กรณ์ จาติกวณิช แสดงความกังวลเกี่ยวกับพระราชกำหนดที่ออกมาโดยรัฐบาล ซึ่งถูกมองว่าไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการตราพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญในการชี้แจงและอธิบายถึงความจำเป็นและความเหมาะสมของการออกพระราชกำหนดดังกล่าว
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ผมกังวลว่าเพื่อนสมาชิกเองแล้วก็โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายของเรา อยู่จะสับสนว่าในระเบียบวาระการประชุมวันนี้เรามีหน้าที่ในการที่จะอภิปรายในเรื่องอะไร เพราะที่ผ่านมาก็ได้มีการอภิปรายโดยทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐมนตรีที่มาทำหน้าที่ในการชี้แจงถึง พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับ แต่จริง ๆ แล้ววันนี้เรามีหน้าที่ ในการที่จะพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก. เพียง ๒ ฉบับ เรียกสั้นๆ ก็คือ พ.ร.ก. กองทุนประกันภัย แล้วก็ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน ก็คือ พ.ร.ก. ให้อำนาจแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยในการออก สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ส่วนอีก ๒ พ.ร.ก. ก็คือ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และ พ.ร.ก. โอนหนี้ไปให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนะครับ ได้มีการยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนั้นวันนี้จึงไม่มีการพิจารณา แต่ก็เห็นใจเพราะว่าในส่วนของทางรัฐบาลเองก็ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีความกังวลค่อนข้างมาก ว่าอีก ๒ พระราชกำหนดสุดท้ายแล้วเป็นการตรา พ.ร.ก.ที่ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรือไม่ จึงได้มีการพยายามที่จะชี้แจงอธิบายมากมายว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบ ดำเนินการตามนั้น เพราะฉะนั้นในส่วนของผมวันนี้ก็อยากที่จะคลี่คลายความสับสน ในประเด็นด้วย ก่อนอื่นผมก็อยากที่จะเรียนถามท่านประธานช่วยกรุณาตรวจเช็กด้วยนะครับ ว่าท่านผู้ที่รับผิดชอบต่อการออก พ.ร.ก. ทั้ง ๔ ฉบับนี้ท่านควรที่จะให้ความสำคัญในการที่จะ เข้าร่วมประชุมสภา ณ วันนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้เดียวกันก็ไม่ได้มานั่งฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายเสนอความคิดเห็นมาหลายชั่วโมงแล้ว ก็ขอให้ท่านประธานช่วยประสานกับท่านรองนายกรัฐมนตรีรวมไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยนะครับว่าการออกพระราชกำหนดที่ลิดรอนสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการ พิจารณาอย่างรอบคอบเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ แล้วก็โดยเฉพาะพระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับนี้ เป็นพระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ดังนั้นจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ แล้วก็ควรที่จะให้เกียรติแล้วก็ให้เวลากับสภาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจาก ประเด็นความสับสนเรื่องของตัวพระราชกำหนดในการอภิปรายแล้วก็ดูเหมือนว่าจะมี ประเด็นที่รัฐมนตรีเอง ท่านรองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านที่ได้ชี้แจง จะสับสนในความ แตกต่างระหว่างความสำคัญในการฟื้นฟูปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วม ความสำคัญในการที่จะช่วย ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่แล้ว กับประเด็นที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ว่าการตราพระราชกำหนดนั้นถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ คือพวกผมไม่ได้ติดใจเลยครับว่าเหตุการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นวิกฤติที่เราต้องรีบ เยียวยา ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้เปรียบเทียบว่าถ้าในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สามารถออก พ.ร.ก. แก้ปัญหาที่มีต้นตอจากต่างประเทศได้ ครั้งนี้ปัญหาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในบ้านของเราเอง แล้วทำไมถึงจะไม่ฉุกเฉิน เร่งด่วน ประเด็นที่อยากจะแยกแยะให้เพื่อน สมาชิกผ่านท่านประธานแล้วให้รัฐบาลผ่านท่านประธานได้เข้าใจ ก็คือความจำเป็นเร่งด่วน ในการเยียวยานั้นเรื่องหนึ่ง ส่วนความเหมาะสม ความถูกต้องว่าจะออกกฎหมายนี้ในรูปของ พระราชกำหนดหรือไม่นั้นเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณา เพราะฉะนั้นวันนี้จึงมีการสร้าง ความสับสนในประเด็นที่ ๓ ว่าสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี ๒๕๕๒ ได้ตราพระราชกำหนด ก็คือไทยเข้มแข็ง แล้วทำไมรัฐบาลนี้ลอกแบบพระราชกำหนดไทยเข้มแข็งมาคำต่อคำ ในส่วนของ พ.ร.ก. กู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถึงไม่ได้ถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วนด้วย คือการเปรียบเทียบในลักษณะนั้นมันเป็นการเปรียบเทียบชั้นอนุบาล ผมต้องขออนุญาต เรียนว่าด้วยตรรกะนั้น ถ้าเพียงแค่อ้างว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้เคยสามารถที่จะออก พ.ร.ก. ได้ในเมื่อ เราลอก พ.ร.ก. มาคำต่อคำทำไมรัฐบาลนี้จะออกไม่ได้ ในอนาคตก็ไม่ต้องมีพระราชบัญญัติ หรอกครับ ไม่ต้องมี พ.ร.บ. งบประมาณ พวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ต้องทำ หน้าที่ในการตรวจสอบ เพราะเราพร้อมที่จะต้องมอบอำนาจในการตรากฎหมายทั้งหมด ให้กับฝ่ายบริหารก็คือรัฐบาลโดยอ้างว่าเคยมีการออก พ.ร.ก. แล้วก็ต้องสามารถออกได้อีก ในทุกกรณี ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาก็คือประเด็นในแง่ของบริบท ความจำเป็น เร่งด่วนและหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนที่สุดครับ บริบทต่างกัน สภาพแวดล้อม ทางเศรษฐกิจต่างกันระหว่างปี ๒๕๕๒ กับปีปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นตรงกันกับท่านรอง นายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ท่านได้ชี้แจงไว้เมื่อเช้าว่าประชาชน ณ ปัจจุบันเดือดร้อน เศรษฐกิจ มีความเสียหาย มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ปัญหาและสิ่งที่ต้องดำเนินการโดยด่วนก็คือ การรื้อฟื้นความเชื่อมั่น ท่านกิตติรัตน์ต้องขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้เน้นในประเด็นนี้ว่า ทั้งหมดที่ทำมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะจะนำมาซึ่งการฟื้นฟู รื้อฟื้นความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในส่วนของนักลงทุนต่างประเทศ ที่จะมีกับเศรษฐกิจไทย แต่ประเด็นที่ผมอยากที่จะทำความเข้าใจกับทางรัฐบาลผ่าน ท่านประธาน ก็คือความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยวิธีที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้อ้างไว้ในสภา โดยที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าเขาจะไม่เชื่อเรา พูดง่าย ๆ ถ้าเราไม่มีเงินกองอยู่หน้าตัก ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้ถึงกับชี้แจงว่าถ้าไม่มีเงินจะเสนอโครงการได้อย่างไร ซึ่งก็เป็น ประเด็นที่น่าแปลกใจนะครับ เพราะท่านได้อ้างเช่นเดียวกันว่าในสมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในยุคของท่านนายกรัฐมนตรีชาติชาย ท่านได้รับมอบอำนาจให้ ไปดูแลสำนักงบประมาณอยู่ ๓ ปีติดต่อกัน ในการทำงบประมาณทุก ๆ ปีรวมถึงสมัยที่ท่านอ้างว่า ท่านได้ควบคุมสำนักงบประมาณอยู่ด้วยแล้วนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอโครงการก่อนครับ เพื่อให้สภาและกรรมาธิการงบประมาณได้มีโอกาสพิจารณาก่อนที่จะมีการอนุมัติเม็ดเงิน ความเชื่อมั่นที่จะมีเกิดขึ้นจากความชัดเจนในส่วนของโครงการว่าเราจะเอาเม็ดเงินนั้น ไปทำอะไร จะมีผลตอบแทนกลับมาอย่างไรให้กับระบบเศรษฐกิจ ให้กับพี่น้องประชาชน และจะต้องมีการเบิกจ่ายตามลำดับเมื่อไร หลังจากนั้นถึงค่อยพูดกันครับว่าเม็ดเงินนั้น จะต้องมาจากไหนเพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าการสร้าง ความเชื่อมั่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่มองไม่ตรงกันครับว่าวิธีการสร้างความเชื่อมั่นนั้นคือ ไปกู้เงินมากองไว้ ซึ่งนอกจากเป็นภาระต่องบประมาณแล้วก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้าง ความเชื่อมั่นด้วยเพราะนักลงทุนต่างประเทศที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้อ้างถึง เขารู้ดีครับว่า ความสามารถในส่วนของรัฐบาลไทยในการกู้ยืมเงินนั้นมี เขารู้ดีครับว่าสถานะทางการคลัง ของเรานั้นเป็นอย่างไร เขารู้ดีว่าหนี้สาธารณะ ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับเพียงแค่ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผลผลิตมวลรวมของประเทศหรือจีดีพี ดังนั้นเขารู้ดีครับว่าเราสามารถ ที่จะออกไปกู้ยืมเงินได้ ที่มาของเงินจึงไม่ได้เป็นปัญหา ที่มาของเงินจึงไม่ได้เป็นเหตุผลที่เขา ไม่เชื่อมั่น แต่ที่เขาไม่เชื่อมั่นจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนครับว่าเงินนั้น จะเอาไปทำอะไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเหมือนกับที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ที่แล้วหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เราต้องการความชัดเจน และเพื่อนสมาชิกท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านก็ได้ทวงถามกับท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมไปแล้วว่าถ้าท่าน พร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้จริง ขอดูวันนี้ ในสภาเลยครับ เอามาเปิดกางให้พวกเราได้ดูว่าท่านจะนำเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ไปดำเนินการอย่างไรบ้าง มีโครงการอะไรบ้าง จำเป็นต้องเบิกจ่ายวันนี้จริงหรือ หรือถ้าจะ มีการเบิกจ่ายปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ หรือแม้แต่ปี ๒๕๕๘ ในอนาคต ทำไมไม่รอการออกงบประมาณ ตามวิธีปกติ ทำไมต้องเร่งรีบในการที่จะกู้ยืมผ่านการออก พ.ร.ก. นี่คือสาเหตุที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายไว้ว่านี่คือการยึดอำนาจของรัฐสภา ส่วนเพื่อนสมาชิกที่อาจจะคล้อยตามคำชี้แจง ของท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมว่าไม่ได้เป็นการยึดอำนาจเพราะรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจไว้ ให้กับรัฐบาลไว้ออก พ.ร.ก. ถ้าท่านคิดเช่นนั้นก็อย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ครับ อนาคตเรา ไม่ต้องทำหน้าที่กันเลย ก็ในเมื่ออ้างว่า พ.ร.ก. ออกได้ และตามตรรกะหมายความว่าออกได้ ในทุกกรณี ก็ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด