อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการฟื้นฟูประเทศจากน้ำท่วม และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามแผนป้องกันและฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอแนะการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมจังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการปรับปรุงการออกกฎหมายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้โปร่งใสและชัดเจน และแสดงความกังวลเกี่ยวกับพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ที่มีการพิจารณาเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีครับว่าปัญหาการฟื้นฟูประเทศ การฟื้นฟูสังคม การฟื้นฟูชีวิตของพี่น้อง ประชาชนคนไทยทุกคนที่ประสบความทุกข์ ความเดือดร้อน ความสูญเสีย ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นหัวใจสำคัญหรือเป็นภารกิจสำคัญ ไม่ใช่ เฉพาะของรัฐบาล แต่ของคนไทยทั้งประเทศ ผมจึงอยากจะให้ความมั่นใจกับท่านประธาน ครับว่าจริง ๆ นับตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมในช่วงประมาณเดือนกันยายน เดือนตุลาคมที่ผ่านมา พวกเราซึ่งทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแม้ว่าจะอยู่ในซีกของฝ่ายค้านก็ได้เดินหน้า ทำงานตามบทบาท ตามหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ในการที่จะสนับสนุนให้บ้านเมืองของเรา ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้สามารถฟื้นฟูชีวิตของพี่น้องประชาชน แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจสังคมของ เราเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ ด้วยความมั่นคงว่าจะป้องกันเหตุในอนาคตได้ ผมเชื่อว่า สิ่งที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีเองก็คงจำได้วันที่ผมเดินทางไปที่ ศปภ. ก็ได้มีการยืนยัน เช่นนั้น แล้วก็ยืนยันว่าถึงทุกวันนี้เราก็ต้องการเห็นการเดินหน้าฟื้นฟูประเทศชาติบ้านเมือง แล้วก็เตรียมการสำหรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้วก็เร่งบรรเทาทุกข์หรือลดความ เสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต กระผมก็ไม่สบายใจครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกที่ให้สัมภาษณ์รวม ไปจนถึงแม้กระทั่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเมื่อเช้านี้ทำนองว่าปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของ พระราชกำหนด ซึ่งวันนี้มีการพิจารณา ๒ ฉบับ เพราะว่าอีก ๒ ฉบับนั้นมีการส่งความเห็นไป ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ มันเป็นเรื่องของการเมืองซึ่งจะไปกระทบกับการทำหน้าที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กระผมกราบเรียนมา ขอยืนยันว่าไม่ใช่ละครับ ที่จริงถ้าย้อนกลับไปใน สมัยที่ผมทำหน้าที่เป็นรัฐบาล และวันนั้นเศรษฐกิจมีปัญหาความมั่นคง คนกำลังตกงาน มากมายรัฐบาลได้จัดงบประมาณกลางปีจนเต็มเพดานของการกู้ยืมเงินแล้ว ก็ต้องตรา พระราชกำหนดขึ้นมา เพื่อนสมาชิกซึ่งปัจจุบันนั่งอยู่ในซีกของรัฐบาลเองก็ได้ทำหน้าที่ในการ ส่งความเห็นไปว่าการตราพระราชกำหนดนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ ก็วินิจฉัยว่าการตราพระราชกำหนดของรัฐบาลที่แล้วนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านกลับไป อ่านเหตุผลที่ท่านใช้ตอนส่งตีความในวันนั้นนะครับ วันนี้ท่านจะออกพระราชกำหนดไม่ได้ เลยแม้แต่ฉบับเดียว อย่าว่าแต่ ๒ ฉบับที่ฝ่ายค้านส่งไปตีความ เพราะเราต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงครับว่าเรามีความจำเป็นในการที่จะต้องฟื้นฟูประเทศจากน้ำท่วม แต่ไม่ได้ หมายความว่าจะสามารถหยิบยกเงื่อนไขของน้ำท่วมมาทำสิ่งที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือไปเปิดโอกาสให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการซึ่งอาจจะมีความไม่โปร่งใสในอนาคตได้ พวกกระผมก็มีหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ของประชาชน ซึ่งก็จะได้มี โอกาสกราบเรียนทั้งต่อศาลรัฐธรรมนูญ และถ้าหากว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ก็คงจะได้มีโอกาสในการมาอภิปรายในสภานี้เช่นเดียวกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนสบายใจนะครับ และรัฐบาลจะได้สบายใจด้วย ถ้าจะเล่นการเมืองจริง คงยื่นตีความไปทั้ง ๔ ฉบับแล้วครับ แต่ไม่ใช่ เราพอมองเห็น พออนุโลมว่า ๒ ฉบับที่เข้ามา ในวันนี้ มันเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้วก็มีความจำเป็นเร่งด่วนในระดับหนึ่ง แต่เราต้องไม่ลืมหลักว่าการตราพระราชกำหนดนั้นเป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญ ปกติการตรา กฎหมายซึ่งการจะต้องใช้จ่ายเงิน ที่ในที่สุดเป็นภาระของพี่น้องประชาชนนั้นมันเป็นหน้าที่ และเป็นอำนาจของฝ่ายสภา ต้องเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องปัดภัยพิบัติอย่างนี้ แล้วต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นฉุกเฉินมิอาจหลีกเลี่ยงได้ รัฐธรรมนูญจึงจะอนุญาตให้มีการตราออกมาในรูปของพระราชกำหนดขึ้น ผมกราบเรียนครับว่า พรรคฝ่ายค้านพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วเห็นว่าวันนี้ ๒ ฉบับนี้เร่งด่วน แล้วก็จะได้ให้ ความเห็นต่อไป แต่อีก ๒ ฉบับก็ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ เพราะว่าท่านรอง นายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวทำนองว่ามันเกี่ยวพันหรือมันผูกกันอยู่ว่าคงจะไม่ใช่ ผมยืนยันว่า การจัดการเรื่องของหนี้ของกองทุนฟื้นฟูขณะนี้ แม้ไม่มีการตราพระราชกำหนดขึ้นเลย รัฐบาลก็สามารถเดินหน้าในการที่จะฟื้นฟูแล้วก็เตรียมการในการป้องกันในเรื่องของน้ำท่วมได้ ผมยืนยันว่าจากคำสัมภาษณ์ของบุคคลในรัฐบาลเองรวมทั้งท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งพูดถึงแผนในการที่จะมีการลงทุนเพื่อป้องกันเรื่องของน้ำท่วม และแนวทางของการใช้ เงินนั้น ตัวเลขที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้กับสาธารณะ คือสิ้นปีปฏิทิน ๒๕๕๕ อย่างเก่งก็คือจะต้องใช้เงินประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นอกเหนือจากที่ได้กำหนดไว้ใน งบประมาณ ซึ่งมีเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะสามารถใช้จ่ายได้ สามารถที่จะดำเนินการ ในระบบงบประมาณก็ได้ โดยการทำงบประมาณกลางปี สามารถที่จะกู้เงินโดยออกเป็น พระราชบัญญัติก็ได้ เพราะความจำเป็นในการที่จะใช้เงินในขณะนี้ยังไม่เกิดขึ้นซึ่งผมจะได้ กราบเรียนต่อไป ดังนั้นผมยืนยันนะครับว่าทั้งหมดเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าใจ การดำเนินงานของฝ่ายค้าน ไม่ใช่เรื่องการเมืองครับ เรื่องความถูกต้อง เรื่องการปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปดำเนินการต่อไป ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญครับ การส่งตีความของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น รัฐธรรมนูญก็บัญญัติเอาไว้ชัดเจนครับว่าไม่ได้ทำให้การบังคับใช้กฎหมายจะต้องสะดุดลง แต่ประการใด จะเห็นได้ว่ามีการส่งตีความแล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก็ยังสามารถไปประชุมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ไปประชุมกับธนาคาร พาณิชย์ในเรื่องของการที่จะกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่จะเก็บเข้าเพื่อไปใช้หนี้ของ กองทุนพื้นฟูก็ได้ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้มีการหยิบเรื่องนี้มาให้เกิดความเข้าใจว่า เป็นเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องดำเนินการทุกสิ่งทุกอย่างนั้นด้วยความถูกต้อง ด้วยความรอบคอบรอบด้าน และที่สำคัญก็คือด้วยความโปร่งใส ถ้าจะหยุดเล่นการเมืองกัน ก็ดีครับ เพราะวันนี้สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน ฉุกเฉินจริง ๆ คือการเตรียมรับมือกับน้ำที่จะมาในปีนี้ คือปี ๒๕๕๕ แล้วก็การที่จะเร่งฟื้นฟูชีวิตของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาก น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา การเร่งรัดเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท กรณีที่อยู่อาศัย ๒,๒๒๒ บาทต่อไร่ กรณีของข้าว เงินส่วนต่าง และอื่น ๆ ซึ่งขณะนี้ยังล่าช้าอยู่ แล้วก็ต้องขออนุญาตถือโอกาสกราบเรียนท่านประธาน เพราะท่านนายกรัฐมนตรีพูดหลายครั้ง แล้วนะครับว่าที่ทำไปขณะนี้จะเร็วกว่ารัฐบาลที่แล้วเพราะไม่ต้องรอน้ำลด โดยข้อเท็จจริง ขณะนี้ท่านใช้เวลามากกว่าแล้วนะครับ แล้วก็รัฐบาลที่แล้วก็ไม่มีหลักในเรื่องของการรอหลัง น้ำลด ในเรื่องของเงิน ๕,๐๐๐ บาท การฟื้นฟูตรงนี้ต่างหากครับที่ต้องเร่งรัด ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับบรรดาโครงการ ซึ่งจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนซึ่งผมเองก็เคยกราบเรียนนำเสนอบัดนี้ก็อยู่ ในแผนที่ทาง กยน. ทำมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีระบบของการเชื่อมโยงการปฏิบัติการ ที่เกี่ยวข้องกับประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำทั้งหลาย ทำแบบจำลอง มีระบบการพยากรณ์ ข้อมูล รวมไปจนถึงการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นคันกั้นน้ำ หรือคลองชลประทาน คลองส่งน้ำทั้งหลายให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องเร่งด่วนยังไม่ได้ทำและสามารถทำได้ โดยใช้เงินงบประมาณที่รัฐบาลขอจากสภาไปแล้ว ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าผมรวม โครงการทั้งหมดรวมทั้งเงินเยียวยาด้วยไม่น่าจะเกิน ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ ครับคือความเร่งด่วนและผมก็กราบเรียนว่านับตั้งแต่เกิดน้ำท่วมพวกกระผมก็ไม่ได้นิ่งเฉย ได้มีการเดินสายพบปะกับประชาชน ภาคธุรกิจเอกชนต่างประเทศ เพื่อมีส่วนร่วมในการที่จะ หาทางที่จะแก้ปัญหาสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น กราบเรียนว่าที่พบปะมาทั้งหมดจะเป็น ต่างชาติ จะเป็นทูต จะเป็นนักธุรกิจ ปัญหาวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขามีข้อสงสัยเลยว่าประเทศไทย นั้นไม่มีเงิน หรือไม่สามารถกู้เงินได้ เพราะการบริหารจัดการในช่วงที่ผ่านมาได้ดูแลให้เรา สามารถรักษาระดับของหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมครับ ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ เหมือนกับประเทศในยุโรปบางประเทศ ไม่ได้อยู่ในภาวะซึ่งจะทำให้คนเกิดความสงสัยว่าเรา จะไม่สามารถที่จะหาเงินมาตรงนี้ได้ เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ ทางเครดิตของประเทศ ซึ่งเมื่อสถานการณ์หนี้สาธารณะหลังจากเราผ่านพ้นวิกฤติทาง การเงินมาเราควบคุมดูแลให้อยู่ในระดับที่ต่ำแล้วมีแนวโน้มลดลงได้ ก็มีการปรับอันดับให้เรา ดีขึ้น ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าอะไรเร่งด่วน อะไรจำเป็น เราสนับสนุนครับ วันนี้ ๒ ฉบับนี้ไม่ส่ง ตีความเพราะเราเห็นเป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ แล้วก็การที่จะพิจารณาในวันนี้ผมก็เชื่อว่า ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรี จะได้ฟังความคิดเห็นของสมาชิกก็จะเห็นว่าความ จริงแล้วการตรากฎหมายโดยการขาดการมีส่วนร่วมก็จะมีปัญหามีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะกระผมก็ต้องกราบเรียนว่านอกเหนือจากปัญหาว่าเป็น การตราพระราชกำหนดโดยสภาไม่สามารถแก้ไขได้เลย กระบวนการของการตราพระราช กำหนดที่ผ่านมามีลักษณะของการเป็นความลับมากครับ แม้แต่บุคคลซึ่งจะต้องปฏิบัติ จะต้องเกี่ยวข้อง เช่น ในเรื่องของการประกันภัยก็ไม่มีใครทราบตัวบทกฎหมายที่ออกมา จนกระทั่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือแม้กระทั่งจนกระทั่งถึงทุกวันนี้สำหรับ หลาย ๆ คนซึ่งไม่มีโอกาสไปค้นราชกิจจานุเบกษามาอ่าน เหมือนกับเรื่องหนี้กองทุนฟื้นฟูคน ในธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้ทราบรายละเอียด จนกระทั่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ความจริงเรื่องที่ตราขึ้นเป็นพระราชกำหนดทั้งหมดนี้ไม่ได้มีประเด็นในลักษณะที่จะต้องเป็น ความลับขนาดนั้น แล้วกระผมก็เสียดายว่าการที่เป็นความลับ การขาดการมีส่วนร่วม ก็ทำให้ เครื่องมือซึ่งรัฐบาลจะได้ใช้ในการแก้ปัญหาของประเทศมันอาจจะมีความบกพร่อง ตอบโจทย์ได้ไม่ตรงจุดนัก แล้วก็ทำให้มีปัญหาต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมาย ๒ ฉบับที่พิจารณาในวันนี้ทำไมฝ่ายค้านยอมรับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ผมเอาเรื่องของพระราช กำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พูดง่าย ๆ ก็คือที่จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือที่เรียกว่า ซอฟต์โลน (Soft loan) ได้ เราก็เห็นความจำเป็นตรงนี้เพราะเราทราบดีเหมือนกับที่ท่านรอง นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าเกิดความเสียหายอย่างมากกับภาคเอกชน แล้วมีเครื่องมือเครื่องไม้ อะไรที่จะช่วยเหลือภาคเอกชนได้ให้ฟื้นขึ้นมา โดยการได้รับเงินทุนในต้นทุนที่ต่ำหรือสินเชื่อ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เราก็สนับสนุนครับ แต่การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้นมา กระผมก็มีประเด็นข้อสังเกตอยู่ พอสมควรที่จะชี้ให้เห็นว่า ถ้าหากจะได้มีการดำเนินการเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม ได้แสดงความคิดเห็น กฎหมายที่ออกมาจะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่สมบูรณ์กว่านี้มาก ผมขอเริ่มต้นอย่างนี้นะครับว่า
เอาประเด็นแรก ซึ่งผมถือเป็นเรื่องใหญ่ การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่รัฐบาลได้ตราเป็นกฎหมายขึ้นมานี่ครับ ท่านประธาน ฟังแล้วอาจจะไม่ทราบนะครับ ไม่สามารถที่จะไปช่วยพี่น้องชาวใต้ได้เลย ทำไมครับ เพราะท่านไปเขียนในนิยามอุทกภัยว่าเป็นอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ แต่ภาคใต้ที่ เสียหายมากคือต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๕ ครับ นั่นหมายความว่าเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปล่อยเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนั้น ใครที่ได้รับความเสียหาย ในภาคใต้ จะเป็นจังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไล่ลงไปจนถึงจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาสนี่ กฎหมายท่านไม่อนุญาตให้ปล่อยสินเชื่อให้ครับ ผมหวังว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เจตนา แต่อาจจะเป็นเพราะว่ามองข้ามเรื่องแบบนี้ไป แต่เป็นตัวอย่างอย่างไรครับว่า ถ้าเปิดสาระเนื้อหาตรงนี้ให้พวกเราได้มีส่วนร่วม เราจะช่วยชี้ตั้งแต่แรกว่านิยามอย่างนี้ไม่ได้ และผมก็อยากจะขอคำยืนยันนะครับว่า ๑. ไม่ใช่เจตนา และ ๒. เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่าน แล้วท่านจะกรุณาเสนอกฎหมายแก้กฎหมายฉบับนี้นิยามเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่เสียหายจาก อุทกภัยเมื่อต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๕ ในภาคใต้สามารถที่จะเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เหมือนกับพี่น้องประชาชนในภาคอื่น นี่ตัวอย่างแรกครับ
ประการถัดมาที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ครั้งนี้ท่านก็พยายามที่จะไปนิยาม ผมเข้าใจนะครับว่าเพื่อความรัดกุม ท่านก็บอกว่าให้ได้ เฉพาะบุคคลธรรมดากับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งก็ดีเพราะบุคคลเหล่านี้ หรือกิจการเหล่านี้ก็สมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเองได้อ้างอิงถึงกิจการจำนวนมากที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ๗ แห่ง ผมเชื่อครับว่ากิจการที่เป็นอุตสาหกรรมในนิคม ๗ แห่งนั้น มีจำนวนไม่น้อยซึ่งเป็นกิจการ ที่ไม่เข้านิยามของกิจการขนาดกลาง ขนาดย่อม แต่สมควรได้รับความช่วยเหลือด้วย ถ้าท่าน บอกว่าถ้าเราไปช่วยขนาดใหญ่กว่านี้ด้วยเงินจะไม่พอ ท่านก็จำกัดวงเงินได้ครับว่าแต่ละราย จะได้เท่าไร แต่ผมคิดว่าวันนี้ความเดือดร้อนถ้าท่านไปสำรวจความเสียหายซึ่งพวกกระผมไป ทำกันนี่จะรายใหญ่ รายกลาง รายย่อม เชื่อมโยงกันมากนะครับ ถ้าเพียงแค่จุดหนึ่งจุดใดฟื้น แต่อีกจุดหนึ่งไม่ฟื้นธุรกิจก็เดินได้ยาก ก็กระทบกับเรื่องการจ้างงาน กระทบกับรายได้ของ ประชาชนการมีงานทำด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้อย่างไรครับ ลำพังเพียงแค่การไปขีด วงจำกัดก็ทำให้ความช่วยเหลือนั้นไม่ทั่วถึง ผมกราบเรียนต่อไปครับว่า ในส่วนของ การแก้ปัญหาตรงนี้ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ของการช่วยเหลือเพื่อที่จะให้อุตสาหกรรม หรือภาคการผลิตฟื้นฟูขึ้นมาได้ด้วย ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือเรื่องของกรณีที่มี ความคิดขณะนี้ที่ว่าจะต้องไปสร้างเขื่อน หรือกำแพงรอบนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ๗ แห่ง ซึ่งความจริงยังไม่สามารถตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เฉพาะเรื่องที่อาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมตรงนี้ ตอบโจทย์ไม่ได้หรอกครับ เพราะถึงสร้างเขื่อนวันนี้คำถามของนักลงทุน ของนักธุรกิจเขา ทราบดีว่าสร้างมาก็เพื่อปกป้องทรัพย์สินไม่ให้ได้รับความเสียหายเท่านั้น แต่ถ้าน้ำมาอย่าง ปีที่ผ่านมา ถ้าน้ำท่วมอย่างปีที่ผ่านมา ถึงเขามีเขื่อน มีกำแพงรอบนิคมอุตสาหกรรม กระบวนการการผลิตก็ชะงักงันและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการการผลิต ที่ชะงักงันนี้ ความจริงเป็นมูลค่าหลายเท่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินด้วยซ้ำ และที่สำคัญครับมันไม่ตอบโจทย์เพราะว่าคนที่จะต้องเข้าไปทำงานในโรงงานเหล่านั้น บ้านเขาอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม ผมถึงกราบเรียนว่าผมแปลกใจว่าแต่ละวันรัฐบาลให้ ความสำคัญกับเรื่องเงินกู้ที่จะไปเอามา เงินกู้ที่จะปล่อย แต่ตัวเนื้อหาสาระของการที่จะ ปกป้องชุมชนชีวิตของประชาชนและการป้องกันการระบายน้ำ แม้แต่คณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ใน กยน. บ้าง กยอ. บ้าง ก็ออกมาพูดว่ายังขาดรายละเอียดอีกมากที่จะทำ ให้เกิดความมั่นใจ กรณีของนิคมอุตสาหกรรมนี้นะครับ ปัญหามันจะไปไกลกว่ามีสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำหรือไม่ เพราะนิคมอุตสาหกรรมบางนิคมที่ขณะนี้เรื่องมันไม่คืบหน้าเพราะตัว นิคมเขาจะไม่มีรายได้เพิ่มเติมครับ แต่ให้เขากู้เงินไปสร้างเขื่อนเขาก็จะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เขาไม่ มีรายได้ที่จะมาส่งคืนให้ การมีตัวนี้จึงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา จึงมีการถกเถียงเจรจา กันมาตลอดนะครับว่าจะสามารถมีเงินช่วยเหลือให้เปล่าได้หรือไม่ ซึ่งถ้าจะทำก็อาจจะต้องมี การโอนที่ให้ท้องถิ่นหรือให้รัฐบาลให้หน่วยงานต่าง ๆ ประเด็นตรงนี้ต่างหากที่จะต้องเร่งไป หาข้อยุติเพื่อให้เกิดความมั่นใจของนักลงทุนที่เกี่ยวข้อง วันนี้ในบางนิคม บางโรงงานต้อง ตัดสินใจไปเองแล้วครับว่าถ้าอย่างนั้นสร้างเขื่อนหรือกำแพงป้องกันเฉพาะโรงงานตัวเอง ดีกว่าเพราะรอข้อยุติในเรื่องของนิคมไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ผมกราบเรียนว่าปัญหา อย่างนี้คือปัญหาการบริหารจัดการทั้งสิ้นที่จะต้องไปเร่งทำซึ่งตรงนี้ยังไม่ตอบโจทย์ ที่สำคัญการที่รัฐบาลตัดสินใจออกพระราชกำหนดใช้วิธีนี้ในการที่จะหาทางให้มีเงินทุนไปถึง บรรดาผู้ประกอบการ แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เป็นหนทางเดียวที่ทำได้ แล้วก็มีเครื่องหมาย คำถามด้วยว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดหรือไม่ ผมเชื่อว่าผมไม่ได้คิดเรื่องนี้โดยลำพังนะครับ เพราะว่ารัฐบาลนี้ก็ทำต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้วเหมือนกันนะครับว่าแนวคิดการให้สินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ สามารถทำผ่านธนาคารของรัฐบางแห่งได้ เช่น ธนาคารออมสิน ครม. ของท่าน อนุมัติโครงการไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้ธนาคารออมสินทำเรื่องนี้ครับ เรื่องคล้ายคลึงกันมาก แล้วก็สามารถปรับปรุงให้เหมือนกับที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ได้เลยครับ แต่จนถึงวันนี้ ผมมั่นใจนะครับว่าวงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทยังไม่หมดครับ และถ้าจะขยายจริง ๆ ก็ทำได้ แต่รัฐบาลก็ตัดสินใจว่าจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งตามกฎหมายของเขาไม่อนุญาตให้ ทำเรื่องนี้แล้วกลับมาทำเรื่องนี้ได้เป็นข้อยกเว้น ท่านประธานก็อาจจะสงสัยว่ามันต่างกัน อย่างไร มันต่างกันตรงนี้ครับ การช่วยเหลือทางการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เขาไปแก้ไข กฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ให้มีการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้น ทั่วโลกนะครับ ก็เพราะเขาไม่ต้องการให้มันกระทบกับเรื่องวินัยทางการเงิน การคลัง ถ้ารัฐบาลไม่ทำผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย ทำผ่านธนาคารออมสินหรือธนาคารอื่นของรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าต้องมีคนไปชดเชยเงินส่วนต่างดอกเบี้ย พูดง่าย ๆ ก็คือปล่อยกู้ออกไปใน อัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่ต้นทุนมันสูงกว่า ต้องมีคนไปชดเชยให้ การขาดทุนดอกเบี้ยตรงนี้ซึ่งตาม หลักการบริหารจัดการการเงิน การคลัง ในโลกปัจจุบันเขาบอกว่าควรจะให้รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้อย่างโปร่งใส ถือว่าเป็นบริการ สาธารณะ ทำให้มันโปร่งใสชัดเจนไปเลย และมันจะเป็นการจำกัดขอบเขตของความเสียหาย ที่อาจจะเกิดขึ้นที่ชัดเจนไปเลยเป็นธรรมสำหรับรัฐบาลและผู้เสียภาษีอากร ซึ่งก็เป็น ผู้แบกรับภาระ เช่น ถ้าท่านกำหนดว่าปล่อยดอกเบี้ยร้อยละ ๓ วงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็จะคำนวณได้เลยว่าขาดทุนดอกเบี้ยเท่าไร ก็เตรียมจัดงบประมาณไว้เช่นนั้น แต่พอไป ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำ ตรงนี้ถูกยกออกจากกระบวนการทางการคลัง แต่ความหมาย ก็คือต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าใช้ศัพท์แบบชาวบ้านก็บอกเหมือนกับพิมพ์แบงก์ นี่ครับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยอัดฉีด เข้ามาทั้งหมด ไม่มีการดูดกลับเข้าไปเลย ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ เงินเฟ้อคือภาษีสำหรับ ทุกคนนะครับ เพราะว่าเงินในกระเป๋าของทุกคนเวลาเกิดเงินเฟ้อก็คือมีค่าน้อยลง แต่ผมก็ มั่นใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเขาคงไม่อัดฉีดเงินเข้ามา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรอก เขาก็ต้อง หาวิธีการในการดูดสภาพคล่องกลับคืนเข้าไป เพียงแต่ว่าเวลาเขาปล่อยเงินออกมา กับดูดเงินกลับเข้าไป ดอกเบี้ยมันไม่เท่ากันครับ เขาปล่อยออกมาในอัตราถูกตามกฎหมาย แต่เวลาเขาจะดูดซับคืนเขาจะไปใช้วิธีการใดก็ตาม เขาต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง สรุปง่าย ๆ ก็คือ รัฐบาลตัดสินใจใช้วิธีนี้เพื่อไม่ต้องจัดงบประมาณชดเชยการขาดทุนดอกเบี้ย ให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยรับการขาดทุนดอกเบี้ยไปเอง ซึ่งมีผลกระทบตามมา ๒ ด้าน คือ
๑. ก็เท่ากับมีความจำเป็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเอาเงินเข้าสู่ระบบ ในส่วนที่เป็นส่วนต่าง กับ
๒. ที่จริงถ้ามีการขาดทุนหรืออะไรไปกระทบกระเทือนกำไรของธนาคาร แห่งประเทศไทย มันก็ไปกระทบความสามารถในการใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูซึ่งท่านกำลังยกไปให้ เขาด้วย แล้วขอบเขตความเสียหายการขาดทุนภาระตรงนี้ครับ พอใช้วิธีนี้ก็ไม่มีใครทราบนะครับ เพราะว่ามันจะต้องมีเรื่องของความรับผิดชอบว่าถ้าธนาคารไม่จ่ายคืนธนาคารแห่งประเทศไทย ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เป็นหนี้เสียหรืออะไรก็แล้วแต่ ความเสียหายจะไปจบลงตรงไหน
กระผมจึงกราบเรียนว่านี่เป็นตัวอย่างว่าถ้าการดำเนินการตรากฎหมายจะ เปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ผมเชื่อว่าจุดอ่อนเหล่านี้จะไม่เกิด ความจริงแม้แต่เป็นพระราชบัญญัติ ๑๒ มาตรา ผมว่าเราพิจารณากันในสภา ๒-๓ สัปดาห์ ก็เสร็จ แต่ว่าเอาละเมื่อเราเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนว่าอยากจะมีสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำไปถึงไม่ว่ากัน เราไม่ส่งตีความ แต่ข้อสังเกตเหล่านี้รัฐบาลต้องนำไปแก้ไขนะครับ ทำอย่างไรให้เกิดความโปร่งใส ความชัดเจนว่าภาระตรงนี้จะเกิดขึ้นกับใคร เป็นเงินเท่าไร ไปแก้จุดอ่อนเสียว่าพี่น้องชาวใต้ต้องมีโอกาสได้เงินตรงนี้ ว่าถ้าหากมีกิจการซึ่งไม่เข้าข่าย การเป็นกิจการขนาดกลาง ขนาดย่อม แต่เขาอาจจะมาเชื่อมโยงในห่วงโซ่การผลิต เขาจะมี โอกาสใช้ตรงนี้ได้ สิ่งเหล่านี้ครับ ผมอยากให้รัฐบาลได้รับไปเพื่อที่จะไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ ความจริงอยากจะกราบเรียนว่าในทางปฏิบัตินี่ พวกกระผมก็ติดตามสิ่งที่มีการดำเนินการกัน เป็นประจำอยู่แล้ว ทราบว่าโดยข้อเท็จจริงปัจจุบันสินเชื่อที่บรรดาผู้ประกอบการอยากได้นี่ ทางระบบธนาคารเขาก็ปล่อยไปแล้วละครับ แต่ว่าพอกฎหมายนี้ออกมาคงจะต้องไปเจรจา เปลี่ยนหนี้เพื่อลดดอกเท่านั้นเอง เรื่องนี้ความจริงออกมา ถ้าจะบอกก็คือว่าออกมาช้าไปนิดหนึ่ง ควรจะออกมาเร็วกว่านี้ในช่วงที่สามารถที่จะดำเนินการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ แล้วความจริง โครงการของธนาคารออมสิน มันติดขัดตรงไหน ท่านขยายวงเงิน ปรับเงื่อนไขได้อยู่แล้ว แทนที่จะไปสร้างความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นในเรื่องของบทบาทความเสี่ยง ความเสียหายของธนาคารกลางคือธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะสิ่งที่หลายคนกังวลก็คือ จริงนะครับ ครั้งนี้ท่านบอกทำครั้งเดียว ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มันก็เหมือนกับเป็น แบบอย่างไปแล้วว่าวันข้างหน้าอยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเล่นบทบาทนี้อีก ก็มาออก กฎหมายให้ทำได้อย่างนี้อีก ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ควรจะเกิดขึ้นถ้าสามารถที่จะใช้วิธีการอื่นได้ ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าถ้ารัฐบาลกรุณารับข้อสังเกตนะครับว่าการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย ต่ำถ้าไม่ต้องผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้ธนาคารออมสินหรือธนาคารของรัฐปรับปรุง ให้มันได้ตามเป้าหมายจะดีกว่าหรือไม่ เพื่อความโปร่งใสหรือวินัยทางการเงินการคลัง สำหรับอนาคต ซึ่งความจริงแล้วเป็นปัจจัยที่ทุกคนสนใจในแง่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนพระราชกำหนดฉบับที่ ๒ ที่มีการพิจารณา ในวันนี้คือการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ กราบเรียนนะครับว่าตรงนี้ เช่นเดียวกันเราไม่ได้ส่งตีความ เพราะเราเห็นเป็นความจำเป็นเร่งด่วน แล้วก็อยากจะกราบเรียน ว่าเรื่องนี้พวกเราในฝ่ายค้านแทบจะเป็นคนกลุ่มแรกเลยที่พูดว่าควรจะต้องเร่งทำ เพราะว่า ทันทีที่เกิดปัญหาอุทกภัยเราได้มีการพูดคุยกับทางภาคธุรกิจเอกชน เชิญมาหมดเลยครับ ทั้งภาคการผลิต และที่สำคัญก็คือได้เชิญสมาคมของผู้ประกอบการทางด้านการประกันภัย และผมเองมีโอกาสไปพบกับท่านดอกเตอร์วีรพงษ์ ไปพบกันก็เป็นเรื่องงานส่วนตัว ก็ยังได้ นำเสนอท่านว่าต้องเร่งทำเรื่องของกองทุนประกันภัย ถามว่าทำไม ตอนแรกคนห่วงกันมากว่า ปัญหาของประกันภัยจากน้ำท่วมที่ผ่านมา เป็นห่วงกันว่าประกันภัยจะจ่ายหรือเปล่า แต่พอเราเชิญ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยแล้วเราก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาก็คงสามารถที่จะจ่ายได้ แล้วก็ จะเร่งจ่ายด้วยเพื่อประโยชน์ทางการบัญชี เรื่องภาษีของบรรดาบริษัทประกันภัย แต่ทุกคน พูดเสียงเดียวกันครับว่าปัญหาเรื่องประกันภัยที่แท้จริงไม่ใช่การจ่ายสินไหมจากความเสียหาย ครั้งที่ผ่านมา แต่จะเป็นการเอาประกันภัยสำหรับอนาคตก็คือปีนี้ครับ เพราะมีสัญญาณว่า บริษัทซึ่งทำหน้าที่ในการรับประกันภัยต่อโดยเฉพาะในต่างประเทศเขายังไม่มั่นใจ เพราะว่าวันนี้ ถ้าเขามั่นใจก็ไม่ต้องมีกฎหมายฉบับนี้ ผมเข้าใจดีครับ ไม่ง่ายละครับ เวลาที่เกิดเหตุเหมือนกับ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจะประเทศไหนก็ตาม ตลาดประกันภัยจะปั่นป่วน เบี้ยประกันภัยจะมีราคา พุ่งสูงขึ้นมาก การเรียกความเชื่อมั่นไม่ง่ายละครับ ผมไม่โทษว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปประเทศอังกฤษหรือเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นพยายามที่จะให้เกิดความมั่นใจตรงนี้แล้ว แต่มันคงยังไม่พอ ต้องมีอะไรรองรับผมเข้าใจ ผมเสนอเรื่องนี้กับดอกเตอร์วีรพงษ์แล้วก็พูดถึง เรื่องของรูปแบบที่เขาใช้กัน ก็ยังได้ไปดูว่ามี ๒ ประเทศแน่ ๆ ที่ทำเรื่องแบบนี้ เช่น ประเทศญี่ปุ่น กับประเทศนิวซีแลนด์ แต่เป็นการประกันภัยต่อในเรื่องของแผ่นดินไหวซึ่งประเทศของเขา มีปัญหาในเรื่องของการที่จะให้บริษัทประกันทั้งหลายไปเอาประกันภัยต่อ เพราะเวลา เกิดความเสียหาย อย่างเช่น แผ่นดินไหวก็ไม่มีใครควบคุมได้แล้วก็เกิดความเสียหาย กว้างขวางมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็จะทำให้มีภาระเรื่องสินไหมเยอะมาก เพราะฉะนั้น โดยหลักการตรงนี้เราก็เห็นด้วยว่าจำเป็นจะต้องมี แต่ปัญหาก็มีอยู่ต่อไปว่าการประกันภัยพิบัติ ตามกองทุนฉบับนี้รูปแบบการทำงานของมันยังไม่มีความชัดเจน และผมพูดนี่ผมไม่ได้พูด ในฐานะคนนอก คือไม่ได้อยู่ในรัฐบาล ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒๗ คือหลังจากที่ กฎหมายนี้ออกมาแล้วจากคนที่ทำงานใน คปภ. คือคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องของประกันภัย ทั้งหมด เขายังยอมรับเลยครับว่าปรับ ครม. ไปแล้ว รูปแบบกองทุนก็จะเปลี่ยน ก็แสดงว่าตอนตรากฎหมายมีความไม่ชัดเจนละครับว่าตกลง กองทุนนี้จะทำงานแบบไหน เขียนไว้ก็เขียนไว้กว้างมากนะครับ ถ้าเป็นอย่างในต่างประเทศ เขาก็จะมีหน้าที่ในการรับประกันภัยต่อเป็นหลัก แต่ตรงนี้ไปตั้งแต่รับประกันภัย จนถึง รับประกันภัยต่อ และสามารถเอาเงินกองทุนนี้ไปช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทประกันภัย ได้ด้วย ถ้ามีความเสียหายจากการจ่ายสินไหมที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ ผมคิดว่าพวกเราทุกคน อยากจะรู้นะครับว่าหลักที่ต้องการจะใช้กองทุนนี้ จริง ๆ จะเป็นในรูปแบบไหน อย่างไร เพราะรายละเอียดตามกฎหมายฉบับนี้มีอย่างเดียวครับว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ คณะกรรมการจะประกาศกำหนด ก็ทราบว่ากรรมการนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีจะไปนั่งเป็น ประธาน แต่ประเด็นก็คือว่าเท่ากับกฎหมายให้อำนาจท่านมากนะครับว่าจะเลือกใช้วิธีไหน ในการแก้ปัญหานี้ แล้วก็สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตก็คือเรื่องของปัญหาของวงเงินและ การจัดสรรที่อาจจะเกิดขึ้น กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมไม่ทราบว่ามีเรื่องด่วน หรือเปล่าครับ ท่านประธานครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกไม่เป็นไรขออนุญาตอภิปรายต่อนะครับ