สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนดฉบับใหม่ โดยระบุว่าไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา และไม่มีการแสดงรายละเอียดโครงการที่จะใช้เงินนั้น นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์แผนการชำระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยระบุว่าไม่รอบคอบ และมีเงิน 68,000 ล้านบาทที่เตรียมไว้สำหรับการชำระหนี้ในงบประมาณปี 2555 นอกจากนี้ยังโต้แย้งว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่รองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์นำเสนอนั้นไม่ถูกต้อง และอาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคต

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ จะพยายามพูดให้สั้น กระชับ เข้าประเด็น เพราะว่าอยู่ในเวลาที่ค่อนข้างจะง่วงแล้ว ท่านประธานครับ ในเรื่องที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ที่จะออกมาใช้เงินจำนวนมากโดยอ้างเหตุ น้ำท่วม ต้องเล่าให้ฟังว่าประเด็นของเรื่องมันคือว่าการออกกฎหมายในกรณีปกติที่จะ ออกใช้เงินจำนวนมากโดยอ้างเหตุน้ำท่วม ต้องเล่าให้ฟังว่าประเด็นของเรื่องมันคือว่า การออกกฎหมายในกรณีปกติที่จะออกมาใช้เงินหลวงจำนวนมากจะต้องมีการออกเป็น พระราชบัญญัติ นั่นก็คือผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ผ่านการพิจารณาของท่าน ส.ส. ส.ว. ออกไป แต่เนื่องจากรัฐบาลนั้นก็ใช้ทางลัด เพราะว่าเป็นข้อยกเว้นที่รัฐบาลนั้นมีอำนาจ ในการที่จะออกกฎหมายในอันดับพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ๔ ฉบับที่ได้พูดถึงตรงนี้ ในการออกใช้เงิน แต่ข้อยกเว้นนี้เขามีประเด็นว่าจะต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนและมิอาจ หลีกเลี่ยงได้เท่านั้น ก็คือเป็นกรณีข้อยกเว้นที่รัฐบาลสามารถออกกฎหมายใช้ได้เอง ท่านประธานครับ พอมาสู่ปัญหาตรงนี้ พอมองผ่านไปที่ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ผมก็ต้องเรียนว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมร่างส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญใน ๒ ฉบับนั้น ก็ต้องอดชี้แจงไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้น แล้วผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมกำลังจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายรัฐบาลแล้วก็ ประชาชนทั่วไปด้วย เรื่องกฎหมาย พ.ร.ก. กู้น้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กฎหมายฉบับนี้ ใครไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ดูเหมือนจะโดนสังคมว่าได้ว่าเป็นการเตะถ่วง แต่ก็เรียนย้ำกับ พี่น้องประชาชนผ่านท่านประธานอีกครั้งครับ วันนี้พระราชกำหนดในการกู้เงินช่วยเหลือ น้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้ารัฐบาลจะดำเนินการก็ดำเนินการได้ ไม่ได้มีการทำให้ล่าช้าแต่ประการใด แต่ปัญหาของมันเล่าให้ฟังว่าในคณะทำงานที่เราคุยกัน ในพรรคประชาธิปัตย์ลังเลกันอยู่นานว่าพระราชกำหนดตัว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจะยื่นส่ง ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือเปล่า แล้วเราก็ทอดเวลาให้กับรัฐบาลท่านในการส่งดูสิว่า รายละเอียดภายในโครงการเป็นอย่างไร สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกพระราชกำหนดเงินกู้ เหมือนกัน ทำเหมือนกันโดยรัฐบาล เรากู้ไป ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กติกาของพวกเราก็คือว่า โครงการใดที่เริ่มทำเลยในปีที่พระราชกำหนดออกเราจะมาใส่ในอันนี้ แต่ถ้าอันไหนที่ไปทำ ปีถัดไป ปีต่อไป เราจะไปใช้กลไกปกติก็คือกฎหมายงบประมาณซึ่งมีประจำปีอยู่แล้วให้สภา ได้ตรวจสอบกัน เพราะว่าไม่เร่งด่วน ผมก็ทอดเวลามา ๒ อาทิตย์ อาทิตย์ก็แล้ว ๒ อาทิตย์ ก็แล้ว ท่านไม่นำโครงการมาเสนอต่อพี่น้องประชาชน วันนี้เลือกอภิปรายในตอนกลางคืนและอาจจะเป็นคนท้าย ๆ ของวันนี้ด้วยครับ ก็ตอบได้เลยว่า เสียใจครับ ผมยังไม่เห็นโครงการใด ๆ ของท่านเลย แล้วนี่เป็นสิ่งที่ผิดปกติ ท่านประธานเคย นั่งเป็นกรรมาธิการตรวจสอบงบประมาณครับ ท่านก็ทราบครับว่ารายละเอียดไม่มีเลยครับ แล้วท่านกระดาษ ๓ แผ่นจริง ๆ ในการขอเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วแบบนี้จะไม่ให้ยื่น ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้อย่างไร ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเหตุเป็นผลครับ ถามว่าแล้วประเด็นนี้ มันจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออก พ.ร.ก. หรือเปล่า คำตอบก็ไม่ใช่อีกครับ น้ำท่วมเกิดก่อนที่รัฐบาลนี้ สภาแห่งนี้จะผ่านงบประมาณประจำปี ๒๕๕๕ เขามีเวลาในการ แปรญัตติ ตัดงบประมาณแล้วแปรญัตติเพิ่มกลับเข้าไปท่านก็ไม่ใส่โครงการเรื่องน้ำท่วม ลงไปครับ แล้วจากนี้ท่านจะออกงบประมาณปี ๒๕๕๕ เพิ่มเติม ท่านยังมีวงเงินออกได้อีกตั้ง ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ สามารถจะขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมได้ท่านก็ไม่ทำครับ เพราะนั่นต้องผ่านการตรวจสอบของสภานี้ครับ นี่คือเป็นเหตุที่พวกผมไว้วางใจไม่ได้แล้วต้อง ทำตามหน้าที่ในการส่งศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบเพราะท่านไม่มีรายละเอียดโครงการ จนกระทั่งเที่ยงคืนวันนี้ครับ พูดอย่างนี้หลายคนที่นี่เป็นนักการเมืองต้องเข้าใจครับ ไม่มีหรอกครับ สมัยพรรคประชาธิปัตย์เรา พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเราก็แสดงให้ท่านดู เราก็กระดาษ ๓ แผ่นเหมือนท่านละครับ แต่ว่าวันที่เราชี้แจงวันนี้ครับเราเอามาให้ดูว่าโครงการอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ชี้แจงชัดเจนนะครับ กฎหมาย ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านเดินต่อไปได้ แต่ถ้าเกิดว่าศาลรัฐธรรมนูญตีความออกมาท่านต้องรับผิดชอบทางการเมืองนะครับ

ประการต่อมาครับ พ.ร.ก. โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท สมัยการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ วิกฤติต้มยำกุ้ง ขณะนั้น มีการเปิดให้นำเงินเข้าออกได้เสรี เปิดบีไอบีเอฟ (BIBF) เงินระยะสั้น แต่ปรากฏว่านำเอามา ปล่อยกู้เป็นเงินระยะยาว ซึ่งเขาเรียกว่าการแมทชิ่ง (Matching) ของฟันด์ (Fund) คือการนำเอา เงินมาแมช (Match) กันนี่มันผิดพลาด อาจจะผิดพลาดทั้งรัฐบาลในขณะนั้น ผิดพลาด ทั้งธนาคารเองรวมไปถึงผู้ประกอบการหลายเรื่องครับ แต่เอาสุดท้ายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินเป็นหนี้อยู่ ๑.๔ ล้านล้านบาท วันนี้เหลืออยู่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ท่านประธานครับ ท่านออกพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและแยบยล แต่มันไม่รอบคอบครับ พูดกันแบบตรงไปตรงมาครับ ถ้าจะให้ผมขึ้นชาร์ทแสดงให้ท่านดูว่า บัญชีธนาคารแห่งประเทศไทยมีกี่บัญชีผมก็ทำได้ครับและเตรียมเอกสารมาแล้ว แต่เกรงว่า เที่ยงคืนกว่าเราจะง่วงกันหมดครับ ผมเข้าประเด็นแบบชัด ๆ ง่าย ๆ ให้ฟังในประเด็นนี้ครับ ท่านครับ ท่านจะออก พ.ร.ก. ต้องใช้ความจำเป็นเร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมจะบอกท่าน ว่าหนี้ที่เกิดจากวิกฤติปี ๒๕๔๐ ท่านไม่จำเป็นเร่งด่วนต้องทำเลยครับ มันไม่รอบคอบ เพราะมันมีปัญหาครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าปัญหามันคืออะไร แต่ต้องเล่าว่ามันไม่เร่งด่วน อย่างไรก่อนครับ เพราะว่าถ้าเกิดว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านได้ดูท่านจะได้ทราบครับ ท่านประธานครับ หนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน งบประมาณปี ๒๕๕๕ เราตั้งเงินจ่ายเอาไว้แล้ว ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทครับ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทนั้นตั้งรอไว้แล้วนะครับ ในงบปี ๒๕๕๕ คือปีนี้ พร้อมที่จะจ่ายเงินหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงินได้ ไม่มีปัญหาครับ

ประการที่ ๒ ตั๋วเงินพันธบัตรรัฐบาล ที่รัฐบาลเป็นหนี้นะครับ หนี้กองทุนฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ก็คือรัฐบาลต้องออกพันธบัตรไปครับ เอาเงินมาแล้วก็เอา เงินไปจ่ายเขาครับ รัฐบาลออกพันธบัตรเท่ากับรัฐบาลเป็นหนี้อยู่ครับ ต่อให้วันนี้ ครม. ของท่านยิ่งลักษณ์เอาเงินมากองไว้ครับ ก็คืนหนี้ไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะตั๋วเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะครบกำหนดในเดือนกันยายนปี ๒๕๕๕ ครับ ต่อให้ท่านเอาเงินมา ตั้งไว้วันนี้ออก พ.ร.ก. เร่งด่วนท่านก็จ่ายไม่ได้อยู่ดีครับ นี่ละครับมันไม่จำเป็นเร่งด่วนครับ แล้วนี่ประเด็นสำคัญที่จะทำให้ท่านพ่ายแพ้ในศาลรัฐธรรมนูญครับ

ประการต่อมาครับ เรื่องนี้น่าตกใจครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกิตติรัตน์ นำเสนอในคณะรัฐมนตรี เรื่องของกรอบ ความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญผิดในสาระสำคัญ ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้งครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ กรอบความยั่งยืนทางการคลังเขาบอกอย่างนี้ครับ เงินต้นบวกดอกเบี้ย ที่จะต้องชำระคืนในแต่ละปีห้ามเกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีครับ ย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ หมายความว่าการตั้งงบประมาณประจำปี ๒๕๕๕ ท่านจะตั้งเงินจ่ายต้น จ่ายดอกเกิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ครับ เขาเรียกว่าผิดกรอบวินัยทางการคลัง ปรากฏว่าท่านกิตติรัตน์ ไปชี้แจงในคณะรัฐมนตรีของท่านละครับว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนเพราะในขณะนี้อัตราส่วน ดังกล่าวนั้นอยู่ที่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ครับ ฟังแบบนี้ท่าน ครม. ก็ตกใจสิครับ ๑๒ กับ ๑๕ มันห่าง กันแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่มันโอละพ่อก็คือว่าข้อมูลของท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ผิดครับ ปัจจุบันอัตราดังกล่าวอยู่แค่ ๙.๓๓ เท่านั้น สำนักบริหารหนี้สาธารณะที่ทำหน้าที่ในการตั้งเงิน ที่จะต้องจ่ายเงินหนี้นี่นะครับ เขาตั้ง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ทุกปีครับ แต่สำนักงบประมาณก็ตัด ทุกปีครับ ปีนี้ ๙.๓๓ ครับ ท่านกำลังเข้าใจผิดและท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์กำลัง เข้าใจผิดในตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญ ให้ ครม. ชุดนี้ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ สำคัญผิดว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นนี้สำคัญนะครับ แล้วจะเป็น ประเด็นใหญ่ของท่านที่ท่านต้องชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ไม่ใช่ผมพูดอยู่คนเดียวนะครับ คนหนึ่งที่เห็นแล้วก็ออกตัวเรื่องนี้คือท่านอดีตรัฐมนตรีธีระชัย ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีของท่านเอง ท่านเพิ่งทราบก่อนออกจากตำแหน่งเพียงแค่ ๑ วัน ซึ่งผมก็ตกใจนะครับว่าท่านไม่ได้มีโอกาส ได้ชี้แจงในที่นี้ เรื่องนี้น่ากลัวครับ ท่านประธานครับ เรื่องมันไม่จบแค่นั้นละครับ ท่านอ้าง ในเหตุอีกว่าท่านจะประหยัดงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ในปี ๒๕๕๕ ที่ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือที่เราตั้งกันไปแล้ว ผ่านในสภาไปแล้วครับ ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟู ตั้งไว้ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าถ้าวันนี้กฎหมายท่านเดินไปได้แล้ว ท่านเรียกเงินเก็บจาก สถาบันการเงินได้แล้ว ท่านคิดว่าเงิน ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทมันโยกเอาไปช่วยน้ำท่วมได้หรือครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นประธานตรวจสอบงบประมาณ ผมถามท่านสิครับ สำนักบริหารหนี้สาธารณะตั้งงบในการจ่ายดอกเบี้ยเอาไว้ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทเรียบร้อยแล้วครับ จะโยกไปช่วยน้ำท่วมได้หรือครับ ไม่ได้ครับ พวกเรานั่งกันอยู่ที่นี่ทุกคน ทุกคน ทุกคนรู้หมดครับ แล้วท่านจะโกหกไปทำไมล่ะครับ วันนี้ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทท่านประหยัดไปได้แต่ท่านโยก ไปช่วยน้ำท่วมได้หรือเปล่าครับ ขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง ไม่ได้ครับ ผิดกฎหมายครับ นั่นอีกละครับ เหตุที่ท่านอ้างใน ครม. ของท่านก็ผิดอีกครับ นี่ท่านต้องตอบศาลรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้อธิบายไปแล้วความจำเป็นเร่งด่วนไม่มี เหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีครับ แต่ท่านก็ตัดสินใจที่จะออก พ.ร.ก. ไปโดยไม่รอบคอบ แล้วเหตุแห่งความไม่รอบคอบ ของท่านมันเกิดอะไรขึ้นท่านทราบไหมครับ วันนี้ท่านกำลังจะพูดง่าย ๆ ครับว่ากฎหมายฉบับนี้ คือกฎหมายที่บังคับแบงก์พาณิชย์ให้จ่ายเงินไปชดเชยหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ปัจจุบันธนาคาร พาณิชย์โดนเก็บค่าต๋งอยู่นะครับ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไปจ่ายให้กับสถาบันประกัน เงินฝาก หมายถึงว่าบัญชีสถาบันประกันเงินฝากของทุกคนในประเทศไทยในขณะนี้ ถูกคุ้มครองอยู่ไม่เกินต่อบัญชี ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บอยู่ ๐.๔ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารต้องจ่ายเงิน ๐.๔ ของยอดเงิน ฝากเป็นค่าธรรมเนียมครับ แต่กฎหมายฉบับนี้ท่านบอกว่าให้สามารถเรียกเงินในส่วนนี้ได้เพิ่ม เพื่อไปจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟู แปลว่าธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายเงินชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูให้กับท่าน ไม่เถียงในหลักการ ดี ปัญหาคือท่านไม่รอบคอบเพราะไม่มีข้อความใดในพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่ท่านพรวดพราดออกไป ห้ามผลักภาระนี้ไปยังพี่น้องประชาชน ท่านครับ ดอกเบี้ยในประเทศไทย กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นดอกเบี้ยนโยบายครับ ประกาศไป ๒ ครั้งครับ ลดดอกเบี้ย ปรากฏว่าแบงก์พาณิชย์ไม่มีแบงก์ไหนขานรับเลยครับ ยกเว้นแบงก์กรุงไทยที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ครับ ทำไมละครับ ทำไมครับ เพราะแบงก์พาณิชย์ กำลังผลักภาระไปให้กับลูกค้าครับ ในขณะที่เขาดอกเบี้ยเงินกู้ต้องลด ไม่ลดครับ ดอกเบี้ย เงินฝากไม่เพิ่มครับ เพราะเขามีต้นทุนเพิ่มมากขึ้นจากการที่ท่านผลักภาระไปให้เขา และที่สำคัญ ท่านไม่รอบคอบครับ ถ้าถามว่าวันนี้ท่านเอากลับเข้ามาที่สภา แล้วผมมีโอกาสทำให้กฎหมาย ฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติ สิ่งที่ผมจะทำครับ เสนอเลยครับ รัฐบาลนี้กำลังจะลดภาษี นิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านมีส่วนต่างอยู่ ๗ เปอร์เซ็นต์ครับ ถ้าท่านเอา ๗ เปอร์เซ็นต์ที่ท่านจะลดให้กับแบงก์พาณิชย์มาผูกว่าไปโยงครับว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ฉันจะลดให้เธอนี่จะต้องไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟู จบเลยครับ ภาระนี้จะไม่ถูกผลักไปยัง ผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงินครับ แต่ท่านพรวดพราดออกไปโดยใช้พระราชกำหนดโดยไม่ให้พวกผมในฐานะ เป็น ส.ส. ได้ตรวจกันอย่างไรครับ นี่ครับ ผมก็มาถึงที่บอกว่า