สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

เฉลิม อยู่บำรุง หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันภัยน้ำท่วมในอนาคต และเสนอแนะว่าหากสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับวิกฤติ แฮมเบอร์เกอร์ ก็แจกเงินผู้มีรายได้น้อยคนละ 2,000 บาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยก็สำคัญเท่ากัน และต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรอง นายกรัฐมนตรี แต่เดิมนี่ผมมีคิวหลังข่าวภาคค่ำ แต่เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีได้กรุณามอบหมายให้ผมชี้แจงเรื่องข้อกฎหมาย เมื่อท่านสาทิตย์มาเร็ว ผมก็ต้องมาพร้อม

ยืนยันเรื่องแรก คำก็ยึดอำนาจจากสภา คำก็ยึดอำนาจจากรัฐสภา ท่านพูดเท็จ พวกผมปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ เหมือนกับที่ท่านเคยทำล่ะ และ พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ พอดีผมนี่กำกับดูแลคณะกรรมการกฤษฎีกา คนร่างคนเดียวกับ ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอละครับ หลักการ เหตุผล เดี๋ยวผมจะเรียนให้ทราบ ผมไม่อยากให้ พี่น้องประชาชนฟังแล้วสับสน อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญดูด้วย เพราะวันนี้มันมีคนมีเส้นเยอะ พรรคเพื่อไทยได้อำนาจมาจากพี่น้องประชาชนด้วยความสุจริต ไม่ใช่ได้จากอำนาจรัฐ ไม่ใช่ ได้จากอำนาจบุคคลหนึ่งบุคคลใด เลือกตั้งเมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โกงกันแล้วนะครับ ยังได้ ๒๖๕ ชนะขาด ยึดอำนาจ ผิดกฎหมาย ผมจะเรียงตามลำดับให้ฟัง ท่านประธานครับ ผมตอบนี่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม ผมไม่อยากให้ในสภาแห่งนี้มันมีคนดีแต่พูด พรรคเพื่อไทยทำงานครับ เราหาเสียงเรื่องอะไรบอกไว้ทำหมดครับ เมื่อวานนี้ปริญญาตรี รายได้ ๑๕,๐๐๐ บาท เรียบร้อยครับ อาจจะมีใครอิจฉาริษยาบ้าง ผมไม่ทราบ ถ้าใครริษยา ก็ต้องถือว่าเป็นทุกข์ทางใจ ผมเรียนท่านประธานว่าเวลาท่านกิตติรัตน์อภิปราย พวกท่าน ประท้วงบอกว่าเข้าสภา ๒ ฉบับ ทำไมพูด ๔ ฉบับ คุณสาทิตย์พูดเมื่อสักครู่ผมไม่ได้ประท้วงเลย คุณพูดทั้ง ๔ ฉบับ นี่แสดงให้เห็นว่าใจมันเหนือกว่ากัน พูดรวม ๔ ฉบับ พูดก็ผิด ๆ ถูก ๆ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง พระราชกำหนด ๔ ฉบับ ท่านประธานครับ ผมยกข้อกฎหมาย ข้อกฎหมายก็คือว่าการตราพระราชกำหนดได้บัญญัติในมาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญความว่า มาตรา ๑๘๔ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติได้ การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่าฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไหนล่ะยึดอำนาจสภา กฎหมายเขียนไว้ เขาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เขาให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เขาให้พวกผมอีก ๓๕ คน พิจารณา เขาไม่ได้ให้ คุณสาทิตย์ เขาไม่ได้ให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เขาไม่ได้ให้พรรคฝ่ายค้านเป็น ผู้พิจารณา นี่ผมแปลความตามกฎหมาย แต่เมื่อท่านไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไร มีสิทธิคัดค้าน แต่เขาให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง พวกผมไม่ได้ยึดอำนาจ จากสภา ทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วพวกผมมาจากการเลือกตั้งเหมือนที่ท่านมา เหมือนกัน ต่อไปก็คือว่าจากบทบัญญัติ มาตรา ๑๘๔ ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว การตราพระราชกำหนด จึงมีเงื่อนไขที่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๒ ประการ ผมตอกย้ำ อีกครั้ง ๒ ประการ

ประการที่ ๑ เป็นการตราพระราชกำหนดเพื่อประโยชน์ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ข้อที่ ๑ การรักษาความปลอดภัยของประเทศ ข้อที่ ๒ การรักษาความปลอดภัย สาธารณะ ข้อที่ ๓ การรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ข้อที่ ๔ การป้องปัด ภัยพิบัติสาธารณะ ครบหมดทั้ง ๕ ข้อ สมัยพรรคประชาธิปัตย์ตราพระราชกำหนด นั่นพิษเศรษฐกิจ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) จากอเมริกา นี่ท่านดูสิ รักษาความปลอดภัย ของประเทศ ผู้คนล้มตายเท่าไร เข้าเกณฑ์ข้อ ๑ รักษาความปลอดภัยสาธารณะ น้ำท่วม มหาอุทกภัย เข้าเกณฑ์ข้อ ๒ ๓. รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะนักลงทุน ในประเทศ เขากลัวต่างประเทศก็ไม่กล้ามา ความเสียหายเกิดขึ้นเยอะ เศรษฐกิจกระทบ แล้วคราวนี้ มันไม่กระทบเฉพาะเกษตรกรผู้มีอาชีพเกษตรกรรม เมื่อก่อนน้ำท่วมห้วยหนองคลองบึงเต็ม ไร่นาเรือกสวนเสียหาย นี่มันเกิดผลกระทบอุตสาหกรรม ๔. การป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ครบตามกฎเกณฑ์ทั้งหมด เดี๋ยวคุณสาทิตย์โต้ผมสิว่าตรงไหนที่ผมยึดอำนาจสภา ผมไม่อยาก ต่อปากต่อคำ แต่อะไรที่มากไปมันเกินพอดี ไม่ได้หรอกครับ การเมืองต้องตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของความถูกต้อง การที่จะพิจารณาว่าพระราชกำหนดใดเป็นไปตามเงื่อนไข ในข้อที่ ๑ นี้ ซึ่งมี ๔ ข้อเล็ก ต้องพิจารณาประกอบถึงวัตถุประสงค์ในการพิจารณาร่างพระราชกำหนดนั้น ๆ รัฐบาลบอกไหมครับว่าจะเอาเงินไปทำชุมชนเข้มแข็ง พวกผมบอกใช่ไหมครับ ที่ไปตั้งคณะทำงาน แล้วเขาเอาของอย่างหนึ่งไปซื้อตู้น้ำแจกเขา จนกระทั่งมีเรื่อง ต้องลาออก ถ้าเล่นการเมืองแรงมา ผมก็แรงเป็น แล้วผมแรงบนพื้นฐานความถูกต้อง ท่านผู้ชมทางบ้าน ถ้าผมพูดเท็จให้วิบัติ และผมจะบอกต่อไปว่า

เงื่อนไขประการที่ ๒ การตราพระราชกำหนดที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็น กรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ วันนี้น้ำจะท่วม น้ำจะท่วมอีกแล้ว น้ำจะมาอีกแล้ว ไม่มีใครกล้าเดินทาง ไม่มีใครกล้าลงทุน คราวที่แล้วเราก็ไม่นึกว่าจะท่วมมาก คราวนี้ถ้าไม่ทำ แล้วถ้าเกิดท่วมหนัก ท่านก็นั่งหัวเราะสิ รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่ได้แล้ว ประชาชน ไล่ถูกต้อง รัฐบาลก็รู้ว่ามันมีความจำเป็นเร่งด่วน มันมีภัยพิบัติ เราก็ถือว่ามันมีความรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ผมเป็นคนอ่านหนังสือ ผมไม่ใช่คนอภิปรายในสภาด้วยความมัน ผมไม่ต้องการออกโทรทัศน์ ผมอยู่ในสภา ผมเป็นคนแรกที่ขึ้นชาร์ทอธิบายความทั้งหมด ให้ประชาชนเข้าใจ ผมก็ถูกด่าว่ามีภรรยาเป็นครู เอามาสอนสภา การพิจารณาร่างพระราชกำหนดใด เป็นไปตามเงื่อนไขในข้อนี้ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ตอน พระราชกำหนดของคุณ ก็ตอนนั้นมันยังไม่มีกรณีศึกษา ทางท่านดอกเตอร์ปึ้ง ตอนนั้น เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วันนี้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่คนทั่วโลกรู้และยอมรับ มีพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้นล่ะที่ไม่ยอมรับ ผมเรียนท่านประธานต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัย พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ คือพระราชกำหนดพรรคประชาธิปัตย์ ความว่า กรณีจะถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคสองหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าต้องเป็น กรณีเร่งด่วนที่จะต้องรีบป้องกันแก้ไขโดยพลันหรือเป็นที่คาดหมายได้ว่าหากไม่เร่งรีบ ดำเนินการป้องกันและวางแนวทางแก้ไขไว้ก่อนย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อการเยียวยาในภายหลัง น้ำท่วมปัญหาเกิด เสียหายเยอะ และกำลังจะมาอีก อันนี้ ไม่เข้าเกณฑ์ครับ ผมบอกตลอด ผมอ่านกฎหมายรู้ ผมดูกฎหมายเป็น อันนี้มันเข้าเกณฑ์ ก็ที่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนให้พวกคุณหลุดนะ ก็เขียนไว้อย่างนี้ พวกผมรู้ครับ เส้นเล็ก ไม่ค่อย กล้าหรอกครับ จะทำอะไรทีหนึ่งต้องดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ต้องดูแบบที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยทำไว้ แต่ประชุม ๑๕ ชั่วโมงผมไม่เอาแบบ ไม่มี ครม. ชุดนี้ ซื้อเครื่องบิน ๕๘ ลำ ลอต (Lot) เดียว ไม่เอา ไม่ทำ แต่กรณีนี้เราไปศึกษาอย่างถ่องแท้ ท่านนายกรัฐมนตรี มอบหมายผม เพราะผมคุมคณะกรรมการกฤษฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญที่ยกพรรคประชาธิปัตย์ ออกพระราชกำหนดว่าถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ ศาลรัฐธรรมนูญ ฟังไว้ ท่านเขียนว่าอะไรที่ถือว่าจะมีความเสียหายหรือคาดหมายได้ว่าหากไม่เร่งรีบ ดำเนินการป้องกันและวางแนวทางแก้ไขไว้ก่อน แล้วถ้าผมไม่มีเงินผมจะวางแนวทางแก้ไข ไว้ก่อนได้อย่างไร สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญคณะนี้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแล้วการพิจารณาเงื่อนไขข้อนี้ จริงอยู่กับการตัดสินใจแก้ไขปัญหาของ คณะรัฐมนตรีที่จะเห็นว่าต้องมีมาตรการฉุกเฉินเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากต่อการแก้ไขเยียวยาในระยะต่อไป นี่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ผมพูดเองได้ไหม ไม่ได้ และกรณีสมัยพรรคประชาธิปัตย์ออก พระราชกำหนด นั่นผลกระทบจากประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตะวันตก ถ้าผมจำไม่ผิด ๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ผมไม่ใช่นักเรียนนอก ผมเรียนกฎหมาย แต่ผมจบมินิเอ็มเอ (Mini MA) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เหมือนกัน ผมพอเข้าใจได้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ช่วงนั้น ก็เป็นห่วง ถ้าผลกระทบเศรษฐกิจมันไม่โต มันก็เป็นความมั่นคง แต่ผมถามพี่น้องประชาชนที่ดูโทรทัศน์ทางบ้าน ความเจ็บปวด ความโกลาหล น้ำท่วม คนตาย ข้าวไม่มีกิน มันถือว่ามันเป็นความฉุกเฉินเร่งด่วนไหม นี่ผมรออยู่ รอสิว่า ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะมีเมตตาอย่างไร ผมเรียนท่านประธานต่อไป การแก้ไขโดยภารกิจ เร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ คือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน เราถึงขอ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประกันภัยเราขอ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินกู้แบงก์ชาติบวกกับ แบงก์พาณิชย์ เราบอกว่าเอาอีกสัก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อกี้อภิปรายตัวเลขเป็น ล้านล้านบาทเอามาจากไหน ไม่มีนี่ เยียวยาเราขอ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องประกันภัยเพื่อสร้างความมั่นใจ อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทวางอนาคตการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมในอนาคตเป็นระบบทั้งแมคโคร (Macro) และไมโคร (Micro) ท่านก็ส่งไปตีความ ๑.๑๔ ล้านล้านบาทพูดให้ชัดสิครับ มันไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ที่จะไปโยนความรับผิดชอบ เหตุมันเกิด ปี ๒๕๔๒ ใครเป็นรัฐบาลล่ะครับ โทษกันไปโทษกันมาไม่ได้ ให้กระทรวงการคลัง จ่ายดอกเบี้ย กระทรวงการคลังก็จ่ายมา ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท แบงก์ชาติก็เฉย เก็บต๋งธนาคาร ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บอกให้ไปเก็บ ๑ เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ถ้ามันไม่เริ่มต้นคิดไม่เริ่มต้นทำมันแก้ปัญหาไม่เป็นระบบ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แกเป็นนักธุรกิจ ท่านอย่าไปมองว่าคณะกรรมการที่จะตั้งมาทุจริตเรื่องเงินประกันภัย ท่านเป็นฝ่ายค้านนี่ครับ ทุจริตมาก็พั๊วะอะไรกันเพรื่อเลย พูดล่วงหน้าทำไมเล่า รัฐบาลทุจริต ก็ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ผมตอบโต้ท่านไม่พอใจ รอบหน้าเปิดมาฉลองศรัทธาผมหน่อยเถอะ ท่านอย่าพูดให้คนสับสน เรียนท่านประธาน พระราชกำหนด ๔ ฉบับ โอนหนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาท นั่นเป็นหนี้สะสม แบงก์ชาติดิอันทัชชิเบิ้ล (The un-touchable) ใครแตะต้องไม่ได้ รัฐบาล ชุดนี้ไม่กลัวอย่างไรครับ เพราะกฎหมายอนุญาต คุณบอกว่าคุณจะใช้หนี้ ผ่านมาสิบกว่าปี คุณไม่ใช้หนี้ ไม่ใช้หนี้ดอกเบี้ยคงเดิม กระทรวงการคลังใช้หนี้ พอกระทรวงการคลังใช้หนี้ เงินที่รัฐบาลจะเอามาลงทุนมันไม่มี ปัจจุบันงบประมาณลงทุนเพียง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ๑๓ เปอร์เซ็นต์ โดยหลักการมันต้อง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านสาทิตย์หรือสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะไม่รู้ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่คุมงาน งบประมาณมา ๓ ปี ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนให้รัฐมนตรีคุม นายกรัฐมนตรีคุมเอง แต่พลเอก ชาติชาย มอบหมายให้ผมคุม ทีนี้พอ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาทไปจ่ายค่าดอกเบี้ย รัฐบาลจะกู้เงินมาลงทุนมันไม่ได้ เพราะมันต้องเป็นไปตามระบบหนี้สาธารณะหรือตามกรอบ ตัวเลข เอาละผมไม่ลง เพราะฉะนั้นเวลาท่านจะพูดจะวิจารณ์อย่างไรท่านต้องเกรงใจ ความจริงบ้าง ไม่ต้องเกรงใจท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่ต้องเกรงใจท่านยงยุทธอดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ไม่ต้องครับ ถึงไม่ใช่คนบ้านเดียวกับท่านแต่ไปเป็นเจ้าเมืองที่นั่น โดยเฉพาะผมท่านไม่ต้องมาเกรงใจเลย แต่ต้องเอาความจริงให้ปรากฏ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะมาวางระบบ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าพระราชกำหนดโมฆะขอให้พี่น้องประชาชน รู้ว่าปีนี้ถ้าน้ำท่วมจะอันตรายอย่างยิ่ง ผมไม่ได้พูดบีบศาล แต่ถ้อยแถลงทั้งหมดล้อ ลอกเลียนแบบจากที่พรรคประชาธิปัตย์ออกพระราชกำหนดกู้เงินไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ศาลรัฐธรรมนูญไปเขียนยกคำร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปัจจุบัน พวกผมไม่ใช่นักวิ่งเต้นแต่พวกผมเป็นนักทำงาน ผมอยากให้สังคมไทยได้เห็นความจริง อย่าคลุมเครือเอาให้มันชัดกันไปเลย นี่คือสิ่งที่กระผมเรียนในเบื้องต้น ทีนี้มาต่อพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ปี ๒๕๕๒ งบไทยเข้มแข็งที่พรรคประชาธิปัตย์ออกพระราชกำหนด มีเหตุผล

ข้อ ๑ ให้กระทรวงการคลังโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงิน ในนามรัฐบาล เพื่อใช้ดำเนินการฟื้นฟูแล้วเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ข้อ ๒ เงินที่ได้จากการกู้ให้นำไปจ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้โดยไม่ต้อง นำส่งคลัง รัฐบาลมีรายได้มาจากไหนก็ตาม ถึงกู้มาแล้วก็ตามรัฐบาลต้องนำส่งคลัง เราก็ออก กฎหมายบอกว่า รัฐ ไม่ต้องนำส่งคลัง

ข้อ ๓ กระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงินให้รัฐสภาทราบภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

ข้อ ๔ เมื่อหนี้เงินกู้ถึงกำหนดชำระกระทรวงการคลังมีอำนาจคุมเงินเพื่อปรับ โครงสร้างหนี้ได้ และต้องไม่เกินจำนวนเงินกู้ที่ยังค้างชำระ

ข้อที่ ๕ นอกจากกรณีที่ได้กำหนดไว้แล้วในพระราชกำหนด ให้นำกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาใช้บังคับโดยอนุโลม

รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ครม. ชุดนี้ได้เขียนพระราชกำหนด ๔ ฉบับ บนหลักเกณฑ์ หลักการที่พรรคประชาธิปัตย์เขียนไว้ ๕ ข้อเต็ม ๆ เหมือนกันเป๊ะ และมันจะยึดอำนาจจากสภาตรงไหน แล้วมันจะโมฆะอย่างไร ฝันไปเถอะ ไอ้ส้มหล่น อย่างคราวที่แล้วไม่มีโดยเด็ดขาด ผมเรียนท่านประธานต่อ ศาลรัฐธรรมนูญผมไปรวบรวม เพราะนักข่าวก็เอิกเกริก เหมือนสงครามจะเกิด เหมือนสงครามโลกจะเกิดครั้งที่ ๓ แล้ว โอ้โห ท่านยิ่งลักษณ์ทำผิด รัฐมนตรีทำผิด เข้ามาพรรคประชาธิปัตย์เอาตาย เอากันทีสิ เอาอย่างไร ให้มันชัด ให้มันชนะกันให้ขาด ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับที่ผมชี้แจง ฟังคุณสาทิตย์แล้วเชื่อ ขอให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ๓๐๐ แต่ถ้าผมชี้แจงอย่างละเอียดแล้วประชาชนเชื่อรอบหน้าขอ ๓๒๐ แล้วคุณอย่าห่วง เดี๋ยวจะเข้ามาเป็นรัฐบาล จะมาแก้ไขปัญหา หมอดูบอกรัฐบาลชุดนี้ อยู่ ๔ ปี ๔ ปี บวก ๔ ปีเท่ากับ ๑๒ ปี คุณไม่มีโอกาสมาแก้ปัญหาละ พวกผมทำของผมเอง ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าพระราชกำหนดดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พระราชกำหนด ของคุณนะ ศาลบอกว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจเป็นที่รับทราบกันทั่วไป และเมื่อพิจารณาสาระสำคัญประกอบกับเหตุผลในการพระราชกำหนดนี้เพื่อแก้ไข วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศมิให้ตกต่ำไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จำเป็น ต้องรีบดำเนินการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ปัญหาวิกฤติ ทางเศรษฐกิจจะลุกลามไปทุกภาคส่วน อันเป็นการทำหน้าที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐ ในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์อันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง น้ำท่วมชาวบ้านเดือดร้อน นักลงทุนจะหนี น้ำจะมาอีกแล้ว นี่ ไม่วิกฤตินะ แฮมเบอร์เกอร์แพงคุณยังว่าวิกฤติ แล้วคุณยังไม่รู้เลยผมจะเอาเงินไปใช้อะไร อย่าไปนึกว่าบางครั้งท่านคิดแล้วผมจะทำ ไม่ใช่ อย่าไปคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ลึก แล้วพรรคเพื่อไทยจะลึก ถ้าลึกเหมือนกันพวกผมจะชนะเลือกตั้ง ๒ ครั้งได้อย่างไร ปี ๒๕๕๐ ก็ชนะ ปี ๒๕๕๔ ชนะขาด มันคิดไม่เหมือนกัน ผมก็ดูแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผล อีกข้อหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงสภาพปัญหาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลัง ประสบอยู่ในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบให้เกิดภัยวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศจนรัฐบาล ต้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขวิกฤตินั้น แต่สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยคงชะลอตัวอย่าง ต่อเนื่องและคณะรัฐมนตรีได้จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มิให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเห็นว่าเป็นกรณีตามมาตรา ๑๘๔ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแล้ว น้ำท่วมไร่นาเสียหาย ผู้คนล้มตาย อุตสาหกรรมพังระเนระนาด เสียหาย จนประเมินค่าไม่ได้ คนกริ่งเกรงไม่มาลงทุน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ คาดว่าจีดีพี จะโต ๓.๕ ทำไปทำมาเหลือ ๑.๒ ๑.๓ แล้วนี่ไม่กระทบหรือ ของคุณเป็นการประเมินว่าจะกระทบ เศรษฐกิจ แต่รัฐบาลนี้มันเจอแล้วครับ มันเจอของจริงครับ และไม่ใช่เร่งด่วน ฉุกเฉิน จำเป็น แล้วเมื่อไรจะเร่งด่วน ฉุกเฉิน จำเป็น แล้วกรุณาเอาส่วนไหนของร่างกายมาคิด ที่บอกว่า นับแต่ปี ๒๕๕๔ และปี ๒๕๕๕ เกิดภาคใต้ ผมรัฐบาลของประเทศไทยจะไปเว้นภาคใต้ ได้อย่างไร แต่เหตุมันต้องนำมาสู่ผล ถ้าคนฟังท่าน พี่น้องประชาชนทางภาคใต้ ๑๔ จังหวัด ฟังท่าน ก็แปลว่ารัฐบาลชุดนี้มึงชั่ว มึงเลว มึงช่วยแค่จังหวัดอื่น ปักษ์ใต้ไม่ช่วย ช่วยครับ แต่การเขียนพระราชกำหนด มันต้องเอาเหตุมาสู่ผล มันถึงจะมี ความถูกต้องชอบธรรม ทีนี้ผมจะบอกท่านประธานที่เคารพและเพื่อนสมาชิก ท่านผู้ชมทางบ้าน ท่านจะได้ไม่ต้องอภิปรายเหมือนคุณสาทิตย์ อภิปรายประเด็นอื่นเถอะ พระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ท่านส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ มีสาระสำคัญ ๕ ประการเช่นเดียวกับพระราชกำหนด ไทยเข้มแข็งทุกประการ ทุกประการ ข้อแตกต่างมีเพียงวัตถุประสงค์ในการกู้เงินเพื่อนำไป ใช้จ่ายในการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ โดยมีวงเงินไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ระยะเวลากู้ไม่เกิน ๑ ปี ๖ เดือน เท่ากับพระราชกำหนดไทยเข้มแข็ง ไปเอาตำรามาเถียงสิ ถ้าไม่ศึกษามา คุณอภิปรายไม่ได้หรอก ผมอ่านเป็นอาทิตย์ว่ามันจะอะไรกันหนักกันหนา ต่อมาเมื่อสถานการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดจากปัญหาอุทกภัยอันเป็น ที่ทราบกันโดยทั่วไป ซึ่งทำให้ต้องมีการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาคืนมา โดยเร็ว รวมทั้งจะต้องกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดความเสียหาย เกิดขึ้นอีก อันเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีความมั่นคง โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ ดำเนินการหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนและผู้ลงทุน มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเตรียมการป้องกันปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่พอเพียง พระราชกำหนดจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์อันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับ พระราชกำหนดไทยเข้มแข็ง ไหนครับยึดอำนาจ เนื้อหาตรงไหนที่ยึดอำนาจ ผมจะไปต่อ ผมจะบอกให้ ท่านสมาชิกจะได้ทราบ พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ รัฐบาลตราขึ้นเพราะเป็น กรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้โดยเหตุผลในภาพรวม ดังนี้

ข้อที่ ๑ เป็นการนำเงินมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นและระยะยาว เกี่ยวกับกรณีการบูรณะฟื้นฟูประเทศ อันเกิดจากวิกฤติอุทกภัยร้ายแรง ปี ๒๕๕๔

ข้อที่ ๒ อุทกภัยดังกล่าว เป็นมหาอุทกภัยที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ท่านนึกอย่างไร พวกผมอยากให้เกิดหรือ บ้านผมก็ท่วม บางบอนก็ท่วม ใครอยากให้เกิด ถ้าใครเป็น นักการเมือง ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ไปแอบชอบใจว่าอะไรที่รัฐบาลนี้เป็นแล้วเกิด น้ำท่วม ถ้าใครคิดอย่างนั้นผมขอให้วิบัติ ถ้าใครคิดดีก็ขอให้เจริญรุ่งเรือง

ข้อที่ ๓ มหาอุทกภัยดังกล่าวไม่สามารถป้องกันได้ ท่านไปพูดว่าล้มเหลว ก็น้ำมันมาอย่างกับห่าฝน มันมา ผมสวดมนต์ไหว้พระ ก็มันมาอย่างนี้ในรอบ ๕๐ ปีไม่เคยมี พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลน้ำก็ท่วม ไม่มีข้อยกเว้นละครับ ไม่เหมือนหน่วยงานบางหน่วยงาน มีข้อยกเว้น พูดไปก็กระทบใจ ถ้าผมเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยเหมือน พรรคประชาธิปัตย์ เงิน ๒๕๘ ล้านบาท เงิน ๒๙ ล้านบาท พวกผมถูกยุบพรรคแล้วครับ ไม่มีเหตุผลนะครับ จะยกก็บอกว่าเพราะระยะเวลาขาดอายุ จะยกก็บอกว่าคนยื่นยุบ ไม่ได้ ยื่นในนามนายทะเบียนพรรคการเมือง วันนี้พวกผมไปไหนไม่ได้ ต้องฟ้องประชาชนอย่างเดียว เพราะไม่มีที่พึ่งที่อื่นแล้ว อุทกภัยไม่สามารถป้องกันได้ เงินที่จะนำมาใช้ต้องใช้เงินมหาศาล ที่จะต้องแก้ไขทั้งระบบและให้ยั่งยืน โดยเฉพาะ ๒๗ ลุ่มน้ำ พวกท่านคิดไม่เป็นไม่เป็นไร แต่พวกผมคิดเป็น ต่อไปก็รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พาดพิงเดี๋ยวมาตอบ ดาหน้า กันมาเลย มันจะได้ชัดเจน เพราะผมเป็นคนเสนอรัฐบาลในที่ประชุมนะว่าขอให้ ถ่ายทอดโทรทัศน์ทางช่อง ๑๑ ถ่ายทอดเถอะ ประชาชนเขาจะได้รู้ว่าพรรคเพื่อไทยปิดทอง หลังพระมานานแล้ว จะได้หูตาสว่างกันเสียที โดยเฉพาะคนกรุงเทพมหานคร ถ้าชอบครั้งนี้ เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดรอบนี้เลือกพรรคเพื่อไทย รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เดือนกันยายน ๒๕๕๔ เกิดอุทกภัยน้ำท่วมแล้วในต่างจังหวัด ต้องใช้จ่ายเงินตามรัฐบาลชุดที่แล้ว กำหนดไว้ ผมกล้าว่าท่านได้ไหม ท่านก็ไม่อยากให้ท่วม ท่านก็ไม่เคยมีการวางแผนแม่บท เพราะใครจะคิดว่าน้ำท่วมขนาดนี้

ข้อที่ ๗ หากไม่รีบหาเงินและวางแผนจัดทำโครงการแก้ไขป้องกันปัญหา ดังกล่าวทั้งระยะสั้นระยะยาวหรือบริหารน้ำให้ถูกต้อง ก็ไม่มีผู้ใดคาดการณ์ในอนาคตว่า ในปีนี้ปีต่อไปประเทศไทยจะต้องประสบปัญหาอุทกภัยร้ายแรงเหมือนปลายปีที่แล้วหรือไม่

ข้อที่ ๘ โครงการนี้พระราชกำหนด ๔ ฉบับจำเป็นต้องรีบดำเนินการและ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และต้องรีบดำเนินการก่อนที่จะให้ทันกับฤดูน้ำหลาก ช่วงเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน

ข้อที่ ๙ เนื่องจากรัฐมีความจำเป็นต้องใช้เงินมาบริหารโครงการ แต่ไม่มี เม็ดเงินมาดำเนินการ ท่านก็ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านผู้ชมทางบ้าน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นงบประมาณปกติ รัฐบาลไม่เอามาเข้าพกเข้าห่อ แล้วมันเสียหายเยอะ มันไม่พอ แล้วมันกำลังจะมาอีกแล้ว แล้วจะทำอย่างไร ถ้าไม่ออก พระราชกำหนดกู้เงิน

ข้อที่ ๑๐ เหตุผลหลักอันสำคัญที่สุดก็คือว่าสัดส่วนตามกฎหมายในการจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปีจะถูกจำกัดในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้จะต้องไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ แต่ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำปีจัดสรรในการ ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุด ๑๑-๑๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เป็นอันตราย ต่อเสถียรภาพการบริหารเงินงบประมาณแผ่นดิน

ข้อที่ ๑๑ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องผลักภาระหนี้สินที่รัฐบาลไม่ได้ก่อขึ้น โดยตรงให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็คือหนี้สินกองทุนฟื้นฟู ปรส. หายนะ ใครเป็นรัฐบาล ใครตั้งประธาน ปรส. ผมไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ บริษัทรวยกันเยอะ เอารถยนต์ที่ผ่อน ชำระเอาขายไปด้วย ขายสัญญาไปด้วย รถยนต์มันหนี้เสียตรงไหน ใครตั้งประธาน ปรส. กองทุนฟื้นฟูมันสั่งสม ผมไม่โทษคนอื่นหนึ่งคนใด แต่พูดความจริงสิ เสร็จเรียบร้อยข้อ ๑๑ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องผลักภาระหนี้สิน ก็ที่ ๑.๔ ล้านล้านบาทเราไม่ได้กู้ ก็เปลี่ยนจาก กระทรวงการคลังรับผิดชอบไปแบงก์ชาติรับผิดชอบ ๑๒ ปี คุณรับผิดชอบในฐานะลูกหนี้ คุณไม่ใช้หนี้เขาเลย รัฐบาลพวกท่านอาจจะกลัวทีดีอาร์ไอ กลัวนักวิชาการทีดีอาร์ไอด่า พลังประชาชนด่า พรรคเพื่อไทยก็ด่าจนชนะถล่มทลายอย่างไร พวกผมไม่กลัว เพราะมัน ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะโอนมาเป็นของแบงก์ชาติ แบงก์ชาติไปคิดเก็บต๋ง ๐.๓ ๐.๔ ให้ได้ ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แบงก์พาณิชย์ก็กลัวว่าคนจะไม่มาฝากเงิน ว่าเดี๋ยวดอกเบี้ยผู้ฝากจะลดน้อย ก็จะแห่ไปฝากธนาคารออมสิน เพราะธนาคารออมสินไม่เสียต๋งแบงก์ชาติ ผมรู้รัฐบาลทำครั้งนี้ พวกธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ดิ้นเหมือนปลาถูกทุบหัว พล่าน พล่านพล่าน แต่พวกเราทำเพื่อ พี่น้องประชาชนคนยากคนจน ทำเพื่อเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อยด้อยโอกาส เราก็บอกว่าเมื่อ แบงก์ชาติเก็บค่าต๋งเพิ่ม เอ้ามือซ้ายคุณจ่ายหนี้ เงินต้นมันก็ลด มือขวากระทรวงการคลัง เคยจ่ายดอกเบี้ยมันก็ลดลงตาม สุดท้ายเลย มันมีวันจบ แต่คิดอย่างพวกท่านไม่มีวันจบ กลัวไร้ญาติ เขาตั้งมาใช่ไหม ถึงได้เกรงใจกัน พวกผมไม่กลัวนี่ เอาเลย เอาอย่างไรเอากัน แต่ต้องอยู่บนหลักนิติรัฐ นิติธรรม ความถูกต้อง กับความชอบธรรม

ต่อไปข้อ ๑๒ เมื่อกองทุนฟื้นฟูรับโอนภาระดอกเบี้ยไปแล้ว พระราชกำหนด ฉบับแรก พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือ กองทุนฟื้นฟู มาตรา ๘ แก้ไขเพิ่มเติม ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยหาเงินมาทดแทน ได้โดยให้มีอำนาจเรียกเงินนำส่งจากสถาบันการเงินไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อปี จากยอดเงินฝาก ปีหนึ่งจะได้ถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คิดแบบพรรคเพื่อไทยคิดอย่างไร ก็จะมี ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้หนี้ กระทรวงการคลังก็ใช้ดอกเบี้ยน้อยไป ๑๐ ปี ก็ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑.๔ ล้านล้านบาท มันมีวันหมด เราจึงคิดทำ ไม่ได้มีนัย ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยม

ผมเรียนท่านข้อ ๑๓ ถ้าจะพิจารณาเปรียบเทียบการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ผลักดันโครงการไทยเข้มแข็ง จึงออกพระราชกำหนด ภายในกรอบวงเงินกู้ ๓๔๙,๙๖๐ ล้านบาท ยอดเงินที่ท่านออกพระราชกำหนดกู้ใกล้เคียงกับ พระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ของผม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่วางแผนแก้ปัญหาและสร้างอนาคต ประเทศไทยกรณีน้ำท่วม โครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของรัฐบาลชุดนี้ออกพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ท่านจะเห็นได้ว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ รัฐบาลชุดนี้มีความจำเป็นและเร่งด่วน มากกว่าโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ท่านคิดว่าผมไม่รู้หรือ อนุมัติไปก่อน อนุมัติไปก่อน อนุมัติไปก่อน ไม่มีเวลาแล้วอนุมัติไปก่อน เขาต้องการของอย่างหนึ่ง ถึงเอาที่รินน้ำไปแจก ท่านทำไมลืมเร็วละ ผมยังจำได้ เอาสิ่งของที่ประชาชนไม่ต้องการไปแจก จึงมีเรื่อง ถึงขนาดต้องลาออกกันไปเป็นทิวแถว แล้วไปตั้งญาติพี่น้องเป็นกรรมการ ใครจะตั้ง รู้อยู่แก่ใจ

ต่อไปผมเรียนท่านประธานนะครับว่า พระราชกำหนดของรัฐบาลชุดนี้ มีความจำเป็นและเร่งด่วนมากกว่าโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลประชาธิปัตย์ เพราะโครงการไทยเข้มแข็งเกิดจากวิกฤติภายนอกประเทศ อ้ายนี่มันน้ำท่วมคนตาย ชาวนา ชาวไร่ เสียหาย อุตสาหกรรมภายในภายนอกแย่หมด หนี้ในอนาคต รายได้ในอนาคตหดหมด แล้วไม่เร่งด่วนฉุกเฉินจำเป็น และเมื่อไรจะเร่งด่วนฉุกเฉินจำเป็น

ต่อไปผมเพิ่มอีกนิดหนึ่ง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐบาลของท่านนั่นละครับ แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการแจกเงินผู้มีรายได้น้อยคนละ ๒,๐๐๐ บาท ที่เรียกว่า เช็ค ช่วยชาติ ท่านกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้าไม่ได้แจก ๒,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๒๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ชาวบ้านก็ยังไม่ตายครับ แต่คราวนี้ถ้าไม่มีเงินมาแก้ไขปัญหาน้ำไม่รู้จะตายอีกเท่าไร แล้วอะไรมันเร่งด่วนจำเป็นมากกว่ากัน พอ ๒,๐๐๐ บาทเสร็จ ท่านแก้ปัญหา คนว่างงาน เฮลิคอปเตอร์ มันนี (Money) ผมไม่ได้ดูถูกปัญญานะครับ ไม่ได้คิดเอง คิดแบบประเทศไต้หวันเขาทำอย่างนั้น และที่สำคัญที่สุดท่านไปมีต้นกล้าอาชีพ ผมเป็นคน อภิปรายในสภาบอกวันนี้คนไทยเราเก่งเขามีฝีมือ แต่เขาไม่มีงานทำ ก็ไม่เชื่อ เอาไปต้นกล้าอาชีพ ต้นกล้าอาชีพ ผมยอมรับการประดิษฐ์ถ้อยคำพวกท่านเก่ง อย่ามาประท้วงคุณบุญยอด เสียคะแนน