ไชยา พรหมา พูดถึงพระราชกำหนดที่รัฐบาลนำเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ และเสนอให้รัฐบาลสร้างกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของประเทศไทยและเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และการลงทุนในระบบการบริหารจัดการน้ำ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย พระราชกำหนด ที่รัฐบาลได้นำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ น่าเสียดายครับว่าเราไม่ได้พิจารณาพร้อมกันทั้ง ๔ ฉบับ จะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม สิ่งที่ ผมจะอภิปรายต่อไปนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกัน ถึงแม้ว่าเราจะพิจารณากันเพียง ๒ ฉบับ ที่เกี่ยวข้องในเรื่อง ของพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ซึ่งจะต้องตั้งกองทุนจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็พระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความ เสียหายจากอุทกภัยยอดเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็ตาม ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องยอมรับว่าปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ เป็นภัยพิบัติที่ประเทศไทย ได้ประสบเป็นความเสียหายอันใหญ่หลวงในรอบ ๗๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็น ความเสียหายประเมินค่ามิได้ ดังที่ธนาคารโลกได้ประเมินมูลค่าความเสียหายครั้งนี้สูงถึง ๑.๔๔ ล้านบาท นับว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่งความเสียหายนั้นจัดอยู่ในลำดับที่ ๕ ของโลกด้วยซ้ำไป ภัยพิบัติดังกล่าวนั้นได้ส่งผลต่อจีดีพีของประเทศ ซึ่งเรามีการประมาณการว่า ตลอดระยะเวลา ปี ๒๕๕๔ นั้น เราจะมีการขยายตัวของจีดีพี ประมาณ ๓.๕-๔ เปอร์เซ็นต์ ได้ฉุดให้การประมาณการดังกล่าวนั้นลดลงเหลือเพียงประมาณ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์หรือถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ตัวเลขนี้ ณ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ ท่านประธานครับ รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้จะต้องเร่งฟื้นฟูประเทศ สร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน สร้างหลักประกันให้กับประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย ในมิติของรัฐบาล เราเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรัดและเร่งฟื้นฟูการพัฒนาประเทศ แต่ในมิติของ ซีกฝ่ายค้านก็อาจจะมีความเห็นต่างก็เป็นเรื่องธรรมดาแล้วเราก็เคารพต่อการแสดงทัศนะ ของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกที่จะอภิปรายในสภานี้ แต่ความ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลเองจะต้องใช้เม็ดเงินจากพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ มูลค่าถึง ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ เรามาดูว่าภาพรวมของความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของนิคมอุตสาหกรรม เราจะเห็นได้ว่าในนิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น ๗ แห่งที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการตั้งคำถามว่าในปี ๒๕๕๕ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั้น ก็จะเกิด จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนอีกแล้ว นักลงทุนตั้งคำถามครับ ประชาชนก็ตั้งคำถามว่าปีนี้น้ำจะท่วม อีกหรือเปล่า เป็นคำถามและเป็นคำตอบที่เราจะต้องอธิบายให้กับสาธารณะ อย่างน้อย ประชาชนและผู้ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ตลอดจน นักธุรกิจข้ามชาติก็ตาม ต้องการความเชื่อมั่นที่รัฐบาลจะต้องลงทุนให้หลักประกันกับเขาว่า ในปีนี้น้ำจะไม่ท่วมอีก แต่มาตรการดังกล่าวนั้นจะทำอย่างไร ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลนั้น เมื่อเกิดปัญหาถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงแล้ว เป็นภาระหน้าที่ ของคนเป็นรัฐบาลจะต้องเข้าไปดำเนินการและเร่งรัดและรีบฟื้นฟูเยียวยาประเทศ โดยทันท่วงที ความเสียหายครั้งนี้มีอะไรบ้างครับ ท่านประธานครับ ไม่เฉพาะภาคธุรกิจ เท่านั้น ถือว่ามหาอุทกภัยครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายครอบคลุมพื้นที่ถึง ๖๘ จังหวัด ของประเทศไทย ราษฎรได้รับผลกระทบจากความเสียหายถึง ๑๓.๕ ล้านคน แบ่งเป็น ความเสียหายต่อบ้านเรือนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ หลัง พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย ๑๑.๔๖ ล้านไร่ อันนี้ภาคการเกษตรครับ ท่านประธานครับ ได้แบ่งเป็นพื้นที่นาข้าว ๙.๓๗ ล้านไร่ พื้นที่พืชไร่ ๑.๕๔ ล้านไร่ แล้วก็เป็นพืชสวนและอื่น ๆ ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ รวมตัวเลขความเสียหาย ภาคการเกษตรครอบคลุมทั้งประเทศ ๑๑ กว่าล้านไร่ครับ ท่านประธานครับ มาดูภาคแรงงาน ที่มีผลกระทบแล้วก็ผู้ประกอบการ สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ทั่วประเทศประมาณ ๒๘,๖๒๗ แห่ง ภาคแรงงานมีผลกระทบต่อด้านแรงงาน ตัวเลขสูงถึง ๙๙๓,๐๐๐ กว่าคน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ในนิคมอุตสาหกรรม หลังจากที่น้ำท่วมมาแล้ว ๓-๔ เดือน อยู่ในช่วงของการที่จะฟื้นฟูเยียวยา ปรับกระบวนการผลิต นำเครื่องจักรใหม่เข้ามา ผมไม่ห่วงภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมซึ่งเป็นธุรกิจ ที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ไม่ห่วงก็เพราะว่า ๑. เขามีการประกันภัย ๒. เขาได้รับ สิทธิประโยชน์ทางด้านการลงทุน ได้รับการยกเว้นภาษี ได้รับการยกเว้นการนำเครื่องจักร เข้ามาเปลี่ยน กว่าที่ระบบการผลิตจะเดินเครื่องได้ จากนี้ไปต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรครับ ท่านประธานครับ ภาคแรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจำนวน ๙๐๐,๐๐๐ กว่าราย นี่ตัวเลขคร่าว ๆ นะครับ อาจจะทะลุถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน จะอยู่ในสภาพอย่างไร อยู่ในสภาพของการเสี่ยงที่จะเป็นผู้ที่ถูกเลิกจ้างงาน คนเหล่านี้ทำงานอยู่ในโรงงาน อุตสาหกรรมที่บอกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือว่าเป็นลูกจ้างรายวัน วันนี้เขามีบ้าน เขามีรถ เขาผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บางคนมีบัตรเครดิต (Credit) ๓ เดือนไม่จ่ายก็เป็นเอ็นพีแอล (NPL) แล้วครับ เพราะฉะนั้นระบบดังกล่าวนี้มันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นว่ารัฐบาลเองจะต้องหาเม็ดเงินเข้าไปฟื้นฟูเยียวยาเพื่อให้ กระบวนการผลิตก็ดี ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสาธารณูปโภคได้ฟื้นกลับคืนมาโดยเร็ว ถามว่างบประมาณปี ๒๕๕๕ ที่เราผ่านการพิจารณาของสภาไปแล้วและผ่านวุฒิสภาไปแล้ว มันเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ว่าจะมีตัวเลขของงบกลางของปี ๒๕๕๕ จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เพียงพอ หรอกครับ ถามว่าทำไมแทนที่รัฐบาลจะออกเป็น พ.ร.ก. ทำไมไม่ออกเป็นพระราชบัญญัติ มีการพิจารณาในสภาแล้วก็มีการซักถาม โต้แย้ง หรือร่วมกันคิดให้เกิดความรอบคอบในการ พิจารณางบประมาณ คำตอบก็คือว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ประชาชนและผู้ประกอบการ ถามว่าน้ำจะท่วมอีกหรือเปล่า เป็นเรื่องที่จะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนในการที่รัฐบาลจะต้อง นำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เงินจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทในงบประมาณงบกลางที่ดูเหมือนว่าส่วนนี้ก็สามารถเข้าไป แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที แต่อย่าลืมครับท่านประธาน โครงสร้างพื้นฐานที่เป็น ระบบสาธารณูปโภคนั้น ซึ่งเป็นของเก่าของเดิมเมื่อเกิดน้ำท่วม ถนนหนทางเสียหาย ไฟฟ้าเสียหาย ระบบการสื่อสารเสียหาย เงินจำนวนเหล่านี้ยังไม่คิดถึงเรื่องของการวางระบบ การบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม เพียงแต่เอาไปแก้ไขของเดิมให้กลับคืนมาสู่สภาพ ของการใช้งานได้เท่านั้น ดังนั้นการวางแผนป้องกันว่าปีหน้า