สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

สมสรรเสริญ สมะลาภา หารือเรื่องการอภิปรายของท่านประธานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขัดขวางการป้องกันน้ำท่วมของฝ่ายค้าน การผิดหลักต่อความอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทย ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ การปล่อยกู้เงินให้กับประชาชน การพิมพ์แบงก์ การควบคุมราคาสินค้า การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย และอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดใน พ.ร.ก. โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่ผมจะขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายมันก็ยังมีประเด็นตกค้างที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พูดถึง แล้วก็จะถือโอกาสนี้ใช้สิทธิในการอภิปรายเพื่อที่จะแก้ข้อกล่าวหาแล้วผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่สมควรที่จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง

อย่างแรกเลยครับท่านรัฐมนตรีสุรพงษ์ท่านก็พูดในลักษณะที่ว่าฝ่ายค้าน ได้ยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะเป็นกระบวนการในการขัดขวางการป้องกันน้ำท่วม ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ผมขอเรียนว่าไม่เป็นความจริงเลยครับ พวกเราไม่เคยขัดขวาง ไม่เคย จะทำตัวที่จะเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่รัฐบาลทำ ในทางตรงกันข้ามครับ พวกเราสนับสนุนนะครับ จะเห็นว่าในเรื่องของน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วที่เกิดมา พวกเราก็ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ที่พวกเราต้องจำเป็นจะต้องยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของการขัดขวางการป้องกันน้ำท่วม แต่เราเห็นว่ามีช่องทางอีกหลายช่องทางที่ รัฐบาลจะหาเงิน นอกจากจะออกเป็นพระราชกำหนด งบประมาณก็มีเพดานที่กู้ได้อีก ทำไมไม่ใช้ช่องทางนั้น ในเรื่องของงบกลางที่ตั้งเอาไว้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังไม่มี รายละเอียด แล้วทำไมไม่ใช้ช่องทางนั้น หรือว่าถ้ารัฐบาลถ้าจะออก พ.ร.บ. กู้ หรือ พ.ร.ก. กู้ เข้ามาจริง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านกิตติรัตน์ท่านก็ให้สัมภาษณ์อยู่ตลอดเวลานะครับ ว่าจะใช้ในปีนี้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใช้ในปีถัด ๆ ไป ถ้าจะออกกัน จริงก็ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ออกเป็น พ.ร.ก. สิครับ อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกเป็น พ.ร.บ. ให้พวกเราพิจารณาดูรายละเอียดอย่างนั้นท่าน ท่านก็ทำได้ แต่ทำไมท่านไม่ทำ เราไม่เคยขัดขวางเลยครับ ในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วม แต่ที่เราไม่เห็นด้วยก็คือกระบวนการในการหาเงินของรัฐบาลในลักษณะรวบเบ็ดเสร็จ ถึงเวลานี้ พ.ร.ก. กู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รายละเอียดพวกเราก็ยังไม่เห็น ท่านบอกว่า ถ้าพวกเราไม่เข้าใจก็ขอให้ครั้งหน้าพวกเราเป็นฝ่ายค้านอีก ผมเรียนว่าถ้าท่านไม่เข้าใจตรรกะ ของพวกเราที่พูด แล้วผมก็มั่นใจว่าพี่นองประชาชนเข้าใจในตรรกะของพวกเราที่เราพูด ผมว่าท่านกลับไปเป็นหมอดูอีกครั้งหนึ่งเลยดีกว่าครับ รัฐบาลอ้างเสมอครับ น้ำท่วม ต้องออกเป็น พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ถ้าศัพท์ที่ท่านพูดนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศท่านพูดว่าเป็นแพคเกจเดียวกัน สาเหตุหนึ่งที่พวกเรายื่นตีความ พ.ร.ก. ๒ ฉบับ เพราะว่าตามข้อเท็จจริงแล้ว ๒ ฉบับนั้นมันมี ๑ ฉบับ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมเลย พ.ร.ก. ที่ว่าก็คือ พ.ร.ก. ในเรื่องของการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูที่กลับไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้บริหาร ท่านรัฐมนตรีท่านต้องไปดูสาระในเรื่องนี้ให้ดีครับว่าสาระมันเกี่ยวกับอะไร มันเกี่ยวอยู่อย่างเดียวเลยครับ ก็คือว่ารัฐบาลไม่อยากจัดสรรงบประมาณมาชำระดอกเบี้ย ของกองทุนฟื้นฟูซึ่งก็อยู่ในระดับ ๔๕,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาทก็แล้วแต่ปี แล้วแต่ดอกเบี้ย ในขณะนั้น มาดูในงบประมาณปี ๒๕๕๕ ครับ ดอกเบี้ยได้ถูกจัดสรรเอาไว้แล้ว ท่านเร่งรีบ ออกเป็น พ.ร.ก. ในตอนนี้ดอกเบี้ยที่ถูกจัดสรรในงบประมาณเอาไว้แล้วก็ไม่สามารถเอาไปใช้ อย่างอื่นได้ และอีกอย่างหนึ่งครับ เงินที่ตั้งไว้ก็ลอยไว้เฉย ๆ กว่าที่การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู ไปให้แบงก์ชาติรับผิดชอบจะมีผลใช้บังคับจริง ๆ ก็ในปี ๒๕๕๖ ท่านไปไหนแล้วละครับ ฟังให้จบสิครับ ทีอย่างนี้หนีไปเลย กว่าที่ผลของการโอนหนี้ให้กองทุนฟื้นฟูและให้แบงก์ชาติ ไปรับผิดชอบจะมีผลต่องบประมาณจริง ๆ มีในปี ๒๕๕๖ คำถามก็คือว่าแล้วท่านรีบออกเป็น พ.ร.ก. ไปทำไมครับ จะมีผลต้องปีหน้าครับ ออกเป็น พ.ร.บ. ก็ได้ หรือถ้าเร่งรีบขึ้นมาจริง ๆ ยังมีช่องทางอีกครับ พ.ร.บ. โดยการใช้กรรมาธิการเต็มสภาท่านก็ทำได้ แต่ทำไมท่านไม่ทำ นี่ก็เป็นตรรกะง่าย ๆ อีกครับ ซึ่งผมคิดว่าทุกคนก็เข้าใจ และผมก็เรียนอีกว่าถ้าท่านรัฐมนตรี สุรพงษ์ไม่เข้าใจท่านก็กลับไปเป็นหมอดูที่พรรคผมเหมือนเดิมดีกว่า เรื่องก็คือว่ารัฐบาลอ้าง น้ำท่วมมาหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แล้วเงินในระบบเศรษฐกิจของเรามันไม่ได้ได้มาฟรี ๆ หรอกครับ ถึงแม้จะไม่เอางบประมาณไปชดใช้ภาระหนี้ภาครัฐก็ต้องมีการเก็บส่วนอื่น และในที่สุดก็จะต้องเดือดร้อนต่อพี่น้องประชาชน ไม่มีอะไรได้มาฟรีครับ และในกรณีนี้ผมก็ จะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายในรายละเอียดสิ่งที่ พ.ร.บ. ประกันภัยนั้น ท่านเกียรติ สิทธีอมร ก็ได้อภิปรายในรายละเอียดไปแล้ว ตอนนี้ผมจะลงมาสู่ พ.ร.ก. ที่ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ ดอกเบี้ยต่ำ ตามหลักก็อีกครับ ผมขอเรียนท่านประธานเลยครับว่าพรรคประชาธิปัตย์เราเห็นด้วย ในหลักการให้มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ได้ขัดขวางนะครับ แล้วก็ขอเรียนว่าอย่านำเรื่องนี้ ไปบิดเบือนอีก แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกเราไม่ยื่นตีความใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ การจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับภาคเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไปมันก็มีหลายวิธีด้วยกันครับ วิธีหนึ่งก็คือให้ธนาคารรัฐเป็นคนปล่อยแล้วก็ถ้าจะให้ดอกเบี้ยต่ำรัฐบาลนี่ละครับก็จัดสรร งบประมาณมาชดเชยดอกเบี้ยให้ต่ำ ผมคิดว่านี่ก็เป็นวิธีทางหนึ่งและรัฐบาลก็ได้ทำมา ระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นมันล้มเหลว ก่อนหน้าที่จะมีการให้แบงก์ชาติ ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำนั้นรัฐบาลก็ให้ธนาคารออมสินเป็นคนปล่อย แล้วก็ในที่สุดด้วยหลักเกณฑ์ ด้วยการปฏิบัติงานที่ไม่คล่องตัวต่าง ๆ รัฐบาลก็ทำไม่สำเร็จ ก็มีอีกแนวทางหนึ่งครับ เป็นแนวทางที่ออกเป็น พ.ร.ก. ฉบับนี้ ก็คือให้แบงก์ชาติปล่อยกู้แทน ที่จริงเลิกทำไปแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ก็เหมือนในเรื่องของนโยบายทุกเรื่อง แล้วก็นโยบายเศรษฐกิจนี่ละครับ เงินมีได้มันก็ต้องมีเสียไม่มีนโยบายไหนที่ได้เสมอไป เรื่องที่ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำนั้น มันก็มีข้อเสีย แล้วก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงนะครับ

ข้อแรกก็เป็นเรื่องของการผิดหลักต่อความอิสระของแบงก์ชาติ

ข้อที่ ๒ แน่นอนที่สุดครับ คุมไม่ดีก็มีเงินเฟ้อและในที่สุดก็จะต้องเป็นภาระ ของธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป

เอาละครับรัฐบาลบอกว่าทำครั้งเดียวในครั้งนี้พวกเราก็จึงอะลุ้มอล่วยให้ แล้วก็คิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เราไม่ได้ยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ อย่างที่ผมเรียน ท่านประธานให้ทราบครับ เห็นด้วยในหลักการว่าจะต้องมีการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับ ประชาชนและภาคเอกชน แต่ที่ผมต้องอภิปรายเพราะผมคิดว่ารัฐบาลต้องดูแลระบบให้ดี แล้วก็ที่สำคัญต้องเตรียมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและในที่สุดก็จะเป็นผลกระทบ ที่กระทบต่อพี่น้องประชาชน ประเด็นที่ผมอยากจะติติงครับ คำถามก็เกิดขึ้นในใจว่าทำไม ดอกเบี้ยที่จะถึงมือพี่น้องประชาชนมันจะต้องอยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ ฟังดูน้อยนะครับ ๓ เปอร์เซ็นต์ มันน้อยแน่นอนครับถ้าเทียบกับดอกเบี้ยการปล่อยกู้ทางพาณิชย์โดยทั่วไป แต่ถ้ามาเทียบกับดอกเบี้ยโครงการต่าง ๆ ที่ธนาคารทั้งเอกชน ทั้งรัฐบาลออกมาเพื่อ ช่วยเหลือน้ำท่วมไม่น้อยหรอกครับ สูสีกัน ระบบเป็นอย่างนี้ครับ ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ให้กับ ธนาคารพาณิชย์ในดอกเบี้ย ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ละครับ ๐ เปอร์เซ็นต์ปล่อยกู้ฟรี ธนาคารพาณิชย์นำเงินนี้ไปปล่อยกู้ต่อด้วยอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ เงินที่ไปปล่อยกู้ต่อครับ เป็นเงินของแบงก์ชาติที่ปล่อยมา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และเป็นเงินของธนาคารพาณิชย์เอง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ใน พ.ร.ก. นี้จะเขียนไว้นะครับว่าการปล่อยกู้ต่อถึงมือพี่น้องประชาชนนั้น จะต้องไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็หมายถึงว่าจะ ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ ๒ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แต่ก็เป็นที่รู้โดยทั่วไปครับว่าตามการปฏิบัติจริงถ้าเกิดว่าธนาคาร พาณิชย์นำไปปล่อยกู้นั้นแล้วมันก็ ๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ ๆ ๓ เปอร์เซ็นต์นั่นละครับ เพราะเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าธนาคารพาณิชย์เขาก็ต้องหวังผลกำไร คำถามอย่างที่เรียนให้ทราบว่าทำไมถึงต้องเป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นดอกเบี้ยที่ถูกครับ เทียบโดยทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยที่โครงการของธนาคารต่าง ๆ ออกมาช่วยเหลือ น้ำท่วมแล้ว ไม่ได้ถูกหรอกครับ สูสีกัน ท่านประธานลองดูตามนะครับ แบงก์กสิกรไทยครับ สินเชื่อน้ำท่วมเอสเอ็มอี ดอกเบี้ย ๔ เปอร์เซ็นต์ อายุโครงการ ๗-๑๐ ปี โครงการนี้ของที่ รัฐบาลกำลังจะทำแค่ ๕ ปีเท่านั้น เอสเอ็มอีแบงก์ครับ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ตลอดอายุ ๖ ปี ธ.อ.ส. โครงการซ่อมสร้างอาคาร ดอกเบี้ย ๒ เปอร์เซ็นต์ ๕ ปี ถึงตอนนี้ผมก็ต้องขอเรียนว่า ต้องขอชมเชยธนาคารเหล่านั้นที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันออกสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม และเป็นการปล่อยสินเชื่อทั้ง ๆ ที่เขามีต้นทุนนะครับ การปล่อยสินเชื่อระดับ ๕ ปีก็ดี ๖ ปีก็ดี หรือกระทั่ง ๑๐ ปีก็ดีจะต้องนำเงินฝากในระดับที่ ฝากค่อนข้างที่จะมั่นคงหรือฝากในระยะยาวมาปล่อย ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ๒ ปี ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำปี ๑ ปี ๓ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นต้นทุน ที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ แล้วก็นำเงินนั้นมาปล่อยกู้ต่อ น่าชมเชยมากครับ ต้นทุนการกู้เงิน ของเขาอยู่ที่ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่นำมาปล่อยกู้ต่อด้วย ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการปล่อยกู้ของ รัฐบาลนี้ขอเรียนว่าแทบไม่มีต้นทุนเลยนะครับ แบงก์ชาติปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับ ธนาคารพาณิชย์ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็แบงก์พาณิชย์ใช้เงินอีกส่วนหนึ่งมาสมทบดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ถัวเฉลี่ยออกมาต้นทุนของแบงก์ที่นำมาปล่อยกู้โครงการนี้มันแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง แล้วทำไมถึงเขียนไว้ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ว่าจะต้องปล่อยกู้ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ผมเรียนว่าถึงเวลานี้ถ้ารัฐบาลจะช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วมจริงนะครับ จริงใจ หน่อยครับ แบงก์ทั่วไปเขากู้มา ๓ เปอร์เซ็นต์ ปล่อยกู้ต่อ ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่โครงการนี้ของ รัฐบาลมีต้นทุนในการกู้ ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่กลับปล่อยกู้ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ จริงใจหน่อย ผมคิดว่ารัฐบาลต้องพิจารณาในเรื่องนี้ลดดอกเบี้ยช่วยกับพี่น้องประชาชนที่เขาประสบภัย เมื่อตอนบ่ายครับ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านก็ได้มีข้อเสนอว่า ให้รัฐบาลออก พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่งมาแก้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เหตุผลสำคัญก็คือว่าให้รัฐบาล คำนึงถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ภาคใต้ที่โดนน้ำท่วมด้วย อันนั้นก็เป็นข้อเสนอครับ แล้วผมก็ เรียนรัฐบาลสมทบไปอีกว่าถ้าออก พ.ร.ก. แก้ พ.ร.ก. ฉบับนี้แล้ว อัตราดอกเบี้ยที่เขียนไว้ ๓ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนลดลงมาครับ อย่างน้อย ๆ ครับ ส่วนต่างดอกเบี้ยควรจะเท่ากับที่ภาคเอกชนเขาปล่อยกัน เอกชนเขากู้มา ๓ เปอร์เซ็นต์ ปล่อย ๔ เปอร์เซ็นต์ โครงการรัฐบาลกู้มา ๑ เปอร์เซ็นต์ ต้องปล่อยได้ระดับ ๒ เปอร์เซ็นต์ เพื่อแสดงความจริงใจที่จะช่วยเหลือต่อพี่น้องประชาชน นั่นเป็นเรื่องที่ติงไว้ เรื่องแรกครับ

เรื่องที่ ๒ แล้วก็เป็นในเรื่องของความขัดแย้งกันเองของวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ๒ ฉบับที่ออกมาเป็นกลุ่มเดียวกันในคราวนี้ ในเรื่องของการที่ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้นะครับ ยอมรับความจริงมันเป็นการพิมพ์แบงก์เข้ามาสู่ในระบบเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลเคยบอกตอนทำ พ.ร.ก. โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูนั้น บอกว่าจะไม่พิมพ์แบงก์บ้าง ยืนยันกันมาหลายท่านครับ ตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านยืนยันตลอดว่าการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูนั้นจะไม่มีการพิมพ์แบงก์ ซึ่งก็จริงตอนนี้ ดูร่าง พ . .ร ก. ฉบับนั้นแล้วไม่มีการพิมพ์ แต่การพิมพ์แบงก์นั้น ณ เวลานี้มันมาปูดอยู่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ครับ บังคับให้แบงก์ชาติปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พิมพ์แบงก์ และมันเป็นการพิมพ์แบงก์ในปริมาณที่สูงครับ ขนาดเศรษฐกิจของเราก็ไม่ใช่ใหญ่มาก พิมพ์ออกมา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินเฟ้อก็ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะต้องเป็นหน้าที่ ของหลายต่อหลายหน่วยงานเข้าไปแบกรับภาระเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น

หน่วยงานแรกกระทรวงพาณิชย์ครับ ก็จะต้องไล่ดูสินค้ารายตัวอันไหนขึ้น ไม่ขึ้นต้องคอยควบคุม ต้องคอยดูแล แต่ผมคิดว่าจากผลงาน ๕ เดือนที่ผ่านมาในเรื่อง การควบคุมราคาสินค้านั้นสอบตกครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่างานนี้หวังพึ่งกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ ฟันธงเลยครับหน้าที่นี้จะไปอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย ลักษณะงานที่เขาทำก็คือ เขาก็จะต้องดูดเงินที่ปล่อยออกมานี่ละครับกลับเข้ามาสู่ธนาคารแห่งประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง และแน่นอนที่สุดการดูดเงินนี้มันมันมีต้นทุนครับ เพิ่งเช็กตัวเลขดูเมื่อวานครับ พันธบัตร แบงก์ชาติที่ออกมาลอตใหม่ดอกเบี้ยประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ลองนึกภาพเอานะครับ ปล่อยกู้ซอฟต์โลนหรือปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจได้ดอกเบี้ยกลับมา ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันจะต้องไปดูดเงินที่ปล่อยกู้กลับมาด้วยอัตราดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ งานนี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้สร้างผลขาดทุนให้กับแบงก์ชาติ ขาดทุนเท่าไรครับ ๓ เปอร์เซ็นต์ของ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะตกอยู่ที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี นี่ละครับเป็น พ.ร.ก. ที่บังคับให้แบงก์ชาติขาดทุน แล้วก็ขัดแย้งกับอีก พ.ร.ก. ฉบับหนึ่ง ซึ่งบังคับให้แบงก์ชาตินำกำไรของแบงก์ชาติมาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู วัตถุประสงค์หรือ ผลลัพธ์ที่ออกมาสลับด้านกันเลยครับ ฉบับหนึ่งบังคับให้แบงก์ชาติขาดทุน อีกฉบับหนึ่ง บังคับให้แบงก์ชาติมีกำไรเอาไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู ผลที่ได้ก็คือการชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูนั้น จะต้องยืดออกไปอีก แล้วก็อย่างที่ท่านกรณ์พูดก็มีเหตุผลครับ ทุกรัฐบาลพยายามจะสร้าง ความชัดเจนในการแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู ๑.๑ ล้านล้านบาทนี้มาตลอด แต่ปรากฏว่าพอมาถึง รัฐบาลนี้ความชัดเจนนั้นหายไปแล้ว กลับมาเป็นความคลุมเครือด้วยการออก พ.ร.ก. ๒ ฉบับคู่กัน ก็คือ พ.ร.ก. ให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ และ พ.ร.ก. ให้แบงก์ชาติรับภาระหนี้ กองทุนฟื้นฟูไปดูแล แบงก์ชาติไม่มีทางเลือกแน่นอนครับ เก็บค่าธรรมเนียม เก็บค่าส่วนต่าง เก็บจากแบงก์พาณิชย์มากขึ้นซึ่งตอนนี้ก็ตกลงกับกระทรวงการคลังยังไม่ได้ แต่ที่แน่นอนที่สุด ผลของมันก็จะไปตกอยู่กับพี่น้องประชาชนผู้ฝากและผู้กู้ แล้วก็พี่น้องประชาชนโดยทั่วไป นี่ละครับเป็นสิ่งที่ผมอยากจะติงไว้ ๒ เรื่อง สำหรับ พ.ร.ก. ฉบับนี้

เรื่องแรก ก็คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนดใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ต้องมีความจริงใจครับ แสดงความชัดเจนว่ารัฐบาลอยากจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ลดดอกเบี้ยลงมา ๓ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒ เปอร์เซ็นต์

อีกเรื่องหนึ่งเป็นความขัดแย้งกันเองทางผลลัพธ์ฉบับนี้บังคับให้แบงก์ชาติขาดทุน แต่อีกฉบับหนึ่งบังคับให้แบงก์ชาติเอากำไรมาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู และที่พรรคประชาธิปัตย์ของเราไม่ยื่นตีความ พ.ร.ก. การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของ แบงก์ชาตินั้นมีเหตุผลอยู่อย่างเดียวเลยครับ เพราะรัฐบาลบอกว่าจะทำในปีนี้ปีเดียว ก็ขอให้ ทำจริงครับ ท่านจะอ้างน้ำท่วมก็อ้างไป แต่อย่าทำอีก เพราะว่าทำอีกก็จะเป็นลักษณะของ เผด็จการทางด้านเศรษฐกิจครับ ขอบคุณครับท่านประธาน