วิทยา แก้วภราดัย อภิปรายชี้แจงว่าพระราชกำหนด ๔ ฉบับเป็นกฎหมายที่สมบูรณ์และสามารถกู้เงินได้ทันที โดยยืนยันว่าฝ่ายค้านคัดค้านเฉพาะกรณีที่ไม่ฉุกเฉินเร่งด่วน และเรียกร้องให้ตรวจสอบความจำเป็นของยอดเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเนื่องจากขาดรายละเอียดการใช้เงินที่ชัดเจน ต่อมาวิทยา แก้วภราดัย วิจารณ์การออกพระราชกำหนดประกันภัยพิบัติว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐสูงสุดที่เสี่ยงต่อการสร้างเผด็จการเล็ก ๆ โดยเรียกร้องให้ระมัดระวังอำนาจฝ่ายบริหารและเตือนว่าการออกกฎหมายต้องรอบคอบเพื่อรักษาสมดุลของระบบประชาธิปไตย พร้อมทั้งหารือเรื่องพระราชกำหนดประกันภัยพิบัติโดยชี้ว่ากองทุน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่เพียงพอและช้าเกินไป เนื่องจากบริษัทประกันภัยต่างประเทศถอนตัว และเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อค้ำประกันการลงทุนอุตสาหกรรมอย่างเร่งด่วนพร้อมยกตัวอย่างความเสียหายจากการบริหารจัดการน้ำ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรี ๒ ท่านนะครับ ทั้งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่ให้ความกรุณา ให้ความสนใจกับสภาครับ แล้วก็ ขอบคุณถ้าจะมีรัฐมนตรีคนอื่นแอบนั่งฟังอยู่นอกห้องประชุมก็ขอบคุณนะครับ แต่ก็ ขออนุญาตที่จะพูดผ่านท่านประธานสภาไปยังท่านรัฐมนตรี ฝากท่านรัฐมนตรีไปด้วยถึงคนที่ ไม่ได้ฟังนะครับ แล้วก็ฝากไปถึงเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลหลายท่านที่กังวลว่าพระราชกำหนด ๔ ฉบับ ที่รัฐบาลออกนี่ ฝ่ายค้านกำลังเตะถ่วง ฝ่ายค้านกำลังจะไม่สนใจน้ำท่วม ฝ่ายค้าน กำลังจะทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมช้า ขออนุญาตทำความเข้าใจในแง่กฎหมายก่อนครับ ท่านประธาน ซึ่งท่านเข้าใจครับ แต่ผมว่าหลายคนที่อภิปรายในสภารวมทั้งรัฐมนตรีบางท่าน ไม่เข้าใจครับ ยืนยันครับว่าพระราชกำหนดทั้ง ๔ ฉบับ เป็นกฎหมายเรียบร้อยแล้วครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีปัญญานะครับ คืนนี้ท่านโทรศัพท์ ไปต่างประเทศเลยครับ กู้เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ทันทีครับ ถ้าท่านมีปัญญาครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านโทรศัพท์ไปขอกู้ได้ทันทีครับ อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็กู้ได้ ทันทีครับ หรือท่านมีปัญญาจะขยับเงินจากกระทรวงการคลังกระเป๋าซ้ายมาไว้ธนาคาร แห่งประเทศไทยกระเป๋าขวาทำได้ทันทีครับ กฎหมายทุกอย่างจบแล้วครับ แล้วก็ยืนยันครับ ฝ่ายค้านไม่เคยบอกว่ารัฐบาลดีแต่กู้นะครับ ไม่เคยพูดครับ เรื่องไหนที่ฉุกเฉินจำเป็นกู้ก็ต้องกู้ครับ ไม่เคยออกจากปากพวกผมนะครับ คำเดียวว่า ดีแต่กู้ ทั้ง ๆ ที่ยอดตัวเลขมันสูงมหาศาล แต่บางเรื่องครับ ท่านประธานครับ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วนแม้แต่ นิดเดียวยัดไส้เข้ามาด้วย หนี้อยู่กระทรวงการคลังมันฉุกเฉินตรงไหนครับ เป็นหนี้ลากยาวมา ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ พลเอก ชวลิต เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านทักษิณเป็น รองนายกรัฐมนตรี ลากกันมาตั้งแต่โน่นนะครับ วันนี้จะย้ายจากกระทรวงการคลังเอาไปไว้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ย้ายไปแล้วมันจำเป็นอย่างไรครับ ถ้าเกิดธนาคารแห่งประเทศไทย เจ๊ง รัฐบาลกระทรวงการคลังก็ต้องจ่าย เมื่อเห็นว่าไม่จำเป็น ไม่ฉุกเฉิน ไม่เร่งด่วน พวกผมก็ ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญดู แล้วเดี๋ยวผมจะเรียนให้ท่านประธานทราบนะครับว่า เรื่องพระราชกำหนด เป็นเรื่องสำคัญของระบอบประชาธิปไตย พระราชกำหนดบางฉบับจะแก้วิกฤติน้ำท่วมตั้งกู้ไว้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เห็นว่าฉุกเฉินครับ เรื่องน้ำท่วม ฝ่ายค้านก็เห็นว่าจำเป็นครับ แล้วก็เห็นเร่งด่วนครับ แต่ท่านบอกพวกผม บอกประชาชนได้สักคำไหมครับว่ากู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทำอะไร เมื่อสักครู่สมาชิกบางคนอภิปรายว่าอยู่ในมือท่านแล้ว ถ้าท่านส่งมานะครับ พวกผมได้ตรวจสอบดูไม่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรอกครับ นี่ท่านเล่นจะให้พวกผมอนุญาตเฉย ๆ มัดคอแล้วก็ตีเข่าเอาไปเลยครับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกว่าใช้ถึงปี ๒๕๕๖ ไม่ได้ใช้พรุ่งนี้ มะรืนนี้นะครับ จะใช้จนสิ้นปี ๒๕๕๖ รายละเอียดไม่มีสักตัว เราก็ต้องส่งตีความครับ แต่ก็ เพื่อความสบายใจ เพื่อนสมาชิกที่นั่งฟังนะครับ ส่งตีความอย่างไรก็ตามไม่มีอะไรเลยครับ กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วครับ เมื่อวานถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโยกเงินจาก กระทรวงการคลังไปไว้แบงก์ชาติ จบแล้วครับ ทำได้เลยครับ ไม่ต้องรอให้พวกเราอภิปรายครับ ไปกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อกู้วิกฤติน้ำท่วมไปได้เลยครับ ระหว่างที่ท่านลงไปจากห้อง ประชุมถ้าแน่จริงโทรศัพท์ไปต่างประเทศยืมสตางค์เขาเลยสิครับ ทำได้เลยครับ ไม่ผิดกฎหมาย อีก ๒ ฉบับครับ ทำไมผมไม่ส่งให้ตีความ พระราชกำหนดว่าด้วยความช่วยเหลือเงินแก่ผู้ ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ฉุกเฉินครับ จำเป็นครับ เร่งด่วนครับ แต่ก็ต้องฟังกัน สักนิดละครับว่าเร่งด่วนของรัฐบาลนี่จริงหรือไม่จริง
เรื่องที่ ๒ ครับ ที่พวกผมไม่ส่งไปตีความก็คือเรื่อง พ.ร.ก. ประกันภัยพิบัติ อ้ายนี่ฉุกเฉินครับท่านประธาน อ้ายนี่จำเป็นครับ เร่งด่วนด้วยครับ และกระผมคิดว่ารัฐบาล ด่วนช้าไปด้วยซ้ำไป แล้วก็จะบอกกับรัฐบาลว่าแค่นี้ผมไม่มั่นใจจะรับมือได้ แต่สิ่งที่ผมจะ เรียนกับเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ ที่สำคัญอันนี้ครับท่าน การออกพระราชกำหนดเป็นเรื่องสำคัญครับ เป็นการใช้อำนาจรัฐสูงสุด สำหรับนักประชาธิปไตยในสภาหรือในรั้วมหาวิทยาลัย หรือคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยทั่วไป ทั้งประเทศต้องฟังครับ เพราะเขาบอกว่าตราบใดที่อำนาจทั้งหมดอยู่ในมือคนเดียว บ้านเมือง เป็นเผด็จการ ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกเขาก็เลยแบ่งอำนาจ คานอำนาจซึ่งกันและกัน อำนาจในการออกกฎหมายก็มอบให้สภา ฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจในการบริหารก็ให้รัฐบาลไป อำนาจในการตัดสินคดีให้กับตุลาการ นี่ดีนะครับ ฝ่ายบริหารแค่ออกกฎหมายเอง ซึ่งโดย ประเพณีปฏิบัติครับ หน้าที่ออกกฎหมายเป็นของสภา รัฐบาลออกได้พระราชกฤษฎีกา เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ แต่นิติประเพณีรัฐธรรมนูญทุกฉบับครับ เขียนไว้ช่องทางให้รัฐบาลกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนให้ออกพระราชกำหนดได้ แต่ฉบับนี้ ต่างกับฉบับอื่นครับ ใครคิดแก้รัฐธรรมนูญช่วยจำไว้ด้วยนะครับ นิติประเพณีปฏิบัติทุกฉบับ เขาเขียนว่าจะออกพระราชกำหนดได้ช่วงปิดสมัยประชุมสภาและเมื่อเปิดสภาในทันที ต้องนำเสนอกฎหมายต่อสภา ฉบับนี้ไม่ได้เขียนครับ ฉบับนี้ล่อแหลมในการที่จะสร้างอำนาจ เผด็จการเล็ก ๆ ในการให้รัฐบาลออกกฎหมายเองได้ เพราะฉะนั้นการออกพระราชกำหนด เป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนทั้งประเทศต้องระวัง ดีนะครับนี่ออกพระราชกำหนดเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ถ้าเกิดออกพระราชกำหนดไปยกเลิกคำพิพากษาของศาลเพื่อช่วยใครบางคน วินาศครับ ประชาธิปไตย เพราะหมดแล้วครับ คนคนเดียวใช้อำนาจทั้ง ๓ ด้าน อยู่ในมือคนคนเดียว มันเป็นเผด็จการครับ เพราะฉะนั้นการออกพระราชกำหนดเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง มากที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วบ้านเมืองก้าวข้ามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหลายคนคัดค้านครับ กลัวกันนักหนาเผด็จการกลัวกันนักหนา แต่เวลาเสวยอำนาจมันเพลินครับกับการก้าวล่วง อำนาจของคนอื่น คราวนี้ไล่มาดูครับ ใน ๒ ฉบับที่มีปัญหา พวกผมส่งไปตีความแล้วครับ ส่งไปตีความไม่ได้แกล้งรัฐบาลให้ช้า เพราะยืนยันครับ รัฐบาลทำได้เลยครับ พระราชกำหนด ทั้ง ๒ ฉบับเป็นกฎหมายแล้ว แต่ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญท่านตีความครับว่าไม่ฉุกเฉิน ฉุกเฉิน ก็ไม่จำเป็น จำเป็นก็ไม่เร่งด่วน ๓ ข้อนี้ที่กฎหมายกำหนด ถ้าไม่เข้าข้อใดข้อหนึ่งเขาบอกว่า ไม่เป็นพระราชกำหนดเมื่อไร ตรงนั้นละครับอันตราย เพราะทุกอย่างเท่ากับไม่เกิดเลยครับ เกิดท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขยันไปยืมเขามาแล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรับผิดชอบส่วนตัวนะครับ แล้วคนออกพระราชกำหนดทั้งหมดต้องรับผิดชอบต่อ ประชาชนทั้งประเทศนี้ เพราะคุณทำผิดกฎหมายส่วนพระราชกำหนดอีก ๒ ฉบับครับ ไม่ว่าพระราชกำหนดเรื่องประกันภัยหรือพระราชกำหนดเรื่องช่วยผู้ประสบภัย ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ไม่มีปัญหาครับ ผ่านไม่ผ่านสภานี้ครับ ที่ท่านทำมาทั้งหมดจบครับ ได้ไปแล้วครับ และผมก็เชื่อว่าโดยระบบนี้รัฐบาลเสียงข้างมากผ่านสภาครับ มันเดินได้ไปเรื่อยครับ ไม่ต้อง กังวลอุปสรรคว่าฝ่ายค้านกลั่นแกล้งเตะขาทำให้ช้า ไม่มีครับ โดยตัวมันเองจบแล้วครับ แต่สิ่งที่จะพูดกันใน ๒ ฉบับนี้ ผมเว้นวรรค ๒ ฉบับที่ส่งตีความนะครับ รับผิดชอบกันเอง แล้วอย่าแสดงท่าทีข่มขู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเด็ดขาด ถ้าเริ่มข่มขู่สภาได้แล้วก้าวล่วงข่มขู่ ตุลาการ จบครับ เรียกร้องประชาธิปไตยกันนักหนา ถึงเวลามีอำนาจนิดหนึ่งไปไกลครับ ไม่ได้เด็ดขาดครับ เขาแยกอำนาจ ๓ ฝ่ายไว้ เพราะฉะนั้นพระราชกำหนดเป็นก้าวย่างที่ต้อง ระมัดระวังครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วรัฐบาลกำลังจะก้าวพ้นประชาธิปไตยไปสู่ระบบอื่นแล้วครับ ใน ๒ ฉบับที่ท่านออกมาเป็นพระราชกำหนด สิ่งแรกที่ต้อง คำนึงครับว่าที่เขาให้สภาออกกฎหมายครับ เพราะต้องการความรอบคอบครับ ท่านประธาน เป็นนักอภิปรายในสภา เป็นนักแปรญัตติกฎหมาย เป็นนักกฎหมาย ท่านรู้ครับเวลา สภาพิจารณาเขารอบคอบ ไม่ทำอะไรหวังผลข้างหน้าแล้วกฎหมายไม่เปิดช่อง แล้วก็ ไม่รับผิดชอบกัน ยกตัวอย่างครับ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหาย จากอุทกภัย ท่านประธานครับ อุทกภัยคำจำกัดความของรัฐบาลแค่ไหน มันก็อยู่ในกฎหมายครับ เขาบอกว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ อันนี้ถ้าเอาเข้าสภาผมไม่ให้ผ่านครับแล้วก็เชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใต้ก็ไม่ให้ผ่าน ท่านรัฐมนตรีทั้งคู่ไม่ให้ผ่านครับ เพราะจังหวัดนครศรีธรรมราชน้ำท่วมวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ครับ ท่านตัดคนใต้ทิ้งไปไหนครับ นี่ละครับคือความมักง่ายของการออกกฎหมายของรัฐบาลโดยไม่ผ่านสภาซึ่งผมบอกแล้ว เรื่องใหญ่ครับแหลมตะลุมพุกครับโดนคลื่นถล่มราษฎรต้องย้ายบ้านเรือน ๕๐๐-๖๐๐ ครอบครัว เสนอเรื่องมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบอกว่าไม่จำเป็นครับ เพราะเขา เป็นคนใต้หรือครับ นี่ละครับภัยของการออกพระราชกำหนด เพราะฉะนั้นใครก็ตามครับ ที่ตอบว่ารอบคอบ ดีแล้ว ช่วยตอบแทนพี่น้องของผมด้วยครับ ตอบแทนหัวหน้าพรรคท่านด้วย ในฐานะคนสุราษฎร์ธานี น้ำท่วมภาคใต้หลังวันที่ ๑ มกราคมใครรับผิดชอบ จะไม่เอากัน ใช่ไหมครับ ถ้ากฎหมายเป็นอย่างนี้ใช้ไม่ได้ครับ รับปากผมได้ไหมครับว่าคุณจะไปทำอย่างไร ให้คนใต้บ้านผมได้รับความดูแลเท่าเทียมกัน อย่า ๒ มาตรฐานครับ เราเกลียดกันที่สุดครับ สู้เป็นสู้ตายเพื่อไม่ต้อง ๒ มาตรฐาน วันนี้มีอำนาจเองอย่า ๒ มาตรฐานครับ เดินไปข้างหน้า ด้วยความเป็นธรรม ผมมาทวงถามว่า พ.ร.ก. อย่างนี้รอบคอบไหมครับท่านประธาน ถ้าไม่รอบคอบพวกผมก็อยากฟังข้อชี้แจงครับว่าออกไปแล้วหลังจากมันใช้ไปแล้ว ๔ วัน คนบ้านผมก็รอการช่วยเหลือจากรัฐบาลเหมือนกันครับ ผมคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์แล้วครับ น้ำท่วมข้าวในนาข้าวจมหมด ท่านจะช่วยพวกผมไหมครับ ไม่ใช่พวกผมนะครับ บ้านท่านเองด้วยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านรัฐมนตรีว่าการก็บ้านท่านเอง ถล่มทลายกันไปหลังวันที่ ๑ มกราคม ช่วยกันเถอะครับ เพราะมาทวงถามให้ช่วยตอบความมั่นใจครับว่า พ.ร.ก. ท่านมันจะดูแลอย่างเป็นธรรม หรือไม่
เรื่องที่ ๒ ครับ พ.ร.ก. ประกันภัยพิบัติ ผมเห็นด้วยครับว่ามันเป็นเรื่องฉุกเฉิน เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะว่าสัญญานี้ออกมาตั้งแต่เดือนธันวาคมแล้วครับ ว่าบริษัทประกันทั้งโลกนี้ไม่ไว้ใจแล้วครับ เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านจะตั้งกองทุนนะครับ เรียนก่อนนะครับว่าไม่ได้ไปชดเชยคนที่ถูกน้ำท่วมมาแล้ว เพราะที่ถูกน้ำท่วมมาแล้วเป็นเรื่อง ของบริษัทประกันเดิมที่รับประกันจ่ายกันเองให้เสร็จ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพิ่งจ่ายไป ๓,๐๐๐ ล้านบาทครับ เดี๋ยวผมจะพูดให้ฟังว่าเขาจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานครับ เราตั้งหลักว่าจะตั้งกองทุนสัก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาตั้งหลักเพราะว่าบริษัทประกันเขาจะ ไม่รับประกันแล้ว ถ้านิคมทั้ง ๓-๔ นิคมไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ทั้ง ๔ นิคม เวลาน้ำท่วมคนไทยเราก็ทำใจได้ครับ มันเกิดเพราะภัยธรรมชาติหรือมันเกิดเพราะ ความผิดพลาดของรัฐบาล รัฐบาลของเราเองก็ทนครับ แต่เวลานักลงทุนเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นครับ เขาเงี่ยหูฟังสัญญาณจากรัฐบาลทุกเวลา พอสิ้นจากกระแสน้ำท่วมเสร็จบริษัทประกันภัย ต่างประเทศ สิ่งที่เขากังวลที่สุดครับ ไม่ได้กังวลว่ารัฐบาลจะร่วมหุ้น ขาดทุนกับเขาด้วยหรือเปล่า แต่เขา กังวลว่าน้ำมันจะเป็นอย่างนี้อีกหรือเปล่า เขาไม่ได้กังวลว่าฝนตกมาก แต่เขากังวลเวลา ฝนตกมาก รัฐบาลจัดการอย่างไร ถ้าจัดการแบบเดิมอีก ไม่เอาแล้วครับ รัฐบาลจะตั้ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อค้ำประกันเบี้ยประกัน การเอาประกัน หรือจะตั้งล้านล้านบาท ขึ้นมาก็ตามครับ แล้วก็เชิญต่างประเทศมาร่วมกันขาดทุน ไม่มีนายทุนคนไหนในโลก หรอกครับไปร่วมขาดทุน ขาดทุนบาทเดียวมันก็ไม่รับประกัน แต่ถ้าบอกมาที่นี่มีกำไรแบบ คุณจุติว่ามันมานอนตีกอล์ฟอยู่ที่นี่มันมาทันทีครับ เพราะฉะนั้นสัญญาณที่ต้องส่งเราต้อง เอาให้ถูกที่ครับ สัญญาณที่ส่งไม่ได้ส่งว่าเรามีเงินสำรอง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยกันเฉลี่ย เวลาขาดทุน แต่สัญญาณที่ส่งครับว่า น้ำจะไม่ท่วมแล้ว เขาไม่เชื่อครับท่านประธาน น้ำท่วม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม อาละวาดมาตั้งแต่บางระกำโมเดล พอใกล้เข้ามา ๆ ทุกคนก็รอสัญญาณ จากรัฐบาลเป็นอย่างไร ผมรู้ว่าทุกคนอภิปรายก็ไปทิศทางเดียวกันครับ มันอาจจะผิดจากการ บริหารบกพร่อง รัฐบาลทุกคน ส.ส. รัฐบาลก็รู้ครับว่ามันบริหารผิดพลาด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ รัฐบาลทำ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ช้าไปครับ ท่านควรจะออกพระราชบัญญัติตั้งแต่เปิดสภา วันที่ ๒๐ กว่า ๆ ธันวาคม ท่านประธานจำได้ไหมครับ พระราชบัญญัติศาลปกครอง ๓ ฉบับ เข้าสภาเมื่อ ๓ อาทิตย์ที่แล้ว วันนี้ผ่านวาระที่สามสภาเรียบร้อย ขึ้นวุฒิสภาออกได้แล้วครับ ถ้าท่านทำอย่างนั้นจบแล้วครับ เพียงแต่ท่านอาจจะความรู้สึกช้า เดือนธันวาคมเขาประกาศ แล้วครับไม่รับประกันประเทศไทย เดือนมกราคมท่านก็ออกกฎหมายป่านนี้ประกาศไปแล้ว ไม่ต้องมาทะเลาะ แล้วพวกผมยืนยันนะครับ ไม่ใช่ฝ่ายค้านเกเร แล้วพูดว่าดีแต่กู้ ผมบอกว่า จำเป็น เร่งด่วน ฉุกเฉินให้อยู่แล้วครับ แต่ไม่วางใจ เอามาตรฐานของบางประเทศมาวัดพวกผม พวกผมไม่ใช่คนที่ทำการเมืองเหลวไหลอย่างนั้น ดีแต่ค้าน ดีแต่พูด หรือดีแต่ว่าคนอื่น หรือดีแต่กู้ ไม่มีละครับ มีเหตุมีผลก็ว่าไปโดยเหตุโดยผล คราวนี้ที่ผมบอกว่าช้าและ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเตรียมตอบคำถามครับ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไว้ประกันข้างหน้า เพราะสื่อบอกว่าบริษัทในโลกนี้ไม่มีใครรับประกัน โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย ถ้าไม่รับประกันเมื่อไรคนที่จะกู้มาลงทุนสร้างโรงงาน อุตสาหกรรมเพิ่มเขาก็ไม่ลงทุนแล้วครับ ใครไม่รับประกัน แล้วประกันก็ไม่ได้เต็มร้อย ประกันขึ้นมา ๑๐๐ บาท ก็ได้ ๗๐ บาท ๖๐ บาท ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว วันนี้ตัวเลขมีเอกสาร แจกผมมาครับ ความเสียหายจากประกัน ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จ่ายไป ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ผมบอกว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเตรียมตัวรับสัญญาณ อย่ามองเป็น เรื่องเล่นครับ มีประชาชน ๑,๐๔๗ ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองรียกร้องความเสียหาย เนื่องจากการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลผิดพลาด ล้มเหลว ประมาท เลินเล่อ เป็นการละเมิด ทำให้ประชาชนเสียหาย ใน ๑,๐๔๗ ราย มีบริษัทอุตสาหกรรมเขาฟ้องพ่วงมาด้วย ๑ บริษัท ๓๕๐ ล้านบาทครับ แล้วเมื่อสัญญาณคนทั้งโลกเขารู้สึกเหมือนกันครับ คนในสภาเราก็รู้สึก เหมือนกันครับว่า มันบกพร่อง ผิดพลาดจากการบริหารจัดการน้ำที่บางที่ควรท่วม ไม่ท่วม บางที่ไม่ควรท่วม ท่วม ถาม ส.ส. รัฐบาลดูครับ จังหวัดไหนบ้างที่ไม่ควรท่วมแล้วโดนท่วม โกรธกันเดี๋ยวนี้ไม่มองหน้า ทะเบียนรถบางจังหวัดผ่านไปบางจังหวัดเขาไม่ให้เข้าจังหวัด ด้วยซ้ำไป