เกียรติ สิทธีอมร อภิปรายพระราชกำหนด 2 ฉบับ โดยแสดงความไม่เห็นด้วยที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีไม่ได้เตรียมแผนการชัดเจนในการแก้ไขปัญหา และไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในการออกพระราชกำหนด เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของพระราชกำหนดดังกล่าว รวมถึงการประกันภัยน้ำท่วมที่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาของระบบประกันภัย สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนไม่ได้ และอาจจะสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้กับประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นะครับ วันนี้เราอภิปรายพระราชกำหนด ๒ ฉบับ แล้วจริง ๆ ตอนนี้ผมอยาก ผมไม่ทราบท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ โดยตรง เผอิญรู้สึกท่านเข้าห้องน้ำบ่อยนะครับ อยากจะสะท้อนหลาย ๆ เรื่องให้ท่านฟัง เพราะว่าจริง ๆ แล้วผมมีข้อมูลที่ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ในการที่ท่านจะไปดำเนินการตาม พระราชกำหนด ๒ ฉบับนี้ต่อไป เพราะมันจะเป็นเสียงสะท้อนจากหลาย ๆ ฝ่ายที่ท่านรอง นายกรัฐมนตรีเองได้มีโอกาสไปพบ ไปพูดคุยด้วย แต่บางเรื่องเขาสะท้อนมาทางท่านรอง นายกรัฐมนตรี แต่ท่านอาจจะได้ฟัง แต่ท่านไม่ได้ยิน แล้วหลาย ๆ เรื่องมันก็ออกมา ในลักษณะที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ ถ้าท่านได้มีโอกาสรับฟังก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โจทย์ใหญ่ ที่ท่านกิตติรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีได้พูดตั้งแต่เช้านี่ละครับ ท่านบอกว่าโจทย์ใหญ่คือ การสร้างความเชื่อมั่น ผมเห็นด้วยครับ สร้างความเชื่อมั่น การสร้างความเชื่อมั่นมาจากไหนครับ ทั่วโลกเหมือนกันหมดครับ ไม่ใช่เป็นสิ่งพิเศษสำหรับประเทศไทยเป็นกรณีเฉพาะ ความเชื่อมั่น มาจากการที่มีความชัดเจนว่าคนที่ทำเขารู้ตัว รู้เรื่อง และรู้ชัดว่ากำลังจะทำอะไร และสิ่งที่ กำลังจะทำนั้นตอบโจทย์จริง ๆ แก้ปัญหาได้จริง ๆ แล้วสุดท้ายค่อยมาดูครับ มีเงินหรือเปล่า หลักคิดของการที่บอกว่าเอาเงินมากองแล้วสร้างความมั่นใจ ผมว่าอาจจะมีบ้างครับ ส่วนเดียวส่วนน้อยครับ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าสิ่งที่คุณกำลังจะทำมันตอบโจทย์หรือเปล่า ท่านประธานคิดง่าย ๆ นะครับ วันนี้ท่านประธานก็เป็นคนคนหนึ่ง ท่านอยากจะไปกู้เงิน สร้างบ้าน ท่านเดินไปที่ธนาคารแห่งไหนก็ได้ครับ ท่านเดินไปบอกเขาได้ไหมครับว่าผมจะ สร้างบ้านราคา ๒๐ ล้านบาท ผมขอกู้หน่อย เขาถามท่านประธานกลับมามีแผนผังหรือยัง มีแบบหรือยัง จะสร้างที่ไหนรู้หรือยัง ซื้อที่ดินหรือยัง ท่านบอกยังไม่มี เป็นไปได้ไหมครับ อย่างนั้นมั่นใจไหมครับ ธนาคารพาณิชย์จะมั่นใจไหมครับที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับท่านประธาน ไม่มีทางหรอกครับ อันนี้ผมอยากสะท้อนความคิดพื้น ๆ ซึ่งเป็นความคิดที่ประชาชนคนไทย ทุกคนรู้ดี ไม่ต้องโต้แย้งกัน เผอิญในกรอบกติกาตามรัฐธรรมนูญให้ไว้กรณีจำเป็นเร่งด่วน ออกเป็นพระราชกำหนดได้ แต่มิได้หมายความว่าท่านออกพระราชกำหนดโดยที่ไม่มีข้อมูล ที่ชัดเจน อันนั้นผมอยากทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นนะครับ ผมกำลังจะอภิปรายในรายละเอียด ของพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ และอยากจะสะท้อนให้เห็นชัดเจนนะครับว่ารายละเอียด ที่ปรากฏอยู่ในพระราชกำหนดทั้ง ๒ ฉบับนี้ ยังไม่ตอบโจทย์ของท่านรองนายกรัฐมนตรี ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย
ผมเริ่มจากฉบับแรกก่อนนะครับ พระราชกำหนดที่พูดง่าย ๆ เป็น พ.ร.บ. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประสบอุทกภัย พระราชกำหนดฉบับนี้ ผมคิดว่าแพงมากครับท่านประธาน ๓ หน้า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หน้าละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓ หน้า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายละเอียดมีเท่านี้ ฉบับนี้อาการไม่ค่อยหนัก ผมอยากสะท้อน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นนะครับว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ตอบโจทย์อย่างไร
ประการแรกเลยครับ ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ของปัญหา และไม่ครอบคลุมกับ ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เป็นที่ทราบกันดีนะครับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ประกาศภัยพิบัติมีจำนวนหนึ่ง แต่ที่เสียหายเท่า ๆ กันเลยครับ เป็นมูลค่าไม่น้อยกว่ากันเลยคือคนที่อยู่นอกนิคม เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ความเสียหายเท่ากันนะครับ แต่พระราชกำหนดฉบับนี้บอกให้ไม่ได้ นั่นคือปัญหาครับ ยังไม่ตอบโจทย์ พอคนที่ดำเนินการท่านบอกอยากสร้างความมั่นใจ พอเห็นตรงนี้ปั๊บท่านบอกและผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่ประสบภัยทางอ้อมแต่เกี่ยวเนื่อง จะได้รับความช่วยเหลือ นี่คือสาเหตุที่ดูเหมือนจะทำให้มั่นใจ แต่ไม่มั่นใจแล้ว ตัวอย่างง่าย ๆ เลยนะครับ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวหายไปเลย ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน มีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ มากมาย พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ให้สามารถให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำออกไปได้ มติ ครม. วันที่ ๒๕ ตุลาคมปีที่แล้วของรัฐบาลนะครับ ชัดเจนนะครับว่าท่านอนุมัติ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะ ตั้งวงเงิน ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยภาคธุรกิจรายใหญ่และต่างชาติที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากอุทกภัย อยู่ไหนครับ ในพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่ให้ให้รายใหญ่ ให้บุคคลธรรมดา และให้ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้นด้วย คำถามมีอยู่ว่าแล้วนี่จะสร้างความมั่นใจใช่หรือครับ ตอบโจทย์ครึ่งเดียว ความเสียหายของ รายใหญ่ ๖๕,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่มีมติ ครม. ออกมาแล้วนะครับ แต่ไม่มีกรอบ งบประมาณใด ๆ เลยรองรับ รวมทั้งฉบับนี้ด้วย ตรงนี้หายไปตรงไหนครับ ถ้ารายใหญ่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ หรือติดขัด รายย่อย รายที่เกี่ยวเนื่องที่อยู่นอกนิคม ในนิคมได้รับผลกระทบตามกัน ตรงนี้ ก็ไม่ตอบโจทย์ ในขณะเดียวกันท่านบอกอันนี้เอามาช่วยวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ผมก็ต้องตั้งคำถามครับ วันนี้ธนาคารเอสเอ็มอีทำอะไรครับ ในเมื่อเรามีธนาคารเอสเอ็มอีอยู่ แล้วทำหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อมอยู่แล้วไม่ง่ายกว่าหรือครับใช้ธนาคาร เอสเอ็มอีวันนี้ช่วยได้เลย ทำไมต้องออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดครับท่านประธาน ผู้ประกอบการทุกรายที่มีสินเชื่ออยู่กับสถาบันการเงินก่อนที่จะเกิดอุทกภัยครั้งนี้ เขามี หลักทรัพย์ค้ำประกันเกี่ยวโยงกับแต่ละสถาบันการเงินชัดเจนเรียบร้อยครับ วันนี้คำถามใหญ่ ของสถาบันการเงินและผู้กู้ที่สะท้อนผ่านผมมาถามว่าหลักทรัพย์ค้ำประกันถ้าวันนี้ธนาคาร แห่งประเทศไทยมาออก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ หลักทรัพย์ค้ำประกันที่เขาต๊ะเอาไว้กับธนาคาร พาณิชย์เดิมทำอย่างไรครับ ไม่มีคำตอบครับ ในพระราชกำหนดฉบับนี้ไม่มีรายละเอียด เลยครับว่าในเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกันจะทำอย่างไร แต่ละรายจะต้องมีการไปประเมิน ความน่าเชื่อถือใหม่หรือเปล่า ถ้าต้องประเมินใหม่ทั้งหมดนะครับท่านประธาน ๓ เดือน ๖ เดือน ไม่จบครับ ปล่อยกู้ไม่ได้ครับ ท่านออกพระราชกำหนดได้ มีวงเงินได้ ปล่อยกู้ไม่ได้ เห็นไหมครับการทำเช่นนี้เท่ากับเป็นการสร้างความไม่มั่นใจเพิ่มเติมขึ้นไปอีก รัฐบาลเข้าใจ ปัญหาดีแล้วหรือยัง ในขณะเดียวกันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกหลายส่วนที่อ่านแล้วต้อง สับสนงงงวยกันพอสมควร ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในการให้กู้ยืมกับสถาบันการเงินกำหนด ไว้ที่ร้อยละ ๐.๐๑ ต่อไป ดอกเบี้ยที่ให้สถาบันการเงินกู้นะครับ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยอาจให้กู้ยืมโดยการรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินที่ สถาบันการเงินเป็นผู้กู้ เป็นผู้ออกให้ก็ได้ มันจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่าครับท่านประธาน ต้นทุน ทางการเงินของสถาบันการเงินไม่มีครับ ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยไปดึงสภาพคล่องหรือเอาเงินมาจากสถาบันการเงินขาดทุนทันทีครับ ปัญหาขาดทุนทันทีตามพระราชกำหนดฉบับนี้ใครรับผิดชอบ แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา ๑. ให้ครบวงจรกลับไปสร้างอีกปัญหาใหม่ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ตรงนี้ครับก็สร้าง ความไม่มั่นใจอีกเช่นกัน มีเงื่อนไขด้วยนะครับ ในมาตรา ๙ กรณีที่สถาบันการเงินได้รับชำระ เงินต้นกู้จากผู้ที่ได้รับความเสียหายแล้วต้องส่งคืนต้นเงินกู้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย คำถามมีอยู่ว่ากรณีที่เขาไม่ชำระเงินกู้ครับ กรณีหนี้เสียใครรับผิดชอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย รับผิดชอบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนั้นหรือเปล่าครับ แล้วหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีอยู่เดิม กับสถาบันการเงินเดิมจัดการอย่างไร โอกาสความเสี่ยงของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้อง ไปรับผิดชอบการสูญเสียจากหนี้เสียของสถาบันการเงินมีสูงมากครับ ตรงนี้ไม่ได้เขียน ในพระราชกำหนดฉบับนี้เลย ท่านประธานคงจะเห็นนะครับว่ามีจุดอ่อนอยู่หลายเรื่อง ในพระราชกำหนดฉบับนี้ โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยว่าควรมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่จริง ๆ แล้วมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ครับ วิธีที่ไม่ต้องใช้พระราชกำหนดฉบับนี้เลยก็ยังได้ครับ วันนี้ ถ้าต้องการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ใช้เงินเพียง ๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ เอา ๖,๐๐๐ ล้านบาทมาทำอะไรครับ จ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยครับ อยากให้เขาได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจ่ายเงินส่วนต่างดอกเบี้ย ๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ทำไมท่านต้องไปกดดันให้มีการตั้งวงเงินใหม่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วไปกระทบกับวงเงินกู้ กับสถาบันการเงินเดิม ผมไม่เข้าใจ ต้องประเมินสินเชื่อใหม่หมดหลักทรัพย์ค้ำประกัน พัวพันกันนัวเนีย ไม่รู้ใครรับผิดชอบส่วนไหน กว่าจะปล่อยกู้ได้ยากลำบากมาก ถ้าจ่ายส่วนต่าง ดอกเบี้ย ๖,๐๐๐ ล้านบาท ทำได้เลยไม่ต้องออกพระราชกำหนดก็ได้ ธนาคารของรัฐทำได้ เลยครับ ตรงนี้ผมไม่เข้าใจ แล้วผมเชื่อว่าประชาชนหลายคนที่ฟังอยู่ก็คงไม่เข้าใจว่าทำไม ท่านเลือกวิธีนี้ แต่ไม่เป็นไรเป็นสิทธิของรัฐบาล ท่านจะเลือกวิธีนี้ท่านก็รับผิดชอบต่อไป แนวทางในการดำเนินการผมเรียนไปแล้วว่าต้องใช้เวลามากพอสมควร กรณีหนี้สูญบางส่วน หรือทั้งหมด ไม่ชัดว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน แล้วก็ที่ผมได้ยินเสียงจากฝ่ายสถาบันการเงินครับ ก็คือว่าหลายคนเชื่อว่าตอนนี้ช้าไปแล้ว หลาย ๆ บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างเงินกู้กับ สถาบันการเงินเดิมบ้างแล้ว หรือส่วนใหญ่ทำไปแล้วเพราะไม่เช่นนั้นไปไม่รอด เพราะฉะนั้น ผมอยากจะให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีลองทบทวนนะครับ เครื่องมือที่มีอยู่ไม่มีปัญหา ทำได้เลย ทำได้เร็ว ใช้เงิน ๖,๐๐๐ ล้านบาท ได้ผลถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีอยู่ครับ ลดทิฐิ สักนิดครับ ฟังสักหน่อย ถ้าเป็นเรื่องที่ดีกับประชาชนส่วนรวมน่าจะทำนะครับ อันนั้นก็เป็น พระราชกำหนดฉบับแรก
ฉบับที่ ๒ อันนี้ผมคิดว่าอาการอาจจะหนักกว่าฉบับแรกพอสมควร ท่านบอกว่า ท่านอยากจะสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของระบบการประกัน ซึ่งโจทย์ใหญ่ของประเทศนี้ ท่านประธาน ถามว่าระบบการประกันมันทำงานปกติหรือไม่ ณ วันนี้ไม่ปกติ ที่ว่าไม่ปกติ เพราะอะไรครับ ประเทศไทยเคยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ประเมินว่าไม่มีความเสี่ยงด้าน ภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอุทกภัย จากเหตุการณ์ปีที่แล้วทำให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในประเทศ ที่มีความเสี่ยง คำถามมีอยู่ว่า ณ วันนี้ระบบประกันภัยของเราประกันเองทั้งหมดหรือไม่ ไม่ใช่ครับ เรามีการประกันภัยต่อไปบริษัทในต่างประเทศเป็นเครือข่ายทั่วโลกโยงถึงกันหมด ณ วันนี้ถามว่าสามารถที่จะไปประกันภัยต่อในเรื่องอุทกภัยทำได้ไหม คำตอบคือได้ครับ ไม่ใช่ ไม่ได้นะครับ แต่เบี้ยแพงมาก ค่าสินไหมแพงมาก แพงเท่าไรครับ ๑๐ เท่าของปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลก็คือว่าทำอย่างไรให้บริษัทที่อยู่ในประเทศสามารถ ซื้อประกันภัยได้ในราคาที่ทำให้เขาแข่งขันได้ ก็คือส่วนต่างของ ๑๐ เท่าที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ แต่พอผมไปอ่านดูเนื้อหาของพระราชกำหนดในฉบับนี้ ผมเริ่มเป็นห่วงว่าผู้ที่ร่างสับสน ในประเด็นปัญหาหรือเปล่า ท่านเขียนไว้ว่าท่านสามารถเป็นได้ ๒-๓ อย่างครับ อย่างแรก ท่านเป็นผู้ให้ประกันก็ได้ อย่างที่ ๒ ท่านเป็นผู้รับประกันต่อก็ได้ อย่างที่ ๓ ท่านให้เงิน ช่วยเหลือบริษัทประกันภัยที่ต้องการก็ได้ วันนี้ถามว่าบริษัทประกันภัยในประเทศไทย สถานะทางการเงินเป็นอย่างไร ไม่ได้มีปัญหาเลยนะครับท่านประธาน ผมได้พบทั้งกลุ่ม ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีปัญหาเลย ถามว่าบริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศมีปัญหาหรือไม่ เครือข่ายทั่วโลกมีปัญหาเพียง ๒ หรือ ๓ บริษัทเท่านั้น ที่เหลือไม่มีปัญหา ก็ต้องถามว่าเขียน พระราชกำหนดแบบนี้จะทำอะไรแน่ และสิ่งที่ต้องการเป้าหมายจริง ๆ ที่ต้องการนี่ ก็คือว่า ต้องการให้สามารถให้ประกันต่อจากบริษัทในไทยด้วยสินไหมที่แข่งขันได้ เท่านั้นละครับ โจทย์อยู่ตรงนั้น แต่ท่านเขียนพระราชกำหนดไปไกลเลยครับ เขียนไปด้วยว่าท่านทำอะไร ก็แล้วแต่รายได้ของกองทุนไม่ต้องส่งกระทรวงการคลังก็ได้ ท่านไม่ต้องทำตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการประกันภัยก็ได้ ท่านทำบัญชีไม่ต้องทำตามระเบียบใด ๆ ก็ได้ ถามหน่อยครับ ท่านประธานครับ พระราชกำหนดอย่างนี้สร้างความมั่นใจ หรือสร้างความไม่มั่นใจกันแน่ ผมไปคุยกับผู้ประกอบการที่เมื่อวานนี้เพิ่งได้เห็นนี่ครับ สะท้อนเสียงเหมือนกันหมดเลยครับ ว่าเห็นแล้วไม่มั่นใจ เพราะอะไร ยังไม่ชัดว่าจริง ๆ ต้องการจะทำอะไรกันแน่ ไปดูกรรมการในมาตรา ๙ กรรมการอำนาจมากเลยครับแล้วส่วนใหญ่เป็นฝ่ายการเมือง กรรมการแม้แต่คนเดียวที่มีความชำนาญด้านประกันภัยก็ไม่มี ไม่มีแม้แต่คนเดียวครับ ทีมงานทั้งหมดต้องสร้างขึ้นมาใหม่หมด กรรมการก็ไม่ได้บอกว่าทำงานเต็มเวลาหรือเปล่า งานนี้งานช้างครับ ต้องทำงานเต็มเวลา แต่เขียนว่าจะให้เงินเบี้ยประชุม แสดงว่ามันเป็น สำนักงานที่จะต้องมีเลขาธิการไหม เลขาธิการเหมือน กบข. ไหม กรรมการคุมนโยบายแต่มี ผู้ทำไหม ไม่มีเลยครับ ตรงนี้สร้างความไม่มั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้นคนในธุรกิจประกันภัยงงมาก กู้เงินบาทหรือเงินต่างประเทศก็ได้ เขียนไว้อีกว่าสามารถที่จะก่อตั้งสิทธิหรือทำธุรกรรมทั้งใน และนอกราชอาณาจักรก็ได้ด้วย เขาก็งงว่าเอ๊ะกองทุนนี้กำลังจะทำอะไรกันแน่ จะไปตั้งสาขา ในต่างประเทศหรือเปล่า จะไปเซ็นสัญญากับบริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือลองดูสิครับว่าเบี้ยประกันที่เขาหาได้มันเท่าไร ทำให้มันแข่งขันได้ ดูเรื่องส่วนต่างก็ทำได้ ใช้เงินน้อยมาก ไม่ต้องตั้งองค์กรใหม่เลยครับ แต่พระราชกำหนดฉบับนี้ เขียนออกมาชัดเจนเลย งงมากเลยครับว่าการดำเนินการของคณะกรรมการชุดนี้ไม่ตอบโจทย์ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ รู้ว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเอามาตั้งต้น ท่านรองนายกรัฐมนตรีเองซึ่งไม่ได้ ฟังอยู่ ณ ที่นี้ ท่านก็พูดให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนบอก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สามารถดูแล ได้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐ เท่า ท่านประธานครับ ในธุรกิจประกันภัยจะคำนวณว่า กี่เท่าเขาใช้วิธีอย่างไรท่านประธานทราบไหมครับ ต้องกำหนดว่าพื้นที่เสี่ยงในประเทศ มีจุดไหนบ้าง ความเสี่ยงแต่ละจุดมากน้อยแค่ไหน โอกาสเกิดเหตุอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ พื้นที่เสี่ยงมีมากน้อยแค่ไหน ความเป็นไปได้เป็นอย่างไร ต้องเข้าไปมีการทำสูตรคำนวณ มากมายเลยครับ ทุกคนก็งงเหมือนกันว่า ๒๐ เท่าของท่านรองนายกรัฐมนตรีมาจากที่ไหน คนในวงการประกันภัยนะครับที่ผมพูด ไม่ใช่คนทั่วไป คนในวงการประกันภัยงงมากว่า มาจากที่ไหน
นอกจากนั้นในโครงสร้างการทำงานเองดูเหมือนว่าสถาบันนี้ กองทุนนี้ จะรับประกันความเสี่ยงอุทกภัยทั้งประเทศ ผมไม่เข้าใจแนวคิดเหมือนกัน วันนี้หลายเขตพื้นที่ มาบตาพุดไม่เคย ไม่ได้เสี่ยงกับอุทกภัย ทำไมจะต้องไปรับประกันต่อในส่วนนั้น หรือเป็น เพราะเขาบอกหาประกันไม่ได้แล้ว ผมก็ต้องตั้งคำถามว่าวันนี้รัฐบาลรู้จริงหรือเปล่าว่าปัญหา จริง ๆ มันอยู่พื้นที่ไหนกันแน่ หรือเป็นเฉพาะ ๗ นิคมอุตสาหกรรม หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ตรงไหนกันแน่ครับ ท่านทำกรอบได้กว้างมากเลยคนก็เลยสงสัยว่าจะดำเนินการได้จะใช้เวลา มากน้อยแค่ไหน
นอกจากนั้นในรายละเอียดยังมีอีกมากว่าความซ้ำซ้อนของอำนาจกรรมการ เช่น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะถูกกำหนดให้เป็นตัวละครตัวหนึ่งในการบริหารจัดการ กู้เงิน เบิกจ่ายเงินด้วย ชำระหนี้ด้วย และการอื่นใดตามพระราชกำหนดนี้บัญญัติไว้ ในขณะเดียวกันซ้ำซ้อนไหมครับกับอำนาจกรรมการ ซ้อนกันเลยครับ แต่เป็นตัวละคร ดำเนินการ แต่ไม่ได้นั่งเป็นกรรมการ คนที่ไปนั่งเป็นกรรมการคือผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง แปลกไหมครับดูเหมือนลักลั่นกันอยู่ คนที่ทำไม่มีเสียง คนที่มีเสียงไม่ได้ทำ คนที่ตัดสินนโยบายไม่ใช่เป็นผู้ที่ต้องดำเนินการตามพระราชกำหนด ทั้งหลายทั้งปวงมีปัญหามาก มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ พูดถึงเรื่องงบการเงินการบัญชีต้องติงนิดหนึ่งครับ มาตรา ๒๔ เขาเขียนตกนะครับ เขียนตกแล้วมันอ่านไม่เข้าใจครับ คำว่า และ ตกไปคำหนึ่งครับ เขียนว่า ให้กองทุนจัดทำงบดุล งบการเงินและบัญชีทำการส่ง ต้องบอกว่า และทำการส่ง กระมังครับ ต้องวรรคอีกครั้งหนึ่ง เขียนตกด้วยครับ เขียนอย่างนี้ไม่เข้าใจครับว่าให้ทำอะไร นอกจากเขียน ไม่ชัดแล้วกติกาไม่ชัด ท่านเขียนว่าต้องทำตามหลักสากล หลักสากล คืออะไรครับ วันนี้ประเทศไทยมี พ.ร.บ. การบัญชีชัดเจนนะครับ พ.ร.บ. การบัญชีของเราได้ มาตรฐานสากล ออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ปรับปรุงมาต่อเนื่อง แล้วให้ทำตามหลักสากล คืออะไร แล้วความเป็นสากลหรือครับ ความเป็นสากลไม่มีระบบให้มีโครงสร้างที่ไม่สามารถ ตรวจสอบได้และกรรมการที่ไม่มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถในภารกิจที่จะต้องทำเลย นี่คือการสร้างความไม่มั่นใจ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าชัดเจนมากก็คือว่าไม่มีระบุครับ มีแต่บอกว่ารายได้ ไม่ต้องส่งกระทรวงการคลัง ขาดทุนใครรับผิดชอบครับ ท่านคิดแต่บวกอย่างเดียวขาดทุนใคร รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วผมเป็นคนหนึ่งที่ออกมาพูดตั้งแต่แรก ๆ เลยที่เกิด เหตุการณ์อุทกภัยเกิดขึ้นว่าต้องรีบทำเรื่องประกัน แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระราชกำหนดฉบับนี้ ไม่ตอบโจทย์ปัญหาของระบบประกันภัย ผมเป็นห่วงในนี้เขียนไว้หลายข้อ เปิดช่องให้ สามารถจ้างบุคคลที่ ๓ ทำอะไรก็ได้ บริหารเงินก็ได้ บริหารธุรกรรมก็ได้ ทำไมล่ะครับ ทำไม ต้องจ้างบุคคลที่ ๓ ครับ ถ้าท่านมีการจ้างบุคคลที่ ๓ ใช้ระเบียบพัสดุหรือเปล่า ท่านจ้าง บุคคลที่ ๓ วันนี้คนในธุรกิจประกันภัยเขานั่งนึกครับว่าบริษัทไหนจะส้มหล่นได้รับการว่าจ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้นธุรกรรมยิ่งหลายทอด ยิ่งไม่โปร่งใส ยิ่งตรวจสอบยากและท่านประธานคง จำได้นะครับกรณีในอดีตที่เราเคยมีปัญหาหลายกรณีที่ขณะนี้อยู่ในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ก็เริ่มต้นจากอย่างนี้ครับ ทำธุรกรรมหลายทอด มีกรณีเครื่องตรวจสอบระเบิดซีทีเอ็กซ์ (CTX) ธุรกรรมหลายทอด กรณีกุหลาบแก้วมีบริษัทหลายทอดหลายชั้นมีหมดละครับ ฟังแล้วมันคุ้น ๆ การประกันภัยประกันภัยต่อทรัพย์สินในไทย แต่ให้กู้เงินต่างประเทศ ไม่เข้าใจครับ นี่ครับ เปิดช่องให้มีการก่อตั้งสิทธิทำนิติกรรมในต่างประเทศได้ด้วย แทนที่จะคุ้มครองความเสี่ยง กับเพิ่มความเสี่ยงนะครับท่านประธาน นโยบายหลักการทั้งหมดของพระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยง แต่ในพระราชกำหนดเขียนไว้เพิ่มความเสี่ยงเข้าใจไม่ได้ แทนที่จะ สร้างความมั่นใจมันกลับคลุมเครือนะครับท่านประธานไม่ชัดเจน ไม่ทำให้เกิดความมั่นใจ ไม่มีกำหนดเวลาการดำเนินการเลย ไม่มีการเขียนกรอบเวลาเลยครับว่าเรื่องไหนต้องทำเสร็จ เมื่อไร ท่านบอกเร่งด่วนมากเลยครับ ไม่เขียนเลยครับ กรรมการขยันหน่อยทำเร็ว กรรมการ ไม่ขยันทำช้า ทำไมละครับ ตรงนี้ก็เป็นข้อท้วงติงแล้วข้อสังเกตจากที่ผมสะท้อนให้นะครับ หลาย ๆ เรื่องสะท้อนมาจากคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมประกันภัยและมีหน้าที่ต้องหาช่องทาง หาแนวคิด หาวิธีการในการที่จะให้บริษัทในไทยได้รับประกันอย่างครอบคลุมนะครับ กรณีตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นมี ของประเทศนิวซีแลนด์มี เอาแนวคิดมาความจริงมันเป็นเรื่องไม่ยาก แต่จากการที่ผมได้ตรวจสอบสิ่งที่เขียนในพระราชกำหนดฉบับนี้ ผมเชื่อว่าเขียนที่ทำยาก ซับซ้อนไม่ตอบโจทย์ ไม่ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น และผมคิดว่าแทนที่จะแก้ปัญหา ซึ่งส่วนหนึ่ง ต้องยอมรับมาจากการบริหารจัดการ ของส่วนของรัฐบาลเอง ผมคิดว่าพระราชกำหนดนี้กำลังจะสร้างปัญหาเพิ่มเติมขึ้นให้ ประเทศนี้ด้วย อยากให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้างนะครับ แล้วก็ส่วนไหน ปรับปรุงแก้ไขได้ช่วยปรับปรุงแก้ไขนะครับ เพราะว่าเป้าหมายในการสร้างความเชื่อมั่น ไม่สามารถทำได้ด้วยการประกาศพระราชกำหนดฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