สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเน้นย้ำว่าความชัดเจนในการวางแผนและดำเนินการเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผลในการกู้ยืมเงิน 350,000 ล้านบาทผ่านการออกพระราชกำหนด และไม่ต้องออกในรูปของ พ.ร.ก. เพื่อหลีกเลี่ยงการไม่มั่นใจเกิดขึ้นกับเสถียรภาพของรัฐบาล และให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานต้องกรุณานะครับ เราพูดอย่างหนึ่ง แต่คนเข้าใจผิดในสิ่งที่เราพูดนั้นโทษคนพูดไม่ได้ครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ผมก็จะขอไปสู่ประเด็นต่อไปนะครับว่า แนววิธีในการที่จะสร้างความเชื่อมั่นผมก็ต้องขออนุญาต ผ่านท่านประธานนะครับ ที่จะเรียนว่ามันมีอยู่ ๘ วิธีด้วยกันในกรณีนี้ วิธีแรกผมได้พูดไปแล้ว ก็คือแผนการแก้ไขปัญหา และป้องกันไม่ให้ปัญหาในอดีตเกิดขึ้นซ้ำรอย ต้องมีความชัดเจน ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังไม่เป็นเช่นนั้นนะครับ ก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ มีนักวิชาการที่มีส่วนร่วมพิจารณา แผนป้องกันน้ำท่วมกับรัฐบาลได้ออกมาให้สัมภาษณ์กันหลายท่านว่าที่ผ่านมาการพิจารณานั้น ไม่ได้มีรายละเอียดที่จับต้องได้เลย อันนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีโครงการที่จะต้องเบิกเงินหรือ เบิกงบประมาณในส่วนของเงินกู้ที่ท่านขอโดยเร่งด่วนนั้นเมื่อไร อย่างไร แต่แม้แต่ความชัดเจน ในแผนก็มีท่านผู้อยู่ในคณะกรรมการของรัฐบาลนั้นออกมาชี้แจงแล้วนะครับว่าขาดความชัดเจน ประเด็นนี้ครับเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือความเชื่อมั่นจะมีจากความมั่นใจว่าการตรากฎหมายเป็น การตราด้วยความรอบคอบและมีการปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องในกรณีของกองทุนประกัน ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเช้านี้ก็ได้อภิปรายไปนะครับว่า จนถึงวันนี้ผู้ประกอบการ ในธุรกิจประกันภัยเขายังไม่ได้มีโอกาสได้ปรึกษาหารือกับทางรัฐบาล ไม่เคยมีโอกาสได้ร่วม แสดงความคิดเห็นก่อนที่จะมีการตราพระราชกำหนด เช่นเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากการออกพระราชกำหนดฉบับนี้นะครับ ไม่ได้มีโอกาสได้เห็น ตัวร่างพระราชกำหนดเลย จนมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษานะครับ ซึ่งการกระทำ ในลักษณะนี้สะท้อนถึงความไม่รอบคอบและจุดอ่อนข้อบกพร่องก็มีมากมายในตัวพระราชกำหนด เองนะครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเช้านี้ก็ได้หยิบยกขึ้นมา ๑ ประเด็น ซึ่งก็คงจะมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านสะท้อนถึง ความกังวล ก็คือโครงการการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำนั้น ได้มีการกำหนดวันไว้ว่า สามารถที่จะกู้ยืมผ่านโครงการนี้ได้ในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมภายในปี ๒๕๕๔ เท่านั้น พูดง่าย ๆ ภาคใต้ทั้งภาค ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้อภิปรายไปแล้ว หมดสิทธิครับ และท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ขอคำยืนยันจากรัฐบาลว่านี่ ไม่ใช่โดยเจตนาและที่สำคัญจะมีการนำเสนอการแก้กฎหมายหลังจากที่มีการพิจารณา พ.ร.ก. ในวันนี้ เพื่อให้เปิดโอกาสให้กับพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับความเสียหายมีโอกาสได้เข้าถึง วงเงินส่วนนี้ด้วย แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไม่รอบคอบ ความไม่รอบคอบนำมาซึ่งการขาด ความเชื่อมั่น

ส่วนประเด็นที่ ๓ ว่าความเชื่อมั่นในกฎหมายนั้นจะมาจากอะไร ผมก็ต้อง ขออนุญาตเรียนนะครับว่าความเชื่อมั่นนั้นจะมาจากความชัดเจนว่าการตราพระราชกำหนด โดยรัฐบาลนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายใหญ่ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ผมคิดว่า มีความชัดเจนในแง่มุมของทางฝ่ายค้านว่าอย่างน้อยที่สุด ๒ พระราชกำหนดจาก ๔ พระราชกำหนด ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ตราไว้ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๘๔ ก็คือไม่มีความจำเป็น เร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่ได้มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตรงนี้ผมก็เกรงว่า จะมีการตีความในทางที่บิดเบือนอีก ผมไม่ได้หมายความว่าการใช้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภัยพิบัติอีกในอนาคต ไม่ใช่เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีผล ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ความหมายของกระผมก็คือการกู้ยืมนี้ไม่ควร ที่จะกู้ยืมผ่านการออกพระราชกำหนด เพราะการกู้ยืมนี้มีความสำคัญและที่สำคัญที่สุด ก็คือ ณ ปัจจุบันแผนการใช้เงินของรัฐบาลก็ยังไม่มี ขาดความชัดเจน รัฐบาลถ้าคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องเร่งด่วนจริง ทำไมถึงไม่ได้กู้ยืมผ่านงบประมาณ ปี ๒๕๑๕ ในช่วงการพิจารณานั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเองครับว่าเพดานเงินกู้ยังเหลืออยู่อีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องใช้เม็ดเงินทำไมท่านถึงไม่ได้กู้ยืมในระบบงบประมาณ มีความโปร่งใส พวกเราสามารถที่จะตรวจสอบโครงการของท่านได้ คำตอบก็คงเป็นเพราะว่าโครงการนั้น ท่านยังไม่มีที่จะนำเสนอคณะกรรมาธิการงบประมาณ และนี่ก็คือเหตุผลที่ท่านไม่สามารถ กู้จากงบประมาณได้ จำเป็นต้องตราพระราชกำหนดโดยที่พวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีโอกาสในการที่จะตรวจสอบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่าอ้างไม่ได้นะครับต่อมาตรา ๑๘๔ ในการตราพระราชกำหนดโดยรัฐบาล เหล่านี้นี่เป็นที่มาของความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นว่า กฎหมายที่ตรานั้นเป็นกฎหมายที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้วินิจฉัย

ส่วนอีก พ.ร.ก. หนึ่งคือ พ.ร.ก. โอนหนี้ ตรงนี้ความจำเป็นเร่งด่วนไม่มีเลยครับ ภาระหนี้สินที่เรามีในรูปของหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีอยู่กับทุก ๆ รัฐบาลมากว่า ๑๐ ปีแล้ว รัฐบาลก็อยู่ได้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ผมขอสรุปง่าย ๆ เลยนะครับ ว่าในส่วนของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ผลทั้งหมดที่รัฐบาลจะได้รับจากการตรา พ.ร.ก. โอนหนี้ไปที่ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ก็คือการประหยัดเม็ดเงินดอกเบี้ยประมาณ ๖๘,๐๐๐ ล้านบาทที่ตั้งไว้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ แต่ประเด็นนี้ละครับ คือประเด็นที่สำคัญ เพราะรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้แล้วในงบปี ๒๕๕๕ สมมุติว่าไม่มี พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถามว่า รัฐบาลอยู่ได้ไหม มีเงินเพื่อมาชำระดอกเบี้ยไหม มีครับ เพราะตั้งงบไว้แล้ว เพราะฉะนั้นถาม ว่าหลีกเลี่ยงได้ไหมที่จะต้องออกในรูปของ พ.ร.ก. หลีกเลี่ยงได้แน่นอนครับ ส่วนถ้ารัฐบาล บอกว่าเอาน่าอย่างน้อยถ้ามี พ.ร.ก. ก็ประหยัดเม็ดเงินงบประมาณส่วนนั้นได้ ผมก็อยากจะ เรียนครับว่าการประหยัดเม็ดเงิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงไม่ถึงด้วย เพราะเหลือเวลาอีก เพียงแค่ประมาณ ๘ เดือนในปีงบประมาณนี้ การประหยัดเม็ดเงินงบประมาณ ประมาณ สมมุติสัก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการตราพระราชกำหนดนี้ เมื่อเทียบกับวงเงินของงบประมาณ รายจ่ายทั้งหมด ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ไม่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลย เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ถามว่าสำคัญไหม เป็นนวัตกรรมที่น่าจะสนับสนุนไหม นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นแนวคิดที่กล้าหาญเหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลหลายคนอ้างไว้จริงหรือไม่ นั่นก็เป็น อีกประเด็นหนึ่ง แต่เป็นประเด็นว่าควรที่จะออกมาเป็น พ.ร.ก. หรือเป็นพระราชบัญญัติ ให้พวกเราได้มีโอกาสได้ตรวจสอบอย่างละเอียด นั่นคือประเด็นที่ทางศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็น ผู้วินิจฉัย และการที่ท่านเร่งออกมาในรูปของ พ.ร.ก. ก็ส่งผลทำให้ขาดความเชื่อมั่นว่าสุดท้าย แล้วกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ มีความไม่มั่นใจเกิดขึ้นกับเสถียรภาพของรัฐบาลด้วยซ้ำไป ว่าในกรณี ที่อาจจะมีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญว่าการตรา พ.ร.ก. ๒ ฉบับนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีผลอย่างไรต่อความมั่นคงของรัฐบาล เหล่านี้ไม่ใช่วิธีที่ดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ตามที่เราควรที่จะต้องดำเนิน

ส่วนประเด็นที่ ๔ วิธีการในการที่จะสร้างความเชื่อมั่น ต้องขอเรียนนะครับว่า สิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศมีความกังวลมากเป็นพิเศษจากกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการ ตราพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ คือบทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซงการทำงานของ ธนาคารกลางก็คือธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่มีการเสนอว่าคณะรัฐมนตรี จะมีอำนาจในการสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยโอนสินทรัพย์หรือทรัพย์สินทั้งหมดของ ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อมาชำระหนี้ได้ นั่นคือการแทรกแซงโดยตรงโดยรัฐบาล ใช้อำนาจฝั่งรัฐบาลในการที่จะบังคับธนาคารแห่งประเทศไทยให้พ้นจากความเป็นอิสระ มารับภาระหนี้ของรัฐบาลเอง ตรงนี้เรื่องของการแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นเป็น ประเด็นที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นที่ต่างชาติและนักลงทุนในประเทศเองจะมีกับประเทศเรา อย่างปฏิเสธไม่ได้ และถึงแม้ว่าได้มีการแก้ไขมาตรานั้นออกไปแล้ว การตราพระราชกำหนด ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องทำในสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง ก็คือปล่อยซอฟต์โลน แทนรัฐบาลนั้น ก็เป็นการแทรกแซงอย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกัน ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นก็มีการอภิปรายไปแล้วนะครับ การพิมพ์เงินโดยแบงก์ชาติ โดยคำสั่งของ รัฐบาลผ่านการออกพระราชกำหนดจะมีผลอย่างแน่นอนต่อราคาสินค้าซึ่งทุก ๆ วันนี้พี่น้อง ประชาชนก็เดือดร้อนอยู่แล้วจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นทุกวี่ทุกวัน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธ ไม่ได้นะครับว่ามีผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของเรา

ประเด็นที่ ๕ ถ้ารัฐบาลจริงใจกับการสร้างความเชื่อมั่น ผมแนะนำว่าไม่ต้อง รีบกู้ครับ นั่นไม่ใช่วิธี แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการก็คือสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบธนาคาร ของเราจะมีความเข้มแข็งต่อไป แนวความคิดที่จะให้ธนาคารพาณิชย์มารับภาระหนี้แทน รัฐบาลนั้นเป็นแนวความคิดที่มีสิทธิที่จะเสนอ มีทั้งข้อดี ข้อเสีย แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เช่นเดียวกัน ก็คือเมื่อธนาคารพาณิชย์รับภาระอันนี้ไปแล้วจะต้องมีการส่งภาระนี้ต่อให้กับลูกค้า ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบแน่นอน ลูกค้ามี ๒ ฝั่งครับ ฝั่งแรกคือฝั่งผู้ฝาก ในรูปของอัตรา ดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งอาจจะต้องลดลงอำนาจต่อรองไม่ค่อยมีนะครับ อีกด้านหนึ่งก็คือฝั่งผู้กู้ ซึ่งผู้กู้ยืมก็คือพวกบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่รัฐบาลอ้างว่าต้องการที่จะช่วยเหลือ ธนาคารพาณิชย์ ก็มีโอกาสและมีสิทธิและคงจะต้องทำแน่นอนในการที่จะส่งภาระที่รัฐบาลมอบให้นี้ให้กับลูกค้า ที่กู้ยืมเงินในรูปของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะสูงขึ้น สังเกตไหมครับ ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย เองนี่ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา ๒ ครั้ง ๒ ครา ครั้งล่าสุดปรับลดลงมาไม่ได้มีผล ต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยธนาคารพาณิชย์เลย เพราะอะไรครับ เพราะเขาต้อง สำรองไว้มาชำระหนี้ หรือชำระดอกเบี้ยแทนรัฐบาลหลังจากมีการออกพระราชกำหนดฉบับนี้แล้ว นี่เป็นการบั่นทอนระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างการค้าและการเงินของประเทศซึ่งจะมีผล ต่อความเชื่อมั่นอย่างปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นที่ ๖ ก็คือผลต่อผู้ออมซึ่งเป็นพี่น้องประชาชน อย่าคิดนะครับว่า ประชาชนที่มีเงินออมต้องเป็นเพียงเศรษฐี ขออนุญาตเรียนว่า ณ ปัจจุบันนี้มีบัญชีออมทรัพย์ อยู่ในระบบประมาณ ๖๗ ล้านบัญชี กว่า ๖๐ ล้านบัญชีมีมูลค่าเงินฝากเพียงไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ต่อบัญชี พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝากมีหน้าที่ในการที่จะค้ำประกันเงินฝากของประชาชน กลุ่มนี้ มูลค่าต่อบัญชีไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๕ คือปีนี้ สถาบันคุ้มครองเงินฝากสามารถที่จะประกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากความล้มเหลว ในระบบสถาบันการเงินในอนาคต ก็เพราะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ ที่อัตรา ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงินฝากทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ ณ ปัจจุบันสะสมเงิน ไว้ได้ในกองทุนประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการประมาณว่าถ้าจะให้เพียงพอในการ ค้ำประกันให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนตามเกณฑ์ที่ผมได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่มีความจำเป็น ที่จะต้องมีเงินในกองทุนนี้ ถึงประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ณ วันนี้หลังจากที่ได้มีการตราพระราชกำหนดที่เรา ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จะมีผลในการที่จะเบนเม็ดเงินส่วนนี้ไปใช้ในการชำระหนี้ แทนรัฐบาล แล้วพี่น้องประชาชนที่มีบัญชีเงินฝาก ๖๐ กว่าล้านบัญชีละครับ ใครจะมาดูแล รัฐบาลจะค้ำประกันสถาบันเงินฝากหรือไม่ ซึ่งก็เป็นการก้าวถอยหลังกลับไปสู่การที่รัฐบาล เพิ่มความเสี่ยงให้กับตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้มีพัฒนาการในการที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการจัดตั้ง สถาบันคุ้มครองเงินฝากขึ้นมา เพราะฉะนั้น ณ ปัจจุบันความไม่แน่นอนเกิดขึ้นทั้งในส่วนของ ผู้ประกอบการและประชาชนที่เป็นลูกค้าธนาคารในส่วนของเงินกู้และพี่น้องประชาชนทุกคน ที่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์นะครับว่าอนาคตของเขาจะเป็นเช่นใด นี่คือผลพวง ทั้งหมดจากการตราพระราชกำหนดโดยรัฐบาล ซึ่งถ้าได้มีโอกาสในการพิจารณาในรูปของ พระราชบัญญัติผ่านสภาก็จะมีโอกาสเช่นเดียวกันในการที่จะให้คำแนะนำแล้วก็อาจจะเป็น โอกาสให้กับรัฐบาลได้สามารถกลับไปทบทวนจุดยืนและแนวคิด แต่เมื่อตราในรูปของ พระราชกำหนดโอกาสเหล่านี้หมดไปนะครับ แล้วก็มีผลต่อความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก

ส่วน ๒ ประเด็นสุดท้ายซึ่งเป็น ๒ ประเด็นที่มีความสำคัญต่อผลของความเชื่อมั่น ในระบบเศรษฐกิจนะครับ ก็คือคำถามว่าภาระหนี้ที่รัฐบาลโอนให้กับกองทุนฟื้นฟู สุดท้ายแล้ว ถ้ากองทุนฟื้นฟูรับผิดชอบไม่ได้ และดูเหมือน ณ ปัจจุบันไม่น่าจะมีความรับผิดชอบ ต่อเม็ดเงินต้นได้ รัฐบาลจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เพราะในร่างพระราชกำหนดก็ไม่ชัด ในประเด็นนี้ เพียงแต่พูดว่ามีการโอนความรับผิดชอบจากรัฐบาลไปสู่กองทุนฟื้นฟู ไม่ได้พูด ต่อเนื่องว่าความหมายคืออะไร เมื่อพันธบัตรรัฐบาลปัจจุบันครบอายุ หมายความว่ากองทุนฟื้นฟู ต้องเป็นคนออกพันธบัตรแทนหรือไม่ แล้วในกรณีนั้นถ้าไม่มีคนซื้อเพราะเขาไม่อยากที่จะ ได้รับความเสี่ยงของกองทุนฟื้นฟู รัฐบาลจะเข้าไปค้ำประกันหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เสมือนกับว่าหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับเดิม ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็หมายความว่ากองทุนฟื้นฟู ไม่สามารถที่จะรับผิดชอบตามคำสั่งตามพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ นี่คือความคลุมเครือ ซึ่งความจริงได้รับการแก้ไขไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ และปี ๒๕๔๕ ไม่ใช่เพียงแค่โดยรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ในปี ๒๕๔๑ แต่โดยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยด้วย ในปี ๒๕๔๕ เห็นตรงกันครับว่าความคลุมเครือนี้ไม่ควรที่จะมีอยู่ในระบบ เราควรที่จะยอมรับความเป็นจริง ว่าภาระหนี้นี้ทั้งหมดเป็นภาระของรัฐบาล และด้วยพระราชกำหนด ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ ฉบับหนึ่งโดยพรรคไทยรักไทยในปี ๒๕๔๕ ก็ได้แก้ปัญหานี้ จนกระทั่งรัฐบาลนี้ย้อนกลับไปสร้างความคลุมเครือซึ่งจะมีปัญหาต่อความมั่นใจในระบบ เศรษฐกิจของประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้

ส่วนประเด็นสุดท้ายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะกระบวนการ ทั้งหมดนี้ได้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของวินัยทางการคลัง ได้เคยมีการอภิปรายไปแล้วนะครับว่ารัฐบาลชุดที่แล้วได้กำหนดเป้าไว้ชัดเจนว่าภายใน ปี ๒๕๕๘ เราจะบริหารให้งบประมาณแผ่นดินเป็นงบที่มีความสมดุล รายจ่ายไม่เกินรายรับ แต่รัฐบาลนี้เข้ามาก็ปฏิเสธที่จะยืนยันความตั้งใจนั้น แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือการที่รัฐบาลนี้ อ้างเหตุผล อ้างความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนที่เกิดจากการบริหารผิดพลาดในช่วงน้ำท่วม ในช่วงปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหาย เม็ดเงินที่กล่าวถึงวันนี้ครับ ๑.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็น เม็ดเงินของธนาคารโลก ก็ต้องถามว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร ส่วนหนึ่งเพราะภัยธรรมชาติ ส่วนหนึ่งเพราะการบริหารจัดการที่คลาดเคลื่อน อ้างเหตุผลนั้นในการที่จะกู้ยืมเงิน เกินเพดานเงินกู้ตามกฎหมายของเรา กู้ยืมเงินเพื่อมาใช้ในรูปของการใช้งบประมาณ โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาโดยสภา ที่ผมกังวลครับท่านประธาน และผมกังวลในเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วก็อยากจะฝากให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในฝั่งใด ก็แล้วแต่ได้พิจารณาให้ดี เพราะถ้าท่านพร้อมที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลตราพระราชกำหนด ในรูปของการกู้ยืมเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยไม่ต้องมีเอกสารหลักฐานรายละเอียด และไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้เงินนี้ ในอนาคตพวกเราไม่มีความหมายหรอกครับ รัฐบาลเข้ามาจะจัดงบประมาณเท่าไรก็แล้วแต่ สุดท้ายก็สมทบงบประมาณนั้น ด้วยการออกพระราชกำหนด ผมยืนยันได้ครับ ทุกรัฐบาลหาข้ออ้างได้แน่นอน ถ้าท่านอ้าง เหมือนที่ท่านอ้างในวันนี้ได้ ในวันข้างหน้าทุก ๆ รัฐบาลก็จะสามารถหาข้ออ้างมาได้ แล้วก็ จะมาพูดเหมือนกับที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมพูดวันนี้ครับว่าร่างทุกคำพูดเหมือนกับที่ พรรคเพื่อไทยเคยร่างไว้เลยในปี ๒๕๔๕ พรรคประชาธิปัตย์เคยร่างไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ทำไมทำได้ตอนนั้น ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้ บริบทมันต่างกัน เราเป็นผู้ใหญ่กันใหญ่นะครับ เราต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน เงื่อนไขในการกู้ยืมเงิน มีความพร้อมแล้วหรือยัง จริงหรือไม่ในการที่จะใช้เม็ดเงินส่วนนี้ หลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ใช้ระบบการออกงบประมาณประจำปีได้หรือเปล่า ปีหน้าท่านประธานครับ รัฐบาลก็จะ สามารถกู้ยืมในระบบงบประมาณได้อีก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุลได้อีกประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามตัวเลขของท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้กับเราไว้เมื่อเช้านี้ ทำไมไม่รอใช้ปีนั้นครับ ทั้ง ๆ ที่โครงการส่วนใหญ่ที่ท่านพูดถึงก็คงจะมีการเบิกจ่ายเริ่มต้น ในปี ๒๕๕๖ นั่นเอง แม้แต่งบประมาณในส่วนของงบกลางในงบปี ๒๕๕๕ ที่อ้างว่าจะใช้ ในการฟื้นฟูน้ำท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ณ ปัจจุบันยังไม่มีแผนชัดเจนเลยครับว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะใช้กับโครงการใด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการตราพระราชกำหนด ต้องคำนึงถึงหลักวินัยทางการคลังและวินัยทางการคลังไม่ใช่เป็นกฎหมายย่อยนะครับ มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งหมวดเลยครับ หมวด ๘ ไปเปิดดูได้ ทั้งหมวดนี้ พูดถึงเรื่องของความสำคัญในการรักษาวินัยทางการคลังและพูดชัดเจนว่าการออก งบประมาณนั้นต้องออกในรูปของพระราชบัญญัติ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็คืองบประมาณนั่นละ ไม่ควรที่จะออกในรูปของพระราชกำหนดและจะเป็นจุดเริ่มต้น ผมให้สัมภาษณ์ไว้หลายครั้งของความหายนะของเศรษฐกิจของประเทศเรา ถ้าสภาแห่งนี้ ยังยืนยันที่สนับสนุนการดำเนินการเช่นนี้ของรัฐบาล ขอบคุณครับ