สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องพระราชกำหนดรักษา ทุกโรค โดยชี้ว่าการกู้เงิน 350,000 ล้านบาทจะทำให้ประชาชนมีหนี้เพิ่มขึ้น และถามว่าประชาชนจะได้อะไรจากการใช้เงินนั้น เขายังพูดถึงปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย โดยระบุว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติตกอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุติ ไกรฤกษ์ เสนอแนะให้รัฐบาลไทยจดบันทึกการชี้แจงและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพื่อให้แน่ใจว่าความเสี่ยงของประเทศไทยจะลดลง

นายจุติ ไกรฤกษ์ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานให้โอกาสผมและผมต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ส.ส. อุตรดิตถ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่มาอดทนนั่งฟังบนที่นั่งของคณะรัฐมนตรี เพียงท่านเดียว ส่วนท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอข้อแนะนำรัฐบาลไปแล้วนะครับ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เป็นผู้เสนอพระราชกำหนด แต่หลังจากนั้นมา ผมก็เห็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีมานั่งฟังท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็นั่งฟังผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นไม่ได้ เห็นอีกเลยครับ ท่านประธานครับ อุปมาอุปไมยก็เหมือนกับว่าผมได้เห็นตัวแทนรัฐบาลคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มาบอกถึงสรรพคุณยาของพระราชกำหนดรักษา ทุกโรค มาวันนี้ถ้าประชาชนหลงเชื่อซื้อยานี้ไปแล้ว เราจะเจออะไร สรรพคุณยานั้นดี อย่างที่ว่าไหม มีผลกระทบข้างเคียงไหม แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า ฝ่ายค้านไม่ได้ค้านพระราชกำหนดนะครับ ท่านประธานครับ เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องมี กฎหมายเข้ามาแก้ไข เพียงแต่ว่าเห็นต่างว่าบางเรื่องนั้นไม่จำเป็นเร่งด่วน จริง ๆ แล้ว พระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พุทธศักราช ๒๕๕๕ รัฐบาลรู้ปัญหาว่า จะเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนต้นเดือนธันวาคมแล้ว ถ้าขมีขมัน ขยันออก กฎหมายมาตั้งแต่เดือนธันวาคมก่อนปีใหม่ป่านนี้เรามีกฎหมายใช้แล้วครับ แต่รัฐบาลไม่ได้ เลือกอย่างนั้น รัฐบาลเลือกที่จะรอจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์จึงนำพระราชกำหนดเข้าสู่สภา ประชาชนต้องการทราบครับ รัฐบาลนั้นจะต้องชี้แจงว่าพระราชกำหนดที่ออกมานี้ประชาชน ได้อะไรจากพระราชกำหนด ๒ ฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่ในสภาแห่งนี้

ประการแรกครับ คือการกู้เงิน พระราชกำหนดนั้นอนุญาตให้รัฐบาลกู้เงิน กู้เงินมา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อตั้งกองทุนส่งเสริมประกันภัยแห่งชาติ กู้มาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย แต่มีขมวดไว้นิดหนึ่งว่าเฉพาะความเสียหายปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ฉะนั้นสิ่งที่ประชาชนได้จาก พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้แน่ ๆ คือหนี้ครับ รัฐบาลสร้างหนี้เพิ่ม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเผื่อจะบอกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าวันนี้ท่านคงทราบอยู่แล้วว่าเฉลี่ยหนี้ ครัวเรือนของคนไทยมีอยู่ ๑๓๖,๕๖๒ บาทต่อครัวเรือน ท่านรัฐมนตรีทนุศักดิ์จดไว้นะครับ ๑๓๖,๕๖๒ บาทต่อครัวเรือน นี่คือหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือน แล้วพรุ่งนี้สภาอนุมัติพระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ ซึ่งอนุมัติ อนุญาตให้รัฐบาลนั้นกู้เงินอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็หมายความว่าคน ๖๕ ล้านคน มาช่วยกันแบกภาระหนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ ๕,๓๘๔ บาทครับ ทุกคนจะมีหนี้เพิ่ม ทุกคนนอกเหนือจากหนี้ครัวเรือนแล้วมีหนี้เพิ่มอีกคนละ ๕,๓๘๔ บาท แต่จริง ๆ แล้วเขา ไม่คิดอย่างนั้นหรอกครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ประชาชนได้แน่ ๆ นอกจากทุกคนมีหนี้เพิ่มเพราะทุกคนต้อง ช่วยกันแบกรับภาระหนี้ที่รัฐบาลจะสร้างให้แล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ลองนึกภาพว่าถ้าเผื่อ เป็นพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นหมายความว่าทุกคนต้องช่วยเฉลี่ยหนี้ คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่วันนี้เพียงแค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ทุกคนจะมีหนี้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น คนละ ๕,๓๘๔ บาท ที่ประชาชนจะได้แน่ ๆ ครับ

ประการที่ ๒ คือต้นทุนการผลิตสินค้าจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน ผมเสียดายว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นคน ๆ เดียวกันน่าจะบอก ให้สภานี้รู้ ว่าหลังจากผ่าน พ.ร.บ. นี้ไปแล้ว มีกองทุนประกันภัยแล้ว ต้นทุนการผลิตสินค้า จะต้องเพิ่มขึ้น ถามว่าเพิ่มขึ้นในส่วนไหน เพิ่มขึ้นในส่วนของต้นทุนประกันภัยครับ วันนี้ผม ก็ได้ฟังจากผู้รู้ ขอโทษที่เอ่ยนาม ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อธิบายให้ฟังอย่างแจ่มชัด ว่าประกันภัย ประกันต่อเป็นอย่างไร จำเป็นอย่างไร ผมได้ต่อยอดว่าเพราะดังนั้นเมื่อ มีประกัน จำเป็นต้องประกัน เดิมทีก่อนหน้าที่จะมีมหาอุทกภัย บริษัททั้งหลายที่ประกันภัยอยู่นั้น เสียเบี้ยประกันถูกมากครับ ถูกมากจนแทบจะแถม ว่าเมื่อประกันวินาศภัยแล้วประกันภัย พิบัติธรรมชาตินั้นอยู่ในวงเงินเหมือนกับแถมเพิ่มอีกนิดเดียวคือ ๐.๐๓๗๕ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองครับ แต่พอหลังจากที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมตามมาด้วยวิกฤติความเชื่อมั่น วันนี้ เบี้ยประกันนั้นที่เคยแถมให้วันนี้ไม่แถมแล้วครับ วันนี้แยกส่วนมาว่าต้องทำประกันภัยต่าง เหมือนอย่างที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติบอกว่าเป็นราคาที่บอกไม่รับอย่างสุภาพ จากคนที่ต้อง เคยเสีย ๐.๐๓๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ต้องเสีย ๘ เปอร์เซ็นต์ต่อปีครับ ท่านทราบไหมครับ ท่านประธานครับว่าเพิ่มขึ้นมา ๒๓๐ เท่าครับ ไม่ใช่ ๒๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๒๓๐ เท่า นี่คือต้นทุนที่ทุกโรงงานที่ผลิตสินค้านั้นต้องแบก เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น แน่นอนครับเขาก็ต้อง ขึ้นราคาสินค้าผู้บริโภค ประชาชนทั้งหลายต้องเป็นผู้จ่ายสินค้าที่แพงขึ้นจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นแล้วถามว่าประชาชนจะได้อะไร ประชาชนจะได้ความเสี่ยงจากค่าเสียหาย น้ำท่วมเพิ่มขึ้นอย่างไรครับ ผู้ทำประกัน เดิมทีบริษัทประกันนั้นใจดีครับ จ่ายค่าเสียหาย ให้เต็มที่เลย มาวันนี้นอกจากค่าเบี้ยประกันเพิ่มถึง ๒๓๐ เท่าแล้ว วันนี้มีจำกัดว่าวงเงิน เสียหายจ่ายไม่เกินเท่าไร จ่ายไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าเสียหาย หรืออย่างเก่งก็จ่าย ไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของค่าเสียหาย นั่นก็หมายถึงว่าผู้ผลิตนั้นจะต้องมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงเหล่านั้น ก็จะแปรเป็นต้นทุนที่จะให้ผู้บริโภค ประชาชนทั้งหลายนั้นต้องเป็นผู้จ่ายครับ นอกจากนั้น แล้วสิ่งที่ประชาชนจะได้จากพระราชกำหนดฉบับนี้คือการช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายในอีก พระราชกำหนดฉบับหนึ่งซึ่งมีหลายมาตรฐานเหลือเกิน หลายมาตรฐานจริง ๆ สำหรับ ผู้ประสบภัยพิบัติ สำหรับผู้ไม่ประสบภัยพิบัติ มีตั้งแต่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๔ เปอร์เซ็นต์กว่า อย่างที่ท่านสมาชิกดอกเตอร์สรรเสริญ สมะลาภา พูด ไปจนถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ ทำไมมันมีมาตรฐานมากมายขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ชอบคำว่า ๒ มาตรฐาน ก็เลยเปลี่ยนเป็นว่าหลายมาตรฐาน มากกว่า ๒ ใช่ไหม แล้วสิ่งที่พวกเราติติง สิ่งที่ประชาชน ต้องการจะรู้จะทราบก็คือว่ากู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นที่ทุกคนมีส่วนเฉลี่ยต้องแบกภาระหนี้ คนละ ๕,๓๘๔ บาทนั้น กู้เงินไปมหาศาล ไปใช้กับโครงการอะไรบ้าง วันนี้พวกผมไม่เห็นนะครับ ในเอกสารที่เสนอสภามา แล้วรัฐบาลนั้นจะให้มีระบบกลั่นกรอง มีระบบตรวจสอบอย่างไรว่า โครงการที่เสนอมานั้นจะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ เป็นโครงการที่คุ้มค่าแล้วก็ไม่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อนสมาชิกผม ท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้บอกแล้วว่าโครงการชุดแรกที่เสนอนั้นซ้ำซ้อน กันตั้งหมื่นกว่าล้านบาท นี่อย่างไรครับ คือผลเสียที่ไม่ให้สภานั้นได้มีส่วนตรวจสอบเลย แล้วจะมีระบบตรวจสอบอะไรที่ป้องกันการทุจริต ป้องกันการเอื้อประโยชน์ทับซ้อนในหลาย ๆ เรื่องซึ่งเพื่อนสมาชิกผมจะอภิปรายต่อไป แต่ทั้งหมดนี้ในการที่ระบบกลั่นกรองก็ตาม ระบบตรวจสอบก็ตาม ระบบป้องกันการทุจริตก็ตาม วันนี้สภายังไม่ได้รับคำตอบจาก ท่านนายกรัฐมนตรี สภายังไม่ได้รับคำตอบจากท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบ แต่วันนี้ เป็นวันแรกที่สภาได้รับฟัง พวกผมได้รับฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจออกมา รับปากอย่างเต็มปากว่าวันนี้ความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ นั้น ธนาคารโลก ประเมินความเสียหาย ๑๔ แสนล้านบาท หรือว่า ๑.๔ ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรก แล้วสาธยายละเอียดเลยว่าที่ไหนบ้างที่เกิดความเสียหาย นั่นคือการยอมรับของท่านรอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นข้อแรก

ข้อที่ ๒ ที่ท่านยอมรับบอกว่าวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดที่สามารถประเมิน ความเสียหายได้อย่างชัดเจน คำตอบมีในตัวเองแล้วครับ ทำไมวันนี้ประชาชนถึงได้รอ ความช่วยเหลือจากรัฐบาล รออยู่นั่นละ เขาเสียหายมหาศาลจ่ายแค่ ๕,๐๐๐ บาท เขาเสียหาย บ้านเกือบทั้งหลังจ่ายแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท วันนี้หลังจากน้ำท่วม ๓ เดือน น้ำลดไปแล้ว รองนายกรัฐมนตรีที่คุมเศรษฐกิจบอกว่ายังไม่สามารถมีหน่วยงานใดประเมินความเสียหาย ได้อย่างชัดเจน หมายความว่ากำลังจะบอกกับประชาชนใช่ไหมครับว่ารอต่อไปเถอะ หมายความว่าสิ่งที่รัฐบาลจะไปแก้ไขนั้นไม่ตรงจุดใช่ไหมครับ เพราะว่าวันนี้รัฐบาลยังไม่รู้เลย ว่าจริง ๆ แล้วเสียหายเท่าไร ผมถามว่าถ้าเผื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ๒ เดือน เยียวยาไม่ถูกจุด แก้ไม่ถูกที่คัน แล้วจะให้ประชาชนเขาไปพึ่งใครครับ ประชาชนจะหาใครเป็นที่พึ่ง แล้ววันนี้ ยิ่งมาบอกกับพวกผมว่าเพิ่งจะยอมรับว่าวันนี้มีวิกฤติความเชื่อมั่น วิกฤติความเชื่อมั่นในตัว รัฐบาล ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ผู้ผลิตขาดความเชื่อมั่น นี่ผมจดจากคำแถลงของ ท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถามว่าทำไมคนเขาถึงได้ขาดความ เชื่อมั่น ความเชื่อมั่นที่ขาดนั้นมาจากพฤติกรรมของรัฐบาลเองครับ ผมอยากจะบอกรัฐบาลว่า การสร้างความเชื่อมั่นนั้นท่านต้องการบอกว่าจะสร้างความเชื่อมั่น ให้นักลงทุนต่างประเทศไม่ย้ายฐานการผลิต ท่านจะสร้างความเชื่อมั่นดึงนักลงทุนไม่ให้ ย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น นี่คือคำชี้แจงของตัวแทนรัฐบาลคือรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ผมไม่ทราบว่าท่านชี้แจงอย่างไรนะครับ วันนี้ซันโย (Sanyo) ไปแล้วครับ ซันโยไปประเทศอื่นแล้วครับ ก็เลยถามว่าจริง ๆ แล้วไปชี้แจงนั้นไป ชี้แจงอะไร รัฐบาลตอบโจทย์ถูกต้องหรือไม่ว่าจริง ๆ วันนี้ที่เขาไม่มั่นใจ ไม่เชื่อมั่นเพราะอะไร รัฐบาลยอมรับมา ๓ ข้อ

ข้อแรก คือความเสียหายมหาศาล ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

ข้อที่ ๒ คือยอมรับว่ายังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าความเสียหาย อยู่ที่เท่าไร แล้วก็

ข้อที่ ๓ ก็ยอมรับว่ามีวิกฤติความเชื่อมั่น แต่ถามว่าวันนี้ประเมินได้หรือยังว่า วิกฤติความเชื่อมั่นมันอยู่ที่ไหน ถ้าแก้ให้ถูกจุดมันก็จะแก้ได้ ผมก็บังเอิญไปมีเพื่อนอยู่ ในวงการประกันที่อยู่ยุโรปครับ เขาก็บอกว่าจริง ๆ ตอนแรกเขาไม่คิดอะไรมากละครับ แล้วที่ ผมพูดนี้ผมอยากจะเสนอให้ท่านทนุศักดิ์ เล็กอุทัย จดไว้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าสำเหนียกเอาไว้ถ้าคิดว่าเป็นประโยชน์เอาไปแก้ไข ถ้าคิดว่าไม่เป็นประโยชน์โยนทิ้งตะกร้าไป แต่ผมถึงแม้เป็นฝ่ายค้านก็เป็นคนไทยคนหนึ่งซึ่งอยากให้ประเทศไทยนั้นเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผมห่วงว่าวันนี้ถ้ารัฐบาลไม่ยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง ไม่ยอมรับว่ายังตอบโจทย์ ไม่ถูกเป๊ะ เราก็จะไปยาก ถ้ากราบเรียนให้เห็นครับ ท่านประธานครับ หลังจากน้ำท่วม มาแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตั้ง ศปภ. เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม แล้วก็วลีเด็ดของปีไม่มีใครลืม ในชาตินี้เลย เอาอยู่ เอาอยู่ เอาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ในที่สุดก็เอาไม่อยู่ แล้วก็เจ๊งเกือบทั้งประเทศ นั่นคือการเอาไม่อยู่ แล้วคนก็ขาดความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่รัฐบาลพูดนั้นไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงพังหมด ผมสามารถแปลได้เลยว่านักลงทุนต่างชาติที่ให้สัมภาษณ์ว่าทั้งผิดหวัง ทั้งเสียใจว่ารัฐบาล น่าจะทำได้มากกว่านี้ ออกแรงมากกว่านี้ เขาจะไม่เสียหายเท่านี้ ลิสต์ (List) มันยืดยาวครับ คนที่ให้สัมภาษณ์ในวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) คนที่ให้สัมภาษณ์ใน สเตรท ไทม์ (Straits Times) ประเทศสิงคโปร์ คนที่สัมภาษณ์ในเซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ (South China Morning Post) ที่ประเทศฮ่องกง แม้กระทั่งในนิเคอิ (Nikkei) รัฐบาลต้องไป ดูครับว่าสาเหตุที่เขาไม่เชื่อมั่นนะเกิดจากอะไร ผู้บริหารบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่บริษัท หนึ่งในยุโรปเขาบอกเดิมทีก่อนที่จะมีตัวแทนรัฐบาลไปชี้แจงเขาเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ปีหน้านั้นน้ำจะไม่ท่วมอีก พวกเขาเดิมทีประเมินไหมครับว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ในนี้น่าจะเป็นเหตุการณ์วันออฟ (One off) ก็คือน่าจะเป็นครั้งเดียวในรอบ ๕๐ ปี ๓๐ ปี ที่เกิดภัยธรรมชาติ ถ้าเกิดเป็นภัยธรรมชาติจริงความเสี่ยงรับได้ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลส่งใคร ไปเจรจา ไปชี้แจงผมไม่ทราบ ไปชี้แจงกับเขาว่าปัญหาปีหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว จะมีการบูรณาการกันมากกว่านี้ จะมีการเตรียมการบริหารน้ำให้ดีกว่านี้ พอหลังจากตัวแทน รัฐบาลไทยกลับ ตัวแทนบริษัทประกันที่มาร่วมฟังตกใจครับ เปลี่ยนการประเมินว่าสิ่งที่เรา เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ธรรมชาตินั้น จริง ๆ แล้วมันคือแมนเมด ดิสอัสเตอร์ (Man-Made Disaster) ก็คือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่เกิดจากมนุษย์ ก็คือรัฐบาล บริหารผิดพลาด คนของเราไปบอกเขาเอง ไปชี้แจงเขาเองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นปีนี้ไปบอกเขาด้วย ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วปีหน้าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก นี่คือต้นตอของวิกฤติของความเชื่อมั่นครับ จะเชื่อผมหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่ผมหวังว่าท่านรัฐบาลทั้งหลายจะตอบโจทย์นั้นให้ถูกจุด ผมยกตัวอย่างให้ฟังครับ หนังสือพิมพ์ลงเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายนปีที่แล้ว กรรมการ กยอ. ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์หลังจากเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น บอกว่าบริษัท ประกันภัยในประเทศญี่ปุ่น เบื้องต้นองค์กรทั้งหมดให้ความเชื่อมั่นกับแผนบริหารจัดการน้ำ ของไทยที่นำไปเสนอ ทำให้บริษัทประกันภัยยินดีที่จะต่อสัญญาประกันต่อไป นี่คือวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่พาดหัวว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหนุนไทยแก้น้ำท่วม บริษัทประกันภัยยันรับต่อ แล้วในคำสัมภาษณ์นั้น ระบุด้วยว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบันนี้ หัวหน้าทีม เศรษฐกิจนี้ให้สัมภาษณ์ว่าระหว่างการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมไม่ระบุชื่อนะครับ กรรมการ กยอ. ท่านหนึ่งได้เดินทางไปพบกับบริษัทประกันภัยรายใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงผลการหารือร่วมกับบริษัท ลอยด์ ของลอนดอน ซึ่งเป็นบริษัทรับประกันภัย ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งบริษัทประกันภัยญี่ปุ่นยืนยันว่าจะรับประกันภัยในประเทศไทยต่อไป โดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด นั่นคือวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน วันนี้เดือนกุมภาพันธ์แล้ว สิ่งที่พูดไว้นั้นไม่จริงนะครับ เพราะวันนี้ถ้ามีบริษัทไหนที่รับประกันภัยต่อจากบริษัทไทย ค่าเบี้ยประกันเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่าโดยเฉลี่ย ๐.๐๓๗๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องทำแยกเป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วบอกว่าไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม วันนี้ก็คงเชื่อไม่ได้ แล้วสิ่งที่ ต่างชาติถามมาก็ต้องตอบท่านประธานว่าฝ่ายค้านก็ช่วยโกหกให้นะครับ ช่วยแก้ตัวให้ อย่าว่าโกหก ผมขอถอนคำพูด ช่วยแก้ตัวให้ว่า วิกฤติครั้งนี้จริง ๆ แล้วมันจะเกิดขึ้นอีกไหม เขาถามบอกว่าตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีกลับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ไปดาวอส ท่านนายกรัฐมนตรีกลับมาแล้วบอกว่า ขณะนี้ ให้สัมภาษณ์ ขณะนี้แผนบริหารจัดการน้ำ มีความชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นแผนงานขนาดใหญ่จึงค่อย ๆ เปิดเผยอย่างต่อเนื่อง ผมสงสัยครับท่านประธาน พวกผมเป็นสมาชิกนิติบัญญัติไม่มีโอกาสจะรู้หรือครับว่า แผนน้ำใหญ่ ๆ อย่างนี้ที่ต้องเปิดเผยอย่างต่อเนื่องมันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง สภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิพิจารณาหรือครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้กันเฉพาะ กยอ. กยน. หรือครับ คนไทยทั้งประเทศกำลังฟังอยู่ อยากจะรู้เหมือนกัน กู้เงินไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีหนี้เพิ่มคนละ ๕,๓๐๐ บาทแล้วเอาไปทำอะไรบ้างที่จะป้องกันน้ำท่วม ผมว่าเขามีสิทธิรู้ เพราะเขาต้องร่วมเป็นหนี้ด้วย แต่วันนี้ปิดกั้น ไม่เปิดเผยให้พวกผมทราบ ปิดกั้นไม่ให้สื่อทราบ ปิดกั้นไม่ให้ประชาชนได้รับทราบเลยว่าจริง ๆ แล้วโครงการที่ว่าจะป้องกันน้ำท่วมมันป้องกัน ได้จริง ๆ หรือเปล่า แล้วตอบโจทย์ต่างชาติตรงจุดไหม นี่คือสิ่งที่ต่างชาติเขาตกใจครับว่า วันนี้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีรู้แผนแล้ว แล้วบอกมีแผนใหญ่ด้วย แต่ต้องขอค่อย ๆ เปิดเผย แล้วนอกจากนั้นแล้วกรรมการ กยน. ซึ่งเกี่ยวกับน้ำครับ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า กยน. มีการประชุม ๕ ครั้ง ก่อนที่จะมีการแถลงออกมาเป็นแผนแม่บท เห็นว่างานที่รัฐบาลเสนอ ไม่เป็นรูปธรรม และการอนุมัติงบประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาทที่อนุมัติเพียงไม่กี่วินาที โดยไม่มี ข้อเสนอของนักวิชาการที่เป็นรูปธรรมอยู่ในแผนงานนั้นด้วย นี่คือคำสัมภาษณ์ของกรรมการ ที่ดูแลเรื่องน้ำ จะป้องกันน้ำท่วมว่าปี ๒๕๕๕ จะไม่เกิดซ้ำอีก แล้วกล่าวต่อไปด้วยว่าการแถลง ของนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เห็นแผนงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำฟลัดเวย์ว่า จะเป็นที่จุดใด ที่ไหน ทางน้ำผ่านทางไหนไปทางฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันตก ผ่านกรุงเทพมหานคร กทม. หรือไม่ หรือไปยังแม่น้ำบางปะกงก็ยังไม่เห็นแผน ไม่ทราบเหตุใดที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจากต่างประเทศก็สอบถามผมเรื่องแผนงานของรัฐบาล นอกจากนี้ได้เปิดเผยด้วยว่าหัวหน้าฝ่ายวิชาการของธนาคารโลกได้มาพบผมเพื่อสอบถาม แผนงานของรัฐบาลเพราะมีความสนใจ ซึ่งผมได้ชี้แจงไปว่าไม่ทราบแผนงานนี้เลย ท่านประธานครับ กรรมการ กยน. ไม่ทราบ แผนงานนี้เลย สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติไม่ทราบแผนงานนี้เลย สรุปแล้วมีกี่คนครับที่ทราบ จะเอาเงินไปใช้มีกี่คนครับที่ทราบ ประชาชนเขาต้องการรู้ แล้วสิ่งที่หน้าแตกสำหรับผมคือ ผมต้องแก้ตัวให้รัฐบาลว่ามั่นใจเถอะ ครม. เขารู้ว่าเขาทำอะไร แล้วก็เชื่อมั่นว่าทั้งหมดนี้ จะไม่เกิดขึ้น ท่านประธานทราบนะครับ เขายื่นฉบับนี้ให้ผมเขาบอกว่านี่คือฉบับภาษาไทย ที่เขาแปลมา แล้วเขาส่งเอกสารนี้กลับไปประเทศเขาแล้ว คำสัมภาษณ์ผมหน้าแตกครับ ผมหน้าแตกเหมือนกับผมเป็นฝ่ายค้าน และผมไปซูเอี๋ยช่วยรัฐบาล ความจริงไม่ใช่ครับ ผมช่วยประเทศไทย ใครมาเป็นรัฐบาลผมว่าต้องช่วย เพราะอยากให้ประเทศไทยรอด แต่มัน มีปัญหาเกิดขึ้น จงไปแก้ปัญหาให้ถูกจุด นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ตกใจซึ่งคนไทยยังไม่รู้หรือรู้ ก็คือกรรมการ กยน. อีกท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์ แล้วบอกว่าหลายคนแสดงความเห็นว่า แผนงานทั้งหมดจะไม่สามารถพาประเทศพ้นวิกฤติน้ำท่วมในปี ๒๕๕๕ นี้ไปได้ พังสิครับ อย่างนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดอย่างหนึ่งว่ามีแผนงานใหญ่แต่ไม่เปิดเผย จะค่อย ๆ เปิดเผยไป แต่กรรมการที่ประชุมเรื่องน้ำให้สัมภาษณ์มาอย่างนี้ ต่างชาติสับสนไหมครับ สับสน ต่างชาติ ขาดความเชื่อมั่นครับ ขาดความเชื่อมั่น เกิดวิกฤติความเชื่อมั่นขึ้นมา นอกจากนั้นหนึ่งใน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำในกรรมการ กยน. ยังให้สัมภาษณ์อีกว่ารัฐบาลต้องยอมรับได้แล้ว โครงการระยะเร่งด่วนเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่จัดทำแผนงานออกมาจะทำไม่ทันแน่ ไม่ว่าจะเป็น การขุดคลอง ลอกคลองทั้งหมด เพื่อให้น้ำไหลลงทะเลสะดวก ซึ่งขอให้รัฐบาลออกมายอมรับ ความจริงว่าภายในปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ นี้ จะยังไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือป้องกันน้ำท่วมได้ เพราะโครงการต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้ทันทั้งหมดตามที่ของบประมาณไว้ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นสัมภาษณ์นี้ สัมภาษณ์เกิดก่อนที่พระราชกำหนด ๔ ฉบับนี้จะออกมาแล้วครับ ฉะนั้นอย่ามาบอกนะครับว่าที่ไม่สามารถทำโครงการได้ทัน เพราะฝ่ายค้านนั้นมาล็อก (Lock) มาเล่นการเมือง ไม่ให้พิจารณาพระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับ อย่านะครับ เพราะว่ากรรมการ กยน. ที่รัฐบาลตั้งเอง รัฐมนตรีตั้งเองกับมือเป็นคนเฉลยโจทย์แล้วว่าป้องกันน้ำท่วม ไม่ทันปี ๒๕๕๕-๒๕๕๗ นี้ ให้ยอมรับเสีย ให้ทำใจเสีย นี่คือที่มาครับท่านประธานครับ ของความที่ไม่เชื่อมั่น นอกจากนั้นแล้วยังอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าพระราชกำหนด ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัตินี่ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่า มีความเสี่ยงสูง มีความเสี่ยงสูงที่ท่านเกียรติ สิทธีอมร ขออภัยที่เอ่ยนามผมไม่แน่ว่าจะสร้าง ความเชื่อมั่นหรือว่าจะเพิ่มเติม ซ้ำเติมวิกฤติ เพราะเขามองว่ากองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตั้งวันนี้รัฐบาลต้องยอมรับนะครับ ที่ต้องตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาเพราะไม่มีบริษัทประกันภัยต่อ ในต่างประเทศรับประกันเรื่องน้ำท่วมในประเทศไทยครับ แน่นอนสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติชี้แจงในที่ประชุมงบประมาณ บอกนี่ก็เป็นทางออกอันหนึ่ง ถ้าไม่มีใครมารับ ประกันภัยต่อก็จำเป็นต้องมีกองทุนนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นข้อเสนอของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำไป เพราะพวกเราประเมินแล้วขาดความเชื่อมั่นขนาดนี้ คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงแน่ ผมยกตัวอย่างบริษัทญี่ปุ่นบริษัทหนึ่ง ไม่เอ่ยชื่อเหมือนกัน ทำธุรกิจ รับประกันน้ำท่วมในประเทศไทยมา ๖-๗ ปีแล้ว เขาบอกกับผมว่าดีมีประกันน้ำท่วมมา เมืองไทยได้มาตีกอล์ฟสนามสวย เบียร์อร่อย ที่พักสบาย แล้วก็ได้เงินค่าขนมไปปีละ ๓๐๐-๔๐๐ ล้านบาท เพราะคิดว่าเมืองไทยเสี่ยงต่ำมากเรื่องน้ำท่วม มาวันนี้ครับ มาวันนี้ มีคนรับจ็อบ (Job) ประท้วง