สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ก่อแก้ว พิกุลทอง หารือเรื่องปัญหาน้ำท่วม และแสดงความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาน้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน โดยขอเสนอพระราชกำหนด 4 ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และยังเรียกร้องให้ประชาชนและนักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นในแผนงานยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 34,000 ล้านบาท

นายก่อแก้ว พิกุลทอง บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายเรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่คือพระราชกำหนด ๔ ฉบับ แต่มี ๒ ฉบับ ที่ทางฝ่ายค้านได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความนะครับ แล้วก็เหลือพิจารณาในสภาเพียง ๒ ฉบับ แต่ว่าเนื่องจากว่าในเรื่องเดียวกันเนื้อหาเกี่ยวพันกัน ผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวโยง ทั้ง ๔ ฉบับ ท่านประธานครับ ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศยอมรับว่าประเทศไทยนั้น เป็นประเทศที่น่าอยู่ ประเทศที่สวยงาม น่าหลงใหล น่าลงทุน ใครที่มาที่นี่ต่างก็รักประเทศไทย แต่ว่าในช่วง ๔-๕ ปีที่ผ่านมานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายเป็นการบั่นทอน ความรู้สึก ความหลงใหล ความรักในประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานบีโอไอแฟร์ (BOI Fair) มีการไปสอบถามผู้บริหารระดับซีอีโอ (CEO) ของบริษัทต่างชาติหลาย ๆ บริษัทถึงความรู้สึก ที่มีต่อประเทศไทย มีผลการสำรวจที่ฟังแล้วก็ไม่สบายใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นจริง ผลการสำรวจพบว่าผู้บริหารของบริษัทต่างชาติส่วนใหญ่มีความวิตกกังวล ในประเทศไทย ๒ เรื่อง นั่นคือเรื่องสี น้ำ คือเรื่องสีกับเรื่องน้ำ

เรื่องที่ ๑ เรื่องสีก็คือเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ที่นักลงทุนทั้งหลาย เขาไม่มั่นใจว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และเมื่อไร เพราะมันสร้างปัญหามาหลายปีแล้ว เขาเองก็ได้รับผลกระทบมากมาย

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องน้ำ คือปัญหาน้ำท่วมจากปีที่แล้ว เรื่องนี้เขาก็ตั้งคำถามว่า เราจะป้องกันอย่างไร น้ำจะท่วมอีกครั้งไหม ทั้งที่เขาเองก็ทราบดีว่าน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องจากเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าการพยากรณ์อากาศที่ผิดพลาดนำไปสู่การบริหาร จัดการน้ำที่ผิดพลาดจนเกิดน้ำท่วม แล้วก็ยังประเมินมวลน้ำอย่างผิดพลาด เลยทำให้น้ำท่วม กระจายอยู่หลายพื้นที่ ที่บอกว่าประเมินผิดพลาด ถ้าเราสังเกตว่าบางนิคมอุตสาหกรรม มีบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ มีวิศวกรหลายคนเข้าไปดูแลป้องกันไม่ให้น้ำท่วม มีเครื่องจักร มากมาย มีอุปกรณ์พร้อม มีการเตรียมการหลายสัปดาห์ แต่สุดท้ายก็เอาไม่อยู่ บางนิคม มีทหารช่างหลายกองพัน มีเครื่องไม้เครื่องมือเต็มไปหมด ก็ยังป้องกันไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องน้ำบางท่านออกมาให้สัมภาษณ์ทางทีวีทุกวี่ทุกวัน แต่ปรากฏบ้านท่านเองก็น้ำท่วม มิดหัวครับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพที่มีการสอนทางด้านวิศวกรรม ทางด้าน ชลประทานที่รู้เรื่องน้ำดี เรื่องการป้องกันดี แต่สุดท้ายก็ราบเป็นหน้ากลอง หรือแม้กระทั่ง มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างเอไอที (AIT) หรือว่า เอเชียน อินสะทิทิวท์ ออฟ เทคโนโลยี (Asian Institute of Technology) ที่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีการสอนระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ว่าสอนด้านวิศวกรรมโครงสร้าง หรือวิศวกรรมโยธา เรื่องการบริหารจัดการน้ำ มีคนระดับดอกเตอร์เต็มมหาวิทยาลัยครับ เอไอทีสุดท้ายก็ป้องกันน้ำไม่ไหวครับ น้ำก็ท่วมเหมือนกัน คือทุกคนขนาดเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ประเมินน้ำผิดพลาดไป ประเมินพลังน้ำ ต่ำไป สุดท้ายน้ำก็ท่วมกินพื้นที่ไปหมด น้ำท่วมคราวนี้ยอมรับนะครับว่ากินพื้นที่เกือบ ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ท่านนายกรัฐมนตรีเองก่อนหน้านี้ท่านเองก็ได้บอกต่อสาธารณชน ว่าเอาอยู่ ที่ท่านบอกว่าเอาอยู่เพราะว่าผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ วิศวกรทั้งหลาย ทหารช่าง ทุก ๆ คน ที่ประชุมร่วมกับท่านก็บอกว่าต้านไหว ต้านไหว ต้านไหว สุดท้ายทุกคนหน้าแตกหมดแล้วครับ ท่านเองบอกสาธารณชนว่าเอาอยู่ ๆ เพราะว่าท่านเองก็เชื่อในข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย แต่สุดท้ายทุกคนก็เห็นแล้วครับว่าผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจากองค์กรไหนต่างก็ประเมินมวลน้ำ ผิดพลาดไป ผมเองในฐานะวิศวกรคนหนึ่งก็ยอมรับนะครับว่าวิศวกรทั้งหลายที่มีส่วนช่วย ในการประเมินเรื่องน้ำครั้งนี้นั้นประเมินน้ำต่ำไปทั้งนั้นละครับ ท่านประธานครับ ต่างชาติเขา รู้ว่าน้ำครั้งนี้นั้นเป็นสิ่งที่ต้านไม่ไหว เขาเองก็ยอมรับนะครับว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ทำนั้นได้ทำดี ที่สุดแล้วในการต้านมวลน้ำไม่ให้เข้ามาใจกลางเมืองหลวง เพราะว่ากรุงเทพมหานครนั้น เราก็รู้ดีว่าเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ แล้วก็เป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญมีมูลค่าทางจีดีพี ถึง ๑ ใน ๔ ของจีดีพีของทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นการที่เราต้องเสียสละบางพื้นที่แล้วรักษา พื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญไว้รัฐบาลก็ได้ทำสำเร็จ แต่ต้องยอมรับนะครับว่ามีพี่น้องคนไทย จำนวนมากได้เป็นผู้เสียสละ ซึ่งเราเองก็ต้องเยียวยาชดใช้เขาไป เรื่องนี้ต่างชาติเขาเข้าใจ วันนี้เขาตั้งคำถามว่าน้ำจะท่วมอีกไหม ทั้ง ๆ ที่เขารู้ว่าคำตอบนี้ไม่มีใครตอบได้ เพราะเรื่อง น้ำท่วมเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่มีใครไปห้ามปราม หรือไปควบคุมดินฟ้าอากาศได้ครับ ประเทศใหญ่ ๆ ไม่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ ยุโรป ประเทศญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าชั้นนำของโลก แต่ไม่มีประเทศไหนสามารถ ควบคุมภัยธรรมชาติได้เลย ในปี ๒๕๔๘ เกิดพายุซัดเข้าที่ประเทศอเมริกา พายุแคทรีนา มีคนตายพันกว่าคน มีความเสียหายกว่า ๓ ล้านล้านบาท เมื่อปีที่แล้วเกิดสึนามิ ที่ประเทศญี่ปุ่น มีคนเสียชีวิต ๑๐,๐๐๐ กว่าคน สูญหายอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าคน ความสูญเสีย ทางเศรษฐกิจมากกว่า ๙,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ขนาดเขาเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครที่จะไปควบคุมดินฟ้าอากาศได้ ฉะนั้นสิ่งที่ต่างชาติเขาถาม เขาถามเพื่อ ความสบายใจเท่านั้นเอง เขาก็รู้ว่าไม่มีใครที่จะไปปกป้องหรือควบคุมดินฟ้าอากาศได้ แต่เขา ต้องการความสบายใจ เขาต้องการเพียงรู้ว่าถ้ามันเกิดเหตุขึ้นอีกนี้จะมีการบริหารจัดการ มีการควบคุมอย่างไร เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด อย่างเช่นว่าถ้ามีน้ำต้องท่วมจริง จะมีการควบคุมให้น้ำไหลไปทิศทางไหน ไปท่วมในที่ที่ไม่สร้างความเสียหายต่อชุมชน ต่อนิคมอุตสาหกรรม ต่อสถานที่สำคัญ ต่อถนนหนทางที่มีความสำคัญในการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ (Logistics) อะไรทำนองนี้ ซึ่งเขาตั้งคำถามมา ฉะนั้นปัญหาที่เขาได้แสดง ความไม่สบายใจมา ๒ ประการ ในการสำรวจครั้งล่าสุดนั้น ผมเชื่อว่าก็เป็นความรู้สึกที่ คล้าย ๆ กับคนไทยทั้งประเทศ ที่วันนี้คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีความกังวล มีความไม่สบายใจ ในทั้ง ๒ เรื่อง ท่านประธานครับ ในฐานะคนไทยถึงแม้เราไม่สบายใจ ถึงแม้ว่าเราจะ ไม่เชื่อมั่นว่ามันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่เราเป็นคนไทยนั้นเราไม่สามารถหนีไปไหนครับ เราจำเป็นต้องอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเกิดเหตุซ้ำ ๆ ซาก ๆ หรือไม่เราก็ต้องรับสภาพตรงนั้น แต่ชาวต่างชาติเขาไม่จำเป็นที่ ต้องรับสภาพตรงนั้น ถ้าเขาไม่มั่นใจว่าจะเกิดเหตุเหล่านี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เขาก็อาจจะย้ายหนี คนที่ลงทุนอยู่แล้วเขาก็อาจจะย้ายไปต่างประเทศ ย้ายฐานการผลิต ย้ายโรงงานไปอยู่ที่อื่น โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรม ๗ นิคมที่โดนน้ำท่วมนะครับ ที่มีโรงงานกว่า ๘๐๐ โรงงาน มีการลงทุนกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการจ้างคนงานกว่า ๓๘๐,๐๐๐ คน ท่านประธานครับ คนเหล่านี้ถ้าเขาไม่เชื่อมั่นมันจะมีปัญหาทันที แล้วถ้าเกิดเขาย้ายฐานการผลิตหนีจะเกิด ผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมหาศาลครับ ไม่ว่าเรื่องจีดีพีของประเทศที่จะต้องติดลบ เรื่องการจ้างงาน เรื่องศักยภาพในการใช้จ่ายของประชาชนที่ตกงาน เรื่องต้นทุนสินค้าที่ต้อง แพงขึ้นถ้าเกิดเราไม่ผลิตในประเทศต้องไปนำเข้ามาทดแทนก็ต้องแพงขึ้น การแข่งขัน ทางด้านการค้าในการส่งออกก็ตกต่ำลงมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มากมายนับหลายล้านคน ท่านประธานครับ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เป็นปัญหานะครับว่าสิ่งที่ เขาไม่มั่นใจ เขาไม่สบายใจนั้นเราจะทำอย่างไร แล้วท่านประธานครับ ความเชื่อมั่นของคน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์ ท่านประธานลองดูนะครับในอดีตเราได้เคยเจอ ประสบกับปัญหาความเชื่อมั่นนี้มากมาย ในวิกฤติเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ในเบื้องต้นที่รัฐบาล ในยุคนั้นสั่งปิดไฟแนนซ์ ๑๖ แห่ง เกิดความวิตกกังวล เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อหมู่ประชาชน มีการไปถอนเงินในไฟแนนซ์อื่น ๆ ตามมา สุดท้ายส่งผลต่อไฟแนนซ์อีก ๕๐ กว่าแห่ง ไฟแนนซ์ทั้งหลายก็ต้องปิดครับ นี่เป็นผลพวงจากความไม่เชื่อมั่น หรือกรณีต่างชาติ เมื่อมีการลดค่าเงินบาทต่างชาติที่เอาเงินดอลลาร์มาลงทุน มาฝากไว้เขาก็รีบถอนเงินกลับประเทศ เพราะเขาไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อระบบการเงินธนาคารหรือการลงทุนของเขา พอเขา ถอนเงินกลับเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างลูกโซ่จากที่ มันหนักอยู่แล้วก็หนักเข้าไปอีก สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็พังพินาศ ตามมาด้วยเศรษฐกิจของอีก หลาย ๆ ประเทศในเอเชียที่เกี่ยวโยงกัน นี่คือปัญหาของความเชื่อมั่นครับ ท่านประธานครับ วันนี้ที่ต่างชาติเองเขาไม่สบายใจใน ๒ เรื่องนั้น ไม่ว่าเรื่องปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และปัญหาเรื่องน้ำ วันนี้เราก็เห็นนะครับว่าทางท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะ ผู้นำรัฐบาลก็ได้พยายามแก้ปัญหา ๒ เรื่องนี้อย่างจริงจัง ในเรื่องแก้ปัญหาความขัดแย้งของคน ในชาติเราก็เห็นแล้วครับว่ารัฐบาลก็ได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ไม่ว่าเรื่องการค้นหาความจริง การค้นหาความจริง การเยียวยา การขับเคลื่อนเรื่องการปรองดอง และการลดเงื่อนไขความขัดแย้ง และแก้ต้นตอความขัดแย้งในหลาย ๆ เรื่อง ค่อยขยับทำทีละเรื่อง ๆ เพื่อไปบรรลุเป้าหมาย นำความสุขกลับคืนสู่สังคมไทย

ส่วนเรื่องที่ ๒ คือเรื่องน้ำท่วม การยื่นเสนอ พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ที่รัฐบาลได้เสนอ ให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาวิกฤติ น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วครับ ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลก็ได้พูดหลาย ๆ ครั้งว่าได้ใช้ แนวทาง ๓ อาร์ (3 R) ไม่ว่าเรสคิว (Rescue) รีสทอร์ (Restore) และรีบิลด์ (Rebuild) เพื่อแก้ปัญหานี้ เรสคิวก็คือการกู้ภัย ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้กู้ภัยในช่วงน้ำท่วม ซึ่งตอนนี้เราก็ผ่าน ขั้นตอนนั้นมาแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนรีสทอร์และรีบิลด์ รีสทอร์ก็คือการฟื้นฟูซ่อมแซม เรียกกลับคืนมาใหม่ ซึ่งวันนี้เรามีบ้านเรือน มีโรงงาน มีถนนหนทางที่ต้องซ่อมแซมฟื้นฟู ต้องมีการขุดลอกแม่น้ำ คู คลอง ต้องมีการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาใหม่ หรือรีบิลด์ รีบิลด์คือสร้างขึ้นมาใหม่ในหลาย ๆ สิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ เรายังไม่ได้มี ไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐาน ในการป้องกันน้ำท่วม แผนป้องกันน้ำท่วม ระบบเตือนภัย แผนอพยพหรืออะไรอีกมากมาย ที่จำเป็นต้องทำในการที่จะป้องกันน้ำท่วมให้ได้ ท่านประธานครับ ในการรีสทอร์ และรีบิลด์ วันนี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องทำทันที แล้วต้องทำต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จลุล่วงทั้งโครงการ เพื่อให้แผนป้องกันน้ำท่วมนั้นบรรลุผล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความสบายใจให้กับ คนไทยและนักลงทุนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับที่รัฐบาลได้ เสนอมานั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการรีสทอร์และรีบิลด์ มีพรรคฝ่ายค้านเองก็ตั้งคำถามว่าทำไม ต้องออก พ.ร.ก. ทำไมไม่ออก พ.ร.บ. ใน พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ก็คือฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๔ ท่านประธานครับ เราอย่าลืมนะครับว่าน้ำท่วมปีที่แล้วนั้นเป็นวิกฤติของประเทศ เป็นวิกฤติที่ กระทบต่อคนหลายล้านคน พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล กระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากมายเฉพาะ ความเสียหายที่มีการประเมินโดยธนาคารโลกก็บอกแล้วว่ามากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือมากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี พี่น้องประชาชนเดือนร้อนหลายล้านคน แล้วถามว่า มันเป็นวิกฤติอย่างนี้มันไม่เร่งด่วนหรือครับท่านประธาน มันไม่เร่งด่วนหรือครับท่านประธาน ท่านประธานก็เห็นอยู่แล้วครับปีที่แล้วคนกรุงเทพมหานครต้องอพยพหนีออกจาก กรุงเทพมหานครครึ่งกรุงเทพมหานคร พ่ออยู่ที่ แม่อยู่ที่ ลูกอยู่ที่หนึ่ง ส่งลูกไปอยู่ต่างจังหวัด อยู่กับปู่ย่า ส่งเมียอยู่กับพี่น้อง ตัวเองย้ายไปไหนไม่ได้ต้องทำงาน จอดรถบนทางด่วน เต็มไปหมด สภาแห่งนี้ก็มีกั้นกระสอบทรายอย่างกับป้อมค่าย ทุก ๆ ที่เป็นอย่างนี้ มันเป็น ความตื่นตระหนกตกใจ เป็นความกังวลที่คนทั้งกรุงเทพมหานคร ที่คนครึ่งประเทศเจอะเจอ มันเป็นวิกฤติที่กระทบคนมากมาย แล้วมันไม่เร่งด่วนหรืออย่างไรท่านประธาน เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ในขณะนี้ประเทศไทยมี ๒ เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่เร่งด่วน นั่นคือ ความขัดแย้งทางการเมืองและเรื่องน้ำท่วมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการออก พ.ร.ก. ๔ ฉบับเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาวิกฤติที่เรากำลังจะเจอ และเป็นวิกฤติที่เราต้องแก้ไข อย่างเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนจะออก พ.ร.ก. ทำไม ท่านประธานครับ อย่าง พ.ร.ก. ฉบับที่ ๑ เป็นเรื่องให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนวางแผนระบบการบริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ วันนี้ประชาชนเฝ้ารอครับ นักลงทุนเฝ้ารอว่าที่ รัฐบาลบอกว่าจะดำเนินการทำหลาย ๆ สิ่งหลายอย่างเพื่อป้องกันน้ำท่วม คนเขาถามว่า ทำหรือยัง แล้วเมื่อไรจะเสร็จ ปัญหาที่ประชาชนถามรัฐบาลก็ไม่มีคำตอบ มีแต่แผน แต่ไม่มีเงินครับ รู้ว่าจะทำอะไร จะทำอย่างไร แต่ไม่มีเงินครับ วันนี้รัฐบาลมาออก พ.ร.ก. เพื่อกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปทำ แล้วให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลเริ่มทำแล้ว ประชาชน จะได้สบายใจว่าเออนี้เขาทำแล้วนะ จะป้องกันน้ำท่วมนะ มันจะไม่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง ถามว่าเรื่องนี้รอได้ไหม พรรคฝ่ายค้านถามว่าเอ๊ะทำไมไม่ออกพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ แล้วไปทำตอนนั้น นั่นหมายถึงว่าถ้ารอตอนนั้น ต้องไปทำตอนเดือนตุลาคม เป็นต้นไป ผมก็อยากถามฝ่ายค้านเหมือนกันว่าคุณได้ถามประชาชนหรือเปล่าว่าประชาชน รอได้ไหม คุณลองไปถามประชาชนคนไทยทั้งประเทศสิครับ ประชาชนรอได้ไหมที่จะไปทำ เดือนตุลาคมหรือปีหน้า แล้วการทำระบบป้องกัน น้ำมีอะไรต้องทำมากมาย เป็นงานทางด้านวิศวกรรม ท่านประธานลองดูสิครับ ท่านประธาน ก็เป็นวิศวกร ผมก็เป็นวิศวกร ฝ่ายค้านก็มีหลายคนที่เป็นวิศวกร เราทำคันกั้นน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ ไม่ใช่เนรมิตได้ภายในวัน ๒ วัน จะก่อสร้างอะไรทีต้องใช้เวลา ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือน หรือเป็นปี ๒ ปี จะขุดลอกน้ำ คลองระบายน้ำหรือแม่น้ำ พื้นที่ใหญ่มหาศาลอย่างนี้ ต้องใช้เวลาหลายเดือน ไม่สามารถเนรมิตได้อย่างทันตาเห็น ไม่เหมือนตอนโครงการ ไทยเข้มแข็งที่ฝ่ายค้านได้ทำ ตอนนั้นมีการซื้อเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ นี่เนรมิตสั่งไว้ ล่วงหน้าได้เลยครับ ซื้อเครื่องเผาขยะ นี่ก็เนรมิตสั่งทำไว้ล่วงหน้าไว้ได้เลยครับ งบประมาณ ออกก็เอาของไปให้ หรือว่าเครื่องกรองน้ำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ตอนนั้นฮิตอะไร ๆ ก็แสงอาทิตย์ ถ้าอย่างนี้มันเนรมิตได้ รอได้ สั่งให้เขาผลิตรอไว้เลย พองบประมาณออก ก็ค่อยสั่งซื้อ แต่การก่อสร้างงานทางด้านวิศวกรรมมันทำไม่ได้ครับ มันต้องใช้เวลา จะหล่อ คอนกรีตทีต้องบ่มกี่วันแล้วทำขั้นตอนต่อไป ถ้าไม่รอมันก็พังเหมือนตึกหลายตึกที่มันเคยพัง เหมือนสภาหลายแห่งที่มันเคยพัง เพราะว่ามันไม่ได้รอการบ่มตัวของคอนกรีตให้มันเซตตัว ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนจำเป็นที่ต้องทำทันที ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ที่จริงผมคิดว่าทางฝ่ายค้านเองน่าจะเข้าใจและน่าจะเห็นด้วยกับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพราะในฝ่ายค้านเองผมเชื่อว่าหลายท่านก็มีความห่วงใยในปัญหาน้ำท่วม เพราะตอนเกิด เหตุน้ำท่วมนั้นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็แสดงบทบาทหลาย ๆ เรื่อง แอคชั่น (Action) เต็มที่ แต่สงสัยคงจะแอคชั่นอย่างเดียว คือเป็นประเภทนาโต้ (NATO) โนแอคชั่น ทอล์ค โอนลี่ (No action Talk only) ท่านประธานครับ เมื่อกี้ฝ่ายค้านได้อภิปรายว่าแผนการ ใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นไม่มีรายละเอียดเลย ที่จริงผมเองอยากจะเรียนต่อท่านประธาน นะครับ ที่จริงรัฐบาลมีแผนงานแล้ว เอกสารในมือผมมีแผนงานยุทธศาสตร์ ๕ ด้านในการใช้เงิน งบประมาณในการทำระบบป้องกันน้ำท่วม แต่ถ้าผมได้พูดรายละเอียดทั้งหมดนั้นเกรงว่า จะเสียเวลาของสภาแห่งนี้มากเกินไป ผมขอยกตัวอย่างนะครับว่ายุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. เพื่อใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีอะไรบ้าง อย่างเช่นว่า

ประการที่ ๑ ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจำนวน ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เป็นแผนงานฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าระบบนิเวศ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมหรือตามแผนที่วางไว้ รวมทั้ง ฟลัดเวย์ทั้งหลาย ๑๗๗,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานพัฒนาคลังข้อมูลระบบพยากรณ์และเตือนภัย วงเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานกำหนดพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท การจัดการบริหารจัดการน้ำ ๑๗ ลุ่มน้ำ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนยุทธศาสตร์การปรับ โครงสร้างภาคการผลิตและบริการ อย่างเช่นว่ามีการหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ เพื่อให้มีการกระจายตัวของนิคมอุตสาหกรรมจำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และแผน ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบประกันภัยอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เป็นแผนที่รัฐบาลเขาวางไว้แล้ว ว่าเขามีโครงงานอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลออก พ.ร.ก. เพื่อต้องการ ทำสิ่งเหล่านี้ แล้วสิ่งที่รัฐบาลเสนอแผนงานมานั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่ลอยมาจากจินตนาการครับ เป็นแผนงานที่มีการศึกษามาหลายปีแล้ว หลังจากที่มีน้ำท่วมใหญ่ในปี ๒๕๓๘ ธนาคารโลก ได้ว่าจ้างสถาบันเอไอที หรือ เอเชียน อินสะทิทิวท์ ออฟ เทคโนโลยี ในการศึกษาแผนงาน ป้องกันน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เอไอทีก็ทำการศึกษาออกมา หลังจากนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ ศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดจากเอไอทีศึกษาไว้ ต่อมาสำนักงาน ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ได้ศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดอีกทีหนึ่ง เป็นการศึกษามา หลายหน่วยงานต่อยอดกันมา รัฐบาลก็ได้ใช้ผลการศึกษานั้นเป็นต้นแบบอย่างหนึ่ง ประกอบกับ การทำอย่างอื่นเพิ่มเติม จนนำมาสู่แผนงาน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธานครับ ไม่ใช่ยกเมฆ ไม่ใช่ลอย ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่มีที่มาที่ไปครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นเรื่องที่เร่งด่วน เป็นเรื่องที่ประชาชนเฝ้ารอ เป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง เป็นเรื่องที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นคนไทยและนักลงทุน ต่างชาติได้อย่างดีครับ ท่านประธานครับ นอกจากนี้เรื่องนี้ยังเป็นเงื่อนไขต่อเบี้ยประกันภัย น้ำท่วมอีกด้วยครับ ถ้าเรามีระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างดีเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมก็ต่ำลง ท่านประธานครับ ผมเสียใจที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ทำให้เราต้องเสียเวลารอศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็นเรื่อง ไม่เร่งด่วน ผมก็ขอเรียนต่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศครับ ถ้าน้ำท่วมอีกครั้ง ก็ขอให้คนไทยไปโวยวายต่อพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็ศาลรัฐธรรมนูญครับ แล้วผมเองบางที ก็อดตั้งข้อสงสัยต่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้นะครับว่า