สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วราภรณ์ ตั้งภากรณ์ หารือเรื่องการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศไทย หลังจากที่ประสบวิกฤติมหาอุทกภัย โดยพูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นและผลกระทบต่อประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะพระราชกำหนดการบริหารจัดการน้ำ 3,500,000,000 บาท และพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัย 500,000,000 บาท และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย

นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน วราภรณ์ ตั้งภากรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานที่เคารพคะ จากการพิจารณาพระราชกำหนด ๒ ฉบับในวันนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐบาลได้เสนอพระราชกำหนดทั้งสิ้น ๔ ฉบับ แต่เนื่องจากอีก ๒ ฉบับอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญค่ะท่านประธาน ถ้าเรามองย้อนถึง สาเหตุว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องเสนอพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับเพื่อมาช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู และพัฒนาอนาคตของประเทศไทยหลังจากที่เราประสบวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่ เพิ่งผ่านมาเมื่อปลายปีที่แล้ว จากตัวเลขของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสำรวจออกมา ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคมจนถึงปัจจุบัน ท่านประธานคะ พื้นที่ ๖๕ จังหวัดในประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ ความเสียหายดังกล่าวสร้าง ความเดือดร้อนให้กับครัวเรือนถึง ๔,๐๘๖,๐๐๐ ครัวเรือน จำนวนสูงมากค่ะท่านประธาน ยังไม่รวมพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหายเกือบ ๑๒ ล้านไร่ ยังไม่รวมความเสียหาย ต่อภาคประชาชน ธุรกิจ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อยหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่าง นิคมโรจนะที่เราได้ติดตามข่าวกันมาต่อเนื่อง ยังไม่รวมถึงความเสียหายจากปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง ถนนหนทาง สะพาน ฝาย คู คลอง ทั้งหลายที่รัฐบาลต้องสูญเสียเม็ดเงินมูลค่า มหาศาลเพื่อนำไปปรับปรุงให้ฟื้นฟูกลับมาสู่สภาพเดิม ท่านประธานคะ ดิฉันเป็นผู้หนึ่ง ที่มีส่วนร่วมในอุทกภัยครั้งนี้เพราะจังหวัดนครสวรรค์ดิฉันจากวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นความทรงจำของจังหวัดนครสวรรค์ที่อุทกภัยครั้งนี้ได้ทำลายเศรษฐกิจในตัวเมือง จังหวัดนครสวรรค์ สร้างความเสียหายให้ไม่น้อย ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีการเยียวยาครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท ชดเชย ซ่อมแซมบ้านเรือนที่พังเสียหาย ชดเชยอุปกรณ์ที่พังเสียหาย ชดเชย พืชสวนไร่นา พื้นที่ทำการเกษตร แต่ท่านประธานเห็นอยู่นะคะว่ามันไม่เพียงพอกับน้ำใจ ที่ไม่มากตรงนี้เพราะอะไรคะ จะเห็นอยู่ว่าทุกวันนี้ยังมีม็อบ (Mob) ออกมาประท้วง มีม็อบ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลพวกเขาเพราะความเดือดร้อนที่เขาได้รับนั้นกับเงินชดเชย เยียวยาของรัฐบาลมีจำนวนไม่เพียงพอกับความสูญเสียสภาพชีวิตความเป็นอยู่หรือด้านจิตใจ ดิฉันและชาวจังหวัดนครสวรรค์ถึงได้ซาบซึ้งว่าอุทกภัยครั้งนี้สร้างความหายนะให้กับพวกเรา อย่างมาก อาจจะมีบางท่านหรือหลาย ๆ ท่านที่ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลเราถึงต้องออก พระราชกำหนดการกู้เงินทั้ง ๔ ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและเป็นความจำเป็นที่เร่งด่วน คนที่ไม่เข้าใจไม่ได้เจอประสบอุทกภัยเหมือนอย่างจังหวัดดิฉันหรือตัวดิฉันเอง อาจจะ ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องออกพระราชกำหนด และดิฉันจะยกตัวอย่างนะคะว่าอย่าง พระราชกำหนดการปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งขณะนี้ตีความอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมูลหนี้ ๑.