ว่าปีนี้หรือปีต่อ ๆ ไปนั้น การบริหารจัดการในเรื่องน้ำที่จะไม่ให้น้ำท่วมอีก ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น บ้านเรือนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตรนั้น ผมเชื่อว่าเม็ดเงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่อยู่ในพระราชกำหนดที่บอกว่าเป็นเรื่องของการกู้เงินเพื่อวางระบบ การบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศนั้น ไม่ใช่เฉพาะเป็นการป้องกันในนิคมอุตสาหกรรม เท่านั้น มันอาจจะรวมถึงการวางแผน การไปกำหนดพื้นที่ในเรื่องของผังเมือง ในเรื่องของ การระบายน้ำ ที่ในปีต่อ ๆ นั้นจะต้องวางระบบและบริหารจัดการครบวงจร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องลงมือทำ วันนี้ครับ เราจะรออีก ๘ เดือนไม่ได้ เพราะวันนี้กระบวนการโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง เริ่มที่จะเดินเครื่อง เริ่มที่จะมีการผลิตสินค้าออกมาแล้ว เพราะฉะนั้นในฤดูฝนที่จะถึงนี้ นักลงทุนเองก็มีความห่วงใยครับว่ารัฐบาลนั้นจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันระบบ การป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยในปีนี้อย่างไร อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงว่ามันเป็น เรื่องของความเชื่อมั่น ถูกต้องครับ วันนี้ไม่ใช่สร้างความเชื่อมั่นให้สำหรับประชาชนเท่านั้นครับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและในสายตาของคนต่างประเทศ นักลงทุนต่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานครับ ในปี ๒๕๕๘ เราจะเข้าสู่ประเทศเศรษฐกิจ ประชาคมอาเซียนในอีก ๓ ปีข้างหน้า เมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดการขยาย เกิดการเคลื่อนย้ายทุน เกิดการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต เกิดการเคลื่อนย้ายของระบบการผลิต ซึ่งเป็นการค้าที่มีการ แข่งขัน ในขณะที่ประเทศกำลังจะเติบโตไปข้างหน้าและประเทศเพื่อนบ้านนั้นก็เป็นคู่แข่ง ทางการค้าของประเทศไทย ถ้าหากว่าเราไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ไม่สร้าง หลักประกันให้กับนักลงทุนต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งนักลงทุนของประเทศของเราที่เป็น ธุรกิจเอสเอ็มอีก็ตาม โอกาสที่การขยายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศ อื่น ๆ ที่เป็นประเทศคู่แข่งทางการค้านั้นมีความเป็นไปได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จึงมีความจำเป็น ท่านประธานว่าเงินจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตาม พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ไม่ว่าเป็นฉบับใด ก็ตามมันมีความเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าหากว่ามีความล่าช้าเกิดขึ้นการบรรเทาเยียวยา การฟื้นฟู ประเทศที่จะต้องเร่งฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโตนั้นก็จะเกิดความเสียหายและ ไม่ทันท่วงที ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าวันนี้รัฐบาลมีความเร่งด่วนและมีความจำเป็น ต่อ พ.ร.ก. ใน ๔ ฉบับนี้ สิ่งที่ผมอยากจะเน้นนั่นก็คือทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชน ทำอย่างไรให้ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอยู่ได้ ผมได้กราบเรียน ท่านประธานแล้วครับว่าผมไม่ได้ห่วงภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากนั้นมีความจำเป็น วันนี้เขาเจอปัญหาอุทกภัย ธุรกิจเอสเอ็มอี ใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่มากครับ บางราย ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท บางราย ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐ ล้านบาท เขามีลูกน้อง เขามีคนงาน ซึ่งเป็นธุรกิจต่อเนื่องจาก ภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม วันนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีเองก็ต้องอยู่ได้ ถามว่ารัฐบาล จะปล่อยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นอยู่ในสภาพที่ง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างนั้นหรือครับ ไม่ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. ที่เกี่ยวข้องในเรื่องของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นการสร้างหลักประกันให้กับธุรกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม หรือธุรกิจเอสเอ็มอีก็ตาม ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าหากว่าเกิดภัยพิบัติที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้ขยายครอบคลุมไปถึงภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ไม่ว่าจะเป็นพายุ ให้ครอบคลุมถึงภัยพิบัติ ตามที่มติ ครม. เกิดขึ้น โดยครอบคลุม ๓ กลุ่มด้วยกัน นั่นก็คือ ที่อยู่อาศัย ธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคอุตสาหกรรม ๓๐ นั่นหมายความว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ๗๐ ธนาคารพาณิชย์ ๓๐ และขบวนการปล่อยกู้นั้นผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคิดอัตราดอกเบี้ย ที่ถูกให้กับธนาคารพาณิชย์ในอัตรา ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนว่าไม่มีต้นทุนอะไรเลย ท่านประธานครับ แล้วให้ธนาคารพาณิชย์ไปปล่อยกู้ต่อ โดยครอบคลุมในภาคประชาชนและ ครัวเรือน วงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ธุรกิจเอสเอ็มอี ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและ สถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เรื่องนี้เราได้หยิบยกในกรรมาธิการ ตอนที่รัฐบาลได้อนุมัติ เงินโดยให้ธนาคารออมสินใส่เงินเข้าไปในระบบในการช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาภาคธุรกิจและ ภาคประชาชน เหมือนกันครับ จากธนาคารออมสิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วธนาคารพาณิชย์ ก็ควักสตางค์ตนเองอีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ออมสินคิด ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ให้กับธนาคารพาณิชย์ เงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทจากออมสินและเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทจากธนาคารพาณิชย์ รวมเป็น ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับประชาชนและธุรกิจเอสเอ็มอีในอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่สิ่งที่ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งมาจากทุกพรรคการเมือง ในคณะกรรมาธิการ เราได้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นครับ เรื่องนี้ต้องฝากท่านรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ต้องกำกับดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ให้ดำเนินกิจการตามนโยบายดังกล่าวนี้ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ซึ่งเรามีความห่วงใยว่า เม็ดเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มันจะไม่ตกถึงมือคนเดือดร้อนครับ ทำไมผมไม่พูด อย่างนั้น ผมถึงบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยถึงแม้ว่าจะมีความอิสระในการบริหาร แต่ถึงอย่างไรก็ตามในการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เอาเปรียบประชาชน เงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ปล่อยในอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์นั้น มันจะต้องตกถึงมือ ผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ครับ ต้องเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ต้องเป็นประชาชน ผู้ที่บ้านเรือนเสียหาย ทรัพย์สินเสียหาย เขาเดินวอล์คอิน (Walk in) เข้าไปในธนาคาร เพื่อที่จะขอกู้เงินในการฟื้นฟูเยียวยาตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือ เขาเหล่านี้ต้อง ได้รับการดูแล และเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก อย่าให้ปัญหาเกิดขึ้นว่าเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้ มันตกถึงมือของลูกค้า ธนาคารชั้นดี ซึ่งวันนี้เราเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องมีความระมัดระวังในฐานะที่ท่าน รองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านดูแลเรื่องนี้อยู่ เพราะเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาในคณะกรรมาธิการ เราเห็นว่านี่คือการเร่งรัดดูแล ควบคุมไม่ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับประชาชน ที่จะต้องเข้าถึงแหล่งทุนนั้นไม่บิดเบือนเจตนารมณ์และเขาสามารถที่จะฟื้นฟูเยียวยา ฟื้นกิจการโดยเร็วเพื่อเป็นการเติบโตให้ธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นเดินได้ นี่คือสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ
อันดับต่อไปท่านประธานครับ เรื่องของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ จำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นไม่น้อย ผมเห็นว่าในปัจจุบันนี้ธุรกิจ ประกันภัยซึ่งมีอัตราความเสี่ยงในการที่จะปฏิเสธ ไม่รับประกัน และไม่ครอบคลุมถึงภัยพิบัติ ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ไม่ว่าจะเป็นพายุ ซึ่งเราไม่สามารถ ที่จะควบคุมได้ว่าเหตุภัยพิบัติดังกล่าวนี้มันจะเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วถ้าเกิดว่าปล่อยให้ระบบ ธุรกิจประกันภัยโดยที่รัฐบาลไม่เข้ามาดูแลก็จะทำให้เกิดการเอาเปรียบพี่น้องประชาชน นั่นก็คือว่าเขาอาจจะรับทำประกันแต่ว่าในอัตราที่เบี้ยประกันสูง เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับ ผู้ประกอบการและประชาชน ดังนั้นเงินกองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเหมือนการมา รับประกันให้ระบบธุรกิจประกันภัยนั้นสามารถเดินได้และครอบคลุมไปถึงภัยพิบัติ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว แม้กระทั่งลูกเห็บด้วยซ้ำไป ในเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่ออะไรครับ เพื่อความเชื่อมั่นครับ เพื่อความเชื่อมั่นว่า การที่ผู้ประกอบการ การที่พี่น้องประชาชนจะต้องไม่เสี่ยงต่อปัญหาต่อภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น วันนี้หลายคนอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว วันนี้ไม่สามารถที่จะซื้อประกันภัยหรือไม่สามารถ ที่จะต่ออายุประกันได้ต่อไปได้ ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ที่โดนปัญหาน้ำท่วม มีความเสี่ยง และไม่มีหลักประกันอะไรเลยที่จะทำให้พี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการนั้นได้รับการดูแล คุ้มครอง ดังนั้นความจำเป็นที่รัฐบาลเองจะต้องยื่นมือเข้ามาเพื่อสร้างหลักประกัน สร้างความเชื่อมั่น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้กองทุนนี้มีการเติบโตและเข้าไป เพิ่มสัดส่วน ลดความเสี่ยง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้เอาประกันและธุรกิจที่อยู่ ในนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจเอสอ็มอี ท่านประธานที่เคารพครับนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึง สนับสนุนให้มีการออก พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่เรากำลังพิจารณากันในสภาแห่งนี้ แต่จริง ๆ แล้ว ยังมี พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล วันนี้ฝ่ายค้านอาจจะมองว่า พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับนั้นจะต้องส่งตีความศาลรัฐธรรมนูญ จะโดยเหตุผลใดก็ตาม ผมถือว่า ยิ่งทอดระยะเวลาออกไปนั้นจะทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นกับประเทศอันใหญ่หลวง นั่นก็คือ การที่แก้ไขปัญหาไม่ได้ทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ร.ก. ที่ว่าด้วยการวางระบบและ การบริหารจัดการน้ำซึ่งใช้เงินถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เฉพาะในลุ่มน้ำหรือในพื้นที่ ที่ประสบปัญหาอุทกภัยในภาคกลางเท่านั้นครับ ผมคิดว่าการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ ที่เราพูดกันมาเป็นเวลายาวนาน แม้กระทั่งความเชื่อมโยงต่อการรับผิดชอบของท้องถิ่นก็ดี ของรัฐบาลกลางก็ดี จะเห็นได้ว่าตราบใดก็ตามที่ยังบริหารจัดการไม่เป็นระบบและไม่บูรณาการ ร่วมกัน การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความสูญเสียมันจะทวีคูณมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าตราบใดก็ตามที่ยังบริหารจัดการไม่เป็นระบบและไม่บูรณาการร่วมกัน การแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนและความสูญเสียมันจะทวีคูณมากยิ่งขึ้นต่อการแก้ไขปัญหา อย่างที่ผม ได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วครับ วันนี้เราต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ครับว่า ตามจังหวัด ต่าง ๆ ในพื้นที่ท่านประธานก็เหมือนกัน พื้นที่บ้านผมก็เหมือนกัน เราจะเห็นได้ว่าวันนี้ เราไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของผังเมืองเลย ไม่ว่าจะเป็น อบต. ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ท่านประธานครับ วันนี้ใครอยากสร้างบ้าน ใครอยากถมที่ ใครอยากจะทำบ้านจัดสรร ใครอยากจะทำศูนย์การค้า ไม่ได้ดูหรอกครับว่าสถานที่ตรงนั้นมันเคยเป็นห้วยหนองคลองบึง มันเป็นที่น้ำผ่าน มันเป็นที่จะต้องเก็บไว้สำหรับทำแก้มลิง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นเรื่องของ การต้องมานั่งคิดร่วมกันทั้งท้องถิ่น ทั้งรัฐบาลกลาง ที่เรียกว่าบูรณาการร่วมกัน น้ำมาจาก ภาคเหนือบ้านท่านประธานผ่านมาตามแม่น้ำเจ้าพระยามาท่วมกรุงเทพมหานครภาคกลาง ตามห้วย หนอง คลอง บึงในภาคอีสานบ้านผม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือการวางโครงสร้างการบริหาร จัดการที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำทั้งประเทศ ๒๕ ลุ่มน้ำ จริงอยู่ครับว่าตรงไหนที่เกิดความเสียหายมาก ตรงไหนที่เกิดความเสียหายที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วนรัฐบาลก็ต้องใส่เม็ดเงินเข้าไป เพื่อไม่ให้ว่า อีก ๗ เดือนข้างหน้าน้ำจะมาแล้ว ฝนจะมาแล้ว ประชาชนจะต้องอยู่ในพะว้าพะวังว่า น้ำจะท่วมอีกหรือเปล่า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นครับว่ากฎหมายให้อำนาจรัฐบาลนี้สามารถ เสนอกฎหมายเพื่อความรวดเร็ว เพื่อความเร่งด่วน เพื่อความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหา ภัยพิบัตินั้น ผมเสียดายที่วันนี้ไม่มีการพิจารณาในสภา แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เข้าสู่การพิจารณาแล้วศาลรัฐธรรมนูญตีความอย่างไรแล้ว ผมคิดว่าผมคงมีโอกาสได้แสดง ความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง
สุดท้ายท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผมยังเห็นว่าเป็นความกล้าหาญ ของรัฐบาลชุดนี้ที่ได้เสนอ พ.ร.ก. ในการบริหารจัดการหนี้ ถามว่ามันเกี่ยวข้องกับ ๒ ฉบับนี้ไหม เกี่ยวครับ เกี่ยวแน่นอนเพราะว่า ๔ ฉบับนี้ มันไม่ใช่ว่าใช้ฉบับนี้ฉบับเดียวแล้วจะแก้ไขปัญหาได้ ใช้เรื่องกองทุนประกันภัยพิบัติแล้วปัญหาอื่นจะไม่เกิด ไม่ใช่ครับ รัฐบาลมีการพิจารณา แล้วว่าทั้ง ๔ ฉบับนี้มีความเชื่อมโยงกัน วันนี้หนี้สาธารณะเราอยู่ที่ ๔.๔ ล้านล้านบาท ในกรอบวงเงินงบประมาณเราก็มีปัญหาต้องยอมรับ ท่านประธานที่เคารพครับ หนี้ของ กองทุนฟื้นฟูที่เกิดขึ้นวิกฤติการเงินเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ วันนี้ได้เป็นภาระของประเทศ ซึ่งเป็นหนี้ของประชาชน ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องรับภาระตรงนี้ละครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปีปัจจุบัน ๒๕๕๕ ๑๓ ปี ๑๔ ปี มาแล้วท่านประธานครับ ตั้งแต่มีแก้ไขปัญหา วิกฤตการณ์การเงินที่กองทุนฟื้นฟูเข้าไปเยียวยา เข้าไปฟื้นฟู เข้าไปแก้ไขปัญหาจนทำให้เกิดหนี้ ทั้งระบบ ๑.๔ ล้านล้านบาท วันนี้เหลืออยู่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ที่บอกว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญ ก็เพราะว่าหนี้เหล่านี้เมื่อไรมันจะหมด ในอดีตนั้นมีการแยกการรับผิดชอบ กระทรวงการคลัง ดูแลเรื่องดอกเบี้ย ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลเรื่องเงินต้น ๑๓ ปี ๑๔ ปีมาแล้ว ท่านประธานครับ เงินต้น ๑.๔ ล้านล้านบาท วันนี้มันลดลงเพียง ๒.๖ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ แล้ว ๑๐ กว่าปีมากระทรวงการคลังจัดงบประมาณในการจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันมาแล้วปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้ว ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ เงินเหล่านี้ ท่านประธานครับ ปีละ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราสามารถที่จะจัดงบประมาณ ในการไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วน เรื่องถนนหนทาง ฟื้นฟูเรื่องถนน ทำแก้มลิง ทำระบบสาธารณูปโภค นี่คือสิ่งที่มีความจำเป็น เพราะฉะนั้นที่ผมบอกว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญ เพราะว่ารัฐบาลเห็นแล้วว่าถ้าหนี้เหล่านี้ ไม่มีการบริหารจัดการจะเป็นภาระของประเทศอีกต่อไป ผมถึงบอกว่าผมเสียดายว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับนั้น ควรที่จะได้มีโอกาสได้พิจารณาพร้อมกันในสภาแห่งนี้เพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาล ชุดนี้มีความตั้งใจในการจะแก้ไขปัญหาของประเทศ เราจะไม่ให้เกิดปัญหาอุทกภัยเกิดขึ้น แต่เราไม่สามารถจะรับประกันได้ว่าปัญหาเหล่านี้จะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่าภายใน ๖ เดือน ๗ เดือนข้างหน้านี่น้ำจะไม่ท่วม ไม่ใช่ครับ เพราะการบริหารจัดการแต่ละเรื่องมันมีขั้นตอน มันมีระเบียบวิธีปฏิบัติ มันมีคนรับผิดชอบ มีคนเป็นเจ้าภาพ เพราะฉะนั้นการขออนุมัติเงิน ดังกล่าวนี้ของรัฐบาลที่ออก พ.ร.ก. ๔ ฉบับ เป็นความจำเป็น เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่อง ที่จะต้องสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของคนทั้งโลกว่าประเทศไทยเรามีการบริหาร จัดการระบบการป้องกันน้ำท่วมได้ดีเทียบเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านหรือในต่างประเทศ การลงทุนวางระบบการบริหารจัดการน้ำที่ใช้เงินถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมอยากจะเห็นว่า ต่อไปเมื่อมีน้ำหลากจากภาคเหนือบ้านท่านประธานมาเข้ามาใน กทม. ไม่ต้องมานั่งปลุก ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่ต้องมานั่งปลุกใคร ต้องมีการบริหารจัดการ มีห้องคอนโทรล (Control) ที่สามารถมอนิเตอร์ (Monitor) ว่าประตูน้ำตรงนี้ ประตูน้ำตรงนี้สามารถเปิด เพื่อให้มีการระบายน้ำไหลลงสู่ทะเลได้ อยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นครับ อย่างน้อย คนในกรุงเทพฯ จะได้รู้ว่าจะไม่เจอปัญหาดังกล่าวนี้อีกต่อไป คนในต่างจังหวัดก็จะมีความเชื่อมั่นว่า เมื่อเวลาน้ำหลากก็มีแก้มลิง มีการบริหารจัดการ ประชาชนสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากน้ำ ไม่ใช่เฉพาะว่าเวลาน้ำท่วมก็ปล่อยให้มันไหลลงทะเลหมด ต้องบริหารจัดการให้ใช้ประโยชน์ จากน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด มันรวมไปถึงการแก้ไขปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง ด้วยประการทั้งปวงครับ ท่านประธานครับ ดังนั้นผมถึงคิดว่าเป็นความกล้าหาญ ของรัฐบาลที่จะบริหารจัดการแก้ไขปัญหาที่เป็นภาระคั่งค้างอยู่ในขณะนี้ ผมเสียดายว่า พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับนั้นไม่มีการพิจารณาจะทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้า และผมหวังว่าความเชื่อมั่น ในสายตาต่างประเทศ ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้นจะกลับมา ถ้าหากว่ามีการบริหารจัดการเป็นไปตามสิ่งที่ รัฐบาลได้แถลงต่อสภาตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก. ๔ ฉบับนี้ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาและ เป็นการยุติปัญหา เป็นการป้องกันปัญหาไม่ให้ภัยพิบัติ อุทกภัย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วได้เกิด ซ้ำอีกต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อ พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับ ผ่านการตีความมาแล้วและ อาจจะเข้าสู่การพิจารณา ผมคงมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นในสภานี้อีกต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