สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องกฎหมายที่รัฐบาลออกมาโดยใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร และเรียกร้องให้ตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมายที่มีผลบังคับใช้เร่งด่วน โดยอ้างเหตุการณ์มหาอุทกภัย นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดที่ฝ่ายบริหารยึดอำนาจรัฐสภาพ้นจากการตรวจสอบ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้สภาของเรา กำลังพิจารณากฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากการพิจารณากฎหมายโดยปกติทั่วไปที่เป็นพระราชบัญญัติ เพราะเรากำลังออกกฎหมายโดยฝ่ายบริหารที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร จะต้องมาพิจารณา ในพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนั้น เป็นกฎหมายที่รัฐบาลได้เลือกที่จะใช้วิธีการยึดอำนาจจาก รัฐสภา ไปออกกฎหมายโดยอำนาจของรัฐบาลเอง ความจริงก็เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญครับ ในมาตรา ๑๘๔ ที่บัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนว่าในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษา ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือป้องกัน ภัยพิบัติก็สามารถที่จะตราเป็นพระราชกำหนด ซึ่งมีผลบังคับใช้ เช่นพระราชบัญญัติได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๘๔ นั้นยังได้เขียนไว้ในวรรคสอง บอกเอาไว้ชัดเจนเช่นเดียวกันว่า การตรา พระราชกำหนดตามวรรคหนึ่งให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญตราไว้เช่นนี้ท่านประธานครับ เพราะการตราพระราชกำหนดนั้นเป็นการยึดอำนาจการพิจารณากฎหมายไปจากรัฐสภา เรียกได้ว่าเกือบจะทั้งกระบวนการ ในโครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภานั้น ส.ส. ต้องทำหน้าที่แทนประชาชนในการตรวจสอบ ออกกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายการเงิน เพราะนั่นหมายถึงเงินภาษีซึ่งประชาชนได้มาด้วย ความเหนื่อยยากลำบากจ่ายให้กับรัฐบาล การตรวจตราเม็ดเงินต่าง ๆ ที่เป็นเม็ดเงินจาก ภาษีประชาชนจึงต้องผ่านกระบวนการรัฐสภาตามที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในทุก ๆ ปีที่มีการพิจารณากัน ถึงขั้นจะต้อง มีการไปตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากันเป็นเรื่องใหญ่โตเอิกเกริก ตรวจสอบกัน อย่างละเอียดเข้มข้น กว่าจะผ่านมาได้ตัวแทนประชาชนจึงต้องตรวจตราเงินภาษีโดยเฉพาะ กฎหมายการเงินที่ต้องสร้างภาระหนี้สินให้กับประชาชนยิ่งต้องตรวจสอบให้มากเพราะเป็น การส่งภาระถึงลูกหลานคนไทยในอนาคตด้วย แต่พระราชกำหนดนั้นเป็นกฎหมาย ที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้จึงตราเป็น พระราชกำหนด ถามว่าเมื่อตราเป็นพระราชกำหนดแล้วมีผลบังคับใช้ทันทีหรือไม่ คำตอบคือ มีผลบังคับใช้ทันทีครับ ในพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนั้นจะเขียนไว้ชัดว่าให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ และในแต่ละฉบับจะเขียนไว้ในมาตรา ๑ ว่าพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป แปลว่าให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ นั้น ก็มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๗ ขณะนี้มีผลบังคับใช้ทั้ง ๔ ฉบับครับ เพราะฉะนั้น ฝ่ายรัฐบาลที่พยายามจะบอกว่ามีผล ๒ ฉบับ อีก ๒ ฉบับต้องรอไว้ก่อนนั้นไม่ใช่ละครับ รัฐธรรมนูญเพียงแต่ตราต่อไปครับว่าเมื่อมีการตราพระราชกำหนดออกมาแล้วในการประชุม รัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา โดยไม่ชักช้า แต่เวลาพิจารณาในสภาของเราที่ผมบอกยึดอำนาจ รัฐสภาไม่มีอำนาจไปแก้ไข ใด ๆ เลย กฎหมายนี้เขียนมาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้นครับ เราทำได้เพียงแต่กดปุ่มว่า เห็นด้วย กับ ไม่เห็นด้วย เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าเป็นการพิจารณากฎหมายที่มีการยึดอำนาจของ รัฐสภาไป แต่ถ้าเรามาพิจารณาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้วก็น่าสนใจว่าทำไมจึงตรา ไว้เช่นนั้น เพราะเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญนั้นยังบอกว่ากรณีฉุกเฉินจำเป็นอันมิอาจจะ หลีกเลี่ยงได้เพื่อสร้างความมั่นคงหรือปกป้องประเทศชาติบ้านเมือง จำเป็นก็ต้องตราไป เที่ยวนี้รัฐบาลออกพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ในทางข้อเท็จจริงก็บอกว่าเป็นเพราะผลจากการ เกิดมหาอุทกภัย ความจริงเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายลงไปสักครู่ด้วยความเคารพว่าหลายเรื่องที่ ท่านอภิปราย เช่น การแก้ปัญหาคนตกงาน ว่างงาน การเยียวยาต่าง ๆ นั้น ความจริงไม่ได้ เกี่ยวกับ พ.ร.ก. เลย แต่เป็นภาระที่รัฐบาลต้องทำไป แต่รัฐบาลนี้ยอมรับว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นมาตอบในสภาสักครู่ บอกว่าผลจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การออกพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ก็พึงที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นด้วย แต่ถ้าพิจารณาว่ารัฐบาลยอมรับว่ามหาอุทกภัยสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนั้น ในทางหนึ่งก็อาจจะพูดได้ เช่นเดียวกันว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้เป็นใบเสร็จชัดเจนที่ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง เสียหายในการบริหารจัดการปัญหามหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาของรัฐบาลเอง ในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจเมื่อคราวที่ผ่านมาของพวกเราในรัฐสภานั้นก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วครับว่าการแก้ปัญหา มหาอุทกภัยของรัฐบาลนั้นมีความผิดพลาด มีความบกพร่องอย่างไร พระราชกำหนดทั้ง ๓-๔ ฉบับนี้ก็เป็นใบเสร็จที่ชี้ให้เห็นชัดว่านี่คือตัวอย่างของความเสียหายที่เกิดขึ้น เพียงแต่ ต้องพิจารณาต่อในข้อเท็จจริงครับว่าตัวพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะ ยึดเอาอำนาจรัฐสภาไปตราเป็นพระราชกำหนดนั้นท่านเขียนกฎหมายโดยมีแผน มีแนวทาง มีหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใสในการตรากฎหมายเพื่อออกไปบังคับแล้วมีผลบังคับใช้ แล้วหรือไม่ เพียงไร พ.ร.ก. ๔ ฉบับนี้อธิบายง่าย ๆ ครับ ใน ๓ ฉบับแรกท่านบอกว่า ๔ ฉบับ โยงกัน ทั้ง ๔ เรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับภาระการเงินกับลูกหลานทั้งสิ้น พูดง่าย ๆ คือกู้ กู้ กู้ และพิมพ์เงินเพิ่ม ความจริงการออกพระราชกำหนดนั้นท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พูดเอาไว้บอกว่าในคราวสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วตอนที่เกิดสภาวะเศรษฐกิจมีผลกระทบจาก ต่างประเทศส่งผลกระทบถึงประเทศไทย มีปัญหาตั้งแต่เรื่องเงินงบประมาณ การจัดเก็บ รายได้ คนจะตกงานมหาศาล มีการตราพระราชกำหนดกู้เงินในเวลานั้น ถ้าท่านประธานจำได้ พรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีการตีความพระราชกำหนด ท่านเขียนไว้อย่างไรครับ ท่านบอกว่าการออกพระราชกำหนดกู้เงินนั้นเป็นเรื่องที่ขัด กับรัฐธรรมนูญเพราะซ่อนเงื่อน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา ไม่มีความฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน ท่านใช้คำว่า หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา นั่นคือหลักที่ท่านวางไว้ ในการตราพระราชกำหนดในครั้งนั้น แต่มาวันนี้มาตรฐานนั้นท่านก็ละเลยไปเสีย แล้วท่าน ก็ออกมาตราเป็นพระราชกำหนด แต่ฝ่ายค้านเราพิจารณาจาก ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ คือข้อกฎหมายว่าฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยง ได้ไหมกับประเด็นของข้อเท็จจริง ใน ๔ ฉบับนี้เราจึงเห็นว่า ๒ ฉบับนี่พอจะกล้อมแกล้มไปได้ เรื่องกองทุนประกันภัยหลายฝ่ายเขาก็เรียกร้อง เรื่องของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่ให้กับผู้ที่ได้รับ ความเสียหายจากอุทกภัยหลายฝ่ายก็มีข้อเรียกร้องกันอยู่ แต่อีก ๒ ฉบับมันไม่เข้าข่าย ในลักษณะกฎหมายเลยว่ามีความฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อเวลา มีการยื่นตัวพระราชกำหนด มีการตีความศาลรัฐธรรมนูญไปนั้น ถามว่ากฎหมายสะดุด หยุดลงหรือไม่ คำตอบก็ไม่ครับ เพราะในรัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ต่อไปแต่เพียงว่าในกรณี ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลบังคับมาแต่ต้น แปลว่า ๔ ฉบับบังคับใช้อยู่ ท่านจะ กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เวลานี้ก็ทำได้ ถ้าท่านมั่นใจว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญท่านก็สามารถกู้ได้ เพราะพระราชกำหนดนั้นมีผลบังคับใช้แล้ว เพียงแต่ประเด็นต้องมาพิจารณาต่อไปว่าวิธีคิด ของการไปตราเป็นพระราชกำหนด เป็นวิธีคิดของการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อาจจะอ้าง เหตุผลความจำเป็นได้ แต่ผลจากพระราชกำหนดคือการกู้เงิน ซึ่งความจริงก็ต่างจาก พระราชกำหนดกู้เงินสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วคือสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สมัยนั้นเขียนไว้ เลยครับ การกู้เงินให้กระทำเรื่องของการกู้ภายในประเทศเท่านั้น แต่ในตัวพระราชกำหนดกู้เงิน ของรัฐบาลชุดนี้ไปดูฉบับที่เป็นฉบับตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติท่านเขียนไว้ชัด ในมาตรา ๑๓ ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือ เงินตราต่างประเทศ แปลว่ากู้เงินต่างประเทศก็ได้ ซึ่งตรงนี้มีความแตกต่างกันแน่นอนครับ แต่ที่ผมต้องเรียนกับท่านประธานต่อไป ก็คือว่าแนวคิดที่ฝ่ายบริหารยึดอำนาจรัฐสภาพ้นจาก การตรวจสอบไปนั้น เป็นแนวคิดที่ส่งผลต่อไปว่าเงินที่กู้มานั้นจะพ้นจากการตรวจสอบ ของตัวแทนประชาชนในรัฐสภาไปด้วยครับ แนวคิดนี้จะสอดคล้องกับแนวคิดของอดีตรัฐบาล หลายชุดที่ผ่านมา ที่จะหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อรัฐสภาลุกขึ้นตรวจสอบพยายามให้ฝ่ายบริหาร มีอำนาจล้นเหลือ สามารถที่จะดำเนินการตัดสินใจอะไรก็ได้ ซึ่งในที่สุดนำมาซึ่งความเสียหาย และความล้มเหลวดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต นี่คือแนวคิดซึ่งฝ่ายค้านคิดว่าการตราเป็น พระราชกำหนดโดยอ้างเอาเหตุการณ์มหาอุทกภัยนี้ จำเป็นจะต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริง มีธรรมาภิบาลเพราะท่านยึดอำนาจสภาไป แล้วอำนาจทั้งหมดในการตัดสินใจนั้นอยู่ที่ คณะรัฐมนตรีและฝ่ายบริหารทั้งสิ้นครับ จะบอกว่ากองทุนนี้สุดท้ายต้องกลับไป สตง. ตรวจสอบก็เป็นกระบวนการตอนปลายแล้วครับ แตกต่างกันสิ้นเชิงกับการออกกฎหมาย ที่ต้องเข้ารัฐสภาผ่านขั้นตอนต่าง ๆ แต่วันนี้ฝ่ายบริหารกำลังจะบอกกับสภาว่าขออำนาจไป ตรากฎหมายเอง มีผลบังคับแล้วไปกู้เงิน เงินที่ได้มาทั้งหมดรัฐบาลรับผิดชอบ คำถามก็คือว่า รัฐบาลมีธรรมาภิบาล ความโปร่งใสน่าเชื่อถือเพียงใด เอาว่าเหตุน้ำท่วมที่ผ่านมาเมื่อปีที่แล้ว แค่การบริหาร ศปภ. ขาดความโปร่งใส ขาดธรรมาภิบาล ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน และประชาคมทั้งหลายโดยทั่วไปอยู่แล้ว เที่ยวนี้ท่านออกกฎหมายพระราชกำหนด มีผลบังคับใช้แล้วนี่นะครับ ผมจะชี้ให้กับท่านประธานเห็นว่ามันขาดความรอบคอบเพียงใดครับ พ.ร.ก. ๔ ฉบับนี้ส่งผลต่อภาระ ถ้ากู้เต็มวงเงิน ฉบับแรก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับที่ ๒ ให้แบงก์ชาติพิมพ์เพิ่มเงินมาให้คนกู้อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับที่ ๓ กู้เงินในประเทศ หรือต่างประเทศอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ฉบับที่ ๔ โยนภาระหนี้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย มีภาระดอกเบี้ยอยู่ปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วไม่รู้เมื่อไรจะจบนี่นะครับ ท่านใช้เวลา ตรากฎหมาย พ.ร.ก. ๔ ฉบับนี้เพียง ๑๕ วันครับ ๑๕ วันมันเร็วเหลือเชื่อ ถามว่าทำไม ๑๕ วันครับ วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นครั้งแรกที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องนี้ด้วย การรับทราบมติข้อเสนอของดอกเตอร์วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศหรือ กยอ. กับข้อเสนอของคณะกรรมการที่เรียกว่า กยน. ภาคเอกชนเขาเรียก กยน. กับ กยอ. เสนอมาวันที่ ๒๗ ธันวาคม เข้า ครม. พอวันที่ ๓๐ ธันวาคมถัดมา ๓ วัน นายกิตติรัตน์ ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนปัจจุบันนี้นะครับ ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดูว่าหลักการนี้ รับข้อเสนอประธาน กยอ. ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ถัดจากนั้นจากวันที่ ๓๐ ธันวาคม มาเพียง ๔-๕ วัน คือวันที่ ๔ มกราคม ปี ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ตามที่นายกิตติรัตน์นำเสนอ ตอนนั้นที่มันปรากฏข่าวว่าอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังของท่านไม่เห็นด้วยครับ จุดยืนเขาก็ชัดคือปกป้องประเทศและชี้ให้เห็น ข้อผิดพลาดของสมมุติฐานด้วย เช่นสมมุติฐานของตัวเลขหนี้สาธารณะที่มีการอ้างกันมา ตั้งแต่ต้นว่าอยู่ที่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านก็ บอกว่ามีเพียง ๙ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นปรับ ครม. คนที่ไม่เห็นด้วย ถูกปรับออกนะครับ แต่จะเกิดอะไรขึ้นก็ตามมันชี้ให้เห็นว่า ๑๔-๑๕ วันนี้ เราออกกฎหมายมา ๔ ฉบับยึดอำนาจสภาไปแล้วสร้างภาระเป็นล้านล้านบาทให้กับคนไทยและลูกหลานคนไทย อันนี้มันเป็นการกู้แบบรวดเร็วเหลือเชื่อจริง ๆ ครับ ตอนท่านเป็นฝ่ายค้านท่านลุกขึ้น อภิปรายรัฐบาลชุดที่แล้ว ตอนกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทบอกลุกลี้ลุกลนรีบกู้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เอาไปทำโครงการไทยเข้มแข็ง สุดท้ายกลับมาเป็นถนนหนทาง โรงพยาบาล เป็นสถานี อนามัยต่าง ๆ มากมาย พวกท่านก็ได้ประโยชน์ด้วย แต่สำคัญที่สุดคือชาวบ้านได้ประโยชน์ แต่วันนี้ ๑๕ วันครับ ตรา พ.ร.ก. ๔ ฉบับยึดอำนาจสภาบังคับใช้ สร้างภาระเป็นล้านล้านบาท รัฐสภาไม่รู้สึกอะไรเลยหรือครับ แต่ประชาชนเขารู้สึก ผมรู้สึกครับในฐานะที่เป็นสมาชิกของ รัฐสภาแห่งนี้ ที่หนักยิ่งไปกว่านั้นครับ หลังจาก ครม. รับหลักการร่างพระราชกำหนด ๔ ฉบับ วันที่ ๔ มกราคมแล้ว ถัดมาอีก ๖ วัน คือวันที่ ๑๐ มกราคม ก็มีการเสนอพระราชกำหนด ๔ ฉบับเป็นวาระจรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วก็ดำเนินการต่อไป หลังจากวันที่ ๑๐ มกราคมมันเก็บกันเงียบกริบเลยนะครับ หากันว่าหน้าตาของ พ.ร.ก. จะออกมาเป็นอย่างไร เพราะมีข้อถกเถียงกันเยอะครับ ในเวลานั้นในสังคมคนออกมาเยอะมากครับ นอกจากอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านซึ่งถูกปรับออกจะด้วยสาเหตุนี้หรือไม่ ผมไม่ทราบครับ แต่อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นักวิชาการทีดีอาร์ไอ (TDRI) อาจารย์จาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย กู้ กู้ กู้ และพิมพ์ เงินเพิ่ม บางฉบับเขาบอกจำเป็น อย่างฝ่ายค้านบอกเรื่องกองทุนประกันภัย โอเค แต่รัฐบาล ไม่ได้ฟังเสียงค้านหรอกครับ ก็เดินหน้าต่อ ยึดอำนาจสภาแล้วก็มีการประกาศใช้ มีผลบังคับ ใช้วันที่ ๒๗ ฝ่ายค้านพิจารณา ๔ ฉบับแล้ว มี ๒ ฉบับที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ส่งไป แต่ที่ผมจะชี้ให้เห็นต่อก็คือแนวคิดที่มีการรวบอำนาจโดยฝ่ายบริหารแล้วปราศจาก การตรวจสอบ มันนำมาเขียนไว้ในตัวกฎหมายด้วยครับ ท่านไปดูตัวพระราชกำหนดกองทุน ส่งเสริมการประกันภัยพิบัตินะครับ เงินนี้กู้มา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่คนซึ่งมีอำนาจในการ ที่จะไปควบคุมดูแลกองทุนตามมาตรา ๒๐ คือคณะกรรมการ ถามว่าคณะกรรมการนี้ มาจากไหนครับ คณะกรรมการนี้มาตามมาตรา ๑๘ ที่บอกว่าให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ประกอบด้วยประธาน กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรี แต่งตั้งอีกจำนวนไม่เกิน ๔ คน เป็นกรรมการ ให้ปลัดกระทรวงการคลังแต่งตั้งข้าราชการ ในกระทรวงการคลังคนหนึ่งเป็นเลขานุการ การดำรงตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา ๑๙ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด น่าจะเป็นกฎหมายฉบับแรก ๆ ที่ไม่เขียนเรื่อง คุณสมบัติและข้อห้ามของคนเป็นกรรมการเอาไว้ในกฎหมาย กฎหมายแบบนี้ผ่านสภานี้ ไม่มีใครยอมหรอกครับ ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลต้องถามว่ากรรมการนี้คุณสมบัติมันคืออะไร มีลักษณะต้องห้ามไหม คนที่จะมีผลประโยชน์ขัดแย้งซึ่งตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครอง เขาห้ามอยู่แล้วเป็นกรรมการได้หรือเปล่า เพราะกรรมการชุดนี้เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มันให้คุณให้โทษกับธุรกิจประกันวินาศภัยได้ นี่คือการยึดอำนาจสภาไปแล้วไปออกกฎหมาย ที่มีแนวความคิดรวบอำนาจไว้เฉพาะในตัว ครม. เท่านั้น ในการที่จะตัดสินใจกับเงินที่กู้มา เป็นภาระประชาชนตาสีตาสา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท