑. ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ ๒. นายองอาจ วชิรพงศ์ ๓. นายกมล บันไดเพชร ๔. นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๕. นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย ๖. นายมานะ โลหะวณิชย์ ๗. นายโกศล ปัทมะ ๘. นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ๙. นายเรวัต สิรินุกุล ๑๐. นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ๑๑. นายสากล ศรีวันทา ๑๒. นายอภิวุฒิ ทองคำ ๑๓. นายอธิป อัศวานันท์ ๑๔. นางสาวกรชนก ศรีสังข์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ พรรคประชาธิปัตย์ ๘ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๘ ท่าน ดังนี้นะครับ ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก ๒. นายณรงค์ ดูดิง ๓. นายกุลเดช พัวพัฒนกุล ๔. นายรุจิระ บุญนาค ๕. นายยุทธนา เลี่ยวสมบูรณ์ ๖. นายเกียรติ สิทธีอมร ๗. นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์ ๘. นายอลงกรณ์ พลบุตร ขอผู้รับรองด้วยครับ
ผู้รับรองถูกต้อง พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่านเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยดังนี้ค่ะ ๑. นายมารุต มัสยวานิช ๒. นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
ถูกต้องครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ คณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน คือท่านสินธพ แก้วพิจิตร ขอผู้รับรองครับ
ขอผู้รับรอง ด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ถูกต้องครับ พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล ๑ ท่านครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังชล ขอเสนอคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคพลังชล พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน คือนายสุชาติ ชมกลิ่น ขอผู้รับรอง ด้วยครับ
ถูกต้องครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี พิศาล มุขแจ้ง ๒. นางปัจฉิมา ธนสันติ ๓. นายสมศักดิ์ พณิชยกุล ๔. นายบุญมา เตชะวณิช ๕. นางสาววันดี สุชาติกุลวิทย์ ๖. ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ ๗. นายองอาจ วชิรพงศ์ ๘. นายกมล บันไดเพชร ๙. นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ๑๐. นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย ๑๑. นายมานะ โลหะวณิชย์ ๑๒. นายโกศล ปัทมะ ๑๓. นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ๑๔. นายเรวัติ สิรินุกุล ๑๕. นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ๑๖. นายสากล ศรีวันทา ๑๗. นายอภิวุฒิ ทองคำ ๑๘. นายอธิป อัศวานันท์ ๑๙. นางสาวกรชนก ศรีสังข์ ๒๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัชดา ธนาดิเรก ๒๑. นายณรงค์ ดูดิง ๒๒. นายกุลเดช พัวพัฒนกุล ๒๓. นายรุจิระ บุนนาค ๒๔. นายยุทธนา เลี่ยวสมบูรณ์ ๒๕. นายเกียรติ สิทธีอมร ๒๖. นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์ ๒๗. นายอลงกรณ์ พลบุตร ๒๘. นายมารุต มัสยวาณิช ๒๙. นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา ๓๐. พันโท สินธพ แก้วพิจิตร และ ๓๑. นายสุชาติ ชมกลิ่น
ขอระยะเวลา แปรญัตติครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอเสนอระยะเวลาแปรญัตติ ๗ วันตามข้อบังคับครับ ขอผู้รับรองครับ
ไม่มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ถือว่าที่ประชุมมีมติตามนี้นะครับ ๗ วัน
ผมหารือครับ จะเลื่อนระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑๓ เรื่องด่วนที่ ๑๔ ซึ่งเป็น พระราชกำหนดที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอทั้ง ๒ ฉบับขึ้นมาพิจารณาก่อน เนื่องจาก รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องกระทำในโอกาสแรกที่มีการประชุมสภานะครับ มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ซึ่งการพิจารณาพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับในวันนี้ นอกจากมีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียง รัฐสภาตามปกติแล้ว ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการพิจารณาพระราชกำหนดด้วยนะครับ จึงแจ้ง ให้ที่ประชุมทราบครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องด่วนที่ ๑๓ พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
คุณหมอมีอะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตเรียนหารือท่านประธานต่อกรณีที่ ท่านประธานได้หารือกับสภาและสภาอนุญาตให้นำพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับขึ้นมา พิจารณา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวิธีการพิจารณาถ้าจะเป็นไปได้อยากจะให้ ประธานได้หารือกับสภาว่าควรจะพิจารณาอย่างไร ผมหมายถึงว่าถ้าเป็นไปตามข้อบังคับ ถ้ามีหลักการทำนองเดียวกัน ก็สามารถที่จะพิจารณารวมกันได้ ประเด็นนี้ผมอยากจะ ขออนุญาตท่านประธานได้หารือกับสภาดูนะครับ ถ้าสภาอนุญาตผมคิดว่าการรวมพิจารณา หรือแยกพิจารณาก็จะเป็นความเห็นของสภา เราจะได้ดำเนินการให้ถูกต้องนะครับ
ที่จริง เรื่องด่วนที่ ๑๓ เรื่องที่ ๑๔ เป็นเรื่องทำนองเดียวกันนะครับ กระผมขออนุญาตนำมา พิจารณาร่วมกันเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาครับ ท่านคุณหมอวรงค์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมเข้าใจได้ว่า ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญนะครับท่านประธาน เนื่องจากว่ามันเป็น พ.ร.ก. เงินกู้ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กองทุนประกันภัยหรือการที่ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ เรื่องนี้รายละเอียดแล้วมันแตกต่างกันมาก แล้วผมก็เชื่อว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้ได้รับความสนใจของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าถ้าเราแยก พิจารณา จะเป็นเรื่องกองทุนประกันภัยก่อนแล้วต่อด้วยเรื่องที่ให้โอกาสแบงก์ชาติ ปล่อยเงินกู้ในวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ถ้าเอามารวมกันแล้ว ผมคิดว่าประชาชนฟังแล้วจะสับสน แม้แต่พวกเราเองเป็น ส.ส. เวลาผมฟัง คำชี้แจงในที่ประชุมพรรค พูดวนไปวนมาแล้วเรายังสับสน เพราะฉะนั้นการแยกพิจารณา น่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากกว่าเพราะอย่างน้อยเราก็มีบรรทัดฐานหลาย ๆ เรื่อง อย่างเช่นล่าสุดท่านประธานคงเห็นนะครับ กรณีศาลปกครองที่มี ๓ ฉบับเราก็ยังแยก พิจารณาเลย ดังนั้นเรื่องนี้เราควรจะแยกพิจารณา จะเป็นประโยชน์มากกว่าครับ ขอบคุณครับ
เท่าที่ผมได้ รายงานจากวิป เห็นบอกว่ามีการคุยกันแล้วจะมีการรวมกันพิจารณาทำนองนั้น เชิญท่านไพจิต
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย พระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนี้นะครับท่านประธานครับ โดยเนื้อหาแล้วเป็นเรื่องในการที่จะต้องพิจารณา เพื่อหาแหล่งเงินในการที่จะมาแก้ปัญหาทั้ง ๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาเรื่อง บริษัทประกันภัยหรือการแก้ปัญหาในการที่จะเยียวยาดำเนินการในการที่จะช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชน เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ฉบับ ความจริงจะมีอีก ๒ ฉบับที่กระผมเห็นว่าควรที่จะต้อง ได้มาพิจารณารวมกันทั้ง ๔ ฉบับ แต่เผอิญฝ่ายค้านได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องงดการ พิจารณาไว้ ๒ ฉบับ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าควรที่จะได้พิจารณาทั้ง ๒ ฉบับ ในคราวเดียวกัน แต่ในชั้นการลงมติก็ให้แยกกันลงมติทีละฉบับซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ได้มี การพิจารณาอยู่แล้วก็ได้เกี่ยวเนื่องกัน การฟังการรับรู้ของพี่น้องประชาชนก็จะสอดคล้อง ทำนองเดียวกันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและจำเป็นที่จะต้องออกพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ อย่างไร ผมเข้าใจว่าน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด ก็ได้หารือกับทางวิปฝ่ายค้าน ได้มีความเห็น ทำนองนี้ครับ ต้องกราบขอบพระคุณครับ
ท่านนริศ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อมีเพื่อนสมาชิกเสนอว่าให้รวม การอภิปรายแล้วก็แยกลงมติก็เห็นชอบตามนั้นนะครับ ท่านประธานดำเนินการไปได้ครับ
ท่านบุญยอด มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อครับ ถ้าหากว่าจะรวมการพิจารณา ๒ ฉบับนี้นะครับ ก็ต้องขออนุญาตท่านประธานและสมาชิกด้วยนะครับว่า ขอให้ให้โอกาส การทำหน้าที่ของทางฝ่ายค้านนะครับ ผมเชื่อครับว่าสมาชิกฝ่ายรัฐบาลคงอาจจะไม่ได้แสดง ความคิดเห็นมากมายนัก แต่ว่ากรุณาเถอะครับถ้าหากว่าเรารวมแล้ว แล้วก็พูดกันรอบเดียว ก็จะจบ ในแต่ละท่านที่จะลุกขึ้นอภิปรายนั้นต้องให้เวลาพวกเรานะครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
เป็นเรื่องของวิป ต้องประสานกันนะครับ ผมมีหน้าที่ทำตามข้อบังคับต้องสลับ ๒ ฝ่าย คุณหมอมีอะไรเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ต่อเรื่องข้อหารือเพื่อนสมาชิกเรื่องเวลานะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตกราบเรียนได้หารือเบื้องต้นนะครับ ทางเลขานุการ วิปฝ่ายค้านว่าอย่างไรวันนี้เราประชุมกันเป็นการประชุมตามปกตินะครับ ซึ่งเดิมเรา กำหนดเวลาไว้ที่ ๒๑.๐๐ นาฬิกา แต่เราก็จะดูลักษณะของเนื้อหาสาระของการอภิปรายเป็นหลัก พอสมควรนะครับ เพราะฉะนั้นต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ในเบื้องต้นนี่เราใช้ ๒๑.๐๐ นาฬิกาเป็นหลัก แต่เราไม่ได้ปิดกั้นนะครับ หมายความว่าถ้าเนื้อหาสาระคือ เพื่อนสมาชิกมีความสนใจที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนี่เราก็เปิดโอกาสให้ฝ่าย นิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่แน่นอนครับธรรมเนียมปฏิบัติเราก็ให้เวลา ของสมาชิกฝ่ายตรวจสอบเสียงข้างน้อยมากปกติอยู่แล้วนะครับ เช่น ทางซีกรัฐบาลกับ ครม. รับไปครึ่งหนึ่ง ซีกโน้นก็ได้ครึ่งหนึ่งทำนองนี้ โดยเป็นการประมาณ แต่ไม่ได้ถือเป็นกฎตายตัว นะครับท่านประธานขึ้นอยู่กับดุลยพินิจท่านประธานและที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
ไม่มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นนะครับในกรณีรวมการพิจารณา ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้ ผมขออนุญาต ดำเนินการตามนี้เลยนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ เรื่องด่วนที่ ๑๓ และเรื่องด่วนที่ ๑๔ รวมกัน พิจารณาครับ
เรื่องด่วนที่ ๑๓ พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) และ
เรื่องด่วนที่ ๑๔ พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ๒ เรื่องรวมกัน พิจารณา
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนเสนอ พระราชกำหนด ๒ ฉบับ อันได้แก่พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ต่อท่านประธานและสภาผู้แทนราษฎร ด้วยความจำเป็นที่จะต้องมี การอ้างถึงมติของการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ได้เห็นชอบให้มี การตราพระราชกำหนดขึ้น ๔ ฉบับพร้อมกัน ได้แก่พระราชกำหนด ๒ ฉบับดังกล่าวที่ผม กำลังจะเรียนเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และพระราชกำหนดการให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ รวมทั้งพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๒๕๕๕ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน พระมหากรุณาธิคุณทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับดังกล่าวเพื่อ ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายและภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘๔ ซึ่งได้กำหนดให้ในกรณีเพื่อประโยชน์อันที่จะรักษา ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มี ความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรี เสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ในการนี้รัฐบาลจึงขอเรียนเสนอ ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการออกของพระราชกำหนดเพียง ๒ ฉบับ เนื่องจาก อีก ๒ ฉบับกำลังอยู่ในกระบวนการตีความ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การวินิจฉัยของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ในการนี้ผมจึงขออ้างถึงภาวะวิกฤติอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ซึ่งได้เกิดวิกฤติ อุทกภัยอย่างร้ายแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และสังคมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจจากภาวะ อุทกภัยในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน ๖.๓ แสนล้านบาท และความเสียหายต่อรายได้ ๗.๙ แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติ ที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายสูงที่สุดเป็นลำดับที่ ๕ ที่เคยเกิดขึ้นในโลกนับจากปี ๒๕๔๘ ความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ได้กระจายตัวไปในทุกภาคส่วนของประเทศไทยซึ่งเห็นได้ ชัดเจนคือภาคอุตสาหกรรมโดยมีนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัด ปทุมธานีได้รับความเสียหายถึง ๗ แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบและอุตสาหกรรม ที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและ เครื่องดื่ม ยาและผลิตภัณฑ์จากพลาสติก ซึ่งประมาณว่ามูลค่าความเสียหายสูงถึง ๒๓๗,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นกับโรงงานที่อยู่นอกเขตนิคม อุตสาหกรรมดังกล่าวกระจายตัวอยู่ใน ๘ จังหวัด ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงที่ใกล้เคียงกันกับโรงงาน ที่อยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรม ดังนั้นเมื่อรวมความเสียหายทั้งโรงงานที่อยู่ภายในและนอก นิคมอุตสาหกรรมและคิดเป็นมูลค่ารวมกันทั้งสิ้นกว่า ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากความ เสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินซึ่งได้แก่ อาคาร สถานที่ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และสินค้าที่รอการจำหน่ายแล้ว ยังเกิดความเสียหายต่อรายได้ทั้งในขณะที่เกิดอุทกภัยและ รายได้ในอนาคตจากการที่โรงงานไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ ซึ่งประมาณว่ามูลค่าการผลิต ของโรงงานที่ได้รับความเสียหายเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมจะต้องลดลงเป็นมูลค่ากว่า ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรงงานที่ได้รับความเสียหายจาก อุทกภัยเท่านั้นครับ แต่ยังได้ส่งผลต่อเนื่องไปเป็นวงกว้างเนื่องจากโรงงานที่ได้รับความ เสียหายส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วน ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำป้อนให้กับโรงงาน อุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตของ อุตสาหกรรมทำให้เกิดการขาดแคลนชิ้นส่วนและวัตถุดิบในกระบวนการผลิต รวมทั้งส่งผล ต่อการจ้างแรงงานของผู้ที่อยู่ในกระบวนห่วงโซ่อุปทานการผลิตดังกล่าวนะครับ การผลิตมี การหยุดชะงัก มีการชะลอตัว ทั้งนี้ประมาณว่ามีแรงงานที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้จำนวน รวมกันประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน
สำหรับความเสียหายในภาคเกษตรกรรมนั้น ได้มีพื้นที่เพาะปลูกที่มีความ เสียหายสูงถึง ๑๑ ล้านไร่ และผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวนมากกว่า ๑.๔ ล้านคน ส่งผลให้ เกิดการสูญเสียรายได้ถึง ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งในด้านคุณภาพ ชีวิตและการมีรายได้ของพี่น้องประชาชน รวมทั้งความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคการพาณิชย์ และภาคเกษตรกรรม ส่งผลทางเศรษฐกิจต่อภาคการส่งออก ซึ่งมี ความสำคัญเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ ๗๐ ของรายได้ของประเทศ ปรากฏผลเป็นการเติบโต ของการส่งออกที่ต้องลดต่ำลงกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ จากแต่เดิมซึ่งประเทศเคย คาดหวังว่าจะสามารถขยายตัวการส่งออกได้สูงเกือบร้อยละ ๒๕ จากรายงานล่าสุดเรา จำเป็นจะต้องยอมรับการขยายตัวของการส่งออกในระดับเพียงร้อยละ ๑๗ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความมีเสถียรภาพของภาคการค้าส่งและการค้าปลีก ทั้งจากปัญหา อุปทานของสินค้าที่เกิดจากอุปสรรคทางด้านการผลิตและจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มี ความจำเป็นจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูบูรณะกิจการและบ้านเรือนของตนเองที่ได้รับ ความเสียหาย ซึ่งถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนขาดความมั่นคงทางด้านการจ้างงาน การสร้าง รายได้จนขาดความเชื่อมั่นในการบริโภคอาจเกิดความเสียหายในภาคการผลิต การค้าส่งและ การค้าปลีกต่อเนื่องเป็นมูลค่าสูงอีกถึง ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ภาวะอุทกภัยได้ก่อให้เกิดความ เสียหายต่อบ้านเรือนของประชาชนเป็นวงกว้างครอบคลุมพื้นที่ ๕๓ จังหวัด ซึ่งรวมถึง กรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย คิดเป็นความเสียหายรวมทั้งสิ้น ๒.๖ ล้านครัวเรือน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเงินได้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาแก้ไขในเบื้องต้นและกำลังเร่งดำเนินการ อย่างสุดความสามารถ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวข้างต้นได้มีการประมาณการว่าจะทำให้ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ลดลง ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่า เศรษฐกิจในปี ๒๕๕๔ จะสามารถขยายตัวได้เพียงร้อยละ ๑.๕ จากแต่เดิมซึ่งเคยประมาณ การไว้เกือบร้อยละ ๔ นอกจากความเสียหายในการผลิตที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ยังส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยประสบ ปัญหาด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการรับประกันวินาศภัยที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยต่อในต่างประเทศได้มีการชะลอการรับประกันภัยต่อ จากบริษัทประกันภัยในประเทศไทย หรือมีการเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น มากซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาด เนื่องจากการประกันวินาศภัย เป็นเงื่อนไขในการขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินจึงทำให้ภาคธุรกิจทุกขนาดตกอยู่ในความ เสี่ยงที่อาจไม่สามารถดำเนินธุรกิจอันเป็นปกติต่อไปได้ ดังนั้นเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถ ดำเนินธุรกิจต่อไปโดยไม่หยุดชะงักรัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งจัดตั้งกลไกเพื่อให้ ความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยสนับสนุนให้เกิดการรับ ประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน โดยการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ทำหน้าที่ในการรับประกันภัย ทำประกันภัยต่อ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นเพื่อให้ภาคธุรกิจประกันภัยสามารถ ดำเนินกิจการประกันภัยได้เป็นปกติ มิฉะนั้นอาจเกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ด้วยปัญหา ดังกล่าวข้างต้นจึงจำเป็นและมีความฉุกเฉินรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อให้ธุรกิจทั่วไป สามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องไปได้ รัฐบาลจึงเห็นสมควรให้มีการตราพระราชกำหนด กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการความเสี่ยง จากภัยพิบัติซึ่งให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปดำเนินการในวัตถุประสงค์ที่กระผมได้กราบเรียนมาแล้วข้างต้น นอกจากการดำเนินการ ที่มีความจำเป็นรีบด่วนด้านประกันภัยให้แก่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการผลิตได้อย่าง ต่อเนื่องนั้น ความเสียหายจากวิกฤติอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ยังส่งผลกระทบในวงกว้างและมี ความรุนแรงจนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนที่จะใช้ ในการฟื้นฟูกิจการ และการฟื้นฟูสภาพบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะกลุ่ม ประชาชนและผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งมีความจำเป็นต้องได้รับ ความช่วยเหลือทางการเงินเป็นกรณีพิเศษ สมควรให้มีการพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้าน การเงินแก่ กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นการเฉพาะ เนื่องจากเงื่อนไขปกติของการกู้เงินจากระบบธนาคาร พาณิชย์หรือสถาบันการเงินยังคงมีความจำกัดในความเพียงพอของวงเงินสินเชื่อรวมที่ได้จัด ไว้รองรับสินเชื่อภาคประชาชนและผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในขณะที่ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดโดยกลไกตลาดก็อยู่ในระดับที่ไม่ผ่อนปรนนักต่อภาวะความจำเป็น ภายหลังปัญหาอุทกภัย ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นเป็นความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ประชาชนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมเป็นการเฉพาะ โดยการออกพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจในการ พิจารณาให้กู้ยืมแก่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะคราว เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปให้กู้ยืม แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในกลุ่มที่เป็นประชาชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินร่วมกัน สนับสนุนเงินกู้ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะสมทบเงิน ร้อยละ ๗๐ ของการให้สินเชื่อ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินเพียงอัตราร้อยละ ๐.๐๑ ต่อปี และกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินสมทบร้อยละ ๓๐ โดยให้คิด อัตราดอกเบี้ยจากประชาชนหรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่เกินร้อยละ ๓ ต่อปี เพื่อให้ประชาชนสามารถนำเงินไปซ่อมแซมบ้านเรือนและฟื้นฟูกิจการที่ได้รับความเสียหาย ให้กลับมาสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้เป็นปกติดังเดิม ทั้งนี้วงเงินความ ช่วยเหลือได้กำหนดไว้ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยให้สถาบันการเงินยื่นคำขอกู้จาก ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ภายหลังพระราชกำหนดผ่านกระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย แล้ว และให้ดำเนินการด้านการกู้ยืมให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ และสถาบันการเงินต้องส่งคืนเงินกู้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในระยะเวลา ๕ ปีนับแต่ ได้รับเงินกู้
ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากการสนับสนุนทางการเงินและการส่งเสริม การประกันภัยพิบัติแก่ภาคธุรกิจแล้ว รัฐบาลตระหนักดีว่าผลจากความเสียหายในครั้งนี้ ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมถดถอยและอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อ ความเชื่อมั่นของสาธารณะ จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการฟื้นฟูประเทศทั้งในด้านของการแก้ไข เยียวยาความเสียหายและการป้องกันภัยพิบัติมิให้เกิดขึ้นซ้ำอีก และการสร้างความเชื่อมั่น ต่อประเทศ รัฐบาลจึงแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคต ประเทศซึ่งใช้อักษรย่อของคณะกรรมการว่า กยอ. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวาง ระบบบริหารจัดการน้ำ กยน. ซึ่งคณะกรรมการทั้ง ๒ คณะได้พิจารณาแนวทางในการแก้ไข ปัญหาวิกฤติความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้น โดยได้กำหนดให้มีการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานที่จำเป็นเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศซึ่งอยู่ใน พระราชกำหนดที่ยังไม่ได้สู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ แต่ใน พระราชกำหนดดังกล่าวได้กำหนดให้เตรียมวงเงินในการดำเนินการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อประกอบด้วยแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำที่ทำขึ้นครอบคลุมพื้นที่ ๘ ลุ่มน้ำในพื้นที่ ราบลุ่มเจ้าพระยา และได้ประมาณการว่ามีความจำเป็นจะต้องลงทุนตามแผนเพื่อพื้นที่ราบลุ่ม ๘ ลุ่มน้ำนี้เป็นจำนวนเงินรวม ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีแผนปฏิบัติการที่ ครอบคลุมลุ่มแม่น้ำอีก ๑๗ ลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ภายในวงเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และสำหรับในโครงสร้างพื้นฐานตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูอนาคตประเทศอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นจำนวนวงเงินทั้งสิ้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการ ตามมาตรการดังกล่าวจะต้องมีความพร้อมในการดำเนินการอย่างรีบด่วน และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถป้องกัน มิให้เกิดน้ำท่วมซ้ำขึ้นอีกได้ในอนาคต แต่ทั้งนี้เนื่องจากวงเงินที่ต้องใช้นับเป็นจำนวนเงินที่มี มูลค่าสูง ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่เตรียมตั้งกองทุนประกันภัยจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้มี การเสนอในพระราชกำหนดในวันนี้ จึงเป็นจำนวนเงินรวมกันทั้งสิ้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การใช้วงเงินลงทุนที่สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนและไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยวิธี งบประมาณประจำปีด้วยข้อจำกัด ๒ ประการนะครับ
ประการแรกคือ การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณนั้น ถูกจำกัด ด้วยกฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาล สามารถกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลได้เป็นจำนวนเงินไม่เกิน ๕๑๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ใน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาลได้กำหนดวงเงิน ขาดดุลงบประมาณไว้แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงเหลือวงเงินที่สามารถกู้เพื่อชดเชย การขาดดุลได้อีกเพียง ๑๑๓,๐๐๐ ล้านบาท
สำหรับข้อจำกัดประการที่ ๒ ได้แก่ ถ้าหากว่าจะรอเพื่อขอใช้วงเงิน งบประมาณในปี ๒๕๕๖ ก็จะทำให้ไม่สามารถยืนยันความมั่นใจต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ถึงความพร้อมทางการเงินและความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะดำเนินการลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานเพื่อมิให้เกิดภาวะอุทกภัยขึ้นซ้ำอีก การดำเนินการจึงมีความจำเป็นรีบด่วน ดังนั้นรัฐบาลจึงได้พิจารณาออกพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวาง ระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ไปพร้อม ๆ กับพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ที่ได้เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอำนาจในการกู้เงิน จำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติ ในอนาคตและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาคม นานาชาติได้โดยทันที โดยการกู้เงินดังกล่าวรัฐบาลทราบดีครับว่าเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ ให้แก่รัฐบาลถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและรัฐบาล มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องสามารถแสดงให้ประชาคมทางการเงินได้ทราบถึง ความพร้อมในการชำระดอกเบี้ยและต้นเงินกู้ ทั้งในส่วนที่เป็นหนี้เดิมและในส่วนที่เป็นหนี้ ใหม่ได้ โดยขณะนี้รัฐบาลของไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับ ๔.๔๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ ที่รัฐบาลกู้โดยตรง ๒.๐๔ ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อดูแลความเสียหายให้กับกองทุน ฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ในขณะที่มีหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ที่มิใช่สถาบันการเงิน ๑.๐๘ ล้านบาท และหนี้อื่น ๆ อีก ๑๘๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อดูแลความเสียหายให้กับกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเกิดขึ้นจากวิกฤติของระบบสถาบันการเงิน ตั้งแต่ครั้งปี ๒๕๔๐ ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินหนี้คงค้างอยู่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท โดยเป็น หนี้สาธารณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความรับผิดชอบตามกฎหมายที่จะดูแลให้มี การชำระคืนเงินต้นตามเงื่อนไขของพระราชกำหนดในการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และจัดการเงินกู้ พ.ศ. ๒๕๔๑ และพ.ศ. ๒๕๔๕ โดยตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ได้สามารถชำระหนี้เงินต้นไปแล้วโดยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นจำนวนเงินประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ ๑๐ ของวงเงินทั้งหมด อันนี้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรึกษาหารือกันจนมีความเข้าใจร่วมกันแล้วว่าธนาคารแห่ง ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะดูแลบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงิน ให้มีภารกิจในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของหนี้จำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาทดังกล่าว โดยจะมีการดำเนินการให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ถือพันธบัตรและตั๋วสัญญาใช้เงินของกระทรวงการคลัง สามารถที่จะได้รับชำระดอกเบี้ยเงินต้นผ่านการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนฟื้นฟู
ท่านรอง นายกรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญคุณหมอสุกิจครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต้องประท้วงท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ตอนแรกเราก็ตกลง กันแล้วใช่ไหมครับว่าจะเอาแค่ ๒ ฉบับ แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านก็ได้นำเสนอ ไปหมดแล้ว ผมเข้าใจว่าที่ท่านกำลังพูดอยู่จะเป็นนอกเหนือจาก ๒ ฉบับ ที่เราจะพิจารณา กันในวันนี้ ให้ท่านประธานพิจารณาด้วยครับ
ท่านรอง นายกรัฐมนตรีครับ เราพิจารณาแค่ ๒ ฉบับนะครับ เรื่องด่วนที่ ๑๓ กับเรื่องด่วนที่ ๑๔ ส่วนเรื่องด่วนที่ ๑๒ กับเรื่องด่วนที่ ๑๕ เรารอการพิจารณาเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาล เพราะฉะนั้นนำเสนอแค่ ๒ ฉบับครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ กระผมได้กราบเรียนยืนยันแล้วตั้งแต่ตอนต้นว่าจะ ขอนำเสนอพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ แต่ได้อ้างถึงว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนั้น ได้ถูก พิจารณาโดยคณะรัฐมนตรีถึงความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ไปพร้อมกับอีก ๒ ฉบับ ดังนั้นความเกี่ยวเนื่องของการชี้แจงถึงเหตุผลของทั้ง ๒ ฉบับนั้นอาจมีความไปเกี่ยวโยง กับอีก ๒ ฉบับ ซึ่งยังไม่ควรเข้าสู่การพิจารณาในวันนี้อยู่ด้วยบ้าง ซึ่งผมก็ต้องกราบขออภัย ต่อท่านประธานและที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ อย่างไรก็ตามผมเพียงแต่ต้องการ กราบเรียนว่า พระราชกำหนด ๑ ฉบับในวันนี้ คือพระราชกำหนดซึ่งเกี่ยวข้องกับการต้อง กู้เงินอีกจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ซึ่งถ้าหากเมื่อรวมกับพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่งซึ่งยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาก็เป็นการกู้เงิน เพื่อเพิ่มยอดหนี้สาธารณะ ดังนั้นผมเพียงแต่ต้องการกราบเรียนว่าการดำเนินการทั้งหมด พร้อมกันจะนำไปสู่ความพร้อมในการกู้เงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้ง กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เพราะระดับยอดหนี้สาธารณะที่มีอยู่ ๔.๔๒ ล้านล้านบาทนั้น เมื่อมีการดำเนินการครบถ้วนก็จะนำไปสู่ความพร้อมในการที่จะสามารถกู้เงินได้ และการดูแลให้มีการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งในส่วนเดิม ทั้งในส่วนใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากการกู้ เพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รวมทั้งในส่วนที่อาจจะเกี่ยวข้อง กับพระราชกำหนดซึ่งยังไม่เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ประเทศเราจะมีความพร้อมในการที่จะ สามารถดูแลการชำระหนี้ ทั้งในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยและเงินต้นได้ ดังนั้นการดำเนินการที่จะ ได้กราบเรียนชี้แจงเพื่อนำเสนอพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จึงอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องของคำอธิบายในส่วนของหนี้ที่มีการดำเนินการ อย่างไรก็ตามกระผม ขออนุญาตกราบเรียนโดยสรุปนะครับว่า การดำเนินการในส่วนที่เป็นการดูแลให้มี ความมั่นใจในการสามารถชำระหนี้ในส่วน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะเกิดขึ้นจากการกู้เพื่อ จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัตินั้น สามารถดูแลให้มีการชำระหนี้ได้อย่างมั่นคงและ แน่นอน เนื่องจากการดำเนินการในส่วนอื่นจะสามารถทำให้หนี้สาธารณะจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีนัยสำคัญพอสมควรและยังไม่ได้เคยถูกดูแลอย่างชัดเจนมากนักในอดีต จะถูกดูแลให้เป็น หนี้ที่ถูกเรียกว่า หนี้สาธารณะที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับที่จะดูแลให้เกิดการบริหารจัดการหนี้ตรงนี้แล้ว จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับว่า ในการดำเนินการของรัฐบาลในเหตุผลและความจำเป็นของพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับ จึงเป็นเรื่องของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ การฟื้นฟู ประเทศนั้นส่วนที่สำคัญที่สุดของทางเศรษฐกิจ ก็คือการดำเนินการทางด้านความมั่นคง จึงหวังว่าท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ จะได้กรุณาสนับสนุนและพิจารณาให้ความเห็นชอบในพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ เพื่อรัฐบาลจะสามารถได้นำไปดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติโดยเร็วต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีครับว่าปัญหาการฟื้นฟูประเทศ การฟื้นฟูสังคม การฟื้นฟูชีวิตของพี่น้อง ประชาชนคนไทยทุกคนที่ประสบความทุกข์ ความเดือดร้อน ความสูญเสีย ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นหัวใจสำคัญหรือเป็นภารกิจสำคัญ ไม่ใช่ เฉพาะของรัฐบาล แต่ของคนไทยทั้งประเทศ ผมจึงอยากจะให้ความมั่นใจกับท่านประธาน ครับว่าจริง ๆ นับตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมในช่วงประมาณเดือนกันยายน เดือนตุลาคมที่ผ่านมา พวกเราซึ่งทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแม้ว่าจะอยู่ในซีกของฝ่ายค้านก็ได้เดินหน้า ทำงานตามบทบาท ตามหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ในการที่จะสนับสนุนให้บ้านเมืองของเรา ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้สามารถฟื้นฟูชีวิตของพี่น้องประชาชน แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจสังคมของ เราเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ ด้วยความมั่นคงว่าจะป้องกันเหตุในอนาคตได้ ผมเชื่อว่า สิ่งที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีเองก็คงจำได้วันที่ผมเดินทางไปที่ ศปภ. ก็ได้มีการยืนยัน เช่นนั้น แล้วก็ยืนยันว่าถึงทุกวันนี้เราก็ต้องการเห็นการเดินหน้าฟื้นฟูประเทศชาติบ้านเมือง แล้วก็เตรียมการสำหรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้วก็เร่งบรรเทาทุกข์หรือลดความ เสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต กระผมก็ไม่สบายใจครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกที่ให้สัมภาษณ์รวม ไปจนถึงแม้กระทั่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเมื่อเช้านี้ทำนองว่าปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของ พระราชกำหนด ซึ่งวันนี้มีการพิจารณา ๒ ฉบับ เพราะว่าอีก ๒ ฉบับนั้นมีการส่งความเห็นไป ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มันเป็นเรื่องของการเมืองซึ่งจะไปกระทบกับการทำหน้าที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กระผมกราบเรียนมา ขอยืนยันว่าไม่ใช่ละครับ ที่จริงถ้าย้อนกลับไปใน สมัยที่ผมทำหน้าที่เป็นรัฐบาล และวันนั้นเศรษฐกิจมีปัญหาความมั่นคง คนกำลังตกงาน มากมายรัฐบาลได้จัดงบประมาณกลางปีจนเต็มเพดานของการกู้ยืมเงินแล้ว ก็ต้องตรา พระราชกำหนดขึ้นมา เพื่อนสมาชิกซึ่งปัจจุบันนั่งอยู่ในซีกของรัฐบาลเองก็ได้ทำหน้าที่ในการ ส่งความเห็นไปว่าการตราพระราชกำหนดนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ ก็วินิจฉัยว่าการตราพระราชกำหนดของรัฐบาลที่แล้วนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านกลับไป อ่านเหตุผลที่ท่านใช้ตอนส่งตีความในวันนั้นนะครับ วันนี้ท่านจะออกพระราชกำหนดไม่ได้ เลยแม้แต่ฉบับเดียว อย่าว่าแต่ ๒ ฉบับที่ฝ่ายค้านส่งไปตีความ เพราะเราต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงครับว่าเรามีความจำเป็นในการที่จะต้องฟื้นฟูประเทศจากน้ำท่วม แต่ไม่ได้ หมายความว่าจะสามารถหยิบยกเงื่อนไขของน้ำท่วมมาทำสิ่งที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือไปเปิดโอกาสให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการซึ่งอาจจะมีความไม่โปร่งใสในอนาคตได้ พวกกระผมก็มีหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ของประชาชน ซึ่งก็จะได้มี โอกาสกราบเรียนทั้งต่อศาลรัฐธรรมนูญ และถ้าหากว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ก็คงจะได้มีโอกาสในการมาอภิปรายในสภานี้เช่นเดียวกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนสบายใจนะครับ และรัฐบาลจะได้สบายใจด้วย ถ้าจะเล่นการเมืองจริง คงยื่นตีความไปทั้ง ๔ ฉบับแล้วครับ แต่ไม่ใช่ เราพอมองเห็น พออนุโลมว่า ๒ ฉบับที่เข้ามา ในวันนี้ มันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้วก็มีความจำเป็นเร่งด่วนในระดับหนึ่ง แต่เราต้องไม่ลืมหลักว่าการตราพระราชกำหนดนั้นเป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญ ปกติการตรา กฎหมายซึ่งการจะต้องใช้จ่ายเงิน ที่ในที่สุดเป็นภาระของพี่น้องประชาชนนั้นมันเป็นหน้าที่ และเป็นอำนาจของฝ่ายสภา ต้องเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องปัดภัยพิบัติอย่างนี้ แล้วต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นฉุกเฉินมิอาจหลีกเลี่ยงได้ รัฐธรรมนูญจึงจะอนุญาตให้มีการตราออกมาในรูปของพระราชกำหนดขึ้น ผมกราบเรียนครับว่า พรรคฝ่ายค้านพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วเห็นว่าวันนี้ ๒ ฉบับนี้เร่งด่วน แล้วก็จะได้ให้ ความเห็นต่อไป แต่อีก ๒ ฉบับก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ เพราะว่าท่านรอง นายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวทำนองว่ามันเกี่ยวพันหรือมันผูกกันอยู่ว่าคงจะไม่ใช่ ผมยืนยันว่า การจัดการเรื่องของหนี้ของกองทุนฟื้นฟูขณะนี้ แม้ไม่มีการตราพระราชกำหนดขึ้นเลย รัฐบาลก็สามารถเดินหน้าในการที่จะฟื้นฟูแล้วก็เตรียมการในการป้องกันในเรื่องของน้ำท่วมได้ ผมยืนยันว่าจากคำสัมภาษณ์ของบุคคลในรัฐบาลเองรวมทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งพูดถึงแผนในการที่จะมีการลงทุนเพื่อป้องกันเรื่องของน้ำท่วม และแนวทางของการใช้ เงินนั้น ตัวเลขที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้กับสาธารณะ คือสิ้นปีปฏิทิน ๒๕๕๕ อย่างเก่งก็คือจะต้องใช้เงินประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกเหนือจากที่ได้กำหนดไว้ใน งบประมาณ ซึ่งมีเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะสามารถใช้จ่ายได้ สามารถที่จะดำเนินการ ในระบบงบประมาณก็ได้ โดยการทำงบประมาณกลางปี สามารถที่จะกู้เงินโดยออกเป็น พระราชบัญญัติก็ได้ เพราะความจำเป็นในการที่จะใช้เงินในขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้นซึ่งผมจะได้ กราบเรียนต่อไป ดังนั้นผมยืนยันนะครับว่าทั้งหมดเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าใจ การดำเนินงานของฝ่ายค้าน ไม่ใช่เรื่องการเมืองครับ เรื่องความถูกต้อง เรื่องการปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปดำเนินการต่อไป ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญครับ การส่งตีความของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น รัฐธรรมนูญก็บัญญัติเอาไว้ชัดเจนครับว่าไม่ได้ทำให้การบังคับใช้กฎหมายจะต้องสะดุดลง แต่ประการใด จะเห็นได้ว่ามีการส่งตีความแล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็ยังสามารถไปประชุมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ไปประชุมกับธนาคาร พาณิชย์ในเรื่องของการที่จะกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่จะเก็บเข้าเพื่อไปใช้หนี้ของ กองทุนพื้นฟูก็ได้ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้มีการหยิบเรื่องนี้มาให้เกิดความเข้าใจว่า เป็นเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องดำเนินการทุกสิ่งทุกอย่างนั้นด้วยความถูกต้อง ด้วยความรอบคอบรอบด้าน และที่สำคัญก็คือด้วยความโปร่งใส ถ้าจะหยุดเล่นการเมืองกัน ก็ดีครับ เพราะวันนี้สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน ฉุกเฉินจริง ๆ คือการเตรียมรับมือกับน้ำที่จะมาในปีนี้ คือปี ๒๕๕๕ แล้วก็การที่จะเร่งฟื้นฟูชีวิตของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาก น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา การเร่งรัดเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท กรณีที่อยู่อาศัย ๒,๒๒๒ บาทต่อไร่ กรณีของข้าว เงินส่วนต่าง และอื่น ๆ ซึ่งขณะนี้ยังล่าช้าอยู่ แล้วก็ต้องขออนุญาตถือโอกาสกราบเรียนท่านประธาน เพราะท่านนายกรัฐมนตรีพูดหลายครั้ง แล้วนะครับว่าที่ทำไปขณะนี้จะเร็วกว่ารัฐบาลที่แล้วเพราะไม่ต้องรอน้ำลด โดยข้อเท็จจริง ขณะนี้ท่านใช้เวลามากกว่าแล้วนะครับ แล้วก็รัฐบาลที่แล้วก็ไม่มีหลักในเรื่องของการรอหลัง น้ำลด ในเรื่องของเงิน ๕,๐๐๐ บาท การฟื้นฟูตรงนี้ต่างหากครับที่ต้องเร่งรัด ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับบรรดาโครงการ ซึ่งจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งผมเองก็เคยกราบเรียนนำเสนอบัดนี้ก็อยู่ ในแผนที่ทาง กยน. ทำมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีระบบของการเชื่อมโยงการปฏิบัติการ ที่เกี่ยวข้องกับประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำทั้งหลาย ทำแบบจำลอง มีระบบการพยากรณ์ ข้อมูล รวมไปจนถึงการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นคันกั้นน้ำ หรือคลองชลประทาน คลองส่งน้ำทั้งหลายให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องเร่งด่วนยังไม่ได้ทำและสามารถทำได้ โดยใช้เงินงบประมาณที่รัฐบาลขอจากสภาไปแล้ว ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าผมรวม โครงการทั้งหมดรวมทั้งเงินเยียวยาด้วยไม่น่าจะเกิน ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ ครับคือความเร่งด่วนและผมก็กราบเรียนว่านับตั้งแต่เกิดน้ำท่วมพวกกระผมก็ไม่ได้นิ่งเฉย ได้มีการเดินสายพบปะกับประชาชน ภาคธุรกิจเอกชนต่างประเทศ เพื่อมีส่วนร่วมในการที่จะ หาทางที่จะแก้ปัญหาสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น กราบเรียนว่าที่พบปะมาทั้งหมดจะเป็น ต่างชาติ จะเป็นทูต จะเป็นนักธุรกิจ ปัญหาวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขามีข้อสงสัยเลยว่าประเทศไทย นั้นไม่มีเงิน หรือไม่สามารถกู้เงินได้ เพราะการบริหารจัดการในช่วงที่ผ่านมาได้ดูแลให้เรา สามารถรักษาระดับของหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมครับ ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ เหมือนกับประเทศในยุโรปบางประเทศ ไม่ได้อยู่ในภาวะซึ่งจะทำให้คนเกิดความสงสัยว่าเรา จะไม่สามารถที่จะหาเงินมาตรงนี้ได้ เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ ทางเครดิตของประเทศ ซึ่งเมื่อสถานการณ์หนี้สาธารณะหลังจากเราผ่านพ้นวิกฤติทาง การเงินมาเราควบคุมดูแลให้อยู่ในระดับที่ต่ำแล้วมีแนวโน้มลดลงได้ ก็มีการปรับอันดับให้เรา ดีขึ้น ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าอะไรเร่งด่วน อะไรจำเป็น เราสนับสนุนครับ วันนี้ ๒ ฉบับนี้ไม่ส่ง ตีความเพราะเราเห็นเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ แล้วก็การที่จะพิจารณาในวันนี้ผมก็เชื่อว่า ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรี จะได้ฟังความคิดเห็นของสมาชิกก็จะเห็นว่าความ จริงแล้วการตรากฎหมายโดยการขาดการมีส่วนร่วมก็จะมีปัญหามีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะกระผมก็ต้องกราบเรียนว่านอกเหนือจากปัญหาว่าเป็น การตราพระราชกำหนดโดยสภาไม่สามารถแก้ไขได้เลย กระบวนการของการตราพระราช กำหนดที่ผ่านมามีลักษณะของการเป็นความลับมากครับ แม้แต่บุคคลซึ่งจะต้องปฏิบัติ จะต้องเกี่ยวข้อง เช่น ในเรื่องของการประกันภัยก็ไม่มีใครทราบตัวบทกฎหมายที่ออกมา จนกระทั่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือแม้กระทั่งจนกระทั่งถึงทุกวันนี้สำหรับ หลาย ๆ คนซึ่งไม่มีโอกาสไปค้นราชกิจจานุเบกษามาอ่าน เหมือนกับเรื่องหนี้กองทุนฟื้นฟูคน ในธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้ทราบรายละเอียด จนกระทั่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ความจริงเรื่องที่ตราขึ้นเป็นพระราชกำหนดทั้งหมดนี้ไม่ได้มีประเด็นในลักษณะที่จะต้องเป็น ความลับขนาดนั้น แล้วกระผมก็เสียดายว่าการที่เป็นความลับ การขาดการมีส่วนร่วม ก็ทำให้ เครื่องมือซึ่งรัฐบาลจะได้ใช้ในการแก้ปัญหาของประเทศมันอาจจะมีความบกพร่อง ตอบโจทย์ได้ไม่ตรงจุดนัก แล้วก็ทำให้มีปัญหาต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมาย ๒ ฉบับที่พิจารณาในวันนี้ทำไมฝ่ายค้านยอมรับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ผมเอาเรื่องของพระราช กำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พูดง่าย ๆ ก็คือที่จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือที่เรียกว่า ซอฟต์โลน (Soft loan) ได้ เราก็เห็นความจำเป็นตรงนี้เพราะเราทราบดีเหมือนกับที่ท่านรอง นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าเกิดความเสียหายอย่างมากกับภาคเอกชน แล้วมีเครื่องมือเครื่องไม้ อะไรที่จะช่วยเหลือภาคเอกชนได้ให้ฟื้นขึ้นมา โดยการได้รับเงินทุนในต้นทุนที่ต่ำหรือสินเชื่อ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เราก็สนับสนุนครับ แต่การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้นมา กระผมก็มีประเด็นข้อสังเกตอยู่ พอสมควรที่จะชี้ให้เห็นว่า ถ้าหากจะได้มีการดำเนินการเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม ได้แสดงความคิดเห็น กฎหมายที่ออกมาจะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่สมบูรณ์กว่านี้มาก ผมขอเริ่มต้นอย่างนี้นะครับว่า
เอาประเด็นแรก ซึ่งผมถือเป็นเรื่องใหญ่ การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่รัฐบาลได้ตราเป็นกฎหมายขึ้นมานี่ครับ ท่านประธาน ฟังแล้วอาจจะไม่ทราบนะครับ ไม่สามารถที่จะไปช่วยพี่น้องชาวใต้ได้เลย ทำไมครับ เพราะท่านไปเขียนในนิยามอุทกภัยว่าเป็นอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ แต่ภาคใต้ที่ เสียหายมากคือต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๕ ครับ นั่นหมายความว่าเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปล่อยเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนั้น ใครที่ได้รับความเสียหาย ในภาคใต้ จะเป็นจังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไล่ลงไปจนถึงจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาสนี่ กฎหมายท่านไม่อนุญาตให้ปล่อยสินเชื่อให้ครับ ผมหวังว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เจตนา แต่อาจจะเป็นเพราะว่ามองข้ามเรื่องแบบนี้ไป แต่เป็นตัวอย่างอย่างไรครับว่า ถ้าเปิดสาระเนื้อหาตรงนี้ให้พวกเราได้มีส่วนร่วม เราจะช่วยชี้ตั้งแต่แรกว่านิยามอย่างนี้ไม่ได้ และผมก็อยากจะขอคำยืนยันนะครับว่า ๑. ไม่ใช่เจตนา และ ๒. เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่าน แล้วท่านจะกรุณาเสนอกฎหมายแก้กฎหมายฉบับนี้นิยามเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่เสียหายจาก อุทกภัยเมื่อต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๕ ในภาคใต้สามารถที่จะเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เหมือนกับพี่น้องประชาชนในภาคอื่น นี่ตัวอย่างแรกครับ
ประการถัดมาที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ครั้งนี้ท่านก็พยายามที่จะไปนิยาม ผมเข้าใจนะครับว่าเพื่อความรัดกุม ท่านก็บอกว่าให้ได้ เฉพาะบุคคลธรรมดากับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งก็ดีเพราะบุคคลเหล่านี้ หรือกิจการเหล่านี้ก็สมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเองได้อ้างอิงถึงกิจการจำนวนมากที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ๗ แห่ง ผมเชื่อครับว่ากิจการที่เป็นอุตสาหกรรมในนิคม ๗ แห่งนั้น มีจำนวนไม่น้อยซึ่งเป็นกิจการ ที่ไม่เข้านิยามของกิจการขนาดกลาง ขนาดย่อม แต่สมควรได้รับความช่วยเหลือด้วย ถ้าท่าน บอกว่าถ้าเราไปช่วยขนาดใหญ่กว่านี้ด้วยเงินจะไม่พอ ท่านก็จำกัดวงเงินได้ครับว่าแต่ละราย จะได้เท่าไร แต่ผมคิดว่าวันนี้ความเดือดร้อนถ้าท่านไปสำรวจความเสียหายซึ่งพวกกระผมไป ทำกันนี่จะรายใหญ่ รายกลาง รายย่อม เชื่อมโยงกันมากนะครับ ถ้าเพียงแค่จุดหนึ่งจุดใดฟื้น แต่อีกจุดหนึ่งไม่ฟื้นธุรกิจก็เดินได้ยาก ก็กระทบกับเรื่องการจ้างงาน กระทบกับรายได้ของ ประชาชนการมีงานทำด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้อย่างไรครับ ลำพังเพียงแค่การไปขีด วงจำกัดก็ทำให้ความช่วยเหลือนั้นไม่ทั่วถึง ผมกราบเรียนต่อไปครับว่า ในส่วนของ การแก้ปัญหาตรงนี้ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ของการช่วยเหลือเพื่อที่จะให้อุตสาหกรรม หรือภาคการผลิตฟื้นฟูขึ้นมาได้ด้วย ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือเรื่องของกรณีที่มี ความคิดขณะนี้ที่ว่าจะต้องไปสร้างเขื่อน หรือกำแพงรอบนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ๗ แห่ง ซึ่งความจริงยังไม่สามารถตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เฉพาะเรื่องที่อาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมตรงนี้ ตอบโจทย์ไม่ได้หรอกครับ เพราะถึงสร้างเขื่อนวันนี้คำถามของนักลงทุน ของนักธุรกิจเขา ทราบดีว่าสร้างมาก็เพื่อปกป้องทรัพย์สินไม่ให้ได้รับความเสียหายเท่านั้น แต่ถ้าน้ำมาอย่าง ปีที่ผ่านมา ถ้าน้ำท่วมอย่างปีที่ผ่านมา ถึงเขามีเขื่อน มีกำแพงรอบนิคมอุตสาหกรรม กระบวนการการผลิตก็ชะงักงันและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการการผลิต ที่ชะงักงันนี้ ความจริงเป็นมูลค่าหลายเท่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินด้วยซ้ำ และที่สำคัญครับมันไม่ตอบโจทย์เพราะว่าคนที่จะต้องเข้าไปทำงานในโรงงานเหล่านั้น บ้านเขาอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม ผมถึงกราบเรียนว่าผมแปลกใจว่าแต่ละวันรัฐบาลให้ ความสำคัญกับเรื่องเงินกู้ที่จะไปเอามา เงินกู้ที่จะปล่อย แต่ตัวเนื้อหาสาระของการที่จะ ปกป้องชุมชนชีวิตของประชาชนและการป้องกันการระบายน้ำ แม้แต่คณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ใน กยน. บ้าง กยอ. บ้าง ก็ออกมาพูดว่ายังขาดรายละเอียดอีกมากที่จะทำ ให้เกิดความมั่นใจ กรณีของนิคมอุตสาหกรรมนี้นะครับ ปัญหามันจะไปไกลกว่ามีสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำหรือไม่ เพราะนิคมอุตสาหกรรมบางนิคมที่ขณะนี้เรื่องมันไม่คืบหน้าเพราะตัว นิคมเขาจะไม่มีรายได้เพิ่มเติมครับ แต่ให้เขากู้เงินไปสร้างเขื่อนเขาก็จะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เขาไม่ มีรายได้ที่จะมาส่งคืนให้ การมีตัวนี้จึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา จึงมีการถกเถียงเจรจา กันมาตลอดนะครับว่าจะสามารถมีเงินช่วยเหลือให้เปล่าได้หรือไม่ ซึ่งถ้าจะทำก็อาจจะต้องมี การโอนที่ให้ท้องถิ่นหรือให้รัฐบาลให้หน่วยงานต่าง ๆ ประเด็นตรงนี้ต่างหากที่จะต้องเร่งไป หาข้อยุติเพื่อให้เกิดความมั่นใจของนักลงทุนที่เกี่ยวข้อง วันนี้ในบางนิคม บางโรงงานต้อง ตัดสินใจไปเองแล้วครับว่าถ้าอย่างนั้นสร้างเขื่อนหรือกำแพงป้องกันเฉพาะโรงงานตัวเอง ดีกว่าเพราะรอข้อยุติในเรื่องของนิคมไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ผมกราบเรียนว่าปัญหา อย่างนี้คือปัญหาการบริหารจัดการทั้งสิ้นที่จะต้องไปเร่งทำซึ่งตรงนี้ยังไม่ตอบโจทย์ ที่สำคัญการที่รัฐบาลตัดสินใจออกพระราชกำหนดใช้วิธีนี้ในการที่จะหาทางให้มีเงินทุนไปถึง บรรดาผู้ประกอบการ แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เป็นหนทางเดียวที่ทำได้ แล้วก็มีเครื่องหมาย คำถามด้วยว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดหรือไม่ ผมเชื่อว่าผมไม่ได้คิดเรื่องนี้โดยลำพังนะครับ เพราะว่ารัฐบาลนี้ก็ทำต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้วเหมือนกันนะครับว่าแนวคิดการให้สินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ สามารถทำผ่านธนาคารของรัฐบางแห่งได้ เช่น ธนาคารออมสิน ครม. ของท่าน อนุมัติโครงการไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ธนาคารออมสินทำเรื่องนี้ครับ เรื่องคล้ายคลึงกันมาก แล้วก็สามารถปรับปรุงให้เหมือนกับที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ได้เลยครับ แต่จนถึงวันนี้ ผมมั่นใจนะครับว่าวงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทยังไม่หมดครับ และถ้าจะขยายจริง ๆ ก็ทำได้ แต่รัฐบาลก็ตัดสินใจว่าจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งตามกฎหมายของเขาไม่อนุญาตให้ ทำเรื่องนี้แล้วกลับมาทำเรื่องนี้ได้เป็นข้อยกเว้น ท่านประธานก็อาจจะสงสัยว่ามันต่างกัน อย่างไร มันต่างกันตรงนี้ครับ การช่วยเหลือทางการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เขาไปแก้ไข กฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้มีการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้น ทั่วโลกนะครับ ก็เพราะเขาไม่ต้องการให้มันกระทบกับเรื่องวินัยทางการเงิน การคลัง ถ้ารัฐบาลไม่ทำผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย ทำผ่านธนาคารออมสินหรือธนาคารอื่นของรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าต้องมีคนไปชดเชยเงินส่วนต่างดอกเบี้ย พูดง่าย ๆ ก็คือปล่อยกู้ออกไปใน อัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ต้นทุนมันสูงกว่า ต้องมีคนไปชดเชยให้ การขาดทุนดอกเบี้ยตรงนี้ซึ่งตาม หลักการบริหารจัดการการเงิน การคลัง ในโลกปัจจุบันเขาบอกว่าควรจะให้รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้อย่างโปร่งใส ถือว่าเป็นบริการ สาธารณะ ทำให้มันโปร่งใสชัดเจนไปเลย และมันจะเป็นการจำกัดขอบเขตของความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นที่ชัดเจนไปเลยเป็นธรรมสำหรับรัฐบาลและผู้เสียภาษีอากร ซึ่งก็เป็น ผู้แบกรับภาระ เช่น ถ้าท่านกำหนดว่าปล่อยดอกเบี้ยร้อยละ ๓ วงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็จะคำนวณได้เลยว่าขาดทุนดอกเบี้ยเท่าไร ก็เตรียมจัดงบประมาณไว้เช่นนั้น แต่พอไป ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำ ตรงนี้ถูกยกออกจากกระบวนการทางการคลัง แต่ความหมาย ก็คือต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าใช้ศัพท์แบบชาวบ้านก็บอกเหมือนกับพิมพ์แบงก์ นี่ครับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยอัดฉีด เข้ามาทั้งหมด ไม่มีการดูดกลับเข้าไปเลย ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ เงินเฟ้อคือภาษีสำหรับ ทุกคนนะครับ เพราะว่าเงินในกระเป๋าของทุกคนเวลาเกิดเงินเฟ้อก็คือมีค่าน้อยลง แต่ผมก็ มั่นใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเขาคงไม่อัดฉีดเงินเข้ามา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรอก เขาก็ต้อง หาวิธีการในการดูดสภาพคล่องกลับคืนเข้าไป เพียงแต่ว่าเวลาเขาปล่อยเงินออกมา กับดูดเงินกลับเข้าไป ดอกเบี้ยมันไม่เท่ากันครับ เขาปล่อยออกมาในอัตราถูกตามกฎหมาย แต่เวลาเขาจะดูดซับคืนเขาจะไปใช้วิธีการใดก็ตาม เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง สรุปง่าย ๆ ก็คือ รัฐบาลตัดสินใจใช้วิธีนี้เพื่อไม่ต้องจัดงบประมาณชดเชยการขาดทุนดอกเบี้ย ให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยรับการขาดทุนดอกเบี้ยไปเอง ซึ่งมีผลกระทบตามมา ๒ ด้าน คือ
๑. ก็เท่ากับมีความจำเป็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเอาเงินเข้าสู่ระบบ ในส่วนที่เป็นส่วนต่าง กับ
๒. ที่จริงถ้ามีการขาดทุนหรืออะไรไปกระทบกระเทือนกำไรของธนาคาร แห่งประเทศไทย มันก็ไปกระทบความสามารถในการใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูซึ่งท่านกำลังยกไปให้ เขาด้วย แล้วขอบเขตความเสียหายการขาดทุนภาระตรงนี้ครับ พอใช้วิธีนี้ก็ไม่มีใครทราบนะครับ เพราะว่ามันจะต้องมีเรื่องของความรับผิดชอบว่าถ้าธนาคารไม่จ่ายคืนธนาคารแห่งประเทศไทย ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เป็นหนี้เสียหรืออะไรก็แล้วแต่ ความเสียหายจะไปจบลงตรงไหน
กระผมจึงกราบเรียนว่านี่เป็นตัวอย่างว่าถ้าการดำเนินการตรากฎหมายจะ เปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ผมเชื่อว่าจุดอ่อนเหล่านี้จะไม่เกิด ความจริงแม้แต่เป็นพระราชบัญญัติ ๑๒ มาตรา ผมว่าเราพิจารณากันในสภา ๒-๓ สัปดาห์ ก็เสร็จ แต่ว่าเอาละเมื่อเราเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนว่าอยากจะมีสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำไปถึงไม่ว่ากัน เราไม่ส่งตีความ แต่ข้อสังเกตเหล่านี้รัฐบาลต้องนำไปแก้ไขนะครับ ทำอย่างไรให้เกิดความโปร่งใส ความชัดเจนว่าภาระตรงนี้จะเกิดขึ้นกับใคร เป็นเงินเท่าไร ไปแก้จุดอ่อนเสียว่าพี่น้องชาวใต้ต้องมีโอกาสได้เงินตรงนี้ ว่าถ้าหากมีกิจการซึ่งไม่เข้าข่าย การเป็นกิจการขนาดกลาง ขนาดย่อม แต่เขาอาจจะมาเชื่อมโยงในห่วงโซ่การผลิต เขาจะมี โอกาสใช้ตรงนี้ได้ สิ่งเหล่านี้ครับ ผมอยากให้รัฐบาลได้รับไปเพื่อที่จะไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ ความจริงอยากจะกราบเรียนว่าในทางปฏิบัตินี่ พวกกระผมก็ติดตามสิ่งที่มีการดำเนินการกัน เป็นประจำอยู่แล้ว ทราบว่าโดยข้อเท็จจริงปัจจุบันสินเชื่อที่บรรดาผู้ประกอบการอยากได้นี่ ทางระบบธนาคารเขาก็ปล่อยไปแล้วละครับ แต่ว่าพอกฎหมายนี้ออกมาคงจะต้องไปเจรจา เปลี่ยนหนี้เพื่อลดดอกเท่านั้นเอง เรื่องนี้ความจริงออกมา ถ้าจะบอกก็คือว่าออกมาช้าไปนิดหนึ่ง ควรจะออกมาเร็วกว่านี้ในช่วงที่สามารถที่จะดำเนินการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ แล้วความจริง โครงการของธนาคารออมสิน มันติดขัดตรงไหน ท่านขยายวงเงิน ปรับเงื่อนไขได้อยู่แล้ว แทนที่จะไปสร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นในเรื่องของบทบาทความเสี่ยง ความเสียหายของธนาคารกลางคือธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะสิ่งที่หลายคนกังวลก็คือ จริงนะครับ ครั้งนี้ท่านบอกทำครั้งเดียว ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันก็เหมือนกับเป็น แบบอย่างไปแล้วว่าวันข้างหน้าอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเล่นบทบาทนี้อีก ก็มาออก กฎหมายให้ทำได้อย่างนี้อีก ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ควรจะเกิดขึ้นถ้าสามารถที่จะใช้วิธีการอื่นได้ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าถ้ารัฐบาลกรุณารับข้อสังเกตนะครับว่าการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย ต่ำถ้าไม่ต้องผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้ธนาคารออมสินหรือธนาคารของรัฐปรับปรุง ให้มันได้ตามเป้าหมายจะดีกว่าหรือไม่ เพื่อความโปร่งใสหรือวินัยทางการเงินการคลัง สำหรับอนาคต ซึ่งความจริงแล้วเป็นปัจจัยที่ทุกคนสนใจในแง่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ที่มีการพิจารณา ในวันนี้คือการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ กราบเรียนนะครับว่าตรงนี้ เช่นเดียวกันเราไม่ได้ส่งตีความ เพราะเราเห็นเป็นความจำเป็นเร่งด่วน แล้วก็อยากจะกราบเรียน ว่าเรื่องนี้พวกเราในฝ่ายค้านแทบจะเป็นคนกลุ่มแรกเลยที่พูดว่าควรจะต้องเร่งทำ เพราะว่า ทันทีที่เกิดปัญหาอุทกภัยเราได้มีการพูดคุยกับทางภาคธุรกิจเอกชน เชิญมาหมดเลยครับ ทั้งภาคการผลิต และที่สำคัญก็คือได้เชิญสมาคมของผู้ประกอบการทางด้านการประกันภัย และผมเองมีโอกาสไปพบกับท่านดอกเตอร์วีรพงษ์ ไปพบกันก็เป็นเรื่องงานส่วนตัว ก็ยังได้ นำเสนอท่านว่าต้องเร่งทำเรื่องของกองทุนประกันภัย ถามว่าทำไม ตอนแรกคนห่วงกันมากว่า ปัญหาของประกันภัยจากน้ำท่วมที่ผ่านมา เป็นห่วงกันว่าประกันภัยจะจ่ายหรือเปล่า แต่พอเราเชิญ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยแล้วเราก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาก็คงสามารถที่จะจ่ายได้ แล้วก็ จะเร่งจ่ายด้วยเพื่อประโยชน์ทางการบัญชี เรื่องภาษีของบรรดาบริษัทประกันภัย แต่ทุกคน พูดเสียงเดียวกันครับว่าปัญหาเรื่องประกันภัยที่แท้จริงไม่ใช่การจ่ายสินไหมจากความเสียหาย ครั้งที่ผ่านมา แต่จะเป็นการเอาประกันภัยสำหรับอนาคตก็คือปีนี้ครับ เพราะมีสัญญาณว่า บริษัทซึ่งทำหน้าที่ในการรับประกันภัยต่อโดยเฉพาะในต่างประเทศเขายังไม่มั่นใจ เพราะว่าวันนี้ ถ้าเขามั่นใจก็ไม่ต้องมีกฎหมายฉบับนี้ ผมเข้าใจดีครับ ไม่ง่ายละครับ เวลาที่เกิดเหตุเหมือนกับ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจะประเทศไหนก็ตาม ตลาดประกันภัยจะปั่นป่วน เบี้ยประกันภัยจะมีราคา พุ่งสูงขึ้นมาก การเรียกความเชื่อมั่นไม่ง่ายละครับ ผมไม่โทษว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปประเทศอังกฤษหรือเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นพยายามที่จะให้เกิดความมั่นใจตรงนี้แล้ว แต่มันคงยังไม่พอ ต้องมีอะไรรองรับผมเข้าใจ ผมเสนอเรื่องนี้กับดอกเตอร์วีรพงษ์แล้วก็พูดถึง เรื่องของรูปแบบที่เขาใช้กัน ก็ยังได้ไปดูว่ามี ๒ ประเทศแน่ ๆ ที่ทำเรื่องแบบนี้ เช่น ประเทศญี่ปุ่น กับประเทศนิวซีแลนด์ แต่เป็นการประกันภัยต่อในเรื่องของแผ่นดินไหวซึ่งประเทศของเขา มีปัญหาในเรื่องของการที่จะให้บริษัทประกันทั้งหลายไปเอาประกันภัยต่อ เพราะเวลา เกิดความเสียหาย อย่างเช่น แผ่นดินไหวก็ไม่มีใครควบคุมได้แล้วก็เกิดความเสียหาย กว้างขวางมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะทำให้มีภาระเรื่องสินไหมเยอะมาก เพราะฉะนั้น โดยหลักการตรงนี้เราก็เห็นด้วยว่าจำเป็นจะต้องมี แต่ปัญหาก็มีอยู่ต่อไปว่าการประกันภัยพิบัติ ตามกองทุนฉบับนี้รูปแบบการทำงานของมันยังไม่มีความชัดเจน และผมพูดนี่ผมไม่ได้พูด ในฐานะคนนอก คือไม่ได้อยู่ในรัฐบาล ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๗ คือหลังจากที่ กฎหมายนี้ออกมาแล้วจากคนที่ทำงานใน คปภ. คือคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องของประกันภัย ทั้งหมด เขายังยอมรับเลยครับว่าปรับ ครม. ไปแล้ว รูปแบบกองทุนก็จะเปลี่ยน ก็แสดงว่าตอนตรากฎหมายมีความไม่ชัดเจนละครับว่าตกลง กองทุนนี้จะทำงานแบบไหน เขียนไว้ก็เขียนไว้กว้างมากนะครับ ถ้าเป็นอย่างในต่างประเทศ เขาก็จะมีหน้าที่ในการรับประกันภัยต่อเป็นหลัก แต่ตรงนี้ไปตั้งแต่รับประกันภัย จนถึง รับประกันภัยต่อ และสามารถเอาเงินกองทุนนี้ไปช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทประกันภัย ได้ด้วย ถ้ามีความเสียหายจากการจ่ายสินไหมที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ ผมคิดว่าพวกเราทุกคน อยากจะรู้นะครับว่าหลักที่ต้องการจะใช้กองทุนนี้ จริง ๆ จะเป็นในรูปแบบไหน อย่างไร เพราะรายละเอียดตามกฎหมายฉบับนี้มีอย่างเดียวครับว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ คณะกรรมการจะประกาศกำหนด ก็ทราบว่ากรรมการนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะไปนั่งเป็น ประธาน แต่ประเด็นก็คือว่าเท่ากับกฎหมายให้อำนาจท่านมากนะครับว่าจะเลือกใช้วิธีไหน ในการแก้ปัญหานี้ แล้วก็สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตก็คือเรื่องของปัญหาของวงเงินและ การจัดสรรที่อาจจะเกิดขึ้น กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมไม่ทราบว่ามีเรื่องด่วน หรือเปล่าครับ ท่านประธานครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกไม่เป็นไรขออนุญาตอภิปรายต่อนะครับ
เชิญครับ
กราบเรียน อย่างนี้ครับว่าวงเงินที่จะใช้ในกองทุนขณะนี้ กฎหมายก็จะให้กระทรวงการคลังสามารถไปกู้ โดยอนุมัติของ ครม. ได้ ซึ่งกู้ได้ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คำถามก็คือว่าจะเพียงพอหรือไม่ ผมมีตัวเลข ๒ ตัวน่าสนใจครับ