๑๔ ล้านล้านบาท มูลหนี้ตัวนี้สูงค่ะท่านประธาน ถ้าหนี้สาธารณะสูงประเทศเรา ก็เหมือนบริษัท ๑ บริษัท เวลาจะไปกู้ใครเขา อย่างเช่นดิฉันมีบริษัท ถ้าบริษัทฉันปิดงบ กำไรขาดทุน ปรากฏว่ามีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ดิฉันเรียนถามนิดค่ะ ธนาคาร สถาบันการเงินไหน เขาจะให้ดิฉันกู้ไหมคะ ที่บอกว่าไม่จำเป็นเร่งด่วนมันจำเป็นค่ะ เพราะมันจะไปเชื่อมโยงกับ พระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่งซึ่งอยู่ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอยู่เช่นเดียวกันนะคะ เป็นพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนวางระบบบริหารการจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ วงเงินไม่เกิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาทำอะไรคะท่านประธาน ในรายละเอียดบอกอยู่ชัดเจนนะคะว่าลงทุนเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและ สร้างอนาคตประเทศ มีแผนค่ะ ที่ทางฝ่ายค้านบอกไม่มีรายละเอียด มีแผนพัฒนาลุ่มน้ำทั้ง ๒๕ ลุ่มน้ำ ลุ่มน้ำดังกล่าวถือเป็นสายน้ำสำคัญของทั้งประเทศไทยที่ร่วมบริหารจัดการเพื่อ เป็นการแก้ไข เป็นการกั้นน้ำ ป้องกันน้ำ กักเก็บน้ำหรือระบายน้ำ หรือจะพูดให้ชัด ๆ นะคะ ว่าเป็นการสร้างที่ให้น้ำอยู่ มีทางให้น้ำเดิน ปัญหาอุทกภัยจะได้ไม่เกิดขึ้น เอาไปทำอะไรคะ งบประมาณถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปสร้างเขื่อน สร้างฝายกักเก็บน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดคลองระบายน้ำหรือทำแก้มลิงในพื้นที่เหมือนที่ดิฉันพูดในจังหวัดนครสวรรค์ดิฉันค่ะ บึงบอระเพ็ดตั้ง ๑๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ ดิฉันก็ได้เคยพูดในคราวที่แล้วว่าเหมาะที่จะเป็นแก้มลิง ไว้กักเก็บน้ำจำนวนมหาศาล ความเดือดร้อนเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องลงมาถึงกรุงเทพมหานคร อย่างไรคะ

สำหรับพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ หรือพระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุกทุกภัยในครั้งนี้ พระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้มีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่อง เพราะการที่เราจะออกพระราชกำหนดช่วยเหลือ เยียวยาผู้ที่ประสบอุทกภัย วงเงินไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านประธานคะ รัฐบาล มีความจริงใจว่าพวกเราประสบอุทกภัย ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน เอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขนาดย่อมทั้งหลายแหล่ได้รับความเดือดร้อนทั่วถึงกัน แต่ความเดือดร้อนเหล่านี้ เขาไม่มีปัญญาที่จะหาแหล่งเงินทุนเอง ก็ต้องอาศัยรัฐบาลนี่ละค่ะที่เข้ามาช่วยเหลือ แต่ถ้าพระราชกำหนดการบริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ผ่าน ดิฉันคิดว่าเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะมาช่วยเหลือประชาชนเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ถึงแม้จะคิด ดอกเบี้ยต่ำอย่างไรถ้าน้ำมาอีกรอบ เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่เขาเรียกว่า ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จะเกิดประโยชน์อะไรละคะ เพราะสิ่งที่เราต้องการเน้นทำจริง ๆ คือการป้องกันและแก้ไข ปัญหาจากพระราชกำหนดเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น แล้วต่อเนื่องค่ะท่านประธาน ในส่วนพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เช่นกัน วงเงิน ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ดิฉันกล่าวมันไม่มาก แต่มันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ไม่ว่าจะในประเทศเองหรือจากต่างประเทศ เพราะอย่างน้อยรัฐบาลได้เข้ามาดูแล อย่างเวลา ถ้าดิฉันคิดจะไปฝากเงินธนาคาร ดิฉันขอยกตัวอย่างนะคะ ถ้าธนาคารไหนรัฐบาลไม่เป็น ประกันดิฉันก็ไม่กล้าฝาก เพราะกลัวธนาคารนั้นเจ๊งค่ะ และเงินต้นดิฉันก็จะหายไปหมด ไม่ใช่แค่หวังดอกเบี้ย หรือถ้าดิฉันจะซื้อพันธบัตรดิฉันก็ต้องซื้อพันธบัตรที่รัฐบาลเป็นประกัน เพราะมันเป็นการสร้างความเชื่อมั่น เหมือนปัจจุบันนี้จะเห็นว่าบริษัทประกันภัยต่าง ๆ ไม่มีความมั่นใจ เช้าตื่นขึ้นมาเราฟังข่าวแล้ว น้ำจะมาอีก ๔ เท่าตัว คำว่า ๔ เท่าตัวนี่ ขนาดปีที่แล้ว ๑ เท่าตัวยังเดือดร้อนขนาดนี้ ถ้าอีก ๔ เท่าตัวเราจะเดือดร้อนขนาดไหน และอย่างเมื่อเช้าข่าวช่องหนึ่งก็ออกบอกว่า เปรียบเทียบสถิติน้ำฝน ปี ๒๕๕๕ ในเดือน มกราคม ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับเดือนมกราคม ปี ๒๕๕๔ ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ เท่าตัวค่ะ ทุกวันนี้พวกเราเกิดความหวาดผวาว่าตื่นขึ้นมาเจอแต่ข่าว น้ำจะมาไหม ฝนตกไหมวันนี้ ปีนี้น้ำจะท่วมไหม นี่อย่างไรคะถึงพูดว่าทุกพระราชกำหนดนี้มีความเกี่ยวโยงกัน ที่ใครบอกว่าไม่เกี่ยวต้องแยกเป็นรายเรื่อง ดิฉันว่าไม่จริง หรือเขาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ ประสบปัญหาอุทกภัยเหมือนที่บางคนได้เจอ และที่สำคัญนะคะท่านประธาน ในกรณี ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือกรณี ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถามว่าการประเมินของ ธนาคารโลกเราเห็นชัดแล้วนะคะว่าประมาณการตัวเลขจากความเสียหายที่เกิดอุทกภัยขึ้น เมื่อปลายปีที่ผ่านมาของประเทศไทยสร้างความเสียหายถึง ๑.๔๔ ล้านล้านบาท ถามท่านประธานนิดหนึ่งนะคะว่าวงเงินประกันภัยไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ไม่มีทาง เพียงพอค่ะ ถ้าเรายังไม่มีพระราชกำหนดในการกู้เงินเพื่อมาบริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนั้นมาช่วย วงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่เกิด ประโยชน์ต้องใช้เป็นล้านล้านบาท แล้วก็ละลายแม่น้ำจะไม่เหลืออะไรเลย ดิฉันจึงคิดว่า พระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับนี้ เป็นเรื่องเร่งด่วนมีความจำเป็น เพราะอย่างน้อยดิฉันได้ประสบ มาด้วยตัวเองถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนแสนสาหัสที่เกิดขึ้นและดิฉันยังอยากจะเสนอแนะไป ยังรัฐบาลนะคะ สำหรับพระราชกำหนดในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุทกภัยวงเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันอยากจะให้ท่านในเมื่อเรามีโครงการหลาย ๆ โครงการอย่าไปคิดดอกเบี้ยเลยค่ะ ในช่วงระยะแรกถึงแม้ท่านจะบอกว่าดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ ๓ ถ้าในความคิดเห็นของ ดิฉันอยากเสนอท่านว่าถ้าเป็นไปได้เราเคยมีการปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลากี่ปี ไหน ๆ เราจะช่วยประชาชน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้อยู่แล้ว ก็น่าจะช่วยเขาให้เดินต่อไปได้ และที่สำคัญที่สถาบันการเงินจะต้องส่งเงินคืนให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยภายใน ระยะเวลา ๕ ปี ดิฉันก็อยากจะเสนอแนะให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก เพราะเราจะต้องใช้ เวลาในการฟื้นตัว ฟื้นประเทศของเรา เพื่อให้คนในประเทศและคนต่างประเทศ มีความเชื่อมั่น และสิ่งที่ดิฉันอยากจะฝากไปยังทางรัฐบาลที่ผ่านมานะคะ ที่ท่านบอกว่าคราวที่ ท่านได้มีการออกพระราชกำหนดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อนำมาสนับสนุนโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ วงเงินกู้ พระราชกำหนดคราวนั้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันอยากถามช่วงนั้นที่ไม่ได้เกิดอุทกภัย เพียงต้องการมากระตุ้นเศรษฐกิจกับช่วงนี้อุทกภัยที่เพิ่งเกิดขึ้นมาสด ๆ ร้อน ๆ แล้วทุกคนยัง เดือดร้อนอยู่เพราะยังฟื้นตัวเองไม่ได้ อันไหนมีความสำคัญ จำเป็น หรือเร่งด่วนกว่ากัน และดิฉันอยากจะฝากไปยังรัฐบาล ถ้าท่านคิดว่าพระราชกำหนดในการกู้เงินคราวนี้ยังไม่ พอเพียงที่จะมาแก้ไขหรือบริหารจัดการน้ำอย่างสมบูรณ์ทั้งประเทศ ดิฉันอยากเสนอให้ รัฐบาลกล้าที่จะกู้เพิ่ม ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่จะสนับสนุนและดิฉันก็คิดว่าพี่น้องประชาชนย่อม เข้าใจ เพราะเขาเจอปัญหามาพร้อม ๆ กัน เขาย่อมเข้าใจว่าการกู้เงินของรัฐบาลในคราวนี้ เพื่อมาช่วยพวกเขาอย่างแท้จริง ดิฉันคิดว่าเขาจะสนับสนุนรัฐบาลด้วยซ้ำไป ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน