พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล หารือเรื่องกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน โดยอธิบายว่ากองทุนนี้มีหนี้เกือบ 1 ล้านล้านบาท จากการช่วยเหลือสถาบันการเงินต่าง ๆ และขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่มีเสียง แล้วด้วย แล้วก็เริ่มเป็นรอบที่ ๖ แล้วนะครับ ขอความกรุณาด้วยนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อจะทำความชัดเจนในเรื่องของกองทุนฟื้นฟู ผมก็ขอความกรุณาอธิบายสภา และท่านผู้ชม ที่รับฟังอยู่ทางบ้านว่า กองทุนฟื้นฟูที่มีชื่อจริงเต็มว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบัน การเงิน เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ครับ เป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากก่อนหน้านั้นเกิดกรณีวิกฤติสถาบันการเงิน ที่เราเรียกกันว่าวิกฤติ ๔ เมษา ๒๕๒๗ มี ๖ ธนาคารเกิดวิกฤติที่มีสภาพคล่องกระทบกระเทือน และมีอีก ๑๘ เครดิต ฟองซิเอร์ ที่จำเป็นจะต้องมีการปิดหรือดำเนินการช่วยเหลือโดยรีบด่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็เลยได้แก้ไขกฎหมายตั้งกองทุนฟื้นฟูขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินเหล่านี้ ในช่วงแรก ใช้เงินไปประมาณสัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ครับ แต่เมื่อเกิดเป็น เรื่องใหญ่ขึ้นมา ในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ ปีที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ก่อนพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ เกิดปัญหาว่า มีสถาบันเงินทุนหลักทรัพย์เครดิต ฟองซิเอร์ทั้งสิ้น ๑๐ แห่งในประเทศไทยที่อยู่ในภาวะ ที่มีสภาพคล่อง และมีความทรุดโทรมลงอย่างรุนแรง จำเป็นที่จะต้องสั่งปิด แต่รัฐบาล ในเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ คือก่อนพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามา นายกรัฐมนตรีออกมายืนยันว่า จะไม่มีใครปิดสถาบันการเงินใด เพียงแต่ออกคำสั่งให้ ๑๐ สถาบันการเงินดังกล่าวนี้เพิ่มทุน ภายในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป จากปัญหาว่าจะไม่ปิดใคร และให้ ๑๐ สถาบัน การเงินเพิ่มทุนเพื่อให้อยู่ได้ กองทุนฟื้นฟูเริ่มมามีบทบาท กองทุนฟื้นฟูเข้าไปอัดเงินช่วย ๑๐ สถาบันการเงินดังกล่าวนี้เพื่อไม่ให้ถูกสั่งปิด ท่านประธานครับ มีตัวเลขกลม ๆ ว่าช่วยไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ช่วยไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากเงินของกองทุนฟื้นฟู ทั้งหมดที่รวบรวมมาจากหน่วยงานของธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น หลังจากนั้น ๑๐ สถาบันการเงินช่วยไป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วก็มีการปิดประกาศว่าจะปิดอีก ๑๖ สถาบันการเงิน ก่อนที่จะปิด ๑๖ สถาบันการเงิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ออกมา ยืนยันว่าถ้าปิด ๑๖ สถาบันการเงินปัญหาจบสิ้นแล้ว ไม่มีสถาบันการเงิน ไม่มีที่ไหนที่จะมีปัญหา ให้น่าเป็นห่วงอีก ไม่มีแห่งที่ ๑๗ แน่นอน แต่ท่านประธานที่เคารพ จากวันที่ปิดสถาบันการเงิน ๑๖ แห่ง ได้ใช้เงินอีกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากกองทุนฟื้นฟู ช่วยสถาบัน การเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จนกระทั่งมาถึงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ วันที่ ๕ สิงหาคม ก็คือวันที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลเลยนะครับ กองทุนฟื้นฟูเพื่อยืนยันว่า ไม่มีสถาบันการเงินไหนที่มีปัญหาทางการเงินจะต้องปิดอีกแล้ว ได้ช่วยใช้อัดเงินเข้าไปอีก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่ออุ้มอีก ๔๒ สถาบันการเงิน แต่ในที่สุดเอาไม่อยู่ ก็เลยปิด ทั้งหมด ๕๘ สถาบันการเงิน เมื่อปิด ๕๘ สถาบันการเงิน กองทุนฟื้นฟูต้องเสียเงินเข้าไป ทั้งหมดเกือบ ๑ ล้านล้านบาทครับ เอาจากกองทุนฟื้นฟูทั้งหมด นี่คือแผลที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ ตอนนั้น ทั้งหมดนี้เกิดก่อนพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล ทั้งหมดนี้เกิดตั้งแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ ก่อนพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพ เมื่อพวกผม มาเป็นรัฐบาลกระทรวงการคลัง รัฐมนตรี ๓ คน คุณธารินทร์ ผม และคุณพิสิฐ ลี้อาธรรม เรามาเจอว่าปัญหากองทุนฟื้นฟูมีหนี้เกือบ ๑ ล้านล้านบาท จำแนกออกเป็น ๓ ส่วนครับ ส่วนแรก ก็คือประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นหนี้เก่า เป็นหนี้เก่าค้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ส่วนที่เหลืออีกที่อาจจะช่วยสถาบันการเงินต่าง ๆ เหล่านี้มีรวมกันอยู่ ๗๔๘,๐๙๑ ล้านบาท เป็นการที่ช่วยหลังจากที่ประกาศที่จะไม่ปิดสถาบันการเงินแล้ว ช่วยในลักษณะที่ประกันเงินฝาก ประกันเจ้าหนี้ ปล่อยกู้ เพิ่มทุน หลากหลายสารพัดจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นมาทั้งสิ้น หนี้ของ กองทุนฟื้นฟูขณะนั้นแบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งคือหนี้เก่า อีกส่วนหนึ่งอยู่ในชั้นบังคับคดีของ กระทรวงยุติธรรมต้องมีการฟ้องร้องไว้ก่อนแล้ว ทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟู อยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่ตกทอดเหลือมาหลังจากถูก สั่งปิดแล้วมาอยู่ในมือ ปรส. มีแค่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นละครับ ไม่ใช่ว่า ๑ ล้านล้านบาทดังกล่าว ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้ จากนั้นรัฐบาลก็ได้ ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ (IMF) ข้อตกลงของไอเอ็มเอฟประการหนึ่ง ก็คือกระทรวงการคลัง ณ ขณะนั้นกระทำผิดพลาดไปปิดสถาบันการเงิน ไปปล่อย ไปอุ้มสถาบันการเงินต่าง ๆ หมดไปเกือบ ๑ ล้านล้านบาท โดยไม่มีหลักประกันที่มั่นคง เพราะฉะนั้นปัญหาชำระบัญชีของ ๕๘ สถาบันการเงินต้องเป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งขึ้น มาใหม่ปราศจากการครอบงำใด ๆ ของกระทรวงการคลัง สุดท้ายก็เลยมีการตั้ง ปรส. ขึ้น ดังที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดว่า ปรส. ตั้งขึ้นมาเมื่อไร ใครไปตั้ง ผมก็ขอให้คำตอบว่า ปรส. ตั้งประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาออกมาวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ ครับ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๐ ก่อนพรรคประชาธิปัตย์จะมาเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์มา วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ และผู้ที่ตั้ง ปรส. ขึ้นมานำผ่ามติ ครม. ในรัฐบาลคณะนั้นคือ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ คุณโฆสิตและรัฐมนตรีช่วยว่าการ อยู่ ๒ ท่าน หลังจากที่ตั้ง ปรส. ขึ้นมาเรียบร้อยแล้วก็เป็นคนตั้งประธาน ปรส. ขึ้นมาด้วย ผมขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยนามท่าน แต่เมื่อตั้งวันที่ ๒๕ ประกาศใช้ วันที่ ๒๘ คุณโฆสิตลาออก จากตำแหน่ง และประธาน ปรส. ที่ตั้งขึ้นก็ลาออกจากตำแหน่งไปหมด ทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่ พวกผมจะมาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ขอทำความเข้าใจว่ากองทุนฟื้นฟูที่บอกว่า เป็นหนี้อยู่ขณะปัจจุบันนี้ ๑๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในขณะนี้ เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดิม ๓ ลักษณะ ลักษณะหนึ่งคือที่กองทุนฟื้นฟูช่วยสถาบันการเงินตั้งแต่ตอนทรัสต์ วันที่ ๔ เมษายน อันที่ ๒ คือส่วนที่อยู่ในการบังคับคดีของกระทรวงยุติธรรม และส่วนสุดท้ายคือ ส่วนที่มาชำระบัญชีอยู่ใน ปรส. มีแค่ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเอง สถานะในการชำระบัญชี เป็นอย่างไรครับ พวกผมไม่ได้ตั้ง ปรส. แต่พวกผมอยู่ในระหว่างที่ ปรส. ชำระบัญชี ขอกราบเรียนว่า มีตัวเลขรายงานสุดท้ายครับว่าของ ปรส. ทั้งสิ้น ๗๐๐,๐๐๐ ว่าล้านบาท สินทรัพย์ที่นำมา ชำระบัญชีได้คืนมาทั้งหมด ๒๖๔,๑๔๘ ล้านบาท และยังเหลือจากที่ บสท. ชำระบัญชีมาอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมแล้วเราได้คืนมา ๒๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๓๕.๓๑ ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นข่าวที่ออกมาว่ากองทุนฟื้นฟูโดย ปรส. นำบัญชี นำสินทรัพย์ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาขายได้เพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นยอดเงินเพียงไม่ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นข่าวเท็จทั้งสิ้น เพราะเป็นการไปรวมเอาสินทรัพย์ ที่อยู่ในบังคับคดีของกระทรวงยุติธรรมและหนี้เก่ามารวมด้วย ส่วนที่อยู่ในการจัดการจริง ๆ ขณะที่พวกผมเป็นรัฐบาล มีอยู่แค่ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และสุดท้ายขายได้เงินมา ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หนี้จำนวนดังกล่าว ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คืนแล้ว หักส่วนที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินใช้ไปนะครับ ท่านประธานครับ มีตัวเลขอยู่ในมือครับ แต่ว่าจะไม่ใช้เวลามากจนเกินไปครับ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ใช้เงินไปทั้งหมด ณ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๙ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ รวมทั้งสิ้น ๔๑๑,๕๐๐ กว่าล้านบาท และอีกยอดหนึ่ง ๖๕๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาททั้งหมด ในความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินทั้งสิ้นเกิดขึ้นก่อนที่พวกผม มาเป็นรัฐบาล ก่อนวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ก่อนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ผมจึงขอ มาตอบคำถามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดว่าภาระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงินทั้งหมดเกิดขึ้นจากใคร ผมจะไม่เอ่ยนามท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ท่านไม่ได้อยู่ทางการเมืองแล้วนะครับ แต่เรียนว่าเกิดขึ้นก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมาเป็นรัฐบาล และการที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเสียหายเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้ หนี้ของ ปรส. ไปจัดการทรัพย์สิน ปรส. ตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา โดยรัฐบาลก่อนพรรคประชาธิปัตย์มา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้นคือคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ และจากที่ ปรส. ตั้งขึ้นมา ปรส. ขณะนั้นปรากฏว่าตั้งประธาน ปรส. ไม่ใช่ พรรคประชาธิปัตย์ตั้งครับ ประธาน ปรส. ณ ขณะนั้นเมื่อตั้งเสร็จปิด ๕๘ สถาบันการเงิน ได้ลาออกไปทั้งหมดเลยครับ เมื่อพวกผมมาถึงประธาน ปรส. ลาออก ยอดหนี้ทั้งหมด มีอยู่แล้วประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระซึ่งหน้าที่พวกผมต้องจัดการ ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ผมคิดว่าท่านประธานครับ เรื่องในประวัติศาสตร์บางทีมันง่าย แก่การบิดเบือน แล้วก็มีการบิดเบือนกันมานานเหลือเกินแล้ว เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเอา มาจากไหนครับ เอามาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤติทางเศรษฐกิจที่อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคุณธานินทร์ตั้งขึ้น โดยคณะกรรมการประกอบด้วยคุณนุกูล ประจวบเหมาะ เป็นประธานกรรมการ คุณอมร จันทรสมบูรณ์ คุณอมเรศ ศิลาอ่อน คุณอัมมาร สยามวาลา คุณโกวิทย์ โปษยานนท์ คุณเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม และนางสาวนพพร เรืองสกุล ทั้งสิ้นคือข้อมูลทั้งหมดที่ผมมากราบเรียนท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณครับ