สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการกู้ยืมเงินเพิ่ม 350,000 ล้านบาท โดยมีความกังวลเกี่ยวกับการรวบอำนาจของกรรมการ และขอให้รัฐบาลตอบคำถามให้ชัดเจนและกระจ่าง
ผมก็กราบเรียนท่านประธานต่อไปครับ เพราะฉะนั้นตัว พ.ร.ก. กู้ กู้ กู้ แล้วพิมพ์เงินเพิ่มทั้งหลายนี่นะครับ ก็เลยมีแนวความคิด ซึ่งปราศจากการตรวจสอบและมีอำนาจเต็มของฝ่ายบริหาร ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จึงเสนอครับว่าในเรื่องนี้ถ้ามีความสงสัยในเรื่องใดรัฐบาลก็น่าที่จะได้ตอบคำถามให้เกิด ความชัดเจนด้วย ผมก็ถามล่ะครับ เพราะความคิดเรื่องกองทุนประกันภัยนี่ผมไม่จำเป็นต้อง ยกตัวอย่างของข่าวที่ออกมาในวันที่ ๒๗ มกราคมว่าแนวความคิดเรื่องจัดตั้งกองทุน มันเปลี่ยนมาเปลี่ยนไปหลายรอบ จนกระทั่งเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แต่ที่ผมสงสัยและที่กระผม คิดว่าสำคัญนี่คือตัวอำนาจของกรรมการ สอบถามคนในแวดวงธุรกิจประกันภัยหลายที่เขา ก็กังวลเรื่องนี้ครับ ไม่น่าเชื่อนะครับ เมื่อวานนี้เองที่มีการสอบถามไปหลายที่เขายังไม่เห็น ตัวกฎหมายเลยครับ ทั้ง ๆ ที่เขาคือคนซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบ ได้รับประโยชน์จากตัว พระราชกำหนดฉบับนี้ เขายังไม่ทราบเลยว่าตัวรายละเอียดนี่จะทำกันอย่างไร ท่านก็รวบไว้ ที่ตัวของคณะกรรมการเท่านั้น นี่ไม่นับประเด็นของการนับเรื่องอุทกภัย ซึ่งนับเฉพาะปี ๒๕๔๔ ที่ท่านเขียนเอาไว้ในตัวกฎหมายพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ก็คือเรื่องความเสียหายจาก อุทกภัยเรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้วย แนวคิดรวบอำนาจแบบนี้นะครับ ที่ท่านต้องตอบให้ชัดว่าตัวกรรมการ กระบวนการสร้างการถ่วงดุลอำนาจในการพิจารณา เรื่องการให้ความช่วยเหลือเพราะกฎหมายเขียนไว้กว้างนะครับ นอกจากรับประกันภัยต่อ แล้วนี่ยังรับประกันภัยเองได้ด้วย ช่วยเหลือทางการเงินได้ด้วย กรรมการจึงมีอำนาจล้นฟ้า คนก็สนใจเรื่องนี้ เพราะการตั้งกรรมการตั้งคนหลายเรื่องของรัฐบาลมันสร้างคำถาม ในสังคมครับ
ประการถัดมาครับ ความจริงท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดไป แล้วก็คือเรื่องนิยามอุทกภัยที่ไม่ครอบคลุมพื้นที่ทางภาคใต้ อันนี้ก็คงต้องขอคำตอบด้วย ผมจึงข้ามข้อนี้ไป แต่ที่สำคัญท่านประธานครับ การตรากฎหมายที่เสมือนเป็นการยึดเอาอำนาจ จากสภาไปแล้วขาดรายละเอียดที่จะชี้แจงต่อสภานี่มันไม่อาจสร้างความมั่นใจ หรือความเชื่อมั่นได้ แต่มันจะสร้างความไม่เชื่อมั่นครับ ตัวอย่างมีให้เห็นชัดครับ ในตัว พ.ร.ก. ที่มีการยื่นตีความที่ท่านจะให้กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลบังคับใช้แล้วนะครับ รัฐบาล กู้ได้ทันที ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่คำถามก็คือว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทันทีหรือไม่ ในมือผมนี่เป็นร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุดที่คณะกรรมการ กยน. นี่ละครับเสนอ เราก็ไปอ่านครับ ในนี้ก็เป็นไปอย่างที่เป็นข่าวเลยครับ คณะกรรมการ กยน. บางท่านก็ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความอึดอัดว่ารัฐบาลคิดแต่เรื่องตั้งงบประมาณ แต่ไม่มีแผนการใช้จ่ายเงินที่เป็นรูปธรรม อันนี้เงินกู้ครับ นอกงบประมาณด้วย การบริหาร ไม่เกี่ยวกับสภาด้วย การตรวจสอบทำได้ยากมาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ท่านให้ สัมภาษณ์ไว้ชัดครับว่า ในปีแรกนี้น่าจะใช้สัก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ตอบอีกแบบครับว่าท่านยังไม่เห็นแผน มีอยู่ช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ท่านบอกว่าปีแรกนี่ ฟลัดเวย์ (Floodway) ยังสร้างไม่ได้เลย อันนี้ก็มีคำถามอีกครับว่า ถ้ามีแผนการใช้จ่ายเงิน ที่ชัดเจน การตราพระราชกำหนดจึงต้องชัดว่าจำนวนเงินที่ประสงค์จะใช้นั้นจำนวนเท่าใด เพราะพระราชกำหนดมีผลบังคับใช้รัฐบาลไปกู้เงินได้ทันที ถ้ายึดตามที่ท่านรอง นายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์บอก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทยังไม่ใช้ ถ้าจำเป็นต้องใช้มีแผนชัด ทำไมไม่ตราเป็นพระราชบัญญัติครับ นั่นคือการให้ตัวแทนของประชาชนทุกคนและสมาชิกวุฒิสภาได้ตรวจสอบ เพราะนี่คือภาระ ของลูกหลานคนไทยที่ต้องใช้จ่ายหนี้ที่เกิดจากรัฐบาลชุดพรรคเพื่อไทยไปกู้มา ทำไมไม่ทำครับ แต่ผมยิ่งมีคำถามมากขึ้นอีกครับ เพราะเมื่อไปดูในร่างแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตัวนี้นี่นะครับ ตั้งตัวเลขกลม ๆ ไว้เยอะครับ ถ้าไปดูเฉพาะแผนงาน ปี ๒๕๕๕ เหมือนกับ จะเขียนไว้ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ แต่ที่เหลือนี่เพียงแต่เขียนไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ซึ่งพื้นที่ดำเนินการต่าง ๆ ก็ไม่มีอะไรชัดครับ ถึงบอกอย่างไรว่า ๑๕ วัน ไปตรากฎหมายแต่สร้างภาระเป็นล้านล้านบาทให้กับลูกหลานคนไทย มันจึงขาด ความรอบคอบ สภาก็ตรวจสอบไม่ได้ จากข้อเท็จจริงตรงนี้มันก็โยงกลับมาครับว่าจะกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะการช่วยเหลือก็ดี หรือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะกู้ก็ดี จริง ๆ แล้ว แผนงานงบประมาณการใช้จ่ายนี่ความชัดเจนมันอยู่ตรงไหนครับ ขนาด ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในงบกลางนะครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่าย ขอรายละเอียดไปกว่าจะได้ ลำบากเลือดตาแทบกระเด็นนะครับ แถมยังได้ไม่ครบด้วยและท่านยังมีปัญหาเรื่องการใช้เงิน ด้วยนะครับ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทอนุมัติไปแล้ว ผมเข้าใจว่าประมาณ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรวจสอบแล้วพบซ้ำซ้อนเบื้องต้น ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ นั่นขนาดตราเป็นกฎหมาย ที่ผ่านรัฐสภา แต่นี่รัฐบาลกำลังกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้พิมพ์เงินเพิ่ม กู้อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วให้อำนาจฝ่ายบริหารไปบริหารจัดการกันเองแต่ภาระโยนให้ กับประชาชนให้ตรวจสอบครับ นี่คือคำถามต่อพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับที่เข้าสภา และหลักการในการบริหารของรัฐบาล วันนี้เราคงต้องการคำตอบครับ และกรุณาอย่าพูดนะครับ ว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านทำ คือยื่นตีความ ๒ ฉบับจะเป็นการขัดขวางเรื่องของการแก้ไขปัญหา อุทกภัย เพราะการแก้ไขปัญหาอุทกภัยมันหลายมิติครับ ในงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๕๕ ท่านตั้งไว้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกงบฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอีก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และยังไม่นับงบในงบปกติของแต่ละหน่วยงานอีกครับ กับงบกลางที่กำลังขอ เราก็สนับสนุน ในส่วนนั้นครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยังสนับสนุนด้วย การจ่ายเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท เรื่องของ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ตามหลักเกณฑ์ ปภ. ๒๔๐,๐๐๐ บาท ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ต้องเร่งรีบทำ แก้ไขปัญหาอื่นก็ทำครับ แต่ในตัว พ.ร.ก. มันไม่ได้เกี่ยวกับตรงนั้น เพราะฉะนั้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะกู้กันต่อไปก็ดี ตัว ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัว ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดี เป็นภาระของลูกหลานไทยที่รัฐบาล จำเป็นจะต้องให้ความกระจ่างชัดกับรัฐสภาในวันนี้ ผมจึงลุกขึ้นเรียนกับท่านประธาน ในขั้นตอนนี้เป็นการเบื้องต้นครับว่าเราคงจะต้องซักถามเรื่องแนวคิดทั้งหลายที่มีการรวบ อำนาจหรือยึดอำนาจจากสภาไปแล้ว ก็ขอความกระจ่างชัด แล้วก็สิ่งใดที่เป็นข้อสงสัยหรือ พาดพิงใด ๆ ก็ต้องขอสิทธิในการที่จะต้องซักถามเพิ่มเติมครับ