สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

คณวัฒน์ วศินสังวร เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยอธิบายว่าหนี้ของกองทุนไม่ใช่ภาระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่เป็นภาระของกองทุนเอง และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ความช่วยเหลือทางการเงินที่ให้กับผู้ประสบอุทกภัย และเสนอความจำเป็นในการใช้วงเงิน 300,000 ล้านบาทในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

นายคณวัฒน์ วศินสังวร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม คณวัฒน์ วศินสังวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คือจริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจที่จะพูด ถึงเรื่องกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนะครับ ด้วยความเคารพท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมด มันมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากเรื่องมันเกิดมาต่อเนื่อง หลายปี เป็น ๑๐ ปี สิ่งที่ผมจะเรียนท่านประธานก็คือว่าหนี้ที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงินเหล่านี้มันไม่ใช่ภาระหนี้อย่างเดียว แต่มันเป็นประวัติศาสตร์ซึ่งทำผิดซ้ำซาก กันหลายครั้งหลายหน และที่สุดแล้วมันเป็นสิ่งซึ่งรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ผมใช้คำว่า กล้าหาญมาก ในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ ในการแก้ไขปัญหา นอกจากจะ แก้ไขปัญหาหนี้ให้กับทางกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเดิม ซึ่งจริง ๆ แล้ว ภาระการชำระหนี้ก็เป็นของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่เอารายได้จากกำไรสุทธิของ ธนาคารแห่งประเทศไทยชำระส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือรายได้จากสินทรัพย์ที่อยู่ในบัญชี ผลประโยชน์ อันนี้ก็เป็นไปตาม พ.ร.ก. ที่ออกมากู้เงิน เรียกว่า เอฟไอดีเอฟ ๑ (FIDF) กับ เอฟไอดีเอฟ ๒ เอฟไอดีเอฟ ๓ นี่นะครับ สถานะหนี้ในขณะนี้ที่คงค้างอยู่ก็ ๑,๑๔๒,๑๐๑ บาท ๑.๑๔๒ ล้านล้านบาท ดอกเบี้ยที่รัฐบาลชำระต่อเนื่องกันไปก็ประมาณ ๖๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ผมเข้าใจว่ารัฐบาลเองก็ต้องตั้งงบประมาณคืนดอกเบี้ยประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สิ่งเหล่านี้เป็นภาระที่ผูกพันต่อเนื่องกันมา พอดีก็อภิปรายต่อเนื่อง จากท่านพิเชษฐ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ผมกำลังจะบอกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่เราไม่ได้นำ พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้ามาพิจารณาด้วย เราจะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดหมักหมม กันมาหลายปีดีดัก เรื่องเหล่านี้จะได้จบสิ้นไป คือรัฐบาลเอง ไม่ได้ปัดภาระไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างที่เป็นข่าวคลาดเคลื่อน จริง ๆ ภาระทั้งหมด โอนไปที่กองทุนฟื้นฟูโดยที่รัฐบาลก็มีแหล่งเงินที่จะมาใช้ในการที่จะชำระหนี้โดยเป็น ค่าธรรมเนียมที่เก็บจากเงินฝากซึ่งขณะนี้ก็ทำอยู่แล้ว อยู่ที่ประมาณ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ สถานะ กองทุนประกันเงินฝากก็อยู่ที่ประมาณ ๘๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตัวนี้ก็เรียกว่าสะสมมากขึ้น เรื่อย ๆ ความจำเป็นที่จะเก็บสะสมเข้าไปอีกก็มีไม่มากเท่าที่ได้สอบถามจากกระทรวงการคลัง ฉะนั้นตัวนี้ก็จะเป็นแหล่งรายได้ที่จะเรียกเก็บมาแล้วก็ไปชำระคืนหนี้ของกองทุนฟื้นฟู ฉะนั้นก็ต้องถือว่ารัฐบาลไม่ได้ปัดภาระไปโดยที่ไม่ได้หาแหล่งเงินให้ เรื่องเก่า ๆ เหล่านั้น จะได้รับการสะสางเสียที ถ้ารอลำพัง รอรายได้จากกำไรสุทธิของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือรายได้จากสินทรัพย์จากบัญชีผลประโยชน์ จะไม่มีทางชำระได้หรอกครับ เราอาจจะจาก ไปสักชั่วอายุคนหนึ่งก็ยังชำระไม่ได้ ๒ ชั่วอายุคนก็ชำระไม่ได้ เนื่องจากว่าธนาคาร แห่งประเทศไทยเองขาดทุนนะครับ ขาดทุนจากการที่เข้าไปแทรกแซงเงินบาทแล้วต้องซื้อ คืนกลับมานะครับ ก็เรียกว่ามีภาระจนไม่สามารถที่จะมีกำไรมาชำระหนี้เหล่านี้ได้ ฉะนั้น กระบวนการเหล่านี้ที่ผมเล่าให้ฟังทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็น พ.ร.ก. ที่เข้าสู่การพิจารณา ก็พยายาม ที่จะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ มีความเชื่อมโยงกัน ฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ น่าเสียดายที่ในมุมมองของทางฝ่ายค้านเองท่านก็มองว่ามันไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน แต่ปัญหาเหล่านี้นอกจากจะแก้ไขปัญหาในอดีตแล้วสิ่งที่ได้ประโยชน์อีกเรื่องหนึ่งคือ ภาระงบประมาณ ไปดู ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ปีหนึ่ง ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทมันเป็น ข้อจำกัด ข้อจำกัดของการบริหารงบประมาณ ข้อจำกัดที่โครงสร้างงบประมาณมีภาระ ที่จะต้องไปจ่ายดอกเบี้ย จ่ายเงินต้น ทุกวันนี้ก็ทำให้งบลงทุนเองมีข้อจำกัดอยู่ ถ้าท่านไปดู ตัวเลขในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ งบประมาณ ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท ตัวนี้จะมีรายจ่าย ซึ่งเป็นงบลงทุนอยู่ประมาณ ๔๒๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๑๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ประเด็น ก็คือว่าทุกครั้งที่เราพูดเราไปพูดถึงว่างบลงทุนนี่มันมีจำนวนน้อยมาก จำนวนไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มาตรฐานหรือว่าสิ่งซึ่งเราอยากจะเห็นงบประมาณที่มีงบลงทุนมากกว่านี้ เป้าหมายที่เราต้องการที่จะเห็นคือประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าตัวนี้ลดภาระงบประมาณ ลงไปได้ ท่านก็จะเห็นงบลงทุนที่เพิ่มขึ้นมาในปีหนึ่งอีก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้ถามว่า จำเป็นเร่งด่วนไหมก็เป็นสิ่งที่เป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนนะครับ เนื่องจากว่าเวลาต่างประเทศ เขาดูเศรษฐกิจเขาดูทุก ๆ อย่าง เขาดูแม้กระทั่งการจัดทำงบประมาณ เขาดูแม้กระทั่ง โครงสร้างงบประมาณ เหล่านี้มันผนวกรวมเข้าไปกับ พ.ร.ก. อีก ๓ ฉบับ ก็จะเป็นเรื่องของ การที่จะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นสิ่งที่ทางรัฐบาลมุ่งเป้าไปที่เรื่องความเชื่อมั่น คือเป็นเป้าหมายที่จะบอกว่าง่ายก็ง่าย จะบอกว่ายากก็ยากนะครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเรื่องความเชื่อมั่นมันไม่ใช่ว่าทำบางสิ่งบางอย่าง หรือว่าทำชั่วครั้งชั่วคราว มันเป็น กระบวนการต้องทำวันนี้ แล้วก็ทำอย่างต่อเนื่อง ผมยกตัวอย่างว่าอย่าง พ.ร.ก. ที่จะแก้ไข ปัญหาเรื่องหนี้ของกองทุนฟื้นฟูที่จะปลดภาระดอกเบี้ยเหล่านี้เป็นต้น ก็จะทำให้งบประมาณ ของเรามีงบลงทุนมากขึ้น พองบลงทุนมากขึ้นผลก็คือว่าเราก็สามารถที่จะนำงบประมาณเหล่านั้น ไปทำการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต่าง ๆ ทำโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นในการที่จะ เพิ่มขีดความสามารถนะครับ ถ้าเรามีงบลงทุนมาก ต่างประเทศเขาก็ดูว่ามีเม็ดเงินเข้ามา ในระบบมาก ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าเวลาต่างประเทศเขาดูประเทศไทย เขาดูรอบด้าน นอกเหนือจากเรื่องของการที่เราจะต้องออก พ.ร.ก. ในการที่จะเข้ามาวาง ระบบบริหารจัดการน้ำที่จะต้องกู้เงินถึง ๓.๕ แสนล้านบาท ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัย เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เม็ดเงิน เหล่านี้ถ้าท่านประธานบวก ๆ ดูใน พ.ร.ก. ๔ ฉบับ บวกออกมาแล้วก็ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราดูถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการประเมิน ของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ความเสียหายที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ จากอุทกภัยครั้งใหญ่ก็ ๑.๔๒ ล้านบาท ก็ประมาณกึ่งหนึ่งของความเสียหายที่เกิดขึ้น ผมว่าประเด็นเหล่านี้ เป็นประเด็นซึ่งเวลาเวิลด์แบงก์เขาประเมินความเสียหายเขาก็ดูว่ารัฐบาลมีมาตรการ มีนโยบาย ออกมาชัดเจนแค่ไหนในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่อง โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานในการที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ งบลงทุนต่าง ๆ ที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมี สิ่งเหล่านี้ผมใช้คำว่า มันเป็นเม็ดเงินลงทุน ที่ต่างประเทศเขาพิจารณาว่าเศรษฐกิจเรามีโอกาสที่จะเติบโตต่อเนื่องไปมากน้อยแค่ไหน มันเป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นนะครับว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเข้ามาดูแลสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง พอเขามีความเชื่อมั่น ผลคืออะไรครับ ผลก็คือว่าต่างประเทศเขาก็จะพร้อมเข้ามาลงทุน เพราะเขาเห็นเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลพร้อมที่จะเข้ามาลงทุนในการ ที่จะป้องกันเรื่องปัญหาอุทกภัย ในการที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ผมกำลังจะ เรียนท่านประธานว่ามันจะมีประโยชน์ในกรณีที่เราได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของ เศรษฐกิจโลก ซึ่งประเทศของเราเองท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา ประเทศไทยก็ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตนเองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เขาเรียกว่าเป็นเอกซปอร์ต เลด อีโคโนมี (Export-led economy) ก็คือว่าเราพึ่งพิงการส่งออก โจทย์หนึ่งที่เราพูดกันบ่อย และพูดกันเรื่อย ๆ ว่าเราจะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เราจะลดผลกระทบจากการที่เราพึ่งพิง การส่งออกมากจนเกินไป เราจะทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ซึ่งเราพูดกันมาเรื่อย ๆ นักเศรษฐศาสตร์ก็พูดกันเรื่อย สถานะขณะนี้โอกาสดีที่เราจะทำ ก็เป็นเรื่องของการที่เรา จะต้องเพิ่มการลงทุน เม็ดเงินลงทุนให้มากขึ้น ในกรณีที่เราได้รับผลกระทบจากการส่งออก ที่ชะลอตัวลงอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลก ตัวนี้จะเป็นคล้าย ๆ กับเป็นสิ่งที่จะช่วย มารองรับเรื่องกำลังซื้อภายในประเทศที่จะต้องได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจโลก ชะลอตัวไป ประเด็นเหล่านี้มันรวมกันแล้วก็เป็นเรื่องของประเด็นความเชื่อมั่นที่ต่างประเทศ จะมีให้กับประเทศไทย ทีนี้ถามว่าสถานะขณะนี้มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน แน่นอนที่สุดว่า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็มีความเสี่ยงชัดเจนออกมาในไตรมาสที่ ๔ ที่ผ่านมา ผมได้รับตัวเลขมาจากทางกระทรวงการคลังไตรมาส ๔ ปีที่ผ่านมาติดลบ ๕ ครับ อันนี้ส่งผล ให้ทั้งปี เดิมธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือประมาณ ๑.๘ เอาเข้าจริง ๆ เมื่อกี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ก็ได้รายงานกับสภาว่าเศรษฐกิจอาจจะ โตแค่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เอง จากที่เราคาดการณ์ว่าจะโตประมาณสัก ๓.๕-๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้มันแสดงชัดเจน ฉะนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะชี้ให้เห็นคือว่านักลงทุนเขาเป็นห่วงว่าไตรมาส ๔ ติดลบ ๕ ไตรมาส ๑ ของปี ๒๕๕๕ ถ้าติดลบต่อ ถ้าอาการแบบติดลบต่อเนื่องกัน ๒ ไตรมาส มันก็ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เขามองว่าประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย สิ่งเหล่านี้ ถามว่าด่วนไหม มันเป็นเรื่องด่วน ถ้าเกิดมันรอจนเกิดปัญหาวิกฤติตรงนั้นมันแก้ไม่ทัน ทีนี้ถามว่าผลกระทบจากภายนอกที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมีมากน้อยแค่ไหน กระทบการส่งออกมีมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องตอบว่าความเสี่ยง ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก วันนี้ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอยู่ที่สหภาพยุโรป คืออียู (EU) อียูวันนี้ ปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมา ๒ ปีกว่าแล้ว และแนวโน้มก็ไม่ได้ ดีขึ้น ไม่ว่าทางสหภาพยุโรปเองพยายามที่จะอัดฉีดเงินเข้าไปเพื่อจะแก้ไขปัญหาในกลุ่ม ประเทศที่มีปัญหา ที่เขาเรียกเป็นกลุ่มพิกส์ (PIGS) ก็มีประเทศกรีซ ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศอิตาลี ประเทศโปรตุเกส และประเทศสเปน และล่าสุดนี้ก็ผนวกเอาสถานะทางด้าน ความน่าเชื่อถือเครดิต เรตติ้ง (Credit rating) ของประเทศฝรั่งเศสก็ลดลงด้วย ประเด็นเหล่านี้ ผมกำลังจะเรียนว่าเวลาเราดูเศรษฐกิจโลกเขาดูเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ของประเทศ อย่างเช่น ประเทศอเมริกา อียู แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันนี้เขาก็มองที่ประเทศจีนด้วย ๔ ประเทศนี้คือเศรษฐกิจหลักของโลกที่เรียกว่า มีผลกระทบทันที ถ้าเกิดประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจ ชะลอตัว ผมยกตัวอย่างว่าถ้าอียูแก้ปัญหาไม่ได้ประเทศเหล่านี้มีปัญหาก็จะกระทบไปที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จะกระทบไปประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากว่าเขามีการค้าขายกัน มีการค้า ระหว่างกันทั้งส่งออกนำเข้าเชื่อมโยงกันต่อเนื่อง ประเทศจีนเองก็ส่งออกไปที่อียูจำนวนมาก กระบวนการเหล่านี้ที่สุดแล้วก็จะส่งผลกระทบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ ประเทศสหรัฐอเมริกาเองในช่วงที่เกิดปัญหาตั้งแต่ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ในปี ๒๕๕๑ จนปัจจุบันนี้แม้ว่าการจ้างงานจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไปอ่านบทวิเคราะห์ของบรรดา นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายเขาก็ยังมองว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเองยังอยู่ในสถานะที่อ่อนแอมาก เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวแบบที่จะให้ความไว้วางใจได้ ฉะนั้นเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ของ ๒ ประเทศนี้ ผมเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามที่ประเทศไทยเองในฐานะที่เป็นประเทศส่งออก ซึ่งเราก็ต้องส่งออก ไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและอียูเป็นตลาดหลัก ๆ ระดับต้น ๆ ผมเข้าใจว่าอียูเองก็น่าจะ เป็นตลาดที่เราส่งออกไปลำดับต้น ๆ ไม่น่าจะเกินอันดับ ๓ สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้มันกระทบกับ การส่งออกเรา ถ้าวันนี้เราไม่มีการสร้างความเชื่อมั่น เราไม่มีการเตรียมความพร้อมในแง่ที่จะ ลงทุนเพื่อที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ มารองรับกับเศรษฐกิจที่เราจะมารองรับ กับการส่งออกที่ชะลอตัวลง สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นผลกระทบที่จะต่อเนื่องกันไป แล้วก็จะทำให้ กระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งหมด ทั้งหมดที่ผมเล่ามาก็เป็นเรื่องของความเชื่อมโยงกัน ของ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่ความเชื่อมั่นที่รัฐบาลเองมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทำ เพื่อที่จะทำให้ประชาคมโลกเองยังมีความมั่นใจกับประเทศไทย ยังมีความมั่นใจกับรัฐบาล ในแนวทางที่จะนำพาประเทศนี้เดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางด้านอุทกภัย ที่เกิดขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมพูด เป็นความเสียหาย ลำดับต้น ๆ ความรุนแรงในระดับ ๕ ซึ่งถ้าท่านดูแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ถ้าเราไม่สามารถ ที่จะทำให้เขาเชื่อมั่นได้นักลงทุนที่ลังเลใจอยู่เขาก็จะเคลื่อนย้ายการลงทุนออกไปหมด กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่เราจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ผมชื่นชมรัฐบาลในคราวที่ ช่วงเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วม รัฐบาลก็สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้ระดับหนึ่งด้วยการที่ ดึงบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็ดี หรือจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านน้ำก็ดี คณะกรรมการ ๒ ชุด ที่ดึงความเชื่อมั่นมาท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วม ก็คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการบริหารจัดการน้ำหรือเรียกย่อ ๆ ว่า กยน. กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอนาคตของประเทศนะครับ หรือเรียกว่า กยอ. ๒ ชุดนี้ในช่วง วิกฤติรัฐบาลตัดสินใจถูกต้องที่จะมีคณะกรรมการขึ้นมาทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสามารถดึงความช่วยเหลือจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่ว่าจะเป็นอาจารย์โกร่งก็ดี ไม่ว่าจะเป็น ท่านดอกเตอร์สุเมธก็ดีเข้ามาช่วย กระบวนการเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่เป็น จุดเริ่มต้นของการสร้างความเชื่อมั่น แต่วันนี้มันไม่ได้จบแค่นั้น มันเป็นกระบวนการที่จะต้อง ทำทันทีแล้วก็ต่อเนื่องไป ฉะนั้นเหตุผลความจำเป็นฉุกเฉินต่าง ๆ ก็ต่างมุมมอง แน่นอนที่สุด ก็ต่างมุมมองในมุมมองของฝ่ายค้าน ความจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนก็อาจจะแตกต่างจาก ฝ่ายรัฐบาล แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ทางท่านรองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ก็ดี ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมที่เมื่อกี้ท่านเรียงร้อยให้ดูถ้าพี่น้องประชาชนได้ฟัง ท่านประธานได้ฟังก็จะเห็นว่ามันมีความเชื่อมโยงใน พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ ที่จะนำไปสู่การสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลกว่าเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี และเรามีสุขภาพที่แข็งแรง เราพร้อม ที่จะนำพาประเทศนี้ก้าวเดินต่อไป ถ้าไม่มีเม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาในระบบเศรษฐกิจถ้าเทียบกับ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ๑.๔๒ ล้านล้านบาท ผมคิดว่าในแง่ของนักลงทุน ในแง่ของนักเศรษฐกิจ เขามองดูปุ๊บ เขาก็พอนึกออกว่าเรา ไม่มีความจริงจังในการที่จะแก้ไขปัญหา เราไม่มีทิศทางที่ชัดเจน คือในแง่ของการลงทุนเวลา เขาเห็นเม็ดเงินเหล่านี้ ท่านประธานครับ เม็ดเงินเหล่านี้เป็นเม็ดเงินที่ผมต้องบอกเลยว่า ให้ความเชื่อมั่นกับนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะเขามั่นใจว่าเศรษฐกิจเรา จะโตต่อเนื่อง เวลานักลงทุนเขาจะเข้ามาส่วนหลัก ๆ เลยเขาดูว่าเศรษฐกิจของประเทศนี้ จะเดินหน้าต่อเนื่องไปได้หรือไม่ อย่างไร นี่คือประเด็นที่นักลงทุนเขาจะดูตลอด เขาไม่เข้าไป ดูหรอกครับในประเทศซึ่งเศรษฐกิจชะลอตัวหรือโตน้อยนะครับ ฉะนั้นการที่จะทำให้เศรษฐกิจ โตอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งซึ่งจำเป็น เร่งด่วน และเป็นความจำเป็นเร่งด่วนกับสถานการณ์วิกฤติน้ำ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้นะครับ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน ที่ประสบเหตุอุทกภัย เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีกองทุนประกันภัยขึ้นมาเพื่อจะดูแล บริษัทประกันภัย จริง ๆ การดูแลบริษัทประกันภัยก็คือการดูแลผู้ประกอบการนั่นเอง เพราะเวลามีวิกฤตการณ์อย่างน้ำท่วม จะไปประกันที่ไหน หรือบริษัทประกันเขาจะไป ประกันต่อที่เขาเรียกว่า รีอินชัวร์ (Reinsure) นะครับ มันไม่มีคนรับ ฉะนั้นรัฐเองในสถานะ ที่เป็นรัฐ รัฐก็ต้องเข้ามาดูแลสิ่งเหล่านี้ จะต้องเข้าไปเป็นเจ้าภาพ ซึ่งพอรัฐเข้ามาปุ๊บ ท่านก็จะ เห็นภาพว่า บริษัทต่าง ๆ บริษัทต่างประเทศที่เขาจะรับประกันต่อ พอใครเขาเห็นรัฐบาล เข้ามา เขาก็มีความมั่นใจ เขาก็กล้าที่จะทำต่อ แล้วที่สำคัญคือว่าช่วงวิกฤตการณ์เหล่านี้ ช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขของค่าธรรมเนียม ค่าประกันเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเดิมที่เคยคิดกัน ๑ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้เป็นภาระกับระบบธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งรัฐเองก็มีเหตุผลของการที่จะเข้ามาดูประเด็นปัญหาเหล่านี้ แล้วผมก็ได้เปิด พ.ร.ก. ดู พ.ร.ก. ก็ถึงแม้ว่าทางพรรคฝ่ายค้านเอง ท่านจะรู้สึกว่ามันไม่มี ความชัดเจน แต่ผมกลับมองว่าอย่างกรณีของ พ.ร.ก. กองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติ ในมาตรา ๔ ผมกลับคิดว่าคนที่เขียน พ.ร.ก. หรือรัฐบาลที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา ๔ เรื่องการรับประกันภัย และการทำประกันภัยต่อและให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบ ธุรกิจประกันวินาศภัยตามที่กำหนดในพระราชกำหนดนี้ มันเป็น พ.ร.ก. ที่มีความยืดหยุ่น ในการที่นอกจากจะรับประกันภัยแล้ว แก้ปัญหาเรื่องการประกันภัยต่อ ก็ยังให้ความช่วยเหลือ กับผู้ประกอบการธุรกิจวินาศภัยด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็เป็นมุมมองที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ เพราะเครื่องมือทางการเงินเหล่านี้ กฎหมายการเงินเหล่านี้ออกมาปุ๊บก็ต้องเป็นเครื่องมือ ที่จะทำให้มีความยืดหยุ่นในการทำงานพอสมควรกับรัฐบาล คำว่า ยืดหยุ่น ไม่ได้แปลว่าเปิดช่อง ให้ทำสิ่งซึ่งไม่ควรนะครับ ไม่ว่าจะเรื่องทุจริตหรืออะไรต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านั้น ก็อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้พูดให้สภาฟังแล้วว่ามันสามารถที่จะตรวจสอบกันได้ โดยกลไกของสภา

ในส่วนของ พ.ร.บ. เรื่องความช่วยเหลือทางการเงินที่ให้กับผู้ประสบอุทกภัย ผมคิดว่าเป้าหมายก็ชัดเจนนะครับ ในมาตรา ๖ ก็ได้ระบุถึงกรณีของคนที่จะได้รับประโยชน์ จากความช่วยเหลือครั้งนี้ ก็มีทั้งบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจาก อุทกภัย แล้วก็ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และที่สำคัญก็คือว่าผมมอง ในมุมต่างกับทางพรรคฝ่ายค้าน ผมมองว่าสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ พ.ร.ก. ฉบับนี้ใช้ในการที่จะ ปล่อยเงินก็เป็นสถาบันการเงิน คือธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด รวมทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ของรัฐด้วย ซึ่งรวมทั้งธนาคารออมสิน ธนาคาร ธ.ก.ส. หรือว่าธนาคารเฉพาะกิจ หรืออย่าง เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) เป็นต้น คือกลไกเหล่านี้มันจะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อต่าง ๆ มันเป็นไปอย่าง ทั่วหน้าแล้วก็ทั่วถึง ทำให้ทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าถึงกลไกเหล่านี้ได้

ส่วนประเด็นที่อาจจะมีข้อสงสัยว่ามีการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้เพื่อจะอัดฉีดเงิน เข้ามาในระบบ ประเด็นตรงนี้ผมคิดว่าจริง ๆ ในอดีตต้องเรียนท่านประธานว่าการให้ซอฟต์โลน เป็นสิ่งที่แบงก์ชาติเขาทำอยู่แล้ว ต่อมาก็มีการแก้กฎหมายจำกัดการให้ซอฟต์โลน ของธนาคารแห่งประเทศไทยกับธนาคารพาณิชย์ ในช่วงวิกฤติอย่างนี้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็เปิดช่อง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถที่จะให้ซอฟต์โลนร่วมกับธนาคารพาณิชย์แล้วก็ธนาคาร เฉพาะกิจได้

ประเด็นเรื่องความจำเป็นในการที่จะใช้วงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการ ที่จะช่วยเหลือคนที่ประสบอุทกภัยเหล่านี้กับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็เป็นการที่จะให้อำนาจกับ ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นการเฉพาะ ไม่ได้เป็นการทำไปตลอด จริง ๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขาก็ปล่อยอยู่แล้วซอฟต์โลน เวลาเราคุยกับเขาเขาก็มีทำ แต่ผมเข้าใจว่าเขามีข้อจำกัด ไม่สามารถที่จะให้ซอฟต์โลนได้มากที่จะช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย นี่คือสาเหตุที่จะต้องออก พ.ร.ก. การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ก็น่าเสียดายที่ พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับไม่ได้เข้ามาพิจารณาพร้อมกันทีเดียว เพราะว่าเป็น พ.ร.ก. ๔ ฉบับ ที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน แล้วก็เป็น พ.ร.ก. ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการที่จะให้ เครื่องมือกับรัฐบาลมาแก้ไขปัญหาวิกฤติที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แล้วก็เป็น พ.ร.ก. ที่จะทำให้ ต่างประเทศ ประชาคมโลกเขามีความเชื่อมั่นกับประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาล มีวิสัยทัศน์ในการที่จะเข้ามาทำ แล้วก็น่าเสียดายที่ว่าเราไม่สามารถที่จะพิจารณาไป ในคราวเดียวกันได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอบคุณทางฝ่ายค้านที่อย่างน้อยท่านก็เห็น ความจำเป็นของ พ.ร.ก. ๒ ฉบับ ซึ่งเป็น พ.ร.ก. ที่ไปช่วยพี่น้องประชาชนแล้วก็ภาคธุรกิจทั้ง พ.ร.ก. ที่จัดตั้งกองทุนประกันภัย พ.ร.ก. ที่จะให้สินเชื่อกับผู้ประสบภัยแล้วก็ธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม อย่างน้อยที่สุดก็มีเครื่องมือให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ที่ประสบเหตุ ช่วยเหลือธุรกิจที่เขามีปัญหาในการทำธุรกิจ เพียงแต่ว่าท่านก็อาจจะไม่ให้ เครื่องมือกับรัฐบาลในการที่รัฐบาลจะไปสร้างความเข้มแข็งแล้วก็สร้างความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น มาจากที่ควรจะมากกว่าที่เรากำลังพิจารณา พ.ร.ก. อยู่ ๒ ฉบับนี้ ฉะนั้นทั้งหมดทั้งปวงนี้ ผมก็คิดว่า พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับมีความจำเป็นเร่งด่วนแล้วก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ ที่รัฐบาลออกมาก็เห็นความจำเป็นแล้วก็สนับสนุน พ.ร.ก. ทั้ง ๒ ฉบับ เพราะไม่ได้มีโอกาส ได้สนับสนุนอีก ๒ ฉบับ ก็ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญตีความ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน