สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เสนอพระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารหนี้และกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและป้องกันปัญหาจากอุทกภัย และเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรับฟังการอภิปรายในสภา พร้อมเสนอรายการพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และการสนับสนุนการประกันภัยพิบัติ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ก่อนเริ่ม การอภิปรายผมต้องขออนุญาตท่านประธาน ผมไม่อยากจะประท้วงการอภิปรายของเพื่อน สมาชิกให้เป็นการเสียเวลา แต่ขอโอกาสนี้ในการชี้แจงสภาพในสภาผู้แทนราษฎร ให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้รับฟัง เพราะมีการพูดกันหลายครั้งว่าท่านนายกรัฐมนตรีบ้าง ท่านรัฐมนตรีบ้าง ไม่รับฟังการอภิปรายในสภา พี่น้องประชาชนรับฟังแล้วอาจจะเข้าใจว่า ไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้รับฟังกัน แต่ข้อเท็จจริงก็คือท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรีก็นั่ง รับฟังอยู่ภายในบริเวณรัฐสภาอย่างตั้งใจเพื่อรับข้อคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ตอนนี้ มองไปทางฟากฝั่งฝ่ายค้าน ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ได้อยู่ แต่ผมเชื่อว่า ท่านรับฟังอยู่ภายในสภาแห่งนี้เช่นกัน ซึ่งผมเองต้องกราบเรียนว่าถ้าท่านรับฟังแล้วเพื่อน สมาชิกฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายหลายคนรวมถึงผมเผื่อจะเปลี่ยนใจในเรื่องของการยื่นตีความที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่ได้ยื่นตีความเอาไว้ วันนี้เป็นเรื่องของพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลได้ส่งเข้ามาเป็นแพคเกจหรือเป็นชุดรวมแล้ว ๔ ฉบับ ก็เป็นที่ น่าเสียใจว่า ๒ ฉบับได้มีการยื่นตีความอยู่ก็เลยไม่สามารถเข้ามาพิจารณาร่วมกันได้ นั่นก็คือ พระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารหนี้ แล้วก็พระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและป้องกันปัญหาจากอุทกภัย แต่ในส่วนของพระราชกำหนดซึ่งเข้ามายังสภา ในวันนี้คือ ๒ ฉบับ ๑. คือพระราชกำหนดเกี่ยวกับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติแล้วก็ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าซอฟต์โลน ผมเองจะใช้เวลาในการอภิปรายทั้ง ๒ ฉบับนี้ในรายละเอียดเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้รับฟัง แนวความคิดของผม รวมถึงพี่น้องประชาชนทางบ้านจะได้รับทราบเข้าใจว่าวันนี้รัฐบาล พยายามจะทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ

ฉบับแรกเป็นพระราชกำหนดเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย วงเงินนั้น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการให้เงินจากทาง ธนาคารแห่งประเทศให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน เพื่อที่จะนำไปปล่อยกู้ต่อให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ วันนี้ผมต้องเรียน สภาพความเป็นจริงให้ท่านประธานได้รับทราบว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น บ้านเรือนเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประสบกับปัญหาอุทกภัยมายังไม่สามารถเข้าถึง แหล่งทุนได้อย่างเต็มที่ หลายคนเข้าไปกู้เงินธนาคาร ธนาคารก็บอกว่าสินทรัพย์ของท่าน มันเสียหายจากภัยพิบัติไปแล้ว มันไม่มีอะไรที่จะไปค้ำ มันไม่มีอะไรที่จะไปเป็นตัวประกัน ให้กับธนาคารการปล่อยกู้คืนมามันก็เป็นเรื่องยาก การจะนำเงินมาหมุนเวียนเป็นสภาพ คล่องให้กับบริษัทของตน ให้กับครอบครัวของตนบางครั้งมันก็ลำบากจริง ๆ วันนี้รัฐบาล ได้เตรียมเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้กับธนาคารพาณิชย์ ให้กับสถาบันการเงินด้วยข้อตกลงว่าเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยนำเงินมาให้กู้ในอัตรา ดอกเบี้ยต่ำเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อัตราส่วน ๗๐ : ๓๐ หมายความว่าทางธนาคาร พาณิชย์หรือสถาบันการเงินนั้นจะต้องเติมเงินลงมาอีก ๓๐ หรือ ๓ ส่วนจาก ๑๐ ส่วน อันนี้ เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นความพยายามที่จะเติมสภาพคล่องลงไปยังระบบ วันนี้ถ้า นับจากอัตราส่วน ๗ : ๓ คิดกันง่าย ๆ เมื่อพระราชกำหนดนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด แล้วจะมีเงินสภาพคล่องหมุนเวียนให้พี่น้องประชาชนทางภาคธุรกิจแล้วก็ภาคบุคคลได้กู้ยืม เพิ่มขึ้นมา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยได้กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา ๗ (๒) ว่าสถาบันการเงินจะต้องคิดอัตราดอกเบี้ยให้กู้เงินนี้ไม่เกินร้อยละ ๓ ต่อปี คำว่า ไม่เกิน ร้อยละ ๓ ต่อปี แปลว่าอาจจะต่ำกว่านั้นมากก็ได้ อันนี้มันขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง ผมเรียนด้วยความเคารพว่าองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ก็คือการที่พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ ในที่สุดจะได้ผ่านออกมาประกาศใช้ เพราะการที่ทาง ธนาคารจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยว่าจะ ๓ เปอร์เซ็นต์ จะ ๒.๗๕ เปอร์เซ็นต์ จะ ๒ เปอร์เซ็นต์ จะ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ มันขึ้นกับความเสี่ยงที่เขาได้รับเช่นกัน ถ้าในที่สุดแล้วแพคเกจ เรื่อง พ.ร.ก. ทั้งหมดสามารถผ่านสภา ผ่านการพิจารณาไปได้ ได้ประกาศใช้พร้อมกันหมด ความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจมันก็จะสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ในที่สุดธนาคารพาณิชย์ก็จะสามารถ ปล่อยกู้ให้กับพี่น้องประชาชนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้ ในที่สุด แล้วพี่น้องประชาชนที่เคยเดือดร้อนจากการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนก็จะสามารถ มีโอกาสที่จะขยับขยายในส่วนของการลงทุนของตนในภาคธุรกิจ ในภาคครัวเรือนทั้งหมดได้ อีกครั้งหนึ่ง อันนี้เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนที่รอการทำงานของรัฐบาล ในส่วนของ พระราชกำหนดเกี่ยวกับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติวงเงินไม่มากเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมมีพรรคพวกที่ทำงานอยู่ ในภาคการประกันภัย แล้วก็ได้พูดคุยในแนวความคิดกับเขา ก็ได้รับฟังมาครับ วันนี้ปัญหา เรื่องของการประกันภัยมันมีเนื้อหาที่มาอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ สภาพปัจจุบันผมเป็นบริษัทเอกชนอาจจะทำโรงงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหนึ่ง อยากจะไป ประกันภัยป้องกันทั้งภัยพิบัติน้ำท่วม ลูกเห็บ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ทุกอย่างเลยนะครับ วงเงิน ๑๒๐ ล้านบาท ผมบอกอยากจะประกันโรงงานผมสัก ๑๒๐ ล้านบาท บริษัทประกันภัยของ ประเทศไทยในประเทศไทยก็จะรับประกันให้แต่กำลังของบริษัทประกันภายในประเทศ มีไม่พอหรอกครับ เขาไม่สามารถที่จะรับประกันภัยพิบัติในวงเงินมาก ๆ ทั่วประเทศเขารับ ไม่ไหว ในที่สุดเขาก็ต้องไปหาบริษัทที่เรียกว่า บริษัทรับประกันภัยต่อ ซึ่งโดยมากเป็นบริษัท ข้ามชาติครับ โดยธรรมชาติแล้วเขาก็จะรับประกันในสัดส่วนหนึ่งด้วยตนเองอาจจะ ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ส่วนที่เหลือจาก ๑๒๐ ล้านบาทอีก ๑๐๐ ล้านบาทเขาก็จะส่งไป ยังบริษัทประกันภัยต่อ ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่และข้ามชาติ ในอดีตที่ผ่านมาวงเงินประกันที่เขา จะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันภัยต่อเป็นค่าสินไหมไม่เกิน ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ประเทศไทย จากที่เคยเป็นประเทศที่ไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของภัยพิบัติเหล่านี้ วันนี้เจอน้ำท่วม มหาอุทกภัยเข้าไปเมื่อปลายปีที่แล้ววันนี้จะไปประกันภัยต่อสัก ๑๐๐ ล้านบาท สินไหม ที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมา ๑๐-๒๐ เท่า วันนี้จะต้องจ่ายถึง ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงิน อยากจะประกันภัยต่อ ๑๐๐ ล้านบาท ต้องหาเงิน ๔๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาทไปให้กับ บริษัทที่จะรับประกันภัยต่อเพื่อที่เขาจะรับประกันให้ วันนี้ถามความต้องการของบริษัท รับประกันภัยภายในประเทศที่จะต้องส่งต่อเขาก็เลือกไม่ได้ครับถ้ากรมธรรม์มันยังไม่หมด เขาก็ไม่อยากจะรับความเสี่ยงในที่สุดก็จำยอมที่จะต้องจ่ายสินไหมมาก ๆ ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับบริษัทข้ามชาติ ราคาที่ตั้ง ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์นี่ เขาเรียกกันง่าย ๆ ว่าราคา ไล่แขกครับท่านประธาน คือเขาไม่ต้องการรับประกันจากประเทศไทยในช่วงนี้เพราะเพิ่งเกิด ปัญหาอุทกภัยใหญ่ เขาไม่มั่นใจว่าในที่สุดแล้วปัญหานี้มันจะเกิดซ้ำซ้อนซ้ำสองหรือไม่นะครับ วันนี้ผมกราบเรียนเลยครับในที่สุดเมื่อกรมธรรม์หมดบริษัทเอกชนผมเป็นเจ้าของโรงงาน อย่างที่ว่าผมก็ต้องไปทำประกันภัยต่อ ในที่สุดผมจะไปทำประกันภัยจะไปต่อกรมธรรม์ ภาระทั้งหมดที่เป็นต้นทุน ณ เหล่านั้นมันก็จะถูกผลักภาระมายังภาคเอกชน ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ของไทย เป็นต้นทุนที่ในที่สุดแล้วจะทำให้การแข่งขันไม่สามารถร่วมกับการแข่งขันในระดับ โลกได้ ไม่สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในที่สุดก็ต้องปิดตัวไปทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว วันนี้จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่รัฐบาลจะต้องหามาตรการใด ๆ ออกมา ซึ่งพระราชกำหนด เกี่ยวกับเรื่องของการส่งเสริมการประกันภัยพิบัติผ่านทางกองทุนนี้ก็เป็นทางออกที่ถูกต้อง แล้วครับท่านประธาน วันนี้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยจะเป็นตัวเลือกให้กับภาคเอกชน ของไทย จะเป็นตัวเลือกให้กับธุรกิจประกันภัยในประเทศที่จะส่งประกันต่อมายังกองทุนนี้ ในราคาที่รับได้ แล้วในที่สุดก็จะสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นใจว่าขนาดรัฐบาลไทย ยังเชื่อมั่นเลยว่าปัญหาอุทกภัยจะไม่เกิดซ้ำ กล้าที่จะตั้งกองทุนป้องกันการประกันภัยพิบัตินี้ขึ้นมาอีกนะครับ แสดงว่ารัฐบาลไทยมี ความเชื่อมั่น บริษัทข้ามชาติ บริษัทใหญ่ ๆ ที่เขาจะมารับประกันภัยต่อเขาก็จะกลับ เข้ามาร่วมในธุรกิจภาคประกันภัยภายในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งนะครับ อันนี้มันเป็น ทางออกที่ชัดเจนที่สุด ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยเท่านั้นที่ประสบ ปัญหานี้ บางคนอาจจะคิดว่าทำไมประเทศไทยเพิ่งเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งเดียวในรอบ ๕๐ ปีไม่เคยเห็น ปีที่แล้วเกิดขึ้นมาทำไมเราจะต้องมาแบกรับสินไหมเรื่องของการประกันภัย เพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๐ เท่า ๒๐ เท่าเช่นนี้ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยครับ ท่านลองไปศึกษาดูท่านจะรู้ว่าแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเจอสึนามิเข้าไป เจอวิกฤตินิวเคลียร์ (Nuclear) โรงงานนิวเคลียร์ วันนี้ก็ต้องจ่าย ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ ดูอย่างแผ่นดินไหว ที่แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกันครับ ๔๐-๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะบริษัท ประกันภัยข้ามชาติเหล่านี้เขาก็ต้องการที่จะเข้าไปยังตลาดที่ไม่มีความเสี่ยง อันนี้มันเป็นปกติ ซึ่งเราก็ไม่สามารถจะไปบังคับให้เขากลับเข้ามาได้จนกว่าเราจะสร้างความมั่นใจให้กับเขาว่า เรามีความเชื่อมั่นนะครับ แต่ในขณะเดียวกันครับท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ วันนี้นะครับเรื่องของการประกัน หลายคนก็บอกว่ามันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ต้องออกเป็นพระราชกำหนดเลยหรือ ทำไมบริษัทเอกชนไทย ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องประกันสิ ไม่ต้องเข้าร่วมการประกันสิ หรือไปหาบริษัทประกันที่เขาสามารถออกสินไหมในราคาเดิมได้ไหม ในราคาถูก ๆ ผมบอกได้ครับ วันนี้ลองไปหาบริษัทประกันในราคาเดิม ราคาปีที่แล้วมีครับ แต่ในปัจจุบันนี้ สภาพของปัจจุบันนี้ ถ้าเราเข้าไปหาบริษัทประกันโดยต้องการที่จะประกันภัย ในระดับเดิมในราคาเดิมนะครับ เขารับประกันแค่เรื่องของภัยพิบัติพื้นฐาน เช่น ไฟไหม้ เรื่องของมหันตภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุลูกเห็บถล่มไม่รับครับ หรือถ้าท่านอยากจะให้รับ ก็ต้องยอมจำทนจ่ายนี้ครับ เพิ่มขึ้นมา ๑๐ เท่า ๒๐ เท่าของราคาในอดีต ถ้าจะไม่ประกันเลยล่ะ ลองไปทำธุรกรรมกับธนาคารสิครับ วันนี้ถ้าไม่มีประกันภัยบอกว่าผมจะทำโรงงานพันล้านบาท แล้วผมไม่มีประกัน ไม่คิดจะทำประกันภัยในเรื่องของภัยพิบัติ ธนาคารไม่ให้สินเชื่อครับ ธนาคารไม่ปล่อยกู้ครับ ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะชะลอตัว วันนี้จึงเป็นความจำเป็น แล้วก็ต้องชื่นชมรัฐบาลที่ได้มาถูกทางที่จะหาทางออกให้กับธุรกิจภาคประกันภัยนะครับ รวมถึงเรื่องของการให้สินเชื่อที่เรียกว่า ซอฟท์โลน หรือสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ให้กับภาคเอกชนของไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมต้องกราบเรียนว่าผมเชื่อว่า เป็นทางออกที่เราได้แสวงหาหลังจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยนะครับ ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ ในส่วนของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัตินั้น วงเงินอาจจะฟังดูต่ำเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่โดยสภาพธรรมชาติของธุรกิจประกันภัย เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะสามารถรับวงเงินประกันได้ไม่ต่ำกว่า ๑๐ เท่า อาจจะถึง ๒๐ เท่า ถ้าสามารถบริหาร จัดการได้อย่างสมบูรณ์ ๒๐ เท่าของเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะสามารถมีวงเงินประกันได้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะเพียงพอรองรับกับภาคอุตสาหกรรมการลงทุนเพิ่มเติมของ ต่างประเทศ รวมถึงพี่น้องประชาชนที่ทำธุรกิจเอสเอ็มอี ภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ อันนี้ก็เป็นแนวทางซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องของธุรกิจภาคประกันภัยอย่างถาวรให้กับ ประเทศไทยด้วย ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน เห็นได้ชัดนะครับจากที่ได้กล่าว มาว่าทั้ง ๒ พระราชกำหนดนี้มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องออกมาตราใช้ซึ่งทิศทาง การทำงานของรัฐบาลในการออกเป็น พ.ร.ก. ผมก็เชื่อว่าจะทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันแก้ไข ได้ทันท่วงที

ส่วนอีก ๒ ฉบับนั่นก็คือพระราชกำหนดเกี่ยวกับเรื่องของการกู้เงินมา ซ่อมแซมฟื้นฟูประเทศแล้วก็สร้างอนาคตให้กับประเทศ วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกับ พระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารหนี้ซึ่งที่มีการพูดคุยกันมากว่าเป็นการปรับ การบริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับในการชำระทั้งดอกเบี้ยและ เงินต้นในอนาคต จริง ๆ แล้วผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าทั้ง ๒ พระราชกำหนดนี้ มันมาพร้อมกับ ๒ พระราชกำหนดที่ได้กล่าวไปก่อน และมีความจำเป็น มันมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออกนะครับ ในส่วนของพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงิน ที่จะเอามา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทในการฟื้นฟูประเทศนี่เป็นความจำเป็นครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ลองนึกสภาพว่าถ้ารัฐบาลออกแต่พระราชกำหนดเกี่ยวกับเรื่องของ กองทุนส่งเสริมการประกันภัยหรือว่าเรื่องของการปล่อยซอฟต์โลนให้กับภาคธุรกิจนี่มีการ ประกันภัยก็ตาม แต่เราไม่มีแนวทาง เราไม่มีโครงการระยะกลาง ระยะยาวเลยที่จะไป ซ่อมแซมฟื้นฟูป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ถามบอกว่าธุรกิจที่ไหนเขาจะกล้าเข้ามารับ ประกันภัยให้กับประเทศไทย เราจะปล่อยซอฟต์โลนหรือที่เรียกว่า เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับ ภาคธุรกิจนี่ ถ้าเราไม่มีโครงการเงินกู้อีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาประกอบ ในที่สุดแล้ว ผมถามว่าธนาคารที่ไหนจะกล้าปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ๓ เปอร์เซ็นต์เยอะ ๆ ๑ กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่ต้องหวังครับ ๓ เปอร์เซ็นต์เต็มเพดานแน่นอน เพราะเราไม่มีเครื่องมือ ที่จะมาประกอบกันเพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ผมต้อง กราบเรียนอย่างนี้ครับ หลายท่านอาจจะพิจารณาว่ามันเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วน จริงหรือไม่ ผมต้องกราบเรียนว่า ลองนึกสภาพว่าใช้ช่องทางอื่น เช่น รอพระราชบัญญัติ งบประมาณประจำปี ๒๕๕๖ แล้วค่อยหาเงินขาดดุลงบประมาณมาอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือกู้เงินมาอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทในเวลาที่ พระราชบัญญัติเกี่ยวกับงบประมาณเข้าสภา กว่าจะได้ใช้เดือนตุลาคมครับ หรือจะออกเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการกู้เงิน ผมต้อง กราบเรียนว่า ๔ เดือน ๕ เดือนไม่รู้จะจบหรือเปล่า ไม่รู้จะได้กู้ไหม ไม่รู้จะได้เงินมาใช้หรือไม่ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าเดือนพฤษภาคมนี้ก็เข้าฝน แล้ววันนี้ไม่กลัวหรือครับ ฝนตกมาอีก ๗ พายุ มา ๘ พายุ มา ๑๐ พายุ น้ำท่วมอีกรอบหนึ่ง พระราชกำหนดเกี่ยวกับการปรับปรุง การบริหารหนี้เช่นเดียวกันครับ เป็นสิ่งซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาล วันนี้เราได้จ่ายดอกเบี้ย อย่างเดียวจากกองทุนฟื้นฟูนี่ปีหนึ่งตก ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐ ปีผ่านมาเราจ่ายไปแล้วเกือบ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่พอหรือครับ เรายังจะต้องจ่ายดอกอย่างเดียวไม่จ่ายต้นนี่ อีกเท่าไร ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ปี ๒๕๕๓ ผมได้มีโอกาสเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี รัฐบาล ในขณะนั้นตั้งงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของหนี้ภาคสาธารณะทั้งหมด รวมเป็นเงินประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธานถ้าจำไม่ผิด จ่ายดอกเบี้ย ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ จ่ายเงินต้น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเองครับ แล้วด้วยภาระเงินต้น ที่เรามีทั้งหมดจ่ายปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่อีก ๓๐๐-๔๐๐ ปีก็จ่ายไม่หมด วันนี้มันไม่มี แนวทางเลยที่กองทุนฟื้นฟูจะสามารถชำระเงินต้นของตัวเองได้ วันนี้เราจึงได้มอบให้กับ ธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมเครื่องมือนะครับ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้เครื่องมือ ไปด้วยจากพระราชกำหนดฉบับนี้ นั่นก็คือจะสามารถบริหารจัดการหนี้ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ได้ด้วยตนเอง ในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า อาจจะ ๑๐ ปีเราก็จะเห็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูหมดไป ภาระของประเทศในการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นในส่วนนี้ก็จะหมดไป รัฐบาลก็จะสามารถ สร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติได้ว่าเราไม่ใช่แค่ประเทศที่นั่งกู้เงินมาแล้วก็จ่ายดอกประทังดอก ไปเรื่อย ๆ แต่เราสามารถชำระเงินต้นได้ด้วย เรากู้มาแล้วเรามีศักยภาพในการคืน อันนี้เป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างสำคัญที่สุดนะครับ ทั้ง ๒ พ.ร.ก. นั้น เป็นสิ่งซึ่งขาดไม่ได้เลยนะครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมไม่คิดว่าจะมี ใครที่จะเอาเรื่องของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้มาเป็นเรื่องการเมือง ผมไม่เชื่อครับ อาจจะเป็นแนวความคิดที่แตกต่างอันนี้เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ทางฟากฝั่งฝ่ายค้านอาจจะ คิดอย่างหนึ่ง พวกผมทางฝ่ายรัฐบาลและทางคณะรัฐมนตรีคิดอีกอย่างหนึ่ง เราเชื่อว่า การออกพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับเลยเป็นความสำคัญ แต่ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านประธาน ฟังว่า ลองนึกสภาพว่าเราให้เครื่องมือรัฐบาลไปแค่ ๒ ฉบับที่กำลังจะพิจารณากัน ไม่มีเรื่อง ของการกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาฟื้นฟูระบบ ไม่มีเรื่องของการปรับปรุงการบริหาร จัดการหนี้นะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าน้ำท่วมซ้ำสองปีนี้ ไม่มีเครื่องมือให้รัฐบาลไปป้องกันน้ำท่วม ไม่มีเงินให้รัฐบาลไปบริหาร เกิดน้ำท่วมซ้ำสองนะครับ ผมบอกเลยครับเรื่องแรกที่เกิดขึ้นแน่นอนครับ ผมว่ายุบสภาครับ ผมว่ายุบสภาแน่ บางท่าน บางกลุ่มอาจจะชอบนะครับ อันนี้ผมไม่ทราบ อาจจะมีคนดีใจก็ได้ ผมส่วนตัวนะครับ ไม่มีปัญหาครับ เลือกตั้งมาอีกครั้ง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะตก จะได้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญครับ นายกรัฐมนตรีจะยังเป็นท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ ก็ไม่เป็นอะไรครับ ประเทศต้องเดินต่อครับ แต่ผมบอกเลยครับถ้าเราไม่ให้เครื่องมือทั้ง ๔ ฉบับ พระราชกำหนดนี้ ให้กับรัฐบาล ถ้าเกิดน้ำท่วมซ้ำสองขึ้นมานะครับ ผมเรียนเลยว่าประเทศไทยอาจจะอยู่ ในภาวะที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก เพราะความเสียหายปีนี้ธนาคารโลกได้วิเคราะห์ประเมิน ออกมาแล้วว่ามันอยู่ที่ ๑.๔ ล้านล้านบาท เกิดโดนอีกครั้งหนึ่งซ้ำเข้าไปอย่างเก่านี้อีกสัก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ ไม่ต้องคิดหาทางบริหารจัดการออกจากวังวนของความเสียหาย ได้เลย มันจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดและเร่งด่วนที่สุดที่วันนี้เราจะต้องผ่านพระราชกำหนด ที่ได้เข้าสภามา ๒ ฉบับก่อนและอีก ๒ ฉบับนั้นเป็นดุลยพินิจของศาล เมื่อเข้าสภาแล้ว ผมกราบเรียนว่าผมเป็นคนหนึ่งรวมถึงเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านในฟากฝั่งรัฐบาลที่จะให้ การสนับสนุนกับพระราชกำหนดเพื่อให้ทั้ง ๔ ฉบับจะสามารถเป็นเครื่องมือที่รัฐบาล จะนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้และครั้งหน้า ต่อ ๆ ไปครับ ขอบคุณครับ