ตัวเลขแรกขณะนี้มีการประเมินว่าน้ำท่วมที่ผ่านมาจะต้องมีการจ่ายเงินสินไหม ความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่าไร ตัวเลขที่ผมฟังมาอาจจะไม่ตรงกันทั้งหมดนะครับ แต่ตัวเลขที่ได้มา ส่วนใหญ่ยืนยันว่าไม่น่าจะต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งก็อาจจะเป็นเงินที่กำลัง เข้ามาจากต่างประเทศด้วย เพราะว่ามีระบบการประกันภัยต่อในต่างประเทศ คำถาม มั่นใจ ได้อย่างไรว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทพอ ถ้าความเสียหายและสินไหมที่กำลังพูดถึงจากกรณี ที่ผ่านมาสูงถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ตัวเลขอีกตัวที่จะต้องพูดเอาไว้ก็คือว่ามีการประมาณการกันว่าการจะทำ ประกันภัยทั้งภาคครัวเรือน ทั้งเอสเอ็มอี (SME) ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ จำกัดการคุ้มครอง อาจจะ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือกี่ล้านบาทแล้วแต่กรณี รวมกันแล้วประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าใจเป็นตัวเลขที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีใช้สมมุติฐานอยู่ ก็คือ ๒๐ เท่าของ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าสมเหตุสมผลไหม ก็เอาง่าย ๆ นะครับว่าคิดเสียว่าแปลว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ผมว่าถ้าดูจากเหตุการณ์ ที่ผ่านมาไม่น่าจะใช่ ถ้ามันน้อยขนาดนั้นผมเชื่อว่าระบบประกันภัยของภาคเอกชนก็จัดการ กันเองได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นคำถามครับว่ามั่นใจได้อย่างไรว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทพอ ถ้าไม่พอจะทำอย่างไร ท่านถือว่ารัฐบาลกระทรวงการคลังรับประกันใช่ไหมว่าถ้าจำเป็นต้อง จ่ายเงินออกไปมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็พร้อมที่จะควักเงินให้ ก็ต้องไปออก พระราชกำหนดอีกฉบับถ้าสมมุติว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างนั้นหรือเปล่า เพื่อที่จะให้จ่ายเงิน ให้กองทุนเพื่อกองทุนไปดูแลตรงนี้ได้ก็ต้องการจะทราบ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือว่าท่านต้อง ยอมรับนะครับ กฎหมายที่เขียนอยู่ ๑. กองทุนนี้แทบจะมีอิสระไปประกอบธุรกิจแข่งขันกับเอกชนก็ได้ ๒. ให้คุณให้โทษกับ ผู้ประกอบการเป็นราย ๆ ไม่เสมอภาคกันก็ได้ เพราะทุกอย่างอยู่ที่คณะกรรมการ สภาจะมั่นใจ ได้อย่างไรครับว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ สภาจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่าจะเกิดความเสมอภาค ความเท่าเทียมไม่กระทบกับการแข่งขันที่เกิดขึ้น เพราะผมขอตั้งข้อสังเกตอีกเพียง ๑ ข้อ ในกฎหมายฉบับนี้ก็คือท่านประธานก็นั่งอยู่ในสภามานาน กฎหมายทุกฉบับเวลาตั้งกลไก ต่าง ๆ ขึ้นมาเวลาไปประชุมกันในกรรมาธิการเถียงกันแทบตายเรื่องอะไรครับ เรื่องกรรมการ มาอย่างไร คุณสมบัติควรจะเป็นอย่างไร ลักษณะต้องห้ามควรจะเป็นอย่างไร ฉบับนี้ไม่มีครับ ฉบับนี้ให้ ครม. ตั้งประธาน ให้ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามา รวมกันแล้วนับไปนับมาอันนั้นอาจจะ เป็นเสียงข้างมาก ใครก็ได้ คุณสมบัติไม่ปรากฏ ลักษณะต้องห้ามไม่มี อะไรคือหลักประกันว่า จะได้คนมีความรู้ความสามารถ ที่สำคัญอะไรคือหลักประกันว่าไม่มีคนที่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติที่คน ไทยทั้งประเทศต้องไปกู้เงินมา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะกู้จากต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับฝ่ายค้าน ไม่ขัดข้องการที่จะต้องมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ขัดใจอยู่บ้างว่าทำไมต้องกลับไปใช้ธนาคาร แห่งประเทศไทย แต่พอทำใจได้ ฝ่ายค้านไม่ขัดข้องที่จะมีกองทุนประกันภัยเพราะเห็นความ จำเป็นและความจริงเราก็เสนอไว้แล้วด้วย แต่การตราพระราชกำหนดกฎหมาย ๒ ฉบับหรือ ความจริงรวมทั้ง ๔ ฉบับ ที่ท่านไปทำโดยไม่เปิดโอกาส ไม่เปิดเผยเพื่อให้คนได้แสดงความ คิดเห็น มีจุดอ่อน มีข้อบกพร่องที่อยากเห็นท่านเข้าไปแก้ไขวันนี้เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านอีก หลายท่านก็จะลงไปในรายละเอียดของประเด็นข้อสังเกตต่าง ๆ และผมอยากได้รับคำยืนยัน อย่างน้อย ๑ เรื่องครับว่าพี่น้องชาวใต้ซึ่งถูกอุทกภัยปี ๒๕๕๕ แล้วได้รับความเสียหายจะมี โอกาสจากกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ถ้าท่านไม่เสนอแก้ไขพวกผมจะเสนอแก้ไขทันทีที่ผ่านสภา แล้วขอความกรุณารัฐบาลให้การสนับสนุนเพื่อความเท่าเทียมกันในสังคมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ก่อนจะไปถึง ท่านไชยา พรหมา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศใช้สิทธิพาดพิง เอาเฉพาะที่ เสียหาย เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีจะขอชี้แจงหรือครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อสักครู่นี้ท่าน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พาดพิงถึงการคัดค้านของฝ่ายค้านในอดีตคือ พรรคเพื่อไทยตอนนั้นนะครับ ผมเป็นผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยกรณีพระราชกำหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เอาเข้าสภาเหมือนลักษณะเช่นนี้ สิ่งที่พาดพิงทำให้ ผมเสียหาย ประชาชนจะเข้าใจผิด เพราะขณะนั้นพรรคเพื่อไทยได้ยื่นคัดค้าน ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยมีเหตุผลว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เร่งรีบหรือรีบร้อนที่จะกู้เงินถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องด่วน เพราะว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นนะครับท่านประธาน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลนั้นคาดการณ์ว่าจะเอาไปปิดหีบงบประมาณ คือคาดว่า ปี ๒๕๕๒ จะเก็บเงินภาษีไม่ได้ตามเป้า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง และในที่สุดครับ ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะผ่านไป ขณะนั้นผมยื่นเพราะว่ามีเวลาอีก ๕ เดือนกว่าจะสิ้นปีงบประมาณ พระราชกำหนด เข้าสู่สภาเมื่อเดือนพฤษภาคม แล้วก็สิ้นปีงบประมาณคือเดือนกันยายน มีเวลา ๕ เดือน ไม่ใช่สิ่งที่เร่งรีบ และในที่สุดความจริงมันฟ้องท่านประธาน ปรากฏว่าปลายปีครับ เก็บเงิน ไม่เข้าเป้าแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันก็ฟ้องเลยครับว่ารัฐบาลนี้คาดการณ์ผิด รีบร้อน เร่งรีบ คิดตัวเลขผิด ท่านประธานจำได้ตอนนั้นผมใช้คำว่าเด็ก ๒ คนคิดเลขผิดนะครับ แล้วก็เอา ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือมาทำโครงการไทยเข้มแข็งอีก เกิดการทุจริตร่ำรวยกันใหญ่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่าน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ความจริงผมไม่ได้พาดพิงท่านในทางเสียหายนะครับ ผมเอาข้อเท็จจริง มาเล่าให้ฟังว่าถ้าวันนี้ท่านมาประณามฝ่ายค้านว่าการส่งตีความเป็นการเล่นการเมือง ขัดขวางการทำงานนี่ วันนั้นท่านต้องกลับไปดูว่าท่านให้เหตุผลว่าอะไร ผมได้อ่านคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญและคำให้การของท่านครับ ท่านอาจจะจำไม่ได้ครับ ไม่ได้พูดอย่าง เมื่อสักครู่ครับ ท่านไปพูดบอกว่าเศรษฐกิจที่มีปัญหาวิกฤติทางการเงินขณะนั้นรัฐบาล ตั้งงบประมาณกลางปีไปแล้ว คนว่างงานกำลังเพิ่มขึ้นนี่ไม่เป็นปัญหาความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ ไม่เป็น แล้วก็การที่จะมีเงินไปปิดหีบงบประมาณและเงินที่จะไปใช้จ่าย ในโครงการที่มีการจ้างงานเร็วเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นเร็วนี่ท่านก็อ้างว่าไม่จำเป็นเร่งด่วน แต่ศาลท่านวินิจฉัยแล้วครับ ท่านบอกด้วยว่ารัฐบาลขณะนั้นนี่ไม่ได้ฉวยโอกาส เพราะว่า ถ้าฉวยโอกาสนี่จะไม่ไปเสนอกฎหมายที่เป็น พ.ร.บ. อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะแยกแยะ ไว้แล้วว่าอะไรเร่งด่วน ไม่เร่งด่วน ใช้จ่ายกันเร็ว ถ้าท่านใช้เหตุผลเดียวกันผมก็ถึงถามอย่างไร ว่าวันนี้ปีงบประมาณก็เหลืออีกแค่ ๗ เดือนนะครับ งบประมาณกลางปีท่านตั้งได้อีกนะครับ เพราะยังไม่ได้ชนเพดาน ไม่เหมือนกับสมัยนั้น ทำไมต้องไปกู้นอกระบบ นอกงบประมาณ แล้ววงเงินที่คนในรัฐบาลท่านเองพูดต่อสาธารณะว่าจะใช้ภายในปีนี้นี่นะครับ คือ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในวงเงินในเพดานที่ทำได้ในงบปี ๒๕๕๕ กับปี ๒๕๕๖ ครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ไปตั้งใจว่าอะไรท่านนะครับ แต่ว่าสมาชิกที่มาต่อว่าฝ่ายค้านผมบอกผม ทำหน้าที่ และสถานการณ์ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ ผมไม่เอาโครงการในอนาคต ๖ ปี ๘ ปีมาอ้าง เพื่อจะกู้เงินในวันนี้ แต่ในขณะนั้นการกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วเรากระตุ้นจนสำเร็จ เศรษฐกิจจึงฟื้นขึ้นและจัดเก็บรายได้มากเกินเป้าครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านครับ ผมว่า ไม่เสียหายนะครับ ผมว่าควรจบได้แล้วครับ สมควรครับ ท่านรัฐมนตรีผมไม่อนุญาตนะครับ พอเถอะครับท่าน ท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ ท่านไชยาขออภัยนะครับ เดี๋ยวท่าน รองนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงในฐานะฝ่ายรัฐบาล เสร็จแล้วก็ต้องสลับไปทางฝ่ายค้านแล้วค่อย กลับมาท่านอีกที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง
ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านประสิทธิ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่หัวเราะผมนี่หมายความว่าผมพูด ร ชัดเจนใช่ไหมครับ ผมเป็นคนไทยครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ เขต ๖ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานกระทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานได้ให้โอกาสผู้นำฝ่ายค้านลุกชี้แจง ๒ ครั้ง ในกรณีที่ฝ่ายรัฐบาลจะชี้แจง ท่านก็ไม่อนุญาต เรื่อง พ.ร.ก. ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๘ ก็ได้บัญญัติไว้แล้ว ส่วนเหตุและผลที่พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลตอนนั้นได้ใช้เป็นเหตุและผลในการที่จะ นำเสนอ พ.ร.ก. เหตุผลนิดเดียวครับท่านประธาน ไม่เท่ากับรัฐบาลตอนนี้ที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมอย่าง
ท่านประสิทธิ์ครับ ท่านประท้วงผม ข้อ ๘ ว่าผมไม่ดูแลเรื่องการประชุมให้มีประสิทธิภาพ ดำเนินไปได้ อย่างเรียบร้อยนี่นะครับ ซึ่งผมก็ได้ใช้ข้อบังคับ ผมพิจารณาใช้ดุลยพินิจตามข้อบังคับทุกประการนะครับ แล้วคนที่ใช้ สิทธิพาดพิงเสียหายก็ต้องเสียหายด้วย แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ใช้สิทธินั้นแล้วนะครับ แล้วท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ใช้สิทธิชี้แจง ข้อเท็จจริงก็คนละทีครับ ก็จบ ถ้าอนุญาตอีกท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ต้อง ลุกมาโต้อีก มันก็ไม่จบ ผมได้ใช้ ข้อ ๘ ตามที่ท่านประท้วงแล้วครับ ท่านกำลังขัด ข้อ ๘ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านประสิทธิ์นั่งครับ ท่านนั่งเถอะ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อมูล เพิ่มเติมนะครับ หลังจากที่ผมได้ทำหน้าที่เสนอพระราชกำหนด ๒ ฉบับต่อที่ประชุม แห่งนี้แล้ว ผมต้องขอขอบพระคุณท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ซึ่งได้กรุณา ให้ข้อสังเกตแล้วก็ให้ข้อชี้แนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้กล่าวหลายครั้งนะครับว่าท่านเห็น ในความจำเป็นเร่งด่วนของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็เข้าใจดีนะครับว่าที่ท่านจะต้อง อภิปรายเกี่ยวโยงไปจนถึงประเด็นเรื่องของหนี้กองทุนฟื้นฟูหรือว่าการจัดการที่อยู่ใน พระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันแล้วก็เป็นประเด็นซึ่งผมเองก็มี ความหนักใจตอนที่ได้ทำหน้าที่เสนอพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ก็จำเป็นจะต้องอ้างถึงประเด็น ที่เกี่ยวกับพระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับ ซึ่งไม่ได้อยู่ในการพิจารณาในวันนี้ด้วยนะครับ อย่างไรก็ตาม ก็มีความจำเป็นที่จะต้องขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อมูลเพื่อที่จะชี้แจงต่อท่านประธาน และที่ประชุมแห่งนี้นะครับ เพราะว่าประเด็นสำคัญที่เรากำลังดำเนินการอยู่ทั้งหมดนี้ มันวนเวียนอยู่กับคำสำคัญอยู่คำเดียว คือคำว่า ความเชื่อมั่น ขออนุญาตเรียนว่าในการ ดำเนินการในระหว่างอุทกภัยซึ่งที่จริงแล้วก็เพิ่งผ่านมากันไม่กี่เดือนเท่านั้นนะครับ ในระหว่างวิกฤติอุทกภัยเรายอมรับว่าเราถูกลดทอนความเชื่อมั่นในสายตาของผู้คน ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง จนถึงในขั้นตอนที่ทั้งตัวกระผมเองหรือ ท่านประธาน กยอ. ซึ่งท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้กรุณาอ้างถึงว่าได้มีโอกาส สนทนากัน ได้พยายามเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อที่จะอธิบายความถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ในบ้านเรา แล้วก็ได้รับโอกาสในการเข้าอธิบายพอสมควร ผมเชื่อว่าทั้งท่านประธาน กยอ. แล้วก็ผมไม่ได้ปิดบังความจริงว่าเมื่อมีการพบกันเราก็ได้อธิบายแล้วเราก็ได้ชี้แจงว่า ในระหว่างที่กำลังมีปัญหาอุทกภัยนั้น เรายอมรับว่าความเกิดความเสียหาย เรายอมรับว่า เราจะต้องทำงานกันอย่างหนัก ที่จะนำเอาความเชื่อมั่นกลับมานะครับ ในขณะที่เรากำลัง หวังที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในวิกฤติอุทกภัย เราก็พยายามทำงานอย่างหนักที่จะชี้แจงกับ ประชาคมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเรื่องทางเศรษฐกิจให้ค่อย ๆ เกิดความเข้าใจและมั่นใจว่า การที่จะดำรงธุรกิจอันเป็นปกติในประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม คำถามยังวนเวียนอยู่นะครับว่าเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศเรา เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเรา อย่างมีนัยสำคัญอย่างไรหรือไม่ ต้องขออนุญาตอ้างไปถึงว่าความจริงประชาคมโลกก็ซักไซ้ ไล่เลียงแล้วถามว่าเราไม่เคยมีแผนอะไรมาก่อนเลยหรือ ในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติ อุทกภัยเช่นนี้นะครับ แล้วก็ขออนุญาตเรียนว่าเขาเองก็ทราบว่าเราเคยมีแผน แต่ว่าแผน ดังกล่าวนั้นอาจจะถูกละเลยเนื่องจากในเวลาอดีตนั้นเรามองไม่เห็นว่าอนาคตข้างหน้ามันมี ความเสี่ยงรอเราอยู่เพียงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ดังนั้นแผนที่มีการเตรียมการไว้ดีพอสมควร จึงไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ผมไม่ได้เป็นเรื่องที่จะไป อ้างอิงเรื่องในอดีตที่แก้ไขไม่ได้นะครับ แต่อยากจะกราบเรียนว่าในวันนี้ผมยอมรับครับว่า ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นในระดับที่ดีทีเดียว จะเห็นได้ว่าจากราคาหุ้นก็ดี จากแนวโน้ม อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ความไม่ผันผวนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง แล้วก็การที่นักธุรกิจจำนวนมากยังคงให้โอกาสที่จะ อยู่ในประเทศไทยต่อไป ไม่ว่าท่านจะเป็นนักธุรกิจที่อยู่ในประเทศนี้เอง หรือว่าเป็นผู้ลงทุน ต่างประเทศ เพราะว่าปัจจุบันผู้ลงทุนในประเทศก็มีสิทธิที่จะย้ายฐานการผลิตไปเหมือนกัน การดำเนินการต่าง ๆ เหล่านั้นขออนุญาตเรียนว่าในความรู้สึกของผมก็คือเขาได้เกิดความ สบายใจว่าเราได้ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะผลักดันให้ประเทศไปข้างหน้า ทุกสิ่ง ล้วนอยู่ในสายตาของประชาคมที่จับตาดูเรา ตั้งแต่สิ่งสำคัญ ๆ ไปจนถึงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้กระทั่งการที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาเดินทางไปยัง ศปภ. ที่ดอนเมือง ก็อยู่ในสายตาของประชาคม การเดินทางไปของท่าน การแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นของ ท่านกับฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่แก้ไขสถานการณ์ก็ได้รับความชื่นชมจากประชาคมว่าเรากำลัง จะดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบของเรานะครับ ดังนั้นทุกสิ่งจึงวนเวียนอยู่กับ คำที่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าความเชื่อมั่น วันนี้ถ้าหากว่าท่านรู้สึกว่าเราเองมีหนี้สาธารณะ น้อยแล้วก็จะกู้อีกเท่าไรก็ได้โดยที่ค่อย ๆ กู้ หรือว่าค่อย ๆ ดำเนินการสู่กระบวนการทาง พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ก็เป็นวิธีเชื่ออย่างหนึ่งนะครับ ซึ่งผมเองก็รู้สึกดีใจว่า การที่ท่านมั่นใจอย่างนั้นแสดงว่าวันนี้เราดูแลสถานการณ์ได้ดี แต่ขออนุญาตกราบเรียน นะครับว่าผมไม่มีเจตนาที่จะเอาข้อมูลซึ่งที่จริงแล้วควรจะใช้ในการชี้แจงพระราชกำหนดอีก ฉบับหนึ่งมาชี้แจงในเวลานี้ แต่ก็จำเป็นต้องกล่าวถึง ในปีงบประมาณนี้เราได้ตั้งยอดเงินที่จะ ชำระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะของเราไว้อยู่ที่ประมาณ ๑๗๑,๐๐๐ ล้านบาท ในยอดหนี้ ตัวนี้อาจจะถูกไปคำนวณต่าง ๆ นานา แล้วก็เทียบเคียงว่างบประมาณแผ่นดินของเราปีนี้ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ถ้าคำนวณตามวินัยการคลังที่ได้มีการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดว่าจะ ไม่ให้เกินร้อยละ ๑๕ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ถ้าร้อยละ ๑๕ ก็หมายถึง ๓๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงแล้วดูเหมือนเรายังสามารถกู้ได้อีกมากมาย ก็ขออนุญาตเรียนว่าไม่มีข้อมูลที่เราเอา ไปชี้แจงกับคนมากมายนักนะครับ ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วเรามีพันธบัตรซึ่งถึงครบกำหนด ชำระในปีนี้อยู่อีก ๒๕๑,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าหากว่าเวลาที่ประเทศเกิดถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าเชื่อมั่น ยอดดอกเบี้ยที่จะต้องชำระ ยอดเงินต้นที่ถึงกำหนดชำระคืนก็จะถูกรวมกันว่า ทำไมเราถึงไม่ชำระเงินต้นที่ถูกกำหนดชำระคืน แต่เวลาที่เรามีความเชื่อมั่นในระดับที่สูงแล้ว ยอดพันธบัตรหรือตั๋วสัญญาใช้เงินต่อให้ถึงกำหนดชำระ ผู้คนที่เป็นเจ้าหนี้เราก็จะบอกว่ายัง ไม่ต้องคืน กู้ต่อไปก็ได้ ดังนั้นการที่เราถกเถียงกันอยู่ว่าระดับของดอกเบี้ยและเงินต้นที่เรา จะต้องชำระนั้นอยู่ต่ำกว่าระดับวินัยการคลังแค่ไหนนั้น ก็จึงผูกโยงกับสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่อมั่นเช่นเดียวกัน การที่เราจะประกาศให้ชาวโลกได้ทราบพร้อม ๆ กันว่าเรามี พระราชกำหนด ๔ ฉบับ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกัน เมื่อสักครู่นี้ท่านมีข้อเป็นห่วงว่าวงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะสามารถดูแลระดับความเสี่ยงอันเป็นภัยพิบัติธรรมชาติได้ดีหรือไม่ ก็ขออนุญาตเรียนว่าผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัตินานาชาติได้วิเคราะห์แล้วยอมรับว่าประเทศไทย อยู่ในทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีข้อได้เปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเรามีประเทศเพื่อนบ้านโอบอุ้มอยู่จากภาวะที่จะถูกพายุทางตรง แต่ว่าปริมาณน้ำฝน ที่มากและเกิดเป็นประเด็นปัญหากับเราที่เราไม่สามารถดูแลได้ในปี ๒๕๕๔ นั้นจะต้องมี การบริหารจัดการกันให้ดี ถ้าเพียงลำพังตั้งกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วจะนำมารับ ประกันภัยทั้งทางตรงหรือรับประกันภัยต่อนั้น อาจะไม่พอถ้าหากเราไม่ได้มีการดำเนินการ ที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำทั้งที่เป็นโครงการระยะสั้น ซึ่งหมายถึงดำเนินการทันทีแล้วหวังให้เสร็จสิ้นโดยทันที หรือการดำเนินการที่เรียกว่า โครงการระยะยั่งยืน ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะรอ แต่ว่าสามารถลงทุนได้ทันที เพียงแต่ระยะเวลา ในการเสร็จสิ้นของโครงการนั้นอาจจะใช้เวลาที่เนิ่นนานและยาวกว่า ๑ ปี แต่การเร่ง ดำเนินการก็ยังเป็นหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ระดับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้นความผูกโยงของพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ จึงมีความเกี่ยวข้องกัน ความเพียงพอของจำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะใช้ในกองทุนสนับสนุนพัฒนา การประกันภัยนั้นก็เป็นเรื่องซึ่งสามารถเพียงพอได้ถ้าหากว่ามีการดำเนินการควบคู่ไปกับ เรื่องของการดำเนินการด้านอื่น ๆ
นอกจากนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่าการที่ท่านสมาชิกอาจจะได้ติดตาม ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ นั้น ผมก็ยืนยันครับว่าผมมีหน้าที่ต้องชี้แจงให้ข้อมูลผ่าน สื่อมวลชน อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดเมื่อสักครู่นี้ว่า ตัวกระผมเองเป็นคนที่กล่าวว่าการที่ระดมเงินมา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นท่านใช้คำว่าจะ ลงทุนได้อย่างเก่งก็ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขออนุญาตเรียนว่าถ้าหากค้นพบข้อมูลตาม สื่อมวลชนจริง ๆ สิ่งที่ผมได้กราบเรียนก็คือว่าผมเชื่อว่ามีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในทันที และใช้เงินเกินกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีแรก ดังนั้นข้อมูลอาจจะเป็นตัวเลขเดียวกัน แต่ว่าความจำเป็นที่ผมได้กราบเรียนนั้นแตกต่างกัน นอกจากนั้นในกระบวนการซึ่งท่านก็ ทราบดีว่าในระเบียบวิธีงบประมาณต่าง ๆ การที่จะเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ได้นั้นจะสามารถทำงานได้สมบูรณ์แบบก็ต่อเมื่อมีความพร้อมในเรื่องของการเงินและ งบประมาณรออยู่แล้ว ดังนั้นการดำเนินการ ผมขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพอีกครั้งหนึ่ง นะครับว่าพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับที่ได้เสนอในคราวนี้มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจ หลีกเลี่ยงได้ แล้วก็ผมเคารพในดุลยพินิจของการที่ได้มีการพิจารณาส่งตีความพระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับนะครับ แต่ก็ขออนุญาตเรียนด้วยความเชื่อมั่นว่าการที่คณะรัฐมนตรีพิจารณา พระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับพร้อมกับ ๒ ฉบับนี้ในคราวเดียวกัน เพราะตระหนักดีถึง ความเกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่องในการที่เราจะระดมเงินเพื่อลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำอย่าง บูรณาการของประเทศ การดำเนินการด้วยความเชื่อมั่นตรงนี้จะสามารถทำให้ทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องมั่นใจในกระบวนการของเรา ธุรกิจประกันภัยที่เรามีความประสงค์จะให้เขา สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ในคำชี้แจงผมก็ได้กราบเรียนไปแล้วนะครับว่า เราอยากเห็นบริษัทประกันภัยยังคงทำธุรกิจประกันภัยไปอย่างปกติ แต่การที่เขาไม่มั่นใจกับ เราก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ในส่วนที่ถ้าหากว่าเราดำเนินการโดยทันทีไม่ชักช้าในเรื่องของ การลงทุน ในเรื่องของการดำเนินการ ในเรื่องของการที่จัดตั้งกองทุนมาสนับสนุนรับ การประกันภัยต่อจากบริษัทนานาชาติซึ่งอาจจะไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังดำเนินการนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนนำมาซึ่งความมั่นใจได้ ด้วยความเคารพครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ด้วยความเห็นส่วนตัวนะครับว่า การดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้ยังคงย้ำอยู่นะครับ เรื่องของ ความมั่นใจ ถ้าหากว่าเราร่วมกันทำงานเพื่อที่จะให้เกิดการลงทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะสิ่งที่เราได้ดำเนินการมาผ่านขั้นตอนของการปฏิบัติดีมา ๒ ขั้นแล้วนะครับ คือขั้นคิดดี และขั้นพูดดี ก็คือการชี้แจงแถลงว่าเราจะทำอะไร ในขั้นนี้จะเป็นเรื่องของการปฏิบัติดี คือทันทีที่ได้รับการอนุมัติจากพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ รวมทั้งอีก ๒ ฉบับที่เหลือ ผมมั่นใจว่าเราสามารถนำมาซึ่งความเชื่อมั่นได้ แล้วถ้าหากว่าท่านยังมีข้อกังวลในเรื่องของ การปฏิบัติที่ซื่อตรงโปร่งใส มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ผมเชื่อว่าการปฏิบัติของ รัฐบาลยังคงอยู่ในสายตาของท่านสมาชิกอย่างใกล้ชิดครับ ขอบพระคุณครับ
ผมขอสลับ ฝ่ายค้าน รัฐบาลนะครับ ท่านไชยา พรหมา แล้วท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย พระราชกำหนด ที่รัฐบาลได้นำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ น่าเสียดายครับว่าเราไม่ได้พิจารณาพร้อมกันทั้ง ๔ ฉบับ จะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม สิ่งที่ ผมจะอภิปรายต่อไปนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกัน ถึงแม้ว่าเราจะพิจารณากันเพียง ๒ ฉบับ ที่เกี่ยวข้องในเรื่อง ของพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ซึ่งจะต้องตั้งกองทุนจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็พระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความ เสียหายจากอุทกภัยยอดเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องยอมรับว่าปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ เป็นภัยพิบัติที่ประเทศไทย ได้ประสบเป็นความเสียหายอันใหญ่หลวงในรอบ ๗๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็น ความเสียหายประเมินค่ามิได้ ดังที่ธนาคารโลกได้ประเมินมูลค่าความเสียหายครั้งนี้สูงถึง ๑.๔๔ ล้านบาท นับว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่งความเสียหายนั้นจัดอยู่ในลำดับที่ ๕ ของโลกด้วยซ้ำไป ภัยพิบัติดังกล่าวนั้นได้ส่งผลต่อจีดีพีของประเทศ ซึ่งเรามีการประมาณการว่า ตลอดระยะเวลา ปี ๒๕๕๔ นั้น เราจะมีการขยายตัวของจีดีพี ประมาณ ๓.๕-๔ เปอร์เซ็นต์ ได้ฉุดให้การประมาณการดังกล่าวนั้นลดลงเหลือเพียงประมาณ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์หรือถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ตัวเลขนี้ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ ท่านประธานครับ รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้จะต้องเร่งฟื้นฟูประเทศ สร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน สร้างหลักประกันให้กับประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย ในมิติของรัฐบาล เราเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรัดและเร่งฟื้นฟูการพัฒนาประเทศ แต่ในมิติของ ซีกฝ่ายค้านก็อาจจะมีความเห็นต่างก็เป็นเรื่องธรรมดาแล้วเราก็เคารพต่อการแสดงทัศนะ ของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปรายในสภานี้ แต่ความ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลเองจะต้องใช้เม็ดเงินจากพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ มูลค่าถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เรามาดูว่าภาพรวมของความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของนิคมอุตสาหกรรม เราจะเห็นได้ว่าในนิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น ๗ แห่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการตั้งคำถามว่าในปี ๒๕๕๕ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั้น ก็จะเกิด จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนอีกแล้ว นักลงทุนตั้งคำถามครับ ประชาชนก็ตั้งคำถามว่าปีนี้น้ำจะท่วม อีกหรือเปล่า เป็นคำถามและเป็นคำตอบที่เราจะต้องอธิบายให้กับสาธารณะ อย่างน้อย ประชาชนและผู้ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ตลอดจน นักธุรกิจข้ามชาติก็ตาม ต้องการความเชื่อมั่นที่รัฐบาลจะต้องลงทุนให้หลักประกันกับเขาว่า ในปีนี้น้ำจะไม่ท่วมอีก แต่มาตรการดังกล่าวนั้นจะทำอย่างไร ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลนั้น เมื่อเกิดปัญหาถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงแล้ว เป็นภาระหน้าที่ ของคนเป็นรัฐบาลจะต้องเข้าไปดำเนินการและเร่งรัดและรีบฟื้นฟูเยียวยาประเทศ โดยทันท่วงที ความเสียหายครั้งนี้มีอะไรบ้างครับ ท่านประธานครับ ไม่เฉพาะภาคธุรกิจ เท่านั้น ถือว่ามหาอุทกภัยครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ถึง ๖๘ จังหวัด ของประเทศไทย ราษฎรได้รับผลกระทบจากความเสียหายถึง ๑๓.๕ ล้านคน แบ่งเป็น ความเสียหายต่อบ้านเรือนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ หลัง พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย ๑๑.๔๖ ล้านไร่ อันนี้ภาคการเกษตรครับ ท่านประธานครับ ได้แบ่งเป็นพื้นที่นาข้าว ๙.๓๗ ล้านไร่ พื้นที่พืชไร่ ๑.๕๔ ล้านไร่ แล้วก็เป็นพืชสวนและอื่น ๆ ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ รวมตัวเลขความเสียหาย ภาคการเกษตรครอบคลุมทั้งประเทศ ๑๑ กว่าล้านไร่ครับ ท่านประธานครับ มาดูภาคแรงงาน ที่มีผลกระทบแล้วก็ผู้ประกอบการ สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ทั่วประเทศประมาณ ๒๘,๖๒๗ แห่ง ภาคแรงงานมีผลกระทบต่อด้านแรงงาน ตัวเลขสูงถึง ๙๙๓,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ในนิคมอุตสาหกรรม หลังจากที่น้ำท่วมมาแล้ว ๓-๔ เดือน อยู่ในช่วงของการที่จะฟื้นฟูเยียวยา ปรับกระบวนการผลิต นำเครื่องจักรใหม่เข้ามา ผมไม่ห่วงภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมซึ่งเป็นธุรกิจ ที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ไม่ห่วงก็เพราะว่า ๑. เขามีการประกันภัย ๒. เขาได้รับ สิทธิประโยชน์ทางด้านการลงทุน ได้รับการยกเว้นภาษี ได้รับการยกเว้นการนำเครื่องจักร เข้ามาเปลี่ยน กว่าที่ระบบการผลิตจะเดินเครื่องได้ จากนี้ไปต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรครับ ท่านประธานครับ ภาคแรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจำนวน ๙๐๐,๐๐๐ กว่าราย นี่ตัวเลขคร่าว ๆ นะครับ อาจจะทะลุถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน จะอยู่ในสภาพอย่างไร อยู่ในสภาพของการเสี่ยงที่จะเป็นผู้ที่ถูกเลิกจ้างงาน คนเหล่านี้ทำงานอยู่ในโรงงาน อุตสาหกรรมที่บอกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือว่าเป็นลูกจ้างรายวัน วันนี้เขามีบ้าน เขามีรถ เขาผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บางคนมีบัตรเครดิต (Credit) ๓ เดือนไม่จ่ายก็เป็นเอ็นพีแอล (NPL) แล้วครับ เพราะฉะนั้นระบบดังกล่าวนี้มันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นว่ารัฐบาลเองจะต้องหาเม็ดเงินเข้าไปฟื้นฟูเยียวยาเพื่อให้ กระบวนการผลิตก็ดี ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสาธารณูปโภคได้ฟื้นกลับคืนมาโดยเร็ว ถามว่างบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่เราผ่านการพิจารณาของสภาไปแล้วและผ่านวุฒิสภาไปแล้ว มันเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ว่าจะมีตัวเลขของงบกลางของปี ๒๕๕๕ จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เพียงพอ หรอกครับ ถามว่าทำไมแทนที่รัฐบาลจะออกเป็น พ.ร.ก. ทำไมไม่ออกเป็นพระราชบัญญัติ มีการพิจารณาในสภาแล้วก็มีการซักถาม โต้แย้ง หรือร่วมกันคิดให้เกิดความรอบคอบในการ พิจารณางบประมาณ คำตอบก็คือว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ประชาชนและผู้ประกอบการ ถามว่าน้ำจะท่วมอีกหรือเปล่า เป็นเรื่องที่จะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนในการที่รัฐบาลจะต้อง นำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เงินจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทในงบประมาณงบกลางที่ดูเหมือนว่าส่วนนี้ก็สามารถเข้าไป แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที แต่อย่าลืมครับท่านประธาน โครงสร้างพื้นฐานที่เป็น ระบบสาธารณูปโภคนั้น ซึ่งเป็นของเก่าของเดิมเมื่อเกิดน้ำท่วม ถนนหนทางเสียหาย ไฟฟ้าเสียหาย ระบบการสื่อสารเสียหาย เงินจำนวนเหล่านี้ยังไม่คิดถึงเรื่องของการวางระบบ การบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม เพียงแต่เอาไปแก้ไขของเดิมให้กลับคืนมาสู่สภาพ ของการใช้งานได้เท่านั้น ดังนั้นการวางแผนป้องกันว่าปีหน้า ว่าปีนี้หรือปีต่อ ๆ ไปนั้น การบริหารจัดการในเรื่องน้ำที่จะไม่ให้น้ำท่วมอีก ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น บ้านเรือนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตรนั้น ผมเชื่อว่าเม็ดเงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในพระราชกำหนดที่บอกว่าเป็นเรื่องของการกู้เงินเพื่อวางระบบ การบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศนั้น ไม่ใช่เฉพาะเป็นการป้องกันในนิคมอุตสาหกรรม เท่านั้น มันอาจจะรวมถึงการวางแผน การไปกำหนดพื้นที่ในเรื่องของผังเมือง ในเรื่องของ การระบายน้ำ ที่ในปีต่อ ๆ นั้นจะต้องวางระบบและบริหารจัดการครบวงจร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องลงมือทำ วันนี้ครับ เราจะรออีก ๘ เดือนไม่ได้ เพราะวันนี้กระบวนการโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง เริ่มที่จะเดินเครื่อง เริ่มที่จะมีการผลิตสินค้าออกมาแล้ว เพราะฉะนั้นในฤดูฝนที่จะถึงนี้ นักลงทุนเองก็มีความห่วงใยครับว่ารัฐบาลนั้นจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันระบบ การป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยในปีนี้อย่างไร อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงว่ามันเป็น เรื่องของความเชื่อมั่น ถูกต้องครับ วันนี้ไม่ใช่สร้างความเชื่อมั่นให้สำหรับประชาชนเท่านั้นครับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและในสายตาของคนต่างประเทศ นักลงทุนต่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานครับ ในปี ๒๕๕๘ เราจะเข้าสู่ประเทศเศรษฐกิจ ประชาคมอาเซียนในอีก ๓ ปีข้างหน้า เมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดการขยาย เกิดการเคลื่อนย้ายทุน เกิดการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต เกิดการเคลื่อนย้ายของระบบการผลิต ซึ่งเป็นการค้าที่มีการ แข่งขัน ในขณะที่ประเทศกำลังจะเติบโตไปข้างหน้าและประเทศเพื่อนบ้านนั้นก็เป็นคู่แข่ง ทางการค้าของประเทศไทย ถ้าหากว่าเราไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ไม่สร้าง หลักประกันให้กับนักลงทุนต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งนักลงทุนของประเทศของเราที่เป็น ธุรกิจเอสเอ็มอีก็ตาม โอกาสที่การขยายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศ อื่น ๆ ที่เป็นประเทศคู่แข่งทางการค้านั้นมีความเป็นไปได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงมีความจำเป็น ท่านประธานว่าเงินจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตาม พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ไม่ว่าเป็นฉบับใด ก็ตามมันมีความเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าหากว่ามีความล่าช้าเกิดขึ้นการบรรเทาเยียวยา การฟื้นฟู ประเทศที่จะต้องเร่งฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโตนั้นก็จะเกิดความเสียหายและ ไม่ทันท่วงที ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าวันนี้รัฐบาลมีความเร่งด่วนและมีความจำเป็น ต่อ พ.ร.ก. ใน ๔ ฉบับนี้ สิ่งที่ผมอยากจะเน้นนั่นก็คือทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชน ทำอย่างไรให้ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอยู่ได้ ผมได้กราบเรียน ท่านประธานแล้วครับว่าผมไม่ได้ห่วงภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากนั้นมีความจำเป็น วันนี้เขาเจอปัญหาอุทกภัย ธุรกิจเอสเอ็มอี ใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่มากครับ บางราย ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท บางราย ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐ ล้านบาท เขามีลูกน้อง เขามีคนงาน ซึ่งเป็นธุรกิจต่อเนื่องจาก ภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม วันนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีเองก็ต้องอยู่ได้ ถามว่ารัฐบาล จะปล่อยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นอยู่ในสภาพที่ง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างนั้นหรือครับ ไม่ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นการสร้างหลักประกันให้กับธุรกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม หรือธุรกิจเอสเอ็มอีก็ตาม ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าหากว่าเกิดภัยพิบัติที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ขยายครอบคลุมไปถึงภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ไม่ว่าจะเป็นพายุ ให้ครอบคลุมถึงภัยพิบัติ ตามที่มติ ครม. เกิดขึ้น โดยครอบคลุม ๓ กลุ่มด้วยกัน นั่นก็คือ ที่อยู่อาศัย ธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคอุตสาหกรรม ๓๐ นั่นหมายความว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ๗๐ ธนาคารพาณิชย์ ๓๐ และขบวนการปล่อยกู้นั้นผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคิดอัตราดอกเบี้ย ที่ถูกให้กับธนาคารพาณิชย์ในอัตรา ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนว่าไม่มีต้นทุนอะไรเลย ท่านประธานครับ แล้วให้ธนาคารพาณิชย์ไปปล่อยกู้ต่อ โดยครอบคลุมในภาคประชาชนและ ครัวเรือน วงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ธุรกิจเอสเอ็มอี ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและ สถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เรื่องนี้เราได้หยิบยกในกรรมาธิการ ตอนที่รัฐบาลได้อนุมัติ เงินโดยให้ธนาคารออมสินใส่เงินเข้าไปในระบบในการช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาภาคธุรกิจและ ภาคประชาชน เหมือนกันครับ จากธนาคารออมสิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วธนาคารพาณิชย์ ก็ควักสตางค์ตนเองอีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ออมสินคิด ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ให้กับธนาคารพาณิชย์ เงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทจากออมสินและเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทจากธนาคารพาณิชย์ รวมเป็น ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับประชาชนและธุรกิจเอสเอ็มอีในอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่สิ่งที่ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งมาจากทุกพรรคการเมือง ในคณะกรรมาธิการ เราได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นครับ เรื่องนี้ต้องฝากท่านรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ต้องกำกับดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ให้ดำเนินกิจการตามนโยบายดังกล่าวนี้ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ซึ่งเรามีความห่วงใยว่า เม็ดเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มันจะไม่ตกถึงมือคนเดือดร้อนครับ ทำไมผมไม่พูด อย่างนั้น ผมถึงบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยถึงแม้ว่าจะมีความอิสระในการบริหาร แต่ถึงอย่างไรก็ตามในการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เอาเปรียบประชาชน เงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ปล่อยในอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์นั้น มันจะต้องตกถึงมือ ผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ครับ ต้องเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ต้องเป็นประชาชน ผู้ที่บ้านเรือนเสียหาย ทรัพย์สินเสียหาย เขาเดินวอล์คอิน (Walk in) เข้าไปในธนาคาร เพื่อที่จะขอกู้เงินในการฟื้นฟูเยียวยาตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือ เขาเหล่านี้ต้อง ได้รับการดูแล และเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก อย่าให้ปัญหาเกิดขึ้นว่าเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้ มันตกถึงมือของลูกค้า ธนาคารชั้นดี ซึ่งวันนี้เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องมีความระมัดระวังในฐานะที่ท่าน รองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านดูแลเรื่องนี้อยู่ เพราะเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาในคณะกรรมาธิการ เราเห็นว่านี่คือการเร่งรัดดูแล ควบคุมไม่ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับประชาชน ที่จะต้องเข้าถึงแหล่งทุนนั้นไม่บิดเบือนเจตนารมณ์และเขาสามารถที่จะฟื้นฟูเยียวยา ฟื้นกิจการโดยเร็วเพื่อเป็นการเติบโตให้ธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นเดินได้ นี่คือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ
อันดับต่อไปท่านประธานครับ เรื่องของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นไม่น้อย ผมเห็นว่าในปัจจุบันนี้ธุรกิจ ประกันภัยซึ่งมีอัตราความเสี่ยงในการที่จะปฏิเสธ ไม่รับประกัน และไม่ครอบคลุมถึงภัยพิบัติ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ไม่ว่าจะเป็นพายุ ซึ่งเราไม่สามารถ ที่จะควบคุมได้ว่าเหตุภัยพิบัติดังกล่าวนี้มันจะเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วถ้าเกิดว่าปล่อยให้ระบบ ธุรกิจประกันภัยโดยที่รัฐบาลไม่เข้ามาดูแลก็จะทำให้เกิดการเอาเปรียบพี่น้องประชาชน นั่นก็คือว่าเขาอาจจะรับทำประกันแต่ว่าในอัตราที่เบี้ยประกันสูง เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับ ผู้ประกอบการและประชาชน ดังนั้นเงินกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเหมือนการมา รับประกันให้ระบบธุรกิจประกันภัยนั้นสามารถเดินได้และครอบคลุมไปถึงภัยพิบัติ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว แม้กระทั่งลูกเห็บด้วยซ้ำไป ในเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่ออะไรครับ เพื่อความเชื่อมั่นครับ เพื่อความเชื่อมั่นว่า การที่ผู้ประกอบการ การที่พี่น้องประชาชนจะต้องไม่เสี่ยงต่อปัญหาต่อภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น วันนี้หลายคนอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว วันนี้ไม่สามารถที่จะซื้อประกันภัยหรือไม่สามารถ ที่จะต่ออายุประกันได้ต่อไปได้ ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ที่โดนปัญหาน้ำท่วม มีความเสี่ยง และไม่มีหลักประกันอะไรเลยที่จะทำให้พี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการนั้นได้รับการดูแล คุ้มครอง ดังนั้นความจำเป็นที่รัฐบาลเองจะต้องยื่นมือเข้ามาเพื่อสร้างหลักประกัน สร้างความเชื่อมั่น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้กองทุนนี้มีการเติบโตและเข้าไป เพิ่มสัดส่วน ลดความเสี่ยง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้เอาประกันและธุรกิจที่อยู่ ในนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจเอสอ็มอี ท่านประธานที่เคารพครับนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึง สนับสนุนให้มีการออก พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่เรากำลังพิจารณากันในสภาแห่งนี้ แต่จริง ๆ แล้ว ยังมี พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล วันนี้ฝ่ายค้านอาจจะมองว่า พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับนั้นจะต้องส่งตีความศาลรัฐธรรมนูญ จะโดยเหตุผลใดก็ตาม ผมถือว่า ยิ่งทอดระยะเวลาออกไปนั้นจะทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นกับประเทศอันใหญ่หลวง นั่นก็คือ การที่แก้ไขปัญหาไม่ได้ทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.ก. ที่ว่าด้วยการวางระบบและ การบริหารจัดการน้ำซึ่งใช้เงินถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เฉพาะในลุ่มน้ำหรือในพื้นที่ ที่ประสบปัญหาอุทกภัยในภาคกลางเท่านั้นครับ ผมคิดว่าการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ ที่เราพูดกันมาเป็นเวลายาวนาน แม้กระทั่งความเชื่อมโยงต่อการรับผิดชอบของท้องถิ่นก็ดี ของรัฐบาลกลางก็ดี จะเห็นได้ว่าตราบใดก็ตามที่ยังบริหารจัดการไม่เป็นระบบและไม่บูรณาการ ร่วมกัน การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความสูญเสียมันจะทวีคูณมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าตราบใดก็ตามที่ยังบริหารจัดการไม่เป็นระบบและไม่บูรณาการร่วมกัน การแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนและความสูญเสียมันจะทวีคูณมากยิ่งขึ้นต่อการแก้ไขปัญหา อย่างที่ผม ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วครับ วันนี้เราต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ครับว่า ตามจังหวัด ต่าง ๆ ในพื้นที่ท่านประธานก็เหมือนกัน พื้นที่บ้านผมก็เหมือนกัน เราจะเห็นได้ว่าวันนี้ เราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของผังเมืองเลย ไม่ว่าจะเป็น อบต. ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ท่านประธานครับ วันนี้ใครอยากสร้างบ้าน ใครอยากถมที่ ใครอยากจะทำบ้านจัดสรร ใครอยากจะทำศูนย์การค้า ไม่ได้ดูหรอกครับว่าสถานที่ตรงนั้นมันเคยเป็นห้วยหนองคลองบึง มันเป็นที่น้ำผ่าน มันเป็นที่จะต้องเก็บไว้สำหรับทำแก้มลิง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นเรื่องของ การต้องมานั่งคิดร่วมกันทั้งท้องถิ่น ทั้งรัฐบาลกลาง ที่เรียกว่าบูรณาการร่วมกัน น้ำมาจาก ภาคเหนือบ้านท่านประธานผ่านมาตามแม่น้ำเจ้าพระยามาท่วมกรุงเทพมหานครภาคกลาง ตามห้วย หนอง คลอง บึงในภาคอีสานบ้านผม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือการวางโครงสร้างการบริหาร จัดการที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำทั้งประเทศ ๒๕ ลุ่มน้ำ จริงอยู่ครับว่าตรงไหนที่เกิดความเสียหายมาก ตรงไหนที่เกิดความเสียหายที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วนรัฐบาลก็ต้องใส่เม็ดเงินเข้าไป เพื่อไม่ให้ว่า อีก ๗ เดือนข้างหน้าน้ำจะมาแล้ว ฝนจะมาแล้ว ประชาชนจะต้องอยู่ในพะว้าพะวังว่า น้ำจะท่วมอีกหรือเปล่า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นครับว่ากฎหมายให้อำนาจรัฐบาลนี้สามารถ เสนอกฎหมายเพื่อความรวดเร็ว เพื่อความเร่งด่วน เพื่อความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหา ภัยพิบัตินั้น ผมเสียดายที่วันนี้ไม่มีการพิจารณาในสภา แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เข้าสู่การพิจารณาแล้วศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างไรแล้ว ผมคิดว่าผมคงมีโอกาสได้แสดง ความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง
สุดท้ายท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผมยังเห็นว่าเป็นความกล้าหาญ ของรัฐบาลชุดนี้ที่ได้เสนอ พ.ร.ก. ในการบริหารจัดการหนี้ ถามว่ามันเกี่ยวข้องกับ ๒ ฉบับนี้ไหม เกี่ยวครับ เกี่ยวแน่นอนเพราะว่า ๔ ฉบับนี้ มันไม่ใช่ว่าใช้ฉบับนี้ฉบับเดียวแล้วจะแก้ไขปัญหาได้ ใช้เรื่องกองทุนประกันภัยพิบัติแล้วปัญหาอื่นจะไม่เกิด ไม่ใช่ครับ รัฐบาลมีการพิจารณา แล้วว่าทั้ง ๔ ฉบับนี้มีความเชื่อมโยงกัน วันนี้หนี้สาธารณะเราอยู่ที่ ๔.๔ ล้านล้านบาท ในกรอบวงเงินงบประมาณเราก็มีปัญหาต้องยอมรับ ท่านประธานที่เคารพครับ หนี้ของ กองทุนฟื้นฟูที่เกิดขึ้นวิกฤติการเงินเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ วันนี้ได้เป็นภาระของประเทศ ซึ่งเป็นหนี้ของประชาชน ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องรับภาระตรงนี้ละครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปีปัจจุบัน ๒๕๕๕ ๑๓ ปี ๑๔ ปี มาแล้วท่านประธานครับ ตั้งแต่มีแก้ไขปัญหา วิกฤตการณ์การเงินที่กองทุนฟื้นฟูเข้าไปเยียวยา เข้าไปฟื้นฟู เข้าไปแก้ไขปัญหาจนทำให้เกิดหนี้ ทั้งระบบ ๑.๔ ล้านล้านบาท วันนี้เหลืออยู่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ที่บอกว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญ ก็เพราะว่าหนี้เหล่านี้เมื่อไรมันจะหมด ในอดีตนั้นมีการแยกการรับผิดชอบ กระทรวงการคลัง ดูแลเรื่องดอกเบี้ย ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลเรื่องเงินต้น ๑๓ ปี ๑๔ ปีมาแล้ว ท่านประธานครับ เงินต้น ๑.๔ ล้านล้านบาท วันนี้มันลดลงเพียง ๒.๖ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ แล้ว ๑๐ กว่าปีมากระทรวงการคลังจัดงบประมาณในการจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันมาแล้วปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้ว ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ เงินเหล่านี้ ท่านประธานครับ ปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราสามารถที่จะจัดงบประมาณ ในการไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วน เรื่องถนนหนทาง ฟื้นฟูเรื่องถนน ทำแก้มลิง ทำระบบสาธารณูปโภค นี่คือสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นที่ผมบอกว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญ เพราะว่ารัฐบาลเห็นแล้วว่าถ้าหนี้เหล่านี้ ไม่มีการบริหารจัดการจะเป็นภาระของประเทศอีกต่อไป ผมถึงบอกว่าผมเสียดายว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับนั้น ควรที่จะได้มีโอกาสได้พิจารณาพร้อมกันในสภาแห่งนี้เพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาล ชุดนี้มีความตั้งใจในการจะแก้ไขปัญหาของประเทศ เราจะไม่ให้เกิดปัญหาอุทกภัยเกิดขึ้น แต่เราไม่สามารถจะรับประกันได้ว่าปัญหาเหล่านี้จะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่าภายใน ๖ เดือน ๗ เดือนข้างหน้านี่น้ำจะไม่ท่วม ไม่ใช่ครับ เพราะการบริหารจัดการแต่ละเรื่องมันมีขั้นตอน มันมีระเบียบวิธีปฏิบัติ มันมีคนรับผิดชอบ มีคนเป็นเจ้าภาพ เพราะฉะนั้นการขออนุมัติเงิน ดังกล่าวนี้ของรัฐบาลที่ออก พ.ร.ก. ๔ ฉบับ เป็นความจำเป็น เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่อง ที่จะต้องสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของคนทั้งโลกว่าประเทศไทยเรามีการบริหาร จัดการระบบการป้องกันน้ำท่วมได้ดีเทียบเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านหรือในต่างประเทศ การลงทุนวางระบบการบริหารจัดการน้ำที่ใช้เงินถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมอยากจะเห็นว่า ต่อไปเมื่อมีน้ำหลากจากภาคเหนือบ้านท่านประธานมาเข้ามาใน กทม. ไม่ต้องมานั่งปลุก ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องมานั่งปลุกใคร ต้องมีการบริหารจัดการ มีห้องคอนโทรล (Control) ที่สามารถมอนิเตอร์ (Monitor) ว่าประตูน้ำตรงนี้ ประตูน้ำตรงนี้สามารถเปิด เพื่อให้มีการระบายน้ำไหลลงสู่ทะเลได้ อยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นครับ อย่างน้อย คนในกรุงเทพฯ จะได้รู้ว่าจะไม่เจอปัญหาดังกล่าวนี้อีกต่อไป คนในต่างจังหวัดก็จะมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อเวลาน้ำหลากก็มีแก้มลิง มีการบริหารจัดการ ประชาชนสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากน้ำ ไม่ใช่เฉพาะว่าเวลาน้ำท่วมก็ปล่อยให้มันไหลลงทะเลหมด ต้องบริหารจัดการให้ใช้ประโยชน์ จากน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด มันรวมไปถึงการแก้ไขปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง ด้วยประการทั้งปวงครับ ท่านประธานครับ ดังนั้นผมถึงคิดว่าเป็นความกล้าหาญ ของรัฐบาลที่จะบริหารจัดการแก้ไขปัญหาที่เป็นภาระคั่งค้างอยู่ในขณะนี้ ผมเสียดายว่า พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับนั้นไม่มีการพิจารณาจะทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้า และผมหวังว่าความเชื่อมั่น ในสายตาต่างประเทศ ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้นจะกลับมา ถ้าหากว่ามีการบริหารจัดการเป็นไปตามสิ่งที่ รัฐบาลได้แถลงต่อสภาตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ๔ ฉบับนี้ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาและ เป็นการยุติปัญหา เป็นการป้องกันปัญหาไม่ให้ภัยพิบัติ อุทกภัย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วได้เกิด ซ้ำอีกต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อ พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับ ผ่านการตีความมาแล้วและ อาจจะเข้าสู่การพิจารณา ผมคงมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นในสภานี้อีกต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้สภาของเรา กำลังพิจารณากฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากการพิจารณากฎหมายโดยปกติทั่วไปที่เป็นพระราชบัญญัติ เพราะเรากำลังออกกฎหมายโดยฝ่ายบริหารที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร จะต้องมาพิจารณา ในพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนั้น เป็นกฎหมายที่รัฐบาลได้เลือกที่จะใช้วิธีการยึดอำนาจจาก รัฐสภา ไปออกกฎหมายโดยอำนาจของรัฐบาลเอง ความจริงก็เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญครับ ในมาตรา ๑๘๔ ที่บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนว่าในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษา ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือป้องกัน ภัยพิบัติก็สามารถที่จะตราเป็นพระราชกำหนด ซึ่งมีผลบังคับใช้ เช่นพระราชบัญญัติได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๘๔ นั้นยังได้เขียนไว้ในวรรคสอง บอกเอาไว้ชัดเจนเช่นเดียวกันว่า การตรา พระราชกำหนดตามวรรคหนึ่งให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญตราไว้เช่นนี้ท่านประธานครับ เพราะการตราพระราชกำหนดนั้นเป็นการยึดอำนาจการพิจารณากฎหมายไปจากรัฐสภา เรียกได้ว่าเกือบจะทั้งกระบวนการ ในโครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้น ส.ส. ต้องทำหน้าที่แทนประชาชนในการตรวจสอบ ออกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายการเงิน เพราะนั่นหมายถึงเงินภาษีซึ่งประชาชนได้มาด้วย ความเหนื่อยยากลำบากจ่ายให้กับรัฐบาล การตรวจตราเม็ดเงินต่าง ๆ ที่เป็นเม็ดเงินจาก ภาษีประชาชนจึงต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาตามที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในทุก ๆ ปีที่มีการพิจารณากัน ถึงขั้นจะต้อง มีการไปตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากันเป็นเรื่องใหญ่โตเอิกเกริก ตรวจสอบกัน อย่างละเอียดเข้มข้น กว่าจะผ่านมาได้ตัวแทนประชาชนจึงต้องตรวจตราเงินภาษีโดยเฉพาะ กฎหมายการเงินที่ต้องสร้างภาระหนี้สินให้กับประชาชนยิ่งต้องตรวจสอบให้มากเพราะเป็น การส่งภาระถึงลูกหลานคนไทยในอนาคตด้วย แต่พระราชกำหนดนั้นเป็นกฎหมาย ที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้จึงตราเป็น พระราชกำหนด ถามว่าเมื่อตราเป็นพระราชกำหนดแล้วมีผลบังคับใช้ทันทีหรือไม่ คำตอบคือ มีผลบังคับใช้ทันทีครับ ในพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนั้นจะเขียนไว้ชัดว่าให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ และในแต่ละฉบับจะเขียนไว้ในมาตรา ๑ ว่าพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป แปลว่าให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ นั้น ก็มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๗ ขณะนี้มีผลบังคับใช้ทั้ง ๔ ฉบับครับ เพราะฉะนั้น ฝ่ายรัฐบาลที่พยายามจะบอกว่ามีผล ๒ ฉบับ อีก ๒ ฉบับต้องรอไว้ก่อนนั้นไม่ใช่ละครับ รัฐธรรมนูญเพียงแต่ตราต่อไปครับว่าเมื่อมีการตราพระราชกำหนดออกมาแล้วในการประชุม รัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา โดยไม่ชักช้า แต่เวลาพิจารณาในสภาของเราที่ผมบอกยึดอำนาจ รัฐสภาไม่มีอำนาจไปแก้ไข ใด ๆ เลย กฎหมายนี้เขียนมาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้นครับ เราทำได้เพียงแต่กดปุ่มว่า เห็นด้วย กับ ไม่เห็นด้วย เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าเป็นการพิจารณากฎหมายที่มีการยึดอำนาจของ รัฐสภาไป แต่ถ้าเรามาพิจารณาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้วก็น่าสนใจว่าทำไมจึงตรา ไว้เช่นนั้น เพราะเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญนั้นยังบอกว่ากรณีฉุกเฉินจำเป็นอันมิอาจจะ หลีกเลี่ยงได้เพื่อสร้างความมั่นคงหรือปกป้องประเทศชาติบ้านเมือง จำเป็นก็ต้องตราไป เที่ยวนี้รัฐบาลออกพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ในทางข้อเท็จจริงก็บอกว่าเป็นเพราะผลจากการ เกิดมหาอุทกภัย ความจริงเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายลงไปสักครู่ด้วยความเคารพว่าหลายเรื่องที่ ท่านอภิปราย เช่น การแก้ปัญหาคนตกงาน ว่างงาน การเยียวยาต่าง ๆ นั้น ความจริงไม่ได้ เกี่ยวกับ พ.ร.ก. เลย แต่เป็นภาระที่รัฐบาลต้องทำไป แต่รัฐบาลนี้ยอมรับว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นมาตอบในสภาสักครู่ บอกว่าผลจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การออกพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ก็พึงที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นด้วย แต่ถ้าพิจารณาว่ารัฐบาลยอมรับว่ามหาอุทกภัยสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนั้น ในทางหนึ่งก็อาจจะพูดได้ เช่นเดียวกันว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้เป็นใบเสร็จชัดเจนที่ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง เสียหายในการบริหารจัดการปัญหามหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาของรัฐบาลเอง ในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจเมื่อคราวที่ผ่านมาของพวกเราในรัฐสภานั้นก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วครับว่าการแก้ปัญหา มหาอุทกภัยของรัฐบาลนั้นมีความผิดพลาด มีความบกพร่องอย่างไร พระราชกำหนดทั้ง ๓-๔ ฉบับนี้ก็เป็นใบเสร็จที่ชี้ให้เห็นชัดว่านี่คือตัวอย่างของความเสียหายที่เกิดขึ้น เพียงแต่ ต้องพิจารณาต่อในข้อเท็จจริงครับว่าตัวพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะ ยึดเอาอำนาจรัฐสภาไปตราเป็นพระราชกำหนดนั้นท่านเขียนกฎหมายโดยมีแผน มีแนวทาง มีหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใสในการตรากฎหมายเพื่อออกไปบังคับแล้วมีผลบังคับใช้ แล้วหรือไม่ เพียงไร พ.ร.ก. ๔ ฉบับนี้อธิบายง่าย ๆ ครับ ใน ๓ ฉบับแรกท่านบอกว่า ๔ ฉบับ โยงกัน ทั้ง ๔ เรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับภาระการเงินกับลูกหลานทั้งสิ้น พูดง่าย ๆ คือกู้ กู้ กู้ และพิมพ์เงินเพิ่ม ความจริงการออกพระราชกำหนดนั้นท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พูดเอาไว้บอกว่าในคราวสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วตอนที่เกิดสภาวะเศรษฐกิจมีผลกระทบจาก ต่างประเทศส่งผลกระทบถึงประเทศไทย มีปัญหาตั้งแต่เรื่องเงินงบประมาณ การจัดเก็บ รายได้ คนจะตกงานมหาศาล มีการตราพระราชกำหนดกู้เงินในเวลานั้น ถ้าท่านประธานจำได้ พรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีการตีความพระราชกำหนด ท่านเขียนไว้อย่างไรครับ ท่านบอกว่าการออกพระราชกำหนดกู้เงินนั้นเป็นเรื่องที่ขัด กับรัฐธรรมนูญเพราะซ่อนเงื่อน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา ไม่มีความฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน ท่านใช้คำว่า หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา นั่นคือหลักที่ท่านวางไว้ ในการตราพระราชกำหนดในครั้งนั้น แต่มาวันนี้มาตรฐานนั้นท่านก็ละเลยไปเสีย แล้วท่าน ก็ออกมาตราเป็นพระราชกำหนด แต่ฝ่ายค้านเราพิจารณาจาก ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ คือข้อกฎหมายว่าฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยง ได้ไหมกับประเด็นของข้อเท็จจริง ใน ๔ ฉบับนี้เราจึงเห็นว่า ๒ ฉบับนี่พอจะกล้อมแกล้มไปได้ เรื่องกองทุนประกันภัยหลายฝ่ายเขาก็เรียกร้อง เรื่องของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่ให้กับผู้ที่ได้รับ ความเสียหายจากอุทกภัยหลายฝ่ายก็มีข้อเรียกร้องกันอยู่ แต่อีก ๒ ฉบับมันไม่เข้าข่าย ในลักษณะกฎหมายเลยว่ามีความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อเวลา มีการยื่นตัวพระราชกำหนด มีการตีความศาลรัฐธรรมนูญไปนั้น ถามว่ากฎหมายสะดุด หยุดลงหรือไม่ คำตอบก็ไม่ครับ เพราะในรัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ต่อไปแต่เพียงว่าในกรณี ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลบังคับมาแต่ต้น แปลว่า ๔ ฉบับบังคับใช้อยู่ ท่านจะ กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เวลานี้ก็ทำได้ ถ้าท่านมั่นใจว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญท่านก็สามารถกู้ได้ เพราะพระราชกำหนดนั้นมีผลบังคับใช้แล้ว เพียงแต่ประเด็นต้องมาพิจารณาต่อไปว่าวิธีคิด ของการไปตราเป็นพระราชกำหนด เป็นวิธีคิดของการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อาจจะอ้าง เหตุผลความจำเป็นได้ แต่ผลจากพระราชกำหนดคือการกู้เงิน ซึ่งความจริงก็ต่างจาก พระราชกำหนดกู้เงินสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วคือสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สมัยนั้นเขียนไว้ เลยครับ การกู้เงินให้กระทำเรื่องของการกู้ภายในประเทศเท่านั้น แต่ในตัวพระราชกำหนดกู้เงิน ของรัฐบาลชุดนี้ไปดูฉบับที่เป็นฉบับตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติท่านเขียนไว้ชัด ในมาตรา ๑๓ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือ เงินตราต่างประเทศ แปลว่ากู้เงินต่างประเทศก็ได้ ซึ่งตรงนี้มีความแตกต่างกันแน่นอนครับ แต่ที่ผมต้องเรียนกับท่านประธานต่อไป ก็คือว่าแนวคิดที่ฝ่ายบริหารยึดอำนาจรัฐสภาพ้นจาก การตรวจสอบไปนั้น เป็นแนวคิดที่ส่งผลต่อไปว่าเงินที่กู้มานั้นจะพ้นจากการตรวจสอบ ของตัวแทนประชาชนในรัฐสภาไปด้วยครับ แนวคิดนี้จะสอดคล้องกับแนวคิดของอดีตรัฐบาล หลายชุดที่ผ่านมา ที่จะหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อรัฐสภาลุกขึ้นตรวจสอบพยายามให้ฝ่ายบริหาร มีอำนาจล้นเหลือ สามารถที่จะดำเนินการตัดสินใจอะไรก็ได้ ซึ่งในที่สุดนำมาซึ่งความเสียหาย และความล้มเหลวดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต นี่คือแนวคิดซึ่งฝ่ายค้านคิดว่าการตราเป็น พระราชกำหนดโดยอ้างเอาเหตุการณ์มหาอุทกภัยนี้ จำเป็นจะต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริง มีธรรมาภิบาลเพราะท่านยึดอำนาจสภาไป แล้วอำนาจทั้งหมดในการตัดสินใจนั้นอยู่ที่ คณะรัฐมนตรีและฝ่ายบริหารทั้งสิ้นครับ จะบอกว่ากองทุนนี้สุดท้ายต้องกลับไป สตง. ตรวจสอบก็เป็นกระบวนการตอนปลายแล้วครับ แตกต่างกันสิ้นเชิงกับการออกกฎหมาย ที่ต้องเข้ารัฐสภาผ่านขั้นตอนต่าง ๆ แต่วันนี้ฝ่ายบริหารกำลังจะบอกกับสภาว่าขออำนาจไป ตรากฎหมายเอง มีผลบังคับแล้วไปกู้เงิน เงินที่ได้มาทั้งหมดรัฐบาลรับผิดชอบ คำถามก็คือว่า รัฐบาลมีธรรมาภิบาล ความโปร่งใสน่าเชื่อถือเพียงใด เอาว่าเหตุน้ำท่วมที่ผ่านมาเมื่อปีที่แล้ว แค่การบริหาร ศปภ. ขาดความโปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน และประชาคมทั้งหลายโดยทั่วไปอยู่แล้ว เที่ยวนี้ท่านออกกฎหมายพระราชกำหนด มีผลบังคับใช้แล้วนี่นะครับ ผมจะชี้ให้กับท่านประธานเห็นว่ามันขาดความรอบคอบเพียงใดครับ พ.ร.ก. ๔ ฉบับนี้ส่งผลต่อภาระ ถ้ากู้เต็มวงเงิน ฉบับแรก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับที่ ๒ ให้แบงก์ชาติพิมพ์เพิ่มเงินมาให้คนกู้อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับที่ ๓ กู้เงินในประเทศ หรือต่างประเทศอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับที่ ๔ โยนภาระหนี้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย มีภาระดอกเบี้ยอยู่ปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วไม่รู้เมื่อไรจะจบนี่นะครับ ท่านใช้เวลา ตรากฎหมาย พ.ร.ก. ๔ ฉบับนี้เพียง ๑๕ วันครับ ๑๕ วันมันเร็วเหลือเชื่อ ถามว่าทำไม ๑๕ วันครับ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นครั้งแรกที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องนี้ด้วย การรับทราบมติข้อเสนอของดอกเตอร์วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศหรือ กยอ. กับข้อเสนอของคณะกรรมการที่เรียกว่า กยน. ภาคเอกชนเขาเรียก กยน. กับ กยอ. เสนอมาวันที่ ๒๗ ธันวาคม เข้า ครม. พอวันที่ ๓๐ ธันวาคมถัดมา ๓ วัน นายกิตติรัตน์ ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนปัจจุบันนี้นะครับ ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดูว่าหลักการนี้ รับข้อเสนอประธาน กยอ. ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ถัดจากนั้นจากวันที่ ๓๐ ธันวาคม มาเพียง ๔-๕ วัน คือวันที่ ๔ มกราคม ปี ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ตามที่นายกิตติรัตน์นำเสนอ ตอนนั้นที่มันปรากฏข่าวว่าอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังของท่านไม่เห็นด้วยครับ จุดยืนเขาก็ชัดคือปกป้องประเทศและชี้ให้เห็น ข้อผิดพลาดของสมมุติฐานด้วย เช่นสมมุติฐานของตัวเลขหนี้สาธารณะที่มีการอ้างกันมา ตั้งแต่ต้นว่าอยู่ที่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านก็ บอกว่ามีเพียง ๙ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นปรับ ครม. คนที่ไม่เห็นด้วย ถูกปรับออกนะครับ แต่จะเกิดอะไรขึ้นก็ตามมันชี้ให้เห็นว่า ๑๔-๑๕ วันนี้ เราออกกฎหมายมา ๔ ฉบับยึดอำนาจสภาไปแล้วสร้างภาระเป็นล้านล้านบาทให้กับคนไทยและลูกหลานคนไทย อันนี้มันเป็นการกู้แบบรวดเร็วเหลือเชื่อจริง ๆ ครับ ตอนท่านเป็นฝ่ายค้านท่านลุกขึ้น อภิปรายรัฐบาลชุดที่แล้ว ตอนกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบอกลุกลี้ลุกลนรีบกู้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เอาไปทำโครงการไทยเข้มแข็ง สุดท้ายกลับมาเป็นถนนหนทาง โรงพยาบาล เป็นสถานี อนามัยต่าง ๆ มากมาย พวกท่านก็ได้ประโยชน์ด้วย แต่สำคัญที่สุดคือชาวบ้านได้ประโยชน์ แต่วันนี้ ๑๕ วันครับ ตรา พ.ร.ก. ๔ ฉบับยึดอำนาจสภาบังคับใช้ สร้างภาระเป็นล้านล้านบาท รัฐสภาไม่รู้สึกอะไรเลยหรือครับ แต่ประชาชนเขารู้สึก ผมรู้สึกครับในฐานะที่เป็นสมาชิกของ รัฐสภาแห่งนี้ ที่หนักยิ่งไปกว่านั้นครับ หลังจาก ครม. รับหลักการร่างพระราชกำหนด ๔ ฉบับ วันที่ ๔ มกราคมแล้ว ถัดมาอีก ๖ วัน คือวันที่ ๑๐ มกราคม ก็มีการเสนอพระราชกำหนด ๔ ฉบับเป็นวาระจรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วก็ดำเนินการต่อไป หลังจากวันที่ ๑๐ มกราคมมันเก็บกันเงียบกริบเลยนะครับ หากันว่าหน้าตาของ พ.ร.ก. จะออกมาเป็นอย่างไร เพราะมีข้อถกเถียงกันเยอะครับ ในเวลานั้นในสังคมคนออกมาเยอะมากครับ นอกจากอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านซึ่งถูกปรับออกจะด้วยสาเหตุนี้หรือไม่ ผมไม่ทราบครับ แต่อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นักวิชาการทีดีอาร์ไอ (TDRI) อาจารย์จาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย กู้ กู้ กู้ และพิมพ์ เงินเพิ่ม บางฉบับเขาบอกจำเป็น อย่างฝ่ายค้านบอกเรื่องกองทุนประกันภัย โอเค แต่รัฐบาล ไม่ได้ฟังเสียงค้านหรอกครับ ก็เดินหน้าต่อ ยึดอำนาจสภาแล้วก็มีการประกาศใช้ มีผลบังคับ ใช้วันที่ ๒๗ ฝ่ายค้านพิจารณา ๔ ฉบับแล้ว มี ๒ ฉบับที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ส่งไป แต่ที่ผมจะชี้ให้เห็นต่อก็คือแนวคิดที่มีการรวบอำนาจโดยฝ่ายบริหารแล้วปราศจาก การตรวจสอบ มันนำมาเขียนไว้ในตัวกฎหมายด้วยครับ ท่านไปดูตัวพระราชกำหนดกองทุน ส่งเสริมการประกันภัยพิบัตินะครับ เงินนี้กู้มา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่คนซึ่งมีอำนาจในการ ที่จะไปควบคุมดูแลกองทุนตามมาตรา ๒๐ คือคณะกรรมการ ถามว่าคณะกรรมการนี้ มาจากไหนครับ คณะกรรมการนี้มาตามมาตรา ๑๘ ที่บอกว่าให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ประกอบด้วยประธาน กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรี แต่งตั้งอีกจำนวนไม่เกิน ๔ คน เป็นกรรมการ ให้ปลัดกระทรวงการคลังแต่งตั้งข้าราชการ ในกระทรวงการคลังคนหนึ่งเป็นเลขานุการ การดำรงตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา ๑๙ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด น่าจะเป็นกฎหมายฉบับแรก ๆ ที่ไม่เขียนเรื่อง คุณสมบัติและข้อห้ามของคนเป็นกรรมการเอาไว้ในกฎหมาย กฎหมายแบบนี้ผ่านสภานี้ ไม่มีใครยอมหรอกครับ ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลต้องถามว่ากรรมการนี้คุณสมบัติมันคืออะไร มีลักษณะต้องห้ามไหม คนที่จะมีผลประโยชน์ขัดแย้งซึ่งตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครอง เขาห้ามอยู่แล้วเป็นกรรมการได้หรือเปล่า เพราะกรรมการชุดนี้เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันให้คุณให้โทษกับธุรกิจประกันวินาศภัยได้ นี่คือการยึดอำนาจสภาไปแล้วไปออกกฎหมาย ที่มีแนวความคิดรวบอำนาจไว้เฉพาะในตัว ครม. เท่านั้น ในการที่จะตัดสินใจกับเงินที่กู้มา เป็นภาระประชาชนตาสีตาสา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท
ท่านสาทิตย์ สักครู่ครับ ท่านประสิทธิ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายกระทำผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๖๑ กล่าวหาว่ารัฐบาลนี้ยึดอำนาจ รัฐสภา พูดอยู่หลายครั้งมาก ประชาชนฟังดูแล้วเสียหาย รัฐบาลนี้มาจากเสียงส่วนใหญ่ ของประชาชน และในเรื่องการออก พ.ร.ก. นี่เราทำตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านประสิทธิ์ครับ ผมฟังอยู่ ผมคิดว่าประชาชนก็เข้าใจในทางเดียวกันก็คือว่าเป็นคำอุปมาอุปไมยทุกคนก็เข้าใจ ไม่ใช่ว่ายึดอำนาจ เป็นที่เข้าใจ เชิญท่านสาทิตย์ต่อครับ
ผมก็กราบเรียนท่านประธานต่อไปครับ เพราะฉะนั้นตัว พ.ร.ก. กู้ กู้ กู้ แล้วพิมพ์เงินเพิ่มทั้งหลายนี่นะครับ ก็เลยมีแนวความคิด ซึ่งปราศจากการตรวจสอบและมีอำนาจเต็มของฝ่ายบริหาร ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จึงเสนอครับว่าในเรื่องนี้ถ้ามีความสงสัยในเรื่องใดรัฐบาลก็น่าที่จะได้ตอบคำถามให้เกิด ความชัดเจนด้วย ผมก็ถามล่ะครับ เพราะความคิดเรื่องกองทุนประกันภัยนี่ผมไม่จำเป็นต้อง ยกตัวอย่างของข่าวที่ออกมาในวันที่ ๒๗ มกราคมว่าแนวความคิดเรื่องจัดตั้งกองทุน มันเปลี่ยนมาเปลี่ยนไปหลายรอบ จนกระทั่งเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แต่ที่ผมสงสัยและที่กระผม คิดว่าสำคัญนี่คือตัวอำนาจของกรรมการ สอบถามคนในแวดวงธุรกิจประกันภัยหลายที่เขา ก็กังวลเรื่องนี้ครับ ไม่น่าเชื่อนะครับ เมื่อวานนี้เองที่มีการสอบถามไปหลายที่เขายังไม่เห็น ตัวกฎหมายเลยครับ ทั้ง ๆ ที่เขาคือคนซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบ ได้รับประโยชน์จากตัว พระราชกำหนดฉบับนี้ เขายังไม่ทราบเลยว่าตัวรายละเอียดนี่จะทำกันอย่างไร ท่านก็รวบไว้ ที่ตัวของคณะกรรมการเท่านั้น นี่ไม่นับประเด็นของการนับเรื่องอุทกภัย ซึ่งนับเฉพาะปี ๒๕๔๔ ที่ท่านเขียนเอาไว้ในตัวกฎหมายพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ก็คือเรื่องความเสียหายจาก อุทกภัยเรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้วย แนวคิดรวบอำนาจแบบนี้นะครับ ที่ท่านต้องตอบให้ชัดว่าตัวกรรมการ กระบวนการสร้างการถ่วงดุลอำนาจในการพิจารณา เรื่องการให้ความช่วยเหลือเพราะกฎหมายเขียนไว้กว้างนะครับ นอกจากรับประกันภัยต่อ แล้วนี่ยังรับประกันภัยเองได้ด้วย ช่วยเหลือทางการเงินได้ด้วย กรรมการจึงมีอำนาจล้นฟ้า คนก็สนใจเรื่องนี้ เพราะการตั้งกรรมการตั้งคนหลายเรื่องของรัฐบาลมันสร้างคำถาม ในสังคมครับ
ประการถัดมาครับ ความจริงท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดไป แล้วก็คือเรื่องนิยามอุทกภัยที่ไม่ครอบคลุมพื้นที่ทางภาคใต้ อันนี้ก็คงต้องขอคำตอบด้วย ผมจึงข้ามข้อนี้ไป แต่ที่สำคัญท่านประธานครับ การตรากฎหมายที่เสมือนเป็นการยึดเอาอำนาจ จากสภาไปแล้วขาดรายละเอียดที่จะชี้แจงต่อสภานี่มันไม่อาจสร้างความมั่นใจ หรือความเชื่อมั่นได้ แต่มันจะสร้างความไม่เชื่อมั่นครับ ตัวอย่างมีให้เห็นชัดครับ ในตัว พ.ร.ก. ที่มีการยื่นตีความที่ท่านจะให้กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลบังคับใช้แล้วนะครับ รัฐบาล กู้ได้ทันที ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่คำถามก็คือว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทันทีหรือไม่ ในมือผมนี่เป็นร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุดที่คณะกรรมการ กยน. นี่ละครับเสนอ เราก็ไปอ่านครับ ในนี้ก็เป็นไปอย่างที่เป็นข่าวเลยครับ คณะกรรมการ กยน. บางท่านก็ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความอึดอัดว่ารัฐบาลคิดแต่เรื่องตั้งงบประมาณ แต่ไม่มีแผนการใช้จ่ายเงินที่เป็นรูปธรรม อันนี้เงินกู้ครับ นอกงบประมาณด้วย การบริหาร ไม่เกี่ยวกับสภาด้วย การตรวจสอบทำได้ยากมาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ท่านให้ สัมภาษณ์ไว้ชัดครับว่า ในปีแรกนี้น่าจะใช้สัก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ตอบอีกแบบครับว่าท่านยังไม่เห็นแผน มีอยู่ช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ท่านบอกว่าปีแรกนี่ ฟลัดเวย์ (Floodway) ยังสร้างไม่ได้เลย อันนี้ก็มีคำถามอีกครับว่า ถ้ามีแผนการใช้จ่ายเงิน ที่ชัดเจน การตราพระราชกำหนดจึงต้องชัดว่าจำนวนเงินที่ประสงค์จะใช้นั้นจำนวนเท่าใด เพราะพระราชกำหนดมีผลบังคับใช้รัฐบาลไปกู้เงินได้ทันที ถ้ายึดตามที่ท่านรอง นายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์บอก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทยังไม่ใช้ ถ้าจำเป็นต้องใช้มีแผนชัด ทำไมไม่ตราเป็นพระราชบัญญัติครับ นั่นคือการให้ตัวแทนของประชาชนทุกคนและสมาชิกวุฒิสภาได้ตรวจสอบ เพราะนี่คือภาระ ของลูกหลานคนไทยที่ต้องใช้จ่ายหนี้ที่เกิดจากรัฐบาลชุดพรรคเพื่อไทยไปกู้มา ทำไมไม่ทำครับ แต่ผมยิ่งมีคำถามมากขึ้นอีกครับ เพราะเมื่อไปดูในร่างแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตัวนี้นี่นะครับ ตั้งตัวเลขกลม ๆ ไว้เยอะครับ ถ้าไปดูเฉพาะแผนงาน ปี ๒๕๕๕ เหมือนกับ จะเขียนไว้ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ แต่ที่เหลือนี่เพียงแต่เขียนไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ซึ่งพื้นที่ดำเนินการต่าง ๆ ก็ไม่มีอะไรชัดครับ ถึงบอกอย่างไรว่า ๑๕ วัน ไปตรากฎหมายแต่สร้างภาระเป็นล้านล้านบาทให้กับลูกหลานคนไทย มันจึงขาด ความรอบคอบ สภาก็ตรวจสอบไม่ได้ จากข้อเท็จจริงตรงนี้มันก็โยงกลับมาครับว่าจะกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะการช่วยเหลือก็ดี หรือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะกู้ก็ดี จริง ๆ แล้ว แผนงานงบประมาณการใช้จ่ายนี่ความชัดเจนมันอยู่ตรงไหนครับ ขนาด ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในงบกลางนะครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่าย ขอรายละเอียดไปกว่าจะได้ ลำบากเลือดตาแทบกระเด็นนะครับ แถมยังได้ไม่ครบด้วยและท่านยังมีปัญหาเรื่องการใช้เงิน ด้วยนะครับ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทอนุมัติไปแล้ว ผมเข้าใจว่าประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรวจสอบแล้วพบซ้ำซ้อนเบื้องต้น ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ นั่นขนาดตราเป็นกฎหมาย ที่ผ่านรัฐสภา แต่นี่รัฐบาลกำลังกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้พิมพ์เงินเพิ่ม กู้อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วให้อำนาจฝ่ายบริหารไปบริหารจัดการกันเองแต่ภาระโยนให้ กับประชาชนให้ตรวจสอบครับ นี่คือคำถามต่อพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับที่เข้าสภา และหลักการในการบริหารของรัฐบาล วันนี้เราคงต้องการคำตอบครับ และกรุณาอย่าพูดนะครับ ว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านทำ คือยื่นตีความ ๒ ฉบับจะเป็นการขัดขวางเรื่องของการแก้ไขปัญหา อุทกภัย เพราะการแก้ไขปัญหาอุทกภัยมันหลายมิติครับ ในงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๕๕ ท่านตั้งไว้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกงบฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอีก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และยังไม่นับงบในงบปกติของแต่ละหน่วยงานอีกครับ กับงบกลางที่กำลังขอ เราก็สนับสนุน ในส่วนนั้นครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยังสนับสนุนด้วย การจ่ายเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท เรื่องของ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ตามหลักเกณฑ์ ปภ. ๒๔๐,๐๐๐ บาท ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ต้องเร่งรีบทำ แก้ไขปัญหาอื่นก็ทำครับ แต่ในตัว พ.ร.ก. มันไม่ได้เกี่ยวกับตรงนั้น เพราะฉะนั้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะกู้กันต่อไปก็ดี ตัว ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัว ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดี เป็นภาระของลูกหลานไทยที่รัฐบาล จำเป็นจะต้องให้ความกระจ่างชัดกับรัฐสภาในวันนี้ ผมจึงลุกขึ้นเรียนกับท่านประธาน ในขั้นตอนนี้เป็นการเบื้องต้นครับว่าเราคงจะต้องซักถามเรื่องแนวคิดทั้งหลายที่มีการรวบ อำนาจหรือยึดอำนาจจากสภาไปแล้ว ก็ขอความกระจ่างชัด แล้วก็สิ่งใดที่เป็นข้อสงสัยหรือ พาดพิงใด ๆ ก็ต้องขอสิทธิในการที่จะต้องซักถามเพิ่มเติมครับ
ท่านไชยาครับ ท่านเฉลิมจะตอบ หรือว่าอย่างไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ไชยา พรหมา พรรคเพื่อไทย ต้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู ขอประทานอภัย ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงเมื่อสักครู่นี้ ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต้องขอประทานที่ต้องเอ่ยนาม ช่วงแรกที่ท่านอภิปรายนั้นท่านพูดถึงว่าคนอภิปรายก่อนหน้านี้ได้พูดถึงประเด็นการอภิปราย ไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ซึ่งคนอภิปรายก่อนท่านสาทิตย์นี่คือผมครับ นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ โดยเฉพาะท่านสาทิตย์ ขอประทานที่ต้องเอ่ยนามได้พูดถึงว่าสิ่งที่ผมได้ นำเสนอนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติ พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของพูดถึงตัวเลข อัตราการว่างงาน ผมขอเรียนชี้แจงว่าสิ่งที่ผมได้อภิปรายไปนั้น ได้เกี่ยวข้องว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับมีความเกี่ยวเนื่องกันนะครับ ถ้าหากว่าจะประกาศใช้ฉบับใดฉบับหนึ่งก็จะทำให้ กระบวนการในการแก้ไขปัญหาไม่ครบวงจรแล้วจะส่งผลไปสู่ภาคเศรษฐกิจโดยเฉพาะในนิคม อุตสาหกรรมและธุรกิจเอสเอ็มอี ถ้าหากว่าไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับการฟื้นฟูนั้นส่งผลไปสู่ การจ้างงาน ซึ่งแน่นอนครับว่าในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น ต้องใช้แรงงาน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมอภิปรายนั้นถูกต้องแล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญ ท่านเฉลิมครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรอง นายกรัฐมนตรี แต่เดิมนี่ผมมีคิวหลังข่าวภาคค่ำ แต่เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีได้กรุณามอบหมายให้ผมชี้แจงเรื่องข้อกฎหมาย เมื่อท่านสาทิตย์มาเร็ว ผมก็ต้องมาพร้อม
ยืนยันเรื่องแรก คำก็ยึดอำนาจจากสภา คำก็ยึดอำนาจจากรัฐสภา ท่านพูดเท็จ พวกผมปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ เหมือนกับที่ท่านเคยทำล่ะ และ พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ พอดีผมนี่กำกับดูแลคณะกรรมการกฤษฎีกา คนร่างคนเดียวกับ ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอละครับ หลักการ เหตุผล เดี๋ยวผมจะเรียนให้ทราบ ผมไม่อยากให้ พี่น้องประชาชนฟังแล้วสับสน อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญดูด้วย เพราะวันนี้มันมีคนมีเส้นเยอะ พรรคเพื่อไทยได้อำนาจมาจากพี่น้องประชาชนด้วยความสุจริต ไม่ใช่ได้จากอำนาจรัฐ ไม่ใช่ ได้จากอำนาจบุคคลหนึ่งบุคคลใด เลือกตั้งเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โกงกันแล้วนะครับ ยังได้ ๒๖๕ ชนะขาด ยึดอำนาจ ผิดกฎหมาย ผมจะเรียงตามลำดับให้ฟัง ท่านประธานครับ ผมตอบนี่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม ผมไม่อยากให้ในสภาแห่งนี้มันมีคนดีแต่พูด พรรคเพื่อไทยทำงานครับ เราหาเสียงเรื่องอะไรบอกไว้ทำหมดครับ เมื่อวานนี้ปริญญาตรี รายได้ ๑๕,๐๐๐ บาท เรียบร้อยครับ อาจจะมีใครอิจฉาริษยาบ้าง ผมไม่ทราบ ถ้าใครริษยา ก็ต้องถือว่าเป็นทุกข์ทางใจ ผมเรียนท่านประธานว่าเวลาท่านกิตติรัตน์อภิปราย พวกท่าน ประท้วงบอกว่าเข้าสภา ๒ ฉบับ ทำไมพูด ๔ ฉบับ คุณสาทิตย์พูดเมื่อสักครู่ผมไม่ได้ประท้วงเลย คุณพูดทั้ง ๔ ฉบับ นี่แสดงให้เห็นว่าใจมันเหนือกว่ากัน พูดรวม ๔ ฉบับ พูดก็ผิด ๆ ถูก ๆ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง พระราชกำหนด ๔ ฉบับ ท่านประธานครับ ผมยกข้อกฎหมาย ข้อกฎหมายก็คือว่าการตราพระราชกำหนดได้บัญญัติในมาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญความว่า มาตรา ๑๘๔ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติได้ การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่าฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไหนล่ะยึดอำนาจสภา กฎหมายเขียนไว้ เขาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เขาให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เขาให้พวกผมอีก ๓๕ คน พิจารณา เขาไม่ได้ให้ คุณสาทิตย์ เขาไม่ได้ให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เขาไม่ได้ให้พรรคฝ่ายค้านเป็น ผู้พิจารณา นี่ผมแปลความตามกฎหมาย แต่เมื่อท่านไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไร มีสิทธิคัดค้าน แต่เขาให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง พวกผมไม่ได้ยึดอำนาจ จากสภา ทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วพวกผมมาจากการเลือกตั้งเหมือนที่ท่านมา เหมือนกัน ต่อไปก็คือว่าจากบทบัญญัติ มาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว การตราพระราชกำหนด จึงมีเงื่อนไขที่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๒ ประการ ผมตอกย้ำ อีกครั้ง ๒ ประการ
ประการที่ ๑ เป็นการตราพระราชกำหนดเพื่อประโยชน์ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ข้อที่ ๑ การรักษาความปลอดภัยของประเทศ ข้อที่ ๒ การรักษาความปลอดภัย สาธารณะ ข้อที่ ๓ การรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ข้อที่ ๔ การป้องปัด ภัยพิบัติสาธารณะ ครบหมดทั้ง ๕ ข้อ สมัยพรรคประชาธิปัตย์ตราพระราชกำหนด นั่นพิษเศรษฐกิจ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) จากอเมริกา นี่ท่านดูสิ รักษาความปลอดภัย ของประเทศ ผู้คนล้มตายเท่าไร เข้าเกณฑ์ข้อ ๑ รักษาความปลอดภัยสาธารณะ น้ำท่วม มหาอุทกภัย เข้าเกณฑ์ข้อ ๒ ๓. รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนักลงทุน ในประเทศ เขากลัวต่างประเทศก็ไม่กล้ามา ความเสียหายเกิดขึ้นเยอะ เศรษฐกิจกระทบ แล้วคราวนี้ มันไม่กระทบเฉพาะเกษตรกรผู้มีอาชีพเกษตรกรรม เมื่อก่อนน้ำท่วมห้วยหนองคลองบึงเต็ม ไร่นาเรือกสวนเสียหาย นี่มันเกิดผลกระทบอุตสาหกรรม ๔. การป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ครบตามกฎเกณฑ์ทั้งหมด เดี๋ยวคุณสาทิตย์โต้ผมสิว่าตรงไหนที่ผมยึดอำนาจสภา ผมไม่อยาก ต่อปากต่อคำ แต่อะไรที่มากไปมันเกินพอดี ไม่ได้หรอกครับ การเมืองต้องตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของความถูกต้อง การที่จะพิจารณาว่าพระราชกำหนดใดเป็นไปตามเงื่อนไข ในข้อที่ ๑ นี้ ซึ่งมี ๔ ข้อเล็ก ต้องพิจารณาประกอบถึงวัตถุประสงค์ในการพิจารณาร่างพระราชกำหนดนั้น ๆ รัฐบาลบอกไหมครับว่าจะเอาเงินไปทำชุมชนเข้มแข็ง พวกผมบอกใช่ไหมครับ ที่ไปตั้งคณะทำงาน แล้วเขาเอาของอย่างหนึ่งไปซื้อตู้น้ำแจกเขา จนกระทั่งมีเรื่อง ต้องลาออก ถ้าเล่นการเมืองแรงมา ผมก็แรงเป็น แล้วผมแรงบนพื้นฐานความถูกต้อง ท่านผู้ชมทางบ้าน ถ้าผมพูดเท็จให้วิบัติ และผมจะบอกต่อไปว่า
เงื่อนไขประการที่ ๒ การตราพระราชกำหนดที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็น กรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ วันนี้น้ำจะท่วม น้ำจะท่วมอีกแล้ว น้ำจะมาอีกแล้ว ไม่มีใครกล้าเดินทาง ไม่มีใครกล้าลงทุน คราวที่แล้วเราก็ไม่นึกว่าจะท่วมมาก คราวนี้ถ้าไม่ทำ แล้วถ้าเกิดท่วมหนัก ท่านก็นั่งหัวเราะสิ รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่ได้แล้ว ประชาชน ไล่ถูกต้อง รัฐบาลก็รู้ว่ามันมีความจำเป็นเร่งด่วน มันมีภัยพิบัติ เราก็ถือว่ามันมีความรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ผมเป็นคนอ่านหนังสือ ผมไม่ใช่คนอภิปรายในสภาด้วยความมัน ผมไม่ต้องการออกโทรทัศน์ ผมอยู่ในสภา ผมเป็นคนแรกที่ขึ้นชาร์ทอธิบายความทั้งหมด ให้ประชาชนเข้าใจ ผมก็ถูกด่าว่ามีภรรยาเป็นครู เอามาสอนสภา การพิจารณาร่างพระราชกำหนดใด เป็นไปตามเงื่อนไขในข้อนี้ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ตอน พระราชกำหนดของคุณ ก็ตอนนั้นมันยังไม่มีกรณีศึกษา ทางท่านดอกเตอร์ปึ้ง ตอนนั้น เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วันนี้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่คนทั่วโลกรู้และยอมรับ มีพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้นล่ะที่ไม่ยอมรับ ผมเรียนท่านประธานต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัย พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ คือพระราชกำหนดพรรคประชาธิปัตย์ ความว่า กรณีจะถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคสองหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าต้องเป็น กรณีเร่งด่วนที่จะต้องรีบป้องกันแก้ไขโดยพลันหรือเป็นที่คาดหมายได้ว่าหากไม่เร่งรีบ ดำเนินการป้องกันและวางแนวทางแก้ไขไว้ก่อนย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อการเยียวยาในภายหลัง น้ำท่วมปัญหาเกิด เสียหายเยอะ และกำลังจะมาอีก อันนี้ ไม่เข้าเกณฑ์ครับ ผมบอกตลอด ผมอ่านกฎหมายรู้ ผมดูกฎหมายเป็น อันนี้มันเข้าเกณฑ์ ก็ที่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนให้พวกคุณหลุดนะ ก็เขียนไว้อย่างนี้ พวกผมรู้ครับ เส้นเล็ก ไม่ค่อย กล้าหรอกครับ จะทำอะไรทีหนึ่งต้องดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ต้องดูแบบที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยทำไว้ แต่ประชุม ๑๕ ชั่วโมงผมไม่เอาแบบ ไม่มี ครม. ชุดนี้ ซื้อเครื่องบิน ๕๘ ลำ ลอต (Lot) เดียว ไม่เอา ไม่ทำ แต่กรณีนี้เราไปศึกษาอย่างถ่องแท้ ท่านนายกรัฐมนตรี มอบหมายผม เพราะผมคุมคณะกรรมการกฤษฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญที่ยกพรรคประชาธิปัตย์ ออกพระราชกำหนดว่าถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ ศาลรัฐธรรมนูญ ฟังไว้ ท่านเขียนว่าอะไรที่ถือว่าจะมีความเสียหายหรือคาดหมายได้ว่าหากไม่เร่งรีบ ดำเนินการป้องกันและวางแนวทางแก้ไขไว้ก่อน แล้วถ้าผมไม่มีเงินผมจะวางแนวทางแก้ไข ไว้ก่อนได้อย่างไร สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญคณะนี้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแล้วการพิจารณาเงื่อนไขข้อนี้ จริงอยู่กับการตัดสินใจแก้ไขปัญหาของ คณะรัฐมนตรีที่จะเห็นว่าต้องมีมาตรการฉุกเฉินเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากต่อการแก้ไขเยียวยาในระยะต่อไป นี่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ผมพูดเองได้ไหม ไม่ได้ และกรณีสมัยพรรคประชาธิปัตย์ออก พระราชกำหนด นั่นผลกระทบจากประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตะวันตก ถ้าผมจำไม่ผิด ๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ผมไม่ใช่นักเรียนนอก ผมเรียนกฎหมาย แต่ผมจบมินิเอ็มเอ (Mini MA) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เหมือนกัน ผมพอเข้าใจได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ช่วงนั้น ก็เป็นห่วง ถ้าผลกระทบเศรษฐกิจมันไม่โต มันก็เป็นความมั่นคง แต่ผมถามพี่น้องประชาชนที่ดูโทรทัศน์ทางบ้าน ความเจ็บปวด ความโกลาหล น้ำท่วม คนตาย ข้าวไม่มีกิน มันถือว่ามันเป็นความฉุกเฉินเร่งด่วนไหม นี่ผมรออยู่ รอสิว่า ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะมีเมตตาอย่างไร ผมเรียนท่านประธานต่อไป การแก้ไขโดยภารกิจ เร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ คือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน เราถึงขอ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประกันภัยเราขอ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินกู้แบงก์ชาติบวกกับ แบงก์พาณิชย์ เราบอกว่าเอาอีกสัก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อกี้อภิปรายตัวเลขเป็น ล้านล้านบาทเอามาจากไหน ไม่มีนี่ เยียวยาเราขอ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องประกันภัยเพื่อสร้างความมั่นใจ อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทวางอนาคตการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมในอนาคตเป็นระบบทั้งแมคโคร (Macro) และไมโคร (Micro) ท่านก็ส่งไปตีความ ๑.๑๔ ล้านล้านบาทพูดให้ชัดสิครับ มันไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ที่จะไปโยนความรับผิดชอบ เหตุมันเกิด ปี ๒๕๔๒ ใครเป็นรัฐบาลล่ะครับ โทษกันไปโทษกันมาไม่ได้ ให้กระทรวงการคลัง จ่ายดอกเบี้ย กระทรวงการคลังก็จ่ายมา ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท แบงก์ชาติก็เฉย เก็บต๋งธนาคาร ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บอกให้ไปเก็บ ๑ เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ถ้ามันไม่เริ่มต้นคิดไม่เริ่มต้นทำมันแก้ปัญหาไม่เป็นระบบ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แกเป็นนักธุรกิจ ท่านอย่าไปมองว่าคณะกรรมการที่จะตั้งมาทุจริตเรื่องเงินประกันภัย ท่านเป็นฝ่ายค้านนี่ครับ ทุจริตมาก็พั๊วะอะไรกันเพรื่อเลย พูดล่วงหน้าทำไมเล่า รัฐบาลทุจริต ก็ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ผมตอบโต้ท่านไม่พอใจ รอบหน้าเปิดมาฉลองศรัทธาผมหน่อยเถอะ ท่านอย่าพูดให้คนสับสน เรียนท่านประธาน พระราชกำหนด ๔ ฉบับ โอนหนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาท นั่นเป็นหนี้สะสม แบงก์ชาติดิอันทัชชิเบิ้ล (The un-touchable) ใครแตะต้องไม่ได้ รัฐบาล ชุดนี้ไม่กลัวอย่างไรครับ เพราะกฎหมายอนุญาต คุณบอกว่าคุณจะใช้หนี้ ผ่านมาสิบกว่าปี คุณไม่ใช้หนี้ ไม่ใช้หนี้ดอกเบี้ยคงเดิม กระทรวงการคลังใช้หนี้ พอกระทรวงการคลังใช้หนี้ เงินที่รัฐบาลจะเอามาลงทุนมันไม่มี ปัจจุบันงบประมาณลงทุนเพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ โดยหลักการมันต้อง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านสาทิตย์หรือสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะไม่รู้ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่คุมงาน งบประมาณมา ๓ ปี ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนให้รัฐมนตรีคุม นายกรัฐมนตรีคุมเอง แต่พลเอก ชาติชาย มอบหมายให้ผมคุม ทีนี้พอ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทไปจ่ายค่าดอกเบี้ย รัฐบาลจะกู้เงินมาลงทุนมันไม่ได้ เพราะมันต้องเป็นไปตามระบบหนี้สาธารณะหรือตามกรอบ ตัวเลข เอาละผมไม่ลง เพราะฉะนั้นเวลาท่านจะพูดจะวิจารณ์อย่างไรท่านต้องเกรงใจ ความจริงบ้าง ไม่ต้องเกรงใจท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่ต้องเกรงใจท่านยงยุทธอดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ไม่ต้องครับ ถึงไม่ใช่คนบ้านเดียวกับท่านแต่ไปเป็นเจ้าเมืองที่นั่น โดยเฉพาะผมท่านไม่ต้องมาเกรงใจเลย แต่ต้องเอาความจริงให้ปรากฏ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะมาวางระบบ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าพระราชกำหนดโมฆะขอให้พี่น้องประชาชน รู้ว่าปีนี้ถ้าน้ำท่วมจะอันตรายอย่างยิ่ง ผมไม่ได้พูดบีบศาล แต่ถ้อยแถลงทั้งหมดล้อ ลอกเลียนแบบจากที่พรรคประชาธิปัตย์ออกพระราชกำหนดกู้เงินไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ศาลรัฐธรรมนูญไปเขียนยกคำร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปัจจุบัน พวกผมไม่ใช่นักวิ่งเต้นแต่พวกผมเป็นนักทำงาน ผมอยากให้สังคมไทยได้เห็นความจริง อย่าคลุมเครือเอาให้มันชัดกันไปเลย นี่คือสิ่งที่กระผมเรียนในเบื้องต้น ทีนี้มาต่อพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ปี ๒๕๕๒ งบไทยเข้มแข็งที่พรรคประชาธิปัตย์ออกพระราชกำหนด มีเหตุผล
ข้อ ๑ ให้กระทรวงการคลังโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงิน ในนามรัฐบาล เพื่อใช้ดำเนินการฟื้นฟูแล้วเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ข้อ ๒ เงินที่ได้จากการกู้ให้นำไปจ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้โดยไม่ต้อง นำส่งคลัง รัฐบาลมีรายได้มาจากไหนก็ตาม ถึงกู้มาแล้วก็ตามรัฐบาลต้องนำส่งคลัง เราก็ออก กฎหมายบอกว่า รัฐ ไม่ต้องนำส่งคลัง
ข้อ ๓ กระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงินให้รัฐสภาทราบภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
ข้อ ๔ เมื่อหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระกระทรวงการคลังมีอำนาจคุมเงินเพื่อปรับ โครงสร้างหนี้ได้ และต้องไม่เกินจำนวนเงินกู้ที่ยังค้างชำระ
ข้อที่ ๕ นอกจากกรณีที่ได้กำหนดไว้แล้วในพระราชกำหนด ให้นำกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาใช้บังคับโดยอนุโลม
รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ครม. ชุดนี้ได้เขียนพระราชกำหนด ๔ ฉบับ บนหลักเกณฑ์ หลักการที่พรรคประชาธิปัตย์เขียนไว้ ๕ ข้อเต็ม ๆ เหมือนกันเป๊ะ และมันจะยึดอำนาจจากสภาตรงไหน แล้วมันจะโมฆะอย่างไร ฝันไปเถอะ ไอ้ส้มหล่น อย่างคราวที่แล้วไม่มีโดยเด็ดขาด ผมเรียนท่านประธานต่อ ศาลรัฐธรรมนูญผมไปรวบรวม เพราะนักข่าวก็เอิกเกริก เหมือนสงครามจะเกิด เหมือนสงครามโลกจะเกิดครั้งที่ ๓ แล้ว โอ้โห ท่านยิ่งลักษณ์ทำผิด รัฐมนตรีทำผิด เข้ามาพรรคประชาธิปัตย์เอาตาย เอากันทีสิ เอาอย่างไร ให้มันชัด ให้มันชนะกันให้ขาด ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับที่ผมชี้แจง ฟังคุณสาทิตย์แล้วเชื่อ ขอให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ๓๐๐ แต่ถ้าผมชี้แจงอย่างละเอียดแล้วประชาชนเชื่อรอบหน้าขอ ๓๒๐ แล้วคุณอย่าห่วง เดี๋ยวจะเข้ามาเป็นรัฐบาล จะมาแก้ไขปัญหา หมอดูบอกรัฐบาลชุดนี้ อยู่ ๔ ปี ๔ ปี บวก ๔ ปีเท่ากับ ๑๒ ปี คุณไม่มีโอกาสมาแก้ปัญหาละ พวกผมทำของผมเอง ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าพระราชกำหนดดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พระราชกำหนด ของคุณนะ ศาลบอกว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเป็นที่รับทราบกันทั่วไป และเมื่อพิจารณาสาระสำคัญประกอบกับเหตุผลในการพระราชกำหนดนี้เพื่อแก้ไข วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศมิให้ตกต่ำไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จำเป็น ต้องรีบดำเนินการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ปัญหาวิกฤติ ทางเศรษฐกิจจะลุกลามไปทุกภาคส่วน อันเป็นการทำหน้าที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐ ในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์อันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง น้ำท่วมชาวบ้านเดือดร้อน นักลงทุนจะหนี น้ำจะมาอีกแล้ว นี่ ไม่วิกฤตินะ แฮมเบอร์เกอร์แพงคุณยังว่าวิกฤติ แล้วคุณยังไม่รู้เลยผมจะเอาเงินไปใช้อะไร อย่าไปนึกว่าบางครั้งท่านคิดแล้วผมจะทำ ไม่ใช่ อย่าไปคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ลึก แล้วพรรคเพื่อไทยจะลึก ถ้าลึกเหมือนกันพวกผมจะชนะเลือกตั้ง ๒ ครั้งได้อย่างไร ปี ๒๕๕๐ ก็ชนะ ปี ๒๕๕๔ ชนะขาด มันคิดไม่เหมือนกัน ผมก็ดูแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผล อีกข้อหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงสภาพปัญหาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลัง ประสบอยู่ในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบให้เกิดภัยวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศจนรัฐบาล ต้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขวิกฤตินั้น แต่สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยคงชะลอตัวอย่าง ต่อเนื่องและคณะรัฐมนตรีได้จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มิให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเห็นว่าเป็นกรณีตามมาตรา ๑๘๔ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแล้ว น้ำท่วมไร่นาเสียหาย ผู้คนล้มตาย อุตสาหกรรมพังระเนระนาด เสียหาย จนประเมินค่าไม่ได้ คนกริ่งเกรงไม่มาลงทุน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ คาดว่าจีดีพี จะโต ๓.๕ ทำไปทำมาเหลือ ๑.๒ ๑.๓ แล้วนี่ไม่กระทบหรือ ของคุณเป็นการประเมินว่าจะกระทบ เศรษฐกิจ แต่รัฐบาลนี้มันเจอแล้วครับ มันเจอของจริงครับ และไม่ใช่เร่งด่วน ฉุกเฉิน จำเป็น แล้วเมื่อไรจะเร่งด่วน ฉุกเฉิน จำเป็น แล้วกรุณาเอาส่วนไหนของร่างกายมาคิด ที่บอกว่า นับแต่ปี ๒๕๕๔ และปี ๒๕๕๕ เกิดภาคใต้ ผมรัฐบาลของประเทศไทยจะไปเว้นภาคใต้ ได้อย่างไร แต่เหตุมันต้องนำมาสู่ผล ถ้าคนฟังท่าน พี่น้องประชาชนทางภาคใต้ ๑๔ จังหวัด ฟังท่าน ก็แปลว่ารัฐบาลชุดนี้มึงชั่ว มึงเลว มึงช่วยแค่จังหวัดอื่น ปักษ์ใต้ไม่ช่วย ช่วยครับ แต่การเขียนพระราชกำหนด มันต้องเอาเหตุมาสู่ผล มันถึงจะมี ความถูกต้องชอบธรรม ทีนี้ผมจะบอกท่านประธานที่เคารพและเพื่อนสมาชิก ท่านผู้ชมทางบ้าน ท่านจะได้ไม่ต้องอภิปรายเหมือนคุณสาทิตย์ อภิปรายประเด็นอื่นเถอะ พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ท่านส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ มีสาระสำคัญ ๕ ประการเช่นเดียวกับพระราชกำหนด ไทยเข้มแข็งทุกประการ ทุกประการ ข้อแตกต่างมีเพียงวัตถุประสงค์ในการกู้เงินเพื่อนำไป ใช้จ่ายในการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ โดยมีวงเงินไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ระยะเวลากู้ไม่เกิน ๑ ปี ๖ เดือน เท่ากับพระราชกำหนดไทยเข้มแข็ง ไปเอาตำรามาเถียงสิ ถ้าไม่ศึกษามา คุณอภิปรายไม่ได้หรอก ผมอ่านเป็นอาทิตย์ว่ามันจะอะไรกันหนักกันหนา ต่อมาเมื่อสถานการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดจากปัญหาอุทกภัยอันเป็น ที่ทราบกันโดยทั่วไป ซึ่งทำให้ต้องมีการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาคืนมา โดยเร็ว รวมทั้งจะต้องกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดความเสียหาย เกิดขึ้นอีก อันเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีความมั่นคง โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ ดำเนินการหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนและผู้ลงทุน มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเตรียมการป้องกันปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่พอเพียง พระราชกำหนดจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์อันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับ พระราชกำหนดไทยเข้มแข็ง ไหนครับยึดอำนาจ เนื้อหาตรงไหนที่ยึดอำนาจ ผมจะไปต่อ ผมจะบอกให้ ท่านสมาชิกจะได้ทราบ พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ รัฐบาลตราขึ้นเพราะเป็น กรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้โดยเหตุผลในภาพรวม ดังนี้
ข้อที่ ๑ เป็นการนำเงินมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นและระยะยาว เกี่ยวกับกรณีการบูรณะฟื้นฟูประเทศ อันเกิดจากวิกฤติอุทกภัยร้ายแรง ปี ๒๕๕๔
ข้อที่ ๒ อุทกภัยดังกล่าว เป็นมหาอุทกภัยที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ท่านนึกอย่างไร พวกผมอยากให้เกิดหรือ บ้านผมก็ท่วม บางบอนก็ท่วม ใครอยากให้เกิด ถ้าใครเป็น นักการเมือง ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ไปแอบชอบใจว่าอะไรที่รัฐบาลนี้เป็นแล้วเกิด น้ำท่วม ถ้าใครคิดอย่างนั้นผมขอให้วิบัติ ถ้าใครคิดดีก็ขอให้เจริญรุ่งเรือง
ข้อที่ ๓ มหาอุทกภัยดังกล่าวไม่สามารถป้องกันได้ ท่านไปพูดว่าล้มเหลว ก็น้ำมันมาอย่างกับห่าฝน มันมา ผมสวดมนต์ไหว้พระ ก็มันมาอย่างนี้ในรอบ ๕๐ ปีไม่เคยมี พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลน้ำก็ท่วม ไม่มีข้อยกเว้นละครับ ไม่เหมือนหน่วยงานบางหน่วยงาน มีข้อยกเว้น พูดไปก็กระทบใจ ถ้าผมเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยเหมือน พรรคประชาธิปัตย์ เงิน ๒๕๘ ล้านบาท เงิน ๒๙ ล้านบาท พวกผมถูกยุบพรรคแล้วครับ ไม่มีเหตุผลนะครับ จะยกก็บอกว่าเพราะระยะเวลาขาดอายุ จะยกก็บอกว่าคนยื่นยุบ ไม่ได้ ยื่นในนามนายทะเบียนพรรคการเมือง วันนี้พวกผมไปไหนไม่ได้ ต้องฟ้องประชาชนอย่างเดียว เพราะไม่มีที่พึ่งที่อื่นแล้ว อุทกภัยไม่สามารถป้องกันได้ เงินที่จะนำมาใช้ต้องใช้เงินมหาศาล ที่จะต้องแก้ไขทั้งระบบและให้ยั่งยืน โดยเฉพาะ ๒๗ ลุ่มน้ำ พวกท่านคิดไม่เป็นไม่เป็นไร แต่พวกผมคิดเป็น ต่อไปก็รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พาดพิงเดี๋ยวมาตอบ ดาหน้า กันมาเลย มันจะได้ชัดเจน เพราะผมเป็นคนเสนอรัฐบาลในที่ประชุมนะว่าขอให้ ถ่ายทอดโทรทัศน์ทางช่อง ๑๑ ถ่ายทอดเถอะ ประชาชนเขาจะได้รู้ว่าพรรคเพื่อไทยปิดทอง หลังพระมานานแล้ว จะได้หูตาสว่างกันเสียที โดยเฉพาะคนกรุงเทพมหานคร ถ้าชอบครั้งนี้ เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดรอบนี้เลือกพรรคเพื่อไทย รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เดือนกันยายน ๒๕๕๔ เกิดอุทกภัยน้ำท่วมแล้วในต่างจังหวัด ต้องใช้จ่ายเงินตามรัฐบาลชุดที่แล้ว กำหนดไว้ ผมกล้าว่าท่านได้ไหม ท่านก็ไม่อยากให้ท่วม ท่านก็ไม่เคยมีการวางแผนแม่บท เพราะใครจะคิดว่าน้ำท่วมขนาดนี้
ข้อที่ ๗ หากไม่รีบหาเงินและวางแผนจัดทำโครงการแก้ไขป้องกันปัญหา ดังกล่าวทั้งระยะสั้นระยะยาวหรือบริหารน้ำให้ถูกต้อง ก็ไม่มีผู้ใดคาดการณ์ในอนาคตว่า ในปีนี้ปีต่อไปประเทศไทยจะต้องประสบปัญหาอุทกภัยร้ายแรงเหมือนปลายปีที่แล้วหรือไม่
ข้อที่ ๘ โครงการนี้พระราชกำหนด ๔ ฉบับจำเป็นต้องรีบดำเนินการและ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และต้องรีบดำเนินการก่อนที่จะให้ทันกับฤดูน้ำหลาก ช่วงเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน
ข้อที่ ๙ เนื่องจากรัฐมีความจำเป็นต้องใช้เงินมาบริหารโครงการ แต่ไม่มี เม็ดเงินมาดำเนินการ ท่านก็ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านผู้ชมทางบ้าน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นงบประมาณปกติ รัฐบาลไม่เอามาเข้าพกเข้าห่อ แล้วมันเสียหายเยอะ มันไม่พอ แล้วมันกำลังจะมาอีกแล้ว แล้วจะทำอย่างไร ถ้าไม่ออก พระราชกำหนดกู้เงิน
ข้อที่ ๑๐ เหตุผลหลักอันสำคัญที่สุดก็คือว่าสัดส่วนตามกฎหมายในการจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปีจะถูกจำกัดในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้จะต้องไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ แต่ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำปีจัดสรรในการ ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุด ๑๑-๑๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เป็นอันตราย ต่อเสถียรภาพการบริหารเงินงบประมาณแผ่นดิน
ข้อที่ ๑๑ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องผลักภาระหนี้สินที่รัฐบาลไม่ได้ก่อขึ้น โดยตรงให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็คือหนี้สินกองทุนฟื้นฟู ปรส. หายนะ ใครเป็นรัฐบาล ใครตั้งประธาน ปรส. ผมไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ บริษัทรวยกันเยอะ เอารถยนต์ที่ผ่อน ชำระเอาขายไปด้วย ขายสัญญาไปด้วย รถยนต์มันหนี้เสียตรงไหน ใครตั้งประธาน ปรส. กองทุนฟื้นฟูมันสั่งสม ผมไม่โทษคนอื่นหนึ่งคนใด แต่พูดความจริงสิ เสร็จเรียบร้อยข้อ ๑๑ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องผลักภาระหนี้สิน ก็ที่ ๑.๔ ล้านล้านบาทเราไม่ได้กู้ ก็เปลี่ยนจาก กระทรวงการคลังรับผิดชอบไปแบงก์ชาติรับผิดชอบ ๑๒ ปี คุณรับผิดชอบในฐานะลูกหนี้ คุณไม่ใช้หนี้เขาเลย รัฐบาลพวกท่านอาจจะกลัวทีดีอาร์ไอ กลัวนักวิชาการทีดีอาร์ไอด่า พลังประชาชนด่า พรรคเพื่อไทยก็ด่าจนชนะถล่มทลายอย่างไร พวกผมไม่กลัว เพราะมัน ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะโอนมาเป็นของแบงก์ชาติ แบงก์ชาติไปคิดเก็บต๋ง ๐.๓ ๐.๔ ให้ได้ ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แบงก์พาณิชย์ก็กลัวว่าคนจะไม่มาฝากเงิน ว่าเดี๋ยวดอกเบี้ยผู้ฝากจะลดน้อย ก็จะแห่ไปฝากธนาคารออมสิน เพราะธนาคารออมสินไม่เสียต๋งแบงก์ชาติ ผมรู้รัฐบาลทำครั้งนี้ พวกธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ดิ้นเหมือนปลาถูกทุบหัว พล่าน พล่านพล่าน แต่พวกเราทำเพื่อ พี่น้องประชาชนคนยากคนจน ทำเพื่อเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อยด้อยโอกาส เราก็บอกว่าเมื่อ แบงก์ชาติเก็บค่าต๋งเพิ่ม เอ้ามือซ้ายคุณจ่ายหนี้ เงินต้นมันก็ลด มือขวากระทรวงการคลัง เคยจ่ายดอกเบี้ยมันก็ลดลงตาม สุดท้ายเลย มันมีวันจบ แต่คิดอย่างพวกท่านไม่มีวันจบ กลัวไร้ญาติ เขาตั้งมาใช่ไหม ถึงได้เกรงใจกัน พวกผมไม่กลัวนี่ เอาเลย เอาอย่างไรเอากัน แต่ต้องอยู่บนหลักนิติรัฐ นิติธรรม ความถูกต้อง กับความชอบธรรม
ต่อไปข้อ ๑๒ เมื่อกองทุนฟื้นฟูรับโอนภาระดอกเบี้ยไปแล้ว พระราชกำหนด ฉบับแรก พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนฟื้นฟู มาตรา ๘ แก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยหาเงินมาทดแทน ได้โดยให้มีอำนาจเรียกเงินนำส่งจากสถาบันการเงินไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปี จากยอดเงินฝาก ปีหนึ่งจะได้ถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คิดแบบพรรคเพื่อไทยคิดอย่างไร ก็จะมี ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้หนี้ กระทรวงการคลังก็ใช้ดอกเบี้ยน้อยไป ๑๐ ปี ก็ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑.๔ ล้านล้านบาท มันมีวันหมด เราจึงคิดทำ ไม่ได้มีนัย ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยม
ผมเรียนท่านข้อ ๑๓ ถ้าจะพิจารณาเปรียบเทียบการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ผลักดันโครงการไทยเข้มแข็ง จึงออกพระราชกำหนด ภายในกรอบวงเงินกู้ ๓๔๙,๙๖๐ ล้านบาท ยอดเงินที่ท่านออกพระราชกำหนดกู้ใกล้เคียงกับ พระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ของผม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่วางแผนแก้ปัญหาและสร้างอนาคต ประเทศไทยกรณีน้ำท่วม โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของรัฐบาลชุดนี้ออกพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ท่านจะเห็นได้ว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ รัฐบาลชุดนี้มีความจำเป็นและเร่งด่วน มากกว่าโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ท่านคิดว่าผมไม่รู้หรือ อนุมัติไปก่อน อนุมัติไปก่อน อนุมัติไปก่อน ไม่มีเวลาแล้วอนุมัติไปก่อน เขาต้องการของอย่างหนึ่ง ถึงเอาที่รินน้ำไปแจก ท่านทำไมลืมเร็วละ ผมยังจำได้ เอาสิ่งของที่ประชาชนไม่ต้องการไปแจก จึงมีเรื่อง ถึงขนาดต้องลาออกกันไปเป็นทิวแถว แล้วไปตั้งญาติพี่น้องเป็นกรรมการ ใครจะตั้ง รู้อยู่แก่ใจ
ต่อไปผมเรียนท่านประธานนะครับว่า พระราชกำหนดของรัฐบาลชุดนี้ มีความจำเป็นและเร่งด่วนมากกว่าโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลประชาธิปัตย์ เพราะโครงการไทยเข้มแข็งเกิดจากวิกฤติภายนอกประเทศ อ้ายนี่มันน้ำท่วมคนตาย ชาวนา ชาวไร่ เสียหาย อุตสาหกรรมภายในภายนอกแย่หมด หนี้ในอนาคต รายได้ในอนาคตหดหมด แล้วไม่เร่งด่วนฉุกเฉินจำเป็น และเมื่อไรจะเร่งด่วนฉุกเฉินจำเป็น
ต่อไปผมเพิ่มอีกนิดหนึ่ง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐบาลของท่านนั่นละครับ แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการแจกเงินผู้มีรายได้น้อยคนละ ๒,๐๐๐ บาท ที่เรียกว่า เช็ค ช่วยชาติ ท่านกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้าไม่ได้แจก ๒,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๒๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ชาวบ้านก็ยังไม่ตายครับ แต่คราวนี้ถ้าไม่มีเงินมาแก้ไขปัญหาน้ำไม่รู้จะตายอีกเท่าไร แล้วอะไรมันเร่งด่วนจำเป็นมากกว่ากัน พอ ๒,๐๐๐ บาทเสร็จ ท่านแก้ปัญหา คนว่างงาน เฮลิคอปเตอร์ มันนี (Money) ผมไม่ได้ดูถูกปัญญานะครับ ไม่ได้คิดเอง คิดแบบประเทศไต้หวันเขาทำอย่างนั้น และที่สำคัญที่สุดท่านไปมีต้นกล้าอาชีพ ผมเป็นคน อภิปรายในสภาบอกวันนี้คนไทยเราเก่งเขามีฝีมือ แต่เขาไม่มีงานทำ ก็ไม่เชื่อ เอาไปต้นกล้าอาชีพ ต้นกล้าอาชีพ ผมยอมรับการประดิษฐ์ถ้อยคำพวกท่านเก่ง อย่ามาประท้วงคุณบุญยอด เสียคะแนน
ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ ท่านบุญยอดเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ เนื่องจากอดรนทนไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านประธาน ฟังท่านเฉลิมมานานพอสมควร ผมคิดว่าท่านประธานก็รู้สึกอย่างนั้นว่า ท่านไม่ได้อยู่ใน พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้ ท่านไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่แล้วทำไมครับ ก็ท่านชนะแล้วอย่างไรครับ ท่านก็เดินหน้า ของท่านต่อไปสิครับ ท่านก็บอกสิครับว่า พ.ร.ก. ของท่านมีความจำเป็นอย่างไร แล้วท่าน อภิปรายมานานพอสมควร ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ กรุณาตรวจสอบเวลา เพราะเรามีข้อตกลงกันแล้วนะครับว่าคณะรัฐมนตรีและ ส.ส. รัฐบาลรวมกัน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับฝ่ายค้าน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าจะได้มีโอกาสให้กับทางฝ่ายค้านได้พูดถึง พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพราะท่านพิจารณารวมด้วยนะครับ ๒ ฉบับ นี่เป็นข้อตกลงตั้งแต่เปิดสภามาในวันนี้นะครับ ขอตรวจสอบเวลาด้วยนะครับว่าฝ่ายรัฐบาลที่รวมกันและฝ่ายค้านใช้เวลากันไปเท่าไรครับ
ท่านพิเชษฐ์ มีอะไรครับ เดี๋ยวก่อนนะครับท่านพิเชษฐ์ เดี๋ยวให้ผมได้วินิจฉัยของคุณบุญยอดก่อน ท่านเลขาธิการผมขอดูเวลาด้วยนะครับ คืออย่างนี้ถ้าท่านเฉลิมพูดถือว่าใช้เวลาของรัฐบาล ก็หักไปตามนั้น ขอท่านกระชับก็เอาในเรื่องของ พ.ร.ก. เป็นหลักก็แล้วกันครับ ท่านเน้นในเรื่อง พ.ร.ก. นะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีในเรื่อง พ.ร.ก. ท่านมีอะไรครับท่านพิเชษฐ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ คือถึงแม้ว่าท่านบุญยอดจะเป็นดาวสภานะครับ แต่ไม่มีสิทธิที่จะประท้วงแบบไม่มีเหตุผล ต้องบอกว่าประท้วงข้อไหน ท่านเฉลิมผิดข้อไหน
ผมฟังอยู่ครับ ท่านพิเชษฐ์ครับผมฟังอยู่ เพราะฉะนั้นประธานมีหน้าที่ควบคุมตามที่ท่านบอก ข้อ ๘ แต่ว่า ทุกคนมีสิทธิประท้วงผมก็รับฟังเหตุผล เพราะฉะนั้นผมเข้าใจ ท่านนั่งลงครับ ท่านพิเชษฐ์ พอแล้ว ผมจะให้ท่านเฉลิมพูดแล้วครับ ท่านนั่งลง ไม่ได้แล้วครับ นั่งลง
ท่านประธานที่เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณามอบหมายให้ผมชี้แจงเรื่องข้อกฎหมาย ตอนท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายผมไม่ได้ยืนตอบโต้เลย เพราะอภิปรายดี มีหลัก มีเกณฑ์ พอคุณสาทิตย์ ๑. ได้ยึดอำนาจสภา อ้ายนั่นก็ผิด อ้ายนี่ก็ส่อทุจริต อ้ายนี่ก็ไม่ได้ อ้ายนั่นก็ไม่ถูก ผมต้องชี้แจง หักล้างทุกประเด็น เป็นสิทธิ เป็นความถูกต้อง ผมจะมาอภิปรายพรรคประชาธิปัตย์ทำไม ถ้าผมจะตีรวนผมก็ต้องอภิปรายตอนท่านอภิสิทธิ์นั่ง ผมยังนั่งยิ้มชื่นชมชื่นชอบว่า ท่านอภิสิทธิ์อภิปรายดีในหลัก ในเกณฑ์ อะไรที่ชม ๒ ฉบับท่านก็บอก อีก ๒ ฉบับท่านสงสัย ทำไมคุณสาทิตย์ไม่เลียนแบบหัวหน้าพรรคล่ะ เมื่อไม่เลียนแบบ มาวิจารณ์แรง ๆ ผมมีหน้าที่ ชี้แจง คุณไม่มีสิทธิมากำหนดเวลาผม ผมก็ถือว่ารัฐบาลใช้เวลาแล้ว และผมไม่อยากให้ สมาชิกต่อไปพูดเหมือนคุณสาทิตย์ เพราะมันเท็จ มันไปยึดอำนาจสภาอย่างไร รัฐธรรมนูญ เขาให้ไว้ ผมจะบอกต่ออันนี้ครับ ผมนั่งคิดค้นว่าทำอย่างไรการอภิปรายของผมวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะได้ดู ลูกดู ภรรยาดูแล้วจะได้บอกพ่อว่า ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้อภิปรายระเบียบเทียบชัด ตอนท่านออกพระราชกำหนด รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สถานการณ์ในช่วงปลายปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๒ เกิดวิกฤติ เศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส มีสถาบันการเงินหลายแห่ง เช่น เลแมน บราเดอร์ส ต้องปิดตัวลงและบางแห่งต้องขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินจาก รัฐบาลกลางส่งผลให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในภาคการเงินและลุกลามไปยังระบบเศรษฐกิจของ ทวีปยุโรปและเศรษฐกิจโลกในเวลาต่อมา จากวิกฤติเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสที่ ๑ ของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ปี ๒๕๕๒ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหดตัว ร้อยละ ๗.๑ นี่ข้อแรกที่ท่านออกพระราชกำหนด ส่วนของผมข้อแรก เนื่องจากเกิดปัญหา อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๕๐ ปี พื้นที่ประสบอุทกภัย ๖๘ จังหวัด ซึ่งรวมพื้นที่ กรุงเทพมหานครประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ไม่ใช่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจาก อุทกภัยอย่างรุนแรงคิดเป็นมูลค่าความเสียหายถึง ๑.๔๒ ล้านล้านบาท แยกเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน สิ่งก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม จำนวน ๖๓๐,๓๕๔ ล้านบาท และความสูญเสียรายได้ที่เกิดจากการต้องหยุดทำการผลิต ๗๙๕,๑๙๑ ล้านบาท สูญเสียรายได้ครับ ที่ต้องหยุดภาคการผลิตอีกประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขนิดหน่อยถือเป็นภัยธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความเสียหายสูงสุดในลำดับที่ ๕ ที่เคย เกิดขึ้นในโลกนับจากปี ๒๕๓๘
อันดับที่ ๑ สึนามิญี่ปุ่น ปี ๒๕๕๔ เสียหาย ๒.๑ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับที่ ๒ พายุไซโคลนสหรัฐ ปี ๒๕๔๘ เสียหาย ๑.๒๕ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับที่ ๓ แผ่นดินไหวโกเบญี่ปุ่น ปี ๒๕๓๘ เสียหาย ๑๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อันดับที่ ๔ แผ่นดินไหวจีน ปี ๒๕๕๑ เสียหาย ๘.๕ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
และอันดับที่ ๕ มหาอุทกภัยของไทย เมืองไทยครับ ที่ผมมาขอนี่มันเป็น ลำดับที่ ๕ เสียหาย ๕๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ นิคมอุตสาหกรรมสำคัญในจังหวัด พระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานีเสียหายทั้งหมด ทำให้ต้องหยุดการผลิตซึ่งส่งผลต่อ ผู้ผลิตรายย่อยในห่วงโซ่การผลิตแวลู เชน (Value chain) ภายในประเทศและการผลิต ในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในต่างประเทศทำให้ภาคอุตสาหกรรม ต้องหยุดการผลิต เกิดปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคขาดตลาด นอกจากนี้ปัญหาอุทกภัย ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ และการประกันภัย โดยเฉพาะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย
นี่ตอนต่อตอนก็คนละเรื่องแล้ว ประเด็นสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ในปี ๒๕๕๔ มีความรุนแรงมากกว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ กล่าวคือ
ท่านรอง นายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านอรรถพรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านรองนายกรัฐมนตรีที่อภิปรายอยู่ในขณะนี้ ท่านอภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ครับ ท่านใช้เวลาฟุ่มเฟือยแล้วก็เริ่มซ้ำซาก ผมอยากให้ท่านได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีคนอื่นได้โชว์ บ้างนะครับ ท่านได้สร้างผลงานมาพอสมควรแล้วละ แล้วก็ได้อภิปรายรายละเอียดมาก จนเกินความจำเป็น พวกเราเข้าใจครับ ฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานได้ควบคุม ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่กำลังแสดงรายการโทรทัศน์อยู่ด้วยครับ
เชิญนั่ง ท่านอรรถพร ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ให้ท่านใช้เวลาของรัฐบาลนะครับ เดี๋ยวตอนนี้ผมให้ เจ้าหน้าที่เช็ก (Check) เวลา ถ้าท่านเฉลิมจะใช้เวลามากไปก็ไปตัดของท่านรัฐมนตรีท่านอื่นออก เชิญท่านเฉลิมครับ ควบคุมเวลาด้วยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ ผมไม่ได้ทำการอภิปรายซ้ำซากครับ ผมทำการบ้าน เปเปอร์ (Paper) ที่ ๑ ผมจะพูดอะไร ผมทำมา เปเปอร์ที่ ๒ ผมจะพูดอะไร ผมทำมา เปเปอร์ที่ ๓ ผมทำมา เปเปอร์ที่ ๔ นี่เป็นเปเปอร์สุดท้าย ผมทำมา ผมทำการบ้านครับท่านสมาชิกที่เคารพ ท่านอย่าเป็นห่วงผมเลย ถ้าผมอภิปรายไม่ดี ผมก็เสียคนไปเองล่ะ นี่ผมกำลังจะเปรียบเทียบ ตารางว่าเหตุในการออกพระราชกำหนดของท่านเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ ในประเทศ สหรัฐอเมริกาเกิดผลกระทบมาถึงประเทศไทย ของผมนี่เกิดจากมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ ผมกำลังจะบอกว่าความเสียหายของเมืองไทยเป็นความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่อันดับที่ ๕ ของโลก
แล้วผมจะบอกต่อเหตุผลข้อที่ ๒ ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ท่านออก มาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ ท่านออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในภาคเศรษฐกิจจริง และมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย ของประชาชนเป็นต้น ท่านตราพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ ปี ๒๕๕๒ วงเงิน ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยมีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้ประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นเช็ค เงินสด ๒,๐๐๐ บาทต่อราย นี่เหตุผลข้อที่ ๒ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาฟรีและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อกระตุ้นการบริโภค ของประชาชน แต่เหตุผลข้อที่ ๒ ของพรรคเพื่อไทยรัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ อุทกภัย ในปี ๒๕๕๔ โรงงานอุตสาหกรรมเสียหายทันที ไม่สามารถทำการผลิตได้เกี่ยวเนื่อง อุตสาหกรรมทั่วโลก จึงได้ออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและ แรงงานที่ประสบอุทกภัย เช่น มาตรการเงินกู้ เงื่อนไขผ่อนปรนสำหรับฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน และภาคเกษตร วงเงินรวมกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาตรการลดภาษี การนำเข้าเครื่องจักรและการผ่อนปรนให้สามารถนำเข้าวิศวกร ช่างเทคนิคจากต่างประเทศ เพื่อฟื้นฟูโรงงานอุตสาหกรรมได้ ใช้งบกลางจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ ประชาชน แก้ไขปัญหาอุทกภัย และฟื้นฟูภายหลังอุทกภัย เช่น การช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประสบอุทกภัย ๕,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิต ที่อยู่อาศัย เสียหาย การเยียวยาเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย และการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ประตูระบายน้ำ เป็นต้น ให้กลับสู่สภาพเดิม พร้อมจะให้ลอกคูคลองประสานลำน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหา ป้องกันเอาไว้ในปีนี้และปีต่อ ๆ ไปในอนาคต นี่เหตุผลครับ คนละหมัด คนละปอนด์ แม้ว่าประเด็นรัฐบาลจะใช้มาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ ในกลุ่มต่าง ๆ แล้ว รวมทั้งได้ใช้งบกลางเพื่อการเยียวยาซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ประตูระบายน้ำ โรงเรียน สถานพยาบาลให้สามารถใช้งานได้ปกติ ท่านผู้ชมทางบ้าน ท่านใช้วิจารณญาณเถอะครับว่าความเสียหายเกิดอย่างนี้ อันดับ ๕ ของโลก พรรคฝ่ายค้าน ยังมองว่าขัดพระราชกำหนด ผมก็อ่านให้ชัดว่าคนร่างคนเดียวกัน ผมก็บอกให้ชัด ๕ ประเด็น เท่ากัน ฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วนมากกว่าล้านล้านเท่า
อีกประเด็นหนึ่ง รัฐบาลจึงได้จัดทำยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและสร้างอนาคต ประเทศ และเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาวควบคู่ไปกับการฟื้นฟู ภาคการผลิต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาระบบการประกันภัย ถ้ามันไม่มีกองทุนต่างชาติไม่เชื่อถือ เขามองไกล ยุคโกลบะไลเซชั่น (Globalization) ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เขามีวิสัยทัศน์ ไม่เลียนแบบพระในอดีต ไม่เลียนแบบ พระในพุทธกาล พุทธบัญญัติบัญญัติว่า พระในพุทธกาลเดินบิณฑบาตมองเลยสามก้าวไม่ได้ จะอาบัติปาจิตตรี แล้วถ้าพระสมัยนี้ไปเดินมองไม่เกินสามก้าว รถชนตายหมด รัฐบาล เรามองไกล
ข้อที่ ๓ พรรคประชาธิปัตย์ให้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาในระยะกลางและ ระยะยาว พรรคประชาธิปัตย์ออกพระราชกำหนดจัดทำแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง วงเงินลงทุนรวมประมาณ ๑.๔๓ ล้านล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุน ๘ สาขา ได้แก่ สาขาเกษตร ชลประทาน อุตสาหกรรม สาขาการศึกษา นี่คือของท่าน ของผมจัดทำพระราชบัญญัติฟื้นฟู และสร้างอนาคตประเทศ วงเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ ๒.๖๒ ล้านล้านบาท เพื่อฟื้นฟู ประเทศจากปัญหาอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ บิว แบค แบทเทอร์ (Build Back Better) ทั้งในด้านการลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบบริหารการจัดการน้ำของประเทศ การปรับโครงสร้าง การผลิตเพื่อพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาว ผมก็อ่านทางออกว่า พวกท่านก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านคำให้สัมภาษณ์ของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเฟซบุ๊ก (Facebook) แล้วก็มาอภิปราย ถ้าผมไม่ได้รับมอบหมายเรื่องให้ชี้แจง ตามกฎหมายผมไม่ทะเลาะกับท่านหรอก ผมไม่อยากมีศัตรู แต่ท่านพูดไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่อยู่ในพื้นฐานของความเป็นจริง ถ้าท่านผู้ชมทางบ้านฟังแล้วถ้าท่านเห็นว่าวันนี้ไม่ฉุกเฉิน จำเป็น แล้วอะไรมันจะฉุกเฉินจำเป็น อะไรไม่เร่งด่วน แล้วอย่างนี้ไม่เร่งด่วนได้อย่างไร ของท่านมันเกิดประเทศสหรัฐอเมริกา นี่เกิดเมืองไทยมีคนตาย ท่านน่ะแฮมเบอเกอร์ ไครซิส แต่ผมก็เห็นด้วย เพราะจีดีพีมันต่ำลง ๗.๒ คนมีหน้าที่ต้องดูแล ถ้าท่านพูดเศรษฐศาสตร์ พูดข้อเท็จจริง แล้วผมไม่พูด ผมก็กะ รายการวันนี้ ผมจะรัน (Run) ข่าวภาคค่ำ แต่นี่ท่านใจร้อนมาเร็วไป ผมจดประเด็นอีกนิดหนึ่ง ท่านบอกว่าคณะกรรมการที่จะเป็นคณะกรรมการกองทุนประกันภัย ผมไม่ได้ท้าทาย ถ้ารัฐบาลชุดนี้ทุจริตท่านมีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ใช่ออกพระราชกำหนดแล้วพวกผมเอาเงินไปใช้ แล้วท่านต้องถูกจับใส่กุญแจมือหรือ หรือถูกเอาพลาสเตอร์ปิดปาก มันไม่มี พูดอะไรมันต้อง ตรงไปตรงมา ผมไม่อยากให้การอภิปรายในสภามาเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ผมไม่ได้ มาพูดด้วยอารมณ์ ผมเตรียมเปเปอร์ ๔ เปเปอร์ แล้วผมอภิปรายถ้าเปเปอร์ตรงไหนพูดแล้ว ไม่ตรงท่านเถียงมา การบริหารราชการบ้านเมืองไม่มีรัฐบาลไหนหรอกครับที่อยากทำให้ ประเทศชาติเดือดร้อน ท่านยิ่งลักษณ์อยากให้น้ำท่วมหรือ ไม่มีครับ ปีหน้าอยากให้ท่วมไหม ไม่อยากหรอกครับ ท่านต้องเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้น คำ ยึดอำนาจสภา คำ ไม่ถามตัวแทน ประชาชน คำ ก็ทำตามอำเภอใจ ก็กฎหมายให้ทำได้ กฎหมายพวกผมเป็นผู้พิจารณาว่า เร่งด่วน จำเป็น ฉุกเฉินหรือไม่ กรณีสมัยท่านมันยังไม่เป็นตัวอย่างเราก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ พอศาลรัฐธรรมนูญตีความรัฐบาลนี้ก็ออกพระราชกำหนด รัฐบาลป้อนข้อมูลดิบ ผมไปคุยกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คนร่างก็คนเดิม หลักการ ๕ ข้อก็เหมือนเดิม วิธีการก็เหมือนเดิม แล้วมันจะขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ผมขอบพระคุณ ท่านประธานมากที่ได้กรุณาอนุญาตผม ขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลที่แบ่งปันเวลา ให้ผมอภิปราย และผมก็กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีแล้วว่าถ้าให้ผมอภิปราย ๕ นาที ๑๐ นาที ผมอภิปรายไม่เป็นและอภิปรายไม่ได้ แล้วการอภิปรายของผมทั้งหมด ข้อมูลทั้งหมดถ้าผมใส่ร้ายใครขอให้ฟ้าดินลงโทษ เพราะผมเอาความจริงมาให้ปรากฏในสภา แห่งนี้เพื่อเป็นเกราะกำบัง คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่จะทำลายรัฐบาลชุดนี้ด้วยวิธีการเดิม ๆ ด้วย วิธีการส้มหล่น ผมขอสาปแช่งอ้ายคนกลุ่มนั้นไว้ด้วย ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญ ท่านสาทิตย์ครับ ให้ท่านสาทิตย์ใช้สิทธิพาดพิงครับ
ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมใช้สิทธิพาดพิงสั้น ๆ ๓-๔ ประเด็น เท่านั้นเองเฉพาะที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดให้เสียหายนะครับ ผมเข้าใจว่าแรกสุดท่านฟัง ไม่ครบที่ผมพูด เพราะฉะนั้นประเด็นที่ท่านบอกว่าผมพูดเท็จ เพราะว่าเรื่องยึดอำนาจ ท่านบอกว่าผมไปพูดว่าขัดรัฐธรรมนูญซึ่งความจริงผมไม่ได้พูดนะครับ แต่ว่าท่านประธานเอง เป็นคนวินิจฉัยในคราวที่มีคนประท้วงว่าเป็นการอุปมา ซึ่งคำว่า อุปมาคนซึ่งอ้างตัวเป็น ดอกเตอร์ทางกฎหมายน่าจะเข้าใจดี แต่ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีก็พยายามจะไปจนได้ครับ พยายามจะหักล้างผมด้วยการบอกว่าพูดเท็จเพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ให้ทำได้ ผมก็อ่านรัฐธรรมนูญเหมือนท่าน แต่ผมก็อุปมาว่าวิธีการแบบนี้เป็นวิธีการที่เหมือนยึดอำนาจ สภาไป เพราะ ส.ส. ทำได้อย่างเดียวครับคือ เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นเงื่อนไข ที่ไปออกเป็นพระราชกำหนดจะต้องเป็นเงื่อนไขที่เข้าตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ผมก็ยกตัวอย่างสมัยท่านเป็นฝ่ายค้านที่ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้เหมือนกัน แล้วในที่สุดคำตอบก็เป็นอย่างที่ท่านว่า เพียงแต่เวลาท่านชี้แจงสักครู่นี้ที่ท่านเทียบคำตอบ ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ท่านลอกแต่คำตอบมา แต่ลืมดูว่าโจทย์มันคนละข้อนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของกระบวนการที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้นถูกต้อง แต่อุปมายึดอำนาจ สภาไปนี่ มันต้องทำด้วยความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ท่านไม่ได้พูดข้อนี้เลย ๔ ฉบับ แล้วถึงบอกว่า ๒ ฉบับนี้ไปได้ครับ แต่อีก ๒ ฉบับอย่าง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านบอกพร้อม เอาแผนงานการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมากางสภาวันนี้สิครับ มีไหมครับ ใช้ทำอะไรครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ บอกปีแรกใช้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรียังบอกเลย ฟลัดเวย์ ยังทำไม่ได้เลยปีแรก แผนท่านยังไม่เห็นเลย แต่เวลา ออกกฎหมายเงินกู้วันนี้มีผลบังคับใช้แล้วครับ ตรงนี้ต่างหากที่เราทำหน้าที่ ส.ส. ในสภา ผมถึงบอกท่านประธานครับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเท็จครับเป็นเรื่องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแล้ว ผมก็เข้าใจเหมือนกับท่าน เพียงแต่วิธีการตอบของท่านทำให้ผมเสียหาย ผมก็เลยบอกครับว่า อย่าไปบิดเลยครับ ความจริงก็คือความจริงนะครับ ท่านก็ต้องชี้แจงไปครับ
ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าผมอิจฉา ไม่มีใครเขาไปอิจฉานักการเมืองที่สัญญา แล้วไม่ทำตามสัญญาหรอกครับ ๑๕,๐๐๐ บาทบอกว่าจะให้ระดับปริญญาตรี วันนี้ยัง ๑๑,๗๘๐ บาท ที่เหลือเป็นค่าครองชีพครับ ๓๐๐ บาทยังให้เขาไม่ครบเลย ไม่อิจฉาหรอกครับ แบบนี้เพราะเป็นนักการเมืองที่ไม่รักษาสัญญาเอง ใครจะไปอิจฉาท่านละครับ
ประการที่ ๓ ท่านพูดเรื่องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เสมือนพูดว่าศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีเส้น ผมเรียนท่านประธานเลยครับ ข้อเท็จจริงมันตรงกันข้ามครับ มีคนพยายามทั้งข่มขู่ ทั้งวิ่งเต้น ให้สัมภาษณ์ด้วยนะครับ ถ้าไม่ยุบแล้วจะถึงชีวิตอะไรต่อมิอะไร แต่ที่สำคัญคือ มีตุลาการรัฐธรรมนูญ ๓ ท่านไปฟ้องศาลเอาไว้ และในคำฟ้องระบุเลยครับว่าคนที่ไปติดต่อนั้น เป็นใคร เป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาลไหนในคำฟ้องปรากฏชัดครับ เพราะฉะนั้นคนที่วิ่ง พยายามจะยุบพรรคประชาธิปัตย์มีจริงครับ ถ้าจะไปดูมีเส้นไม่มีเส้น มีคนเขาบอกว่ากลับไปดู คดีซุกหุ้นนั่นครับ อันนั้นชัดครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่ท่านพูดมาท่านพาดพิงทำให้เสียหาย ความจริงไปถึงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่พวกเราทำงานอยู่ด้วย ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้อง ใช้สิทธิพาดพิงและต้องมีการชี้แจงต่อไป แต่ผมกราบเรียน ณ วันนี้เราทำหน้าที่ในสภา ในการตรวจสอบไม่ใช่เป็นเรื่องบิดเบือน ไม่ใช่เป็นเรื่องเท็จครับ เอาข้อเท็จจริงมาพูด แล้วถ้าท่านบอกว่า พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับท่านเข้าข่ายถูกต้องนี้นะครับ แล้วเงินต้องใช้ทันที ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่อย่างนั้นโครงการที่มีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่มีเงินทำไม่ได้นี้ เอา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาสู่สภาวันนี้เลยครับ ตรงนั้นต่างหากที่จะเป็น ข้อเท็จจริงที่พูดกับสภา และท่านบอกว่าเกรงใจความจริงบ้าง ผมก็จะพูดกับท่านเหมือนกันครับ ผมไม่มีนายใหญ่ต้องเกรงใจนะครับ แต่ที่ผมพูดทั้งหมดนี้เกรงใจประชาชนครับ
ท่านเฉลิม
ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี คุณสาทิตย์ พูดเท็จ เท็จจริง ๆ ก็คุณบอกว่าผมยึดอำนาจสภา มันออกตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง วรรคสอง มันยึดอำนาจอย่างไร เท็จ เรื่องที่ ๒ ผมไม่ต้องการให้ท่าน ถอนคำพูดหรอกครับ ผมอายแทนท่านที่ไปออก หรือไปบอกว่าผมอ้างตัวเป็นนักกฎหมาย ระดับปริญญาเอก ผมไปอ้างทำไม ผมจบจริง ๆ ไม่รู้หรือ เขารู้กันทั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมจบระดับปริญญาเอกคนแรกมหาวิทยาลัยรามคำแหง คนที่ ๓ ของประเทศไทย แล้วผม จะไปอ้างทำไม ของจริงสิ ผมไม่อยากตอบโต้กับท่านเพราะมวยไม่มีราคา ม้าไม่มีชั้น สังคม เขาตัดสินได้ว่าเหตุผลใครดีกว่ากัน ท่านไม่ต้องกระทบเป็นปริศนาว่านายใหญ่ที่ผมเกรงใจ ถูกต้อง พวกผมเกรงใจ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เพราะทักษิณคิดเพื่อไทยทำ ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์แพ้ ผมไม่ปิดบัง ไม่มีซุ่ม ๆ ซ่อน ๆ ผมตรงไปตรงมา ท่านจัดหนักจัดแรงมาก่อนแล้วภารกิจผมต้องตอบ ท่านจัดหนักมาผมต้องจัดหนักไป แล้วประชาชนเขาตัดสินได้ว่าระหว่างคุณอภิปรายกับ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อภิปรายเชื่อถือ ใครมากกว่า
ท่านเฉลิมครับ ผมว่าพอสมควรแล้วครับ ท่านพอแล้วครับ เชิญท่านนั่งครับ ทีนี้ท่านวิทยาครับ ท่านสาทิตย์ ท่านยังใช้สิทธิพาดพิงอยู่นะครับ ท่านนั่งลงก่อนครับท่านวิทยา ผมให้ท่านสาทิตย์ก่อนครับ
ผมพาดพิงนิดเดียวท่านประธานครับ ความจริงผมก็พยายามที่จะอยู่ในกรอบนะครับ แต่ว่าท่านนี่สบประมาทผมนะครับ ท่านบอกมวย ไม่มีราคา ม้าไม่มีชั้น ท่านสบประมาทคนไว้เยอะนะ บอกท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อใดหิมะตก สงสัยแถวบางบอน ก็เพราะอย่างนี้อย่างไรครับ สบประมาท คนอย่างนี้อย่างไรครับเขาถึงเรียก จุด จุด จุด เหลิม อย่าสบประมาทใครเลยครับ ที่บอกผม มวยไม่มีราคา ม้าไม่มีชั้น ไม่ต่างกันหรอกครับ ผมก็มาจากการเลือกตั้งเหมือนท่านนะครับ ส.ส. จังหวัดตรัง ๖ สมัยเหมือนกันนะครับ อย่างไรก็มาโดยถูกต้อง และที่ผมบอกอย่างไรครับ ผมทำงานนี่เกรงใจประชาชน ไม่ใช่เกรงใจนายใหญ่แล้วเอามาแสดงนอกจออย่างนี้ อย่าสบประมาทคนอื่นเลยครับ กลับไปดูของตัวเองเถอะครับ เอาให้รอดใน ๖ เดือนนี้ก็แล้วกัน ตัวท่านเอง
ท่านวิทยา ใช้สิทธิอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สักครู่นะครับ คือท่านมีคิวอภิปรายของท่าน ท่านอภิปรายหรือจะใช้สิทธิพาดพิงอะไรครับ
นิดหนึ่งนะครับ ผมจะขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ อาจจะเป็นความคลาดเคลื่อนหรือเข้าใจผิด หรือบังเอิญว่าผมนั่งหน้า เวลาท่านรัฐมนตรีเฉลิมอภิปรายก็เล็งมาที่หน้าผม แล้วก็เวลาชี้ก็พาดมาทางผมเยอะ แล้วก็ ผมไม่สบายใจครับ มีการพูดถึงเรื่องโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วพูดถึงรัฐมนตรีลาออกเป็นแถว และผมยืนยันครับ ผมเป็นรัฐมนตรีในช่วงที่ทำโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วผมลาออกจาก รัฐมนตรีจริง ๆ ครับ ถ้าท่านหมายถึงผมชี้มาครับ ผมจะได้ใช้สิทธิพาดพิงอธิบายให้ชัดครับว่า เรื่องราวมันเกิดมาอย่างไรนะครับ
เดี๋ยวนะครับ เชิญครับท่านเฉลิม
ฟังเพลินไป ผมบอกว่า มีเลขานุการลาออก ผมนะชื่นชมคุณนะ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เอาอย่างนี้ท่านครับสรุปง่าย ๆ
ไม่ใช่คุณ คุณเป็นคน ซื่อสัตย์สุจริต
ครับ
และผมรักคุณ
ก็ชัดเจนครับ เพราะว่าเวลา ท่านอภิปรายท่านก็ชี้มาทางผม แล้วถ้าทางบ้านบอกว่าผมผมจะได้ชี้แจงครับ
ไม่ต้อง แล้วครับท่านวิทยา เชิญท่านนั่งครับ ท่านวรงค์เมื่อกี้ท่านยกมือ เอาอย่างนี้ครับ ผมจะให้ ท่านวิรัตน์คนเดียวพอแล้วครับ เดี๋ยวมีหลายท่านจะขอใช้สิทธิพาดพิง ใช้สิทธิพาดพิงทาง พรรคครับท่านวรงค์ เชิญท่านวิรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา ผมจำเป็นต้อง ลุกขึ้นมาชี้แจงด้วยความเคารพท่านประธาน เพราะว่าในฐานะที่ผมเป็นทนายแล้วก็ว่าคดีในคดี ยุบพรรคประชาธิปัตย์มา ๒-๓ ครั้งนะครับ ต้องเรียนข้อเท็จจริงย่อ ๆ สั้น ๆ ท่านประธานครับว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ผิดมาตั้งแต่ต้น แต่ว่ามีคนไปขู่ กกต. ครับ ถ้าไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จะยุบชีวิต กกต. เขาก็เลยฟ้อง พอฟ้องมีการวิ่งเต้น มีการขู่ สุดท้ายวิ่งเต้นตุลาการมากกว่า ๓ คน แต่อย่างน้อยใน ๓ คน โดยท่านจรูญ อินทจาร ท่านประธานครับ มาฟ้องท่านจรูญกับ พวกอีก ๒ คน ฟ้องเป็นคดีอยู่ที่ศาลอาญา คดีที่ฟ้องสาระสำคัญบรรยายถึงผู้มีอำนาจสูงสุด ทางการบริหาร ผู้มีอำนาจสูงสุดทางตุลาการก็คือประธานศาลฎีกา อำนาจสูงสุดทางนิติบัญญัติ ก็คงเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้มีอำนาจสูงสุดทางการบริหารในอดีตเขาระบุถึง ๒ คนครับ ว่าเป็นคนทั้งขู่ ทั้งปลอบวิ่งเต้น พอวิ่งไม่ได้ก็ให้พลพรรคออกมาเปิดเผย
ท่านวิรัตน์ครับ เรื่องอยู่ในศาลว่าตามกระบวนการยุติธรรม เอาเฉพาะท่านเสียหายดีกว่าครับ
เพราฉะนั้นในฐานะที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ต้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ผิด แล้วก็ใส่ร้ายลึกไปถึง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าวิ่งไม่ได้เลยมาบอก ๒ มาตรฐาน เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนว่า เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงอยู่ในศาลอาญาว่าผู้บริหารสูงสุดทางการบริหาร ๒ คนคือใคร ผมไม่อยากพูดที่นี่ เพราะมันพาดพิง
ในเมื่อ เป็นคดีก็ว่าตามคดี อยู่ในศาลพอแล้ว ท่านเป็นทนายก็รู้อยู่ครับ เอาประเด็นที่ท่านเสียหาย อะไรครับ
เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องกราบเรียนว่า ข้อเท็จจริง จริง ๆ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่ผิดมาแต่ต้น แต่มีการขู่ กกต. ถ้าไม่ยุบ พรรคประชาธิปัตย์จะยุบชีวิต กกต. เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน ขอบพระคุณท่านประธาน
คืออย่างนี้ครับ คุณหมอครับ คุณหมอก็จะใช้สิทธิ ท่านพิเชษฐก็จะใช้สิทธิ มันก็ทุกคนใช้สิทธิได้หมดละครับ ท่านตกลงกันเถอะครับและเดี๋ยวจะเป็นคิวของคุณกรณ์แล้วนี่ ท่านเรื่องอะไรครับ ผมไม่เห็น ท่านเฉลิมได้เอ่ยถึงคุณหมอเลยนะครับ ท่านต้องบอกว่าเกี่ยวข้องอะไรกับท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมต้องการให้ท่านประธานฟังนิดหนึ่งครับ ท่านเฉลิมท่านพูดว่าโกงกันแล้วยังได้ ๒๖๔ เสียง ผมฟังแล้วผมไม่สบายใจครับ ท่านต้อง ชี้แจงใครโกงท่านครับ ท่านพูดประโยคนี้ท่านไม่ต้องทำสับสนนะครับ ท่านเฉลิมครับ ท่านไม่ต้องมองไปที่อื่นครับ ท่านพูดว่าโกงกันแล้วยังได้ ๒๖๔ เสียง ผมถามท่านว่าใครโกง ท่านครับ ท่านต้องชี้แจงให้ได้นะครับ ท่านโกงคนอื่นท่านถึงได้ ๒๖๔ เสียง หรือใครโกงท่านครับ ขอบคุณครับ ชี้แจงครับ
เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ มันไม่ได้มีพยานหลักฐานแต่จากแหล่งข่าวสำรวจ ผลสำรวจของโพล (Poll) โพลนี่บอกว่า กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทยได้ขนาดนี้ พอออกมาได้ไม่ถึงขนาดนั้น มันเป็นคำพูดทางการเมือง ว่าโกงกันแล้วใครถืออำนาจรัฐ ใครโกงได้ โกงกันแล้วผมยังได้ ๒๖๕ ที่นั่ง ท่านอย่าไปหัวเราะ ต่อกระซิกเลย เลือกเมื่อไรก็แพ้อีก ผมไม่ได้ปรามาสหรอก เพราะพรรคเพื่อไทยเขาทำงาน ประชาชนเขาเข้าใจ เขากินข้าว เขาไม่ได้กินแกลบ ผมอภิปรายเสร็จเฉพาะข้อกฎหมายเดี๋ยวผม จะไปนั่งที่ห้อง ใครอยากกระแนะกระแหนเชิญ ถ้าอยากจะเอาพระราชกำหนดเรื่องเนื้อหา เดี๋ยวรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ เขาจะเป็นคนชี้แจง ไม่ใช่หน้าที่ของผม ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
คุณหมอ พอแล้วครับ เป็นที่เข้าใจแล้วครับ ผมจะให้ท่านพิเชษฐแล้วครับ คุณหมอพอแล้วครับท่าน คุณหมอวรงค์ครับ ผมได้ฟังท่านเฉลิมตอบแล้ว ก็เข้าใจไปในทางเดียวกันแล้วครับ ผมจะให้ สิทธิท่านพิเชษฐแล้วครับ เพราะท่านจะใช้สิทธิหลายคนไม่ได้แล้ว เชิญท่านพิเชษฐดีกว่าครับท่าน คุณหมอพอแล้วครับ พอแล้วครับ ได้ยินเป็นที่เข้าใจทั้ง ๒ ฝ่าย
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกครับ เพราะว่าเรื่องนี้เกิดถ้าไม่พูด แล้วเสียหายท่านประธาน เพราะเขาพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าโกงกันแล้วยังได้ ๒๖๔ เสียง เราพยายามถามว่ามือระดับท่านเฉลิมนี่ท่านพูดแล้วท่านต้องชี้แจงครับ แต่ก็เพราะอย่างนี้ ว่าถึงที่สุดแล้วท่านก็ชี้แจงไม่ได้เท่ากับว่าท่านกำลังจงใจโกหก บิดเบือน ในสภาผู้แทนราษฎร
อย่างนี้ครับ คุณหมอนี่จะไปใหญ่แล้วนะครับ คือเขาได้ตอบไปแล้ว ประชาชนฟังอยู่นะครับ มีการถ่ายทอด ก็เป็นที่ทราบกัน เพราะฉะนั้นผมวินิจฉัยว่าคุณหมอได้พูดแล้ว ท่านเฉลิมได้ตอบแล้ว ถือว่าจบ ผมให้สิทธิท่านพิเชษฐ คุณหมอพอแล้วครับ
(นายพายัพ ปั้นเกตุ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญ ท่านพายัพครับ
เรียนประธานที่เคารพครับ ผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธาน ในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘ การทำหน้าที่ของท่านประธาน ในการที่ท่านประธานวินิจฉัย การพาดพิงนี่ ปรากฏว่ามีการพาดพิงไปที่พรรค ท่านประธานก็กรุณาให้ทางฝ่ายค้าน ได้อภิปรายในประเด็นที่พาดพิงในประเด็นของพรรคนี่หลายท่านแล้ว ผมไม่ทราบว่าอย่างนี้ ต้องยกกัน ลุกกัน ยกมือประท้วงกันทั้งพรรคหรือไม่ ท่านประธานจะต้องวินิจฉัยครบทุกคนไหม เพราะว่าทำอย่างนี้มันก็พาดพิงกันทุกคนอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านประธาน พิจารณาครับว่าเอาสักคนสองคน รายสองรายได้ไหม
ท่านพายัพ ผมเข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวจะยาวไป ผมพยายามควบคุมอย่างเต็มที่นะครับ ก็พยายามเคร่งครัด เพราะฉะนั้นก็บอกคุณหมอวรงค์จะพูดต่อผมก็ไม่อนุญาตแล้วอย่างไรครับ ผมพยายาม ควบคุมเวลาการประชุมอย่างเต็มที่นะครับ แล้วก็ทุกท่านต้องเข้าใจ ท่านพิเชษฐท่านเอา เฉพาะในส่วนที่พาดพิงถึงท่านนะครับ ถ้าไม่พาดพิงถึงท่านผมไม่อนุญาต ผมจะฟังท่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาที่เกี่ยวกับข้อที่ถูก พาดพิง
ท่านครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงหรือจะอภิปรายครับ
ใช้สิทธิพาดพิงในส่วนที่ทำให้เสียหายครับ สืบเนื่องจากท่านรองนายกรัฐมนตรีผู้ที่อภิปรายไปเมื่อครู่ อภิปรายส่วนหนึ่งว่าเรื่องกองทุน ฟื้นฟูเกิดขึ้นในสมัยใครเป็นรัฐบาล ใครเป็นผู้ตั้งประธาน ปรส. ทำให้เกิดความเสียหาย จนกระทั่งเป็นปัญหาอยู่ ณ ขณะนี้ ผมก็ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า
คือ ท่านพิเชษฐครับ เมื่อครู่ผมก็ฟังทุกคน สมาชิกฟังอยู่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมนี่ ผมไม่ได้ เข้าข้างครับ ไม่ได้เอ่ยชื่อใครนะครับ ไม่ได้บอกว่าใครตั้ง ใครตั้งใคร ไม่ได้เอ่ยชื่อนะครับท่าน เพราะฉะนั้นท่านจะสิทธิพาดพิงตรงนี้คงไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้เอ่ยชื่อท่านหรือพรรคไหน หรือใครคนใดคนหนึ่งนะครับ เพียงแต่พูดขึ้นมาโดยไม่ได้พาดพิงถึงใคร ท่านต้องเข้าใจว่า ไม่ได้เอ่ยถึงใครเลยนะครับ
ท่านประธานครับ คำอภิปรายเมื่อครู่ คือถามว่าใครเป็นรัฐบาลขณะที่เกิดความเสียหายในกองทุนฟื้นฟู ช่วงนั้นผมครับเป็นรัฐบาล ผมอยู่ที่กระทรวงการคลังในรัฐบาลชวน ๒ และขณะนี้ผู้ที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรี ๓ คน คุณธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ คุณพิสิฐ ลี้อาธรรม และผม เหลือผมอยู่เพียงคนเดียวในสภานี้ แล้วครับ ผมก็จำเป็นจะต้องชี้แจงว่ากองทุนฟื้นฟู
ท่านพิเชษฐครับ ท่านสุนัยประท้วง เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ประท้วง ท่านพิเชษฐครับ แต่ผมประท้วงท่านประธานในข้อ ๘ ขอประทานกราบเรียนท่านประธาน สักนิดหนึ่งเถอะครับว่า ผมว่าการคุมการประชุมนี่ ถ้าจะดูอย่างแฟร์ ๆ (Fair) นะครับ เพื่อนฝ่ายค้านนี่ลุกขึ้นมากันเยอะแยะ ผมก็ว่าพอสมน้ำสมเนื้อแล้ว ท่านประธานก็ได้ให้ ความกรุณาพอสมควรแล้ว แล้วการประท้วงว่าพาดพิงนี่ ผมฟังดูแล้วนี่แทบจะลากอวน ในทะเลเลยนะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นฝั่งรัฐบาลก็จะขอใช้สิทธิเช่นเดียวกันบ้างว่ามีการพาดพิง มาถึงผม เพราะว่าท่านเฉลิมว่าพรรคเพื่อไทย ผมก็ต้องกระทบสิครับ ผมจึงขอให้ท่านประธาน เคร่งครัดหน่อยเถอะครับ เราก็อดทนพอสมควร แล้วการประชุมมันก็ดีได้เนื้อหาครับ แต่เพิ่ง มาตอนหลัง ๆ เท่านั้นละครับ แล้วมีการกล่าวหากันกระทบกันถึงศาลรัฐธรรมนูญว่าเรากระทำ ผมฟังท่านเฉลิมยังไม่ได้ว่ากล่าวศาลรัฐธรรมนูญ แต่อีกฝั่งหนึ่งสิครับ พูดกันจนกระทั่ง
พอแล้วครับ ท่านสุนัย ท่านประท้วงผมในข้อ ๘ นี่ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัย ให้ท่านนั่งลงครับ คืออย่างนี้ ท่านพิเชษฐครับ เมื่อครู่ผมก็พยายามได้วินิจฉัย เพราะฉะนั้นท่านต้องเห็นใจประธานว่าผมนี่ ทำหน้าที่ควบคุม ผมพยายามรักษาความเป็นกลาง ให้ความยุติธรรมทุกฝ่าย ก็เหมือนที่ ท่านสุนัยได้พูดก็ถูกต้อง ถ้าผมอนุญาตท่านเดี๋ยวบุคคลอื่นก็จะประท้วงอีก การประชุมคง เป็นไปไม่ได้ แล้วเมื่อครู่ท่านก็พูดว่าท่านเฉลิมไม่ได้เอ่ยถึงใครนะครับ ไม่ได้เอ่ยถึงพรรคไหน แล้วไม่ได้เอ่ยถึงใครเป็นรัฐบาล ก็เพียงแต่พูดขึ้นมาลอย ๆ นะครับ ท่านพิเชษฐครับ เพราะฉะนั้นผมต้องขอความกรุณาท่านว่าเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและ อยู่ในเวลา ผมคงจะอนุญาตท่านไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านพิเชษฐครับ พอผมอนุญาตท่านก็มีประท้วง ข้อ ๘ อีก อันนี้ต้องเห็นใจทุกฝ่ายนะครับ ผมว่าท่านเข้าใจและกรุณาก็แล้วกันนะครับ
ท่านพิเชษฐครับ ผมคงจะให้โอกาสท่านกรณ์แล้วครับ เชิญครับ ท่านกรณ์ครับ ท่านพิเชษฐ์ครับเห็นใจเถอะครับ มันไม่ได้จริง ๆ ครับ เดี๋ยวอย่างนั้นผมก็โดนประท้วงทั้ง ๒ ฝั่ง ฝั่งโน้นเขาประท้วงอีกแล้ว ท่านพิเชษฐครับ เห็นใจเถอะครับ กรุณาเถอะครับ ท่านครับ ทางโน้นเขาประท้วงอีกหลาย ท่านแล้วครับ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้จริง ๆ ผมเชิญท่านกรณ์ดีกว่าครับ เชิญท่านกรณ์นะครับ กรุณาเถอะครับ ให้ท่านกรณ์อภิปรายดีกว่าครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
ท่านกรณ์ กรุณารอสักครู่ครับ คืออย่างนี้ ท่านไม่ต้องประท้วงแล้ว ผมขอให้ท่านกรณ์ได้พูดแล้วครับ อะไรที่พาดพิงเดี๋ยวให้ท่านกรณ์พูด คือถ้าอย่างนี้ก็ไม่ได้ครับ ผมก็ขอร้องท่านพิเชษฐ ท่านพิเชษฐก็ยอมแล้วนะครับ ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๕๙ การอภิปรายจะต้องเป็นการอภิปรายสลับ ผู้อภิปรายคนล่าสุดคือท่านสาทิตย์ จากฟากฝั่งของฝ่ายค้าน แล้วท่านเฉลิมได้ใช้สิทธิในการตอบจากสิทธิของคณะรัฐมนตรี ผู้อภิปรายท่านถัดมาควรจะเป็นฟากฝั่งของฝ่ายรัฐบาลก่อน ในการสนับสนุนนะครับ แล้วค่อยสลับกลับไปท่านกรณ์เพื่อที่ผมจะรอฟังท่านเหมือนกันครับ ขอบคุณครับ
คืออย่างนี้ ผมให้โอกาสท่านกรณ์แล้วครับ เพราะว่าผมดูรายชื่อที่ส่งขึ้นมา แล้วเมื่อกี้ท่านเฉลิมเพิ่งจบ ลงไปนะครับ แล้วผมดูเวลาทั้งหมดที่เมื่อกี้ของพรรครัฐบาลใช้เวลาไปเกือบ ๒ ชั่วโมงแล้วครับ และผมให้อยู่ในความยุติธรรมนะครับ เพราะท่านเฉลิมได้พูดไปแล้ว เอานะครับ ผมวินิจฉัย แล้วครับ ผมอนุญาตท่านกรณ์ครับ ไม่อย่างนั้นก็ไปไม่ได้หรอกครับ เชื่อผมเถอะครับ เชิญท่านกรณ์ครับ ผมไม่อนุญาตท่านอื่นครับ เชิญท่านกรณ์คนเดียวครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เพื่อความเป็นธรรมต่อท่านสมาชิก ท่านพิเชษฐ ผมขออนุญาตที่จะช่วยชี้แจงนะครับว่า ท่านได้ถูกพาดพิงจริงอย่างไร เพราะว่าตอนที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง ได้กล่าวถึง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกองทุนฟื้นฟู ท่านได้พูดชัดเจนครับว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้น ในปี ๒๕๔๒ ซึ่งความจริงผิดปีนะครับ แต่ท่านได้พูดชัดว่าปี ๒๕๔๒ และตั้งคำถามว่าช่วงนั้น ใครเป็นรัฐบาล ซึ่งชัดเจนครับ ใครที่ติดตามการเมืองก็ทราบดีว่าในปี ๒๕๔๒ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ถึงแม้ว่าท่านเฉลิมจะอ้างผิดปีก็ตามนะครับ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ สถาบันการเงินซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูนั้นเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๐ ในขณะที่เรา ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ท่านพูดปี ๒๕๔๒ ซึ่งหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ เสียหาย ท่านพิเชษฐก็พร้อมที่จะชี้แจงในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังในรัฐบาลนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อความเป็นธรรมของท่านพิเชษฐ ผมคิดว่าท่านควรจะมีสิทธิ คราวนี้เพื่อให้ท่านประธานไม่ต้องลำบากใจ ท่านพิเชษฐก็สามารถ ที่จะใช้สิทธิอภิปรายได้นะครับ ไม่ต้องเป็นการชี้แจงก็ได้ ถ้าท่านจุลพันธ์กับเพื่อน ส.ส. พรรคเพื่อไทยจะกรุณา แล้วหลังจากท่านพิเชษฐจะสลับกลับไปเป็นพรรคเพื่อไทยแล้วค่อย กลับมาที่ผม ผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ ขอให้ท่านประธานได้พิจารณาครับ
เพราะฉะนั้น ท่านพิเชษฐถือว่าใช้สิทธิอภิปรายในฝั่งของพรรคประชาธิปัตย์ เดี๋ยวกลับมาผมจะให้อดีต รัฐมนตรีว่าการ
ผมขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ผมเป็นคนมีวินัยครับ และผม เคารพในกติกา ผมไม่เคยก่อความยุ่งยากอะไรในสภานี้ แต่สิ่งที่ท่านกรณ์ได้กรุณาชี้แจงแทน ผมเมื่อกี้ก็คือว่ามีการพาดพิงมาถึงรัฐบาลประชาธิปัตย์ให้เสียหายจริง ๆ เพราะท่านรอง นายกรัฐมนตรีพูดถึงว่าเรื่องกองทุนฟื้นฟูความเสียหายในปี ๒๕๔๒ เกิดขึ้นใครเป็นรัฐบาล แล้วท่านยังถามต่อว่าใครเป็นคนตั้งประธาน ปรส. ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ผมจะใช้เวลา ไม่มากครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนว่ากองทุนฟื้นฟูที่แท้จริงชื่อเต็มก็คือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน ตั้งตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๒๘ ครับ ตอนเกิดเหตุการณ์ วิกฤติทรัสต์ (Trust) วันที่ ๔ เมษายน ในการแก้ไขวิกฤติทรัสต์ วันที่ ๔ เมษายน เมื่อปี ๒๕๒๘ กองทุนฟื้นฟูดังกล่าวนั้นใช้เงินไปเพียงแค่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทช่วย ๑๘ ไฟแนนซ์ (Finance) ที่เป็นเครดิต ฟองซิเอร์ (Credit foncier) แล้วก็อีก ๖-๗ ธนาคาร ความเสียหายตั้งแต่แรกไม่เยอะ แต่มันมาเสียหายมากที่สุด หนี้ที่เกิดขึ้น กับกองทุนฟื้นฟูจนผูกพันธนาคารแห่งประเทศไทย ผูกพันประเทศชาติ มันเกิดจากหนี้ ๓ ส่วนครับ ส่วนที่ ๑ เป็นหนี้ที่มีอยู่ก่อนที่จะเกิดปัญหา ๕๘ สถาบันการเงินถูกสั่งปิด ท่านประธานครับ ผมก็ต้องขอทบทวนนิดหนึ่งครับว่าในการปิด ๕๘ สถาบันการเงินเกิดขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลดังกล่าวนั้น
ท่านวัชระ ประท้วงอะไรครับ
ถูกตัดเสียง ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ถูกตัดเสียงครับ ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล เสียงไม่ได้ถ่ายทอดออกไปครับ ขอให้ท่านประธานตรวจสอบด้วยครับ เพราะประชาชนโทรมาบอกครับว่าท่านพิเชษฐถูกตัดเสียง ขอท่านประธานช่วยเช็กด้วยครับ
ท่านเลขาธิการ ตรวจสอบหน่อยนะครับ แล้วรายงานผมด้วย เชิญท่านพิเชษฐครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต เริ่มต้นใหม่นะครับ ที่ผมใช้สิทธิพาดพิงแล้วก็ขอใช้สิทธิเป็นผู้อภิปรายต่อไปด้วย ข้อสำคัญ เกี่ยวกับเรื่องกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน สืบเนื่องจากท่านรองนายกรัฐมนตรี เมื่อกี้ได้อภิปรายและมีคำถามสอบถามถึงว่าความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูเมื่อปี ๒๕๔๒ เกิดขึ้นจากใคร ขณะที่ใครเป็นรัฐบาล แล้วก็ได้ถามต่อว่าการแก้ไขปัญหากองทุนฟื้นฟู โดย ปรส. ใครเป็นคนตั้ง ปรส. ใครเป็นคนตั้งประธาน ปรส. ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงผมไม่คิดว่าไม่ติดใจที่จะอภิปรายอะไรในสภานี้เลยครับ แต่เมื่อข้อ
มีผู้ประท้วง มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ท่านประธานช่วยตรวจดูในเรื่องของ การถ่ายทอดหน่อยครับ ระหว่างท่านพิเชษฐชี้แจงนี่นะครับ เสียงไม่ออกในช่อง ๑๑ ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมกำลัง ให้ทางฝ่ายเลขาธิการตรวจสอบ เชิญท่านพิเชษฐเถอะครับ
ท่านประธานที่เคารพ รอว่ามีเสียง ถ่ายทอดเมื่อไรแล้วท่านประธานกรุณาบอกผมดีไหมครับ ไม่อย่างนั้นผมไม่อยากพูดเป็นรอบ ที่ ๔ ผมกำลังจะเริ่มเป็นรอบที่ ๓ อยู่แล้ว
ผมว่า เชิญท่านเลยดีกว่าครับ เพราะผมให้ตรวจสอบแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ แป๊บเดียว เมื่อสักครู่เขาแจ้งมาแล้วว่าเสียงท่านออกแล้วครับ ไม่มีปัญหาอะไร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะชี้แจงต่อไปนี้เป็นเรื่อง ในประวัติศาสตร์ เรื่องในประวัติศาสตร์ยาวนานมา ๑๕ ปีแล้ว หลาย ๆ คนก็ฟั่นเฟือน แล้วก็เฝือกันไปจนจำอะไรกันไม่ค่อยได้ ทั้งที่จำไม่ได้จริง ๆ และที่แกล้งทำจำไม่ได้ก็มีครับ ท่านประธานครับผมจะชี้แจงเรื่องกองทุนฟื้นฟู สืบเนื่องจากเมื่อกี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้อภิปราย ได้กล่าวพาดพิงมาว่าความเสียหายที่จำเป็นต้องออกพระราชกำหนดขณะนี้ เนื่องจากความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูที่เกิดความเสียหายมหาศาล เมื่อปี ๒๕๔๒ และได้ กรุณาถามว่าความเสียหายในปี ๒๕๔๒ ขณะนั้นใครเป็นรัฐบาลและใครเป็นคนตั้งประธาน ปรส. ใครเป็นคนตั้งประธาน ปรส. ในขณะนั้น จนทำให้เกิดความเสียหายของกองทุนฟื้นฟู ผมก็เลยขอถือโอกาสท่านประธานครับ เพื่อที่จะตอบเป็นข้อมูลว่าเรื่องกองทุนฟื้นฟู ซึ่งมีชื่อ เต็มว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นหน่วยงานหนึ่งในธนาคาร แห่งประเทศไทย
ท่านพิเชษฐ สักครู่ครับ ท่านเจะอามิงเชิญครับ มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ท่านประธาน ได้บอกว่ามีการถ่ายทอดและมีการออกเสียง ผมได้ตรวจสอบนะครับ ขณะนี้ก็ยังไม่มีเสียงครับ
ท่านเจะอามิงครับ คือท่านเลขาธิการมารายงานผม ท่านเลขาธิการครับที่ผมถามเมื่อสักครู่ เสียงออกหรือยัง
ผมมีอยู่นะครับ ยังไม่ออกเสียงนะครับ ท่านประธาน ท่านเลขาธิการช่วยตรวจสอบให้ชัดเถอะครับ ผมมีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ อยู่ขณะนี้ครับ ยังไม่ออกเสียง ถ้ายังไม่ออกเสียงอย่างนี้เป็นเรื่องที่ความสนใจของพี่น้องประชาชน เพื่อความถูกต้องผมว่าท่านประธานต้องตรวจสอบก่อน ช่วงนี้ให้พักการประชุมก่อนดีไหมครับ ท่านประธานครับ
เขาแจ้งมาแล้ว ว่าเสียงมาแล้วท่านเจะอามิงครับ
ไม่มีครับท่านประธาน
ไม่รู้ครับ ข้างนอกบอกว่ามีเสียง
นี่อยู่ข้างหน้านี้ครับ
โทรมา เดี๋ยวนี้เอง เจ้าหน้าที่บอกเสียงมา
(นายพายัพ ปั้นเกตุ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านพายัพ ปั้นเกตุ มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คนที่โทรหาผม ชื่อจ่าทวี บ้านอยู่อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี โทรบอกว่าได้ยินเสียงชัดแจ๋วครับ
ท่านพิเชษฐ เชิญต่อเลยครับ ท่านจ่าประสิทธิ์ไม่ต้องแล้วครับ พิเชษฐ์ไม่ต้องแล้วครับ เชิญท่านพิเชษฐครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมจะพยายามรวบรัดและเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม ผู้ที่สนใจในปัญหาของบ้านเมือง ณ ขณะนี้ ขอกราบเรียนว่ากองทุนฟื้นฟูที่เราพูดถึง
ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านพอแล้วครับ มีคนแจ้งมาผมเชื่อว่าจะถ่ายทอดได้จริง ๆ เพราะถ้าประท้วง ผมเห็นท่านพิเชษฐไม่มีสมาธิจะพูดเลยครับ ท่านกำลังอภิปรายได้เนื้อหาสาระ มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงคุณเจะอามิง โตะตาหยง ถ้าทำอย่างนี้สภาเสียหายครับ ท่านเจะอามิงต้องไปเรียนคอมพิวเตอร์ใหม่
ท่านพิเชษฐ์ ไม่ ๆ เรื่องอะไรครับ ท่านจะไปกล่าวหาท่านอื่นไม่ได้ ท่านต้องพูดกับประธาน เรื่องอะไรครับ
ท่านประธานครับ ทีวีเขามีเขาออก ของเขามีเสียง แต่เครื่องไอแพด (iPad) มันรุ่นออกเสียงไม่ได้
คือท่านพิเชษฐ์ นั่งลง ไม่ได้หรอกครับ จะไปกล่าวหาท่านอื่นไม่ได้ เชิญท่านเจะอามิงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจาะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ข้อมูลที่ท่านพิเชษฐ์กำลังพูดถึงเป็นข้อมูล ที่มีความสำคัญ และเมื่อสักครู่ในไอแพดมันไม่มีออกจริง ๆ ไอแพดเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่นะครับ ว่าท่านพิเชษฐ์ต้องไปศึกษาใหม่นะ หรือไม่ท่านประธานช่วยพาไปอบรมหน่อยจะได้มีความเข้าใจ เทคโนโลยีใหม่ด้วยครับ แต่ว่าขณะนี้เสียงมาแล้วครับ ขอบคุณครับ
อย่าประท้วง กันอีกครับ ท่านพิเชษฐกำลังอภิปรายได้ดี ท่านเสียสมาธิหมด เชิญท่านพิเชษฐครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่มีเสียง แล้วด้วย แล้วก็เริ่มเป็นรอบที่ ๖ แล้วนะครับ ขอความกรุณาด้วยนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อจะทำความชัดเจนในเรื่องของกองทุนฟื้นฟู ผมก็ขอความกรุณาอธิบายสภา และท่านผู้ชม ที่รับฟังอยู่ทางบ้านว่า กองทุนฟื้นฟูที่มีชื่อจริงเต็มว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบัน การเงิน เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ครับ เป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากก่อนหน้านั้นเกิดกรณีวิกฤติสถาบันการเงิน ที่เราเรียกกันว่าวิกฤติ ๔ เมษา ๒๕๒๗ มี ๖ ธนาคารเกิดวิกฤติที่มีสภาพคล่องกระทบกระเทือน และมีอีก ๑๘ เครดิต ฟองซิเอร์ ที่จำเป็นจะต้องมีการปิดหรือดำเนินการช่วยเหลือโดยรีบด่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เลยได้แก้ไขกฎหมายตั้งกองทุนฟื้นฟูขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินเหล่านี้ ในช่วงแรก ใช้เงินไปประมาณสัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ครับ แต่เมื่อเกิดเป็น เรื่องใหญ่ขึ้นมา ในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ ปีที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ก่อนพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ เกิดปัญหาว่า มีสถาบันเงินทุนหลักทรัพย์เครดิต ฟองซิเอร์ทั้งสิ้น ๑๐ แห่งในประเทศไทยที่อยู่ในภาวะ ที่มีสภาพคล่อง และมีความทรุดโทรมลงอย่างรุนแรง จำเป็นที่จะต้องสั่งปิด แต่รัฐบาล ในเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ คือก่อนพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามา นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่า จะไม่มีใครปิดสถาบันการเงินใด เพียงแต่ออกคำสั่งให้ ๑๐ สถาบันการเงินดังกล่าวนี้เพิ่มทุน ภายในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป จากปัญหาว่าจะไม่ปิดใคร และให้ ๑๐ สถาบัน การเงินเพิ่มทุนเพื่อให้อยู่ได้ กองทุนฟื้นฟูเริ่มมามีบทบาท กองทุนฟื้นฟูเข้าไปอัดเงินช่วย ๑๐ สถาบันการเงินดังกล่าวนี้เพื่อไม่ให้ถูกสั่งปิด ท่านประธานครับ มีตัวเลขกลม ๆ ว่าช่วยไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ช่วยไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากเงินของกองทุนฟื้นฟู ทั้งหมดที่รวบรวมมาจากหน่วยงานของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น หลังจากนั้น ๑๐ สถาบันการเงินช่วยไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วก็มีการปิดประกาศว่าจะปิดอีก ๑๖ สถาบันการเงิน ก่อนที่จะปิด ๑๖ สถาบันการเงิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ออกมา ยืนยันว่าถ้าปิด ๑๖ สถาบันการเงินปัญหาจบสิ้นแล้ว ไม่มีสถาบันการเงิน ไม่มีที่ไหนที่จะมีปัญหา ให้น่าเป็นห่วงอีก ไม่มีแห่งที่ ๑๗ แน่นอน แต่ท่านประธานที่เคารพ จากวันที่ปิดสถาบันการเงิน ๑๖ แห่ง ได้ใช้เงินอีกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากกองทุนฟื้นฟู ช่วยสถาบัน การเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จนกระทั่งมาถึงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ วันที่ ๕ สิงหาคม ก็คือวันที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลเลยนะครับ กองทุนฟื้นฟูเพื่อยืนยันว่า ไม่มีสถาบันการเงินไหนที่มีปัญหาทางการเงินจะต้องปิดอีกแล้ว ได้ช่วยใช้อัดเงินเข้าไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่ออุ้มอีก ๔๒ สถาบันการเงิน แต่ในที่สุดเอาไม่อยู่ ก็เลยปิด ทั้งหมด ๕๘ สถาบันการเงิน เมื่อปิด ๕๘ สถาบันการเงิน กองทุนฟื้นฟูต้องเสียเงินเข้าไป ทั้งหมดเกือบ ๑ ล้านล้านบาทครับ เอาจากกองทุนฟื้นฟูทั้งหมด นี่คือแผลที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ ตอนนั้น ทั้งหมดนี้เกิดก่อนพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล ทั้งหมดนี้เกิดตั้งแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ ก่อนพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพ เมื่อพวกผม มาเป็นรัฐบาลกระทรวงการคลัง รัฐมนตรี ๓ คน คุณธารินทร์ ผม และคุณพิสิฐ ลี้อาธรรม เรามาเจอว่าปัญหากองทุนฟื้นฟูมีหนี้เกือบ ๑ ล้านล้านบาท จำแนกออกเป็น ๓ ส่วนครับ ส่วนแรก ก็คือประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นหนี้เก่า เป็นหนี้เก่าค้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ส่วนที่เหลืออีกที่อาจจะช่วยสถาบันการเงินต่าง ๆ เหล่านี้มีรวมกันอยู่ ๗๔๘,๐๙๑ ล้านบาท เป็นการที่ช่วยหลังจากที่ประกาศที่จะไม่ปิดสถาบันการเงินแล้ว ช่วยในลักษณะที่ประกันเงินฝาก ประกันเจ้าหนี้ ปล่อยกู้ เพิ่มทุน หลากหลายสารพัดจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นมาทั้งสิ้น หนี้ของ กองทุนฟื้นฟูขณะนั้นแบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งคือหนี้เก่า อีกส่วนหนึ่งอยู่ในชั้นบังคับคดีของ กระทรวงยุติธรรมต้องมีการฟ้องร้องไว้ก่อนแล้ว ทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟู อยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่ตกทอดเหลือมาหลังจากถูก สั่งปิดแล้วมาอยู่ในมือ ปรส. มีแค่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นละครับ ไม่ใช่ว่า ๑ ล้านล้านบาทดังกล่าว ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้ จากนั้นรัฐบาลก็ได้ ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ (IMF) ข้อตกลงของไอเอ็มเอฟประการหนึ่ง ก็คือกระทรวงการคลัง ณ ขณะนั้นกระทำผิดพลาดไปปิดสถาบันการเงิน ไปปล่อย ไปอุ้มสถาบันการเงินต่าง ๆ หมดไปเกือบ ๑ ล้านล้านบาท โดยไม่มีหลักประกันที่มั่นคง เพราะฉะนั้นปัญหาชำระบัญชีของ ๕๘ สถาบันการเงินต้องเป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้น มาใหม่ปราศจากการครอบงำใด ๆ ของกระทรวงการคลัง สุดท้ายก็เลยมีการตั้ง ปรส. ขึ้น ดังที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดว่า ปรส. ตั้งขึ้นมาเมื่อไร ใครไปตั้ง ผมก็ขอให้คำตอบว่า ปรส. ตั้งประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาออกมาวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ ครับ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ ก่อนพรรคประชาธิปัตย์จะมาเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์มา วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ และผู้ที่ตั้ง ปรส. ขึ้นมานำผ่ามติ ครม. ในรัฐบาลคณะนั้นคือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ คุณโฆสิตและรัฐมนตรีช่วยว่าการ อยู่ ๒ ท่าน หลังจากที่ตั้ง ปรส. ขึ้นมาเรียบร้อยแล้วก็เป็นคนตั้งประธาน ปรส. ขึ้นมาด้วย ผมขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยนามท่าน แต่เมื่อตั้งวันที่ ๒๕ ประกาศใช้ วันที่ ๒๘ คุณโฆสิตลาออก จากตำแหน่ง และประธาน ปรส. ที่ตั้งขึ้นก็ลาออกจากตำแหน่งไปหมด ทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่ พวกผมจะมาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ขอทำความเข้าใจว่ากองทุนฟื้นฟูที่บอกว่า เป็นหนี้อยู่ขณะปัจจุบันนี้ ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในขณะนี้ เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดิม ๓ ลักษณะ ลักษณะหนึ่งคือที่กองทุนฟื้นฟูช่วยสถาบันการเงินตั้งแต่ตอนทรัสต์ วันที่ ๔ เมษายน อันที่ ๒ คือส่วนที่อยู่ในการบังคับคดีของกระทรวงยุติธรรม และส่วนสุดท้ายคือ ส่วนที่มาชำระบัญชีอยู่ใน ปรส. มีแค่ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง สถานะในการชำระบัญชี เป็นอย่างไรครับ พวกผมไม่ได้ตั้ง ปรส. แต่พวกผมอยู่ในระหว่างที่ ปรส. ชำระบัญชี ขอกราบเรียนว่า มีตัวเลขรายงานสุดท้ายครับว่าของ ปรส. ทั้งสิ้น ๗๐๐,๐๐๐ ว่าล้านบาท สินทรัพย์ที่นำมา ชำระบัญชีได้คืนมาทั้งหมด ๒๖๔,๑๔๘ ล้านบาท และยังเหลือจากที่ บสท. ชำระบัญชีมาอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วเราได้คืนมา ๒๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๓๕.๓๑ ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นข่าวที่ออกมาว่ากองทุนฟื้นฟูโดย ปรส. นำบัญชี นำสินทรัพย์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาขายได้เพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นยอดเงินเพียงไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นข่าวเท็จทั้งสิ้น เพราะเป็นการไปรวมเอาสินทรัพย์ ที่อยู่ในบังคับคดีของกระทรวงยุติธรรมและหนี้เก่ามารวมด้วย ส่วนที่อยู่ในการจัดการจริง ๆ ขณะที่พวกผมเป็นรัฐบาล มีอยู่แค่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และสุดท้ายขายได้เงินมา ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หนี้จำนวนดังกล่าว ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คืนแล้ว หักส่วนที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินใช้ไปนะครับ ท่านประธานครับ มีตัวเลขอยู่ในมือครับ แต่ว่าจะไม่ใช้เวลามากจนเกินไปครับ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ใช้เงินไปทั้งหมด ณ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๙ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ รวมทั้งสิ้น ๔๑๑,๕๐๐ กว่าล้านบาท และอีกยอดหนึ่ง ๖๕๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาททั้งหมด ในความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินทั้งสิ้นเกิดขึ้นก่อนที่พวกผม มาเป็นรัฐบาล ก่อนวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ก่อนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ผมจึงขอ มาตอบคำถามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดว่าภาระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินทั้งหมดเกิดขึ้นจากใคร ผมจะไม่เอ่ยนามท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ท่านไม่ได้อยู่ทางการเมืองแล้วนะครับ แต่เรียนว่าเกิดขึ้นก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมาเป็นรัฐบาล และการที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเสียหายเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้ หนี้ของ ปรส. ไปจัดการทรัพย์สิน ปรส. ตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา โดยรัฐบาลก่อนพรรคประชาธิปัตย์มา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้นคือคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และจากที่ ปรส. ตั้งขึ้นมา ปรส. ขณะนั้นปรากฏว่าตั้งประธาน ปรส. ไม่ใช่ พรรคประชาธิปัตย์ตั้งครับ ประธาน ปรส. ณ ขณะนั้นเมื่อตั้งเสร็จปิด ๕๘ สถาบันการเงิน ได้ลาออกไปทั้งหมดเลยครับ เมื่อพวกผมมาถึงประธาน ปรส. ลาออก ยอดหนี้ทั้งหมด มีอยู่แล้วประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระซึ่งหน้าที่พวกผมต้องจัดการ ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ผมคิดว่าท่านประธานครับ เรื่องในประวัติศาสตร์บางทีมันง่าย แก่การบิดเบือน แล้วก็มีการบิดเบือนกันมานานเหลือเกินแล้ว เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเอา มาจากไหนครับ เอามาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจที่อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคุณธานินทร์ตั้งขึ้น โดยคณะกรรมการประกอบด้วยคุณนุกูล ประจวบเหมาะ เป็นประธานกรรมการ คุณอมร จันทรสมบูรณ์ คุณอมเรศ ศิลาอ่อน คุณอัมมาร สยามวาลา คุณโกวิทย์ โปษยานนท์ คุณเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม และนางสาวนพพร เรืองสกุล ทั้งสิ้นคือข้อมูลทั้งหมดที่ผมมากราบเรียนท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณครับ
ท่านคณวัฒน์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม คณวัฒน์ วศินสังวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คือจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจที่จะพูด ถึงเรื่องกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนะครับ ด้วยความเคารพท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมด มันมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากเรื่องมันเกิดมาต่อเนื่อง หลายปี เป็น ๑๐ ปี สิ่งที่ผมจะเรียนท่านประธานก็คือว่าหนี้ที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินเหล่านี้มันไม่ใช่ภาระหนี้อย่างเดียว แต่มันเป็นประวัติศาสตร์ซึ่งทำผิดซ้ำซาก กันหลายครั้งหลายหน และที่สุดแล้วมันเป็นสิ่งซึ่งรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมใช้คำว่า กล้าหาญมาก ในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ ในการแก้ไขปัญหา นอกจากจะ แก้ไขปัญหาหนี้ให้กับทางกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเดิม ซึ่งจริง ๆ แล้ว ภาระการชำระหนี้ก็เป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่เอารายได้จากกำไรสุทธิของ ธนาคารแห่งประเทศไทยชำระส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือรายได้จากสินทรัพย์ที่อยู่ในบัญชี ผลประโยชน์ อันนี้ก็เป็นไปตาม พ.ร.ก. ที่ออกมากู้เงิน เรียกว่า เอฟไอดีเอฟ ๑ (FIDF) กับ เอฟไอดีเอฟ ๒ เอฟไอดีเอฟ ๓ นี่นะครับ สถานะหนี้ในขณะนี้ที่คงค้างอยู่ก็ ๑,๑๔๒,๑๐๑ บาท ๑.๑๔๒ ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยที่รัฐบาลชำระต่อเนื่องกันไปก็ประมาณ ๖๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ผมเข้าใจว่ารัฐบาลเองก็ต้องตั้งงบประมาณคืนดอกเบี้ยประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งเหล่านี้เป็นภาระที่ผูกพันต่อเนื่องกันมา พอดีก็อภิปรายต่อเนื่อง จากท่านพิเชษฐ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ผมกำลังจะบอกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่เราไม่ได้นำ พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้ามาพิจารณาด้วย เราจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดหมักหมม กันมาหลายปีดีดัก เรื่องเหล่านี้จะได้จบสิ้นไป คือรัฐบาลเอง ไม่ได้ปัดภาระไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างที่เป็นข่าวคลาดเคลื่อน จริง ๆ ภาระทั้งหมด โอนไปที่กองทุนฟื้นฟูโดยที่รัฐบาลก็มีแหล่งเงินที่จะมาใช้ในการที่จะชำระหนี้โดยเป็น ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากเงินฝากซึ่งขณะนี้ก็ทำอยู่แล้ว อยู่ที่ประมาณ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ สถานะ กองทุนประกันเงินฝากก็อยู่ที่ประมาณ ๘๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตัวนี้ก็เรียกว่าสะสมมากขึ้น เรื่อย ๆ ความจำเป็นที่จะเก็บสะสมเข้าไปอีกก็มีไม่มากเท่าที่ได้สอบถามจากกระทรวงการคลัง ฉะนั้นตัวนี้ก็จะเป็นแหล่งรายได้ที่จะเรียกเก็บมาแล้วก็ไปชำระคืนหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ฉะนั้นก็ต้องถือว่ารัฐบาลไม่ได้ปัดภาระไปโดยที่ไม่ได้หาแหล่งเงินให้ เรื่องเก่า ๆ เหล่านั้น จะได้รับการสะสางเสียที ถ้ารอลำพัง รอรายได้จากกำไรสุทธิของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือรายได้จากสินทรัพย์จากบัญชีผลประโยชน์ จะไม่มีทางชำระได้หรอกครับ เราอาจจะจาก ไปสักชั่วอายุคนหนึ่งก็ยังชำระไม่ได้ ๒ ชั่วอายุคนก็ชำระไม่ได้ เนื่องจากว่าธนาคาร แห่งประเทศไทยเองขาดทุนนะครับ ขาดทุนจากการที่เข้าไปแทรกแซงเงินบาทแล้วต้องซื้อ คืนกลับมานะครับ ก็เรียกว่ามีภาระจนไม่สามารถที่จะมีกำไรมาชำระหนี้เหล่านี้ได้ ฉะนั้น กระบวนการเหล่านี้ที่ผมเล่าให้ฟังทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็น พ.ร.ก. ที่เข้าสู่การพิจารณา ก็พยายาม ที่จะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ มีความเชื่อมโยงกัน ฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ น่าเสียดายที่ในมุมมองของทางฝ่ายค้านเองท่านก็มองว่ามันไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน แต่ปัญหาเหล่านี้นอกจากจะแก้ไขปัญหาในอดีตแล้วสิ่งที่ได้ประโยชน์อีกเรื่องหนึ่งคือ ภาระงบประมาณ ไปดู ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ปีหนึ่ง ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทมันเป็น ข้อจำกัด ข้อจำกัดของการบริหารงบประมาณ ข้อจำกัดที่โครงสร้างงบประมาณมีภาระ ที่จะต้องไปจ่ายดอกเบี้ย จ่ายเงินต้น ทุกวันนี้ก็ทำให้งบลงทุนเองมีข้อจำกัดอยู่ ถ้าท่านไปดู ตัวเลขในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ งบประมาณ ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท ตัวนี้จะมีรายจ่าย ซึ่งเป็นงบลงทุนอยู่ประมาณ ๔๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๑๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ประเด็น ก็คือว่าทุกครั้งที่เราพูดเราไปพูดถึงว่างบลงทุนนี่มันมีจำนวนน้อยมาก จำนวนไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มาตรฐานหรือว่าสิ่งซึ่งเราอยากจะเห็นงบประมาณที่มีงบลงทุนมากกว่านี้ เป้าหมายที่เราต้องการที่จะเห็นคือประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าตัวนี้ลดภาระงบประมาณ ลงไปได้ ท่านก็จะเห็นงบลงทุนที่เพิ่มขึ้นมาในปีหนึ่งอีก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ถามว่า จำเป็นเร่งด่วนไหมก็เป็นสิ่งที่เป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนนะครับ เนื่องจากว่าเวลาต่างประเทศ เขาดูเศรษฐกิจเขาดูทุก ๆ อย่าง เขาดูแม้กระทั่งการจัดทำงบประมาณ เขาดูแม้กระทั่ง โครงสร้างงบประมาณ เหล่านี้มันผนวกรวมเข้าไปกับ พ.ร.ก. อีก ๓ ฉบับ ก็จะเป็นเรื่องของ การที่จะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นสิ่งที่ทางรัฐบาลมุ่งเป้าไปที่เรื่องความเชื่อมั่น คือเป็นเป้าหมายที่จะบอกว่าง่ายก็ง่าย จะบอกว่ายากก็ยากนะครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเรื่องความเชื่อมั่นมันไม่ใช่ว่าทำบางสิ่งบางอย่าง หรือว่าทำชั่วครั้งชั่วคราว มันเป็น กระบวนการต้องทำวันนี้ แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ผมยกตัวอย่างว่าอย่าง พ.ร.ก. ที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องหนี้ของกองทุนฟื้นฟูที่จะปลดภาระดอกเบี้ยเหล่านี้เป็นต้น ก็จะทำให้งบประมาณ ของเรามีงบลงทุนมากขึ้น พองบลงทุนมากขึ้นผลก็คือว่าเราก็สามารถที่จะนำงบประมาณเหล่านั้น ไปทำการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต่าง ๆ ทำโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นในการที่จะ เพิ่มขีดความสามารถนะครับ ถ้าเรามีงบลงทุนมาก ต่างประเทศเขาก็ดูว่ามีเม็ดเงินเข้ามา ในระบบมาก ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าเวลาต่างประเทศเขาดูประเทศไทย เขาดูรอบด้าน นอกเหนือจากเรื่องของการที่เราจะต้องออก พ.ร.ก. ในการที่จะเข้ามาวาง ระบบบริหารจัดการน้ำที่จะต้องกู้เงินถึง ๓.๕ แสนล้านบาท ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัย เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เม็ดเงิน เหล่านี้ถ้าท่านประธานบวก ๆ ดูใน พ.ร.ก. ๔ ฉบับ บวกออกมาแล้วก็ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราดูถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการประเมิน ของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ จากอุทกภัยครั้งใหญ่ก็ ๑.๔๒ ล้านบาท ก็ประมาณกึ่งหนึ่งของความเสียหายที่เกิดขึ้น ผมว่าประเด็นเหล่านี้ เป็นประเด็นซึ่งเวลาเวิลด์แบงก์เขาประเมินความเสียหายเขาก็ดูว่ารัฐบาลมีมาตรการ มีนโยบาย ออกมาชัดเจนแค่ไหนในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่อง โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานในการที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ งบลงทุนต่าง ๆ ที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมี สิ่งเหล่านี้ผมใช้คำว่า มันเป็นเม็ดเงินลงทุน ที่ต่างประเทศเขาพิจารณาว่าเศรษฐกิจเรามีโอกาสที่จะเติบโตต่อเนื่องไปมากน้อยแค่ไหน มันเป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นนะครับว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเข้ามาดูแลสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง พอเขามีความเชื่อมั่น ผลคืออะไรครับ ผลก็คือว่าต่างประเทศเขาก็จะพร้อมเข้ามาลงทุน เพราะเขาเห็นเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนในการ ที่จะป้องกันเรื่องปัญหาอุทกภัย ในการที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ผมกำลังจะ เรียนท่านประธานว่ามันจะมีประโยชน์ในกรณีที่เราได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของ เศรษฐกิจโลก ซึ่งประเทศของเราเองท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา ประเทศไทยก็ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตนเองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เขาเรียกว่าเป็นเอกซปอร์ต เลด อีโคโนมี (Export-led economy) ก็คือว่าเราพึ่งพิงการส่งออก โจทย์หนึ่งที่เราพูดกันบ่อย และพูดกันเรื่อย ๆ ว่าเราจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เราจะลดผลกระทบจากการที่เราพึ่งพิง การส่งออกมากจนเกินไป เราจะทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ซึ่งเราพูดกันมาเรื่อย ๆ นักเศรษฐศาสตร์ก็พูดกันเรื่อย สถานะขณะนี้โอกาสดีที่เราจะทำ ก็เป็นเรื่องของการที่เรา จะต้องเพิ่มการลงทุน เม็ดเงินลงทุนให้มากขึ้น ในกรณีที่เราได้รับผลกระทบจากการส่งออก ที่ชะลอตัวลงอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลก ตัวนี้จะเป็นคล้าย ๆ กับเป็นสิ่งที่จะช่วย มารองรับเรื่องกำลังซื้อภายในประเทศที่จะต้องได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจโลก ชะลอตัวไป ประเด็นเหล่านี้มันรวมกันแล้วก็เป็นเรื่องของประเด็นความเชื่อมั่นที่ต่างประเทศ จะมีให้กับประเทศไทย ทีนี้ถามว่าสถานะขณะนี้มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน แน่นอนที่สุดว่า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็มีความเสี่ยงชัดเจนออกมาในไตรมาสที่ ๔ ที่ผ่านมา ผมได้รับตัวเลขมาจากทางกระทรวงการคลังไตรมาส ๔ ปีที่ผ่านมาติดลบ ๕ ครับ อันนี้ส่งผล ให้ทั้งปี เดิมธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือประมาณ ๑.๘ เอาเข้าจริง ๆ เมื่อกี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ก็ได้รายงานกับสภาว่าเศรษฐกิจอาจจะ โตแค่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เอง จากที่เราคาดการณ์ว่าจะโตประมาณสัก ๓.๕-๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้มันแสดงชัดเจน ฉะนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะชี้ให้เห็นคือว่านักลงทุนเขาเป็นห่วงว่าไตรมาส ๔ ติดลบ ๕ ไตรมาส ๑ ของปี ๒๕๕๕ ถ้าติดลบต่อ ถ้าอาการแบบติดลบต่อเนื่องกัน ๒ ไตรมาส มันก็ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เขามองว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย สิ่งเหล่านี้ ถามว่าด่วนไหม มันเป็นเรื่องด่วน ถ้าเกิดมันรอจนเกิดปัญหาวิกฤติตรงนั้นมันแก้ไม่ทัน ทีนี้ถามว่าผลกระทบจากภายนอกที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมีมากน้อยแค่ไหน กระทบการส่งออกมีมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องตอบว่าความเสี่ยง ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก วันนี้ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอยู่ที่สหภาพยุโรป คืออียู (EU) อียูวันนี้ ปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมา ๒ ปีกว่าแล้ว และแนวโน้มก็ไม่ได้ ดีขึ้น ไม่ว่าทางสหภาพยุโรปเองพยายามที่จะอัดฉีดเงินเข้าไปเพื่อจะแก้ไขปัญหาในกลุ่ม ประเทศที่มีปัญหา ที่เขาเรียกเป็นกลุ่มพิกส์ (PIGS) ก็มีประเทศกรีซ ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศอิตาลี ประเทศโปรตุเกส และประเทศสเปน และล่าสุดนี้ก็ผนวกเอาสถานะทางด้าน ความน่าเชื่อถือเครดิต เรตติ้ง (Credit rating) ของประเทศฝรั่งเศสก็ลดลงด้วย ประเด็นเหล่านี้ ผมกำลังจะเรียนว่าเวลาเราดูเศรษฐกิจโลกเขาดูเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ของประเทศ อย่างเช่น ประเทศอเมริกา อียู แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันนี้เขาก็มองที่ประเทศจีนด้วย ๔ ประเทศนี้คือเศรษฐกิจหลักของโลกที่เรียกว่า มีผลกระทบทันที ถ้าเกิดประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ ชะลอตัว ผมยกตัวอย่างว่าถ้าอียูแก้ปัญหาไม่ได้ประเทศเหล่านี้มีปัญหาก็จะกระทบไปที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จะกระทบไปประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากว่าเขามีการค้าขายกัน มีการค้า ระหว่างกันทั้งส่งออกนำเข้าเชื่อมโยงกันต่อเนื่อง ประเทศจีนเองก็ส่งออกไปที่อียูจำนวนมาก กระบวนการเหล่านี้ที่สุดแล้วก็จะส่งผลกระทบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาเองในช่วงที่เกิดปัญหาตั้งแต่ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ในปี ๒๕๕๑ จนปัจจุบันนี้แม้ว่าการจ้างงานจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไปอ่านบทวิเคราะห์ของบรรดา นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายเขาก็ยังมองว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเองยังอยู่ในสถานะที่อ่อนแอมาก เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวแบบที่จะให้ความไว้วางใจได้ ฉะนั้นเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ของ ๒ ประเทศนี้ ผมเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามที่ประเทศไทยเองในฐานะที่เป็นประเทศส่งออก ซึ่งเราก็ต้องส่งออก ไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและอียูเป็นตลาดหลัก ๆ ระดับต้น ๆ ผมเข้าใจว่าอียูเองก็น่าจะ เป็นตลาดที่เราส่งออกไปลำดับต้น ๆ ไม่น่าจะเกินอันดับ ๓ สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้มันกระทบกับ การส่งออกเรา ถ้าวันนี้เราไม่มีการสร้างความเชื่อมั่น เราไม่มีการเตรียมความพร้อมในแง่ที่จะ ลงทุนเพื่อที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ มารองรับกับเศรษฐกิจที่เราจะมารองรับ กับการส่งออกที่ชะลอตัวลง สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นผลกระทบที่จะต่อเนื่องกันไป แล้วก็จะทำให้ กระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งหมด ทั้งหมดที่ผมเล่ามาก็เป็นเรื่องของความเชื่อมโยงกัน ของ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ความเชื่อมั่นที่รัฐบาลเองมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทำ เพื่อที่จะทำให้ประชาคมโลกเองยังมีความมั่นใจกับประเทศไทย ยังมีความมั่นใจกับรัฐบาล ในแนวทางที่จะนำพาประเทศนี้เดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางด้านอุทกภัย ที่เกิดขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมพูด เป็นความเสียหาย ลำดับต้น ๆ ความรุนแรงในระดับ ๕ ซึ่งถ้าท่านดูแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ถ้าเราไม่สามารถ ที่จะทำให้เขาเชื่อมั่นได้นักลงทุนที่ลังเลใจอยู่เขาก็จะเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไปหมด กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่เราจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ผมชื่นชมรัฐบาลในคราวที่ ช่วงเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วม รัฐบาลก็สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้ระดับหนึ่งด้วยการที่ ดึงบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็ดี หรือจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านน้ำก็ดี คณะกรรมการ ๒ ชุด ที่ดึงความเชื่อมั่นมาท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วม ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการน้ำหรือเรียกย่อ ๆ ว่า กยน. กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอนาคตของประเทศนะครับ หรือเรียกว่า กยอ. ๒ ชุดนี้ในช่วง วิกฤติรัฐบาลตัดสินใจถูกต้องที่จะมีคณะกรรมการขึ้นมาทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสามารถดึงความช่วยเหลือจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่ว่าจะเป็นอาจารย์โกร่งก็ดี ไม่ว่าจะเป็น ท่านดอกเตอร์สุเมธก็ดีเข้ามาช่วย กระบวนการเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่เป็น จุดเริ่มต้นของการสร้างความเชื่อมั่น แต่วันนี้มันไม่ได้จบแค่นั้น มันเป็นกระบวนการที่จะต้อง ทำทันทีแล้วก็ต่อเนื่องไป ฉะนั้นเหตุผลความจำเป็นฉุกเฉินต่าง ๆ ก็ต่างมุมมอง แน่นอนที่สุด ก็ต่างมุมมองในมุมมองของฝ่ายค้าน ความจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนก็อาจจะแตกต่างจาก ฝ่ายรัฐบาล แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ทางท่านรองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ก็ดี ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมที่เมื่อกี้ท่านเรียงร้อยให้ดูถ้าพี่น้องประชาชนได้ฟัง ท่านประธานได้ฟังก็จะเห็นว่ามันมีความเชื่อมโยงใน พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ที่จะนำไปสู่การสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลกว่าเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี และเรามีสุขภาพที่แข็งแรง เราพร้อม ที่จะนำพาประเทศนี้ก้าวเดินต่อไป ถ้าไม่มีเม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาในระบบเศรษฐกิจถ้าเทียบกับ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ๑.๔๒ ล้านล้านบาท ผมคิดว่าในแง่ของนักลงทุน ในแง่ของนักเศรษฐกิจ เขามองดูปุ๊บ เขาก็พอนึกออกว่าเรา ไม่มีความจริงจังในการที่จะแก้ไขปัญหา เราไม่มีทิศทางที่ชัดเจน คือในแง่ของการลงทุนเวลา เขาเห็นเม็ดเงินเหล่านี้ ท่านประธานครับ เม็ดเงินเหล่านี้เป็นเม็ดเงินที่ผมต้องบอกเลยว่า ให้ความเชื่อมั่นกับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะเขามั่นใจว่าเศรษฐกิจเรา จะโตต่อเนื่อง เวลานักลงทุนเขาจะเข้ามาส่วนหลัก ๆ เลยเขาดูว่าเศรษฐกิจของประเทศนี้ จะเดินหน้าต่อเนื่องไปได้หรือไม่ อย่างไร นี่คือประเด็นที่นักลงทุนเขาจะดูตลอด เขาไม่เข้าไป ดูหรอกครับในประเทศซึ่งเศรษฐกิจชะลอตัวหรือโตน้อยนะครับ ฉะนั้นการที่จะทำให้เศรษฐกิจ โตอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งซึ่งจำเป็น เร่งด่วน และเป็นความจำเป็นเร่งด่วนกับสถานการณ์วิกฤติน้ำ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้นะครับ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน ที่ประสบเหตุอุทกภัย เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีกองทุนประกันภัยขึ้นมาเพื่อจะดูแล บริษัทประกันภัย จริง ๆ การดูแลบริษัทประกันภัยก็คือการดูแลผู้ประกอบการนั่นเอง เพราะเวลามีวิกฤตการณ์อย่างน้ำท่วม จะไปประกันที่ไหน หรือบริษัทประกันเขาจะไป ประกันต่อที่เขาเรียกว่า รีอินชัวร์ (Reinsure) นะครับ มันไม่มีคนรับ ฉะนั้นรัฐเองในสถานะ ที่เป็นรัฐ รัฐก็ต้องเข้ามาดูแลสิ่งเหล่านี้ จะต้องเข้าไปเป็นเจ้าภาพ ซึ่งพอรัฐเข้ามาปุ๊บ ท่านก็จะ เห็นภาพว่า บริษัทต่าง ๆ บริษัทต่างประเทศที่เขาจะรับประกันต่อ พอใครเขาเห็นรัฐบาล เข้ามา เขาก็มีความมั่นใจ เขาก็กล้าที่จะทำต่อ แล้วที่สำคัญคือว่าช่วงวิกฤตการณ์เหล่านี้ ช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขของค่าธรรมเนียม ค่าประกันเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเดิมที่เคยคิดกัน ๑ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้เป็นภาระกับระบบธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งรัฐเองก็มีเหตุผลของการที่จะเข้ามาดูประเด็นปัญหาเหล่านี้ แล้วผมก็ได้เปิด พ.ร.ก. ดู พ.ร.ก. ก็ถึงแม้ว่าทางพรรคฝ่ายค้านเอง ท่านจะรู้สึกว่ามันไม่มี ความชัดเจน แต่ผมกลับมองว่าอย่างกรณีของ พ.ร.ก. กองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ ในมาตรา ๔ ผมกลับคิดว่าคนที่เขียน พ.ร.ก. หรือรัฐบาลที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา ๔ เรื่องการรับประกันภัย และการทำประกันภัยต่อและให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบ ธุรกิจประกันวินาศภัยตามที่กำหนดในพระราชกำหนดนี้ มันเป็น พ.ร.ก. ที่มีความยืดหยุ่น ในการที่นอกจากจะรับประกันภัยแล้ว แก้ปัญหาเรื่องการประกันภัยต่อ ก็ยังให้ความช่วยเหลือ กับผู้ประกอบการธุรกิจวินาศภัยด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็เป็นมุมมองที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ เพราะเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้ กฎหมายการเงินเหล่านี้ออกมาปุ๊บก็ต้องเป็นเครื่องมือ ที่จะทำให้มีความยืดหยุ่นในการทำงานพอสมควรกับรัฐบาล คำว่า ยืดหยุ่น ไม่ได้แปลว่าเปิดช่อง ให้ทำสิ่งซึ่งไม่ควรนะครับ ไม่ว่าจะเรื่องทุจริตหรืออะไรต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านั้น ก็อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้พูดให้สภาฟังแล้วว่ามันสามารถที่จะตรวจสอบกันได้ โดยกลไกของสภา
ในส่วนของ พ.ร.บ. เรื่องความช่วยเหลือทางการเงินที่ให้กับผู้ประสบอุทกภัย ผมคิดว่าเป้าหมายก็ชัดเจนนะครับ ในมาตรา ๖ ก็ได้ระบุถึงกรณีของคนที่จะได้รับประโยชน์ จากความช่วยเหลือครั้งนี้ ก็มีทั้งบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจาก อุทกภัย แล้วก็ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และที่สำคัญก็คือว่าผมมอง ในมุมต่างกับทางพรรคฝ่ายค้าน ผมมองว่าสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ใช้ในการที่จะ ปล่อยเงินก็เป็นสถาบันการเงิน คือธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด รวมทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ของรัฐด้วย ซึ่งรวมทั้งธนาคารออมสิน ธนาคาร ธ.ก.ส. หรือว่าธนาคารเฉพาะกิจ หรืออย่าง เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) เป็นต้น คือกลไกเหล่านี้มันจะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อต่าง ๆ มันเป็นไปอย่าง ทั่วหน้าแล้วก็ทั่วถึง ทำให้ทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าถึงกลไกเหล่านี้ได้
ส่วนประเด็นที่อาจจะมีข้อสงสัยว่ามีการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้เพื่อจะอัดฉีดเงิน เข้ามาในระบบ ประเด็นตรงนี้ผมคิดว่าจริง ๆ ในอดีตต้องเรียนท่านประธานว่าการให้ซอฟต์โลน เป็นสิ่งที่แบงก์ชาติเขาทำอยู่แล้ว ต่อมาก็มีการแก้กฎหมายจำกัดการให้ซอฟต์โลน ของธนาคารแห่งประเทศไทยกับธนาคารพาณิชย์ ในช่วงวิกฤติอย่างนี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็เปิดช่อง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถที่จะให้ซอฟต์โลนร่วมกับธนาคารพาณิชย์แล้วก็ธนาคาร เฉพาะกิจได้
ประเด็นเรื่องความจำเป็นในการที่จะใช้วงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการ ที่จะช่วยเหลือคนที่ประสบอุทกภัยเหล่านี้กับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็เป็นการที่จะให้อำนาจกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นการเฉพาะ ไม่ได้เป็นการทำไปตลอด จริง ๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขาก็ปล่อยอยู่แล้วซอฟต์โลน เวลาเราคุยกับเขาเขาก็มีทำ แต่ผมเข้าใจว่าเขามีข้อจำกัด ไม่สามารถที่จะให้ซอฟต์โลนได้มากที่จะช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย นี่คือสาเหตุที่จะต้องออก พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ก็น่าเสียดายที่ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับไม่ได้เข้ามาพิจารณาพร้อมกันทีเดียว เพราะว่าเป็น พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน แล้วก็เป็น พ.ร.ก. ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการที่จะให้ เครื่องมือกับรัฐบาลมาแก้ไขปัญหาวิกฤติที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แล้วก็เป็น พ.ร.ก. ที่จะทำให้ ต่างประเทศ ประชาคมโลกเขามีความเชื่อมั่นกับประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาล มีวิสัยทัศน์ในการที่จะเข้ามาทำ แล้วก็น่าเสียดายที่ว่าเราไม่สามารถที่จะพิจารณาไป ในคราวเดียวกันได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอบคุณทางฝ่ายค้านที่อย่างน้อยท่านก็เห็น ความจำเป็นของ พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ซึ่งเป็น พ.ร.ก. ที่ไปช่วยพี่น้องประชาชนแล้วก็ภาคธุรกิจทั้ง พ.ร.ก. ที่จัดตั้งกองทุนประกันภัย พ.ร.ก. ที่จะให้สินเชื่อกับผู้ประสบภัยแล้วก็ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม อย่างน้อยที่สุดก็มีเครื่องมือให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่ประสบเหตุ ช่วยเหลือธุรกิจที่เขามีปัญหาในการทำธุรกิจ เพียงแต่ว่าท่านก็อาจจะไม่ให้ เครื่องมือกับรัฐบาลในการที่รัฐบาลจะไปสร้างความเข้มแข็งแล้วก็สร้างความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น มาจากที่ควรจะมากกว่าที่เรากำลังพิจารณา พ.ร.ก. อยู่ ๒ ฉบับนี้ ฉะนั้นทั้งหมดทั้งปวงนี้ ผมก็คิดว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับมีความจำเป็นเร่งด่วนแล้วก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ ที่รัฐบาลออกมาก็เห็นความจำเป็นแล้วก็สนับสนุน พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ เพราะไม่ได้มีโอกาส ได้สนับสนุนอีก ๒ ฉบับ ก็ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตีความ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านเกียรติยังไม่พูดใช่ไหม ท่านกรณ์เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ผมกังวลว่าเพื่อนสมาชิกเองแล้วก็โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายของเรา อยู่จะสับสนว่าในระเบียบวาระการประชุมวันนี้เรามีหน้าที่ในการที่จะอภิปรายในเรื่องอะไร เพราะที่ผ่านมาก็ได้มีการอภิปรายโดยทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐมนตรีที่มาทำหน้าที่ในการชี้แจงถึง พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ แต่จริง ๆ แล้ววันนี้เรามีหน้าที่ ในการที่จะพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. เพียง ๒ ฉบับ เรียกสั้นๆ ก็คือ พ.ร.ก. กองทุนประกันภัย แล้วก็ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ก็คือ พ.ร.ก. ให้อำนาจแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยในการออก สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่วนอีก ๒ พ.ร.ก. ก็คือ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และ พ.ร.ก. โอนหนี้ไปให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนะครับ ได้มีการยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนั้นวันนี้จึงไม่มีการพิจารณา แต่ก็เห็นใจเพราะว่าในส่วนของทางรัฐบาลเองก็ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีความกังวลค่อนข้างมาก ว่าอีก ๒ พระราชกำหนดสุดท้ายแล้วเป็นการตรา พ.ร.ก.ที่ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรือไม่ จึงได้มีการพยายามที่จะชี้แจงอธิบายมากมายว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบ ดำเนินการตามนั้น เพราะฉะนั้นในส่วนของผมวันนี้ก็อยากที่จะคลี่คลายความสับสน ในประเด็นด้วย ก่อนอื่นผมก็อยากที่จะเรียนถามท่านประธานช่วยกรุณาตรวจเช็กด้วยนะครับ ว่าท่านผู้ที่รับผิดชอบต่อการออก พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับนี้ท่านควรที่จะให้ความสำคัญในการที่จะ เข้าร่วมประชุมสภา ณ วันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้เดียวกันก็ไม่ได้มานั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายเสนอความคิดเห็นมาหลายชั่วโมงแล้ว ก็ขอให้ท่านประธานช่วยประสานกับท่านรองนายกรัฐมนตรีรวมไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยนะครับว่าการออกพระราชกำหนดที่ลิดรอนสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการ พิจารณาอย่างรอบคอบเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ แล้วก็โดยเฉพาะพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนี้ เป็นพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ดังนั้นจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ แล้วก็ควรที่จะให้เกียรติแล้วก็ให้เวลากับสภาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจาก ประเด็นความสับสนเรื่องของตัวพระราชกำหนดในการอภิปรายแล้วก็ดูเหมือนว่าจะมี ประเด็นที่รัฐมนตรีเอง ท่านรองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านที่ได้ชี้แจง จะสับสนในความ แตกต่างระหว่างความสำคัญในการฟื้นฟูปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วม ความสำคัญในการที่จะช่วย ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่แล้ว กับประเด็นที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ว่าการตราพระราชกำหนดนั้นถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ คือพวกผมไม่ได้ติดใจเลยครับว่าเหตุการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นวิกฤติที่เราต้องรีบ เยียวยา ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้เปรียบเทียบว่าถ้าในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สามารถออก พ.ร.ก. แก้ปัญหาที่มีต้นตอจากต่างประเทศได้ ครั้งนี้ปัญหาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในบ้านของเราเอง แล้วทำไมถึงจะไม่ฉุกเฉิน เร่งด่วน ประเด็นที่อยากจะแยกแยะให้เพื่อน สมาชิกผ่านท่านประธานแล้วให้รัฐบาลผ่านท่านประธานได้เข้าใจ ก็คือความจำเป็นเร่งด่วน ในการเยียวยานั้นเรื่องหนึ่ง ส่วนความเหมาะสม ความถูกต้องว่าจะออกกฎหมายนี้ในรูปของ พระราชกำหนดหรือไม่นั้นเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณา เพราะฉะนั้นวันนี้จึงมีการสร้าง ความสับสนในประเด็นที่ ๓ ว่าสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๕๒ ได้ตราพระราชกำหนด ก็คือไทยเข้มแข็ง แล้วทำไมรัฐบาลนี้ลอกแบบพระราชกำหนดไทยเข้มแข็งมาคำต่อคำ ในส่วนของ พ.ร.ก. กู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึงไม่ได้ถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วนด้วย คือการเปรียบเทียบในลักษณะนั้นมันเป็นการเปรียบเทียบชั้นอนุบาล ผมต้องขออนุญาต เรียนว่าด้วยตรรกะนั้น ถ้าเพียงแค่อ้างว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้เคยสามารถที่จะออก พ.ร.ก. ได้ในเมื่อ เราลอก พ.ร.ก. มาคำต่อคำทำไมรัฐบาลนี้จะออกไม่ได้ ในอนาคตก็ไม่ต้องมีพระราชบัญญัติ หรอกครับ ไม่ต้องมี พ.ร.บ. งบประมาณ พวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องทำ หน้าที่ในการตรวจสอบ เพราะเราพร้อมที่จะต้องมอบอำนาจในการตรากฎหมายทั้งหมด ให้กับฝ่ายบริหารก็คือรัฐบาลโดยอ้างว่าเคยมีการออก พ.ร.ก. แล้วก็ต้องสามารถออกได้อีก ในทุกกรณี ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาก็คือประเด็นในแง่ของบริบท ความจำเป็น เร่งด่วนและหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ บริบทต่างกัน สภาพแวดล้อม ทางเศรษฐกิจต่างกันระหว่างปี ๒๕๕๒ กับปีปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นตรงกันกับท่านรอง นายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ท่านได้ชี้แจงไว้เมื่อเช้าว่าประชาชน ณ ปัจจุบันเดือดร้อน เศรษฐกิจ มีความเสียหาย มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ปัญหาและสิ่งที่ต้องดำเนินการโดยด่วนก็คือ การรื้อฟื้นความเชื่อมั่น ท่านกิตติรัตน์ต้องขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้เน้นในประเด็นนี้ว่า ทั้งหมดที่ทำมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะจะนำมาซึ่งการฟื้นฟู รื้อฟื้นความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในส่วนของนักลงทุนต่างประเทศ ที่จะมีกับเศรษฐกิจไทย แต่ประเด็นที่ผมอยากที่จะทำความเข้าใจกับทางรัฐบาลผ่าน ท่านประธาน ก็คือความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยวิธีที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้อ้างไว้ในสภา โดยที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าเขาจะไม่เชื่อเรา พูดง่าย ๆ ถ้าเราไม่มีเงินกองอยู่หน้าตัก ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้ถึงกับชี้แจงว่าถ้าไม่มีเงินจะเสนอโครงการได้อย่างไร ซึ่งก็เป็น ประเด็นที่น่าแปลกใจนะครับ เพราะท่านได้อ้างเช่นเดียวกันว่าในสมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในยุคของท่านนายกรัฐมนตรีชาติชาย ท่านได้รับมอบอำนาจให้ ไปดูแลสำนักงบประมาณอยู่ ๓ ปีติดต่อกัน ในการทำงบประมาณทุก ๆ ปีรวมถึงสมัยที่ท่านอ้างว่า ท่านได้ควบคุมสำนักงบประมาณอยู่ด้วยแล้วนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอโครงการก่อนครับ เพื่อให้สภาและกรรมาธิการงบประมาณได้มีโอกาสพิจารณาก่อนที่จะมีการอนุมัติเม็ดเงิน ความเชื่อมั่นที่จะมีเกิดขึ้นจากความชัดเจนในส่วนของโครงการว่าเราจะเอาเม็ดเงินนั้น ไปทำอะไร จะมีผลตอบแทนกลับมาอย่างไรให้กับระบบเศรษฐกิจ ให้กับพี่น้องประชาชน และจะต้องมีการเบิกจ่ายตามลำดับเมื่อไร หลังจากนั้นถึงค่อยพูดกันครับว่าเม็ดเงินนั้น จะต้องมาจากไหนเพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าการสร้าง ความเชื่อมั่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่มองไม่ตรงกันครับว่าวิธีการสร้างความเชื่อมั่นนั้นคือ ไปกู้เงินมากองไว้ ซึ่งนอกจากเป็นภาระต่องบประมาณแล้วก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้าง ความเชื่อมั่นด้วยเพราะนักลงทุนต่างประเทศที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้อ้างถึง เขารู้ดีครับว่า ความสามารถในส่วนของรัฐบาลไทยในการกู้ยืมเงินนั้นมี เขารู้ดีครับว่าสถานะทางการคลัง ของเรานั้นเป็นอย่างไร เขารู้ดีว่าหนี้สาธารณะ ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับเพียงแค่ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผลผลิตมวลรวมของประเทศหรือจีดีพี ดังนั้นเขารู้ดีครับว่าเราสามารถ ที่จะออกไปกู้ยืมเงินได้ ที่มาของเงินจึงไม่ได้เป็นปัญหา ที่มาของเงินจึงไม่ได้เป็นเหตุผลที่เขา ไม่เชื่อมั่น แต่ที่เขาไม่เชื่อมั่นจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนครับว่าเงินนั้น จะเอาไปทำอะไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเหมือนกับที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ที่แล้วหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เราต้องการความชัดเจน และเพื่อนสมาชิกท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านก็ได้ทวงถามกับท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมไปแล้วว่าถ้าท่าน พร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้จริง ขอดูวันนี้ ในสภาเลยครับ เอามาเปิดกางให้พวกเราได้ดูว่าท่านจะนำเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ไปดำเนินการอย่างไรบ้าง มีโครงการอะไรบ้าง จำเป็นต้องเบิกจ่ายวันนี้จริงหรือ หรือถ้าจะ มีการเบิกจ่ายปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ หรือแม้แต่ปี ๒๕๕๘ ในอนาคต ทำไมไม่รอการออกงบประมาณ ตามวิธีปกติ ทำไมต้องเร่งรีบในการที่จะกู้ยืมผ่านการออก พ.ร.ก. นี่คือสาเหตุที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไว้ว่านี่คือการยึดอำนาจของรัฐสภา ส่วนเพื่อนสมาชิกที่อาจจะคล้อยตามคำชี้แจง ของท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมว่าไม่ได้เป็นการยึดอำนาจเพราะรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจไว้ ให้กับรัฐบาลไว้ออก พ.ร.ก. ถ้าท่านคิดเช่นนั้นก็อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ครับ อนาคตเรา ไม่ต้องทำหน้าที่กันเลย ก็ในเมื่ออ้างว่า พ.ร.ก. ออกได้ และตามตรรกะหมายความว่าออกได้ ในทุกกรณี ก็ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด
เดี๋ยวนะครับ ท่านกรณ์ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ผมอยากให้การอภิปรายราบรื่น ก่อนที่ท่านประธานจะขึ้นมา คำว่า ยึดอำนาจ ก็ถกเถียงกัน จนสภาปั่นป่วน ถ้าเป็นไปได้ผมไม่ขอให้ท่านผู้อภิปรายนี้ถอนหรอกครับ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงคำนี้ เพราะว่าการยึดอำนาจมันเข้าใจว่าพรรคของท่านมีส่วนสำคัญตอนยึดอำนาจตอนนั้นครับ
คือเอา อย่างนี้นะครับ พยายามหลีกเลี่ยงนิดหนึ่ง คือคำว่า ยึดอำนาจ ถ้าฟังดูแล้วเหมือนกับไม่ยำเกรง ต่ออำนาจของกฎหมายบ้านเมือง แต่อันนี้เป็นลักษณะของรัฐบาลเขาใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ มาตรา ๑๘๕ ฉะนั้นท่านกรณ์มีสิทธิที่จะอภิปรายได้ว่า การที่รัฐบาลออกมารัฐบาลอ้างว่าเป็นมาตรการในเรื่องของรัฐบาล ท่านก็ไม่เชื่อก็เรื่องของท่าน ท่านก็อภิปรายไป แต่ขอความกรุณาหลีกเลี่ยงไปใช้คำอื่นได้นะครับ ขอบคุณมากครับ เชิญต่อครับ
ขอบคุณนะครับท่านประธาน แต่จริง ๆ ผมอยากที่จะชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกนะครับว่าโดยปกติการตรากฎหมายเป็นสิทธิและหน้าที่ ของพวกเราที่อยู่ฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องตรวจสอบให้รอบคอบ มีการตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม หลังจากนั้นก็มีการลงคะแนนกัน ๓ วาระโดยรวมนะครับ แต่ในครั้งนี้ ทางรัฐบาลได้ ผมก็ต้องขอใช้คำนี้ครับ ยึดอำนาจ ไม่ได้หมายความว่าไปปฏิวัติใคร จากพวกเรา ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่พวกกระผมที่อยู่ในฝ่ายค้าน แต่หมายถึงทุก ๆ ท่านที่เป็น ส.ส. รับผิดชอบในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน มีหน้าที่แทน ประชาชนในการตรวจสอบกฎหมายที่มีความสำคัญ แต่ครั้งนี้ไม่มีโอกาสครับ วันนี้สุดท้าย จะมีการลงคะแนนก็เป็นการลงคะแนนเพียงเพื่อที่จะบอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น แก้ไขหรือแสดงความคิดเห็นที่จะนำไปซึ่งการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย นี่คือการยึดอำนาจ ในความหมายของผมนะครับ และถ้าพูดคำนี้แล้วท่านสะดุ้งก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ แต่ในส่วนของประเด็น
เดี๋ยวครับ ท่านกรณ์ คือความหมาย เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ก็ไม่อยากจะ ถกเถียงอะไรเพื่อให้เสียบรรยากาศ แต่ว่าคำสุดท้ายที่ท่านกรณ์พูดว่า เราอาจจะแสลงใจ ไม่ได้แสลงใจ เพราะเราไม่มีส่วนในการยึดอำนาจเลยครับ และผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุด ๑๙ กันยายนวันนี้สงสัยจริง ๆ ว่า
ผมว่า มันจะไปไกล คือความเห็นของท่าน
ผมว่าคำว่า ยึดอำนาจ นี่มันใช้ในภาษา เผด็จการ แต่ว่าในระบอบประชาธิปไตยนี่เราได้เสียงข้างมาก วันที่ท่านมีเสียงข้างมาก ท่านก็ได้ ถ้าเราใช้ปะปนกันอย่างนี้นะครับ ประชาชนจะชินต่อการยึดอำนาจอย่างที่ สนับสนุนทหารนะครับ
คืออย่างนี้ ท่านสุนัยครับ ผมได้ขอความกรุณาท่านกรณ์แล้ว ท่านกรณ์เข้าใจอย่างนี้ แต่หมายความว่า คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจเหมือนท่าน ท่านก็พยายามหลีกเลี่ยงใช้คำอื่นแล้วกันนะครับ ผมกำลัง นั่งฟังถึงเหตุผลของท่านอยู่เลยสะดุดไปนิดหนึ่งนะครับ ขอความกรุณาเชิญต่อครับ พยายาม หลีกเลี่ยงใช้คำอื่นแล้วกันนะครับ
ท่านประธานต้องกรุณานะครับ เราพูดอย่างหนึ่ง แต่คนเข้าใจผิดในสิ่งที่เราพูดนั้นโทษคนพูดไม่ได้ครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ผมก็จะขอไปสู่ประเด็นต่อไปนะครับว่า แนววิธีในการที่จะสร้างความเชื่อมั่นผมก็ต้องขออนุญาต ผ่านท่านประธานนะครับ ที่จะเรียนว่ามันมีอยู่ ๘ วิธีด้วยกันในกรณีนี้ วิธีแรกผมได้พูดไปแล้ว ก็คือแผนการแก้ไขปัญหา และป้องกันไม่ให้ปัญหาในอดีตเกิดขึ้นซ้ำรอย ต้องมีความชัดเจน ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังไม่เป็นเช่นนั้นนะครับ ก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ มีนักวิชาการที่มีส่วนร่วมพิจารณา แผนป้องกันน้ำท่วมกับรัฐบาลได้ออกมาให้สัมภาษณ์กันหลายท่านว่าที่ผ่านมาการพิจารณานั้น ไม่ได้มีรายละเอียดที่จับต้องได้เลย อันนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีโครงการที่จะต้องเบิกเงินหรือ เบิกงบประมาณในส่วนของเงินกู้ที่ท่านขอโดยเร่งด่วนนั้นเมื่อไร อย่างไร แต่แม้แต่ความชัดเจน ในแผนก็มีท่านผู้อยู่ในคณะกรรมการของรัฐบาลนั้นออกมาชี้แจงแล้วนะครับว่าขาดความชัดเจน ประเด็นนี้ครับเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือความเชื่อมั่นจะมีจากความมั่นใจว่าการตรากฎหมายเป็น การตราด้วยความรอบคอบและมีการปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องในกรณีของกองทุนประกัน ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเช้านี้ก็ได้อภิปรายไปนะครับว่า จนถึงวันนี้ผู้ประกอบการ ในธุรกิจประกันภัยเขายังไม่ได้มีโอกาสได้ปรึกษาหารือกับทางรัฐบาล ไม่เคยมีโอกาสได้ร่วม แสดงความคิดเห็นก่อนที่จะมีการตราพระราชกำหนด เช่นเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการออกพระราชกำหนดฉบับนี้นะครับ ไม่ได้มีโอกาสได้เห็น ตัวร่างพระราชกำหนดเลย จนมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษานะครับ ซึ่งการกระทำ ในลักษณะนี้สะท้อนถึงความไม่รอบคอบและจุดอ่อนข้อบกพร่องก็มีมากมายในตัวพระราชกำหนด เองนะครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเช้านี้ก็ได้หยิบยกขึ้นมา ๑ ประเด็น ซึ่งก็คงจะมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านสะท้อนถึง ความกังวล ก็คือโครงการการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำนั้น ได้มีการกำหนดวันไว้ว่า สามารถที่จะกู้ยืมผ่านโครงการนี้ได้ในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมภายในปี ๒๕๕๔ เท่านั้น พูดง่าย ๆ ภาคใต้ทั้งภาค ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้อภิปรายไปแล้ว หมดสิทธิครับ และท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ขอคำยืนยันจากรัฐบาลว่านี่ ไม่ใช่โดยเจตนาและที่สำคัญจะมีการนำเสนอการแก้กฎหมายหลังจากที่มีการพิจารณา พ.ร.ก. ในวันนี้ เพื่อให้เปิดโอกาสให้กับพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับความเสียหายมีโอกาสได้เข้าถึง วงเงินส่วนนี้ด้วย แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไม่รอบคอบ ความไม่รอบคอบนำมาซึ่งการขาด ความเชื่อมั่น
ส่วนประเด็นที่ ๓ ว่าความเชื่อมั่นในกฎหมายนั้นจะมาจากอะไร ผมก็ต้อง ขออนุญาตเรียนนะครับว่าความเชื่อมั่นนั้นจะมาจากความชัดเจนว่าการตราพระราชกำหนด โดยรัฐบาลนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายใหญ่ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่า มีความชัดเจนในแง่มุมของทางฝ่ายค้านว่าอย่างน้อยที่สุด ๒ พระราชกำหนดจาก ๔ พระราชกำหนด ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ตราไว้ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๘๔ ก็คือไม่มีความจำเป็น เร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่ได้มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตรงนี้ผมก็เกรงว่า จะมีการตีความในทางที่บิดเบือนอีก ผมไม่ได้หมายความว่าการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติอีกในอนาคต ไม่ใช่เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีผล ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ความหมายของกระผมก็คือการกู้ยืมนี้ไม่ควร ที่จะกู้ยืมผ่านการออกพระราชกำหนด เพราะการกู้ยืมนี้มีความสำคัญและที่สำคัญที่สุด ก็คือ ณ ปัจจุบันแผนการใช้เงินของรัฐบาลก็ยังไม่มี ขาดความชัดเจน รัฐบาลถ้าคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ทำไมถึงไม่ได้กู้ยืมผ่านงบประมาณ ปี ๒๕๑๕ ในช่วงการพิจารณานั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเองครับว่าเพดานเงินกู้ยังเหลืออยู่อีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้เม็ดเงินทำไมท่านถึงไม่ได้กู้ยืมในระบบงบประมาณ มีความโปร่งใส พวกเราสามารถที่จะตรวจสอบโครงการของท่านได้ คำตอบก็คงเป็นเพราะว่าโครงการนั้น ท่านยังไม่มีที่จะนำเสนอคณะกรรมาธิการงบประมาณ และนี่ก็คือเหตุผลที่ท่านไม่สามารถ กู้จากงบประมาณได้ จำเป็นต้องตราพระราชกำหนดโดยที่พวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีโอกาสในการที่จะตรวจสอบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าอ้างไม่ได้นะครับต่อมาตรา ๑๘๔ ในการตราพระราชกำหนดโดยรัฐบาล เหล่านี้นี่เป็นที่มาของความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นว่า กฎหมายที่ตรานั้นเป็นกฎหมายที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย
ส่วนอีก พ.ร.ก. หนึ่งคือ พ.ร.ก. โอนหนี้ ตรงนี้ความจำเป็นเร่งด่วนไม่มีเลยครับ ภาระหนี้สินที่เรามีในรูปของหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีอยู่กับทุก ๆ รัฐบาลมากว่า ๑๐ ปีแล้ว รัฐบาลก็อยู่ได้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ผมขอสรุปง่าย ๆ เลยนะครับ ว่าในส่วนของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ผลทั้งหมดที่รัฐบาลจะได้รับจากการตรา พ.ร.ก. โอนหนี้ไปที่ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ก็คือการประหยัดเม็ดเงินดอกเบี้ยประมาณ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทที่ตั้งไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ แต่ประเด็นนี้ละครับ คือประเด็นที่สำคัญ เพราะรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้แล้วในงบปี ๒๕๕๕ สมมุติว่าไม่มี พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถามว่า รัฐบาลอยู่ได้ไหม มีเงินเพื่อมาชำระดอกเบี้ยไหม มีครับ เพราะตั้งงบไว้แล้ว เพราะฉะนั้นถาม ว่าหลีกเลี่ยงได้ไหมที่จะต้องออกในรูปของ พ.ร.ก. หลีกเลี่ยงได้แน่นอนครับ ส่วนถ้ารัฐบาล บอกว่าเอาน่าอย่างน้อยถ้ามี พ.ร.ก. ก็ประหยัดเม็ดเงินงบประมาณส่วนนั้นได้ ผมก็อยากจะ เรียนครับว่าการประหยัดเม็ดเงิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงไม่ถึงด้วย เพราะเหลือเวลาอีก เพียงแค่ประมาณ ๘ เดือนในปีงบประมาณนี้ การประหยัดเม็ดเงินงบประมาณ ประมาณ สมมุติสัก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการตราพระราชกำหนดนี้ เมื่อเทียบกับวงเงินของงบประมาณ รายจ่ายทั้งหมด ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ไม่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ถามว่าสำคัญไหม เป็นนวัตกรรมที่น่าจะสนับสนุนไหม นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นแนวคิดที่กล้าหาญเหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลหลายคนอ้างไว้จริงหรือไม่ นั่นก็เป็น อีกประเด็นหนึ่ง แต่เป็นประเด็นว่าควรที่จะออกมาเป็น พ.ร.ก. หรือเป็นพระราชบัญญัติ ให้พวกเราได้มีโอกาสได้ตรวจสอบอย่างละเอียด นั่นคือประเด็นที่ทางศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็น ผู้วินิจฉัย และการที่ท่านเร่งออกมาในรูปของ พ.ร.ก. ก็ส่งผลทำให้ขาดความเชื่อมั่นว่าสุดท้าย แล้วกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ มีความไม่มั่นใจเกิดขึ้นกับเสถียรภาพของรัฐบาลด้วยซ้ำไป ว่าในกรณี ที่อาจจะมีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญว่าการตรา พ.ร.ก. ๒ ฉบับนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีผลอย่างไรต่อความมั่นคงของรัฐบาล เหล่านี้ไม่ใช่วิธีที่ดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ตามที่เราควรที่จะต้องดำเนิน
ส่วนประเด็นที่ ๔ วิธีการในการที่จะสร้างความเชื่อมั่น ต้องขอเรียนนะครับว่า สิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศมีความกังวลมากเป็นพิเศษจากกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการ ตราพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ คือบทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซงการทำงานของ ธนาคารกลางก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่มีการเสนอว่าคณะรัฐมนตรี จะมีอำนาจในการสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยโอนสินทรัพย์หรือทรัพย์สินทั้งหมดของ ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อมาชำระหนี้ได้ นั่นคือการแทรกแซงโดยตรงโดยรัฐบาล ใช้อำนาจฝั่งรัฐบาลในการที่จะบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยให้พ้นจากความเป็นอิสระ มารับภาระหนี้ของรัฐบาลเอง ตรงนี้เรื่องของการแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นเป็น ประเด็นที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นที่ต่างชาติและนักลงทุนในประเทศเองจะมีกับประเทศเรา อย่างปฏิเสธไม่ได้ และถึงแม้ว่าได้มีการแก้ไขมาตรานั้นออกไปแล้ว การตราพระราชกำหนด ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องทำในสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง ก็คือปล่อยซอฟต์โลน แทนรัฐบาลนั้น ก็เป็นการแทรกแซงอย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกัน ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นก็มีการอภิปรายไปแล้วนะครับ การพิมพ์เงินโดยแบงก์ชาติ โดยคำสั่งของ รัฐบาลผ่านการออกพระราชกำหนดจะมีผลอย่างแน่นอนต่อราคาสินค้าซึ่งทุก ๆ วันนี้พี่น้อง ประชาชนก็เดือดร้อนอยู่แล้วจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นทุกวี่ทุกวัน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธ ไม่ได้นะครับว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของเรา
ประเด็นที่ ๕ ถ้ารัฐบาลจริงใจกับการสร้างความเชื่อมั่น ผมแนะนำว่าไม่ต้อง รีบกู้ครับ นั่นไม่ใช่วิธี แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการก็คือสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบธนาคาร ของเราจะมีความเข้มแข็งต่อไป แนวความคิดที่จะให้ธนาคารพาณิชย์มารับภาระหนี้แทน รัฐบาลนั้นเป็นแนวความคิดที่มีสิทธิที่จะเสนอ มีทั้งข้อดี ข้อเสีย แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เช่นเดียวกัน ก็คือเมื่อธนาคารพาณิชย์รับภาระอันนี้ไปแล้วจะต้องมีการส่งภาระนี้ต่อให้กับลูกค้า ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบแน่นอน ลูกค้ามี ๒ ฝั่งครับ ฝั่งแรกคือฝั่งผู้ฝาก ในรูปของอัตรา ดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งอาจจะต้องลดลงอำนาจต่อรองไม่ค่อยมีนะครับ อีกด้านหนึ่งก็คือฝั่งผู้กู้ ซึ่งผู้กู้ยืมก็คือพวกบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่รัฐบาลอ้างว่าต้องการที่จะช่วยเหลือ ธนาคารพาณิชย์ ก็มีโอกาสและมีสิทธิและคงจะต้องทำแน่นอนในการที่จะส่งภาระที่รัฐบาลมอบให้นี้ให้กับลูกค้า ที่กู้ยืมเงินในรูปของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะสูงขึ้น สังเกตไหมครับ ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย เองนี่ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา ๒ ครั้ง ๒ ครา ครั้งล่าสุดปรับลดลงมาไม่ได้มีผล ต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยธนาคารพาณิชย์เลย เพราะอะไรครับ เพราะเขาต้อง สำรองไว้มาชำระหนี้ หรือชำระดอกเบี้ยแทนรัฐบาลหลังจากมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้แล้ว นี่เป็นการบั่นทอนระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างการค้าและการเงินของประเทศซึ่งจะมีผล ต่อความเชื่อมั่นอย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกัน
ส่วนประเด็นที่ ๖ ก็คือผลต่อผู้ออมซึ่งเป็นพี่น้องประชาชน อย่าคิดนะครับว่า ประชาชนที่มีเงินออมต้องเป็นเพียงเศรษฐี ขออนุญาตเรียนว่า ณ ปัจจุบันนี้มีบัญชีออมทรัพย์ อยู่ในระบบประมาณ ๖๗ ล้านบัญชี กว่า ๖๐ ล้านบัญชีมีมูลค่าเงินฝากเพียงไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ต่อบัญชี พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝากมีหน้าที่ในการที่จะค้ำประกันเงินฝากของประชาชน กลุ่มนี้ มูลค่าต่อบัญชีไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๕ คือปีนี้ สถาบันคุ้มครองเงินฝากสามารถที่จะประกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากความล้มเหลว ในระบบสถาบันการเงินในอนาคต ก็เพราะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ ที่อัตรา ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงินฝากทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ ณ ปัจจุบันสะสมเงิน ไว้ได้ในกองทุนประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการประมาณว่าถ้าจะให้เพียงพอในการ ค้ำประกันให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนตามเกณฑ์ที่ผมได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่มีความจำเป็น ที่จะต้องมีเงินในกองทุนนี้ ถึงประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ณ วันนี้หลังจากที่ได้มีการตราพระราชกำหนดที่เรา ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จะมีผลในการที่จะเบนเม็ดเงินส่วนนี้ไปใช้ในการชำระหนี้ แทนรัฐบาล แล้วพี่น้องประชาชนที่มีบัญชีเงินฝาก ๖๐ กว่าล้านบัญชีละครับ ใครจะมาดูแล รัฐบาลจะค้ำประกันสถาบันเงินฝากหรือไม่ ซึ่งก็เป็นการก้าวถอยหลังกลับไปสู่การที่รัฐบาล เพิ่มความเสี่ยงให้กับตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้มีพัฒนาการในการที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการจัดตั้ง สถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมา เพราะฉะนั้น ณ ปัจจุบันความไม่แน่นอนเกิดขึ้นทั้งในส่วนของ ผู้ประกอบการและประชาชนที่เป็นลูกค้าธนาคารในส่วนของเงินกู้และพี่น้องประชาชนทุกคน ที่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์นะครับว่าอนาคตของเขาจะเป็นเช่นใด นี่คือผลพวง ทั้งหมดจากการตราพระราชกำหนดโดยรัฐบาล ซึ่งถ้าได้มีโอกาสในการพิจารณาในรูปของ พระราชบัญญัติผ่านสภาก็จะมีโอกาสเช่นเดียวกันในการที่จะให้คำแนะนำแล้วก็อาจจะเป็น โอกาสให้กับรัฐบาลได้สามารถกลับไปทบทวนจุดยืนและแนวคิด แต่เมื่อตราในรูปของ พระราชกำหนดโอกาสเหล่านี้หมดไปนะครับ แล้วก็มีผลต่อความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก
ส่วน ๒ ประเด็นสุดท้ายซึ่งเป็น ๒ ประเด็นที่มีความสำคัญต่อผลของความเชื่อมั่น ในระบบเศรษฐกิจนะครับ ก็คือคำถามว่าภาระหนี้ที่รัฐบาลโอนให้กับกองทุนฟื้นฟู สุดท้ายแล้ว ถ้ากองทุนฟื้นฟูรับผิดชอบไม่ได้ และดูเหมือน ณ ปัจจุบันไม่น่าจะมีความรับผิดชอบ ต่อเม็ดเงินต้นได้ รัฐบาลจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เพราะในร่างพระราชกำหนดก็ไม่ชัด ในประเด็นนี้ เพียงแต่พูดว่ามีการโอนความรับผิดชอบจากรัฐบาลไปสู่กองทุนฟื้นฟู ไม่ได้พูด ต่อเนื่องว่าความหมายคืออะไร เมื่อพันธบัตรรัฐบาลปัจจุบันครบอายุ หมายความว่ากองทุนฟื้นฟู ต้องเป็นคนออกพันธบัตรแทนหรือไม่ แล้วในกรณีนั้นถ้าไม่มีคนซื้อเพราะเขาไม่อยากที่จะ ได้รับความเสี่ยงของกองทุนฟื้นฟู รัฐบาลจะเข้าไปค้ำประกันหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เสมือนกับว่าหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับเดิม ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็หมายความว่ากองทุนฟื้นฟู ไม่สามารถที่จะรับผิดชอบตามคำสั่งตามพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ นี่คือความคลุมเครือ ซึ่งความจริงได้รับการแก้ไขไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ และปี ๒๕๔๕ ไม่ใช่เพียงแค่โดยรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ในปี ๒๕๔๑ แต่โดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยด้วย ในปี ๒๕๔๕ เห็นตรงกันครับว่าความคลุมเครือนี้ไม่ควรที่จะมีอยู่ในระบบ เราควรที่จะยอมรับความเป็นจริง ว่าภาระหนี้นี้ทั้งหมดเป็นภาระของรัฐบาล และด้วยพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ ฉบับหนึ่งโดยพรรคไทยรักไทยในปี ๒๕๔๕ ก็ได้แก้ปัญหานี้ จนกระทั่งรัฐบาลนี้ย้อนกลับไปสร้างความคลุมเครือซึ่งจะมีปัญหาต่อความมั่นใจในระบบ เศรษฐกิจของประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้
ส่วนประเด็นสุดท้ายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะกระบวนการ ทั้งหมดนี้ได้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของวินัยทางการคลัง ได้เคยมีการอภิปรายไปแล้วนะครับว่ารัฐบาลชุดที่แล้วได้กำหนดเป้าไว้ชัดเจนว่าภายใน ปี ๒๕๕๘ เราจะบริหารให้งบประมาณแผ่นดินเป็นงบที่มีความสมดุล รายจ่ายไม่เกินรายรับ แต่รัฐบาลนี้เข้ามาก็ปฏิเสธที่จะยืนยันความตั้งใจนั้น แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือการที่รัฐบาลนี้ อ้างเหตุผล อ้างความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนที่เกิดจากการบริหารผิดพลาดในช่วงน้ำท่วม ในช่วงปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหาย เม็ดเงินที่กล่าวถึงวันนี้ครับ ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็น เม็ดเงินของธนาคารโลก ก็ต้องถามว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร ส่วนหนึ่งเพราะภัยธรรมชาติ ส่วนหนึ่งเพราะการบริหารจัดการที่คลาดเคลื่อน อ้างเหตุผลนั้นในการที่จะกู้ยืมเงิน เกินเพดานเงินกู้ตามกฎหมายของเรา กู้ยืมเงินเพื่อมาใช้ในรูปของการใช้งบประมาณ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาโดยสภา ที่ผมกังวลครับท่านประธาน และผมกังวลในเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วก็อยากจะฝากให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในฝั่งใด ก็แล้วแต่ได้พิจารณาให้ดี เพราะถ้าท่านพร้อมที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลตราพระราชกำหนด ในรูปของการกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยไม่ต้องมีเอกสารหลักฐานรายละเอียด และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้เงินนี้ ในอนาคตพวกเราไม่มีความหมายหรอกครับ รัฐบาลเข้ามาจะจัดงบประมาณเท่าไรก็แล้วแต่ สุดท้ายก็สมทบงบประมาณนั้น ด้วยการออกพระราชกำหนด ผมยืนยันได้ครับ ทุกรัฐบาลหาข้ออ้างได้แน่นอน ถ้าท่านอ้าง เหมือนที่ท่านอ้างในวันนี้ได้ ในวันข้างหน้าทุก ๆ รัฐบาลก็จะสามารถหาข้ออ้างมาได้ แล้วก็ จะมาพูดเหมือนกับที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมพูดวันนี้ครับว่าร่างทุกคำพูดเหมือนกับที่ พรรคเพื่อไทยเคยร่างไว้เลยในปี ๒๕๔๕ พรรคประชาธิปัตย์เคยร่างไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ทำไมทำได้ตอนนั้น ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้ บริบทมันต่างกัน เราเป็นผู้ใหญ่กันใหญ่นะครับ เราต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน เงื่อนไขในการกู้ยืมเงิน มีความพร้อมแล้วหรือยัง จริงหรือไม่ในการที่จะใช้เม็ดเงินส่วนนี้ หลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ใช้ระบบการออกงบประมาณประจำปีได้หรือเปล่า ปีหน้าท่านประธานครับ รัฐบาลก็จะ สามารถกู้ยืมในระบบงบประมาณได้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุลได้อีกประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามตัวเลขของท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้กับเราไว้เมื่อเช้านี้ ทำไมไม่รอใช้ปีนั้นครับ ทั้ง ๆ ที่โครงการส่วนใหญ่ที่ท่านพูดถึงก็คงจะมีการเบิกจ่ายเริ่มต้น ในปี ๒๕๕๖ นั่นเอง แม้แต่งบประมาณในส่วนของงบกลางในงบปี ๒๕๕๕ ที่อ้างว่าจะใช้ ในการฟื้นฟูน้ำท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ ปัจจุบันยังไม่มีแผนชัดเจนเลยครับว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะใช้กับโครงการใด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการตราพระราชกำหนด ต้องคำนึงถึงหลักวินัยทางการคลังและวินัยทางการคลังไม่ใช่เป็นกฎหมายย่อยนะครับ มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งหมวดเลยครับ หมวด ๘ ไปเปิดดูได้ ทั้งหมวดนี้ พูดถึงเรื่องของความสำคัญในการรักษาวินัยทางการคลังและพูดชัดเจนว่าการออก งบประมาณนั้นต้องออกในรูปของพระราชบัญญัติ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็คืองบประมาณนั่นละ ไม่ควรที่จะออกในรูปของพระราชกำหนดและจะเป็นจุดเริ่มต้น ผมให้สัมภาษณ์ไว้หลายครั้งของความหายนะของเศรษฐกิจของประเทศเรา ถ้าสภาแห่งนี้ ยังยืนยันที่สนับสนุนการดำเนินการเช่นนี้ของรัฐบาล ขอบคุณครับ
คุณหมอเชิดชัย เชิญครับ หลังจากคุณหมอเชิดชัยแล้วท่านเกียรตินะครับ ท่านจ่าประสิทธิ์ดูไมค์ให้คุณหมอ หน่อยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ดีใจ ท่านประธานที่เคารพ ที่รัฐบาลได้ทำตามกฎหมาย ก็คือได้เสนอ พ.ร.ก. ผมนึกว่าจะได้ อภิปราย ๔ ฉบับ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกันตามมาตรา ๑๘๔ ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเร่งด่วน มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมก็อยากจะตั้งประเด็นว่าเมื่อออก พ.ร.ก. นี้ ประชาชนได้อะไร ท่านประธานครับ ความหวังของประชาชน ถ้าท่านเห็นน้ำท่วมนะครับ มีท่านผู้อภิปรายทุกคนก็ยืนยันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลนะครับว่ามันเสียหายมากจริง ๆ เสียหายจนกระทั่งคนที่บ่นมาก ๆ บ่นไม่ออกครับ ความหวังของประชาชนที่อยากได้ เขา อยากเห็นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและจริงจังนะครับ ผมมาเป็นกรรมาธิการการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ยังมีการสัมมนาว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ อีกหรือไม่ เห็นไหมครับ เขา อยากเห็นอย่างจริงจังครับ ไม่ใช่ดีแต่พูดนะครับ ไม่ใช่ ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ทำเก่ง การแก้ไขมี หลายวิธีนะครับแล้วแต่ความถนัด ท่านประธานครับ ประชาชนไม่อยากเดือดร้อนซ้ำซาก ท่านคงเห็นว่าตอนที่น้ำท่วมนา ผมไปแจกของที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา น้ำสุดลูกหูลูกตาเลย นะครับอย่างกับทะเล แล้วบางหมู่บ้านไม่เห็นดินเลยครับ อันที่ ๑ นะครับ โรงงานอุตสาหกรรมครับ ท่านกิตติรัตน์ก็ไปร้องไห้นะครับ เพราะเห็นรถยนต์มันท่วมครับ คนหนีตาย หนีน้ำ ถ้าดูในทีวี นะครับหนีกันจริงจังนะครับ แล้วขอความช่วยเหลือครับ ความช่วยเหลือก็ชุลมุนวุ่นวายนะครับ เพราะว่าเราไม่เคยพบอย่างนี้นะครับ แล้วที่สำคัญก็คือมันท่วมนาน ท่วมนานมันน่าเบื่อครับ ท่านประธานครับ คนอยากมีความหวัง อยากมีงานทำ อยากจะประกันความมั่นใจถ้าเกิด มีความเสียหายขึ้นมาอีก แล้วสุดท้ายอยากเห็นอนาคตของไทยว่าใช้หนี้อย่างอื่นด้วยนะครับ เจริญรุ่งเรือง ท่านประธานครับ คงไม่ปฏิเสธนะครับว่า ปัจจุบันนี้เราเสียหายอย่างไรนะครับ เศรษฐกิจโลกตอนนี้ก็แย่นะครับ เราก็แย่ เจอน้ำท่วมอีกมันก็ต้องแก้ครับ แล้วไม่เรียกฉุกเฉิน เราจะเรียกอะไรครับ ท่านประธานครับ ทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้นละครับ ไม่ใช้อย่างเดียว ก็คือไปบวชเป็นพระนะครับ ละทุกอย่าง ขณะเดียวกันพระก็ใช้เงินครับ ท่านประธานครับ นอกจากเห็นแก้ระบบน้ำอย่างเป็นระบบ บังเอิญพูดไปพูดมาประชาชนก็ไปเห็นอีกเหมือนกันว่า เรามีหนี้อยู่ ๑.๔ ล้านล้านบาท แล้ว ๑๐ ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนี้เหลือ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท เขาก็สงสัยว่าทำไมถึงไม่แก้ไข ผมก็ยังนึกว่ามีไอเอ็มเอฟ แล้วรัฐบาลท่านทักษิณใช้หนี้ ไปหมดแล้วจะหมด ปรากฏว่ายังมีหนี้เหลือค้างอีก ท่านประธานครับ มีคนเข้าใจผิดคิดว่า รัฐบาลนี้ผ่านงบประมาณไปแล้ว ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพียงพอครับ เอาจริง ๆ นะครับเงิน พวกนี้ที่รัฐบาลแถลงแล้วแถลงอีก เอาไปใช้เยียวยาเบื้องต้น ฟื้นฟูสถานที่ต่าง ๆ ที่ประสบอุทกภัย ซ่อมแซมถนนต่าง ๆ ที่เราได้วิ่ง ท่านประธานครับ ผมกลับไปที่ภาคอีสาน ผ่านอำเภอวังน้อย ไม่ได้ ตอนนี้ก็เรียบร้อยดีใช้เงินทั้งสิ้นครับ นี่คือประชาชนเขาได้ใช้ แต่ท่านครับความเสียหาย มันมากจริง ๆ เงินเราก็ไม่มี มีแต่อันเดียวคือภาษี ซึ่งถ้าไม่มีการวางแผนจัดการแล้วไม่ทันกาล ท่านประธานครับ เอาไปใช้อะไรบ้างนะครับ ท่านประธานครับ ก่อนเอาไปใช้อะไร ที่เขาสงสัยคือประเทศไทยมีหนี้มันติดกับดักหนี้ ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่พอผมฟัง ท่านพิเชษฐ หลาย ๆ คนพูดเราติดกับดักหนี้ หนี้ตั้งแต่ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ที่ไปรักษาสถาบัน การเงิน ไปประกันเงินฝากของประชาชนให้เสียหาย ไปประกันผู้ถือหุ้นบริษัทที่เสียหายไม่ให้ เสียหาย แล้วก็มีปิดบริษัทไป ๕๖ แห่ง ที่เขาเรียกว่ามีกองทุนเอฟไอดีเอฟ ๑ กู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอฟไอดีเอฟ ๓ ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วก็เกือบ ๑.๔ ล้านล้านบาท แล้วท่านพิเชษฐ ก็บอกว่ามันมีหนี้ค้างอีก ก็รวมแล้วประมาณ ๑.๑๔ ล้านล้านบาทนั่นละครับ ท่านประธานครับ ก็มีเรื่องของ ปรส. ตัวเลขผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ผมทราบแต่ว่าคล้าย ๆ จะมี การฟ้องกันขึ้นมาดูจากเว็บ (Web) เงินของ ปรส. ๘๕๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านพิเชษฐบอกว่า ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขายได้เพียง ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านพิเชษฐบอกว่า ขายได้ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท อะไรก็แล้วแต่ ก็คือสรุปว่าเราขาดทุน นี่ละครับเงินมันหายไป ท่านประธานครับ รัฐบาลแก้อย่างไรครับ ก็เพราะว่ารัฐมันต้องรับผิดชอบไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลครับ ก็ชมเชยรัฐบาลที่ผ่านมาก็ช่วยกันแก้ไข แต่เมื่อมีหนี้แล้วไม่ใช่มาว่ากัน ต้องช่วยกันคิดว่าจะ แก้อย่างไร ผมไปดูที่เป็นหนี้ ไหน ๆ ก็พูดแล้ว เขามีกติกาว่ากระทรวงการคลังจะจ่ายดอกเบี้ย ธนาคารแห่งประเทศไทยจะจ่ายต้น ปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจ่ายอยู่ ๓ ปี ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ แล้วก็ไม่จ่าย เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยขาดทุนครับท่านประธาน ขาดทุนจากอะไรครับ ขาดทุนจากการไปรักษาค่าเงินซึ่งมันลอยขึ้นลอยลงอะไรที่ว่า ไม่ให้ผันผวนมาก ก็ไปขายเงินบาท ซื้อยูเอส (US) กลับมา เป็นการออกพันธบัตรดูดซับ เพราะฉะนั้นเงินทุนสำรองเพิ่มขึ้นมากมาย คนเขาเข้าใจผิดว่าประเทศไทยนี่รวย ผมก็ยังเข้าใจผิดว่าคงมีเงินสำรองไว้เยอะแยะแล้วมีหนี้ขนาดนี้มันต้องเอามาใช้ ปรากฏว่า มันใช้ไม่ได้แล้วครับ ท่านรัฐบาลชุดที่แล้วก็มีความคิด ผมไปดูในเว็บนะครับเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ก็มีแนวความคิดที่จะใช้หนี้พวกนี้เหมือนกันครับ แต่บังเอิญทางธนาคาร แห่งประเทศไทยเขาไม่เห็นด้วยก็เลยพักไปนะครับ ท่านประธานครับ เงินบาทนะครับตอนนี้ ก็ยังแข็งอยู่ ผมไม่รู้ว่าจะไปรักษาอะไร ควรจะปล่อยให้ลอยตัว แล้วมีคนคำนวณดู ถ้ายังไม่ แก้ไขทำอย่างนี้ไปอีกเรื่อย ๆ ก็คือจะมีการจ่ายดอกเบี้ยไปปีละประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราไม่จ่ายต้นหรือจ่ายนิดเดียวนะครับ ๕๖ ปี ดอกเบี้ยจะท่วมต้น ไม่ใช้ครับ มีคนเปรียบเทียบว่า ไม่ต่างกับแม่ค้าที่ไปกู้เงินนอกระบบมามันก็เป็นดินพอกหางหมูทำอะไรก็ไม่ได้ก็เป็นหนี้ ไปตลอดคนไทยก็จน นี่ล่ะครับ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีนโยบายชัดเจนก็คือแก้ไขความยากจน อย่างยั่งยืนครับ ท่านประธานครับ เมื่อเอาเงินไปใช้หนี้ เงินที่จะมาลงทุนก็ไม่มี ผมเป็นกรรมาธิการ การวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมือนกัน รัฐบาลมีนโยบายที่จะเพิ่มทุนการวิจัยนี่ครับ ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ตอนนี้ทำไม่ได้แล้วครับ ประเทศจะเจริญได้อย่างไร มีท่านผู้อภิปราย บอกว่าเงินลงทุนควรจะสัก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่ของเราประมาณสัก ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง ไม่มีทางครับ ถ้าไม่มีการแก้หนี้กองทุนอย่างเป็นระบบ ท่านประธานที่เคารพครับ แบงก์ชาติ ผมถามแบงก์ชาติว่าแบงก์ชาติตอนนี้มีสภาพอย่างไร แบงก์ชาติบอกว่าตัวเลข ล่าสุดเดือนมกราคมมีหนี้อยู่ ๔.๒ ล้านล้านบาท มีทรัพย์สิน ๔ ล้านล้านบาท ยังขาดทุนนะครับ เพราะฉะนั้นเอาตัวไม่รอด ทีนี้เมื่อไม่มีเงินละครับ แล้วที่เราเกิดขึ้นมันเป็นการฉุกเฉินหรือไม่ครับ ท่านประธาน ท่านประธานคงได้อ่านข่าวตอนนี้เขื่อนทางภาคเหนือ ๒ เขื่อน น้ำเกือบเต็ม ก็มีการอภิปรายกัน แล้วก็เริ่มมีการระบายน้ำ แล้วยังมีพยากรณ์อีกว่าจะมีพายุมาอีก ๓๑ ลูก จังหวัดขอนแก่นยังฝนตกเลยครับ แล้วถ้าของเก่ายังแก้ไม่ได้เลย แล้วของใหม่มาอีกจะเอาอยู่ หรือครับ รับไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ เอาไปใช้อะไร ก็นี่ครับ ๔ พ.ร.ก. นี่ละครับ ที่เอาไปใช้นี่นะครับ พ.ร.ก. ที่ ๑ ก็คือ พ.ร.ก. กองทุนส่งเสริมประกันภัยเห็นไหมครับ ปี ๒๕๕๕ ท่านฝ่ายค้านก็ยังเห็นด้วยเลยครับ เพราะอันนี้เป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญคือประชาชนทั่วไป ท่านประธานครับ ถ้ารัฐบาลไม่มี มาตรการเขาไม่รับประกันก็ไม่มีใครกล้าจะลงทุนแม้กระทั่งประชาชนนะครับ ถ้าเขารับประกัน เขาเก็บเบี้ยประกันสูง การลงทุนก็สูงอีก คนเดือดร้อนก็คือประชาชนอีกเช่นเดียวกัน มันเป็น หน้าที่ของรัฐเช่นเดียวกันครับ ต้องบรรเทามันเป็นเรื่องจำเป็นจริง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ แล้วอันนี้ที่เป็นเหตุผลตรงไปตามมาตรา ๑๘๔ ก็คือเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เห็นไหมครับ ท่านประธานครับ มีท่านผู้อภิปรายเป็นห่วงว่าหลักเกณฑ์อย่างไรไม่มี ไปดูจริง ๆ มันก็มีนะครับ ท่านประธานครับ ทรัพย์สินนะครับ ผมจะลองรวบรวมให้ท่านประธานดูนะครับ เกี่ยวกับการประกัน ในพวกที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยนะครับ มีทุนประกันรวมแล้วประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากผู้ที่จะประกันนะครับ ๑,๐๒๕,๗๒๒ ราย แล้วก็มีการคิดว่าจะคุ้มครองประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการกู้มา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นเหตุเป็นผล แล้วยังไม่พอนะครับ ไปดูในรายละเอียดจริง ๆ แล้วการจัดกองทุนอันนี้ขึ้นมาจะเริ่มต้นใช้แค่ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้ใช้หมดนะครับ เพราะเป็นห่วงว่าเอาเงินมากู้แล้วมาใช้เลย ไม่จริงละครับ ผมว่าผมเชื่อในการทำงานของ ครม. ชุดนี้ โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นี่นะครับ กู้ที่จำเป็นจริง ๆ ครับ ใช้ไม่หมดหรอกครับ ใช้ไม่ถึง เริ่มกู้ ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เอกชน สมทบอีก ๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเป็นเริ่มต้น ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทแค่นั้นเอง โดยไปดู ในเนื้อหาแล้ว มีหลักอยู่ที่ว่าการประกันภัยประชาชนหรือผู้ประกันต้องได้รับประโยชน์สูงสุด ในอัตราเบี้ยประกันที่ต่ำที่สุด มีสื่อหลายสื่อนะครับ ออกความเห็นว่าอันนี้ล่ะมันเป็นเสาค้ำยัน ความเสี่ยงภัย เห็นไหมครับมั่นใจขนาดนั้นนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีอีกครับ ที่เอาไปทำอะไรครับ ก็ พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งนะครับ ก็คือ พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือทาง การเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ นี่ครับ ที่เรียกเป็นซอฟต์โลนนี่นะครับ อันนี้ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ ท่านประธานครับ คนไม่เคยประสบความเสียหาย ไม่รู้จักความทุกข์ เป็นหนี้ก็เป็นทุกข์ ต้องดับทุกข์นะครับ เพราะฉะนั้นยิ่งดับทุกข์เร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะฉะนั้น เมื่อมีกองทุนนี้แล้วการช่วยเหลือก็ยิ่งเร็ว มันก็ยิ่งมีประโยชน์ ท่านประธานครับ จังหวัดถูกน้ำท่วม ในประเทศไทย ๖๕ จังหวัดนะครับ ทุกภาค ไม่ว่าภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสานหรือภาคใต้ มีหมดเลยครับ แล้วก็มีการฟื้นฟูประมาณ ๕๐ จังหวัด และคนที่ได้รับความเสียหายมาก ก็คือพวกรัฐวิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ก็คือที่เราเรียกว่าเอสเอ็มอี ท่านประธานครับ ในหนังสือนี้นะครับ ผมก็ดูนะครับ ประเทศไทยที่อยู่ได้ก็เพราะว่ามีเอสเอ็มอีประมาณ ๒,๙๑๓,๑๖๗ ราย คิดเป็น ๙๙.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็มีเรื่องของการค้า การบำรุง การบริการ โรงแรม ภัตตาคาร เรื่องการผลิตลดหลั่นกันมา ท่านประธานครับ ในงานนี้นะครับ มีผู้เสียหาย ๕๕๗,๖๓๗ ราย คิดเป็นกระทบคนนะครับ ๒,๓๒๕,๖๔๔ คน ค่าเสียหายเรื้อรังนะครับ เดือนละประมาณ ๗๑,๑๕๖ ล้านบาทเห็นไหมครับ ทำให้จีดีพีมันลดลง เห็นไหมครับ ที่อธิบายไป มันก็อยู่ตรงนี้ จีดีพีก็จะลดลง ท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายไปเยอะแยะแล้วครับว่า จีดีพีมันจะลดลงจากที่คาดไว้ ท่านประธานครับ งานนี้ไม่ได้อุ้มคนรวยนะครับ เราอุ้มประชาชนทุกคน เพราะว่าอะไรครับ ถ้าท่านไปดูในรายละเอียด การกู้ให้ดอกเบี้ยต่ำนะครับ ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย คิดจากแบงก์แค่ .๐๑ เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ออกให้หมดนะครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ แบงก์กลางให้แค่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แบงก์ที่เข้าร่วมโครงการต้องออกสมทบอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ก็คือถ้าเขาไม่ทำตามนี้แล้ว เขาก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ ๓ เปอร์เซ็นต์ ของแบงก์นี้นะครับ มันน้อยนะครับ ความจริงนะครับท่านประธาน จากการที่รัฐไม่ทราบว่า รัฐบาลชุดไหนก็ตามที่ไปอุ้มแบงก์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนโดยเอาภาษีอากร ราษฎรไปใช้ คนที่รับประโยชน์ก็คือแบงก์นะครับ ท่านไปดูสิครับว่าตอนนี้แบงก์กำไรเท่าไร ปีละเท่าไร หนังสือพิมพ์ลงแต่ละครั้งสะท้อนใจครับท่านประธานว่าประเทศเรามีหนี้สินมากมาย แล้วทำไมยังมีคนรวยรวมแล้วเกือบแสนล้านบาท ท่านประธานครับ ผมไม่อิจฉาใครหรอกครับ เพราะว่าตายไปก็เอาไปไม่ได้ กินข้าวก็กระเพาะอันเดียว มันควรจะมาดูว่าประเทศชาติ ตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติมันต้องช่วยกันสิครับ เพราะฉะนั้นยอมขาดทุนกำไรเล็กน้อย ไม่ได้หรืออย่างไร ท่านประธานครับ มีการคำนวณว่าถ้ามีอย่างนี้แล้วประชาชนได้อะไร จะฟื้นตัวนะครับ ใช้เวลาประมาณ ๑-๖ เดือน แล้วแต่ความเสียหาย ๑-๖ เดือนนะครับ ถ้าท่านไม่มีเงินตอนนี้ท่านจะช่วยได้ไหมครับ มีการพูด ถึงว่าไม่ใช่ พ.ร.ก. นี้ครับ รัฐบาลยังไปใช้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ช่วยนะครับ ท่านไปดูนะครับ หน้า ๓๙ ไปช่วยประชาชนที่หาเช้ากินค่ำด้วยนอกเหนือนี้นะครับ และท่านประธานครับ เรื่องการช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นเรื่องที่ควรสรรเสริญเป็นมิตรแท้นะครับ เป็นมิตรแท้ ไม่ใช่ซ้ำเติมนะครับ เป็นเรื่องเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ คนไข้หนักก็คือ ประเทศไทยตอนนี้ครับ อยู่ในไอซียู (ICU) ต้องเยียวยานะครับ ถ้าท่านชักช้านะครับ ไม่ออกเป็น พ.ร.ก. หรือไม่ชัดเจนคนไข้ไม่ไหวเหมือนกันนะครับ แต่ท่านประธานครับ ผมเป็นแพทย์นะครับ การผ่าตัดฉุกเฉินขนาดว่าเราเซท (Set) ผ่าตัดฉุกเฉิน มันยังทำทันที ไม่ได้เลยครับ บางทีต้องรอเป็นชั่วโมง รอเป็นครึ่งวัน บางอย่างไม่มีต้องรอไปข้ามวันก็มี เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลออก พ.ร.ก. มันชอบแล้ว เพราะถ้าเป็น พ.ร.บ. มากคนมากเรื่อง ไม่ใช่ว่าไม่มีการตรวจสอบนะครับ เราก็สามารถจะตรวจสอบทีหลังได้ ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่กู้มาโกงนะครับ แล้วก็ไม่เอาเงินไปทำร้ายประชาชน รักษาผลประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะเรามีได้มาจากระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่น หรือไม่ อยู่ที่การกระทำนะครับ ไม่ใช่วาทกรรม ต้องมีความชัดเจน เท่าที่ผมดูเรื่องแก้ไข น้ำท่วมบังเอิญเสียดายที่ทางฝ่ายค้านได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ความจริง ๒ พ.ร.ก. นั้นควรจะ มาพูดวันนี้ละครับ มันจะได้เห็นชัดว่าดีไหม เท่าที่ผมไปสืบดูมันมีรายละเอียดเป็นโครงการ อยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ว่ารัฐบาลทำไปก่อนแน่นอนเพราะว่ารัฐบาลเป็นคนพูดน้อย ทำมากนะครับ รอไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ คนที่เขาจะเชื่อนี่นะครับอยู่ที่การกระทำครับ กับความชัดเจน แล้วต้องมีให้เห็นด้วยว่ารัฐบาลมีกฎหมายที่จะออกมาพร้อมที่จะทำงาน ไม่ใช่เราไปพูดเรื่อยเปื่อย เขาไม่มาหรอกครับ ท่านประธานครับ ฝรั่งมันก็ฉลาดเก่งกว่าเราก็มี โง่กว่าเราก็มี แต่เรื่องเงินเรื่องทอง เขารักษาผลประโยชน์ของเขาครับ ท่านประธานครับ ผมที่อภิปรายมานี่นะครับถ้าไปดูจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ ฉุกเฉิน หลีกเลี่ยง ไม่ได้ละครับ ถ้าใครไม่คิดอย่างนั้นเกิดความเสียหาย แน่นอนครับรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันคนที่ไปคัดค้าน โทษนะครับ แม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องควรจะรับผิดชอบ ร่วมด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอให้กำลังใจรัฐบาลในการที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชน แล้วก็ให้กำลังใจรัฐบาลทำดีต่อไป แล้วก็ฝากไปยังศาลรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ขอให้ท่านดูข้อมูลทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติครับ ขอบคุณครับ
เชิญ ท่านเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นะครับ วันนี้เราอภิปรายพระราชกำหนด ๒ ฉบับ แล้วจริง ๆ ตอนนี้ผมอยาก ผมไม่ทราบท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ โดยตรง เผอิญรู้สึกท่านเข้าห้องน้ำบ่อยนะครับ อยากจะสะท้อนหลาย ๆ เรื่องให้ท่านฟัง เพราะว่าจริง ๆ แล้วผมมีข้อมูลที่ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ในการที่ท่านจะไปดำเนินการตาม พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ต่อไป เพราะมันจะเป็นเสียงสะท้อนจากหลาย ๆ ฝ่ายที่ท่านรอง นายกรัฐมนตรีเองได้มีโอกาสไปพบ ไปพูดคุยด้วย แต่บางเรื่องเขาสะท้อนมาทางท่านรอง นายกรัฐมนตรี แต่ท่านอาจจะได้ฟัง แต่ท่านไม่ได้ยิน แล้วหลาย ๆ เรื่องมันก็ออกมา ในลักษณะที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ ถ้าท่านได้มีโอกาสรับฟังก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โจทย์ใหญ่ ที่ท่านกิตติรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีได้พูดตั้งแต่เช้านี่ละครับ ท่านบอกว่าโจทย์ใหญ่คือ การสร้างความเชื่อมั่น ผมเห็นด้วยครับ สร้างความเชื่อมั่น การสร้างความเชื่อมั่นมาจากไหนครับ ทั่วโลกเหมือนกันหมดครับ ไม่ใช่เป็นสิ่งพิเศษสำหรับประเทศไทยเป็นกรณีเฉพาะ ความเชื่อมั่น มาจากการที่มีความชัดเจนว่าคนที่ทำเขารู้ตัว รู้เรื่อง และรู้ชัดว่ากำลังจะทำอะไร และสิ่งที่ กำลังจะทำนั้นตอบโจทย์จริง ๆ แก้ปัญหาได้จริง ๆ แล้วสุดท้ายค่อยมาดูครับ มีเงินหรือเปล่า หลักคิดของการที่บอกว่าเอาเงินมากองแล้วสร้างความมั่นใจ ผมว่าอาจจะมีบ้างครับ ส่วนเดียวส่วนน้อยครับ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าสิ่งที่คุณกำลังจะทำมันตอบโจทย์หรือเปล่า ท่านประธานคิดง่าย ๆ นะครับ วันนี้ท่านประธานก็เป็นคนคนหนึ่ง ท่านอยากจะไปกู้เงิน สร้างบ้าน ท่านเดินไปที่ธนาคารแห่งไหนก็ได้ครับ ท่านเดินไปบอกเขาได้ไหมครับว่าผมจะ สร้างบ้านราคา ๒๐ ล้านบาท ผมขอกู้หน่อย เขาถามท่านประธานกลับมามีแผนผังหรือยัง มีแบบหรือยัง จะสร้างที่ไหนรู้หรือยัง ซื้อที่ดินหรือยัง ท่านบอกยังไม่มี เป็นไปได้ไหมครับ อย่างนั้นมั่นใจไหมครับ ธนาคารพาณิชย์จะมั่นใจไหมครับที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับท่านประธาน ไม่มีทางหรอกครับ อันนี้ผมอยากสะท้อนความคิดพื้น ๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ประชาชนคนไทย ทุกคนรู้ดี ไม่ต้องโต้แย้งกัน เผอิญในกรอบกติกาตามรัฐธรรมนูญให้ไว้กรณีจำเป็นเร่งด่วน ออกเป็นพระราชกำหนดได้ แต่มิได้หมายความว่าท่านออกพระราชกำหนดโดยที่ไม่มีข้อมูล ที่ชัดเจน อันนั้นผมอยากทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นนะครับ ผมกำลังจะอภิปรายในรายละเอียด ของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ และอยากจะสะท้อนให้เห็นชัดเจนนะครับว่ารายละเอียด ที่ปรากฏอยู่ในพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ ยังไม่ตอบโจทย์ของท่านรองนายกรัฐมนตรี ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย
ผมเริ่มจากฉบับแรกก่อนนะครับ พระราชกำหนดที่พูดง่าย ๆ เป็น พ.ร.บ. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประสบอุทกภัย พระราชกำหนดฉบับนี้ ผมคิดว่าแพงมากครับท่านประธาน ๓ หน้า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หน้าละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓ หน้า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายละเอียดมีเท่านี้ ฉบับนี้อาการไม่ค่อยหนัก ผมอยากสะท้อน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นนะครับว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ตอบโจทย์อย่างไร
ประการแรกเลยครับ ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ของปัญหา และไม่ครอบคลุมกับ ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เป็นที่ทราบกันดีนะครับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ประกาศภัยพิบัติมีจำนวนหนึ่ง แต่ที่เสียหายเท่า ๆ กันเลยครับ เป็นมูลค่าไม่น้อยกว่ากันเลยคือคนที่อยู่นอกนิคม เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ความเสียหายเท่ากันนะครับ แต่พระราชกำหนดฉบับนี้บอกให้ไม่ได้ นั่นคือปัญหาครับ ยังไม่ตอบโจทย์ พอคนที่ดำเนินการท่านบอกอยากสร้างความมั่นใจ พอเห็นตรงนี้ปั๊บท่านบอกและผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่ประสบภัยทางอ้อมแต่เกี่ยวเนื่อง จะได้รับความช่วยเหลือ นี่คือสาเหตุที่ดูเหมือนจะทำให้มั่นใจ แต่ไม่มั่นใจแล้ว ตัวอย่างง่าย ๆ เลยนะครับ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวหายไปเลย ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน มีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ มากมาย พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ให้สามารถให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำออกไปได้ มติ ครม. วันที่ ๒๕ ตุลาคมปีที่แล้วของรัฐบาลนะครับ ชัดเจนนะครับว่าท่านอนุมัติ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะ ตั้งวงเงิน ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยภาคธุรกิจรายใหญ่และต่างชาติที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากอุทกภัย อยู่ไหนครับ ในพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ให้ให้รายใหญ่ ให้บุคคลธรรมดา และให้ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้นด้วย คำถามมีอยู่ว่าแล้วนี่จะสร้างความมั่นใจใช่หรือครับ ตอบโจทย์ครึ่งเดียว ความเสียหายของ รายใหญ่ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่มีมติ ครม. ออกมาแล้วนะครับ แต่ไม่มีกรอบ งบประมาณใด ๆ เลยรองรับ รวมทั้งฉบับนี้ด้วย ตรงนี้หายไปตรงไหนครับ ถ้ารายใหญ่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ หรือติดขัด รายย่อย รายที่เกี่ยวเนื่องที่อยู่นอกนิคม ในนิคมได้รับผลกระทบตามกัน ตรงนี้ ก็ไม่ตอบโจทย์ ในขณะเดียวกันท่านบอกอันนี้เอามาช่วยวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ผมก็ต้องตั้งคำถามครับ วันนี้ธนาคารเอสเอ็มอีทำอะไรครับ ในเมื่อเรามีธนาคารเอสเอ็มอีอยู่ แล้วทำหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อมอยู่แล้วไม่ง่ายกว่าหรือครับใช้ธนาคาร เอสเอ็มอีวันนี้ช่วยได้เลย ทำไมต้องออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดครับท่านประธาน ผู้ประกอบการทุกรายที่มีสินเชื่ออยู่กับสถาบันการเงินก่อนที่จะเกิดอุทกภัยครั้งนี้ เขามี หลักทรัพย์ค้ำประกันเกี่ยวโยงกับแต่ละสถาบันการเงินชัดเจนเรียบร้อยครับ วันนี้คำถามใหญ่ ของสถาบันการเงินและผู้กู้ที่สะท้อนผ่านผมมาถามว่าหลักทรัพย์ค้ำประกันถ้าวันนี้ธนาคาร แห่งประเทศไทยมาออก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หลักทรัพย์ค้ำประกันที่เขาต๊ะเอาไว้กับธนาคาร พาณิชย์เดิมทำอย่างไรครับ ไม่มีคำตอบครับ ในพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่มีรายละเอียด เลยครับว่าในเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกันจะทำอย่างไร แต่ละรายจะต้องมีการไปประเมิน ความน่าเชื่อถือใหม่หรือเปล่า ถ้าต้องประเมินใหม่ทั้งหมดนะครับท่านประธาน ๓ เดือน ๖ เดือน ไม่จบครับ ปล่อยกู้ไม่ได้ครับ ท่านออกพระราชกำหนดได้ มีวงเงินได้ ปล่อยกู้ไม่ได้ เห็นไหมครับการทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการสร้างความไม่มั่นใจเพิ่มเติมขึ้นไปอีก รัฐบาลเข้าใจ ปัญหาดีแล้วหรือยัง ในขณะเดียวกันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายส่วนที่อ่านแล้วต้อง สับสนงงงวยกันพอสมควร ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในการให้กู้ยืมกับสถาบันการเงินกำหนด ไว้ที่ร้อยละ ๐.๐๑ ต่อไป ดอกเบี้ยที่ให้สถาบันการเงินกู้นะครับ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยอาจให้กู้ยืมโดยการรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินที่ สถาบันการเงินเป็นผู้กู้ เป็นผู้ออกให้ก็ได้ มันจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่าครับท่านประธาน ต้นทุน ทางการเงินของสถาบันการเงินไม่มีครับ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยไปดึงสภาพคล่องหรือเอาเงินมาจากสถาบันการเงินขาดทุนทันทีครับ ปัญหาขาดทุนทันทีตามพระราชกำหนดฉบับนี้ใครรับผิดชอบ แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา ๑. ให้ครบวงจรกลับไปสร้างอีกปัญหาใหม่ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนี้ครับก็สร้าง ความไม่มั่นใจอีกเช่นกัน มีเงื่อนไขด้วยนะครับ ในมาตรา ๙ กรณีที่สถาบันการเงินได้รับชำระ เงินต้นกู้จากผู้ที่ได้รับความเสียหายแล้วต้องส่งคืนต้นเงินกู้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย คำถามมีอยู่ว่ากรณีที่เขาไม่ชำระเงินกู้ครับ กรณีหนี้เสียใครรับผิดชอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย รับผิดชอบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนั้นหรือเปล่าครับ แล้วหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีอยู่เดิม กับสถาบันการเงินเดิมจัดการอย่างไร โอกาสความเสี่ยงของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้อง ไปรับผิดชอบการสูญเสียจากหนี้เสียของสถาบันการเงินมีสูงมากครับ ตรงนี้ไม่ได้เขียน ในพระราชกำหนดฉบับนี้เลย ท่านประธานคงจะเห็นนะครับว่ามีจุดอ่อนอยู่หลายเรื่อง ในพระราชกำหนดฉบับนี้ โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยว่าควรมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่จริง ๆ แล้วมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ครับ วิธีที่ไม่ต้องใช้พระราชกำหนดฉบับนี้เลยก็ยังได้ครับ วันนี้ ถ้าต้องการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ใช้เงินเพียง ๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ เอา ๖,๐๐๐ ล้านบาทมาทำอะไรครับ จ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยครับ อยากให้เขาได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจ่ายเงินส่วนต่างดอกเบี้ย ๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ทำไมท่านต้องไปกดดันให้มีการตั้งวงเงินใหม่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วไปกระทบกับวงเงินกู้ กับสถาบันการเงินเดิม ผมไม่เข้าใจ ต้องประเมินสินเชื่อใหม่หมดหลักทรัพย์ค้ำประกัน พัวพันกันนัวเนีย ไม่รู้ใครรับผิดชอบส่วนไหน กว่าจะปล่อยกู้ได้ยากลำบากมาก ถ้าจ่ายส่วนต่าง ดอกเบี้ย ๖,๐๐๐ ล้านบาท ทำได้เลยไม่ต้องออกพระราชกำหนดก็ได้ ธนาคารของรัฐทำได้ เลยครับ ตรงนี้ผมไม่เข้าใจ แล้วผมเชื่อว่าประชาชนหลายคนที่ฟังอยู่ก็คงไม่เข้าใจว่าทำไม ท่านเลือกวิธีนี้ แต่ไม่เป็นไรเป็นสิทธิของรัฐบาล ท่านจะเลือกวิธีนี้ท่านก็รับผิดชอบต่อไป แนวทางในการดำเนินการผมเรียนไปแล้วว่าต้องใช้เวลามากพอสมควร กรณีหนี้สูญบางส่วน หรือทั้งหมด ไม่ชัดว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน แล้วก็ที่ผมได้ยินเสียงจากฝ่ายสถาบันการเงินครับ ก็คือว่าหลายคนเชื่อว่าตอนนี้ช้าไปแล้ว หลาย ๆ บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างเงินกู้กับ สถาบันการเงินเดิมบ้างแล้ว หรือส่วนใหญ่ทำไปแล้วเพราะไม่เช่นนั้นไปไม่รอด เพราะฉะนั้น ผมอยากจะให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีลองทบทวนนะครับ เครื่องมือที่มีอยู่ไม่มีปัญหา ทำได้เลย ทำได้เร็ว ใช้เงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท ได้ผลถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีอยู่ครับ ลดทิฐิ สักนิดครับ ฟังสักหน่อย ถ้าเป็นเรื่องที่ดีกับประชาชนส่วนรวมน่าจะทำนะครับ อันนั้นก็เป็น พระราชกำหนดฉบับแรก
ฉบับที่ ๒ อันนี้ผมคิดว่าอาการอาจจะหนักกว่าฉบับแรกพอสมควร ท่านบอกว่า ท่านอยากจะสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของระบบการประกัน ซึ่งโจทย์ใหญ่ของประเทศนี้ ท่านประธาน ถามว่าระบบการประกันมันทำงานปกติหรือไม่ ณ วันนี้ไม่ปกติ ที่ว่าไม่ปกติ เพราะอะไรครับ ประเทศไทยเคยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ประเมินว่าไม่มีความเสี่ยงด้าน ภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอุทกภัย จากเหตุการณ์ปีที่แล้วทำให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในประเทศ ที่มีความเสี่ยง คำถามมีอยู่ว่า ณ วันนี้ระบบประกันภัยของเราประกันเองทั้งหมดหรือไม่ ไม่ใช่ครับ เรามีการประกันภัยต่อไปบริษัทในต่างประเทศเป็นเครือข่ายทั่วโลกโยงถึงกันหมด ณ วันนี้ถามว่าสามารถที่จะไปประกันภัยต่อในเรื่องอุทกภัยทำได้ไหม คำตอบคือได้ครับ ไม่ใช่ ไม่ได้นะครับ แต่เบี้ยแพงมาก ค่าสินไหมแพงมาก แพงเท่าไรครับ ๑๐ เท่าของปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลก็คือว่าทำอย่างไรให้บริษัทที่อยู่ในประเทศสามารถ ซื้อประกันภัยได้ในราคาที่ทำให้เขาแข่งขันได้ ก็คือส่วนต่างของ ๑๐ เท่าที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ แต่พอผมไปอ่านดูเนื้อหาของพระราชกำหนดในฉบับนี้ ผมเริ่มเป็นห่วงว่าผู้ที่ร่างสับสน ในประเด็นปัญหาหรือเปล่า ท่านเขียนไว้ว่าท่านสามารถเป็นได้ ๒-๓ อย่างครับ อย่างแรก ท่านเป็นผู้ให้ประกันก็ได้ อย่างที่ ๒ ท่านเป็นผู้รับประกันต่อก็ได้ อย่างที่ ๓ ท่านให้เงิน ช่วยเหลือบริษัทประกันภัยที่ต้องการก็ได้ วันนี้ถามว่าบริษัทประกันภัยในประเทศไทย สถานะทางการเงินเป็นอย่างไร ไม่ได้มีปัญหาเลยนะครับท่านประธาน ผมได้พบทั้งกลุ่ม ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีปัญหาเลย ถามว่าบริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศมีปัญหาหรือไม่ เครือข่ายทั่วโลกมีปัญหาเพียง ๒ หรือ ๓ บริษัทเท่านั้น ที่เหลือไม่มีปัญหา ก็ต้องถามว่าเขียน พระราชกำหนดแบบนี้จะทำอะไรแน่ และสิ่งที่ต้องการเป้าหมายจริง ๆ ที่ต้องการนี่ ก็คือว่า ต้องการให้สามารถให้ประกันต่อจากบริษัทในไทยด้วยสินไหมที่แข่งขันได้ เท่านั้นละครับ โจทย์อยู่ตรงนั้น แต่ท่านเขียนพระราชกำหนดไปไกลเลยครับ เขียนไปด้วยว่าท่านทำอะไร ก็แล้วแต่รายได้ของกองทุนไม่ต้องส่งกระทรวงการคลังก็ได้ ท่านไม่ต้องทำตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการประกันภัยก็ได้ ท่านทำบัญชีไม่ต้องทำตามระเบียบใด ๆ ก็ได้ ถามหน่อยครับ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดอย่างนี้สร้างความมั่นใจ หรือสร้างความไม่มั่นใจกันแน่ ผมไปคุยกับผู้ประกอบการที่เมื่อวานนี้เพิ่งได้เห็นนี่ครับ สะท้อนเสียงเหมือนกันหมดเลยครับ ว่าเห็นแล้วไม่มั่นใจ เพราะอะไร ยังไม่ชัดว่าจริง ๆ ต้องการจะทำอะไรกันแน่ ไปดูกรรมการในมาตรา ๙ กรรมการอำนาจมากเลยครับแล้วส่วนใหญ่เป็นฝ่ายการเมือง กรรมการแม้แต่คนเดียวที่มีความชำนาญด้านประกันภัยก็ไม่มี ไม่มีแม้แต่คนเดียวครับ ทีมงานทั้งหมดต้องสร้างขึ้นมาใหม่หมด กรรมการก็ไม่ได้บอกว่าทำงานเต็มเวลาหรือเปล่า งานนี้งานช้างครับ ต้องทำงานเต็มเวลา แต่เขียนว่าจะให้เงินเบี้ยประชุม แสดงว่ามันเป็น สำนักงานที่จะต้องมีเลขาธิการไหม เลขาธิการเหมือน กบข. ไหม กรรมการคุมนโยบายแต่มี ผู้ทำไหม ไม่มีเลยครับ ตรงนี้สร้างความไม่มั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้นคนในธุรกิจประกันภัยงงมาก กู้เงินบาทหรือเงินต่างประเทศก็ได้ เขียนไว้อีกว่าสามารถที่จะก่อตั้งสิทธิหรือทำธุรกรรมทั้งใน และนอกราชอาณาจักรก็ได้ด้วย เขาก็งงว่าเอ๊ะกองทุนนี้กำลังจะทำอะไรกันแน่ จะไปตั้งสาขา ในต่างประเทศหรือเปล่า จะไปเซ็นสัญญากับบริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือลองดูสิครับว่าเบี้ยประกันที่เขาหาได้มันเท่าไร ทำให้มันแข่งขันได้ ดูเรื่องส่วนต่างก็ทำได้ ใช้เงินน้อยมาก ไม่ต้องตั้งองค์กรใหม่เลยครับ แต่พระราชกำหนดฉบับนี้ เขียนออกมาชัดเจนเลย งงมากเลยครับว่าการดำเนินการของคณะกรรมการชุดนี้ไม่ตอบโจทย์ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ รู้ว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเอามาตั้งต้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีเองซึ่งไม่ได้ ฟังอยู่ ณ ที่นี้ ท่านก็พูดให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนบอก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สามารถดูแล ได้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐ เท่า ท่านประธานครับ ในธุรกิจประกันภัยจะคำนวณว่า กี่เท่าเขาใช้วิธีอย่างไรท่านประธานทราบไหมครับ ต้องกำหนดว่าพื้นที่เสี่ยงในประเทศ มีจุดไหนบ้าง ความเสี่ยงแต่ละจุดมากน้อยแค่ไหน โอกาสเกิดเหตุอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ พื้นที่เสี่ยงมีมากน้อยแค่ไหน ความเป็นไปได้เป็นอย่างไร ต้องเข้าไปมีการทำสูตรคำนวณ มากมายเลยครับ ทุกคนก็งงเหมือนกันว่า ๒๐ เท่าของท่านรองนายกรัฐมนตรีมาจากที่ไหน คนในวงการประกันภัยนะครับที่ผมพูด ไม่ใช่คนทั่วไป คนในวงการประกันภัยงงมากว่า มาจากที่ไหน
นอกจากนั้นในโครงสร้างการทำงานเองดูเหมือนว่าสถาบันนี้ กองทุนนี้ จะรับประกันความเสี่ยงอุทกภัยทั้งประเทศ ผมไม่เข้าใจแนวคิดเหมือนกัน วันนี้หลายเขตพื้นที่ มาบตาพุดไม่เคย ไม่ได้เสี่ยงกับอุทกภัย ทำไมจะต้องไปรับประกันต่อในส่วนนั้น หรือเป็น เพราะเขาบอกหาประกันไม่ได้แล้ว ผมก็ต้องตั้งคำถามว่าวันนี้รัฐบาลรู้จริงหรือเปล่าว่าปัญหา จริง ๆ มันอยู่พื้นที่ไหนกันแน่ หรือเป็นเฉพาะ ๗ นิคมอุตสาหกรรม หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ตรงไหนกันแน่ครับ ท่านทำกรอบได้กว้างมากเลยคนก็เลยสงสัยว่าจะดำเนินการได้จะใช้เวลา มากน้อยแค่ไหน
นอกจากนั้นในรายละเอียดยังมีอีกมากว่าความซ้ำซ้อนของอำนาจกรรมการ เช่น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะถูกกำหนดให้เป็นตัวละครตัวหนึ่งในการบริหารจัดการ กู้เงิน เบิกจ่ายเงินด้วย ชำระหนี้ด้วย และการอื่นใดตามพระราชกำหนดนี้บัญญัติไว้ ในขณะเดียวกันซ้ำซ้อนไหมครับกับอำนาจกรรมการ ซ้อนกันเลยครับ แต่เป็นตัวละคร ดำเนินการ แต่ไม่ได้นั่งเป็นกรรมการ คนที่ไปนั่งเป็นกรรมการคือผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง แปลกไหมครับดูเหมือนลักลั่นกันอยู่ คนที่ทำไม่มีเสียง คนที่มีเสียงไม่ได้ทำ คนที่ตัดสินนโยบายไม่ใช่เป็นผู้ที่ต้องดำเนินการตามพระราชกำหนด ทั้งหลายทั้งปวงมีปัญหามาก มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ พูดถึงเรื่องงบการเงินการบัญชีต้องติงนิดหนึ่งครับ มาตรา ๒๔ เขาเขียนตกนะครับ เขียนตกแล้วมันอ่านไม่เข้าใจครับ คำว่า และ ตกไปคำหนึ่งครับ เขียนว่า ให้กองทุนจัดทำงบดุล งบการเงินและบัญชีทำการส่ง ต้องบอกว่า และทำการส่ง กระมังครับ ต้องวรรคอีกครั้งหนึ่ง เขียนตกด้วยครับ เขียนอย่างนี้ไม่เข้าใจครับว่าให้ทำอะไร นอกจากเขียน ไม่ชัดแล้วกติกาไม่ชัด ท่านเขียนว่าต้องทำตามหลักสากล หลักสากล คืออะไรครับ วันนี้ประเทศไทยมี พ.ร.บ. การบัญชีชัดเจนนะครับ พ.ร.บ. การบัญชีของเราได้ มาตรฐานสากล ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ปรับปรุงมาต่อเนื่อง แล้วให้ทำตามหลักสากล คืออะไร แล้วความเป็นสากลหรือครับ ความเป็นสากลไม่มีระบบให้มีโครงสร้างที่ไม่สามารถ ตรวจสอบได้และกรรมการที่ไม่มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถในภารกิจที่จะต้องทำเลย นี่คือการสร้างความไม่มั่นใจ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าชัดเจนมากก็คือว่าไม่มีระบุครับ มีแต่บอกว่ารายได้ ไม่ต้องส่งกระทรวงการคลัง ขาดทุนใครรับผิดชอบครับ ท่านคิดแต่บวกอย่างเดียวขาดทุนใคร รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วผมเป็นคนหนึ่งที่ออกมาพูดตั้งแต่แรก ๆ เลยที่เกิด เหตุการณ์อุทกภัยเกิดขึ้นว่าต้องรีบทำเรื่องประกัน แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระราชกำหนดฉบับนี้ ไม่ตอบโจทย์ปัญหาของระบบประกันภัย ผมเป็นห่วงในนี้เขียนไว้หลายข้อ เปิดช่องให้ สามารถจ้างบุคคลที่ ๓ ทำอะไรก็ได้ บริหารเงินก็ได้ บริหารธุรกรรมก็ได้ ทำไมล่ะครับ ทำไม ต้องจ้างบุคคลที่ ๓ ครับ ถ้าท่านมีการจ้างบุคคลที่ ๓ ใช้ระเบียบพัสดุหรือเปล่า ท่านจ้าง บุคคลที่ ๓ วันนี้คนในธุรกิจประกันภัยเขานั่งนึกครับว่าบริษัทไหนจะส้มหล่นได้รับการว่าจ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้นธุรกรรมยิ่งหลายทอด ยิ่งไม่โปร่งใส ยิ่งตรวจสอบยากและท่านประธานคง จำได้นะครับกรณีในอดีตที่เราเคยมีปัญหาหลายกรณีที่ขณะนี้อยู่ในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็เริ่มต้นจากอย่างนี้ครับ ทำธุรกรรมหลายทอด มีกรณีเครื่องตรวจสอบระเบิดซีทีเอ็กซ์ (CTX) ธุรกรรมหลายทอด กรณีกุหลาบแก้วมีบริษัทหลายทอดหลายชั้นมีหมดละครับ ฟังแล้วมันคุ้น ๆ การประกันภัยประกันภัยต่อทรัพย์สินในไทย แต่ให้กู้เงินต่างประเทศ ไม่เข้าใจครับ นี่ครับ เปิดช่องให้มีการก่อตั้งสิทธิทำนิติกรรมในต่างประเทศได้ด้วย แทนที่จะคุ้มครองความเสี่ยง กับเพิ่มความเสี่ยงนะครับท่านประธาน นโยบายหลักการทั้งหมดของพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยง แต่ในพระราชกำหนดเขียนไว้เพิ่มความเสี่ยงเข้าใจไม่ได้ แทนที่จะ สร้างความมั่นใจมันกลับคลุมเครือนะครับท่านประธานไม่ชัดเจน ไม่ทำให้เกิดความมั่นใจ ไม่มีกำหนดเวลาการดำเนินการเลย ไม่มีการเขียนกรอบเวลาเลยครับว่าเรื่องไหนต้องทำเสร็จ เมื่อไร ท่านบอกเร่งด่วนมากเลยครับ ไม่เขียนเลยครับ กรรมการขยันหน่อยทำเร็ว กรรมการ ไม่ขยันทำช้า ทำไมละครับ ตรงนี้ก็เป็นข้อท้วงติงแล้วข้อสังเกตจากที่ผมสะท้อนให้นะครับ หลาย ๆ เรื่องสะท้อนมาจากคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมประกันภัยและมีหน้าที่ต้องหาช่องทาง หาแนวคิด หาวิธีการในการที่จะให้บริษัทในไทยได้รับประกันอย่างครอบคลุมนะครับ กรณีตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นมี ของประเทศนิวซีแลนด์มี เอาแนวคิดมาความจริงมันเป็นเรื่องไม่ยาก แต่จากการที่ผมได้ตรวจสอบสิ่งที่เขียนในพระราชกำหนดฉบับนี้ ผมเชื่อว่าเขียนที่ทำยาก ซับซ้อนไม่ตอบโจทย์ ไม่ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น และผมคิดว่าแทนที่จะแก้ปัญหา ซึ่งส่วนหนึ่ง ต้องยอมรับมาจากการบริหารจัดการ ของส่วนของรัฐบาลเอง ผมคิดว่าพระราชกำหนดนี้กำลังจะสร้างปัญหาเพิ่มเติมขึ้นให้ ประเทศนี้ด้วย อยากให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้างนะครับ แล้วก็ส่วนไหน ปรับปรุงแก้ไขได้ช่วยปรับปรุงแก้ไขนะครับ เพราะว่าเป้าหมายในการสร้างความเชื่อมั่น ไม่สามารถทำได้ด้วยการประกาศพระราชกำหนดฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไป ท่านวราภรณ์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน วราภรณ์ ตั้งภากรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานที่เคารพคะ จากการพิจารณาพระราชกำหนด ๒ ฉบับในวันนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลได้เสนอพระราชกำหนดทั้งสิ้น ๔ ฉบับ แต่เนื่องจากอีก ๒ ฉบับอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญค่ะท่านประธาน ถ้าเรามองย้อนถึง สาเหตุว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องเสนอพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับเพื่อมาช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู และพัฒนาอนาคตของประเทศไทยหลังจากที่เราประสบวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่ เพิ่งผ่านมาเมื่อปลายปีที่แล้ว จากตัวเลขของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสำรวจออกมา ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคมจนถึงปัจจุบัน ท่านประธานคะ พื้นที่ ๖๕ จังหวัดในประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ ความเสียหายดังกล่าวสร้าง ความเดือดร้อนให้กับครัวเรือนถึง ๔,๐๘๖,๐๐๐ ครัวเรือน จำนวนสูงมากค่ะท่านประธาน ยังไม่รวมพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหายเกือบ ๑๒ ล้านไร่ ยังไม่รวมความเสียหาย ต่อภาคประชาชน ธุรกิจ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อยหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่าง นิคมโรจนะที่เราได้ติดตามข่าวกันมาต่อเนื่อง ยังไม่รวมถึงความเสียหายจากปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง ถนนหนทาง สะพาน ฝาย คู คลอง ทั้งหลายที่รัฐบาลต้องสูญเสียเม็ดเงินมูลค่า มหาศาลเพื่อนำไปปรับปรุงให้ฟื้นฟูกลับมาสู่สภาพเดิม ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นผู้หนึ่ง ที่มีส่วนร่วมในอุทกภัยครั้งนี้เพราะจังหวัดนครสวรรค์ดิฉันจากวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นความทรงจำของจังหวัดนครสวรรค์ที่อุทกภัยครั้งนี้ได้ทำลายเศรษฐกิจในตัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์ สร้างความเสียหายให้ไม่น้อย ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีการเยียวยาครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท ชดเชย ซ่อมแซมบ้านเรือนที่พังเสียหาย ชดเชยอุปกรณ์ที่พังเสียหาย ชดเชย พืชสวนไร่นา พื้นที่ทำการเกษตร แต่ท่านประธานเห็นอยู่นะคะว่ามันไม่เพียงพอกับน้ำใจ ที่ไม่มากตรงนี้เพราะอะไรคะ จะเห็นอยู่ว่าทุกวันนี้ยังมีม็อบ (Mob) ออกมาประท้วง มีม็อบ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลพวกเขาเพราะความเดือดร้อนที่เขาได้รับนั้นกับเงินชดเชย เยียวยาของรัฐบาลมีจำนวนไม่เพียงพอกับความสูญเสียสภาพชีวิตความเป็นอยู่หรือด้านจิตใจ ดิฉันและชาวจังหวัดนครสวรรค์ถึงได้ซาบซึ้งว่าอุทกภัยครั้งนี้สร้างความหายนะให้กับพวกเรา อย่างมาก อาจจะมีบางท่านหรือหลาย ๆ ท่านที่ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลเราถึงต้องออก พระราชกำหนดการกู้เงินทั้ง ๔ ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและเป็นความจำเป็นที่เร่งด่วน คนที่ไม่เข้าใจไม่ได้เจอประสบอุทกภัยเหมือนอย่างจังหวัดดิฉันหรือตัวดิฉันเอง อาจจะ ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องออกพระราชกำหนด และดิฉันจะยกตัวอย่างนะคะว่าอย่าง พระราชกำหนดการปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งขณะนี้ตีความอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมูลหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท มูลหนี้ตัวนี้สูงค่ะท่านประธาน ถ้าหนี้สาธารณะสูงประเทศเรา ก็เหมือนบริษัท ๑ บริษัท เวลาจะไปกู้ใครเขา อย่างเช่นดิฉันมีบริษัท ถ้าบริษัทฉันปิดงบ กำไรขาดทุน ปรากฏว่ามีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ดิฉันเรียนถามนิดค่ะ ธนาคาร สถาบันการเงินไหน เขาจะให้ดิฉันกู้ไหมคะ ที่บอกว่าไม่จำเป็นเร่งด่วนมันจำเป็นค่ะ เพราะมันจะไปเชื่อมโยงกับ พระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่งซึ่งอยู่ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอยู่เช่นเดียวกันนะคะ เป็นพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนวางระบบบริหารการจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ วงเงินไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาทำอะไรคะท่านประธาน ในรายละเอียดบอกอยู่ชัดเจนนะคะว่าลงทุนเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและ สร้างอนาคตประเทศ มีแผนค่ะ ที่ทางฝ่ายค้านบอกไม่มีรายละเอียด มีแผนพัฒนาลุ่มน้ำทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำดังกล่าวถือเป็นสายน้ำสำคัญของทั้งประเทศไทยที่ร่วมบริหารจัดการเพื่อ เป็นการแก้ไข เป็นการกั้นน้ำ ป้องกันน้ำ กักเก็บน้ำหรือระบายน้ำ หรือจะพูดให้ชัด ๆ นะคะ ว่าเป็นการสร้างที่ให้น้ำอยู่ มีทางให้น้ำเดิน ปัญหาอุทกภัยจะได้ไม่เกิดขึ้น เอาไปทำอะไรคะ งบประมาณถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปสร้างเขื่อน สร้างฝายกักเก็บน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดคลองระบายน้ำหรือทำแก้มลิงในพื้นที่เหมือนที่ดิฉันพูดในจังหวัดนครสวรรค์ดิฉันค่ะ บึงบอระเพ็ดตั้ง ๑๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ ดิฉันก็ได้เคยพูดในคราวที่แล้วว่าเหมาะที่จะเป็นแก้มลิง ไว้กักเก็บน้ำจำนวนมหาศาล ความเดือดร้อนเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องลงมาถึงกรุงเทพมหานคร อย่างไรคะ
สำหรับพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ หรือพระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุกทุกภัยในครั้งนี้ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่อง เพราะการที่เราจะออกพระราชกำหนดช่วยเหลือ เยียวยาผู้ที่ประสบอุทกภัย วงเงินไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านประธานคะ รัฐบาล มีความจริงใจว่าพวกเราประสบอุทกภัย ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน เอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขนาดย่อมทั้งหลายแหล่ได้รับความเดือดร้อนทั่วถึงกัน แต่ความเดือดร้อนเหล่านี้ เขาไม่มีปัญญาที่จะหาแหล่งเงินทุนเอง ก็ต้องอาศัยรัฐบาลนี่ละค่ะที่เข้ามาช่วยเหลือ แต่ถ้าพระราชกำหนดการบริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ผ่าน ดิฉันคิดว่าเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะมาช่วยเหลือประชาชนเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ถึงแม้จะคิด ดอกเบี้ยต่ำอย่างไรถ้าน้ำมาอีกรอบ เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่เขาเรียกว่า ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จะเกิดประโยชน์อะไรละคะ เพราะสิ่งที่เราต้องการเน้นทำจริง ๆ คือการป้องกันและแก้ไข ปัญหาจากพระราชกำหนดเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น แล้วต่อเนื่องค่ะท่านประธาน ในส่วนพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เช่นกัน วงเงิน ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ดิฉันกล่าวมันไม่มาก แต่มันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ไม่ว่าจะในประเทศเองหรือจากต่างประเทศ เพราะอย่างน้อยรัฐบาลได้เข้ามาดูแล อย่างเวลา ถ้าดิฉันคิดจะไปฝากเงินธนาคาร ดิฉันขอยกตัวอย่างนะคะ ถ้าธนาคารไหนรัฐบาลไม่เป็น ประกันดิฉันก็ไม่กล้าฝาก เพราะกลัวธนาคารนั้นเจ๊งค่ะ และเงินต้นดิฉันก็จะหายไปหมด ไม่ใช่แค่หวังดอกเบี้ย หรือถ้าดิฉันจะซื้อพันธบัตรดิฉันก็ต้องซื้อพันธบัตรที่รัฐบาลเป็นประกัน เพราะมันเป็นการสร้างความเชื่อมั่น เหมือนปัจจุบันนี้จะเห็นว่าบริษัทประกันภัยต่าง ๆ ไม่มีความมั่นใจ เช้าตื่นขึ้นมาเราฟังข่าวแล้ว น้ำจะมาอีก ๔ เท่าตัว คำว่า ๔ เท่าตัวนี่ ขนาดปีที่แล้ว ๑ เท่าตัวยังเดือดร้อนขนาดนี้ ถ้าอีก ๔ เท่าตัวเราจะเดือดร้อนขนาดไหน และอย่างเมื่อเช้าข่าวช่องหนึ่งก็ออกบอกว่า เปรียบเทียบสถิติน้ำฝน ปี ๒๕๕๕ ในเดือน มกราคม ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับเดือนมกราคม ปี ๒๕๕๔ ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ เท่าตัวค่ะ ทุกวันนี้พวกเราเกิดความหวาดผวาว่าตื่นขึ้นมาเจอแต่ข่าว น้ำจะมาไหม ฝนตกไหมวันนี้ ปีนี้น้ำจะท่วมไหม นี่อย่างไรคะถึงพูดว่าทุกพระราชกำหนดนี้มีความเกี่ยวโยงกัน ที่ใครบอกว่าไม่เกี่ยวต้องแยกเป็นรายเรื่อง ดิฉันว่าไม่จริง หรือเขาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ ประสบปัญหาอุทกภัยเหมือนที่บางคนได้เจอ และที่สำคัญนะคะท่านประธาน ในกรณี ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือกรณี ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถามว่าการประเมินของ ธนาคารโลกเราเห็นชัดแล้วนะคะว่าประมาณการตัวเลขจากความเสียหายที่เกิดอุทกภัยขึ้น เมื่อปลายปีที่ผ่านมาของประเทศไทยสร้างความเสียหายถึง ๑.๔๔ ล้านล้านบาท ถามท่านประธานนิดหนึ่งนะคะว่าวงเงินประกันภัยไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไม่มีทาง เพียงพอค่ะ ถ้าเรายังไม่มีพระราชกำหนดในการกู้เงินเพื่อมาบริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนั้นมาช่วย วงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่เกิด ประโยชน์ต้องใช้เป็นล้านล้านบาท แล้วก็ละลายแม่น้ำจะไม่เหลืออะไรเลย ดิฉันจึงคิดว่า พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ เป็นเรื่องเร่งด่วนมีความจำเป็น เพราะอย่างน้อยดิฉันได้ประสบ มาด้วยตัวเองถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนแสนสาหัสที่เกิดขึ้นและดิฉันยังอยากจะเสนอแนะไป ยังรัฐบาลนะคะ สำหรับพระราชกำหนดในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัยวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันอยากจะให้ท่านในเมื่อเรามีโครงการหลาย ๆ โครงการอย่าไปคิดดอกเบี้ยเลยค่ะ ในช่วงระยะแรกถึงแม้ท่านจะบอกว่าดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ ๓ ถ้าในความคิดเห็นของ ดิฉันอยากเสนอท่านว่าถ้าเป็นไปได้เราเคยมีการปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลากี่ปี ไหน ๆ เราจะช่วยประชาชน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้อยู่แล้ว ก็น่าจะช่วยเขาให้เดินต่อไปได้ และที่สำคัญที่สถาบันการเงินจะต้องส่งเงินคืนให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน ระยะเวลา ๕ ปี ดิฉันก็อยากจะเสนอแนะให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก เพราะเราจะต้องใช้ เวลาในการฟื้นตัว ฟื้นประเทศของเรา เพื่อให้คนในประเทศและคนต่างประเทศ มีความเชื่อมั่น และสิ่งที่ดิฉันอยากจะฝากไปยังทางรัฐบาลที่ผ่านมานะคะ ที่ท่านบอกว่าคราวที่ ท่านได้มีการออกพระราชกำหนดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อนำมาสนับสนุนโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ วงเงินกู้ พระราชกำหนดคราวนั้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันอยากถามช่วงนั้นที่ไม่ได้เกิดอุทกภัย เพียงต้องการมากระตุ้นเศรษฐกิจกับช่วงนี้อุทกภัยที่เพิ่งเกิดขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ แล้วทุกคนยัง เดือดร้อนอยู่เพราะยังฟื้นตัวเองไม่ได้ อันไหนมีความสำคัญ จำเป็น หรือเร่งด่วนกว่ากัน และดิฉันอยากจะฝากไปยังรัฐบาล ถ้าท่านคิดว่าพระราชกำหนดในการกู้เงินคราวนี้ยังไม่ พอเพียงที่จะมาแก้ไขหรือบริหารจัดการน้ำอย่างสมบูรณ์ทั้งประเทศ ดิฉันอยากเสนอให้ รัฐบาลกล้าที่จะกู้เพิ่ม ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่จะสนับสนุนและดิฉันก็คิดว่าพี่น้องประชาชนย่อม เข้าใจ เพราะเขาเจอปัญหามาพร้อม ๆ กัน เขาย่อมเข้าใจว่าการกู้เงินของรัฐบาลในคราวนี้ เพื่อมาช่วยพวกเขาอย่างแท้จริง ดิฉันคิดว่าเขาจะสนับสนุนรัฐบาลด้วยซ้ำไป ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน
มีผู้แสดงความจำนง ที่จะพูดเหลืออีก ๓ ท่านนะครับ เราขอเป็น ๓ ท่านสุดท้ายได้ไหม เชิญท่านสรรเสริญ สมะลาภา เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจง เชิญท่านรัฐมนตรีครับ ว่าอย่างไรนะครับ
ท่านประธานคะ บุณย์ธิดา สมชัย ในนามของวิปค่ะท่านประธาน เพราะเมื่อสักครู่ทางวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านได้คุยกับ ท่านประธานว่าคืนนี้เราจะอภิปรายกันถึงเที่ยงคืน แล้วก็จะต่อพรุ่งนี้ตอนเก้าโมงเช้าต่อ เพราะฉะนั้นรายชื่อที่ส่งไปก็ไม่น่าจะใช่ ๓ ท่านสุดท้ายด้วยท่านประธาน แล้วก็ทางฝ่ายค้าน ที่เรายังไม่ได้ส่งชื่อขึ้นไปอีกประมาณ ๑๐ กว่าท่านค่ะท่านประธาน เพราะเราส่งไปเป็นชุด ๆ เราไม่ต้องการส่งเข้าไป แล้วเมื่อกี้ทางท่านประธานวิปรัฐบาลก็ได้แจ้งมาว่าทางฝั่งรัฐบาลเอง ก็มีอีกประมาณ ๒๐ ท่าน เพราะฉะนั้นจะไม่ใช่ ๓ ท่านสุดท้ายแน่นอนท่านประธาน
อย่างนั้นไม่เป็น อะไรครับ เดี๋ยววิปหารือกันก็แล้วกัน เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และวันนี้ขอใช้สิทธิ ที่จะชี้แจงในฐานะที่นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีและเป็นผู้ที่ได้ร่วมในการอนุมัติให้มีการออก พระราชกำหนดในครั้งนี้ทั้ง ๔ ฉบับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเข้าสู่เนื้อหาสาระ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกตลอดจนพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ว่าวันนี้ที่เราต้องมาอภิปรายเรื่องพระราชกำหนด ๔ ฉบับที่รัฐบาลนี้ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องตัดสินใจออกพระราชกำหนดขึ้นมาทั้งชุด ก็เพราะมีมูลเหตุเกิดจาก การบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ผ่านมา พูดง่าย ๆ คือรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ที่มีความผิดพลาด คลาดเคลื่อนดูตัวเลขไม่เป็น วิเคราะห์ผลที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ถูกต้อง เดี๋ยวผมจะมีตัวอย่างตลอด ที่ผมจะอภิปรายในครั้งนี้ว่าท่านได้คิดตัวเลขมาผิดพลาดโดยตลอดในขณะที่ท่านนั่งบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ผมบังเอิญมีอาชีพเดิมเป็นวิศวกรได้ดูตัวเลขความจุ ของน้ำในเขื่อนภูมิพลและในเขื่อนสิริกิติ์ในช่วงต้นปี ๒๕๕๔ คือต้นปีที่แล้ว ปรากฏครับว่า รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ไม่ได้ปล่อยน้ำทิ้ง ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนทั้ง ๒ เขื่อนมีมากกว่าปกติ ดังนั้น เมื่อเกิดฝนตกขึ้นมา และโดยเฉพาะเกิดพายุไต้ฝุ่นเข้ามาโจมตีประเทศไทยถึง ๕ ลูก ก็เลย เกิดภาวะน้ำล้นเขื่อน ไม่สามารถที่จะเก็บกักได้ก็ไหลเข้ามาท่วมในบริเวณภาคกลาง ภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร อันนี้ละครับคือปัญหาที่เกิดขึ้น ผมเข้าใจครับ รัฐบาลอาจจะมัว ยุ่งอยู่กับเรื่องไข่ชั่งกิโลในขณะนั้น อาจจะยุ่งพะว้าพะวงอยู่กับกรณีน้ำมันปาล์มขาดตลาด คนไทยเข้าแถวตีหัวกัน แย่งกันซื้อน้ำมันปาล์ม เข้าใจครับ ท่านก็เลยไม่มีเวลาที่จะศึกษา วิเคราะห์ตัวเลข ปริมาณน้ำหน้าเขื่อน รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ ๒ เดือน พอเริ่มเข้ามาน้ำก็ท่วมแล้ว มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งประชาชนคนไทยทั้งประเทศ คนทั้งโลก ไม่คาดคิดหรอกครับว่าจะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ อันนี้ละครับคือที่มาของการที่รัฐบาลชุดนี้ จำเป็นต้องตราพระราชกำหนดขึ้นมา ๔ ฉบับ พระราชกำหนดฉบับแรกคือพระราชกำหนดให้ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ อันนี้คือ เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นพระราชกำหนดฉบับแรก พระราชกำหนดฉบับที่ ๒ เป็นพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยไม่ว่าจะ เป็นบริษัทขนาดเล็กเอสเอ็มอีทั้งหลาย เราก็ต้องให้ความช่วยเหลือหลังจากเกิดภาวะน้ำท่วม พี่น้องประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายต้องการเงินที่จะมาซ่อมแซมซึ่งเสียหายมาก ๆ รัฐบาลให้ ความอนุเคราะห์ได้เพียงบางส่วนก็ต้องการเงินกู้ ร้านค้าต่าง ๆ ที่ประชาชนได้รับความเสียหาย จากน้ำท่วมก็ต้องกู้เงิน อันนี้รัฐบาลก็เลยใช้ พ.ร.ก. ฉบับที่ ๒ ซึ่งเรียกภาษาฝรั่งว่าเป็นซอฟต์โลน ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยเงินให้กับธนาคารเล็ก ๆ หรือธนาคารเอกชนทั่ว ๆ ไป เพื่อปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
สำหรับพระราชกำหนดฉบับที่ ๓ เป็นกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ท่านประธานครับ ถ้าเราจะกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอีหรือประชาชน ถ้าจะกู้เงินจาก ธนาคารมันก็ต้องซื้อประกัน ถ้าไม่มีประกันภัยเขาก็ไม่ให้กู้ เพราะฉะนั้น พ.ร.ก. ฉบับที่ ๓ ก็มาเกี่ยวข้องกับฉบับที่ ๒ ซึ่งก็ดีใจครับ ที่พรรคฝ่ายค้านเห็นด้วยว่าพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ เป็นเรื่องเร่งด่วนโดยไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ฉบับที่ ๔ ครับ เป็น พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ ในอดีตเพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เงินก้อนนี้อยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชน เป็นหนี้ที่ยังคงค้างอยู่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องเป็นผู้ชำระใช้เงินต้น โดยดอกเบี้ยรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาใช้เงินภาษีราษฎรไปจ่ายดอกเบี้ย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เคยคิดที่จะนำเงินที่หามาได้ไปใช้หนี้เงินต้น เพราะถือว่า ตัวเองไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ท่านประธานครับ ซึ่งเรื่องนี้มันผ่านมาหลายรัฐบาล รัฐบาล ที่มีความรับผิดชอบ ที่มีความรู้ด้านการเงิน รู้จักวิธีหาเงินเข้าประเทศก็ต้องการที่จะแก้ไข ปัญหาหนี้ก้อนนี้ด้วยส่วนหนึ่งเพราะเราสามารถนำเอาดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทุกปี ๆ โดยใช้เงิน ภาษีที่เก็บมาได้จากพี่น้องประชาชน ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อปีไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ได้ด้วย เพราะว่าการที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าเพียงพอที่จะ จัดวางระบบบริหารน้ำให้มีประสิทธิภาพ ดูแลในกรณีที่เกิดภัยแล้งเพื่อให้ประชาชน ได้มีน้ำใช้ได้เพียงพอหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนเลยครับว่าไม่พอแน่นอน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นก้าวย่างที่จะก้าวไป หลังจากนั้นเราก็ใช้งบประมาณประจำปีได้ ท่านประธานครับ ที่ผมต้องพูดเช่นนี้เพราะท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ให้ผมไปดูงาน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปดูงานที่ประเทศเกาหลีครับ ประเทศ เกาหลีมี ๔ ลำน้ำเหมือนประเทศไทย เรามี ปิง วัง ยม น่าน เขาก็มี ๔ แม่น้ำ เขาเจอปัญหา น้ำท่วมมาโดยตลอด เขาสามารถอนุมัติงบประมาณเพื่อไปทำการก่อสร้างระบบจัดการน้ำ ทำเป็นฝายน้ำล้นตลอดแนวทางน้ำเพื่อไม่ให้น้ำมาท่วมเมืองหลวง แล้วก็ประสบความสำเร็จ โครงการเขากะจะทำ ๔ ปี เขาทำเพียง ๒ ปีครึ่ง วันนี้ประสบความสำเร็จ พิสูจน์แล้วว่า น้ำไม่ได้ท่วมจากพื้นที่ที่เคยเจอน้ำท่วม นอกจากนั้นแล้วในหน้าแล้งเขามีน้ำให้พี่น้องเกษตรกร สามารถปลูกพืชสวนไร่นา ปลูกข้าว ปลูกทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ ท่านประธานครับ วันนี้ เป็นที่น่าเสียดายที่พรรคฝ่ายค้านมองไม่ออกว่า ๔ พระราชกำหนดนี้เป็น พูดภาษาฝรั่งหน่อยนะ ท่านประธาน เป็นแพคเกจ (Package) ต้องทำร่วมกันทั้ง ๔ พระราชกำหนด จะแยกจากกันนั้น มันไม่ได้ ถ้าท่านมองแค่นี้ท่านไม่เข้าใจ ผมว่าท่านถึงแพ้การเลือกตั้ง ประชาชนไม่เลือกท่าน เพราะว่าท่านบริหารงานไม่เป็น ท่านประธานครับ อย่างกรณีมาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยที่เขียนไว้ให้อำนาจรัฐบาลสามารถตราพระราชกำหนดในกรณี ที่เห็นว่าเกิดเหตุความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เกิดความไม่ปลอดภัยต่อสาธารณะ เกิดความไม่ปลอดภัยของประเทศ ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ เราสามารถที่จะออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้และพระราชกำหนดนี้ จะต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเทียบเคียงให้ท่านประธานได้เห็นว่าสมัยที่รัฐบาลท่านนั่งอยู่บนนี้
เชิญครับ
ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ท่านพยายามนั่งฟังสักนิดครับท่านประธาน ผมเข้าใจว่าคนมาชี้แจงเริ่มจะกินยาผิดแล้ว คือผมไม่แน่ใจว่ามันชี้แจงกฎหมายหรือจะมาท้ารบกัน คือท่านเล่นเอ่ยมาตั้งแต่เป็นฝ่ายค้านครับ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น เริ่มต้นท่านก็ปฏิบัติการตามที่ท่านด่าคนอื่นทุกอย่างหมด จะชวน ทะเลาะหรือจะชี้แจงกฎหมายครับท่านรัฐมนตรี ถ้าทะเลาะก็ไม่เป็นอะไร ผมเป็นฝ่ายค้านครับ ท่านต้องทำใจให้ได้นะครับว่าเป็นรัฐบาลแล้วหรือยังละเมอว่าตัวเองเป็นฝ่ายค้าน ท่านประธานนั่งฟังสักนิดนะครับ คือถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องพูดครับ เอาคนรู้เรื่องมาพูดดีกว่าเดี๋ยว ผมจะสอนวิชารัฐศาสตร์ให้ฟังครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ ให้อยู่ในประเด็นนิดหนึ่ง กระชับด้วยนะครับ
ได้ครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ในกรณีที่ผมพยายามจะชี้แจง ผมพยายามที่จะเล่าความให้เพื่อนสมาชิก ตลอดจนพี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึงแนวคิดของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนด ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนไว้ว่าสมัยที่ผมนั่งเป็นฝ่ายค้าน แล้วรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั่งอยู่ข้างบนก็มี การออกพระราชกำหนดโครงการไทยเข้มแข็ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยครั้งนั้นท่านได้เขียน ไว้ในพระราชกำหนดว่าเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพียงหัวข้อเดียว ในการเสนอ พ.ร.ก. สมัยนั้น แต่ของเรานี้นะครับสิ่งที่มันเกิดขึ้นขณะนี้เดี๋ยวผมจะชี้ ให้เห็นครับว่านอกจากปัญหาวิกฤติอุทกภัยน้ำท่วมแล้ว มันทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มันทำให้พี่น้องประชาชนขาดความปลอดภัยสาธารณะ ความปลอดภัยของประเทศก็เสียหาย นอกจากนั้นภัยพิบัติที่เกิดกับสาธารณะก็มี เป็นประเด็นหลักเลยครับที่สอดคล้องกับ มาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญ และถามว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่ ผมยืนยันครับว่าเป็น เรื่องเร่งด่วนอย่างแน่นอน เพราะว่าการที่จะก่อสร้างจัดทำระบบบริหารจัดการน้ำนั้น มันไม่ใช่ว่า ลงเงินวันนี้จะสำเร็จวันนี้ มันต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นจะรอให้ ไปถึงปีงบประมาณอย่างที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านพยายามจะบอกว่าทำไมไม่จัดทำ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ นะครับ ซึ่งมันไม่ทันกาล เพราะว่าเหตุการณ์ทุกวันนี้ท่านประธาน เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนที่ฝรั่งเขาตกใจกันเขาบอกว่า ไคลเมท เชน (Climate change) หน้าฝนฝนไม่เคยตกในกรุงเทพฯ ในเดือนธันวาคมกับเดือนมกราคม วันนี้ก็ตก บางประเทศเกิดอาการหิมะตกเยอะมาก อากาศหนาวเย็นพี่น้องหนาวตาย ทั่วโลกเกิดวิกฤติ วิปริตแปรปรวนไปหมดท่านประธาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลพยายามที่จะทำทั้งหมด อย่างเป็นระบบ ๔ พระราชกำหนดด้วยกันนั้น เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแตกต่างจากสมัย เมื่อตอนที่รัฐบาลท่านทำ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็งในขณะนั้น กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๒ และตอนนั้นผมเป็นฝ่ายค้าน ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงข้อมูลอย่างนี้ครับว่า ตอนนั้นเรายื่นศาลรัฐธรรมนูญ โดยเรา มองเห็นว่าการออกพระราชกำหนดในสมัยนั้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีความผิดพลาด ในตัวเลข เพราะว่า พ.ร.ก. ฉบับนั้นเวลาเข้าสู่สภามันจะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเอาเงิน ก้อนหนึ่งเพื่อไปปิดหีบงบประมาณ หมายความว่า งบประมาณในการจัดเก็บของ ปี ๒๕๕๒ ไม่สามารถที่จะเก็บได้ตามเป้าก็เลยจำเป็นจะต้องกู้เงินเพื่อไปใช้ปิดหีบงบประมาณ แล้วอีกก้อนหนึ่งเอาไปทำโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งปรากฏว่าในโครงการไทยเข้มแข็งนั้น ไม่มีรายละเอียดเหมือนกันท่านประธาน ซึ่งผมก็ได้ไปยื่นในศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน ไม่มีรายละเอียดของโครงการ แต่ที่สำคัญที่สุดครับที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าตอนนั้น ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน เห็นว่าพระราชกำหนดฉบับนั้นมีความผิดพลาด ผิดพลาดในเชิงตัวเลข เพราะตอนนั้นเกิด วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส รัฐบาลนี้ ตื่นตูม เห็นว่าจะกระทบเศรษฐกิจในประเทศไทย เกรงกลัวไปหมด ผมบอกว่ามันคนละมุมโลก ผมจำได้ผมอภิปรายในสภานี้ครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ตรงข้ามกับประเทศไทย สมัยเกิด ต้มยำกุ้ง ต้มยำกุ้งไม่ได้แผ่กำลังไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเลย ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เจอ ผลกระทบ ผมก็คิดว่าถ้าเกิดจากประเทศสหรัฐอเมริกาก็ไม่กระทบประเทศไทย ผมก็เลยบอกว่า ตัวเลขที่ไปปิดหีบนั้นมันยังแกว่ง เพราะท่านประมาณการเดือนพฤษภาคม มันไม่ใช่ ถ้าท่าน จะใช้พระราชกำหนดท่านอาจจะออกเดือนสิงหาคม เดือนกันยายน ก่อนที่จะปิดหีบ งบประมาณก็ยังทัน อันนี้คือสิ่งที่ผมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่เกิดขึ้นท่านประธาน มันก็เป็นจริงอย่างที่ผมคาด พอปลายปีงบประมาณเก็บพลาดเป้าไปแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่มาขอพระราชกำหนดผ่านสภา อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจะชี้ให้เห็นครับว่าฝ่ายค้านขณะที่เป็นรัฐบาลคิดตัวเลขผิด วันนี้กลับไปเป็นฝ่ายค้าน ก็ยังคิดตัวเลขผิดอีก ความเสียหายในครั้งนี้มันทำให้เกิดมีการเสียหายถึงชีวิตของพี่น้องประชาชน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เรือกสวน ไร่นา สัตว์เลี้ยงของพี่น้องประชาชน เสียหายหมดครับ และสิ่งที่ รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพื่อที่มาจัดการระบบ นอกจาก ป้องกันภัยน้ำท่วมแล้ว เรายังต้องการป้องกันภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้พี่น้องสามารถมีน้ำใช้ เพื่อการเกษตรกรรม อันนี้ละครับเราต้องการปกป้องไม่ให้เกิดการทำลายความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้มูลค่าความเสียหาย ทั้งหมดที่ธนาคารโลก และสภาพัฒน์ร่วมกันประเมินตัวเลขไว้ ๑.๔ ล้านล้านบาท ท่านประธาน นอกจากนั้นแล้วน้ำท่วมครั้งนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งต่างชาติและ ในประเทศที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมก็ดี พื้นที่เศรษฐกิจทุกแห่งหดหายไปหมด ส่งผลกระทบ ต่อภาคการส่งออก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนครับว่าน้ำท่วมในครั้งนี้บริษัทผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทั่วโลกได้รับผลกระทบไปหมด เนื่องจากปรากฏว่าประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกอะไหล่เหล่านี้เป็นจำนวนมาก เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนั้นแล้ว มีแนวโน้มที่บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยก็จะย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น อันนี้ละครับก็ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอีกเช่นกัน นอกจากนั้นครับรายได้ของรัฐบาลย่อมลดลงแน่นอน ก็จะก่อให้เกิดการว่างงานขึ้นมาได้ แรงงานไทยก็จะตกงานเป็นจำนวนมาก การจ้างงาน การส่งออกสินค้าลดลงอย่างแน่นอน สภาพของเศรษฐกิจไทย ท่านประธานลองนึกเอาก็แล้วกัน ก็จะเกิดการล่มสลาย ตลาดการเงิน ตลาดหุ้น ตลาดทุนก็จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ และเมื่อเกิดอุทกภัยน้ำท่วมก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อโบราณสถานอันเป็นสถานท่องเที่ยว เป็นมรดกโลก ท่านประธาน รายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยทำรายได้เข้าสู่ประเทศสูงสุดแน่นอนครับ รายได้ มันลดลง นักท่องเที่ยวต่างชาติท่านจำได้นะครับตอนน้ำท่วมมีบางประเทศประกาศไม่ให้ นักท่องเที่ยวมาเที่ยวในกรุงเทพมหานคร ซึ่งผมอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ชี้แจง ไปยังสถานทูตต่าง ๆ ว่าประเทศไทยท่วมในเฉพาะบางพื้นที่ อย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปไม่ได้ แต่ยังไปจังหวัดภูเก็ต ไปเกาะสมุย ไปจังหวัดเชียงใหม่ได้เพราะน้ำไม่ท่วม
ท่านประธานครับ ประการที่สำคัญที่สุดน้ำท่วมมันได้ทำความเสียหายต่อชีวิต โดยเฉพาะจิตใจของพี่น้องประชาชนที่ต้องทนทุกข์ระทมกับการที่บ้านเรือนและทรัพย์สิน ของตนเองต้องจมอยู่ใต้น้ำ คนไทยต้องทะเลาะกันเอง ทนทุกข์ทรมานเป็นแรมเดือน บางครอบครัวต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิง ไม่สามารถประเมินความเสียหายทั้งหมดเป็น ตัวเลขหรือเป็นตัวเงินได้หรอกครับ นอกจากนั้นการสูญเสียญาติพี่น้องที่ต้องจมหายไป กับกระแสน้ำ บางคน บางชีวิตถูกไฟฟ้าช็อตหรือไฟฟ้าดูดจนเสียชีวิต ที่สำคัญที่สุด ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คนชราครับท่านประธาน ผู้ป่วยที่ติดอยู่ในบ้านเรือนปราศจากการดูแล นอกจากนั้นยังมีโจรผู้ร้ายออกอาละวาดขโมยทรัพย์สิน ข้าวของของพี่น้องประชาชน พี่น้องคนไทยต้องอยู่โดยปราศจากความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสิ่งนี้ล่ะครับ คือการสูญเสียความปลอดภัยสาธารณะในช่วงเกิดวิกฤติน้ำท่วม ท่านประธาน ผมอยากจะ กราบเรียนเลยว่าวันนี้ประเทศไทยเราจะต้องสร้างความปลอดภัยของประเทศ เราจะต้อง สร้างความปลอดภัยของสาธารณะ เราต้องสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และเราต้องป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะให้แก่ประเทศไทย
ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากจะถามเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านว่าเราจะสร้าง ความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในประเทศและต่างชาติได้อย่างไร ถ้าเราไม่แสดงให้ประชาคมโลก ได้เห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ให้เห็นเป็น รูปธรรมโดยเร็ว และเงินที่เราลงไปนั้นก็จะเป็นเงินที่สามารถนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัว เพราะมันจะก่อให้เกิดการจ้างงานในขณะเดียวกันไปพร้อม ๆ กันนี้ได้ด้วย และที่สำคัญที่สุด ถ้าเราสร้างความเชื่อมั่นเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมันก็จะเป็นการดึงนักลงทุนต่างชาติเอาไว้เพื่อไม่ให้ ถอนการลงทุน หรือย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่น วันนี้ประชาคมอาเซียนทุกประเทศที่ผมได้ไปเห็นมา ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยกว่าใครเลยครับ ถามคนต่างชาติที่ผมไปเจอมา ไม่ว่าจะเป็น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี แม้กระทั่งประเทศอื่น ๆ เขาก็ไม่คิดที่จะย้ายการลงทุนไปยัง ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเขาเห็นว่านิสัยคนไทยมีมิตรไมตรี มีจิตไมตรีที่ดี อากาศ อาหาร สนามกอล์ฟ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ถนนหนทาง ระบบรถไฟฟ้าเป็นประโยชน์ที่เขา สามารถทำธุรกิจได้ เขาอยากเห็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องมีความจริงใจที่จะรีบแก้ไขปัญหาให้กับเขา ท่านประธานครับ ผมเดินทางไปต่างประเทศในการประชุมระหว่างประเทศที่ผมไปทุก ๆ แห่ง และได้เห็นผู้นำประเทศทุกประเทศพบปะพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ทุกประเทศครับ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์น้ำท่วม ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ประเทศไทยประสบในครั้งนี้ นอกจากนั้นทุกประเทศผู้นำจะแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชน คนไทย และเมื่อท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์พูดถึงแผนการฟื้นฟูประเทศ พูดถึงการเตรียม งบประมาณต่าง ๆ ที่จะขอให้สภาแห่งนี้ได้ผ่านเงินงบประมาณเพื่อมาใช้ในการบูรณะทำแผน ป้องกันการน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้น และพูดถึงแนวทางป้องกันภัยแล้งที่จะทำลายพืชผลทางการเกษตร เพราะว่าต่างประเทศจะมองถึงฟู้ด ซิเคียวริตี้ (Food Security) ความมั่นคงทางอาหาร ประเทศไทยนั้นเรามีดีตรงที่เราเป็นประเทศเกษตรกรรม เรามีข้าว เรามียางพารา เรามี น้ำตาล ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถส่งออกได้ ต่างชาติเขามีความเชื่อมั่น เมื่อเขาได้ฟังคำชี้แจง ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผู้นำทุกประเทศครับ ต่างให้ความชื่นชมแนวคิดของรัฐบาล และแสดงความมั่นใจให้กับประเทศไทย ผมอยากจะฝากเพื่อนสมาชิกไว้ครับว่าช่วยกันครับ พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ จริงอยู่ท่านอาจจะมองเห็นว่า ๒ ฉบับไม่ได้มีความเร่งด่วน แต่ผม ในฐานะที่เคยไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเมื่อครั้งที่ท่านออก พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ผมยังเห็นว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับนี้มีความเร่งด่วนยิ่งกว่าสมัยนั้นเสียอีก ซึ่งผมพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ทางผมนั้นมีทุกหัวข้อที่เขียนไว้ในมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เป็นเรื่องเร่งด่วนครับ ผมถามสักคำหนึ่งว่าถ้าเราช้าไป เกิดน้ำท่วมปีนี้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีก สักเท่าไร เรารักประชาชนเหมือนกัน เราต้องการเห็นประเทศชาติเจริญเหมือนกัน แล้วทำไม เราไม่หันมาช่วยกันละครับ จริงอยู่เมื่อกี้ผมอาจจะพูดเหมือนผมเป็นฝ่ายค้าน บางครั้งก็ลืมตัว ได้เหมือนกัน เพราะขึ้นบนเวที นาน ๆ ได้ขึ้นที ได้พูดที แต่ผมคิดว่าวันนี้ผมอยากจะเรียกร้อง ให้สภาแห่งนี้ช่วยกันครับ พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับมีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และสร้าง ความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสังคมโลก เงินไม่เยอะหรอกครับ เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นซอฟต์โลนได้คืนแน่นอน กองทุนเพื่อไปประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้คืน ผมอยากจะให้ทุกคนมองเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และวันนี้ผมได้ยิน ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดในตอนต้น ท่านก็บอกท่านมีความเห็นอกเห็นใจ พี่น้องประชาชน ผมยินดีครับที่ได้ยินสิ่งเหล่านี้จากเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ผมในฐานะที่มานั่งใน ครม. ชุดนี้ ผมก็ต้องการเห็นที่ประเทศไทยจะแก้ไขปัญหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นเราไม่ติดอันดับ ๕ ของโลกที่เกิดความเสียหายมากมายขนาดนี้ ขอบคุณท่าน ประธานครับ
ท่านมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานครจากพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนะครับที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พาดพิง ว่าการบริหารน้ำผิดพลาดของพรรคประชาธิปัตย์ครับ ขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ เพียง ๑ นาทีเท่านั้นครับ แผ่นชาร์ท (Chart) แผ่นนี้ได้ขออนุญาตท่านประธานไว้แล้วหลายครั้ง ในสภาแห่งนี้นะครับ การกักเก็บน้ำพูดกันหลายครั้งในสภาแห่งนี้ครับ ท่านเข้ารับตำแหน่งใน วันที่ ๑๐ สิงหาคมครับ ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล กราฟแผ่นนี้โชว์กันหลายรอบในสภานี้ ยืนยันอีกครั้งว่าสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์ยังดำรงตำแหน่งอยู่ครับ น้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปกติครับ วันที่รับตำแหน่งในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ท่านครับท่านจำได้ไหมครับ วันที่ ๒๓ สิงหาคม ท่านพูด เรื่องบางระกำโมเดล โดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ท่านพูด บางระกำโมเดล แล้วก็ ครม. ชุดนี้ทำงานประหนึ่งว่ารู้เรื่องน้ำท่วมเป็นอย่างดีครับ แต่ปรากฏ ว่าพอดูในกราฟแผ่นนี้ครับ เดือนกันยายน เดือนตุลาคม ท่านไม่ปล่อยน้ำเลยครับ แล้วน้ำ ก็เต็มจนเอ่อล้นเขื่อนภูมิพล เลยนำมาสู่ปัญหาว่าน้ำท่วมเข้ากรุงเทพมหานครอย่างไรครับ จนสุดท้ายเป็นวาทกรรมของประจำปีที่ผ่านมาว่า เอาอยู่ แล้วอย่างนี้แล้วท่านจะโทษรัฐบาล ในอดีตได้อย่างไรครับ ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้เราพูดในสภานี้หลายรอบแล้ว ก็ขอให้ท่านเลิก บิดเบือนข้อเท็จจริงแบบนี้ได้แล้วครับ แล้วยอมรับครับว่าท่านบริหารงานผิดพลาดจริง ในเรื่องของน้ำ แต่ท่านเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน ๑๕ ล้านเสียง วันนี้สิ่งที่ท่านต้องทำให้ดี คือบริหารให้ดีและให้ถูกต้อง เรื่อง พ.ร.ก. น้ำท่วมพวกผมเองไม่มีปัญหาใด ๆ เลยครับ ถ้าสั้น ๆ นะครับท่านประธานครับ ถ้าท่านแสดงรายละเอียดต่อสภาแห่งนี้ว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเอาไปทำอะไรครับ แค่นั้นละครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสรรเสริญ สมะลาภา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่ผมจะขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายมันก็ยังมีประเด็นตกค้างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พูดถึง แล้วก็จะถือโอกาสนี้ใช้สิทธิในการอภิปรายเพื่อที่จะแก้ข้อกล่าวหาแล้วผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่สมควรที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง
อย่างแรกเลยครับท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์ท่านก็พูดในลักษณะที่ว่าฝ่ายค้าน ได้ยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะเป็นกระบวนการในการขัดขวางการป้องกันน้ำท่วม ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ผมขอเรียนว่าไม่เป็นความจริงเลยครับ พวกเราไม่เคยขัดขวาง ไม่เคย จะทำตัวที่จะเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่รัฐบาลทำ ในทางตรงกันข้ามครับ พวกเราสนับสนุนนะครับ จะเห็นว่าในเรื่องของน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วที่เกิดมา พวกเราก็ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ที่พวกเราต้องจำเป็นจะต้องยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของการขัดขวางการป้องกันน้ำท่วม แต่เราเห็นว่ามีช่องทางอีกหลายช่องทางที่ รัฐบาลจะหาเงิน นอกจากจะออกเป็นพระราชกำหนด งบประมาณก็มีเพดานที่กู้ได้อีก ทำไมไม่ใช้ช่องทางนั้น ในเรื่องของงบกลางที่ตั้งเอาไว้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่มี รายละเอียด แล้วทำไมไม่ใช้ช่องทางนั้น หรือว่าถ้ารัฐบาลถ้าจะออก พ.ร.บ. กู้ หรือ พ.ร.ก. กู้ เข้ามาจริง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านกิตติรัตน์ท่านก็ให้สัมภาษณ์อยู่ตลอดเวลานะครับ ว่าจะใช้ในปีนี้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใช้ในปีถัด ๆ ไป ถ้าจะออกกัน จริงก็ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ออกเป็น พ.ร.ก. สิครับ อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกเป็น พ.ร.บ. ให้พวกเราพิจารณาดูรายละเอียดอย่างนั้นท่าน ท่านก็ทำได้ แต่ทำไมท่านไม่ทำ เราไม่เคยขัดขวางเลยครับ ในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วม แต่ที่เราไม่เห็นด้วยก็คือกระบวนการในการหาเงินของรัฐบาลในลักษณะรวบเบ็ดเสร็จ ถึงเวลานี้ พ.ร.ก. กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รายละเอียดพวกเราก็ยังไม่เห็น ท่านบอกว่า ถ้าพวกเราไม่เข้าใจก็ขอให้ครั้งหน้าพวกเราเป็นฝ่ายค้านอีก ผมเรียนว่าถ้าท่านไม่เข้าใจตรรกะ ของพวกเราที่พูด แล้วผมก็มั่นใจว่าพี่นองประชาชนเข้าใจในตรรกะของพวกเราที่เราพูด ผมว่าท่านกลับไปเป็นหมอดูอีกครั้งหนึ่งเลยดีกว่าครับ รัฐบาลอ้างเสมอครับ น้ำท่วม ต้องออกเป็น พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ถ้าศัพท์ที่ท่านพูดนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศท่านพูดว่าเป็นแพคเกจเดียวกัน สาเหตุหนึ่งที่พวกเรายื่นตีความ พ.ร.ก. ๒ ฉบับ เพราะว่าตามข้อเท็จจริงแล้ว ๒ ฉบับนั้นมันมี ๑ ฉบับ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมเลย พ.ร.ก. ที่ว่าก็คือ พ.ร.ก. ในเรื่องของการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูที่กลับไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้บริหาร ท่านรัฐมนตรีท่านต้องไปดูสาระในเรื่องนี้ให้ดีครับว่าสาระมันเกี่ยวกับอะไร มันเกี่ยวอยู่อย่างเดียวเลยครับ ก็คือว่ารัฐบาลไม่อยากจัดสรรงบประมาณมาชำระดอกเบี้ย ของกองทุนฟื้นฟูซึ่งก็อยู่ในระดับ ๔๕,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาทก็แล้วแต่ปี แล้วแต่ดอกเบี้ย ในขณะนั้น มาดูในงบประมาณปี ๒๕๕๕ ครับ ดอกเบี้ยได้ถูกจัดสรรเอาไว้แล้ว ท่านเร่งรีบ ออกเป็น พ.ร.ก. ในตอนนี้ดอกเบี้ยที่ถูกจัดสรรในงบประมาณเอาไว้แล้วก็ไม่สามารถเอาไปใช้ อย่างอื่นได้ และอีกอย่างหนึ่งครับ เงินที่ตั้งไว้ก็ลอยไว้เฉย ๆ กว่าที่การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู ไปให้แบงก์ชาติรับผิดชอบจะมีผลใช้บังคับจริง ๆ ก็ในปี ๒๕๕๖ ท่านไปไหนแล้วละครับ ฟังให้จบสิครับ ทีอย่างนี้หนีไปเลย กว่าที่ผลของการโอนหนี้ให้กองทุนฟื้นฟูและให้แบงก์ชาติ ไปรับผิดชอบจะมีผลต่องบประมาณจริง ๆ มีในปี ๒๕๕๖ คำถามก็คือว่าแล้วท่านรีบออกเป็น พ.ร.ก. ไปทำไมครับ จะมีผลต้องปีหน้าครับ ออกเป็น พ.ร.บ. ก็ได้ หรือถ้าเร่งรีบขึ้นมาจริง ๆ ยังมีช่องทางอีกครับ พ.ร.บ. โดยการใช้กรรมาธิการเต็มสภาท่านก็ทำได้ แต่ทำไมท่านไม่ทำ นี่ก็เป็นตรรกะง่าย ๆ อีกครับ ซึ่งผมคิดว่าทุกคนก็เข้าใจ และผมก็เรียนอีกว่าถ้าท่านรัฐมนตรี สุรพงษ์ไม่เข้าใจท่านก็กลับไปเป็นหมอดูที่พรรคผมเหมือนเดิมดีกว่า เรื่องก็คือว่ารัฐบาลอ้าง น้ำท่วมมาหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แล้วเงินในระบบเศรษฐกิจของเรามันไม่ได้ได้มาฟรี ๆ หรอกครับ ถึงแม้จะไม่เอางบประมาณไปชดใช้ภาระหนี้ภาครัฐก็ต้องมีการเก็บส่วนอื่น และในที่สุดก็จะต้องเดือดร้อนต่อพี่น้องประชาชน ไม่มีอะไรได้มาฟรีครับ และในกรณีนี้ผมก็ จะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในรายละเอียดสิ่งที่ พ.ร.บ. ประกันภัยนั้น ท่านเกียรติ สิทธีอมร ก็ได้อภิปรายในรายละเอียดไปแล้ว ตอนนี้ผมจะลงมาสู่ พ.ร.ก. ที่ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ ดอกเบี้ยต่ำ ตามหลักก็อีกครับ ผมขอเรียนท่านประธานเลยครับว่าพรรคประชาธิปัตย์เราเห็นด้วย ในหลักการให้มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ได้ขัดขวางนะครับ แล้วก็ขอเรียนว่าอย่านำเรื่องนี้ ไปบิดเบือนอีก แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกเราไม่ยื่นตีความใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ การจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับภาคเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไปมันก็มีหลายวิธีด้วยกันครับ วิธีหนึ่งก็คือให้ธนาคารรัฐเป็นคนปล่อยแล้วก็ถ้าจะให้ดอกเบี้ยต่ำรัฐบาลนี่ละครับก็จัดสรร งบประมาณมาชดเชยดอกเบี้ยให้ต่ำ ผมคิดว่านี่ก็เป็นวิธีทางหนึ่งและรัฐบาลก็ได้ทำมา ระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นมันล้มเหลว ก่อนหน้าที่จะมีการให้แบงก์ชาติ ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำนั้นรัฐบาลก็ให้ธนาคารออมสินเป็นคนปล่อย แล้วก็ในที่สุดด้วยหลักเกณฑ์ ด้วยการปฏิบัติงานที่ไม่คล่องตัวต่าง ๆ รัฐบาลก็ทำไม่สำเร็จ ก็มีอีกแนวทางหนึ่งครับ เป็นแนวทางที่ออกเป็น พ.ร.ก. ฉบับนี้ ก็คือให้แบงก์ชาติปล่อยกู้แทน ที่จริงเลิกทำไปแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ก็เหมือนในเรื่องของนโยบายทุกเรื่อง แล้วก็นโยบายเศรษฐกิจนี่ละครับ เงินมีได้มันก็ต้องมีเสียไม่มีนโยบายไหนที่ได้เสมอไป เรื่องที่ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำนั้น มันก็มีข้อเสีย แล้วก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงนะครับ
ข้อแรกก็เป็นเรื่องของการผิดหลักต่อความอิสระของแบงก์ชาติ
ข้อที่ ๒ แน่นอนที่สุดครับ คุมไม่ดีก็มีเงินเฟ้อและในที่สุดก็จะต้องเป็นภาระ ของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป
เอาละครับรัฐบาลบอกว่าทำครั้งเดียวในครั้งนี้พวกเราก็จึงอะลุ้มอล่วยให้ แล้วก็คิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เราไม่ได้ยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ อย่างที่ผมเรียน ท่านประธานให้ทราบครับ เห็นด้วยในหลักการว่าจะต้องมีการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับ ประชาชนและภาคเอกชน แต่ที่ผมต้องอภิปรายเพราะผมคิดว่ารัฐบาลต้องดูแลระบบให้ดี แล้วก็ที่สำคัญต้องเตรียมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและในที่สุดก็จะเป็นผลกระทบ ที่กระทบต่อพี่น้องประชาชน ประเด็นที่ผมอยากจะติติงครับ คำถามก็เกิดขึ้นในใจว่าทำไม ดอกเบี้ยที่จะถึงมือพี่น้องประชาชนมันจะต้องอยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ฟังดูน้อยนะครับ ๓ เปอร์เซ็นต์ มันน้อยแน่นอนครับถ้าเทียบกับดอกเบี้ยการปล่อยกู้ทางพาณิชย์โดยทั่วไป แต่ถ้ามาเทียบกับดอกเบี้ยโครงการต่าง ๆ ที่ธนาคารทั้งเอกชน ทั้งรัฐบาลออกมาเพื่อ ช่วยเหลือน้ำท่วมไม่น้อยหรอกครับ สูสีกัน ระบบเป็นอย่างนี้ครับ ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ให้กับ ธนาคารพาณิชย์ในดอกเบี้ย ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ละครับ ๐ เปอร์เซ็นต์ปล่อยกู้ฟรี ธนาคารพาณิชย์นำเงินนี้ไปปล่อยกู้ต่อด้วยอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ เงินที่ไปปล่อยกู้ต่อครับ เป็นเงินของแบงก์ชาติที่ปล่อยมา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และเป็นเงินของธนาคารพาณิชย์เอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ใน พ.ร.ก. นี้จะเขียนไว้นะครับว่าการปล่อยกู้ต่อถึงมือพี่น้องประชาชนนั้น จะต้องไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็หมายถึงว่าจะ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ๒ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แต่ก็เป็นที่รู้โดยทั่วไปครับว่าตามการปฏิบัติจริงถ้าเกิดว่าธนาคาร พาณิชย์นำไปปล่อยกู้นั้นแล้วมันก็ ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๆ ๓ เปอร์เซ็นต์นั่นละครับ เพราะเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าธนาคารพาณิชย์เขาก็ต้องหวังผลกำไร คำถามอย่างที่เรียนให้ทราบว่าทำไมถึงต้องเป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นดอกเบี้ยที่ถูกครับ เทียบโดยทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยที่โครงการของธนาคารต่าง ๆ ออกมาช่วยเหลือ น้ำท่วมแล้ว ไม่ได้ถูกหรอกครับ สูสีกัน ท่านประธานลองดูตามนะครับ แบงก์กสิกรไทยครับ สินเชื่อน้ำท่วมเอสเอ็มอี ดอกเบี้ย ๔ เปอร์เซ็นต์ อายุโครงการ ๗-๑๐ ปี โครงการนี้ของที่ รัฐบาลกำลังจะทำแค่ ๕ ปีเท่านั้น เอสเอ็มอีแบงก์ครับ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ตลอดอายุ ๖ ปี ธ.อ.ส. โครงการซ่อมสร้างอาคาร ดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ ๕ ปี ถึงตอนนี้ผมก็ต้องขอเรียนว่า ต้องขอชมเชยธนาคารเหล่านั้นที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันออกสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม และเป็นการปล่อยสินเชื่อทั้ง ๆ ที่เขามีต้นทุนนะครับ การปล่อยสินเชื่อระดับ ๕ ปีก็ดี ๖ ปีก็ดี หรือกระทั่ง ๑๐ ปีก็ดีจะต้องนำเงินฝากในระดับที่ ฝากค่อนข้างที่จะมั่นคงหรือฝากในระยะยาวมาปล่อย ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ๒ ปี ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำปี ๑ ปี ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นต้นทุน ที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ แล้วก็นำเงินนั้นมาปล่อยกู้ต่อ น่าชมเชยมากครับ ต้นทุนการกู้เงิน ของเขาอยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่นำมาปล่อยกู้ต่อด้วย ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการปล่อยกู้ของ รัฐบาลนี้ขอเรียนว่าแทบไม่มีต้นทุนเลยนะครับ แบงก์ชาติปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับ ธนาคารพาณิชย์ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็แบงก์พาณิชย์ใช้เงินอีกส่วนหนึ่งมาสมทบดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ถัวเฉลี่ยออกมาต้นทุนของแบงก์ที่นำมาปล่อยกู้โครงการนี้มันแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง แล้วทำไมถึงเขียนไว้ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ว่าจะต้องปล่อยกู้ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ผมเรียนว่าถึงเวลานี้ถ้ารัฐบาลจะช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วมจริงนะครับ จริงใจ หน่อยครับ แบงก์ทั่วไปเขากู้มา ๓ เปอร์เซ็นต์ ปล่อยกู้ต่อ ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่โครงการนี้ของ รัฐบาลมีต้นทุนในการกู้ ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่กลับปล่อยกู้ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ จริงใจหน่อย ผมคิดว่ารัฐบาลต้องพิจารณาในเรื่องนี้ลดดอกเบี้ยช่วยกับพี่น้องประชาชนที่เขาประสบภัย เมื่อตอนบ่ายครับ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านก็ได้มีข้อเสนอว่า ให้รัฐบาลออก พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งมาแก้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เหตุผลสำคัญก็คือว่าให้รัฐบาล คำนึงถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ภาคใต้ที่โดนน้ำท่วมด้วย อันนั้นก็เป็นข้อเสนอครับ แล้วผมก็ เรียนรัฐบาลสมทบไปอีกว่าถ้าออก พ.ร.ก. แก้ พ.ร.ก. ฉบับนี้แล้ว อัตราดอกเบี้ยที่เขียนไว้ ๓ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนลดลงมาครับ อย่างน้อย ๆ ครับ ส่วนต่างดอกเบี้ยควรจะเท่ากับที่ภาคเอกชนเขาปล่อยกัน เอกชนเขากู้มา ๓ เปอร์เซ็นต์ ปล่อย ๔ เปอร์เซ็นต์ โครงการรัฐบาลกู้มา ๑ เปอร์เซ็นต์ ต้องปล่อยได้ระดับ ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อแสดงความจริงใจที่จะช่วยเหลือต่อพี่น้องประชาชน นั่นเป็นเรื่องที่ติงไว้ เรื่องแรกครับ
เรื่องที่ ๒ แล้วก็เป็นในเรื่องของความขัดแย้งกันเองของวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่ออกมาเป็นกลุ่มเดียวกันในคราวนี้ ในเรื่องของการที่ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้นะครับ ยอมรับความจริงมันเป็นการพิมพ์แบงก์เข้ามาสู่ในระบบเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลเคยบอกตอนทำ พ.ร.ก. โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูนั้น บอกว่าจะไม่พิมพ์แบงก์บ้าง ยืนยันกันมาหลายท่านครับ ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านยืนยันตลอดว่าการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูนั้นจะไม่มีการพิมพ์แบงก์ ซึ่งก็จริงตอนนี้ ดูร่าง พ . .ร ก. ฉบับนั้นแล้วไม่มีการพิมพ์ แต่การพิมพ์แบงก์นั้น ณ เวลานี้มันมาปูดอยู่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ครับ บังคับให้แบงก์ชาติปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พิมพ์แบงก์ และมันเป็นการพิมพ์แบงก์ในปริมาณที่สูงครับ ขนาดเศรษฐกิจของเราก็ไม่ใช่ใหญ่มาก พิมพ์ออกมา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินเฟ้อก็ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะต้องเป็นหน้าที่ ของหลายต่อหลายหน่วยงานเข้าไปแบกรับภาระเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น
หน่วยงานแรกกระทรวงพาณิชย์ครับ ก็จะต้องไล่ดูสินค้ารายตัวอันไหนขึ้น ไม่ขึ้นต้องคอยควบคุม ต้องคอยดูแล แต่ผมคิดว่าจากผลงาน ๕ เดือนที่ผ่านมาในเรื่อง การควบคุมราคาสินค้านั้นสอบตกครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่างานนี้หวังพึ่งกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ ฟันธงเลยครับหน้าที่นี้จะไปอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย ลักษณะงานที่เขาทำก็คือ เขาก็จะต้องดูดเงินที่ปล่อยออกมานี่ละครับกลับเข้ามาสู่ธนาคารแห่งประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง และแน่นอนที่สุดการดูดเงินนี้มันมันมีต้นทุนครับ เพิ่งเช็กตัวเลขดูเมื่อวานครับ พันธบัตร แบงก์ชาติที่ออกมาลอตใหม่ดอกเบี้ยประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ลองนึกภาพเอานะครับ ปล่อยกู้ซอฟต์โลนหรือปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจได้ดอกเบี้ยกลับมา ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันจะต้องไปดูดเงินที่ปล่อยกู้กลับมาด้วยอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ งานนี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้สร้างผลขาดทุนให้กับแบงก์ชาติ ขาดทุนเท่าไรครับ ๓ เปอร์เซ็นต์ของ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะตกอยู่ที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี นี่ละครับเป็น พ.ร.ก. ที่บังคับให้แบงก์ชาติขาดทุน แล้วก็ขัดแย้งกับอีก พ.ร.ก. ฉบับหนึ่ง ซึ่งบังคับให้แบงก์ชาตินำกำไรของแบงก์ชาติมาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู วัตถุประสงค์หรือ ผลลัพธ์ที่ออกมาสลับด้านกันเลยครับ ฉบับหนึ่งบังคับให้แบงก์ชาติขาดทุน อีกฉบับหนึ่ง บังคับให้แบงก์ชาติมีกำไรเอาไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู ผลที่ได้ก็คือการชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูนั้น จะต้องยืดออกไปอีก แล้วก็อย่างที่ท่านกรณ์พูดก็มีเหตุผลครับ ทุกรัฐบาลพยายามจะสร้าง ความชัดเจนในการแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู ๑.๑ ล้านล้านบาทนี้มาตลอด แต่ปรากฏว่าพอมาถึง รัฐบาลนี้ความชัดเจนนั้นหายไปแล้ว กลับมาเป็นความคลุมเครือด้วยการออก พ.ร.ก. ๒ ฉบับคู่กัน ก็คือ พ.ร.ก. ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ และ พ.ร.ก. ให้แบงก์ชาติรับภาระหนี้ กองทุนฟื้นฟูไปดูแล แบงก์ชาติไม่มีทางเลือกแน่นอนครับ เก็บค่าธรรมเนียม เก็บค่าส่วนต่าง เก็บจากแบงก์พาณิชย์มากขึ้นซึ่งตอนนี้ก็ตกลงกับกระทรวงการคลังยังไม่ได้ แต่ที่แน่นอนที่สุด ผลของมันก็จะไปตกอยู่กับพี่น้องประชาชนผู้ฝากและผู้กู้ แล้วก็พี่น้องประชาชนโดยทั่วไป นี่ละครับเป็นสิ่งที่ผมอยากจะติงไว้ ๒ เรื่อง สำหรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้
เรื่องแรก ก็คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนดใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ต้องมีความจริงใจครับ แสดงความชัดเจนว่ารัฐบาลอยากจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ลดดอกเบี้ยลงมา ๓ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒ เปอร์เซ็นต์
อีกเรื่องหนึ่งเป็นความขัดแย้งกันเองทางผลลัพธ์ฉบับนี้บังคับให้แบงก์ชาติขาดทุน แต่อีกฉบับหนึ่งบังคับให้แบงก์ชาติเอากำไรมาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู และที่พรรคประชาธิปัตย์ของเราไม่ยื่นตีความ พ.ร.ก. การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของ แบงก์ชาตินั้นมีเหตุผลอยู่อย่างเดียวเลยครับ เพราะรัฐบาลบอกว่าจะทำในปีนี้ปีเดียว ก็ขอให้ ทำจริงครับ ท่านจะอ้างน้ำท่วมก็อ้างไป แต่อย่าทำอีก เพราะว่าทำอีกก็จะเป็นลักษณะของ เผด็จการทางด้านเศรษฐกิจครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
สลับมาที่รัฐบาล ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ก่อนเริ่ม การอภิปรายผมต้องขออนุญาตท่านประธาน ผมไม่อยากจะประท้วงการอภิปรายของเพื่อน สมาชิกให้เป็นการเสียเวลา แต่ขอโอกาสนี้ในการชี้แจงสภาพในสภาผู้แทนราษฎร ให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้รับฟัง เพราะมีการพูดกันหลายครั้งว่าท่านนายกรัฐมนตรีบ้าง ท่านรัฐมนตรีบ้าง ไม่รับฟังการอภิปรายในสภา พี่น้องประชาชนรับฟังแล้วอาจจะเข้าใจว่า ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้รับฟังกัน แต่ข้อเท็จจริงก็คือท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรีก็นั่ง รับฟังอยู่ภายในบริเวณรัฐสภาอย่างตั้งใจเพื่อรับข้อคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ตอนนี้ มองไปทางฟากฝั่งฝ่ายค้าน ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้อยู่ แต่ผมเชื่อว่า ท่านรับฟังอยู่ภายในสภาแห่งนี้เช่นกัน ซึ่งผมเองต้องกราบเรียนว่าถ้าท่านรับฟังแล้วเพื่อน สมาชิกฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายหลายคนรวมถึงผมเผื่อจะเปลี่ยนใจในเรื่องของการยื่นตีความที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่ได้ยื่นตีความเอาไว้ วันนี้เป็นเรื่องของพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลได้ส่งเข้ามาเป็นแพคเกจหรือเป็นชุดรวมแล้ว ๔ ฉบับ ก็เป็นที่ น่าเสียใจว่า ๒ ฉบับได้มีการยื่นตีความอยู่ก็เลยไม่สามารถเข้ามาพิจารณาร่วมกันได้ นั่นก็คือ พระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารหนี้ แล้วก็พระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและป้องกันปัญหาจากอุทกภัย แต่ในส่วนของพระราชกำหนดซึ่งเข้ามายังสภา ในวันนี้คือ ๒ ฉบับ ๑. คือพระราชกำหนดเกี่ยวกับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติแล้วก็ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าซอฟต์โลน ผมเองจะใช้เวลาในการอภิปรายทั้ง ๒ ฉบับนี้ในรายละเอียดเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้รับฟัง แนวความคิดของผม รวมถึงพี่น้องประชาชนทางบ้านจะได้รับทราบเข้าใจว่าวันนี้รัฐบาล พยายามจะทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ
ฉบับแรกเป็นพระราชกำหนดเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย วงเงินนั้น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการให้เงินจากทาง ธนาคารแห่งประเทศให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน เพื่อที่จะนำไปปล่อยกู้ต่อให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ วันนี้ผมต้องเรียน สภาพความเป็นจริงให้ท่านประธานได้รับทราบว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น บ้านเรือนเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประสบกับปัญหาอุทกภัยมายังไม่สามารถเข้าถึง แหล่งทุนได้อย่างเต็มที่ หลายคนเข้าไปกู้เงินธนาคาร ธนาคารก็บอกว่าสินทรัพย์ของท่าน มันเสียหายจากภัยพิบัติไปแล้ว มันไม่มีอะไรที่จะไปค้ำ มันไม่มีอะไรที่จะไปเป็นตัวประกัน ให้กับธนาคารการปล่อยกู้คืนมามันก็เป็นเรื่องยาก การจะนำเงินมาหมุนเวียนเป็นสภาพ คล่องให้กับบริษัทของตน ให้กับครอบครัวของตนบางครั้งมันก็ลำบากจริง ๆ วันนี้รัฐบาล ได้เตรียมเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้กับธนาคารพาณิชย์ ให้กับสถาบันการเงินด้วยข้อตกลงว่าเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยนำเงินมาให้กู้ในอัตรา ดอกเบี้ยต่ำเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อัตราส่วน ๗๐ : ๓๐ หมายความว่าทางธนาคาร พาณิชย์หรือสถาบันการเงินนั้นจะต้องเติมเงินลงมาอีก ๓๐ หรือ ๓ ส่วนจาก ๑๐ ส่วน อันนี้ เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นความพยายามที่จะเติมสภาพคล่องลงไปยังระบบ วันนี้ถ้า นับจากอัตราส่วน ๗ : ๓ คิดกันง่าย ๆ เมื่อพระราชกำหนดนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด แล้วจะมีเงินสภาพคล่องหมุนเวียนให้พี่น้องประชาชนทางภาคธุรกิจแล้วก็ภาคบุคคลได้กู้ยืม เพิ่มขึ้นมา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยได้กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา ๗ (๒) ว่าสถาบันการเงินจะต้องคิดอัตราดอกเบี้ยให้กู้เงินนี้ไม่เกินร้อยละ ๓ ต่อปี คำว่า ไม่เกิน ร้อยละ ๓ ต่อปี แปลว่าอาจจะต่ำกว่านั้นมากก็ได้ อันนี้มันขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง ผมเรียนด้วยความเคารพว่าองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ก็คือการที่พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ ในที่สุดจะได้ผ่านออกมาประกาศใช้ เพราะการที่ทาง ธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยว่าจะ ๓ เปอร์เซ็นต์ จะ ๒.๗๕ เปอร์เซ็นต์ จะ ๒ เปอร์เซ็นต์ จะ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ มันขึ้นกับความเสี่ยงที่เขาได้รับเช่นกัน ถ้าในที่สุดแล้วแพคเกจ เรื่อง พ.ร.ก. ทั้งหมดสามารถผ่านสภา ผ่านการพิจารณาไปได้ ได้ประกาศใช้พร้อมกันหมด ความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจมันก็จะสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ในที่สุดธนาคารพาณิชย์ก็จะสามารถ ปล่อยกู้ให้กับพี่น้องประชาชนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้ ในที่สุด แล้วพี่น้องประชาชนที่เคยเดือดร้อนจากการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนก็จะสามารถ มีโอกาสที่จะขยับขยายในส่วนของการลงทุนของตนในภาคธุรกิจ ในภาคครัวเรือนทั้งหมดได้ อีกครั้งหนึ่ง อันนี้เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนที่รอการทำงานของรัฐบาล ในส่วนของ พระราชกำหนดเกี่ยวกับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติวงเงินไม่มากเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมมีพรรคพวกที่ทำงานอยู่ ในภาคการประกันภัย แล้วก็ได้พูดคุยในแนวความคิดกับเขา ก็ได้รับฟังมาครับ วันนี้ปัญหา เรื่องของการประกันภัยมันมีเนื้อหาที่มาอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ สภาพปัจจุบันผมเป็นบริษัทเอกชนอาจจะทำโรงงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหนึ่ง อยากจะไป ประกันภัยป้องกันทั้งภัยพิบัติน้ำท่วม ลูกเห็บ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ทุกอย่างเลยนะครับ วงเงิน ๑๒๐ ล้านบาท ผมบอกอยากจะประกันโรงงานผมสัก ๑๒๐ ล้านบาท บริษัทประกันภัยของ ประเทศไทยในประเทศไทยก็จะรับประกันให้แต่กำลังของบริษัทประกันภายในประเทศ มีไม่พอหรอกครับ เขาไม่สามารถที่จะรับประกันภัยพิบัติในวงเงินมาก ๆ ทั่วประเทศเขารับ ไม่ไหว ในที่สุดเขาก็ต้องไปหาบริษัทที่เรียกว่า บริษัทรับประกันภัยต่อ ซึ่งโดยมากเป็นบริษัท ข้ามชาติครับ โดยธรรมชาติแล้วเขาก็จะรับประกันในสัดส่วนหนึ่งด้วยตนเองอาจจะ ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ส่วนที่เหลือจาก ๑๒๐ ล้านบาทอีก ๑๐๐ ล้านบาทเขาก็จะส่งไป ยังบริษัทประกันภัยต่อ ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่และข้ามชาติ ในอดีตที่ผ่านมาวงเงินประกันที่เขา จะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันภัยต่อเป็นค่าสินไหมไม่เกิน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ประเทศไทย จากที่เคยเป็นประเทศที่ไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของภัยพิบัติเหล่านี้ วันนี้เจอน้ำท่วม มหาอุทกภัยเข้าไปเมื่อปลายปีที่แล้ววันนี้จะไปประกันภัยต่อสัก ๑๐๐ ล้านบาท สินไหม ที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมา ๑๐-๒๐ เท่า วันนี้จะต้องจ่ายถึง ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงิน อยากจะประกันภัยต่อ ๑๐๐ ล้านบาท ต้องหาเงิน ๔๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาทไปให้กับ บริษัทที่จะรับประกันภัยต่อเพื่อที่เขาจะรับประกันให้ วันนี้ถามความต้องการของบริษัท รับประกันภัยภายในประเทศที่จะต้องส่งต่อเขาก็เลือกไม่ได้ครับถ้ากรมธรรม์มันยังไม่หมด เขาก็ไม่อยากจะรับความเสี่ยงในที่สุดก็จำยอมที่จะต้องจ่ายสินไหมมาก ๆ ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับบริษัทข้ามชาติ ราคาที่ตั้ง ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์นี่ เขาเรียกกันง่าย ๆ ว่าราคา ไล่แขกครับท่านประธาน คือเขาไม่ต้องการรับประกันจากประเทศไทยในช่วงนี้เพราะเพิ่งเกิด ปัญหาอุทกภัยใหญ่ เขาไม่มั่นใจว่าในที่สุดแล้วปัญหานี้มันจะเกิดซ้ำซ้อนซ้ำสองหรือไม่นะครับ วันนี้ผมกราบเรียนเลยครับในที่สุดเมื่อกรมธรรม์หมดบริษัทเอกชนผมเป็นเจ้าของโรงงาน อย่างที่ว่าผมก็ต้องไปทำประกันภัยต่อ ในที่สุดผมจะไปทำประกันภัยจะไปต่อกรมธรรม์ ภาระทั้งหมดที่เป็นต้นทุน ณ เหล่านั้นมันก็จะถูกผลักภาระมายังภาคเอกชน ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ของไทย เป็นต้นทุนที่ในที่สุดแล้วจะทำให้การแข่งขันไม่สามารถร่วมกับการแข่งขันในระดับ โลกได้ ไม่สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในที่สุดก็ต้องปิดตัวไปทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว วันนี้จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่รัฐบาลจะต้องหามาตรการใด ๆ ออกมา ซึ่งพระราชกำหนด เกี่ยวกับเรื่องของการส่งเสริมการประกันภัยพิบัติผ่านทางกองทุนนี้ก็เป็นทางออกที่ถูกต้อง แล้วครับท่านประธาน วันนี้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยจะเป็นตัวเลือกให้กับภาคเอกชน ของไทย จะเป็นตัวเลือกให้กับธุรกิจประกันภัยในประเทศที่จะส่งประกันต่อมายังกองทุนนี้ ในราคาที่รับได้ แล้วในที่สุดก็จะสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นใจว่าขนาดรัฐบาลไทย ยังเชื่อมั่นเลยว่าปัญหาอุทกภัยจะไม่เกิดซ้ำ กล้าที่จะตั้งกองทุนป้องกันการประกันภัยพิบัตินี้ขึ้นมาอีกนะครับ แสดงว่ารัฐบาลไทยมี ความเชื่อมั่น บริษัทข้ามชาติ บริษัทใหญ่ ๆ ที่เขาจะมารับประกันภัยต่อเขาก็จะกลับ เข้ามาร่วมในธุรกิจภาคประกันภัยภายในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งนะครับ อันนี้มันเป็น ทางออกที่ชัดเจนที่สุด ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยเท่านั้นที่ประสบ ปัญหานี้ บางคนอาจจะคิดว่าทำไมประเทศไทยเพิ่งเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งเดียวในรอบ ๕๐ ปีไม่เคยเห็น ปีที่แล้วเกิดขึ้นมาทำไมเราจะต้องมาแบกรับสินไหมเรื่องของการประกันภัย เพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๐ เท่า ๒๐ เท่าเช่นนี้ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยครับ ท่านลองไปศึกษาดูท่านจะรู้ว่าแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเจอสึนามิเข้าไป เจอวิกฤตินิวเคลียร์ (Nuclear) โรงงานนิวเคลียร์ วันนี้ก็ต้องจ่าย ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ดูอย่างแผ่นดินไหว ที่แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกันครับ ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะบริษัท ประกันภัยข้ามชาติเหล่านี้เขาก็ต้องการที่จะเข้าไปยังตลาดที่ไม่มีความเสี่ยง อันนี้มันเป็นปกติ ซึ่งเราก็ไม่สามารถจะไปบังคับให้เขากลับเข้ามาได้จนกว่าเราจะสร้างความมั่นใจให้กับเขาว่า เรามีความเชื่อมั่นนะครับ แต่ในขณะเดียวกันครับท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ วันนี้นะครับเรื่องของการประกัน หลายคนก็บอกว่ามันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ต้องออกเป็นพระราชกำหนดเลยหรือ ทำไมบริษัทเอกชนไทย ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องประกันสิ ไม่ต้องเข้าร่วมการประกันสิ หรือไปหาบริษัทประกันที่เขาสามารถออกสินไหมในราคาเดิมได้ไหม ในราคาถูก ๆ ผมบอกได้ครับ วันนี้ลองไปหาบริษัทประกันในราคาเดิม ราคาปีที่แล้วมีครับ แต่ในปัจจุบันนี้ สภาพของปัจจุบันนี้ ถ้าเราเข้าไปหาบริษัทประกันโดยต้องการที่จะประกันภัย ในระดับเดิมในราคาเดิมนะครับ เขารับประกันแค่เรื่องของภัยพิบัติพื้นฐาน เช่น ไฟไหม้ เรื่องของมหันตภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุลูกเห็บถล่มไม่รับครับ หรือถ้าท่านอยากจะให้รับ ก็ต้องยอมจำทนจ่ายนี้ครับ เพิ่มขึ้นมา ๑๐ เท่า ๒๐ เท่าของราคาในอดีต ถ้าจะไม่ประกันเลยล่ะ ลองไปทำธุรกรรมกับธนาคารสิครับ วันนี้ถ้าไม่มีประกันภัยบอกว่าผมจะทำโรงงานพันล้านบาท แล้วผมไม่มีประกัน ไม่คิดจะทำประกันภัยในเรื่องของภัยพิบัติ ธนาคารไม่ให้สินเชื่อครับ ธนาคารไม่ปล่อยกู้ครับ ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะชะลอตัว วันนี้จึงเป็นความจำเป็น แล้วก็ต้องชื่นชมรัฐบาลที่ได้มาถูกทางที่จะหาทางออกให้กับธุรกิจภาคประกันภัยนะครับ รวมถึงเรื่องของการให้สินเชื่อที่เรียกว่า ซอฟท์โลน หรือสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ให้กับภาคเอกชนของไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมต้องกราบเรียนว่าผมเชื่อว่า เป็นทางออกที่เราได้แสวงหาหลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยนะครับ ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ ในส่วนของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัตินั้น วงเงินอาจจะฟังดูต่ำเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่โดยสภาพธรรมชาติของธุรกิจประกันภัย เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะสามารถรับวงเงินประกันได้ไม่ต่ำกว่า ๑๐ เท่า อาจจะถึง ๒๐ เท่า ถ้าสามารถบริหาร จัดการได้อย่างสมบูรณ์ ๒๐ เท่าของเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะสามารถมีวงเงินประกันได้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะเพียงพอรองรับกับภาคอุตสาหกรรมการลงทุนเพิ่มเติมของ ต่างประเทศ รวมถึงพี่น้องประชาชนที่ทำธุรกิจเอสเอ็มอี ภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ อันนี้ก็เป็นแนวทางซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องของธุรกิจภาคประกันภัยอย่างถาวรให้กับ ประเทศไทยด้วย ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน เห็นได้ชัดนะครับจากที่ได้กล่าว มาว่าทั้ง ๒ พระราชกำหนดนี้มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องออกมาตราใช้ซึ่งทิศทาง การทำงานของรัฐบาลในการออกเป็น พ.ร.ก. ผมก็เชื่อว่าจะทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันแก้ไข ได้ทันท่วงที
ส่วนอีก ๒ ฉบับนั่นก็คือพระราชกำหนดเกี่ยวกับเรื่องของการกู้เงินมา ซ่อมแซมฟื้นฟูประเทศแล้วก็สร้างอนาคตให้กับประเทศ วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกับ พระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารหนี้ซึ่งที่มีการพูดคุยกันมากว่าเป็นการปรับ การบริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับในการชำระทั้งดอกเบี้ยและ เงินต้นในอนาคต จริง ๆ แล้วผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าทั้ง ๒ พระราชกำหนดนี้ มันมาพร้อมกับ ๒ พระราชกำหนดที่ได้กล่าวไปก่อน และมีความจำเป็น มันมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออกนะครับ ในส่วนของพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน ที่จะเอามา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทในการฟื้นฟูประเทศนี่เป็นความจำเป็นครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ลองนึกสภาพว่าถ้ารัฐบาลออกแต่พระราชกำหนดเกี่ยวกับเรื่องของ กองทุนส่งเสริมการประกันภัยหรือว่าเรื่องของการปล่อยซอฟต์โลนให้กับภาคธุรกิจนี่มีการ ประกันภัยก็ตาม แต่เราไม่มีแนวทาง เราไม่มีโครงการระยะกลาง ระยะยาวเลยที่จะไป ซ่อมแซมฟื้นฟูป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ถามบอกว่าธุรกิจที่ไหนเขาจะกล้าเข้ามารับ ประกันภัยให้กับประเทศไทย เราจะปล่อยซอฟต์โลนหรือที่เรียกว่า เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับ ภาคธุรกิจนี่ ถ้าเราไม่มีโครงการเงินกู้อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาประกอบ ในที่สุดแล้ว ผมถามว่าธนาคารที่ไหนจะกล้าปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ๓ เปอร์เซ็นต์เยอะ ๆ ๑ กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่ต้องหวังครับ ๓ เปอร์เซ็นต์เต็มเพดานแน่นอน เพราะเราไม่มีเครื่องมือ ที่จะมาประกอบกันเพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้ครับ หลายท่านอาจจะพิจารณาว่ามันเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วน จริงหรือไม่ ผมต้องกราบเรียนว่า ลองนึกสภาพว่าใช้ช่องทางอื่น เช่น รอพระราชบัญญัติ งบประมาณประจำปี ๒๕๕๖ แล้วค่อยหาเงินขาดดุลงบประมาณมาอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือกู้เงินมาอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทในเวลาที่ พระราชบัญญัติเกี่ยวกับงบประมาณเข้าสภา กว่าจะได้ใช้เดือนตุลาคมครับ หรือจะออกเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกู้เงิน ผมต้อง กราบเรียนว่า ๔ เดือน ๕ เดือนไม่รู้จะจบหรือเปล่า ไม่รู้จะได้กู้ไหม ไม่รู้จะได้เงินมาใช้หรือไม่ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าเดือนพฤษภาคมนี้ก็เข้าฝน แล้ววันนี้ไม่กลัวหรือครับ ฝนตกมาอีก ๗ พายุ มา ๘ พายุ มา ๑๐ พายุ น้ำท่วมอีกรอบหนึ่ง พระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุง การบริหารหนี้เช่นเดียวกันครับ เป็นสิ่งซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาล วันนี้เราได้จ่ายดอกเบี้ย อย่างเดียวจากกองทุนฟื้นฟูนี่ปีหนึ่งตก ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐ ปีผ่านมาเราจ่ายไปแล้วเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่พอหรือครับ เรายังจะต้องจ่ายดอกอย่างเดียวไม่จ่ายต้นนี่ อีกเท่าไร ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ปี ๒๕๕๓ ผมได้มีโอกาสเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รัฐบาล ในขณะนั้นตั้งงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของหนี้ภาคสาธารณะทั้งหมด รวมเป็นเงินประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธานถ้าจำไม่ผิด จ่ายดอกเบี้ย ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ จ่ายเงินต้น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ แล้วด้วยภาระเงินต้น ที่เรามีทั้งหมดจ่ายปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่อีก ๓๐๐-๔๐๐ ปีก็จ่ายไม่หมด วันนี้มันไม่มี แนวทางเลยที่กองทุนฟื้นฟูจะสามารถชำระเงินต้นของตัวเองได้ วันนี้เราจึงได้มอบให้กับ ธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมเครื่องมือนะครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้เครื่องมือ ไปด้วยจากพระราชกำหนดฉบับนี้ นั่นก็คือจะสามารถบริหารจัดการหนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ได้ด้วยตนเอง ในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า อาจจะ ๑๐ ปีเราก็จะเห็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูหมดไป ภาระของประเทศในการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นในส่วนนี้ก็จะหมดไป รัฐบาลก็จะสามารถ สร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติได้ว่าเราไม่ใช่แค่ประเทศที่นั่งกู้เงินมาแล้วก็จ่ายดอกประทังดอก ไปเรื่อย ๆ แต่เราสามารถชำระเงินต้นได้ด้วย เรากู้มาแล้วเรามีศักยภาพในการคืน อันนี้เป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างสำคัญที่สุดนะครับ ทั้ง ๒ พ.ร.ก. นั้น เป็นสิ่งซึ่งขาดไม่ได้เลยนะครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมไม่คิดว่าจะมี ใครที่จะเอาเรื่องของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้มาเป็นเรื่องการเมือง ผมไม่เชื่อครับ อาจจะเป็นแนวความคิดที่แตกต่างอันนี้เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ทางฟากฝั่งฝ่ายค้านอาจจะ คิดอย่างหนึ่ง พวกผมทางฝ่ายรัฐบาลและทางคณะรัฐมนตรีคิดอีกอย่างหนึ่ง เราเชื่อว่า การออกพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับเลยเป็นความสำคัญ แต่ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธาน ฟังว่า ลองนึกสภาพว่าเราให้เครื่องมือรัฐบาลไปแค่ ๒ ฉบับที่กำลังจะพิจารณากัน ไม่มีเรื่อง ของการกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาฟื้นฟูระบบ ไม่มีเรื่องของการปรับปรุงการบริหาร จัดการหนี้นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าน้ำท่วมซ้ำสองปีนี้ ไม่มีเครื่องมือให้รัฐบาลไปป้องกันน้ำท่วม ไม่มีเงินให้รัฐบาลไปบริหาร เกิดน้ำท่วมซ้ำสองนะครับ ผมบอกเลยครับเรื่องแรกที่เกิดขึ้นแน่นอนครับ ผมว่ายุบสภาครับ ผมว่ายุบสภาแน่ บางท่าน บางกลุ่มอาจจะชอบนะครับ อันนี้ผมไม่ทราบ อาจจะมีคนดีใจก็ได้ ผมส่วนตัวนะครับ ไม่มีปัญหาครับ เลือกตั้งมาอีกครั้ง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะตก จะได้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญครับ นายกรัฐมนตรีจะยังเป็นท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ ก็ไม่เป็นอะไรครับ ประเทศต้องเดินต่อครับ แต่ผมบอกเลยครับถ้าเราไม่ให้เครื่องมือทั้ง ๔ ฉบับ พระราชกำหนดนี้ ให้กับรัฐบาล ถ้าเกิดน้ำท่วมซ้ำสองขึ้นมานะครับ ผมเรียนเลยว่าประเทศไทยอาจจะอยู่ ในภาวะที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก เพราะความเสียหายปีนี้ธนาคารโลกได้วิเคราะห์ประเมิน ออกมาแล้วว่ามันอยู่ที่ ๑.๔ ล้านล้านบาท เกิดโดนอีกครั้งหนึ่งซ้ำเข้าไปอย่างเก่านี้อีกสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ ไม่ต้องคิดหาทางบริหารจัดการออกจากวังวนของความเสียหาย ได้เลย มันจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดและเร่งด่วนที่สุดที่วันนี้เราจะต้องผ่านพระราชกำหนด ที่ได้เข้าสภามา ๒ ฉบับก่อนและอีก ๒ ฉบับนั้นเป็นดุลยพินิจของศาล เมื่อเข้าสภาแล้ว ผมกราบเรียนว่าผมเป็นคนหนึ่งรวมถึงเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านในฟากฝั่งรัฐบาลที่จะให้ การสนับสนุนกับพระราชกำหนดเพื่อให้ทั้ง ๔ ฉบับจะสามารถเป็นเครื่องมือที่รัฐบาล จะนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้และครั้งหน้า ต่อ ๆ ไปครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านจุติ ไกรฤกษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานให้โอกาสผมและผมต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส. อุตรดิตถ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่มาอดทนนั่งฟังบนที่นั่งของคณะรัฐมนตรี เพียงท่านเดียว ส่วนท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอข้อแนะนำรัฐบาลไปแล้วนะครับ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เป็นผู้เสนอพระราชกำหนด แต่หลังจากนั้นมา ผมก็เห็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีมานั่งฟังท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็นั่งฟังผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นไม่ได้ เห็นอีกเลยครับ ท่านประธานครับ อุปมาอุปไมยก็เหมือนกับว่าผมได้เห็นตัวแทนรัฐบาลคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มาบอกถึงสรรพคุณยาของพระราชกำหนดรักษา ทุกโรค มาวันนี้ถ้าประชาชนหลงเชื่อซื้อยานี้ไปแล้ว เราจะเจออะไร สรรพคุณยานั้นดี อย่างที่ว่าไหม มีผลกระทบข้างเคียงไหม แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า ฝ่ายค้านไม่ได้ค้านพระราชกำหนดนะครับ ท่านประธานครับ เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องมี กฎหมายเข้ามาแก้ไข เพียงแต่ว่าเห็นต่างว่าบางเรื่องนั้นไม่จำเป็นเร่งด่วน จริง ๆ แล้ว พระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พุทธศักราช ๒๕๕๕ รัฐบาลรู้ปัญหาว่า จะเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนต้นเดือนธันวาคมแล้ว ถ้าขมีขมัน ขยันออก กฎหมายมาตั้งแต่เดือนธันวาคมก่อนปีใหม่ป่านนี้เรามีกฎหมายใช้แล้วครับ แต่รัฐบาลไม่ได้ เลือกอย่างนั้น รัฐบาลเลือกที่จะรอจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์จึงนำพระราชกำหนดเข้าสู่สภา ประชาชนต้องการทราบครับ รัฐบาลนั้นจะต้องชี้แจงว่าพระราชกำหนดที่ออกมานี้ประชาชน ได้อะไรจากพระราชกำหนด ๒ ฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่ในสภาแห่งนี้
ประการแรกครับ คือการกู้เงิน พระราชกำหนดนั้นอนุญาตให้รัฐบาลกู้เงิน กู้เงินมา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อตั้งกองทุนส่งเสริมประกันภัยแห่งชาติ กู้มาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย แต่มีขมวดไว้นิดหนึ่งว่าเฉพาะความเสียหายปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉะนั้นสิ่งที่ประชาชนได้จาก พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้แน่ ๆ คือหนี้ครับ รัฐบาลสร้างหนี้เพิ่ม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเผื่อจะบอกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าวันนี้ท่านคงทราบอยู่แล้วว่าเฉลี่ยหนี้ ครัวเรือนของคนไทยมีอยู่ ๑๓๖,๕๖๒ บาทต่อครัวเรือน ท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์จดไว้นะครับ ๑๓๖,๕๖๒ บาทต่อครัวเรือน นี่คือหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือน แล้วพรุ่งนี้สภาอนุมัติพระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ ซึ่งอนุมัติ อนุญาตให้รัฐบาลนั้นกู้เงินอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็หมายความว่าคน ๖๕ ล้านคน มาช่วยกันแบกภาระหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ ๕,๓๘๔ บาทครับ ทุกคนจะมีหนี้เพิ่ม ทุกคนนอกเหนือจากหนี้ครัวเรือนแล้วมีหนี้เพิ่มอีกคนละ ๕,๓๘๔ บาท แต่จริง ๆ แล้วเขา ไม่คิดอย่างนั้นหรอกครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ประชาชนได้แน่ ๆ นอกจากทุกคนมีหนี้เพิ่มเพราะทุกคนต้อง ช่วยกันแบกรับภาระหนี้ที่รัฐบาลจะสร้างให้แล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ลองนึกภาพว่าถ้าเผื่อ เป็นพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่าทุกคนต้องช่วยเฉลี่ยหนี้ คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่วันนี้เพียงแค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทุกคนจะมีหนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น คนละ ๕,๓๘๔ บาท ที่ประชาชนจะได้แน่ ๆ ครับ
ประการที่ ๒ คือต้นทุนการผลิตสินค้าจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน ผมเสียดายว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นคน ๆ เดียวกันน่าจะบอก ให้สภานี้รู้ ว่าหลังจากผ่าน พ.ร.บ. นี้ไปแล้ว มีกองทุนประกันภัยแล้ว ต้นทุนการผลิตสินค้า จะต้องเพิ่มขึ้น ถามว่าเพิ่มขึ้นในส่วนไหน เพิ่มขึ้นในส่วนของต้นทุนประกันภัยครับ วันนี้ผม ก็ได้ฟังจากผู้รู้ ขอโทษที่เอ่ยนาม ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อธิบายให้ฟังอย่างแจ่มชัด ว่าประกันภัย ประกันต่อเป็นอย่างไร จำเป็นอย่างไร ผมได้ต่อยอดว่าเพราะดังนั้นเมื่อ มีประกัน จำเป็นต้องประกัน เดิมทีก่อนหน้าที่จะมีมหาอุทกภัย บริษัททั้งหลายที่ประกันภัยอยู่นั้น เสียเบี้ยประกันถูกมากครับ ถูกมากจนแทบจะแถม ว่าเมื่อประกันวินาศภัยแล้วประกันภัย พิบัติธรรมชาตินั้นอยู่ในวงเงินเหมือนกับแถมเพิ่มอีกนิดเดียวคือ ๐.๐๓๗๕ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองครับ แต่พอหลังจากที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมตามมาด้วยวิกฤติความเชื่อมั่น วันนี้ เบี้ยประกันนั้นที่เคยแถมให้วันนี้ไม่แถมแล้วครับ วันนี้แยกส่วนมาว่าต้องทำประกันภัยต่าง เหมือนอย่างที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติบอกว่าเป็นราคาที่บอกไม่รับอย่างสุภาพ จากคนที่ต้อง เคยเสีย ๐.๐๓๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ต้องเสีย ๘ เปอร์เซ็นต์ต่อปีครับ ท่านทราบไหมครับ ท่านประธานครับว่าเพิ่มขึ้นมา ๒๓๐ เท่าครับ ไม่ใช่ ๒๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๒๓๐ เท่า นี่คือต้นทุนที่ทุกโรงงานที่ผลิตสินค้านั้นต้องแบก เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น แน่นอนครับเขาก็ต้อง ขึ้นราคาสินค้าผู้บริโภค ประชาชนทั้งหลายต้องเป็นผู้จ่ายสินค้าที่แพงขึ้นจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแล้วถามว่าประชาชนจะได้อะไร ประชาชนจะได้ความเสี่ยงจากค่าเสียหาย น้ำท่วมเพิ่มขึ้นอย่างไรครับ ผู้ทำประกัน เดิมทีบริษัทประกันนั้นใจดีครับ จ่ายค่าเสียหาย ให้เต็มที่เลย มาวันนี้นอกจากค่าเบี้ยประกันเพิ่มถึง ๒๓๐ เท่าแล้ว วันนี้มีจำกัดว่าวงเงิน เสียหายจ่ายไม่เกินเท่าไร จ่ายไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าเสียหาย หรืออย่างเก่งก็จ่าย ไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของค่าเสียหาย นั่นก็หมายถึงว่าผู้ผลิตนั้นจะต้องมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงเหล่านั้น ก็จะแปรเป็นต้นทุนที่จะให้ผู้บริโภค ประชาชนทั้งหลายนั้นต้องเป็นผู้จ่ายครับ นอกจากนั้น แล้วสิ่งที่ประชาชนจะได้จากพระราชกำหนดฉบับนี้คือการช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายในอีก พระราชกำหนดฉบับหนึ่งซึ่งมีหลายมาตรฐานเหลือเกิน หลายมาตรฐานจริง ๆ สำหรับ ผู้ประสบภัยพิบัติ สำหรับผู้ไม่ประสบภัยพิบัติ มีตั้งแต่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า อย่างที่ท่านสมาชิกดอกเตอร์สรรเสริญ สมะลาภา พูด ไปจนถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ ทำไมมันมีมาตรฐานมากมายขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ชอบคำว่า ๒ มาตรฐาน ก็เลยเปลี่ยนเป็นว่าหลายมาตรฐาน มากกว่า ๒ ใช่ไหม แล้วสิ่งที่พวกเราติติง สิ่งที่ประชาชน ต้องการจะรู้จะทราบก็คือว่ากู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นที่ทุกคนมีส่วนเฉลี่ยต้องแบกภาระหนี้ คนละ ๕,๓๘๔ บาทนั้น กู้เงินไปมหาศาล ไปใช้กับโครงการอะไรบ้าง วันนี้พวกผมไม่เห็นนะครับ ในเอกสารที่เสนอสภามา แล้วรัฐบาลนั้นจะให้มีระบบกลั่นกรอง มีระบบตรวจสอบอย่างไรว่า โครงการที่เสนอมานั้นจะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ เป็นโครงการที่คุ้มค่าแล้วก็ไม่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อนสมาชิกผม ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้บอกแล้วว่าโครงการชุดแรกที่เสนอนั้นซ้ำซ้อน กันตั้งหมื่นกว่าล้านบาท นี่อย่างไรครับ คือผลเสียที่ไม่ให้สภานั้นได้มีส่วนตรวจสอบเลย แล้วจะมีระบบตรวจสอบอะไรที่ป้องกันการทุจริต ป้องกันการเอื้อประโยชน์ทับซ้อนในหลาย ๆ เรื่องซึ่งเพื่อนสมาชิกผมจะอภิปรายต่อไป แต่ทั้งหมดนี้ในการที่ระบบกลั่นกรองก็ตาม ระบบตรวจสอบก็ตาม ระบบป้องกันการทุจริตก็ตาม วันนี้สภายังไม่ได้รับคำตอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรี สภายังไม่ได้รับคำตอบจากท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบ แต่วันนี้ เป็นวันแรกที่สภาได้รับฟัง พวกผมได้รับฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจออกมา รับปากอย่างเต็มปากว่าวันนี้ความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ นั้น ธนาคารโลก ประเมินความเสียหาย ๑๔ แสนล้านบาท หรือว่า ๑.๔ ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรก แล้วสาธยายละเอียดเลยว่าที่ไหนบ้างที่เกิดความเสียหาย นั่นคือการยอมรับของท่านรอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นข้อแรก
ข้อที่ ๒ ที่ท่านยอมรับบอกว่าวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถประเมิน ความเสียหายได้อย่างชัดเจน คำตอบมีในตัวเองแล้วครับ ทำไมวันนี้ประชาชนถึงได้รอ ความช่วยเหลือจากรัฐบาล รออยู่นั่นละ เขาเสียหายมหาศาลจ่ายแค่ ๕,๐๐๐ บาท เขาเสียหาย บ้านเกือบทั้งหลังจ่ายแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท วันนี้หลังจากน้ำท่วม ๓ เดือน น้ำลดไปแล้ว รองนายกรัฐมนตรีที่คุมเศรษฐกิจบอกว่ายังไม่สามารถมีหน่วยงานใดประเมินความเสียหาย ได้อย่างชัดเจน หมายความว่ากำลังจะบอกกับประชาชนใช่ไหมครับว่ารอต่อไปเถอะ หมายความว่าสิ่งที่รัฐบาลจะไปแก้ไขนั้นไม่ตรงจุดใช่ไหมครับ เพราะว่าวันนี้รัฐบาลยังไม่รู้เลย ว่าจริง ๆ แล้วเสียหายเท่าไร ผมถามว่าถ้าเผื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ๒ เดือน เยียวยาไม่ถูกจุด แก้ไม่ถูกที่คัน แล้วจะให้ประชาชนเขาไปพึ่งใครครับ ประชาชนจะหาใครเป็นที่พึ่ง แล้ววันนี้ ยิ่งมาบอกกับพวกผมว่าเพิ่งจะยอมรับว่าวันนี้มีวิกฤติความเชื่อมั่น วิกฤติความเชื่อมั่นในตัว รัฐบาล ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ผู้ผลิตขาดความเชื่อมั่น นี่ผมจดจากคำแถลงของ ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถามว่าทำไมคนเขาถึงได้ขาดความ เชื่อมั่น ความเชื่อมั่นที่ขาดนั้นมาจากพฤติกรรมของรัฐบาลเองครับ ผมอยากจะบอกรัฐบาลว่า การสร้างความเชื่อมั่นนั้นท่านต้องการบอกว่าจะสร้างความเชื่อมั่น ให้นักลงทุนต่างประเทศไม่ย้ายฐานการผลิต ท่านจะสร้างความเชื่อมั่นดึงนักลงทุนไม่ให้ ย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น นี่คือคำชี้แจงของตัวแทนรัฐบาลคือรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ผมไม่ทราบว่าท่านชี้แจงอย่างไรนะครับ วันนี้ซันโย (Sanyo) ไปแล้วครับ ซันโยไปประเทศอื่นแล้วครับ ก็เลยถามว่าจริง ๆ แล้วไปชี้แจงนั้นไป ชี้แจงอะไร รัฐบาลตอบโจทย์ถูกต้องหรือไม่ว่าจริง ๆ วันนี้ที่เขาไม่มั่นใจ ไม่เชื่อมั่นเพราะอะไร รัฐบาลยอมรับมา ๓ ข้อ
ข้อแรก คือความเสียหายมหาศาล ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
ข้อที่ ๒ คือยอมรับว่ายังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าความเสียหาย อยู่ที่เท่าไร แล้วก็
ข้อที่ ๓ ก็ยอมรับว่ามีวิกฤติความเชื่อมั่น แต่ถามว่าวันนี้ประเมินได้หรือยังว่า วิกฤติความเชื่อมั่นมันอยู่ที่ไหน ถ้าแก้ให้ถูกจุดมันก็จะแก้ได้ ผมก็บังเอิญไปมีเพื่อนอยู่ ในวงการประกันที่อยู่ยุโรปครับ เขาก็บอกว่าจริง ๆ ตอนแรกเขาไม่คิดอะไรมากละครับ แล้วที่ ผมพูดนี้ผมอยากจะเสนอให้ท่านทนุศักดิ์ เล็กอุทัย จดไว้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าสำเหนียกเอาไว้ถ้าคิดว่าเป็นประโยชน์เอาไปแก้ไข ถ้าคิดว่าไม่เป็นประโยชน์โยนทิ้งตะกร้าไป แต่ผมถึงแม้เป็นฝ่ายค้านก็เป็นคนไทยคนหนึ่งซึ่งอยากให้ประเทศไทยนั้นเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผมห่วงว่าวันนี้ถ้ารัฐบาลไม่ยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง ไม่ยอมรับว่ายังตอบโจทย์ ไม่ถูกเป๊ะ เราก็จะไปยาก ถ้ากราบเรียนให้เห็นครับ ท่านประธานครับ หลังจากน้ำท่วม มาแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตั้ง ศปภ. เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม แล้วก็วลีเด็ดของปีไม่มีใครลืม ในชาตินี้เลย เอาอยู่ เอาอยู่ เอาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ในที่สุดก็เอาไม่อยู่ แล้วก็เจ๊งเกือบทั้งประเทศ นั่นคือการเอาไม่อยู่ แล้วคนก็ขาดความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่รัฐบาลพูดนั้นไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงพังหมด ผมสามารถแปลได้เลยว่านักลงทุนต่างชาติที่ให้สัมภาษณ์ว่าทั้งผิดหวัง ทั้งเสียใจว่ารัฐบาล น่าจะทำได้มากกว่านี้ ออกแรงมากกว่านี้ เขาจะไม่เสียหายเท่านี้ ลิสต์ (List) มันยืดยาวครับ คนที่ให้สัมภาษณ์ในวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) คนที่ให้สัมภาษณ์ใน สเตรท ไทม์ (Straits Times) ประเทศสิงคโปร์ คนที่สัมภาษณ์ในเซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ (South China Morning Post) ที่ประเทศฮ่องกง แม้กระทั่งในนิเคอิ (Nikkei) รัฐบาลต้องไป ดูครับว่าสาเหตุที่เขาไม่เชื่อมั่นนะเกิดจากอะไร ผู้บริหารบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่บริษัท หนึ่งในยุโรปเขาบอกเดิมทีก่อนที่จะมีตัวแทนรัฐบาลไปชี้แจงเขาเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ปีหน้านั้นน้ำจะไม่ท่วมอีก พวกเขาเดิมทีประเมินไหมครับว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ในนี้น่าจะเป็นเหตุการณ์วันออฟ (One off) ก็คือน่าจะเป็นครั้งเดียวในรอบ ๕๐ ปี ๓๐ ปี ที่เกิดภัยธรรมชาติ ถ้าเกิดเป็นภัยธรรมชาติจริงความเสี่ยงรับได้ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลส่งใคร ไปเจรจา ไปชี้แจงผมไม่ทราบ ไปชี้แจงกับเขาว่าปัญหาปีหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว จะมีการบูรณาการกันมากกว่านี้ จะมีการเตรียมการบริหารน้ำให้ดีกว่านี้ พอหลังจากตัวแทน รัฐบาลไทยกลับ ตัวแทนบริษัทประกันที่มาร่วมฟังตกใจครับ เปลี่ยนการประเมินว่าสิ่งที่เรา เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ธรรมชาตินั้น จริง ๆ แล้วมันคือแมนเมด ดิสอัสเตอร์ (Man-Made Disaster) ก็คือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่เกิดจากมนุษย์ ก็คือรัฐบาล บริหารผิดพลาด คนของเราไปบอกเขาเอง ไปชี้แจงเขาเองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นปีนี้ไปบอกเขาด้วย ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วปีหน้าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก นี่คือต้นตอของวิกฤติของความเชื่อมั่นครับ จะเชื่อผมหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่ผมหวังว่าท่านรัฐบาลทั้งหลายจะตอบโจทย์นั้นให้ถูกจุด ผมยกตัวอย่างให้ฟังครับ หนังสือพิมพ์ลงเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายนปีที่แล้ว กรรมการ กยอ. ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์หลังจากเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น บอกว่าบริษัท ประกันภัยในประเทศญี่ปุ่น เบื้องต้นองค์กรทั้งหมดให้ความเชื่อมั่นกับแผนบริหารจัดการน้ำ ของไทยที่นำไปเสนอ ทำให้บริษัทประกันภัยยินดีที่จะต่อสัญญาประกันต่อไป นี่คือวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่พาดหัวว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหนุนไทยแก้น้ำท่วม บริษัทประกันภัยยันรับต่อ แล้วในคำสัมภาษณ์นั้น ระบุด้วยว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันนี้ หัวหน้าทีม เศรษฐกิจนี้ให้สัมภาษณ์ว่าระหว่างการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมไม่ระบุชื่อนะครับ กรรมการ กยอ. ท่านหนึ่งได้เดินทางไปพบกับบริษัทประกันภัยรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงผลการหารือร่วมกับบริษัท ลอยด์ ของลอนดอน ซึ่งเป็นบริษัทรับประกันภัย ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งบริษัทประกันภัยญี่ปุ่นยืนยันว่าจะรับประกันภัยในประเทศไทยต่อไป โดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด นั่นคือวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน วันนี้เดือนกุมภาพันธ์แล้ว สิ่งที่พูดไว้นั้นไม่จริงนะครับ เพราะวันนี้ถ้ามีบริษัทไหนที่รับประกันภัยต่อจากบริษัทไทย ค่าเบี้ยประกันเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าโดยเฉลี่ย ๐.๐๓๗๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องทำแยกเป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วบอกว่าไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม วันนี้ก็คงเชื่อไม่ได้ แล้วสิ่งที่ ต่างชาติถามมาก็ต้องตอบท่านประธานว่าฝ่ายค้านก็ช่วยโกหกให้นะครับ ช่วยแก้ตัวให้ อย่าว่าโกหก ผมขอถอนคำพูด ช่วยแก้ตัวให้ว่า วิกฤติครั้งนี้จริง ๆ แล้วมันจะเกิดขึ้นอีกไหม เขาถามบอกว่าตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีกลับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไปดาวอส ท่านนายกรัฐมนตรีกลับมาแล้วบอกว่า ขณะนี้ ให้สัมภาษณ์ ขณะนี้แผนบริหารจัดการน้ำ มีความชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นแผนงานขนาดใหญ่จึงค่อย ๆ เปิดเผยอย่างต่อเนื่อง ผมสงสัยครับท่านประธาน พวกผมเป็นสมาชิกนิติบัญญัติไม่มีโอกาสจะรู้หรือครับว่า แผนน้ำใหญ่ ๆ อย่างนี้ที่ต้องเปิดเผยอย่างต่อเนื่องมันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง สภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิพิจารณาหรือครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้กันเฉพาะ กยอ. กยน. หรือครับ คนไทยทั้งประเทศกำลังฟังอยู่ อยากจะรู้เหมือนกัน กู้เงินไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีหนี้เพิ่มคนละ ๕,๓๐๐ บาทแล้วเอาไปทำอะไรบ้างที่จะป้องกันน้ำท่วม ผมว่าเขามีสิทธิรู้ เพราะเขาต้องร่วมเป็นหนี้ด้วย แต่วันนี้ปิดกั้น ไม่เปิดเผยให้พวกผมทราบ ปิดกั้นไม่ให้สื่อทราบ ปิดกั้นไม่ให้ประชาชนได้รับทราบเลยว่าจริง ๆ แล้วโครงการที่ว่าจะป้องกันน้ำท่วมมันป้องกัน ได้จริง ๆ หรือเปล่า แล้วตอบโจทย์ต่างชาติตรงจุดไหม นี่คือสิ่งที่ต่างชาติเขาตกใจครับว่า วันนี้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีรู้แผนแล้ว แล้วบอกมีแผนใหญ่ด้วย แต่ต้องขอค่อย ๆ เปิดเผย แล้วนอกจากนั้นแล้วกรรมการ กยน. ซึ่งเกี่ยวกับน้ำครับ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า กยน. มีการประชุม ๕ ครั้ง ก่อนที่จะมีการแถลงออกมาเป็นแผนแม่บท เห็นว่างานที่รัฐบาลเสนอ ไม่เป็นรูปธรรม และการอนุมัติงบประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาทที่อนุมัติเพียงไม่กี่วินาที โดยไม่มี ข้อเสนอของนักวิชาการที่เป็นรูปธรรมอยู่ในแผนงานนั้นด้วย นี่คือคำสัมภาษณ์ของกรรมการ ที่ดูแลเรื่องน้ำ จะป้องกันน้ำท่วมว่าปี ๒๕๕๕ จะไม่เกิดซ้ำอีก แล้วกล่าวต่อไปด้วยว่าการแถลง ของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เห็นแผนงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำฟลัดเวย์ว่า จะเป็นที่จุดใด ที่ไหน ทางน้ำผ่านทางไหนไปทางฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันตก ผ่านกรุงเทพมหานคร กทม. หรือไม่ หรือไปยังแม่น้ำบางปะกงก็ยังไม่เห็นแผน ไม่ทราบเหตุใดที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจากต่างประเทศก็สอบถามผมเรื่องแผนงานของรัฐบาล นอกจากนี้ได้เปิดเผยด้วยว่าหัวหน้าฝ่ายวิชาการของธนาคารโลกได้มาพบผมเพื่อสอบถาม แผนงานของรัฐบาลเพราะมีความสนใจ ซึ่งผมได้ชี้แจงไปว่าไม่ทราบแผนงานนี้เลย ท่านประธานครับ กรรมการ กยน. ไม่ทราบ แผนงานนี้เลย สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติไม่ทราบแผนงานนี้เลย สรุปแล้วมีกี่คนครับที่ทราบ จะเอาเงินไปใช้มีกี่คนครับที่ทราบ ประชาชนเขาต้องการรู้ แล้วสิ่งที่หน้าแตกสำหรับผมคือ ผมต้องแก้ตัวให้รัฐบาลว่ามั่นใจเถอะ ครม. เขารู้ว่าเขาทำอะไร แล้วก็เชื่อมั่นว่าทั้งหมดนี้ จะไม่เกิดขึ้น ท่านประธานทราบนะครับ เขายื่นฉบับนี้ให้ผมเขาบอกว่านี่คือฉบับภาษาไทย ที่เขาแปลมา แล้วเขาส่งเอกสารนี้กลับไปประเทศเขาแล้ว คำสัมภาษณ์ผมหน้าแตกครับ ผมหน้าแตกเหมือนกับผมเป็นฝ่ายค้าน และผมไปซูเอี๋ยช่วยรัฐบาล ความจริงไม่ใช่ครับ ผมช่วยประเทศไทย ใครมาเป็นรัฐบาลผมว่าต้องช่วย เพราะอยากให้ประเทศไทยรอด แต่มัน มีปัญหาเกิดขึ้น จงไปแก้ปัญหาให้ถูกจุด นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ตกใจซึ่งคนไทยยังไม่รู้หรือรู้ ก็คือกรรมการ กยน. อีกท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ แล้วบอกว่าหลายคนแสดงความเห็นว่า แผนงานทั้งหมดจะไม่สามารถพาประเทศพ้นวิกฤติน้ำท่วมในปี ๒๕๕๕ นี้ไปได้ พังสิครับ อย่างนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดอย่างหนึ่งว่ามีแผนงานใหญ่แต่ไม่เปิดเผย จะค่อย ๆ เปิดเผยไป แต่กรรมการที่ประชุมเรื่องน้ำให้สัมภาษณ์มาอย่างนี้ ต่างชาติสับสนไหมครับ สับสน ต่างชาติ ขาดความเชื่อมั่นครับ ขาดความเชื่อมั่น เกิดวิกฤติความเชื่อมั่นขึ้นมา นอกจากนั้นหนึ่งใน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำในกรรมการ กยน. ยังให้สัมภาษณ์อีกว่ารัฐบาลต้องยอมรับได้แล้ว โครงการระยะเร่งด่วนเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่จัดทำแผนงานออกมาจะทำไม่ทันแน่ ไม่ว่าจะเป็น การขุดคลอง ลอกคลองทั้งหมด เพื่อให้น้ำไหลลงทะเลสะดวก ซึ่งขอให้รัฐบาลออกมายอมรับ ความจริงว่าภายในปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ นี้ จะยังไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือป้องกันน้ำท่วมได้ เพราะโครงการต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ทันทั้งหมดตามที่ของบประมาณไว้ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นสัมภาษณ์นี้ สัมภาษณ์เกิดก่อนที่พระราชกำหนด ๔ ฉบับนี้จะออกมาแล้วครับ ฉะนั้นอย่ามาบอกนะครับว่าที่ไม่สามารถทำโครงการได้ทัน เพราะฝ่ายค้านนั้นมาล็อก (Lock) มาเล่นการเมือง ไม่ให้พิจารณาพระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับ อย่านะครับ เพราะว่ากรรมการ กยน. ที่รัฐบาลตั้งเอง รัฐมนตรีตั้งเองกับมือเป็นคนเฉลยโจทย์แล้วว่าป้องกันน้ำท่วม ไม่ทันปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ นี้ ให้ยอมรับเสีย ให้ทำใจเสีย นี่คือที่มาครับท่านประธานครับ ของความที่ไม่เชื่อมั่น นอกจากนั้นแล้วยังอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าพระราชกำหนด ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัตินี่ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่า มีความเสี่ยงสูง มีความเสี่ยงสูงที่ท่านเกียรติ สิทธีอมร ขออภัยที่เอ่ยนามผมไม่แน่ว่าจะสร้าง ความเชื่อมั่นหรือว่าจะเพิ่มเติม ซ้ำเติมวิกฤติ เพราะเขามองว่ากองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตั้งวันนี้รัฐบาลต้องยอมรับนะครับ ที่ต้องตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาเพราะไม่มีบริษัทประกันภัยต่อ ในต่างประเทศรับประกันเรื่องน้ำท่วมในประเทศไทยครับ แน่นอนสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติชี้แจงในที่ประชุมงบประมาณ บอกนี่ก็เป็นทางออกอันหนึ่ง ถ้าไม่มีใครมารับ ประกันภัยต่อก็จำเป็นต้องมีกองทุนนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นข้อเสนอของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำไป เพราะพวกเราประเมินแล้วขาดความเชื่อมั่นขนาดนี้ คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงแน่ ผมยกตัวอย่างบริษัทญี่ปุ่นบริษัทหนึ่ง ไม่เอ่ยชื่อเหมือนกัน ทำธุรกิจ รับประกันน้ำท่วมในประเทศไทยมา ๖-๗ ปีแล้ว เขาบอกกับผมว่าดีมีประกันน้ำท่วมมา เมืองไทยได้มาตีกอล์ฟสนามสวย เบียร์อร่อย ที่พักสบาย แล้วก็ได้เงินค่าขนมไปปีละ ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท เพราะคิดว่าเมืองไทยเสี่ยงต่ำมากเรื่องน้ำท่วม มาวันนี้ครับ มาวันนี้ มีคนรับจ็อบ (Job) ประท้วง
ท่านประท้วง อะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๖ นะครับ ผมขอประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายพูดซ้ำซากวกวน ผมก็ได้ยิน ผู้อภิปรายนี้ อภิปรายหลายครั้ง ก็พูดแต่เรื่องนี้ วันนี้ประชาชนต้องการได้เงิน ๕,๐๐๐ บาท ประชาชนต้องการได้เงินค่าเยียวยาที่รัฐบาลที่จะต้องออก พ.ร.ก. นี้ เอาเงินไปเยียวยาให้กับ พี่น้องประชาชนครับ ไม่ใช่มาเล่นการเมืองให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ มีประเด็นใส่ร้าย ด้วยครับ
เอาละครับ ไม่เป็นไร ผมเข้าใจประเด็นแล้ว ท่านประท้วงว่าผู้พูดพูดวกวนซ้ำซาก ผมเข้าใจแล้ว มีประเด็นใส่ร้าย ใส่ร้ายอะไรครับ
บอกว่ารับจ็อบมาประท้วงนะครับ ท่านประธาน ต้องถอนนะครับ ไม่ได้นะครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมจะไปรับจ็อบเรื่องอะไรครับ ท่านพูดในประเด็นจะไม่มีใครประท้วงนะครับ ท่านต้องพูด พ.ร.ก. นี้นะครับท่านประธาน
เมื่อกี้ใครพูดว่า รับจ็อบมาประท้วง
ต้องถอนนะครับท่านประธาน
ใครพูดครับ
ผู้กำลังอภิปราย ผมมาประท้วง ท่านบอกรับจ็อบมาประท้วงครับ ต้องถอนนะครับท่านประธาน
ท่านจุติครับ ขอให้ถอนเถอะครับ รับจ็อบมาประท้วง
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมก็อัดเทปการอภิปรายไว้บนห้องผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนกัน ถ้าจะเอาไปเปิด ว่าผมเอ่ยชื่อใครไหม ไปเปิดเลยครับ ผมไม่เคยเอ่ยชื่อใครเลย ส่วนใครจะโดดมางับ ผมช่วยไม่ได้
เมื่อสักครู่ ท่านบอกว่า
(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประสิทธิ์ มีอะไร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกพรรคเพื่อไทยจังหวัดสุรินทร์ครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายครับ ที่กล่าวหาว่ามีคนมารับจ็อบประท้วง สภาแห่งนี้เป็นสภาอัน ศักดิ์สิทธิ์
ไม่เป็นไรครับ ประเด็นนี้ ท่านเกียรติ์อุดมประท้วงอยู่ และผมกำลังวินิจฉัยแล้ว ท่านนั่งเถอะครับ ท่านถอน เถอะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม จุติ ไกรฤกษ์ ด้วยความเคารพท่านประธาน ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้พูด แต่เพื่อให้การประชุม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมถอนตามที่ท่านประธานขอร้องครับ
ขอบคุณครับ แล้วช่วยกระชับด้วยนะครับ
ผมกระชับแน่ครับ จะหมดแล้วครับ ก็มา ต่อฟิล (Feel) ให้ผมอีก กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมเล่าให้ท่านประธานฟังว่า บริษัทของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งวันนี้เขาขึ้นค่าเบี้ยประกัน ๒๓๐ เท่า จากที่เขาเคยจ่าย ที่เขาเคยรับ บริษัทนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ๖-๗ ปีมาแล้วเขาบอกว่ามาเมืองไทยได้ค่าขนม ปีละ ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท ทำมา ๗ ปีครับ ปีที่ผ่านมาน้ำท่วมทีเดียว บริษัทเขาต้องจ่าย ค่าเสียหายประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทครับ ที่ได้มาทั้งหมดนั้นขาดทุนหมดเลย เขาบอกว่าไม่เอาแล้ว และเขาก็บอกด้วยว่าสิ่งที่เขา ไม่มั่นใจนั้นคือมาตรการของรัฐบาล เพราะฉะนั้นวันนี้ที่ผมมาพูด ผมมาพูดด้วยความสุจริตใจว่า อยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรี อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยากจะให้ รัฐบาลนั้นไปแก้ปัญหาให้ถูกจุด สร้างความมั่นใจตอบโจทย์ให้ถูกว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่มั่นใจ เราในเรื่องอะไร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เราทำเองทั้งนั้น เราเข้าใจผิดไปเองว่าเขาไม่มั่นใจเรื่องนี้ แต่เราแก้โจทย์ตอบโจทย์ผิดครับ เรื่องถึงได้ออกมาอย่างนี้ ฉะนั้นวันนี้ผมกราบเรียน ท่านประธานว่ากองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัตินี้ก็ตามที่มันจำเป็นต้องตั้งก็เพราะว่า ไม่มีบริษัทไหนกล้าเสี่ยง ฉะนั้นรัฐบาลก็จำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ รัฐบาลนั้นก็ต้อง ตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา แต่ผมกำลังจะบอกว่ากองทุนนี้ก็มีความเสี่ยงอาจจะขาดทุนถึงล้มละลาย ได้จนเกิดความเสียหาย ด้วยเหตุนี้ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าฝ่ายค้านนั้น ไม่ได้คัดค้านว่ากฎหมายนี้ไม่จำเป็น แต่เราคิดต่างกันทางแนวทางวิธีการ ผมยังอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าพระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ จริง ๆ แล้วนอกจากสร้างหนี้แล้ว ผมยังไม่คิดว่าจะแก้ปัญหาให้กับประเทศได้อีกด้วย ผมจึงอยากจะให้รัฐบาลนั้นไปแก้ไข ส่วนพระราชกำหนด ๒ ฉบับที่เรายื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เราจะได้นำมาพิจารณาต่อไป แล้วเราก็เชื่อมั่นว่าจริง ๆ แล้วทั้ง ๔ ฉบับก็ไม่รู้ว่ารัฐบาล ทำอะไรอยู่ น่าจะทำกฎหมายให้เสร็จตั้งแต่เดือนธันวาคมที่แล้วมา ไม่ต้องคอยให้ถึง เดือนกุมภาพันธ์ละครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านก่อแก้ว พิกุลทอง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายเรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่คือพระราชกำหนด ๔ ฉบับ แต่มี ๒ ฉบับ ที่ทางฝ่ายค้านได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความนะครับ แล้วก็เหลือพิจารณาในสภาเพียง ๒ ฉบับ แต่ว่าเนื่องจากว่าในเรื่องเดียวกันเนื้อหาเกี่ยวพันกัน ผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวโยง ทั้ง ๔ ฉบับ ท่านประธานครับ ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศยอมรับว่าประเทศไทยนั้น เป็นประเทศที่น่าอยู่ ประเทศที่สวยงาม น่าหลงใหล น่าลงทุน ใครที่มาที่นี่ต่างก็รักประเทศไทย แต่ว่าในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายเป็นการบั่นทอน ความรู้สึก ความหลงใหล ความรักในประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานบีโอไอแฟร์ (BOI Fair) มีการไปสอบถามผู้บริหารระดับซีอีโอ (CEO) ของบริษัทต่างชาติหลาย ๆ บริษัทถึงความรู้สึก ที่มีต่อประเทศไทย มีผลการสำรวจที่ฟังแล้วก็ไม่สบายใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นจริง ผลการสำรวจพบว่าผู้บริหารของบริษัทต่างชาติส่วนใหญ่มีความวิตกกังวล ในประเทศไทย ๒ เรื่อง นั่นคือเรื่องสี น้ำ คือเรื่องสีกับเรื่องน้ำ
เรื่องที่ ๑ เรื่องสีก็คือเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ที่นักลงทุนทั้งหลาย เขาไม่มั่นใจว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และเมื่อไร เพราะมันสร้างปัญหามาหลายปีแล้ว เขาเองก็ได้รับผลกระทบมากมาย
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องน้ำ คือปัญหาน้ำท่วมจากปีที่แล้ว เรื่องนี้เขาก็ตั้งคำถามว่า เราจะป้องกันอย่างไร น้ำจะท่วมอีกครั้งไหม ทั้งที่เขาเองก็ทราบดีว่าน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องจากเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าการพยากรณ์อากาศที่ผิดพลาดนำไปสู่การบริหาร จัดการน้ำที่ผิดพลาดจนเกิดน้ำท่วม แล้วก็ยังประเมินมวลน้ำอย่างผิดพลาด เลยทำให้น้ำท่วม กระจายอยู่หลายพื้นที่ ที่บอกว่าประเมินผิดพลาด ถ้าเราสังเกตว่าบางนิคมอุตสาหกรรม มีบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ มีวิศวกรหลายคนเข้าไปดูแลป้องกันไม่ให้น้ำท่วม มีเครื่องจักร มากมาย มีอุปกรณ์พร้อม มีการเตรียมการหลายสัปดาห์ แต่สุดท้ายก็เอาไม่อยู่ บางนิคม มีทหารช่างหลายกองพัน มีเครื่องไม้เครื่องมือเต็มไปหมด ก็ยังป้องกันไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องน้ำบางท่านออกมาให้สัมภาษณ์ทางทีวีทุกวี่ทุกวัน แต่ปรากฏบ้านท่านเองก็น้ำท่วม มิดหัวครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพที่มีการสอนทางด้านวิศวกรรม ทางด้าน ชลประทานที่รู้เรื่องน้ำดี เรื่องการป้องกันดี แต่สุดท้ายก็ราบเป็นหน้ากลอง หรือแม้กระทั่ง มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างเอไอที (AIT) หรือว่า เอเชียน อินสะทิทิวท์ ออฟ เทคโนโลยี (Asian Institute of Technology) ที่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีการสอนระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ว่าสอนด้านวิศวกรรมโครงสร้าง หรือวิศวกรรมโยธา เรื่องการบริหารจัดการน้ำ มีคนระดับดอกเตอร์เต็มมหาวิทยาลัยครับ เอไอทีสุดท้ายก็ป้องกันน้ำไม่ไหวครับ น้ำก็ท่วมเหมือนกัน คือทุกคนขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ประเมินน้ำผิดพลาดไป ประเมินพลังน้ำ ต่ำไป สุดท้ายน้ำก็ท่วมกินพื้นที่ไปหมด น้ำท่วมคราวนี้ยอมรับนะครับว่ากินพื้นที่เกือบ ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ท่านนายกรัฐมนตรีเองก่อนหน้านี้ท่านเองก็ได้บอกต่อสาธารณชน ว่าเอาอยู่ ที่ท่านบอกว่าเอาอยู่เพราะว่าผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ วิศวกรทั้งหลาย ทหารช่าง ทุก ๆ คน ที่ประชุมร่วมกับท่านก็บอกว่าต้านไหว ต้านไหว ต้านไหว สุดท้ายทุกคนหน้าแตกหมดแล้วครับ ท่านเองบอกสาธารณชนว่าเอาอยู่ ๆ เพราะว่าท่านเองก็เชื่อในข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย แต่สุดท้ายทุกคนก็เห็นแล้วครับว่าผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจากองค์กรไหนต่างก็ประเมินมวลน้ำ ผิดพลาดไป ผมเองในฐานะวิศวกรคนหนึ่งก็ยอมรับนะครับว่าวิศวกรทั้งหลายที่มีส่วนช่วย ในการประเมินเรื่องน้ำครั้งนี้นั้นประเมินน้ำต่ำไปทั้งนั้นละครับ ท่านประธานครับ ต่างชาติเขา รู้ว่าน้ำครั้งนี้นั้นเป็นสิ่งที่ต้านไม่ไหว เขาเองก็ยอมรับนะครับว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ทำนั้นได้ทำดี ที่สุดแล้วในการต้านมวลน้ำไม่ให้เข้ามาใจกลางเมืองหลวง เพราะว่ากรุงเทพมหานครนั้น เราก็รู้ดีว่าเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ แล้วก็เป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญมีมูลค่าทางจีดีพี ถึง ๑ ใน ๔ ของจีดีพีของทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นการที่เราต้องเสียสละบางพื้นที่แล้วรักษา พื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญไว้รัฐบาลก็ได้ทำสำเร็จ แต่ต้องยอมรับนะครับว่ามีพี่น้องคนไทย จำนวนมากได้เป็นผู้เสียสละ ซึ่งเราเองก็ต้องเยียวยาชดใช้เขาไป เรื่องนี้ต่างชาติเขาเข้าใจ วันนี้เขาตั้งคำถามว่าน้ำจะท่วมอีกไหม ทั้ง ๆ ที่เขารู้ว่าคำตอบนี้ไม่มีใครตอบได้ เพราะเรื่อง น้ำท่วมเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่มีใครไปห้ามปราม หรือไปควบคุมดินฟ้าอากาศได้ครับ ประเทศใหญ่ ๆ ไม่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ ยุโรป ประเทศญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าชั้นนำของโลก แต่ไม่มีประเทศไหนสามารถ ควบคุมภัยธรรมชาติได้เลย ในปี ๒๕๔๘ เกิดพายุซัดเข้าที่ประเทศอเมริกา พายุแคทรีนา มีคนตายพันกว่าคน มีความเสียหายกว่า ๓ ล้านล้านบาท เมื่อปีที่แล้วเกิดสึนามิ ที่ประเทศญี่ปุ่น มีคนเสียชีวิต ๑๐,๐๐๐ กว่าคน สูญหายอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจมากกว่า ๙,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ขนาดเขาเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครที่จะไปควบคุมดินฟ้าอากาศได้ ฉะนั้นสิ่งที่ต่างชาติเขาถาม เขาถามเพื่อ ความสบายใจเท่านั้นเอง เขาก็รู้ว่าไม่มีใครที่จะไปปกป้องหรือควบคุมดินฟ้าอากาศได้ แต่เขา ต้องการความสบายใจ เขาต้องการเพียงรู้ว่าถ้ามันเกิดเหตุขึ้นอีกนี้จะมีการบริหารจัดการ มีการควบคุมอย่างไร เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด อย่างเช่นว่าถ้ามีน้ำต้องท่วมจริง จะมีการควบคุมให้น้ำไหลไปทิศทางไหน ไปท่วมในที่ที่ไม่สร้างความเสียหายต่อชุมชน ต่อนิคมอุตสาหกรรม ต่อสถานที่สำคัญ ต่อถนนหนทางที่มีความสำคัญในการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ (Logistics) อะไรทำนองนี้ ซึ่งเขาตั้งคำถามมา ฉะนั้นปัญหาที่เขาได้แสดง ความไม่สบายใจมา ๒ ประการ ในการสำรวจครั้งล่าสุดนั้น ผมเชื่อว่าก็เป็นความรู้สึกที่ คล้าย ๆ กับคนไทยทั้งประเทศ ที่วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีความกังวล มีความไม่สบายใจ ในทั้ง ๒ เรื่อง ท่านประธานครับ ในฐานะคนไทยถึงแม้เราไม่สบายใจ ถึงแม้ว่าเราจะ ไม่เชื่อมั่นว่ามันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่เราเป็นคนไทยนั้นเราไม่สามารถหนีไปไหนครับ เราจำเป็นต้องอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเกิดเหตุซ้ำ ๆ ซาก ๆ หรือไม่เราก็ต้องรับสภาพตรงนั้น แต่ชาวต่างชาติเขาไม่จำเป็นที่ ต้องรับสภาพตรงนั้น ถ้าเขาไม่มั่นใจว่าจะเกิดเหตุเหล่านี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เขาก็อาจจะย้ายหนี คนที่ลงทุนอยู่แล้วเขาก็อาจจะย้ายไปต่างประเทศ ย้ายฐานการผลิต ย้ายโรงงานไปอยู่ที่อื่น โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรม ๗ นิคมที่โดนน้ำท่วมนะครับ ที่มีโรงงานกว่า ๘๐๐ โรงงาน มีการลงทุนกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการจ้างคนงานกว่า ๓๘๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ คนเหล่านี้ถ้าเขาไม่เชื่อมั่นมันจะมีปัญหาทันที แล้วถ้าเกิดเขาย้ายฐานการผลิตหนีจะเกิด ผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมหาศาลครับ ไม่ว่าเรื่องจีดีพีของประเทศที่จะต้องติดลบ เรื่องการจ้างงาน เรื่องศักยภาพในการใช้จ่ายของประชาชนที่ตกงาน เรื่องต้นทุนสินค้าที่ต้อง แพงขึ้นถ้าเกิดเราไม่ผลิตในประเทศต้องไปนำเข้ามาทดแทนก็ต้องแพงขึ้น การแข่งขัน ทางด้านการค้าในการส่งออกก็ตกต่ำลงมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มากมายนับหลายล้านคน ท่านประธานครับ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นปัญหานะครับว่าสิ่งที่ เขาไม่มั่นใจ เขาไม่สบายใจนั้นเราจะทำอย่างไร แล้วท่านประธานครับ ความเชื่อมั่นของคน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์ ท่านประธานลองดูนะครับในอดีตเราได้เคยเจอ ประสบกับปัญหาความเชื่อมั่นนี้มากมาย ในวิกฤติเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ในเบื้องต้นที่รัฐบาล ในยุคนั้นสั่งปิดไฟแนนซ์ ๑๖ แห่ง เกิดความวิตกกังวล เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อหมู่ประชาชน มีการไปถอนเงินในไฟแนนซ์อื่น ๆ ตามมา สุดท้ายส่งผลต่อไฟแนนซ์อีก ๕๐ กว่าแห่ง ไฟแนนซ์ทั้งหลายก็ต้องปิดครับ นี่เป็นผลพวงจากความไม่เชื่อมั่น หรือกรณีต่างชาติ เมื่อมีการลดค่าเงินบาทต่างชาติที่เอาเงินดอลลาร์มาลงทุน มาฝากไว้เขาก็รีบถอนเงินกลับประเทศ เพราะเขาไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อระบบการเงินธนาคารหรือการลงทุนของเขา พอเขา ถอนเงินกลับเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างลูกโซ่จากที่ มันหนักอยู่แล้วก็หนักเข้าไปอีก สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็พังพินาศ ตามมาด้วยเศรษฐกิจของอีก หลาย ๆ ประเทศในเอเชียที่เกี่ยวโยงกัน นี่คือปัญหาของความเชื่อมั่นครับ ท่านประธานครับ วันนี้ที่ต่างชาติเองเขาไม่สบายใจใน ๒ เรื่องนั้น ไม่ว่าเรื่องปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และปัญหาเรื่องน้ำ วันนี้เราก็เห็นนะครับว่าทางท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะ ผู้นำรัฐบาลก็ได้พยายามแก้ปัญหา ๒ เรื่องนี้อย่างจริงจัง ในเรื่องแก้ปัญหาความขัดแย้งของคน ในชาติเราก็เห็นแล้วครับว่ารัฐบาลก็ได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ไม่ว่าเรื่องการค้นหาความจริง การค้นหาความจริง การเยียวยา การขับเคลื่อนเรื่องการปรองดอง และการลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และแก้ต้นตอความขัดแย้งในหลาย ๆ เรื่อง ค่อยขยับทำทีละเรื่อง ๆ เพื่อไปบรรลุเป้าหมาย นำความสุขกลับคืนสู่สังคมไทย
ส่วนเรื่องที่ ๒ คือเรื่องน้ำท่วม การยื่นเสนอ พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ที่รัฐบาลได้เสนอ ให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาวิกฤติ น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วครับ ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลก็ได้พูดหลาย ๆ ครั้งว่าได้ใช้ แนวทาง ๓ อาร์ (3 R) ไม่ว่าเรสคิว (Rescue) รีสทอร์ (Restore) และรีบิลด์ (Rebuild) เพื่อแก้ปัญหานี้ เรสคิวก็คือการกู้ภัย ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้กู้ภัยในช่วงน้ำท่วม ซึ่งตอนนี้เราก็ผ่าน ขั้นตอนนั้นมาแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนรีสทอร์และรีบิลด์ รีสทอร์ก็คือการฟื้นฟูซ่อมแซม เรียกกลับคืนมาใหม่ ซึ่งวันนี้เรามีบ้านเรือน มีโรงงาน มีถนนหนทางที่ต้องซ่อมแซมฟื้นฟู ต้องมีการขุดลอกแม่น้ำ คู คลอง ต้องมีการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาใหม่ หรือรีบิลด์ รีบิลด์คือสร้างขึ้นมาใหม่ในหลาย ๆ สิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ เรายังไม่ได้มี ไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐาน ในการป้องกันน้ำท่วม แผนป้องกันน้ำท่วม ระบบเตือนภัย แผนอพยพหรืออะไรอีกมากมาย ที่จำเป็นต้องทำในการที่จะป้องกันน้ำท่วมให้ได้ ท่านประธานครับ ในการรีสทอร์ และรีบิลด์ วันนี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องทำทันที แล้วต้องทำต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จลุล่วงทั้งโครงการ เพื่อให้แผนป้องกันน้ำท่วมนั้นบรรลุผล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความสบายใจให้กับ คนไทยและนักลงทุนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับที่รัฐบาลได้ เสนอมานั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการรีสทอร์และรีบิลด์ มีพรรคฝ่ายค้านเองก็ตั้งคำถามว่าทำไม ต้องออก พ.ร.ก. ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. ใน พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ก็คือฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๔ ท่านประธานครับ เราอย่าลืมนะครับว่าน้ำท่วมปีที่แล้วนั้นเป็นวิกฤติของประเทศ เป็นวิกฤติที่ กระทบต่อคนหลายล้านคน พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล กระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากมายเฉพาะ ความเสียหายที่มีการประเมินโดยธนาคารโลกก็บอกแล้วว่ามากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือมากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี พี่น้องประชาชนเดือนร้อนหลายล้านคน แล้วถามว่า มันเป็นวิกฤติอย่างนี้มันไม่เร่งด่วนหรือครับท่านประธาน มันไม่เร่งด่วนหรือครับท่านประธาน ท่านประธานก็เห็นอยู่แล้วครับปีที่แล้วคนกรุงเทพมหานครต้องอพยพหนีออกจาก กรุงเทพมหานครครึ่งกรุงเทพมหานคร พ่ออยู่ที่ แม่อยู่ที่ ลูกอยู่ที่หนึ่ง ส่งลูกไปอยู่ต่างจังหวัด อยู่กับปู่ย่า ส่งเมียอยู่กับพี่น้อง ตัวเองย้ายไปไหนไม่ได้ต้องทำงาน จอดรถบนทางด่วน เต็มไปหมด สภาแห่งนี้ก็มีกั้นกระสอบทรายอย่างกับป้อมค่าย ทุก ๆ ที่เป็นอย่างนี้ มันเป็น ความตื่นตระหนกตกใจ เป็นความกังวลที่คนทั้งกรุงเทพมหานคร ที่คนครึ่งประเทศเจอะเจอ มันเป็นวิกฤติที่กระทบคนมากมาย แล้วมันไม่เร่งด่วนหรืออย่างไรท่านประธาน เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ในขณะนี้ประเทศไทยมี ๒ เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่เร่งด่วน นั่นคือ ความขัดแย้งทางการเมืองและเรื่องน้ำท่วมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการออก พ.ร.ก. ๔ ฉบับเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาวิกฤติที่เรากำลังจะเจอ และเป็นวิกฤติที่เราต้องแก้ไข อย่างเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนจะออก พ.ร.ก. ทำไม ท่านประธานครับ อย่าง พ.ร.ก. ฉบับที่ ๑ เป็นเรื่องให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนวางแผนระบบการบริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ วันนี้ประชาชนเฝ้ารอครับ นักลงทุนเฝ้ารอว่าที่ รัฐบาลบอกว่าจะดำเนินการทำหลาย ๆ สิ่งหลายอย่างเพื่อป้องกันน้ำท่วม คนเขาถามว่า ทำหรือยัง แล้วเมื่อไรจะเสร็จ ปัญหาที่ประชาชนถามรัฐบาลก็ไม่มีคำตอบ มีแต่แผน แต่ไม่มีเงินครับ รู้ว่าจะทำอะไร จะทำอย่างไร แต่ไม่มีเงินครับ วันนี้รัฐบาลมาออก พ.ร.ก. เพื่อกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปทำ แล้วให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลเริ่มทำแล้ว ประชาชน จะได้สบายใจว่าเออนี้เขาทำแล้วนะ จะป้องกันน้ำท่วมนะ มันจะไม่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง ถามว่าเรื่องนี้รอได้ไหม พรรคฝ่ายค้านถามว่าเอ๊ะทำไมไม่ออกพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ แล้วไปทำตอนนั้น นั่นหมายถึงว่าถ้ารอตอนนั้น ต้องไปทำตอนเดือนตุลาคม เป็นต้นไป ผมก็อยากถามฝ่ายค้านเหมือนกันว่าคุณได้ถามประชาชนหรือเปล่าว่าประชาชน รอได้ไหม คุณลองไปถามประชาชนคนไทยทั้งประเทศสิครับ ประชาชนรอได้ไหมที่จะไปทำ เดือนตุลาคมหรือปีหน้า แล้วการทำระบบป้องกัน น้ำมีอะไรต้องทำมากมาย เป็นงานทางด้านวิศวกรรม ท่านประธานลองดูสิครับ ท่านประธาน ก็เป็นวิศวกร ผมก็เป็นวิศวกร ฝ่ายค้านก็มีหลายคนที่เป็นวิศวกร เราทำคันกั้นน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ ไม่ใช่เนรมิตได้ภายในวัน ๒ วัน จะก่อสร้างอะไรทีต้องใช้เวลา ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน หรือเป็นปี ๒ ปี จะขุดลอกน้ำ คลองระบายน้ำหรือแม่น้ำ พื้นที่ใหญ่มหาศาลอย่างนี้ ต้องใช้เวลาหลายเดือน ไม่สามารถเนรมิตได้อย่างทันตาเห็น ไม่เหมือนตอนโครงการ ไทยเข้มแข็งที่ฝ่ายค้านได้ทำ ตอนนั้นมีการซื้อเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ นี่เนรมิตสั่งไว้ ล่วงหน้าได้เลยครับ ซื้อเครื่องเผาขยะ นี่ก็เนรมิตสั่งทำไว้ล่วงหน้าไว้ได้เลยครับ งบประมาณ ออกก็เอาของไปให้ หรือว่าเครื่องกรองน้ำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ตอนนั้นฮิตอะไร ๆ ก็แสงอาทิตย์ ถ้าอย่างนี้มันเนรมิตได้ รอได้ สั่งให้เขาผลิตรอไว้เลย พองบประมาณออก ก็ค่อยสั่งซื้อ แต่การก่อสร้างงานทางด้านวิศวกรรมมันทำไม่ได้ครับ มันต้องใช้เวลา จะหล่อ คอนกรีตทีต้องบ่มกี่วันแล้วทำขั้นตอนต่อไป ถ้าไม่รอมันก็พังเหมือนตึกหลายตึกที่มันเคยพัง เหมือนสภาหลายแห่งที่มันเคยพัง เพราะว่ามันไม่ได้รอการบ่มตัวของคอนกรีตให้มันเซตตัว ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนจำเป็นที่ต้องทำทันที ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ที่จริงผมคิดว่าทางฝ่ายค้านเองน่าจะเข้าใจและน่าจะเห็นด้วยกับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพราะในฝ่ายค้านเองผมเชื่อว่าหลายท่านก็มีความห่วงใยในปัญหาน้ำท่วม เพราะตอนเกิด เหตุน้ำท่วมนั้นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็แสดงบทบาทหลาย ๆ เรื่อง แอคชั่น (Action) เต็มที่ แต่สงสัยคงจะแอคชั่นอย่างเดียว คือเป็นประเภทนาโต้ (NATO) โนแอคชั่น ทอล์ค โอนลี่ (No action Talk only) ท่านประธานครับ เมื่อกี้ฝ่ายค้านได้อภิปรายว่าแผนการ ใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นไม่มีรายละเอียดเลย ที่จริงผมเองอยากจะเรียนต่อท่านประธาน นะครับ ที่จริงรัฐบาลมีแผนงานแล้ว เอกสารในมือผมมีแผนงานยุทธศาสตร์ ๕ ด้านในการใช้เงิน งบประมาณในการทำระบบป้องกันน้ำท่วม แต่ถ้าผมได้พูดรายละเอียดทั้งหมดนั้นเกรงว่า จะเสียเวลาของสภาแห่งนี้มากเกินไป ผมขอยกตัวอย่างนะครับว่ายุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. เพื่อใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีอะไรบ้าง อย่างเช่นว่า
ประการที่ ๑ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจำนวน ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เป็นแผนงานฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าระบบนิเวศ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมหรือตามแผนที่วางไว้ รวมทั้ง ฟลัดเวย์ทั้งหลาย ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานพัฒนาคลังข้อมูลระบบพยากรณ์และเตือนภัย วงเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานกำหนดพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท การจัดการบริหารจัดการน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนยุทธศาสตร์การปรับ โครงสร้างภาคการผลิตและบริการ อย่างเช่นว่ามีการหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ เพื่อให้มีการกระจายตัวของนิคมอุตสาหกรรมจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และแผน ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบประกันภัยอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นแผนที่รัฐบาลเขาวางไว้แล้ว ว่าเขามีโครงงานอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการ ทำสิ่งเหล่านี้ แล้วสิ่งที่รัฐบาลเสนอแผนงานมานั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ลอยมาจากจินตนาการครับ เป็นแผนงานที่มีการศึกษามาหลายปีแล้ว หลังจากที่มีน้ำท่วมใหญ่ในปี ๒๕๓๘ ธนาคารโลก ได้ว่าจ้างสถาบันเอไอที หรือ เอเชียน อินสะทิทิวท์ ออฟ เทคโนโลยี ในการศึกษาแผนงาน ป้องกันน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เอไอทีก็ทำการศึกษาออกมา หลังจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ ศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดจากเอไอทีศึกษาไว้ ต่อมาสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ได้ศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดอีกทีหนึ่ง เป็นการศึกษามา หลายหน่วยงานต่อยอดกันมา รัฐบาลก็ได้ใช้ผลการศึกษานั้นเป็นต้นแบบอย่างหนึ่ง ประกอบกับ การทำอย่างอื่นเพิ่มเติม จนนำมาสู่แผนงาน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานครับ ไม่ใช่ยกเมฆ ไม่ใช่ลอย ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่มีที่มาที่ไปครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นเรื่องที่เร่งด่วน เป็นเรื่องที่ประชาชนเฝ้ารอ เป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง เป็นเรื่องที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นคนไทยและนักลงทุน ต่างชาติได้อย่างดีครับ ท่านประธานครับ นอกจากนี้เรื่องนี้ยังเป็นเงื่อนไขต่อเบี้ยประกันภัย น้ำท่วมอีกด้วยครับ ถ้าเรามีระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างดีเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมก็ต่ำลง ท่านประธานครับ ผมเสียใจที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ทำให้เราต้องเสียเวลารอศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็นเรื่อง ไม่เร่งด่วน ผมก็ขอเรียนต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศครับ ถ้าน้ำท่วมอีกครั้ง ก็ขอให้คนไทยไปโวยวายต่อพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็ศาลรัฐธรรมนูญครับ แล้วผมเองบางที ก็อดตั้งข้อสงสัยต่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้นะครับว่า
มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วง ท่านผู้ที่กำลังอภิปราย ตามข้อ ๖๑ ครับ วนเวียน ซ้ำซาก เสียดสี คำก็ ฝ่ายค้าน สองคำก็ ฝ่ายค้าน นี่นอกจากฝ่ายค้านแล้วโยนพรรคประชาธิปัตย์กับศาลรัฐธรรมนูญอีก พูดเท็จ ทุกอย่างเลยครับ ครบ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยครับ
จะจบอยู่แล้วครับ สรุปได้แล้วกระมังครับ
ท่านประธานครับ เหลือ พ.ร.ก. ฉบับเดียวครับ ขอเวลาอีกนิดครับ
เชิญ ท่านบุญยอดครับ
ผมพยายามรวบรัดแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมเองเคารพคำติติงของเพื่อนสมาชิกครับ
มีผู้ประท้วง บุญยอดเชิญครับ
แต่เรื่องที่ผมพูดไปทั้งหมดนั้น พี่น้องประชาชนก็จะ
กราบเรียนท่านประธานสภา บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ เมื่อสักครู่นี้ท่านกุลเดชได้ขอให้ท่านประธาน วินิจฉัยในเรื่องที่ทั้งผู้อภิปรายนั้นพูดเสียดสีมายังพรรคประชาธิปัตย์และศาลรัฐธรรมนูญ พอดีว่าเราฟังกันอย่างชัดเจนนะครับ บอกว่าน้ำท่วมครั้งหน้าต้องไปโทษ ไปว่ากล่าวกับ พรรคประชาธิปัตย์และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยนะครับ เป็นเรื่องที่ เป็นเท็จอย่างชัดเจน ท่านประธานไม่วินิจฉัยครับ เพราะฉะนั้นผมพูดให้ชัดอีกครั้งหนึ่งว่า ผมขอให้ผู้อภิปรายถอนคำพูดนี้ครับ ท่านวินิจฉัยด้วยครับ
คงไม่ต้องถึง ขั้นถอนครับ เพียงแต่ให้ระมัดระวังอย่าให้ไปลักษณะเข้าข่ายไปเสียดสีเขา เชิญต่อเลยครับ จะจบแล้ว
ท่านประธานครับผมเคารพ คำวินิจฉัยของท่านประธานครับ เรื่องนี้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะเป็นผู้ตัดสินครับ พ.ร.ก. ฉบับที่ ๒ เรื่องกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นและเร่งด่วน วันนี้เราต้องยอมรับนะครับ หลังจากน้ำท่วมปีที่แล้ว ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกตกใจในวงการประกันภัยอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครคาดคิดครับว่า บริษัทประกันภัยที่ก่อนหน้านี้นั้นไม่เคยคิดค่าเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมเลยครับ บริษัทหรือ โรงงานไหนไปทำประกันภัยเรื่องอื่นเขาก็แถมประกันภัยน้ำท่วมมาให้ด้วยครับ แถมฟรีครับ แต่วันดีคืนดีปีที่แล้วเกิดน้ำท่วมใหญ่ เกิดมหาอุทกภัย ผลปรากฏว่ามีการเคลม (Claim) เบี้ยประกัน เคลมเงินประกันกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากทั้งโรงงาน จากทั้งบ้านเรือน จำนวนมาก ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกตกใจต่อวงการประกัน และไม่เคยคิดว่าจะต้องโดนขนาดนี้ วันนี้บริษัทประกันภัยทั้งหลายก็มีท่าทีว่าจะรั้งไม่รับประกันภัยหรือถ้ารับประกันภัยก็ต้องคิด เบี้ยประกันที่สูง เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกหลายคนก็ได้พูดมาแล้วนะครับว่าวันนี้เบี้ยประกันภัย มันสูงมาก อย่างข้อมูลที่ผมมีนะครับ ที่เจ้าหน้าที่ทางราชการเขาได้ข้อมูลนะครับ เขาบอกว่า บางบริษัทนั้นเรียกเบี้ยประกัน ๘ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑๒ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑๖ เปอร์เซ็นต์บ้าง ซึ่งมันสูงมากครับท่านประธาน ท่านประธานคิดดูนะครับ เบี้ยประกันไฟไหม้ตอนนี้เขา เรียกกัน ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินเอาประกัน แต่เบี้ยประกันน้ำท่วมตอนนี้ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ มันต่างกันมากครับ ที่มันเกิดอย่างนี้เพราะว่าเกิดความตื่น ตระหนก เกิดความไม่มั่นใจว่าน้ำจะท่วมอีกหรือไม่ วันนี้รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งกองทุนส่งเสริม การประกันภัยมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาด เพื่อแทรกแซงตลาด เพื่อให้ผู้ทำประกันภัยนั้น ได้มีที่รองรับ มีผู้รับประกันภัยแน่นอน ถ้าเอกชนไม่รับประกันภัย กองทุนนี้ก็จะรับประกันภัย หรือถ้าเบี้ยประกันภัยสูงเกินไป กองทุนนี้ก็จะเข้ามาแทรกแซงช่วยเหลือเอกชนทั้งหลาย เพื่อให้เบี้ยประกันนั้นอยู่ในจุดที่รับกันได้ ไม่เป็นภาระต้นทุนการดำเนินการของบริษัทเอกชน หรือพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ท่านประธานครับ กองทุนนี้เป็นกองทุนระยะสั้น เมื่อไรที่ ความมั่นใจเรื่องการป้องกันน้ำท่วมกลับคืนมา กองทุนนี้ก็ไม่มีความจำเป็นเพราะถึงตอนนั้น เบี้ยประกันภัยน้ำท่วมเขาก็เรียกในภาวะปกติในราคาปกติคือ ๐.๑ ๐.๒ หรือแถมฟรีครับ ถึงตอนนั้นกองทุนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมาแทรกแซงตลาด วันนี้กองทุนนี้เป็นกองทุนที่ทำหน้าที่ เป็นกลไกชั่วคราวเพื่อรักษาให้ตลาดการประกันภัยนั้นเดินหน้าได้ วันนี้ตลาดมีความวิตก มีความตื่นตระหนกเมื่อไรเขาคลายความตระหนก เขาตั้งสติได้ เขามานึกได้ว่าปัญหาน้ำท่วม ปีที่แล้วนั้นมัน ๕๐ ปีครั้ง ๑๐๐ ปี ๑ ครั้ง ฉะนั้นเขาไม่กังวล ถ้าเขาไม่กังวลเขาก็ไม่เรียก เบี้ยประกันแพง ท่านประธานครับ ฉะนั้นกองทุนนี้เมื่อไรที่ตลาดมันกลับคืนไปสู่ปกติ กองทุนนี้ ก็ยุบเลิกไปเท่านั้นเองครับ ไม่เป็นปัญหา ส่วนที่เพื่อนสมาชิกมีความกังวลว่าจะมีความขาดทุน ท่านประธานครับ กองทุนนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือโรงงานทั้งหลาย ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้มีที่ประกันภัยเพื่อแบกรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น รัฐบาลแอ่นอกออกมาเพื่อบอกให้คนทั้งโลก รู้ว่ารัฐบาลมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุอย่างนี้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลพร้อมที่จะรับภาระความเสี่ยง ทุกอย่างด้วยตัวรัฐบาลเอง เพราะฉะนั้นไม่ว่าภาคเอกชน ไม่ว่าพี่น้องประชาชนหรือว่า บริษัทประกันภัยจงสบายใจได้ ถ้าใครไม่สบายใจโดยไม่ต้องรับประกันภัยกองทุนนี้ ก็จะทำหน้าที่แบกรับความเสี่ยงแทนเท่านั้นเองครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เมื่อกลไกตลาดมัน กลับคืนสู่ปกติ มันก็จบครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมมองว่ากองทุนนี้ มีความจำเป็น แล้วผมเองต้องขอบคุณฝ่ายค้านนะครับที่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถึงแม้ท่านจะแสดงความห่วงใยมาบ้างก็เป็นเรื่องปกติเพราะว่าสิ่งที่ท่านคิดกับสิ่งที่ผมคิดนั้น มันคนละมุมกันอยู่แล้วนะครับ
ส่วน พ.ร.ก. ฉบับที่ ๓ เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับ ความเสียหายจากอุทกภัยวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องนี้รัฐบาลก็ครอบคลุมพี่น้องประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ทั้งพี่น้องประชาชนทั่วไปและเอสเอ็มอีรวมถึงพี่น้องประชาชนที่บ้านไม่ อยู่ในเขตน้ำท่วมแต่ว่าไปทำงานในพื้นที่น้ำท่วมด้วย มีการให้กู้เงินพี่น้องรายละ ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เอสเอ็มอีรายละไม่เกิน ๓๐ ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วนเช่นกันนะครับ เพราะวันนี้ ทั้งบ้านเรือน ทั้งโรงงานเอสเอ็มอีทั้งหลาย เขามีความจำเป็นที่จะต้องซ่อมอย่างเร่งด่วน และเขาเดือดร้อนอยู่แล้ว การที่มีโครงการให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำอย่างนี้ก็จะเป็นการแบ่งเบา ภาระให้กับคนเหล่านั้นที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมีความห่วงใยว่าวันนี้ที่จริงแล้ว พี่น้องประชาชนและเอสเอ็มอีทั้งหลายน่าจะไปกู้เงินอยู่แล้ว โครงการนี้ออกมาถึงตอนนี้ ก็ล่าช้าเกินไป อย่างดีก็แค่ไป รีไฟแนนซ์เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ถึงแม้พี่น้องประชาชนหรือว่าเอสเอ็มอีจะทำการ รีไฟแนนซ์จากดอกเบี้ยสูง ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ มาเหลือ ๓ เปอร์เซ็นต์ เขาก็ได้ประโยชน์ อยู่ดีครับ เป็นการแบ่งเบาภาระที่เขาเดือดร้อนอยู่แล้วให้น้อยลง และท่านประธานครับ โครงการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมนั้นเป็นโครงการไว้ประมาณ ๕ ปี ธนาคาร พาณิชย์ที่มากู้เงินจากแบงก์ชาติไปก็ต้องคืนเงินให้แบงก์ชาติในระยะเวลาไม่เกิน ๕ ปี เพราะฉะนั้นสุดท้ายพอครบ ๕ ปีเงินก็กลับคืนสู่แบงก์ชาติครับ โครงการนี้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้เงินกลับคืนมา ไม่มีปัญหาอะไรครับ ไม่ต้องมีความกังวล ส่วนความเสี่ยงจากการกู้เงินนั้น ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้รับความเสี่ยง เขามีค่าธรรมเนียมจากการบริหารจัดการ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านประธานครับเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่รัฐบาลก็ไม่มีความเสี่ยง แบงก์ชาติก็ไม่มีความเสี่ยงแต่อย่างใดครับท่านประธาน
ส่วน พ.ร.ก. ฉบับที่ ๔ เรื่องปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลัง กู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่จะมีการโยกย้าย การบริหารจัดการหนี้ ๑,๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทจากกระทรวงการคลังไปยังธนาคาร แห่งประเทศไทย ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องที่เร่งด่วนเช่นกัน เพราะว่า รัฐบาลมีแนวทางในการใช้เงิน ต้องกู้เงินรวมแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อกู้เงินแล้วก็ต้อง มีแนวทางในการบริหารจัดการหนี้ การชำระหนี้ทั้งต้นและดอก เพราะฉะนั้น พ.ร.ก. ๔ ฉบับ เป็นเรื่องเดียวกัน ๓ ฉบับเป็นเรื่องกู้ ฉบับสุดท้ายเป็นเรื่องการบริหารจัดการหนี้ที่รัฐบาลมี
เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ บุณย์ธิดา สมชัย จังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ข้อ ๖๑ เหมือนเดิมค่ะ ท่านประธาน แล้วตอนนี้รู้สึกว่าจะไปฉบับที่เราไม่ได้พิจารณาด้วยแล้วนะคะท่านประธาน ขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วยค่ะ การรับพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นท่านประท้วงบอกว่าขอให้อยู่ในประเด็น ที่ประชุม เอาเฉพาะเรื่องที่อยู่ใน พ.ร.ก. ๒ ฉบับแล้วกันนะครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพนะครับ เมื่อสักครู่ตอนที่ผมขึ้นอภิปรายครั้งแรกผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่ามันมี ความเชื่อมโยงกันทั้ง ๔ ฉบับ มันเป็นภาพใหญ่นะครับท่านประธาน ถึงแม้ฉบับที่ ๑ และ ฉบับที่ ๔ เราไม่ได้พิจารณาในวันนี้ แต่ว่าวันนี้ทั้งวันผมฟังการอภิปรายทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ก็มีการพูดทั้งฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๔ ฝ่ายค้านหลายท่านก็พูดถึงฉบับที่ ๔ ครับ ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตพูดด้วยครับท่านประธาน ถ้าผู้ประท้วงจะประท้วงผมก็ไม่เป็นไรครับ ผมรับฟังครับ แต่ผมจะไม่ทำตามครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมบอกแล้วครับว่า
คืออย่างนี้ คือท่านพูดเชื่อมโยงได้ แต่ถ้าไปลงในเนื้อหาของ พ.ร.ก. ฉบับที่ ๔ นี่เราไม่ได้พิจารณานะครับ ท่านต้องพูดว่าเชื่อมโยง อย่างเช่น ฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ ที่เรากำลังพิจารณามันมี ความจำเป็น โดยเฉพาะฉบับที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องการกู้เงินนะครับ ท่านเชื่อมโยงได้ แต่ถ้าจะมา พิจารณาในเนื้อหาของฉบับที่ ๔ นี่เราไม่ได้พิจารณานะครับ แยกระหว่างการเชื่อมโยง กับการอภิปรายในเนื้อหามันจะแตกต่างกัน เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ ด้วยความเคารพนะครับ ผมเองพยายามพูดเพื่อให้เป็นเฉพาะประเด็นหลัก ๆ เพื่อให้ เห็นภาพจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ใหญ่นะครับว่าวันนี้เรากำลังออก พ.ร.ก. เพื่อให้มีการกู้เงิน อย่างเร่งด่วน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองมีภาระหนี้เดิมและหนี้ใหม่ ที่มาแก้วิกฤติน้ำท่วม หนี้ทั้งหมดเงินต้องบริหารจัดการครับ งบประมาณแต่ละปี ๆ เรามี ภาระผูกพันในการชำระเงินต้นและดอกตามกฎหมายนะครับ หลายท่านมาพูดแล้วครับว่า เราต้องชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ ท่านประธานครับ งบประมาณปีล่าสุดเรามีงบประมาณ ๒.๓ ล้านล้านบาท ถ้าเอากรอบกฎหมาย ๑๕ เปอร์เซ็นต์นั่นหมายถึงว่ารัฐบาลจะตั้งยอด งบประมาณในการจ่ายหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้ไม่เกิน ๓๔๕,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ เรามีการตั้งวงเงินในการใช้หนี้ ๒๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้แกตต์ (GATT) มันเหลือแค่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตรงนี้มันมีปัญหาถ้าเราไม่โยกหนี้ก้อน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๑,๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทไปให้แบงก์ชาติบริหารจัดการ รัฐบาลก็ตั้งงบในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ตรงนี้มีปัญหา และตอนนี้เราเองครับประเทศไทย เชื่อมโยงกับประเทศทั่วโลก ตอนนี้ยุโรปเขามีวิกฤติเศรษฐกิจนะครับ หลายประเทศเขามีปัญหา เศรษฐกิจอยู่ วิกฤติเหล่านั้นมันพร้อมที่ลามมาถึงประเทศไทยได้เมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นรัฐบาลมีความจำเป็นต้องเตรียมพร้อม ต้องเตรียมการ รัฐบาลต้องเตรียมการวางแผน งบประมาณเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่มีวิชั่น (Vision) ก็ต้องเตรียมการ เหล่านั้น ฉะนั้นผมบอกว่าวันนี้ที่มีการโยกจากกระทรวงการคลังไปที่แบงก์ชาติมันเป็นเรื่องที่ รัฐบาลนี้พยายามบริหารจัดการเพื่อเตรียมการในอนาคต เพื่อเตรียมรับมือการบริหารหนี้ เพื่อเตรียมรับมือวิกฤติ เพราะฉะนั้นมันมีความจำเป็นและเร่งด่วนครับ จะรอการออก พระราชบัญญัติไม่ได้ เพราะถ้ารอ ท่านประธานครับ อย่าลืมนะครับแบงก์ชาติเขารับไปแล้ว เขาก็ต้องเตรียมการ เขาต้องหามาตรการในการหารายได้เพื่อชำระหนี้ ไม่ใช่อยู่ ๆ พอโอนไปปึ๊บ แบงก์ชาติเขาจะหาเงินมาชำระหนี้ให้เลยนะครับ เขาต้องไปเตรียมการในการหาช่องทาง หาเงินแล้วเงินรายได้เขาจะได้รับมันต้องใช้เวลาหลาย ๆ เดือน เป็นปีนะครับเพื่อชำระ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เรื่องนี้มันเป็นความเชื่อมโยงระหว่างการกู้เงินและการบริหาร หนี้ในอนาคต ท่านประธานครับ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ เป็นเรื่องที่จำเป็นและเร่งด่วนในการ จัดการแก้วิกฤติน้ำท่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับคนไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นกับนักลงทุนต่างประเทศ เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ ฉบับวันนี้ประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้อง ได้รับการกู้เงินและได้รับการโยกโอนการบริหารจัดการหนี้ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยครับ เพราะฉะนั้นเราจะรอเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ครับ มิฉะนั้นแล้วอาจจะก่อปัญหาให้กับ ประเทศชาติได้ ผมเองก็ขอกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมเองสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่นะครับ ขอให้ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับนั้น ได้มีผลบังคับใช้โดยไม่มีอุปสรรคใด ๆ เพื่อให้รัฐบาลได้แก้ปัญหา ของประเทศให้กับคนไทยทั้งประเทศ นำความสุข นำความมั่นใจ นำความพอใจ กลับคืนสู่ สังคมไทยอีกครั้งครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านวิทยา ก่อนครับ เดี๋ยวคือคิวของท่านวิทยานะ ท่านมีอะไรหรือครับ
ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ สั้น ๆ ครับท่านประธาน เพิ่งเข้ามา ผมขออนุญาต ให้สิทธิพาดพิงกับท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้สั้น ๆ นิดเดียวเองครับ ท่านผู้อภิปรายพยายาม จะอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับการยื่นตีความของฝ่ายค้านหลายครั้งครับ แล้วก็ได้พูดยืนยันด้วยว่า การตีความของฝ่ายค้านที่ยื่นไปนั้นนี่ไม่มีประโยชน์ เหมือนคล้าย ๆ ว่าอย่างนั้นครับ แล้วคนฟัง ทางบ้านเขาจะเข้าใจอย่างนี้
คือ อย่างนี้ท่านพุทธิพงษ์ครับ การที่ฝ่ายค้านใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๕ เป็นสิทธิ โดยชอบธรรมนะครับ ส่วนท่านจะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่านนะครับ
ท่านประธานฟังผมหน่อยสิ สั้น ๆ นิดเดียวนะครับ ยังไม่จบนิดเดียวเองครับ
เชิญครับ
ผมจะไม่ติดใจเลย ถ้าท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ไม่ได้บอกว่ารายละเอียดในการดำเนินโครงการหรือเงิน งบประมาณของ พ.ร.ก. นั้นอยู่ในมือของท่าน ท่านบอกมีรายละเอียดครบถ้วนครับ แล้วเรา ไปยื่นทำไม ผมก็เกรงว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าทางฝ่ายค้านจะเล่นการเมืองโดยที่ไม่ได้ ดูถึงรายละเอียดของสาระครับ ถ้ามีก็ทำไมท่านรัฐมนตรีหรือใครที่มาชี้แจงไม่บอกว่า มีรายละเอียดละครับ แล้วเบิกจ่ายอย่างไร ใช้เมื่อไร ก็เอามาสิครับ แต่พูดเฉย ๆ แบบนี้ ผมคิดว่าผู้ฟังทางบ้านนี่ก็จะเป็นกังวลและเข้าใจผิดได้ครับว่าฝ่ายค้านไม่ได้มีความตั้งใจเลย ในการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้นะครับ
เชิญ ท่านวิทยาครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ๒ ท่านนะครับ ทั้งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ให้ความกรุณา ให้ความสนใจกับสภาครับ แล้วก็ ขอบคุณถ้าจะมีรัฐมนตรีคนอื่นแอบนั่งฟังอยู่นอกห้องประชุมก็ขอบคุณนะครับ แต่ก็ ขออนุญาตที่จะพูดผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรี ฝากท่านรัฐมนตรีไปด้วยถึงคนที่ ไม่ได้ฟังนะครับ แล้วก็ฝากไปถึงเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลหลายท่านที่กังวลว่าพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ที่รัฐบาลออกนี่ ฝ่ายค้านกำลังเตะถ่วง ฝ่ายค้านกำลังจะไม่สนใจน้ำท่วม ฝ่ายค้าน กำลังจะทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมช้า ขออนุญาตทำความเข้าใจในแง่กฎหมายก่อนครับ ท่านประธาน ซึ่งท่านเข้าใจครับ แต่ผมว่าหลายคนที่อภิปรายในสภารวมทั้งรัฐมนตรีบางท่าน ไม่เข้าใจครับ ยืนยันครับว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ เป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้วครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีปัญญานะครับ คืนนี้ท่านโทรศัพท์ ไปต่างประเทศเลยครับ กู้เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ทันทีครับ ถ้าท่านมีปัญญาครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านโทรศัพท์ไปขอกู้ได้ทันทีครับ อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็กู้ได้ ทันทีครับ หรือท่านมีปัญญาจะขยับเงินจากกระทรวงการคลังกระเป๋าซ้ายมาไว้ธนาคาร แห่งประเทศไทยกระเป๋าขวาทำได้ทันทีครับ กฎหมายทุกอย่างจบแล้วครับ แล้วก็ยืนยันครับ ฝ่ายค้านไม่เคยบอกว่ารัฐบาลดีแต่กู้นะครับ ไม่เคยพูดครับ เรื่องไหนที่ฉุกเฉินจำเป็นกู้ก็ต้องกู้ครับ ไม่เคยออกจากปากพวกผมนะครับ คำเดียวว่า ดีแต่กู้ ทั้ง ๆ ที่ยอดตัวเลขมันสูงมหาศาล แต่บางเรื่องครับ ท่านประธานครับ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วนแม้แต่ นิดเดียวยัดไส้เข้ามาด้วย หนี้อยู่กระทรวงการคลังมันฉุกเฉินตรงไหนครับ เป็นหนี้ลากยาวมา ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ พลเอก ชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านทักษิณเป็น รองนายกรัฐมนตรี ลากกันมาตั้งแต่โน่นนะครับ วันนี้จะย้ายจากกระทรวงการคลังเอาไปไว้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ายไปแล้วมันจำเป็นอย่างไรครับ ถ้าเกิดธนาคารแห่งประเทศไทย เจ๊ง รัฐบาลกระทรวงการคลังก็ต้องจ่าย เมื่อเห็นว่าไม่จำเป็น ไม่ฉุกเฉิน ไม่เร่งด่วน พวกผมก็ ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญดู แล้วเดี๋ยวผมจะเรียนให้ท่านประธานทราบนะครับว่า เรื่องพระราชกำหนด เป็นเรื่องสำคัญของระบอบประชาธิปไตย พระราชกำหนดบางฉบับจะแก้วิกฤติน้ำท่วมตั้งกู้ไว้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เห็นว่าฉุกเฉินครับ เรื่องน้ำท่วม ฝ่ายค้านก็เห็นว่าจำเป็นครับ แล้วก็เห็นเร่งด่วนครับ แต่ท่านบอกพวกผม บอกประชาชนได้สักคำไหมครับว่ากู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทำอะไร เมื่อสักครู่สมาชิกบางคนอภิปรายว่าอยู่ในมือท่านแล้ว ถ้าท่านส่งมานะครับ พวกผมได้ตรวจสอบดูไม่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรอกครับ นี่ท่านเล่นจะให้พวกผมอนุญาตเฉย ๆ มัดคอแล้วก็ตีเข่าเอาไปเลยครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าใช้ถึงปี ๒๕๕๖ ไม่ได้ใช้พรุ่งนี้ มะรืนนี้นะครับ จะใช้จนสิ้นปี ๒๕๕๖ รายละเอียดไม่มีสักตัว เราก็ต้องส่งตีความครับ แต่ก็ เพื่อความสบายใจ เพื่อนสมาชิกที่นั่งฟังนะครับ ส่งตีความอย่างไรก็ตามไม่มีอะไรเลยครับ กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วครับ เมื่อวานถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโยกเงินจาก กระทรวงการคลังไปไว้แบงก์ชาติ จบแล้วครับ ทำได้เลยครับ ไม่ต้องรอให้พวกเราอภิปรายครับ ไปกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อกู้วิกฤติน้ำท่วมไปได้เลยครับ ระหว่างที่ท่านลงไปจากห้อง ประชุมถ้าแน่จริงโทรศัพท์ไปต่างประเทศยืมสตางค์เขาเลยสิครับ ทำได้เลยครับ ไม่ผิดกฎหมาย อีก ๒ ฉบับครับ ทำไมผมไม่ส่งให้ตีความ พระราชกำหนดว่าด้วยความช่วยเหลือเงินแก่ผู้ ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ฉุกเฉินครับ จำเป็นครับ เร่งด่วนครับ แต่ก็ต้องฟังกัน สักนิดละครับว่าเร่งด่วนของรัฐบาลนี่จริงหรือไม่จริง
เรื่องที่ ๒ ครับ ที่พวกผมไม่ส่งไปตีความก็คือเรื่อง พ.ร.ก. ประกันภัยพิบัติ อ้ายนี่ฉุกเฉินครับท่านประธาน อ้ายนี่จำเป็นครับ เร่งด่วนด้วยครับ และกระผมคิดว่ารัฐบาล ด่วนช้าไปด้วยซ้ำไป แล้วก็จะบอกกับรัฐบาลว่าแค่นี้ผมไม่มั่นใจจะรับมือได้ แต่สิ่งที่ผมจะ เรียนกับเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ที่สำคัญอันนี้ครับท่าน การออกพระราชกำหนดเป็นเรื่องสำคัญครับ เป็นการใช้อำนาจรัฐสูงสุด สำหรับนักประชาธิปไตยในสภาหรือในรั้วมหาวิทยาลัย หรือคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยทั่วไป ทั้งประเทศต้องฟังครับ เพราะเขาบอกว่าตราบใดที่อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือคนเดียว บ้านเมือง เป็นเผด็จการ ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกเขาก็เลยแบ่งอำนาจ คานอำนาจซึ่งกันและกัน อำนาจในการออกกฎหมายก็มอบให้สภา ฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจในการบริหารก็ให้รัฐบาลไป อำนาจในการตัดสินคดีให้กับตุลาการ นี่ดีนะครับ ฝ่ายบริหารแค่ออกกฎหมายเอง ซึ่งโดย ประเพณีปฏิบัติครับ หน้าที่ออกกฎหมายเป็นของสภา รัฐบาลออกได้พระราชกฤษฎีกา เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ แต่นิติประเพณีรัฐธรรมนูญทุกฉบับครับ เขียนไว้ช่องทางให้รัฐบาลกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนให้ออกพระราชกำหนดได้ แต่ฉบับนี้ ต่างกับฉบับอื่นครับ ใครคิดแก้รัฐธรรมนูญช่วยจำไว้ด้วยนะครับ นิติประเพณีปฏิบัติทุกฉบับ เขาเขียนว่าจะออกพระราชกำหนดได้ช่วงปิดสมัยประชุมสภาและเมื่อเปิดสภาในทันที ต้องนำเสนอกฎหมายต่อสภา ฉบับนี้ไม่ได้เขียนครับ ฉบับนี้ล่อแหลมในการที่จะสร้างอำนาจ เผด็จการเล็ก ๆ ในการให้รัฐบาลออกกฎหมายเองได้ เพราะฉะนั้นการออกพระราชกำหนด เป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนทั้งประเทศต้องระวัง ดีนะครับนี่ออกพระราชกำหนดเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ถ้าเกิดออกพระราชกำหนดไปยกเลิกคำพิพากษาของศาลเพื่อช่วยใครบางคน วินาศครับ ประชาธิปไตย เพราะหมดแล้วครับ คนคนเดียวใช้อำนาจทั้ง ๓ ด้าน อยู่ในมือคนคนเดียว มันเป็นเผด็จการครับ เพราะฉะนั้นการออกพระราชกำหนดเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง มากที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วบ้านเมืองก้าวข้ามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหลายคนคัดค้านครับ กลัวกันนักหนาเผด็จการกลัวกันนักหนา แต่เวลาเสวยอำนาจมันเพลินครับกับการก้าวล่วง อำนาจของคนอื่น คราวนี้ไล่มาดูครับ ใน ๒ ฉบับที่มีปัญหา พวกผมส่งไปตีความแล้วครับ ส่งไปตีความไม่ได้แกล้งรัฐบาลให้ช้า เพราะยืนยันครับ รัฐบาลทำได้เลยครับ พระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับเป็นกฎหมายแล้ว แต่ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญท่านตีความครับว่าไม่ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ก็ไม่จำเป็น จำเป็นก็ไม่เร่งด่วน ๓ ข้อนี้ที่กฎหมายกำหนด ถ้าไม่เข้าข้อใดข้อหนึ่งเขาบอกว่า ไม่เป็นพระราชกำหนดเมื่อไร ตรงนั้นละครับอันตราย เพราะทุกอย่างเท่ากับไม่เกิดเลยครับ เกิดท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขยันไปยืมเขามาแล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรับผิดชอบส่วนตัวนะครับ แล้วคนออกพระราชกำหนดทั้งหมดต้องรับผิดชอบต่อ ประชาชนทั้งประเทศนี้ เพราะคุณทำผิดกฎหมายส่วนพระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับครับ ไม่ว่าพระราชกำหนดเรื่องประกันภัยหรือพระราชกำหนดเรื่องช่วยผู้ประสบภัย ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ไม่มีปัญหาครับ ผ่านไม่ผ่านสภานี้ครับ ที่ท่านทำมาทั้งหมดจบครับ ได้ไปแล้วครับ และผมก็เชื่อว่าโดยระบบนี้รัฐบาลเสียงข้างมากผ่านสภาครับ มันเดินได้ไปเรื่อยครับ ไม่ต้อง กังวลอุปสรรคว่าฝ่ายค้านกลั่นแกล้งเตะขาทำให้ช้า ไม่มีครับ โดยตัวมันเองจบแล้วครับ แต่สิ่งที่จะพูดกันใน ๒ ฉบับนี้ ผมเว้นวรรค ๒ ฉบับที่ส่งตีความนะครับ รับผิดชอบกันเอง แล้วอย่าแสดงท่าทีข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเด็ดขาด ถ้าเริ่มข่มขู่สภาได้แล้วก้าวล่วงข่มขู่ ตุลาการ จบครับ เรียกร้องประชาธิปไตยกันนักหนา ถึงเวลามีอำนาจนิดหนึ่งไปไกลครับ ไม่ได้เด็ดขาดครับ เขาแยกอำนาจ ๓ ฝ่ายไว้ เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดเป็นก้าวย่างที่ต้อง ระมัดระวังครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วรัฐบาลกำลังจะก้าวพ้นประชาธิปไตยไปสู่ระบบอื่นแล้วครับ ใน ๒ ฉบับที่ท่านออกมาเป็นพระราชกำหนด สิ่งแรกที่ต้อง คำนึงครับว่าที่เขาให้สภาออกกฎหมายครับ เพราะต้องการความรอบคอบครับ ท่านประธาน เป็นนักอภิปรายในสภา เป็นนักแปรญัตติกฎหมาย เป็นนักกฎหมาย ท่านรู้ครับเวลา สภาพิจารณาเขารอบคอบ ไม่ทำอะไรหวังผลข้างหน้าแล้วกฎหมายไม่เปิดช่อง แล้วก็ ไม่รับผิดชอบกัน ยกตัวอย่างครับ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหาย จากอุทกภัย ท่านประธานครับ อุทกภัยคำจำกัดความของรัฐบาลแค่ไหน มันก็อยู่ในกฎหมายครับ เขาบอกว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ อันนี้ถ้าเอาเข้าสภาผมไม่ให้ผ่านครับแล้วก็เชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใต้ก็ไม่ให้ผ่าน ท่านรัฐมนตรีทั้งคู่ไม่ให้ผ่านครับ เพราะจังหวัดนครศรีธรรมราชน้ำท่วมวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ครับ ท่านตัดคนใต้ทิ้งไปไหนครับ นี่ละครับคือความมักง่ายของการออกกฎหมายของรัฐบาลโดยไม่ผ่านสภาซึ่งผมบอกแล้ว เรื่องใหญ่ครับแหลมตะลุมพุกครับโดนคลื่นถล่มราษฎรต้องย้ายบ้านเรือน ๕๐๐-๖๐๐ ครอบครัว เสนอเรื่องมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบอกว่าไม่จำเป็นครับ เพราะเขา เป็นคนใต้หรือครับ นี่ละครับภัยของการออกพระราชกำหนด เพราะฉะนั้นใครก็ตามครับ ที่ตอบว่ารอบคอบ ดีแล้ว ช่วยตอบแทนพี่น้องของผมด้วยครับ ตอบแทนหัวหน้าพรรคท่านด้วย ในฐานะคนสุราษฎร์ธานี น้ำท่วมภาคใต้หลังวันที่ ๑ มกราคมใครรับผิดชอบ จะไม่เอากัน ใช่ไหมครับ ถ้ากฎหมายเป็นอย่างนี้ใช้ไม่ได้ครับ รับปากผมได้ไหมครับว่าคุณจะไปทำอย่างไร ให้คนใต้บ้านผมได้รับความดูแลเท่าเทียมกัน อย่า ๒ มาตรฐานครับ เราเกลียดกันที่สุดครับ สู้เป็นสู้ตายเพื่อไม่ต้อง ๒ มาตรฐาน วันนี้มีอำนาจเองอย่า ๒ มาตรฐานครับ เดินไปข้างหน้า ด้วยความเป็นธรรม ผมมาทวงถามว่า พ.ร.ก. อย่างนี้รอบคอบไหมครับท่านประธาน ถ้าไม่รอบคอบพวกผมก็อยากฟังข้อชี้แจงครับว่าออกไปแล้วหลังจากมันใช้ไปแล้ว ๔ วัน คนบ้านผมก็รอการช่วยเหลือจากรัฐบาลเหมือนกันครับ ผมคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์แล้วครับ น้ำท่วมข้าวในนาข้าวจมหมด ท่านจะช่วยพวกผมไหมครับ ไม่ใช่พวกผมนะครับ บ้านท่านเองด้วยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านรัฐมนตรีว่าการก็บ้านท่านเอง ถล่มทลายกันไปหลังวันที่ ๑ มกราคม ช่วยกันเถอะครับ เพราะมาทวงถามให้ช่วยตอบความมั่นใจครับว่า พ.ร.ก. ท่านมันจะดูแลอย่างเป็นธรรม หรือไม่
เรื่องที่ ๒ ครับ พ.ร.ก. ประกันภัยพิบัติ ผมเห็นด้วยครับว่ามันเป็นเรื่องฉุกเฉิน เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะว่าสัญญานี้ออกมาตั้งแต่เดือนธันวาคมแล้วครับ ว่าบริษัทประกันทั้งโลกนี้ไม่ไว้ใจแล้วครับ เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านจะตั้งกองทุนนะครับ เรียนก่อนนะครับว่าไม่ได้ไปชดเชยคนที่ถูกน้ำท่วมมาแล้ว เพราะที่ถูกน้ำท่วมมาแล้วเป็นเรื่อง ของบริษัทประกันเดิมที่รับประกันจ่ายกันเองให้เสร็จ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่งจ่ายไป ๓,๐๐๐ ล้านบาทครับ เดี๋ยวผมจะพูดให้ฟังว่าเขาจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานครับ เราตั้งหลักว่าจะตั้งกองทุนสัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาตั้งหลักเพราะว่าบริษัทประกันเขาจะ ไม่รับประกันแล้ว ถ้านิคมทั้ง ๓-๔ นิคมไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ทั้ง ๔ นิคม เวลาน้ำท่วมคนไทยเราก็ทำใจได้ครับ มันเกิดเพราะภัยธรรมชาติหรือมันเกิดเพราะ ความผิดพลาดของรัฐบาล รัฐบาลของเราเองก็ทนครับ แต่เวลานักลงทุนเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นครับ เขาเงี่ยหูฟังสัญญาณจากรัฐบาลทุกเวลา พอสิ้นจากกระแสน้ำท่วมเสร็จบริษัทประกันภัย ต่างประเทศ สิ่งที่เขากังวลที่สุดครับ ไม่ได้กังวลว่ารัฐบาลจะร่วมหุ้น ขาดทุนกับเขาด้วยหรือเปล่า แต่เขา กังวลว่าน้ำมันจะเป็นอย่างนี้อีกหรือเปล่า เขาไม่ได้กังวลว่าฝนตกมาก แต่เขากังวลเวลา ฝนตกมาก รัฐบาลจัดการอย่างไร ถ้าจัดการแบบเดิมอีก ไม่เอาแล้วครับ รัฐบาลจะตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อค้ำประกันเบี้ยประกัน การเอาประกัน หรือจะตั้งล้านล้านบาท ขึ้นมาก็ตามครับ แล้วก็เชิญต่างประเทศมาร่วมกันขาดทุน ไม่มีนายทุนคนไหนในโลก หรอกครับไปร่วมขาดทุน ขาดทุนบาทเดียวมันก็ไม่รับประกัน แต่ถ้าบอกมาที่นี่มีกำไรแบบ คุณจุติว่ามันมานอนตีกอล์ฟอยู่ที่นี่มันมาทันทีครับ เพราะฉะนั้นสัญญาณที่ต้องส่งเราต้อง เอาให้ถูกที่ครับ สัญญาณที่ส่งไม่ได้ส่งว่าเรามีเงินสำรอง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยกันเฉลี่ย เวลาขาดทุน แต่สัญญาณที่ส่งครับว่า น้ำจะไม่ท่วมแล้ว เขาไม่เชื่อครับท่านประธาน น้ำท่วม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม อาละวาดมาตั้งแต่บางระกำโมเดล พอใกล้เข้ามา ๆ ทุกคนก็รอสัญญาณ จากรัฐบาลเป็นอย่างไร ผมรู้ว่าทุกคนอภิปรายก็ไปทิศทางเดียวกันครับ มันอาจจะผิดจากการ บริหารบกพร่อง รัฐบาลทุกคน ส.ส. รัฐบาลก็รู้ครับว่ามันบริหารผิดพลาด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ รัฐบาลทำ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ช้าไปครับ ท่านควรจะออกพระราชบัญญัติตั้งแต่เปิดสภา วันที่ ๒๐ กว่า ๆ ธันวาคม ท่านประธานจำได้ไหมครับ พระราชบัญญัติศาลปกครอง ๓ ฉบับ เข้าสภาเมื่อ ๓ อาทิตย์ที่แล้ว วันนี้ผ่านวาระที่สามสภาเรียบร้อย ขึ้นวุฒิสภาออกได้แล้วครับ ถ้าท่านทำอย่างนั้นจบแล้วครับ เพียงแต่ท่านอาจจะความรู้สึกช้า เดือนธันวาคมเขาประกาศ แล้วครับไม่รับประกันประเทศไทย เดือนมกราคมท่านก็ออกกฎหมายป่านนี้ประกาศไปแล้ว ไม่ต้องมาทะเลาะ แล้วพวกผมยืนยันนะครับ ไม่ใช่ฝ่ายค้านเกเร แล้วพูดว่าดีแต่กู้ ผมบอกว่า จำเป็น เร่งด่วน ฉุกเฉินให้อยู่แล้วครับ แต่ไม่วางใจ เอามาตรฐานของบางประเทศมาวัดพวกผม พวกผมไม่ใช่คนที่ทำการเมืองเหลวไหลอย่างนั้น ดีแต่ค้าน ดีแต่พูด หรือดีแต่ว่าคนอื่น หรือดีแต่กู้ ไม่มีละครับ มีเหตุมีผลก็ว่าไปโดยเหตุโดยผล คราวนี้ที่ผมบอกว่าช้าและ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเตรียมตอบคำถามครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไว้ประกันข้างหน้า เพราะสื่อบอกว่าบริษัทในโลกนี้ไม่มีใครรับประกัน โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ถ้าไม่รับประกันเมื่อไรคนที่จะกู้มาลงทุนสร้างโรงงาน อุตสาหกรรมเพิ่มเขาก็ไม่ลงทุนแล้วครับ ใครไม่รับประกัน แล้วประกันก็ไม่ได้เต็มร้อย ประกันขึ้นมา ๑๐๐ บาท ก็ได้ ๗๐ บาท ๖๐ บาท ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว วันนี้ตัวเลขมีเอกสาร แจกผมมาครับ ความเสียหายจากประกัน ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จ่ายไป ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ผมบอกว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเตรียมตัวรับสัญญาณ อย่ามองเป็น เรื่องเล่นครับ มีประชาชน ๑,๐๔๗ ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองรียกร้องความเสียหาย เนื่องจากการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลผิดพลาด ล้มเหลว ประมาท เลินเล่อ เป็นการละเมิด ทำให้ประชาชนเสียหาย ใน ๑,๐๔๗ ราย มีบริษัทอุตสาหกรรมเขาฟ้องพ่วงมาด้วย ๑ บริษัท ๓๕๐ ล้านบาทครับ แล้วเมื่อสัญญาณคนทั้งโลกเขารู้สึกเหมือนกันครับ คนในสภาเราก็รู้สึก เหมือนกันครับว่า มันบกพร่อง ผิดพลาดจากการบริหารจัดการน้ำที่บางที่ควรท่วม ไม่ท่วม บางที่ไม่ควรท่วม ท่วม ถาม ส.ส. รัฐบาลดูครับ จังหวัดไหนบ้างที่ไม่ควรท่วมแล้วโดนท่วม โกรธกันเดี๋ยวนี้ไม่มองหน้า ทะเบียนรถบางจังหวัดผ่านไปบางจังหวัดเขาไม่ให้เข้าจังหวัด ด้วยซ้ำไป
เดี๋ยวนะ มีผู้ประท้วง เชิญท่านผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ที่จริง ผมก็เคารพผู้อภิปรายนะครับท่านประธาน ผมขอประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายในข้อ ๖๑ ซ้ำซาก วกเวียน ซ้ำประเด็นผู้อื่นนะครับท่านประธาน เดี๋ยวก็บางระกำโมเดล เดี๋ยวก็บริหารจัดการน้ำนะครับ ซ้ำซาก วก เหวี่ยง ซ้ำประเด็นผู้อื่นนะครับ ท่านประธาน เดี๋ยวก็บางระกำโมเดล เดี๋ยวก็บริหารจัดการน้ำ แล้วท่านก็กำลังพูดให้ร้ายรัฐบาล เรื่องว่าพระราชกำหนดนี้จะไม่ควบคุมไปช่วยพี่น้องชาวใต้นะครับท่านประธาน ท่านลองอ่านดูสิครับ พระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประสบอุทกภัย มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า พระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แก่ผู้ประสบอุทกภัยเสียหาย พ.ศ. ๒๕๕๕ นะครับท่านประธาน ท่านกำลังให้ร้ายป้ายสี รัฐบาล เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพท่านประธานนะครับ ขอให้ผู้อภิปรายอยู่ในประเด็น อย่าวกวน ซ้ำซาก ขอให้ท่านประธานจงวินิจฉัยด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ประเด็น ของท่านประท้วง ข้อ ๖๑ เดี๋ยวผมขอวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ
ประเด็นแรกเรื่องซ้ำซากหรือไม่ ท่านกำลังอภิปรายแล้วก็โน้มน้าวให้ทาง ท่านสมาชิกได้เห็นว่าในขณะนี้น้ำท่วม การที่จะเคลมประกันซึ่งท่านกำลังอภิปรายอยู่ ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่าไร ผมจำไม่ได้ ท่านก็บอกว่าในลักษณะอย่างนี้จะสร้าง ความเชื่อมั่น มั่นใจได้อย่างไร ท่านบอกว่าน่าจะรีบเร่งในการออก พ.ร.ก. นี้ด้วยซ้ำไป เพราะจะสร้างความเชื่อมั่นในการที่จะลงทุน เพราะการจะไปกู้เงินต่าง ๆ นั้นจะต้อง มีการประกันภัยไว้ นี่ประเด็นแรกนะครับ ท่านก็ยังอยู่ในประเด็นในข้อห่วงใย
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าในเรื่องของเนื้อหาสาระของพระราชกำหนดฉบับนี้ จะครอบคลุมทั้งหมดหรือไม่ รวมถึงภาคใต้หรือไม่ อย่างไร เดี๋ยวให้รัฐบาลท่านชี้แจงเองนะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อ
ขอบคุณในคำวินิจฉัย ท่านประธานนะครับ แล้วก็ฝากบอกเพื่อนประธานวิปฝ่ายรัฐบาล
เอาเลยครับ เดี๋ยวไปถึงก็
คุม ๆ กันไว้หน่อยครับ เพราะว่า ออกไปแล้วก็เดี๋ยวเขาหาว่าไม่รู้เรื่อง ท่านประธานครับ ผมกำลังพูดเตือนรัฐบาลนะครับว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตั้งไว้ไม่พอ แล้วท่านอย่ามองเป็นเรื่องตลกนะครับที่ประชาชนเขาฟ้อง ศาลปกครอง ผมฟังมาตั้งแต่บ่ายครับ ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งรัฐบาล ทั้งรัฐมนตรีต้องขอสตางค์ไปเยอะ ๆ เพื่อจัดการบริหารน้ำ คำอภิปรายในสภาทั้งหมดครับ ศาลก็นั่งฟังอยู่นะครับ เพราะถ้าเป็น อุทกภัยรัฐไม่ต้องรับผิดชอบ ถ้าท่วมที่บางระกำโมเดลรัฐไม่ต้องรับผิดชอบ เอาว่าขยับมาท่วม จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลกมันก็ยังเป็นน้ำที่จากภัยธรรมชาติ แต่พอขยับมาจังหวัด นครสวรรค์ครับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยานิคมทุกนิคมเขาเงี่ยหูฟังแล้วครับ สัญญาณที่ได้คือ อะไรครับ รัฐบาลเอาอยู่ครับ นั่นคืออะไรครับ นั่นคือรัฐบาลกำลังส่งสัญญาณให้กับประชาชน ทั้งประเทศรวมทั้งนักลงทุนต่างชาติว่าเอาอยู่ครับ เอาอยู่หมายถึงการจัดการรัฐบาลสามารถ ป้องกันภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้ได้ บางวันว่าง ๆ ก็แถลงกันออกครับ มวลน้ำก้อนใหญ่ผ่าน กรุงเทพมหานครออกแม่น้ำเจ้าพระยาไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นหลังจากเขาฟ้องไป รอบแรกเรียกไป ๓,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลก็เริ่มทำเรื่องแปลก ๆ ครับ เขาก็ฟ้องตามอีกเรื่องครับ เพิ่มเติมคำฟ้องรอบที่ ๒ เขาบอกว่าจากภัยพิบัติน้ำท่วม จากการบริหารล้มเหลวผิดพลาด รัฐบาล ประชาชนตายไปทั้งหมด ๘๑๖ คนครับ ๘๑๖ คน เขาฟ้องเพิ่มเติมมาครับ เรียกความเสียหายจากรัฐบาลเท่า ๆ กับที่รัฐบาลจ่ายพี่น้องที่เสียชีวิตจากปี ๒๕๔๙ มาศพละ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทครับ เพราะฉะนั้นผมบอกว่ารัฐบาลครับ วิกฤติไม่ได้มาไกลครับ อยู่ใกล้จมูกนี่เอง ไม่ได้มาจากยุโรปนะครับ มาจากการที่เราเล่นการเมืองมากเกินไป บริหารน้ำเพื่อตามใจหัวคะแนน ประเทศชาติก็วินาศครับ บริหารน้ำแบบบกพร่องบ้านเมือง ก็เสียหายครับ เพราะฉะนั้นผมบอกไว้เลยครับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังครับ ไปบอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเตรียมกู้สตางค์ไว้เถอะครับ เพราะเมื่อศาลปกครอง เริ่มพิจารณาคดีนี้เมื่อไรและสัญญาณจากคนทั้งประเทศและทั่วโลกส่งไปในทางเดียวกัน ทั้งหมดครับว่าเป็นความบกพร่องของรัฐบาล ไม่มีบริษัทประกันที่ไหนจ่ายสตางค์เองหรอกครับ ๑,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่บอกว่าเสียหายครั้งนี้ครับ คนที่จ่ายรัฐบาลครับ ภาระทั้งหมดตกกับ รัฐบาลครับ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะครับ เห็นว่ากู้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจะผ่านพ้นวิกฤติได้ เห็นว่ากู้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วฝ่ายค้านมาค้าน ผมกำลังเตือนรัฐบาลว่าเตรียมทำการบ้าน มากกว่านั้นครับ แล้วไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ครับ อย่าไปขู่ศาลปกครอง อย่าไปขู่ศาลรัฐธรรมนูญ จนเคยตัวครับ ท่านก้าวพ้นพวกผมออกไปขู่ศาลเมื่อไรครับ ท่านเป็นเผด็จการทันที เกลียดนักหนากับเผด็จการครับ อย่าทำเด็ดขาด ไม่ต้องถือปืนหรอกครับ แต่การใช้อำนาจ ก้าวข้ามหลักของการแบ่งอำนาจท่านก็ก้าวสู่การเป็นเผด็จการแล้ว เพราะฉะนั้นยืนยันกับ ประธานสภาเป็นรอบสุดท้ายครับ พวกผมไม่ใช่คนไร้เหตุผลที่ค้านเรื่องจะแก้ปัญหาน้ำท่วม ถ้าท่านแก้ปัญหาน้ำท่วมจะกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ได้บอกว่าลูกอีช่างกู้ ไม่ว่าเด็ดขาด จะกู้ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านมีแผนบอกครับ จำเป็นครับต้องทำ และผมไม่ยื่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความเด็ดขาด แต่อย่าซุกเอาประเภทหนี้ของกระทรวงการคลังมาใส่หนี้ของ ธนาคารแห่งประเทศไทยและบอกว่าประเทศไทยไม่เป็นหนี้ แบงก์ชาติล้มเมื่อใด คนไทย ก็ใช้หนี้เถอะครับ อย่าซุกอย่างนั้น เพราะซุกอย่างนั้นท่านกำลังหาเรื่องให้ตัวเองผิดกฎหมาย เวลาผิดกฎหมายครับ ทางออกง่าย ๆ ครับนักการเมือง รับผิดชอบครับ และผมคิดว่า การเรียกร้องความรับผิดชอบครั้งนี้ พวกผมเตือนรัฐบาลมาก่อน ไม่ใช่เริ่มเตือนวันนี้ ยืนยัน กับท่านประธานสภาอีกครั้งครับ พวกผมมีเหตุผลในการที่ส่งตีความ และพวกผมเห็น ในบางเรื่องจำเป็น บางเรื่องฉุกเฉิน และบางเรื่องเร่งด่วน เห็นด้วยกับท่าน แล้วก็ส่งสัญญาณเตือน ท่านด้วยครับว่าที่ท่านเห็นช้ากว่าพวกผม ช้าจนบ้านเมืองจะเสียหายมากเกินไปแล้วครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
เชิญ รัฐบาลชี้แจง
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข กระผมขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลที่ได้อภิปราย ในเรื่องของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ ซึ่งถือว่าท่านทั้งหลายได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ กระผมได้รับฟัง ผมต้องชมเชยท่านสมาชิกหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านก่อแก้ว พิกุลทอง ได้อภิปรายด้วยเหตุด้วยผลตรงไปตรงมา ทำให้เราได้ทราบชัดเจนถึงความจำเป็น ของรัฐบาลที่ต้องเสนอพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ และวันนี้มีการพิจารณา ๒ ฉบับ ก็เป็นที่ทราบกันชัดเจนครับว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการฟื้นฟูบูรณะประเทศ หลังจากอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ ในพระราชกำหนดฉบับนี้ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ ในวงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เหตุที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ก็เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น ในครั้งนี้ตามที่สมาชิกหลายท่านก็บอกว่านับเป็นอันดับต้น ๆ ของอุทกภัยหรือของภัยพิบัติ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ ถือว่าเป็นสถิติครั้งหนึ่งของโลกและรัฐบาล ได้เตรียมงบประมาณไว้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเบื้องต้น ขณะนี้เงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้มีแผนงานโครงการที่จะดำเนินการไปอย่างเต็มยอดและยังเกิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่เพียงพอ ขณะนี้ท่านสมาชิกก็ทราบดีว่าเป็นช่วงสิ้นเดือนมกราคมเริ่มเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ เหลือเวลา อีก ๓-๔ เดือนน้ำก้อนใหญ่จากน้ำฝนซึ่งคาดว่าปีนี้ก็คงจะตกหนัก ปริมาณน้ำฝน ก็คงจะมากเช่นเดียวกัน ถ้าเผื่อเราจะไปรอใช้งบประมาณตามปกติเชื่อว่าไม่เพียงพอ ที่จะสามารถที่จะบริหารจัดการน้ำก้อนใหญ่ที่ฝนจะตกในปีนี้ การระบายต่าง ๆ อาจจะ ไม่ทันท่วงที น้ำท่วมอุทกภัยอาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก รัฐบาลไม่อยากเห็นเช่นนั้น พี่น้องประชาชน ก็เป็นห่วงเป็นใย ถามกันปีนี้จะท่วมอีกไหม จะท่วมอีกไหม รัฐบาลก็ทราบดีว่านั่นคือ ความห่วงใยของพี่น้องประชาชน ดังนั้นการกู้เงินก้อนใหญ่มาครั้งนี้เพื่อที่จะบริหารจัดการน้ำ ขุดลอก คู คลอง ทำสร้างประตูระบายน้ำที่ชำรุดต่าง ๆ เพื่อให้ทันท่วงทีกับ ๓-๔ เดือนที่น้ำ ก้อนใหญ่จะตกเข้ามาสู่ในพื้นที่ของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก็กราบเรียนว่า ความห่วงใยของท่านสมาชิกบางท่านก็ห่วงใยว่ากู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไปใช้ทั่วถึง ในการเกิดอุทกภัยในภาคใต้หรือภาคอื่นหรือไม่ ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่จะ ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงให้เสมอภาค ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ของปัญหา ที่ใดปัญหามากรัฐบาลก็จะทุ่มเงินเข้าไปในส่วนนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน ก็กราบเรียนให้สบายใจว่าท่านเป็นห่วงเป็นใย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีที่พูดถึงนั้นรัฐบาลได้มีแผนการที่จะเข้าไปดำเนินการแก้ไขไว้เรียบร้อย แล้วนะครับ สำหรับในเรื่องของการฟ้องร้องต่าง ๆ ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลก็ทราบดีว่า เป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนที่จะเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ และในภาครัฐบาลเองก็เข้าใจเห็นใจ แล้วก็ยังมั่นใจว่าการดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐบาลในเรื่องของการแก้ปัญหาเรื่องน้ำเป็น การดำเนินการที่เป็นไปตามขั้นตอนที่เหมาะสมและได้มีการปรึกษาหารือจากผู้มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ อย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์ กติกา แล้วก็เตรียมการที่จะเข้าไปชี้แจงกับ พี่น้องประชาชนรวมถึงการเข้าไปชี้แจงต่อฝ่ายที่ถูกฟ้องร้องรวมถึงศาลด้วยนะครับ ก็กราบเรียนว่าในสิ่งนี้ก็พี่น้องประชาชนโปรดได้สบายใจว่ารัฐบาลได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ที่สุด และมั่นใจว่าเราได้ปฏิบัติไปตามกฎหมายและหากจะมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นรัฐบาลก็จะ พยายามทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนและพร้อมที่จะเข้าไปแก้ปัญหาต่าง ๆ ในศาลด้วย ผมขอชี้แจงเพียงสั้น ๆ เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านอนุรักษ์ บุญศล นะครับ ต่อจากท่านอนุรักษ์ ก็เป็นท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ พ.ร.ก. ฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและรวมทั้งที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอยู่นั้นก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทั้ง ๔ ฉบับนั้น ดิฉันจะกล่าวว่า สี่พระราชกำหนดต้องปกประเทศไทยเฮย อันนี้สมมุติ แต่ว่าความสูญเสียครั้งนี้ไม่สามารถที่จะคิดเป็นตัวเลขได้ นั่นคือ ๑ คนนั้น มีค่าความเป็นคนอเนกอนันต์นัก ถ้าสมมุติว่าแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาททำคุณประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติเราจะสูญเสียกี่แสน ๆ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพคะ นี่คือทำไมเราจะต้อง ออกพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ๓.๕ แสนล้านบาทเพื่อสิ่งเหล่านี้ล่ะคะ ต่อลมหายใจให้กับ ประเทศไทย กับภาวะที่เกิดขึ้นปลายปีที่แล้วนี้เอง ทีนี้ธนาคารโลกประเมินความเสียหาย เบื้องต้น ท่านประธานคะ มหาอุทกภัยเสียหายจากการประเมิน เสียหายแล้วจากการประเมิน จากธนาคารโลกว่าเมื่อคิดเป็นตัวเลขแล้วเท่ากับ ๑.๓๕๖ ล้านล้านบาท เสียหายจาก สิ่งปลูกสร้างถูกทำลาย บ้านถล่ม บ้านน้ำท่วม ๕,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ไม่พอหรอกค่ะ ถ้าจะไปคิดถึงว่าจิตใจที่หดหู่ ทดท้อ ท้อถอย สูญเสีย สูญเสียญาติมิตร สูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง บางครั้งโทรทัศน์เครื่องหนึ่งก็หามาตลอดชีวิต รถยนต์คันหนึ่งก็หามาตลอดชีวิต บางครั้งท่านไม่ได้คิดถึงตรงนี้เพราะว่าท่านไม่เคยยากจน คำว่า ยากจน ดิฉันเคยเกิดมาก่อน คำว่า ยากจน ไม่อายที่จะบอกว่าเกิดมาจากความยากจน แล้วสิ่งเหล่านี้คือสมบัติอันล้ำค่า บ้านหลังหนึ่งกว่าจะสร้างขึ้นมาได้สูญเสียไปเท่าไร แล้วคิดเป็นมูลค่าให้หน่อยสิคะ นี่ค่ะ ทำไมรัฐบาลถึงจะต้องกู้มาแล้วทำไมดิฉันจะต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะสิ่งเหล่านี้ค่ะ ท่านประธานคะ บ้านถล่ม ตึกพัง โรงงานจมน้ำ โบราณสถานน้ำท่วม แล้วต่อจากนั้น ยังประเมินความสูญเสีย เช่น โรงงานปิด ผลิตสินค้าไม่ได้ คนงานต้องหยุดงานทำให้ธุรกิจ และแรงงานสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ ถ้าน้ำไม่ท่วมจะมีรายได้เกิดขึ้นมหาศาลในบางโรงงาน หรือวิสาหกิจชุมชนเล็ก ๆ ใช้คนไม่กี่คน แต่ว่าเขาสามารถที่จะหล่อเลี้ยงเขาได้ แต่เมื่อสิ่งที่ เขาสูญเสียไป สูญเสียไปทั้งหมดทำไมท่านจะไม่รู้ว่าความสูญเสียในเมื่อเกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว ทำไมจะไม่รู้ว่าการสูญเสียเกิดอะไรขึ้นคะ เพราะว่าท่านเข้าไป ในร้านสะดวกซื้อไม่มีแม้กระทั่งน้ำจะดื่มกิน ท่านบอกว่าอันนี้มันธรรมดาหรอกหรือคะ ที่จะต้องออก พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มากอบกู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้ เมืองนี้ แล้วปกป้องอีกในอนาคตที่จะเกิดขึ้น มันสมควรและน่าจะสมควรมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันได้ข้อมูลมาอีกค่ะ กราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบข้อมูลค่ะ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์กล่าวว่า น้ำท่วมในปัจจุบันมีผลกระทบเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มหาอุทกภัย ของไทยเสียหายกว่าสึนามิถล่มประเทศญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ นี่คือมากกว่าเห็นไหมคะ แล้วเฉพาะกลุ่มยานยนต์นี้เขาสูญเสียที่จะผลิต แล้วก็ผลิตต่ำลงกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ไม่สูญเสียหรอกหรือคะ ไม่ดูแลเขาหรือคะ ไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศนี้ เพราะว่าต่างคน ต่างอยากอยู่ สยามเมืองยิ้มหมดไปจากประเทศไทยจะอยู่กันอย่างนั้นหรอกหรือ ดังนั้นแล้วมัน เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะออก พ.ร.ก. เงินเพียงน้อยนิดเหล่านี้สามารถที่จะต่ออายุของคนที่เป็นรากหญ้าของคนชั้นกลาง เพราะว่า มันมีกู้เอสเอ็มอีไม่เกิน ๓๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันจะขอยกกรณีตัวอย่างหนึ่ง ที่กู้เงินจากธนาคารออมสินของรัฐได้เป็นพี่น้องประชาชนบ้านดิฉัน ชื่อนายวิเชียร สารบาล กู้เงินธนาคารออมสินโดยเป็นพนักงานอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง เขาก็เลยให้สมัคร ชพค. พอครบ กำหนดการกู้ ชพค. เขาขอกู้ ๖๕๐,๐๐๐ บาท เขาได้เงิน ๖๕๐,๐๐๐ บาทมา เขาเอาไปซื้อที่ดิน ๓๐ ไร่ ๑๐ ไร่ทำนา ๒๐ ไร่ปลูกยางพารา แล้วยังเหลืออีกเป็นเศษเงินสำหรับคนร่ำรวย อีกเล็กน้อย แล้วไปให้ลูก ๆ ทำก๋วยเตี๋ยวรถเข็นขายบ้าง ขายลูกชิ้นบ้าง เดี๋ยวนี้ทำให้เขานั้น สามารถที่จะอยู่ในสังคมที่บอกว่ารากหญ้าที่ยากจนนั้นต้องบอกว่าลืมตาอ้าปากได้ เห็นไหมคะ นี่คือการพัฒนาทั้งระบบ ทั้งชั้นสูง ชั้นกลาง และรากหญ้าบ้านดิฉัน ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันว่าการออกพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รากหญ้ามั่งคั่ง ประเทศมั่นคง ขอบพระคุณค่ะ
ท่านอรรถวิชช์ เชิญครับ หลังท่านอรรถวิชช์แล้วท่านนันทนานะครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ จะพยายามพูดให้สั้น กระชับ เข้าประเด็น เพราะว่าอยู่ในเวลาที่ค่อนข้างจะง่วงแล้ว ท่านประธานครับ ในเรื่องที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ที่จะออกมาใช้เงินจำนวนมากโดยอ้างเหตุ น้ำท่วม ต้องเล่าให้ฟังว่าประเด็นของเรื่องมันคือว่าการออกกฎหมายในกรณีปกติที่จะ ออกใช้เงินจำนวนมากโดยอ้างเหตุน้ำท่วม ต้องเล่าให้ฟังว่าประเด็นของเรื่องมันคือว่า การออกกฎหมายในกรณีปกติที่จะออกมาใช้เงินหลวงจำนวนมากจะต้องมีการออกเป็น พระราชบัญญัติ นั่นก็คือผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ผ่านการพิจารณาของท่าน ส.ส. ส.ว. ออกไป แต่เนื่องจากรัฐบาลนั้นก็ใช้ทางลัด เพราะว่าเป็นข้อยกเว้นที่รัฐบาลนั้นมีอำนาจ ในการที่จะออกกฎหมายในอันดับพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ๔ ฉบับที่ได้พูดถึงตรงนี้ ในการออกใช้เงิน แต่ข้อยกเว้นนี้เขามีประเด็นว่าจะต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนและมิอาจ หลีกเลี่ยงได้เท่านั้น ก็คือเป็นกรณีข้อยกเว้นที่รัฐบาลสามารถออกกฎหมายใช้ได้เอง ท่านประธานครับ พอมาสู่ปัญหาตรงนี้ พอมองผ่านไปที่ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ผมก็ต้องเรียนว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมร่างส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญใน ๒ ฉบับนั้น ก็ต้องอดชี้แจงไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้น แล้วผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายรัฐบาลแล้วก็ ประชาชนทั่วไปด้วย เรื่องกฎหมาย พ.ร.ก. กู้น้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กฎหมายฉบับนี้ ใครไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ดูเหมือนจะโดนสังคมว่าได้ว่าเป็นการเตะถ่วง แต่ก็เรียนย้ำกับ พี่น้องประชาชนผ่านท่านประธานอีกครั้งครับ วันนี้พระราชกำหนดในการกู้เงินช่วยเหลือ น้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้ารัฐบาลจะดำเนินการก็ดำเนินการได้ ไม่ได้มีการทำให้ล่าช้าแต่ประการใด แต่ปัญหาของมันเล่าให้ฟังว่าในคณะทำงานที่เราคุยกัน ในพรรคประชาธิปัตย์ลังเลกันอยู่นานว่าพระราชกำหนดตัว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจะยื่นส่ง ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือเปล่า แล้วเราก็ทอดเวลาให้กับรัฐบาลท่านในการส่งดูสิว่า รายละเอียดภายในโครงการเป็นอย่างไร สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกพระราชกำหนดเงินกู้ เหมือนกัน ทำเหมือนกันโดยรัฐบาล เรากู้ไป ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กติกาของพวกเราก็คือว่า โครงการใดที่เริ่มทำเลยในปีที่พระราชกำหนดออกเราจะมาใส่ในอันนี้ แต่ถ้าอันไหนที่ไปทำ ปีถัดไป ปีต่อไป เราจะไปใช้กลไกปกติก็คือกฎหมายงบประมาณซึ่งมีประจำปีอยู่แล้วให้สภา ได้ตรวจสอบกัน เพราะว่าไม่เร่งด่วน ผมก็ทอดเวลามา ๒ อาทิตย์ อาทิตย์ก็แล้ว ๒ อาทิตย์ ก็แล้ว ท่านไม่นำโครงการมาเสนอต่อพี่น้องประชาชน วันนี้เลือกอภิปรายในตอนกลางคืนและอาจจะเป็นคนท้าย ๆ ของวันนี้ด้วยครับ ก็ตอบได้เลยว่า เสียใจครับ ผมยังไม่เห็นโครงการใด ๆ ของท่านเลย แล้วนี่เป็นสิ่งที่ผิดปกติ ท่านประธานเคย นั่งเป็นกรรมาธิการตรวจสอบงบประมาณครับ ท่านก็ทราบครับว่ารายละเอียดไม่มีเลยครับ แล้วท่านกระดาษ ๓ แผ่นจริง ๆ ในการขอเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วแบบนี้จะไม่ให้ยื่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้อย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเหตุเป็นผลครับ ถามว่าแล้วประเด็นนี้ มันจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออก พ.ร.ก. หรือเปล่า คำตอบก็ไม่ใช่อีกครับ น้ำท่วมเกิดก่อนที่รัฐบาลนี้ สภาแห่งนี้จะผ่านงบประมาณประจำปี ๒๕๕๕ เขามีเวลาในการ แปรญัตติ ตัดงบประมาณแล้วแปรญัตติเพิ่มกลับเข้าไปท่านก็ไม่ใส่โครงการเรื่องน้ำท่วม ลงไปครับ แล้วจากนี้ท่านจะออกงบประมาณปี ๒๕๕๕ เพิ่มเติม ท่านยังมีวงเงินออกได้อีกตั้ง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ สามารถจะขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมได้ท่านก็ไม่ทำครับ เพราะนั่นต้องผ่านการตรวจสอบของสภานี้ครับ นี่คือเป็นเหตุที่พวกผมไว้วางใจไม่ได้แล้วต้อง ทำตามหน้าที่ในการส่งศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบเพราะท่านไม่มีรายละเอียดโครงการ จนกระทั่งเที่ยงคืนวันนี้ครับ พูดอย่างนี้หลายคนที่นี่เป็นนักการเมืองต้องเข้าใจครับ ไม่มีหรอกครับ สมัยพรรคประชาธิปัตย์เรา พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเราก็แสดงให้ท่านดู เราก็กระดาษ ๓ แผ่นเหมือนท่านละครับ แต่ว่าวันที่เราชี้แจงวันนี้ครับเราเอามาให้ดูว่าโครงการอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ชี้แจงชัดเจนนะครับ กฎหมาย ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านเดินต่อไปได้ แต่ถ้าเกิดว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความออกมาท่านต้องรับผิดชอบทางการเมืองนะครับ
ประการต่อมาครับ พ.ร.ก. โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท สมัยการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ วิกฤติต้มยำกุ้ง ขณะนั้น มีการเปิดให้นำเงินเข้าออกได้เสรี เปิดบีไอบีเอฟ (BIBF) เงินระยะสั้น แต่ปรากฏว่านำเอามา ปล่อยกู้เป็นเงินระยะยาว ซึ่งเขาเรียกว่าการแมทชิ่ง (Matching) ของฟันด์ (Fund) คือการนำเอา เงินมาแมช (Match) กันนี่มันผิดพลาด อาจจะผิดพลาดทั้งรัฐบาลในขณะนั้น ผิดพลาด ทั้งธนาคารเองรวมไปถึงผู้ประกอบการหลายเรื่องครับ แต่เอาสุดท้ายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินเป็นหนี้อยู่ ๑.๔ ล้านล้านบาท วันนี้เหลืออยู่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ ท่านออกพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและแยบยล แต่มันไม่รอบคอบครับ พูดกันแบบตรงไปตรงมาครับ ถ้าจะให้ผมขึ้นชาร์ทแสดงให้ท่านดูว่า บัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยมีกี่บัญชีผมก็ทำได้ครับและเตรียมเอกสารมาแล้ว แต่เกรงว่า เที่ยงคืนกว่าเราจะง่วงกันหมดครับ ผมเข้าประเด็นแบบชัด ๆ ง่าย ๆ ให้ฟังในประเด็นนี้ครับ ท่านครับ ท่านจะออก พ.ร.ก. ต้องใช้ความจำเป็นเร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมจะบอกท่าน ว่าหนี้ที่เกิดจากวิกฤติปี ๒๕๔๐ ท่านไม่จำเป็นเร่งด่วนต้องทำเลยครับ มันไม่รอบคอบ เพราะมันมีปัญหาครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าปัญหามันคืออะไร แต่ต้องเล่าว่ามันไม่เร่งด่วน อย่างไรก่อนครับ เพราะว่าถ้าเกิดว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านได้ดูท่านจะได้ทราบครับ ท่านประธานครับ หนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน งบประมาณปี ๒๕๕๕ เราตั้งเงินจ่ายเอาไว้แล้ว ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทครับ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทนั้นตั้งรอไว้แล้วนะครับ ในงบปี ๒๕๕๕ คือปีนี้ พร้อมที่จะจ่ายเงินหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงินได้ ไม่มีปัญหาครับ
ประการที่ ๒ ตั๋วเงินพันธบัตรรัฐบาล ที่รัฐบาลเป็นหนี้นะครับ หนี้กองทุนฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก็คือรัฐบาลต้องออกพันธบัตรไปครับ เอาเงินมาแล้วก็เอา เงินไปจ่ายเขาครับ รัฐบาลออกพันธบัตรเท่ากับรัฐบาลเป็นหนี้อยู่ครับ ต่อให้วันนี้ ครม. ของท่านยิ่งลักษณ์เอาเงินมากองไว้ครับ ก็คืนหนี้ไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะตั๋วเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะครบกำหนดในเดือนกันยายนปี ๒๕๕๕ ครับ ต่อให้ท่านเอาเงินมา ตั้งไว้วันนี้ออก พ.ร.ก. เร่งด่วนท่านก็จ่ายไม่ได้อยู่ดีครับ นี่ละครับมันไม่จำเป็นเร่งด่วนครับ แล้วนี่ประเด็นสำคัญที่จะทำให้ท่านพ่ายแพ้ในศาลรัฐธรรมนูญครับ
ประการต่อมาครับ เรื่องนี้น่าตกใจครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกิตติรัตน์ นำเสนอในคณะรัฐมนตรี เรื่องของกรอบ ความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญผิดในสาระสำคัญ ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ กรอบความยั่งยืนทางการคลังเขาบอกอย่างนี้ครับ เงินต้นบวกดอกเบี้ย ที่จะต้องชำระคืนในแต่ละปีห้ามเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีครับ ย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ หมายความว่าการตั้งงบประมาณประจำปี ๒๕๕๕ ท่านจะตั้งเงินจ่ายต้น จ่ายดอกเกิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ครับ เขาเรียกว่าผิดกรอบวินัยทางการคลัง ปรากฏว่าท่านกิตติรัตน์ ไปชี้แจงในคณะรัฐมนตรีของท่านละครับว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะในขณะนี้อัตราส่วน ดังกล่าวนั้นอยู่ที่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ครับ ฟังแบบนี้ท่าน ครม. ก็ตกใจสิครับ ๑๒ กับ ๑๕ มันห่าง กันแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่มันโอละพ่อก็คือว่าข้อมูลของท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ผิดครับ ปัจจุบันอัตราดังกล่าวอยู่แค่ ๙.๓๓ เท่านั้น สำนักบริหารหนี้สาธารณะที่ทำหน้าที่ในการตั้งเงิน ที่จะต้องจ่ายเงินหนี้นี่นะครับ เขาตั้ง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ทุกปีครับ แต่สำนักงบประมาณก็ตัด ทุกปีครับ ปีนี้ ๙.๓๓ ครับ ท่านกำลังเข้าใจผิดและท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์กำลัง เข้าใจผิดในตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญ ให้ ครม. ชุดนี้ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ สำคัญผิดว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นนี้สำคัญนะครับ แล้วจะเป็น ประเด็นใหญ่ของท่านที่ท่านต้องชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ไม่ใช่ผมพูดอยู่คนเดียวนะครับ คนหนึ่งที่เห็นแล้วก็ออกตัวเรื่องนี้คือท่านอดีตรัฐมนตรีธีระชัย ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีของท่านเอง ท่านเพิ่งทราบก่อนออกจากตำแหน่งเพียงแค่ ๑ วัน ซึ่งผมก็ตกใจนะครับว่าท่านไม่ได้มีโอกาส ได้ชี้แจงในที่นี้ เรื่องนี้น่ากลัวครับ ท่านประธานครับ เรื่องมันไม่จบแค่นั้นละครับ ท่านอ้าง ในเหตุอีกว่าท่านจะประหยัดงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ในปี ๒๕๕๕ ที่ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือที่เราตั้งกันไปแล้ว ผ่านในสภาไปแล้วครับ ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟู ตั้งไว้ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าถ้าวันนี้กฎหมายท่านเดินไปได้แล้ว ท่านเรียกเงินเก็บจาก สถาบันการเงินได้แล้ว ท่านคิดว่าเงิน ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทมันโยกเอาไปช่วยน้ำท่วมได้หรือครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นประธานตรวจสอบงบประมาณ ผมถามท่านสิครับ สำนักบริหารหนี้สาธารณะตั้งงบในการจ่ายดอกเบี้ยเอาไว้ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทเรียบร้อยแล้วครับ จะโยกไปช่วยน้ำท่วมได้หรือครับ ไม่ได้ครับ พวกเรานั่งกันอยู่ที่นี่ทุกคน ทุกคน ทุกคนรู้หมดครับ แล้วท่านจะโกหกไปทำไมล่ะครับ วันนี้ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทท่านประหยัดไปได้แต่ท่านโยก ไปช่วยน้ำท่วมได้หรือเปล่าครับ ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง ไม่ได้ครับ ผิดกฎหมายครับ นั่นอีกละครับ เหตุที่ท่านอ้างใน ครม. ของท่านก็ผิดอีกครับ นี่ท่านต้องตอบศาลรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้อธิบายไปแล้วความจำเป็นเร่งด่วนไม่มี เหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีครับ แต่ท่านก็ตัดสินใจที่จะออก พ.ร.ก. ไปโดยไม่รอบคอบ แล้วเหตุแห่งความไม่รอบคอบ ของท่านมันเกิดอะไรขึ้นท่านทราบไหมครับ วันนี้ท่านกำลังจะพูดง่าย ๆ ครับว่ากฎหมายฉบับนี้ คือกฎหมายที่บังคับแบงก์พาณิชย์ให้จ่ายเงินไปชดเชยหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ปัจจุบันธนาคาร พาณิชย์โดนเก็บค่าต๋งอยู่นะครับ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไปจ่ายให้กับสถาบันประกัน เงินฝาก หมายถึงว่าบัญชีสถาบันประกันเงินฝากของทุกคนในประเทศไทยในขณะนี้ ถูกคุ้มครองอยู่ไม่เกินต่อบัญชี ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บอยู่ ๐.๔ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารต้องจ่ายเงิน ๐.๔ ของยอดเงิน ฝากเป็นค่าธรรมเนียมครับ แต่กฎหมายฉบับนี้ท่านบอกว่าให้สามารถเรียกเงินในส่วนนี้ได้เพิ่ม เพื่อไปจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟู แปลว่าธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายเงินชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูให้กับท่าน ไม่เถียงในหลักการ ดี ปัญหาคือท่านไม่รอบคอบเพราะไม่มีข้อความใดในพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่ท่านพรวดพราดออกไป ห้ามผลักภาระนี้ไปยังพี่น้องประชาชน ท่านครับ ดอกเบี้ยในประเทศไทย กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นดอกเบี้ยนโยบายครับ ประกาศไป ๒ ครั้งครับ ลดดอกเบี้ย ปรากฏว่าแบงก์พาณิชย์ไม่มีแบงก์ไหนขานรับเลยครับ ยกเว้นแบงก์กรุงไทยที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ครับ ทำไมละครับ ทำไมครับ เพราะแบงก์พาณิชย์ กำลังผลักภาระไปให้กับลูกค้าครับ ในขณะที่เขาดอกเบี้ยเงินกู้ต้องลด ไม่ลดครับ ดอกเบี้ย เงินฝากไม่เพิ่มครับ เพราะเขามีต้นทุนเพิ่มมากขึ้นจากการที่ท่านผลักภาระไปให้เขา และที่สำคัญ ท่านไม่รอบคอบครับ ถ้าถามว่าวันนี้ท่านเอากลับเข้ามาที่สภา แล้วผมมีโอกาสทำให้กฎหมาย ฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติ สิ่งที่ผมจะทำครับ เสนอเลยครับ รัฐบาลนี้กำลังจะลดภาษี นิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านมีส่วนต่างอยู่ ๗ เปอร์เซ็นต์ครับ ถ้าท่านเอา ๗ เปอร์เซ็นต์ที่ท่านจะลดให้กับแบงก์พาณิชย์มาผูกว่าไปโยงครับว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ฉันจะลดให้เธอนี่จะต้องไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟู จบเลยครับ ภาระนี้จะไม่ถูกผลักไปยัง ผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงินครับ แต่ท่านพรวดพราดออกไปโดยใช้พระราชกำหนดโดยไม่ให้พวกผมในฐานะ เป็น ส.ส. ได้ตรวจกันอย่างไรครับ นี่ครับ ผมก็มาถึงที่บอกว่า
เดี๋ยวครับ ท่านอรรถวิชช์ ท่านคุณหมอชลน่านเชิญ ประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ด้วยความเคารพท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่กำลังอภิปรายอยู่ ผมจำเป็นต้องประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ นะครับ เพราะว่าขณะนี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกำลังอภิปรายในพระราชกำหนดที่ไม่ได้เสนอต่อสภาในวันนี้ ท่านอภิปรายในพระราชกำหนดฉบับที่ ๔ ครับ เรื่องการปรับปรุงระบบการบริหาร หนี้ที่ กระทรวงการคลังกู้เพื่อให้กับกองทุนฟื้นฟูเป็นหลัก กระผมเองกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ จะใช้เป็นเหตุผลประกอบ ไม่ได้เป็นประเด็นครับใช้ได้ แต่ขณะนี้เสมือนว่า ท่านลงไปเนื้อหาหลักของพระราชกำหนดเลย ซึ่งท่านประธานสภาได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไปแล้ว ท่านประธานโปรดได้วินิจฉัย ใช้เป็นเหตุผลประกอบได้ครับ ไม่ได้ติดขัด แต่ว่าอย่าลง เนื้อหาหลัก ขอให้เป็นไปตามข้อบังคับครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตก่อนครับท่านประธาน
เดี๋ยวครับ ท่านอรรถวิชช์ ผมต้องวินิจฉัยทางโน้นก่อนครับ
ก่อนท่านประธานวินิจฉัย ผมขอให้ข้อมูลท่านประธานเพิ่มเติมครับ คือตลอดเวลาทั้งวันผมเลือกที่จะมาพูดตอนปิด ท้าย ๆ นะครับ เพราะว่าต้องเรียนท่านประธานตามตรงครับ พรรคฝ่ายค้านถูกพาดพิง ในเรื่องนี้หลายครั้ง ผมจำเป็นต้องตอบครับ และพูดกันแบบตรง ๆ นะครับ เนื้อหาผมที่พาดพิง กันอยู่ ๒ ตัวนั้นผมก็จบแล้วครับ ผมกำลังจะขึ้นในส่วนตัวที่ ๓ และตัวที่ ๔ ครับ เราถูกพาดพิง หลายครั้งครับ ขอความกรุณาท่านประธาน แล้วรัฐบาลเองก็พูดทั้ง ๔ ฉบับเหมือนกันนะครับ
คือผม ฟังทั้งวันนะครับ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลนี่เขาก็พยายามที่จะเอาข้อเท็จจริงทั้งฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๔ ที่ท่านยื่นไปมาประกอบในการอภิปราย ฉะนั้นประเด็นของคุณหมอชลน่าน ท่านประท้วงมาขอให้ท่านพูดในเนื้อหาของฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ แต่ถ้าจะเอาข้อเท็จจริง ในเรื่องของฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๔ ที่ยื่นไปมาประกอบและโยงใยไม่ขัดข้อง แต่หมายความว่า ขอความกรุณาอย่าไปอภิปรายในหลักของฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๔ ไม่ได้นะครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ที่เกริ่นเพราะว่าพรรคฝ่ายค้านวันนี้ถูกพาดพิงอยู่ทั้งวันเหมือนกันนะครับ ท่านประธาน แล้วก็ได้ชี้แจงเหตุผลไปแล้วในส่วนของ ๒ ตัวแรก แล้วสำคัญนะครับ เพราะว่า ความเป็นอยู่รัฐบาลท่านก็ขึ้นอยู่กับการตีความของศาลธรรมนูญเหมือนกันครับ เพราะว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความออกมาว่าท่านออก พ.ร.ก. ไม่ชอบ ท่านต้องแสดงความรับผิดชอบ ทางการเมืองครับ
ประเด็นตัวต่อมานะครับ พระราชกำหนดตัวที่ ๓ ครับ รัฐบาลท่านออกเป็น พระราชกำหนดในการที่จะตั้งกองทุนประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดแบบลูกผู้ชาย เห็นด้วยครับ แล้วตัวนี้เห็นด้วยอย่างหมดเต็มที่ครับ แล้วเห็นว่าเป็นการจำเป็นเร่งด่วน เรื่องนี้สอดรับอยู่แล้วว่าสมควรที่จะต้องทำ เพราะว่าวิกฤตการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา เกิดมีปัญหาหลายที่ครับ บริษัทเขาไม่รับประกันภัยเพราะนโยบายของรัฐไม่มีความชัดเจน เรื่องของการเยียวยาเรื่องน้ำท่วม รวมไปถึงเรื่องของมาตรการในการป้องกัน อันนี้ไม่ติดใจครับ ท่านออกเลยครับ แต่ตัวหลังนี่ล่ะครับ เป็นพระราชกำหนดเช่นเดียวกันก็คือเป็นอำนาจ ของรัฐบาลของท่านในการที่จะออกโดยตรง ผมกังวลใจครับ เป็นพระราชกำหนดในเรื่องของการอนุญาตให้มีการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอยู่ที่ร้อยละ ๓ เท่านั้นเองนะครับ ผมโฆษณาให้ท่านด้วย ในวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลักการดี เห็นด้วยครับ ว่าควรจะปล่อยซอฟต์โลนหรือว่าเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย แต่ปัญหามันมีอย่างนี้ครับ คือรัฐบาลท่านกำลังบิดเบือนกลไกนโยบายการเงินของธนาคาร แห่งประเทศไทยอย่างรุนแรงครับ วันนี้ท่านกำลังล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าของธนาคาร แห่งประเทศไทยในการใช้เงินครับ หลายต่อหลายครั้งที่รัฐบาลนี้ รัฐบาลท่าน รัฐบาลผม รัฐบาลท่านก็ทำนะครับ ก็คือเรื่องของการปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำโดยผ่านธนาคารออมสินครับ โดยไม่ได้ใช้เงินธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าใช้ผ่านธนาคารออมสินหมายความว่าอะไรครับ เราสามารถเอาเงินงบประมาณเราไปเพิ่มทุนให้ธนาคารออมสินแล้วธนาคารออมสินก็ใช้เงิน เพิ่มทุนของเราไปใช้ในการปล่อยเงินกู้ต่อได้ นโยบายของรัฐ รัฐต้องรับผิดชอบ นโยบายของ รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณ แต่นโยบายของรัฐบาลของท่านเที่ยวนี้ไปล้วงกระเป๋าเพื่อนครับ ไปล้วงมือกระเป๋าธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยกับรัฐบาลไม่ได้เป็น กระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ย้ำอีกครั้งนะครับ คนละทฤษฎีนะครับ ท่านใช้เงินงบประมาณ ไม่เหมือนใช้เงินธนาคารแห่งประเทศไทยครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับ เพราะของเดิม ผมบอกแล้วผมเห็นด้วยกับหลักการ เห็นด้วยกับหลักการที่จะปล่อยซอฟต์โลนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่ใช่การเอาเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สไลด์นะครับ ผมเตรียมไว้ ๔ สไลด์ แต่ว่าจะขอพูดในสไลด์ที่ ๔ เท่านั้นครับ ห้องโสตครับ ช่วยเอาสไลด์ของผมขึ้นหน่อยนะครับ ระหว่างนี้อธิบายครับ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขาทำงานอยู่แบบนี้ครับ ภาคปีกหนึ่งเขาดูแลกำกับสถาบันการเงิน แต่ภาคอีกปีกหนึ่งเขา ดูแลเรื่องนโยบายการเงิน พยายามจะให้สั้นกระชับไม่ให้หลับนะครับ งานของเขาคือการดูแล นโยบายการเงินนี่มี ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเขาเรียกว่าฝ่ายกิจการธนาคาร อีกฝ่ายหนึ่งเขาเรียกว่า ฝ่ายออกบัตร ฝ่ายออกบัตรพูดง่าย ๆ คือพิมพ์แบงก์ครับ แล้วก็ต้องมีบัญชีทุนสำรองเงินตรา ระหว่างประเทศเป็นการแบค (Back) การพิมพ์ธนบัตรครับ ส่วนนี้เขาเรียกฝ่ายออกบัตรนะครับ ผมจะตัดฝ่ายขวาออกไปจะพูดฝ่ายซ้ายเรื่องของกิจการธนาคาร เงินแบงก์ชาติเอาไปทำอะไรครับ เอาไปทำในการดูดซับสภาพคล่อง เอาไปการดูแลของสภาพค่าเงินบาท ดูดซับสภาพคล่อง ในระบบทำอะไรครับ และนี่คือความแตกต่างว่าเงินหลวงหรือเงินงบประมาณไม่เหมือน เงินแบงก์ชาติครับ ท่านทราบไหมครับ ทุกวันนี้เขากลัวเรื่องอัตราเงินเฟ้อ คือถ้าเงินเฟ้อ คือเงินในระบบมีเยอะ ๆ เยอะ ๆ เข้า ค่าเงินของประเทศไทยมันจะไม่มีค่าครับ ของมันจะแพงครับ วันนี้สภาพเงินในตลาดหลังจากแบงก์พาณิชย์ทุกแบงก์ปล่อยกู้ไปเสร็จแล้ว เหลือสภาพคล่อง ส่วนเกินอีกเท่าไรท่านประธานรู้ไหม ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ธนาคารแห่งประเทศไทย ทำอย่างไรครับ ไปกู้เงินครับ มีเงินนะครับ ไปดูดสภาพคล่องออกมาครับ ให้แบงก์พาณิชย์ จ่ายดอกเบี้ยแค่ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้นทุนเงินของแบงก์ชาติอยู่ ๓ เปอร์เซ็นต์ แบงก์ชาติ ยอมขาดทุนทุกครั้ง ทุกวัน ที่ไปดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบครับ ขาดทุนทุกวันครับ เพราะเขากลัวเงินมันเฟ้อ พอเงินมันเฟ้อของมันแพง พอเงินมันเฟ้อของมันแพงค่าเงิน มันตกครับ แล้วเขาก็ดูแลสภาพค่าเงินบาทด้วยไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อนไป ค่าเงินบาทแข็งไปครับ นี่คือเงินส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องใช้ครับ ปรากฏว่าเที่ยวนี้ท่านบอกว่าให้แบงก์ชาติ ปล่อยซอฟต์โลนคืออะไรครับ คือให้แบงก์ชาติปล่อยเงินออกมาให้กู้ครับ ทุกวันนี้แบงก์ชาติ ยังต้องดูดซับสภาพคล่องอยู่ ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อวัน เมื่อท่านบอกให้แบงก์ชาติ ปล่อยมาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แบงก์ชาติทำอย่างไรครับ ง่าย ๆ เลยครับท่านประธานครับ นี่เรื่องจริงครับ พูดแล้วเดี๋ยวชาวบ้านตกใจครับ แบงก์ชาติพิมพ์เงินครับ เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของท่าน คือแบงก์ชาติเข้าเครื่องครับ แล้วก็พิมพ์เป็นแบงก์ออกมาครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกิดอะไรขึ้นครับ
๑. กระทบต่อค่าเงินสกุลเงินบาททันทีครับ ความแข็งค่า ความอ่อนค่า เกิดขึ้นทันทีครับ
๒. สภาพคล่องในตลาดแบงก์ชาติจะต้อง ถ้าแบงก์พาณิชย์ไม่ปล่อยต้องไป ดูดออกมานะครับ ต้องเสียค่าธรรมเนียมมหาศาลนะครับ พอเสียค่าธรรมเนียมมหาศาล เกิดอะไรขึ้น แบงก์ชาติไม่มีเงินกำไรมาจ่ายหนี้กองทุนที่ท่านบอกอย่างไรครับ ย้อนกลับไป ตอนต้น ท่านกำลังทำให้เรื่องมันโอละพ่อครับ เงินแบงก์ชาติไม่ใช่เงินของรัฐบาลที่จะนำไปใช้ อะไรก็ได้ครับ มันใช้เพื่อในการรักษาสภาพคล่องในระบบ มันใช้เพื่อการดูแลค่าเงินครับ การดำเนินนโยบายของท่านแบบนี้ มันจะนำมาสู่หายนะ ของประเทศครับ พูดแบบนี้ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับโครงการซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำที่จะปล่อย แต่อย่าลักไก่โดยการล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าของธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้เงินงบประมาณ แล้วใช้ไม่เยอะ โดยธรรมเนียมครับท่านประธาน เวลาเราจะให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้เรา ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ เราเพิ่มทุนให้ธนาคารออมสินลองใส่ไป ๓,๐๐๐ ล้านบาทสิครับ เงินมัน จะก่ออีก ๑๐ เท่าครับ นี่ธรรมดาเลยนะครับ ท่านอยากได้สินเชื่อใหม่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มทุนให้ธนาคารออมสินอีก ๑,๐๐๐ ล้านบาทครับ เขาทำกันแบบนี้ แล้วรัฐบาลท่าน หรือรัฐบาลผมก็ทำกันแบบนี้ แต่เที่ยวนี้ครับ มีคนคิดพิสดารให้ท่านในสูตรนี้ครับ นี่คือสิ่งที่ ผมกังวลใจในวิธีการบริหารราชการแผ่นดินของท่าน และที่สำคัญท่านตัดสินใจจะออกเป็น พระราชกำหนดซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายรัฐบาลโดยตรง โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนในการ ออกครับ ช่วยกันคิดสิครับ ผมยอมรับกับท่านแบบลูกผู้ชาย แล้วไม่ค้านไปเมื่อกี้ไปแล้วว่า ในส่วนของ พ.ร.ก. ที่ท่านออกมาตั้งกองทุนประกันภัย ผมไม่ค้านท่านเลยครับ ให้ใจท่าน เต็มร้อยครับ แต่ที่เหลือผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับท่านได้ครับ แล้วนี่เป็นบทสรุปสุดท้าย ในวันนี้ที่จะบอกท่านว่าผมตั้งใจจริงครับ ที่อยากจะเห็นกฎหมายต่าง ๆ นโยบายรัฐบาลนั้น ออกไปโดยมีประสิทธิภาพ พรรคเพื่อไทยของท่านชนะเสียงมา ๑๕ ล้านเสียงครับ ท่านจะเป็น รัฐบาลต่อไปจนครบ ๔ ปีครับ แล้วจะไม่มีใครมาโค่นล้มท่านได้ทั้งนั้นครับ แต่ถ้าตราบใด ท่านยังคงออกนโยบายที่มีปัญหาอยู่เรื่อย ๆ แล้วผิดพลาดเรื่อยมาตั้งแต่นโยบายด้านพลังงาน ที่อดีตรัฐมนตรีก็ได้ออกไปแล้ว แล้วถ้าวันนี้ท่านทำประเทศไทยล้วงมือไปยังกระเป๋าธนาคาร แห่งประเทศไทยทำนโยบายการเงินผิดพลาดอีก นี่คือความเสียหายของประเทศนี้ แล้วนั่นคือสิ่งที่เรายอมไม่ได้ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านนันทนา สงฆ์ประชา ท่านขอมา ๕ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสดิฉันอภิปรายในค่ำคืนนี้ แล้วก็จะตั้งใจอภิปรายเพื่อท้วงติง แล้วก็สนับสนุนเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศอย่างดีที่สุด ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพคะ วันนี้ก็เป็นโอกาสอันดีนะคะ ที่สภาแห่งนี้ได้มีการพิจารณาพระราชกำหนดถึง ๒ ฉบับ แล้วก็ถือว่าเป็นครั้งแรกในการ เป็นผู้แทนราษฎรของตัวดิฉัน ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริม การประกันภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับ ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ แต่ตัวดิฉันเองก็รู้สึกเสียดายนะคะว่า ที่พระราชกำหนดที่จะให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้าง อนาคตประเทศ ปี ๒๕๕๕ ไม่ได้รับการนำมาพิจารณาในครั้งนี้ เพราะต้องรอการวินิจฉัยจาก ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะเป็นการจัดระบบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับ พี่น้องประชาชนในการประกอบอาชีพแล้วก็นักลงทุน แต่ดิฉันก็รอคอยด้วยความหวังนะคะว่า พระราชกำหนดฉบับนี้จะได้รับการผ่านจากศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ หรือกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในความรู้สึกของดิฉันนี่นะคะ ดิฉันคิดว่าการวิเคราะห์ความเสี่ยง ของบริษัทประกันภัยก็จะต้องวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือวิเคราะห์ว่าพื้นที่ตรงนั้นจะเกิด ผลกระทบ หรือจะเกิดอุทกภัยอีกไหม ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าดิฉันเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ เมื่อครั้งอภิปรายงบประมาณที่ผ่านไป ดิฉันได้ถามในสภาแห่งนี้ว่า ในช่วงมหาอุทกภัยที่ผ่านมานี่ ท่านได้ตอบพี่น้องประชาชนหรือยังว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร ดิฉันก็ถามอีกว่าสาเหตุที่สำคัญที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไรกันแน่ เป็นเพราะน้ำมันมากกว่า ทุก ๆ ปีหรือเปล่า หรือเกิดจากผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่มาถึงวันนี้ รอคอยถึงวันนี้ ไม่ว่าจากสื่ออะไรก็ตามแต่ ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ดิฉันเชื่อว่าสิ่งนี้เสียอีกเป็นความเสี่ยง เป็นความเสี่ยงว่าบริษัทประกันจะสร้างความเชื่อมั่น ให้เขาได้อย่างไร มิใช่เอาเงินกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาเพื่อเป็นหลักประกันให้เขานะคะ ดิฉันมองว่ามันเป็นลักษณะของการเกาไม่ถูกที่คัน บริษัทประกันภัยคันหลัง เราไปเกาแขน ดิฉันมองว่าถ้ารัฐบาลตอบชัดเจนว่าเราจะมีการป้องกันน้ำต้นน้ำอย่างไร กลางน้ำอย่างไร ปลายน้ำอย่างไร แล้วก็จะบริหารจัดการอย่างไร เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่การันตีหรือเป็นความเชื่อมั่น ของบริษัทประกันเหล่านั้นมากกว่านะคะ แต่สำหรับพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ในส่วนตัวเห็นด้วยกับการเสนอ พระราชกำหนดฉบับนี้ แต่พออ่านในรายละเอียดแล้วก็เกิดความกังวลว่าวิธีการและ วัตถุประสงค์จะเดินตามนโยบายได้อย่างไร ตามพระราชกำหนดฉบับนี้จะปล่อยกู้กับ เอสเอ็มอีแล้วก็พี่น้องประชาชนผู้เดือนร้อนในวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประชาชน แต่ละรายจะกู้ได้ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันอยากตั้งคำถามว่าคำว่า ประชาชน คืออะไร ทางรัฐบาลก็ตอบว่า คำว่า ประชาชน ก็คือผู้ที่ประสบปัญหาอุทกภัยทั้งหมด แต่ถามว่า พ่อค้าแม่ค้า พี่น้องเกษตรกรที่เอาหลักทรัพย์ เอาหลักประกันไปกู้ อย่างพี่น้องเกษตรกร ก็ไปกู้ ธ.ก.ส. พ่อค้าแม่ค้าก็คงเอาหลักประกันไปกู้ตามธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ไปหมดแล้ว ถามว่าตรงนี้อยากจะให้รัฐบาลสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับคุณสมบัตินะคะว่า คำว่า ประชาชน เหล่านั้นต้องเป็นนิติบุคคลหรือเปล่า ต้องเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือเปล่า เขาสามารถใช้ บุคคลต่อบุคคลค้ำกันได้หรือเปล่า สิ่งนี้เสียเองที่ดิฉันรู้สึกว่ากังวล เพราะว่าดิฉันลงพื้นที่ ทุกคนจ้องว่า เอ๊ะ ถ้าเรากู้ได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อะไรคือคุณสมบัติในการที่เรากู้ แล้วรายชื่อ เหล่านั้นจะไปเอาจากทะเบียนไหน ที่จะเป็นทะเบียนที่จะทราบว่าเราก็มีสิทธิกู้ในฐานะ ที่เราเป็นผู้ประสบภัย หรือประสบความเดือดร้อนตรงนั้นเสียมากกว่านะคะ ดิฉันอยากจะ กราบเรียนนะคะว่านโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลส่วนใหญ่แล้วดิฉันเห็นด้วย แต่ดิฉันห่วงเรื่อง วิธีการปฏิบัติ ดิฉันอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นิดหนึ่งนะคะว่า อย่างนโยบายในการช่วยเหลือ เกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกร ในแต่ละปีพืชผลทางด้านการเกษตรมันมีปฏิทิน อย่างเช่น ลิ้นจี่ จะออกเดือนพฤษภาคม เงาะก็จะออกเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม กระเทียมนี่ ออกเดือนหน้า เราดูอย่างปัญหามันสำปะหลังมันปลูก ๘ เดือน เราก็รู้ว่าจะต้องขุดกัน ในเดือนพฤศจิกายน แต่และแล้วถึงเดือนนี้และเดือนกุมภาพันธ์ก็ค่อนข้างเป็นรูปธรรมนะคะ ว่ามีเงินก้อนหนึ่งที่จะเอามารับจำนำ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าพืชเกษตรทุกตัวมันไม่เหมือนกัน อย่างข้าวจำนำได้ อย่างมันสำปะหลังมันเป็นพืชสดจะไปจำนำได้อย่างไร ดิฉันก็เลยอยากจะ กราบเรียนว่าดิฉันรู้สึกเป็นห่วงจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการในแต่ละเรื่องของ รัฐบาลนะคะว่าออกพระราชกำหนด พระราชบัญญัติอะไรก็ตามแต่ นโยบายอะไรก็ตามแต่ ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามแต่ขอพึงระวังในการปฏิบัตินิดหนึ่งว่าคุณสมบัติของตรงนั้น แล้วก็ความรวดเร็ว ดิฉันก็ขอฝากไว้เพียงแค่นี้เพราะดึกแล้วคืนนี้ กราบขอบคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ ผมขอความกรุณาจะขอปรึกษาหารือในที่ประชุมอย่างนี้นะครับว่า ในวันพรุ่งนี้เราได้กำหนด ระเบียบวาระเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ผมจะขอปรึกษาหารือว่าในวันพรุ่งนี้ในช่วงเช้า ตอนสิบโมงเช้าท่านประธานก็จะให้โอกาสท่านสมาชิกได้หารือ เสร็จแล้วจะเป็นกระทู้ถามสด หลังจากกระทู้ถามสดแล้วผมขอปรึกษาหารือท่านว่าผมจะขอปิดการอภิปรายคืนนี้ แล้วก็ไปอภิปรายในวันพรุ่งนี้ โดยเอาเรื่องที่เราประชุมกันในเรื่อง พ.ร.ก. ๒ ฉบับ เลื่อนขึ้นมาต่อจากกระทู้ถามสดนะครับ แล้วขอให้จบในวันพรุ่งนี้ ถ้าท่านสมาชิกท่านใด ไม่ขัดข้องนะครับ ถือตามที่ผมได้ปรึกษาหารือนะครับ แล้วผมได้ประสานแล้วก็ปรึกษาวิป ทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วก็เป็นที่เรียบร้อย ครั้งแรกวิปทั้ง ๒ ฝ่ายว่าจะขอประชุมวันพรุ่งนี้เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๑.๐๐ นาฬิกา แต่ผมได้พิจารณาแล้วให้เชิญวิปทั้ง ๒ ฝ่ายมาปรึกษากันก็ไม่ขัดข้อง ฉะนั้นข้อสรุปเป็นอย่างนี้ว่าพรุ่งนี้หลังจากที่เรากระทู้ถามสดเสร็จก็จะต่อด้วยเรื่องนี้นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าที่ประชุม ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็เอาตามนี้ เดี๋ยวผมขอขานชื่อนิดหนึ่งท่านจะได้เตรียมตัวนะครับ มีท่านสงกรานต์ ท่านสุรสาล อาจารย์ผุสดี ท่านพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล แล้วก็ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ที่ขอให้เจ้าหน้าที่บันทึกไว้ เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ด้วยความเคารพท่านประธาน ข้อหารือท่านประธาน ผมเห็นด้วย ทุกเรื่องเลยนะครับ แต่ประเด็นที่ท่านบอกว่าพรุ่งนี้ผมเกรงว่าจะเป็นการบันทึกการประชุม แล้วก็เขียนไปอาจจะมีผลต่อการปฏิบัติ เพราะวันนี้ท่านประธานได้หารือในระเบียบวาระ การประชุมของวันพรุ่งนี้ จริง ๆ ก็คือวันนี้ครับ คือวันพฤหัสบดีที่ ๒ ผมอยากให้ท่านประธาน เปลี่ยนเป็นการประชุมในวันพฤหัสบดีที่ ๒ กุมภาพันธ์
ก็ผมบอกแล้ว ว่าวันที่ ๒ อย่างไร
คือวันที่ ๒ มันไม่ใช่พรุ่งนี้นะครับท่านครับ ขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาเน้นย้ำให้บันทึกเป็นการประชุมในวันพฤหัสบดีที่ ๒ กุมภาพันธ์ ตามที่ท่านประธานได้หารือนะครับ
ก็ขอเป็น วันพฤหัสบดีที่ ๒ นะครับ เชิญวิปฝ่ายค้าน
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์
ท่านได้แจ้ง ส.ส. ฝ่ายค้านหรือยัง
ผมไม่ขัดข้องที่ประธานจะรับเรื่องพระราชกำหนด เข้ามา แต่ว่าขอเรื่องถ่ายทอดสดนะครับ ท่านประธานครับ ท่านช่วยประสานไปยังรัฐบาล เรื่องถ่ายทอดสดครับ
คือพรุ่งนี้ จะมีการถ่ายทอดอันนี้ปกตินะครับ แต่กระทู้ถามสดจะตามข้อตกลงก็คือ ๑ ชั่วโมง ขอบคุณมากครับ พ.ร.ก. จะถ่ายทอดสดต่อครับ ขอบคุณมากครับ ผมขอปิดประชุมครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๐.๕๐ นาฬิกา
ของวันพฤหัสบดีที่ ๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๕