กิตติรัตน์ อธิบายผลกระทบเศรษฐกิจอุทกภัย ระบุจีดีพีลด-เสนอพรก.กู้เงิน 350,000

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

กิตติรัตน์ ณ ระนอง ระบุผลกระทบทางเศรษฐกิจจากอุทกภัยปี ๒๕๕๔ ที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อภาคเกษตรกรรม การส่งออก และอุตสาหกรรม ส่งผลให้จีดีพีลดลงและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตราพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติเพื่อฟื้นฟูธุรกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน โดยอธิบายมาตรการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตน้ำท่วมโดยเสนอพระราชกำหนดงบประมาณ 350,000 ล้านบาท สำหรับโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงกองทุนประกันภัย 50,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันภัยพิบัติซ้ำ พร้อมทั้งชี้แจงข้อจำกัดในการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณตามกฎหมาย และอธิบายความจำเป็นเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าวเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ โดยยืนยันความพร้อมของรัฐบาลในการชำระคืนทั้งดอกเบี้ยและต้นเงินกู้ต่อประชาคมโลก

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนเสนอ พระราชกำหนด ๒ ฉบับ อันได้แก่พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ และพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย จากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ ต่อท่านประธานและสภาผู้แทนราษฎร ด้วยความจำเป็นที่จะต้องมี การอ้างถึงมติของการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ได้เห็นชอบให้มี การตราพระราชกำหนดขึ้น ๔ ฉบับพร้อมกัน ได้แก่พระราชกำหนด ๒ ฉบับดังกล่าวที่ผม กำลังจะเรียนเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และพระราชกำหนดการให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ รวมทั้งพระราชกำหนด ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๒๕๕๕ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน พระมหากรุณาธิคุณทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับดังกล่าวเพื่อ ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายและภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘๔ ซึ่งได้กำหนดให้ในกรณีเพื่อประโยชน์อันที่จะรักษา ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มี ความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรี เสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ในการนี้รัฐบาลจึงขอเรียนเสนอ ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการออกของพระราชกำหนดเพียง ๒ ฉบับ เนื่องจาก อีก ๒ ฉบับกำลังอยู่ในกระบวนการตีความ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การวินิจฉัยของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ในการนี้ผมจึงขออ้างถึงภาวะวิกฤติอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ซึ่งได้เกิดวิกฤติ อุทกภัยอย่างร้ายแรงในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และสังคมอย่างรุนแรง ทั้งนี้ธนาคารโลกได้ประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจจากภาวะ อุทกภัยในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน ๖.๓ แสนล้านบาท และความเสียหายต่อรายได้ ๗.๙ แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติ ที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายสูงที่สุดเป็นลำดับที่ ๕ ที่เคยเกิดขึ้นในโลกนับจากปี ๒๕๔๘ ความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ได้กระจายตัวไปในทุกภาคส่วนของประเทศไทยซึ่งเห็นได้ ชัดเจนคือภาคอุตสาหกรรมโดยมีนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัด ปทุมธานีได้รับความเสียหายถึง ๗ แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบและอุตสาหกรรม ที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและ เครื่องดื่ม ยาและผลิตภัณฑ์จากพลาสติก ซึ่งประมาณว่ามูลค่าความเสียหายสูงถึง ๒๓๗,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนี้ความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นกับโรงงานที่อยู่นอกเขตนิคม อุตสาหกรรมดังกล่าวกระจายตัวอยู่ใน ๘ จังหวัด ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงที่ใกล้เคียงกันกับโรงงาน ที่อยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรม ดังนั้นเมื่อรวมความเสียหายทั้งโรงงานที่อยู่ภายในและนอก นิคมอุตสาหกรรมและคิดเป็นมูลค่ารวมกันทั้งสิ้นกว่า ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากความ เสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินซึ่งได้แก่ อาคาร สถานที่ เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และสินค้าที่รอการจำหน่ายแล้ว ยังเกิดความเสียหายต่อรายได้ทั้งในขณะที่เกิดอุทกภัยและ รายได้ในอนาคตจากการที่โรงงานไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ ซึ่งประมาณว่ามูลค่าการผลิต ของโรงงานที่ได้รับความเสียหายเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมจะต้องลดลงเป็นมูลค่ากว่า ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรงงานที่ได้รับความเสียหายจาก อุทกภัยเท่านั้นครับ แต่ยังได้ส่งผลต่อเนื่องไปเป็นวงกว้างเนื่องจากโรงงานที่ได้รับความ เสียหายส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ผลิตชิ้นส่วน ผลิตวัตถุดิบต้นน้ำป้อนให้กับโรงงาน อุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตของ อุตสาหกรรมทำให้เกิดการขาดแคลนชิ้นส่วนและวัตถุดิบในกระบวนการผลิต รวมทั้งส่งผล ต่อการจ้างแรงงานของผู้ที่อยู่ในกระบวนห่วงโซ่อุปทานการผลิตดังกล่าวนะครับ การผลิตมี การหยุดชะงัก มีการชะลอตัว ทั้งนี้ประมาณว่ามีแรงงานที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้จำนวน รวมกันประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน

สำหรับความเสียหายในภาคเกษตรกรรมนั้น ได้มีพื้นที่เพาะปลูกที่มีความ เสียหายสูงถึง ๑๑ ล้านไร่ และผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวนมากกว่า ๑.๔ ล้านคน ส่งผลให้ เกิดการสูญเสียรายได้ถึง ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งในด้านคุณภาพ ชีวิตและการมีรายได้ของพี่น้องประชาชน รวมทั้งความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคการพาณิชย์ และภาคเกษตรกรรม ส่งผลทางเศรษฐกิจต่อภาคการส่งออก ซึ่งมี ความสำคัญเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ ๗๐ ของรายได้ของประเทศ ปรากฏผลเป็นการเติบโต ของการส่งออกที่ต้องลดต่ำลงกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ จากแต่เดิมซึ่งประเทศเคย คาดหวังว่าจะสามารถขยายตัวการส่งออกได้สูงเกือบร้อยละ ๒๕ จากรายงานล่าสุดเรา จำเป็นจะต้องยอมรับการขยายตัวของการส่งออกในระดับเพียงร้อยละ ๑๗ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความมีเสถียรภาพของภาคการค้าส่งและการค้าปลีก ทั้งจากปัญหา อุปทานของสินค้าที่เกิดจากอุปสรรคทางด้านการผลิตและจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มี ความจำเป็นจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูบูรณะกิจการและบ้านเรือนของตนเองที่ได้รับ ความเสียหาย ซึ่งถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนขาดความมั่นคงทางด้านการจ้างงาน การสร้าง รายได้จนขาดความเชื่อมั่นในการบริโภคอาจเกิดความเสียหายในภาคการผลิต การค้าส่งและ การค้าปลีกต่อเนื่องเป็นมูลค่าสูงอีกถึง ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ภาวะอุทกภัยได้ก่อให้เกิดความ เสียหายต่อบ้านเรือนของประชาชนเป็นวงกว้างครอบคลุมพื้นที่ ๕๓ จังหวัด ซึ่งรวมถึง กรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วย คิดเป็นความเสียหายรวมทั้งสิ้น ๒.๖ ล้านครัวเรือน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเงินได้อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาแก้ไขในเบื้องต้นและกำลังเร่งดำเนินการ อย่างสุดความสามารถ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวข้างต้นได้มีการประมาณการว่าจะทำให้ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ลดลง ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่า เศรษฐกิจในปี ๒๕๕๔ จะสามารถขยายตัวได้เพียงร้อยละ ๑.๕ จากแต่เดิมซึ่งเคยประมาณ การไว้เกือบร้อยละ ๔ นอกจากความเสียหายในการผลิตที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ยังส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยประสบ ปัญหาด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการรับประกันวินาศภัยที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยต่อในต่างประเทศได้มีการชะลอการรับประกันภัยต่อ จากบริษัทประกันภัยในประเทศไทย หรือมีการเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น มากซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาด เนื่องจากการประกันวินาศภัย เป็นเงื่อนไขในการขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินจึงทำให้ภาคธุรกิจทุกขนาดตกอยู่ในความ เสี่ยงที่อาจไม่สามารถดำเนินธุรกิจอันเป็นปกติต่อไปได้ ดังนั้นเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถ ดำเนินธุรกิจต่อไปโดยไม่หยุดชะงักรัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งจัดตั้งกลไกเพื่อให้ ความช่วยเหลือด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยสนับสนุนให้เกิดการรับ ประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน โดยการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ทำหน้าที่ในการรับประกันภัย ทำประกันภัยต่อ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นเพื่อให้ภาคธุรกิจประกันภัยสามารถ ดำเนินกิจการประกันภัยได้เป็นปกติ มิฉะนั้นอาจเกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ด้วยปัญหา ดังกล่าวข้างต้นจึงจำเป็นและมีความฉุกเฉินรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อให้ธุรกิจทั่วไป สามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องไปได้ รัฐบาลจึงเห็นสมควรให้มีการตราพระราชกำหนด กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการความเสี่ยง จากภัยพิบัติซึ่งให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินในวงเงินไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปดำเนินการในวัตถุประสงค์ที่กระผมได้กราบเรียนมาแล้วข้างต้น นอกจากการดำเนินการ ที่มีความจำเป็นรีบด่วนด้านประกันภัยให้แก่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการผลิตได้อย่าง ต่อเนื่องนั้น ความเสียหายจากวิกฤติอุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ยังส่งผลกระทบในวงกว้างและมี ความรุนแรงจนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนที่จะใช้ ในการฟื้นฟูกิจการ และการฟื้นฟูสภาพบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะกลุ่ม ประชาชนและผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งมีความจำเป็นต้องได้รับ ความช่วยเหลือทางการเงินเป็นกรณีพิเศษ สมควรให้มีการพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้าน การเงินแก่ กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นการเฉพาะ เนื่องจากเงื่อนไขปกติของการกู้เงินจากระบบธนาคาร พาณิชย์หรือสถาบันการเงินยังคงมีความจำกัดในความเพียงพอของวงเงินสินเชื่อรวมที่ได้จัด ไว้รองรับสินเชื่อภาคประชาชนและผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในขณะที่ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดโดยกลไกตลาดก็อยู่ในระดับที่ไม่ผ่อนปรนนักต่อภาวะความจำเป็น ภายหลังปัญหาอุทกภัย ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นเป็นความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ประชาชนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมเป็นการเฉพาะ โดยการออกพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจในการ พิจารณาให้กู้ยืมแก่สถาบันการเงินเป็นการเฉพาะคราว เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปให้กู้ยืม แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในกลุ่มที่เป็นประชาชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินร่วมกัน สนับสนุนเงินกู้ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะสมทบเงิน ร้อยละ ๗๐ ของการให้สินเชื่อ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินเพียงอัตราร้อยละ ๐.๐๑ ต่อปี และกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินสมทบร้อยละ ๓๐ โดยให้คิด อัตราดอกเบี้ยจากประชาชนหรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไม่เกินร้อยละ ๓ ต่อปี เพื่อให้ประชาชนสามารถนำเงินไปซ่อมแซมบ้านเรือนและฟื้นฟูกิจการที่ได้รับความเสียหาย ให้กลับมาสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้เป็นปกติดังเดิม ทั้งนี้วงเงินความ ช่วยเหลือได้กำหนดไว้ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยให้สถาบันการเงินยื่นคำขอกู้จาก ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ภายหลังพระราชกำหนดผ่านกระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย แล้ว และให้ดำเนินการด้านการกู้ยืมให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ และสถาบันการเงินต้องส่งคืนเงินกู้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยภายในระยะเวลา ๕ ปีนับแต่ ได้รับเงินกู้

ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากการสนับสนุนทางการเงินและการส่งเสริม การประกันภัยพิบัติแก่ภาคธุรกิจแล้ว รัฐบาลตระหนักดีว่าผลจากความเสียหายในครั้งนี้ ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมถดถอยและอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงต่อ ความเชื่อมั่นของสาธารณะ จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการฟื้นฟูประเทศทั้งในด้านของการแก้ไข เยียวยาความเสียหายและการป้องกันภัยพิบัติมิให้เกิดขึ้นซ้ำอีก และการสร้างความเชื่อมั่น ต่อประเทศ รัฐบาลจึงแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคต ประเทศซึ่งใช้อักษรย่อของคณะกรรมการว่า กยอ. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวาง ระบบบริหารจัดการน้ำ กยน. ซึ่งคณะกรรมการทั้ง ๒ คณะได้พิจารณาแนวทางในการแก้ไข ปัญหาวิกฤติความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้น โดยได้กำหนดให้มีการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานที่จำเป็นเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศซึ่งอยู่ใน พระราชกำหนดที่ยังไม่ได้สู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ แต่ใน พระราชกำหนดดังกล่าวได้กำหนดให้เตรียมวงเงินในการดำเนินการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อประกอบด้วยแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำที่ทำขึ้นครอบคลุมพื้นที่ ๘ ลุ่มน้ำในพื้นที่ ราบลุ่มเจ้าพระยา และได้ประมาณการว่ามีความจำเป็นจะต้องลงทุนตามแผนเพื่อพื้นที่ราบลุ่ม ๘ ลุ่มน้ำนี้เป็นจำนวนเงินรวม ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีแผนปฏิบัติการที่ ครอบคลุมลุ่มแม่น้ำอีก ๑๗ ลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ภายในวงเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และสำหรับในโครงสร้างพื้นฐานตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูอนาคตประเทศอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็นจำนวนวงเงินทั้งสิ้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการ ตามมาตรการดังกล่าวจะต้องมีความพร้อมในการดำเนินการอย่างรีบด่วน และมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถป้องกัน มิให้เกิดน้ำท่วมซ้ำขึ้นอีกได้ในอนาคต แต่ทั้งนี้เนื่องจากวงเงินที่ต้องใช้นับเป็นจำนวนเงินที่มี มูลค่าสูง ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่เตรียมตั้งกองทุนประกันภัยจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ได้มี การเสนอในพระราชกำหนดในวันนี้ จึงเป็นจำนวนเงินรวมกันทั้งสิ้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การใช้วงเงินลงทุนที่สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนและไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยวิธี งบประมาณประจำปีด้วยข้อจำกัด ๒ ประการนะครับ

ประการแรกคือ การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณนั้น ถูกจำกัด ด้วยกฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับแรกคือพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และ พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาล สามารถกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลได้เป็นจำนวนเงินไม่เกิน ๕๑๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ใน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๕ รัฐบาลได้กำหนดวงเงิน ขาดดุลงบประมาณไว้แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงเหลือวงเงินที่สามารถกู้เพื่อชดเชย การขาดดุลได้อีกเพียง ๑๑๓,๐๐๐ ล้านบาท

สำหรับข้อจำกัดประการที่ ๒ ได้แก่ ถ้าหากว่าจะรอเพื่อขอใช้วงเงิน งบประมาณในปี ๒๕๕๖ ก็จะทำให้ไม่สามารถยืนยันความมั่นใจต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ถึงความพร้อมทางการเงินและความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่จะดำเนินการลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานเพื่อมิให้เกิดภาวะอุทกภัยขึ้นซ้ำอีก การดำเนินการจึงมีความจำเป็นรีบด่วน ดังนั้นรัฐบาลจึงได้พิจารณาออกพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวาง ระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ ไปพร้อม ๆ กับพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ที่ได้เข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอำนาจในการกู้เงิน จำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติ ในอนาคตและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาคม นานาชาติได้โดยทันที โดยการกู้เงินดังกล่าวรัฐบาลทราบดีครับว่าเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ ให้แก่รัฐบาลถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและรัฐบาล มีเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องสามารถแสดงให้ประชาคมทางการเงินได้ทราบถึง ความพร้อมในการชำระดอกเบี้ยและต้นเงินกู้ ทั้งในส่วนที่เป็นหนี้เดิมและในส่วนที่เป็นหนี้ ใหม่ได้ โดยขณะนี้รัฐบาลของไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับ ๔.๔๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ ที่รัฐบาลกู้โดยตรง ๒.๐๔ ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อดูแลความเสียหายให้กับกองทุน ฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ในขณะที่มีหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ที่มิใช่สถาบันการเงิน ๑.๐๘ ล้านบาท และหนี้อื่น ๆ อีก ๑๘๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าหนี้ที่รัฐบาลกู้เพื่อดูแลความเสียหายให้กับกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเกิดขึ้นจากวิกฤติของระบบสถาบันการเงิน ตั้งแต่ครั้งปี ๒๕๔๐ ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินหนี้คงค้างอยู่ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท โดยเป็น หนี้สาธารณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความรับผิดชอบตามกฎหมายที่จะดูแลให้มี การชำระคืนเงินต้นตามเงื่อนไขของพระราชกำหนดในการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และจัดการเงินกู้ พ.ศ. ๒๕๔๑ และพ.ศ. ๒๕๔๕ โดยตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ได้สามารถชำระหนี้เงินต้นไปแล้วโดยธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นจำนวนเงินประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ ๑๐ ของวงเงินทั้งหมด อันนี้กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรึกษาหารือกันจนมีความเข้าใจร่วมกันแล้วว่าธนาคารแห่ง ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะดูแลบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงิน ให้มีภารกิจในการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของหนี้จำนวน ๑.๑๔ ล้านล้านบาทดังกล่าว โดยจะมีการดำเนินการให้เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ถือพันธบัตรและตั๋วสัญญาใช้เงินของกระทรวงการคลัง สามารถที่จะได้รับชำระดอกเบี้ยเงินต้นผ่านการดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนฟื้นฟู