รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๙/๒๕๖๐
วันจันทร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐
ครั้งที่ ๑๓/๒๕๖๐ วันอังคารที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐
ครั้งที่ ๑๔/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐
ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐
ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐
ซึ่งสําเนารายงานการประชุมทั้ง ๕ ครั้งดังกล่าวได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และห้องสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองดังนี้ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๐ ถึงครั้งที่ ๑๔/๒๕๖๐ ได้วาง ไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อวันพุธที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๑๕/๒๕๖๐ และ ครั้งที่ ๑๖/๒๕๖๐ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อวันพุธที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เมื่อไม่มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๕ ครั้ง ดังกล่าวนะครับ
ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ได้พิจารณาตรวจรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปรูปประเทศ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ แล้ว เห็นควรไม่เปิดเผยรายงาน การประชุมลับ หน้า ๙๔ ถึงหน้า ๑๙๕ เนื่องจากสมาชิกได้มีการแสดงความเห็นเกี่ยวกับ การลงคะแนนเสียงของสภา การเปิดเผยรายงานอาจทําให้บุคคลภายนอกซึ่งไม่เข้าใจระบบ การลงคะแนนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบการลงคะแนนเสียง ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะมีท่านสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จํานวน ๒ เรื่อง คือ
๑. การพัฒนาและเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทย ที่ยั่งยืน
๒. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาพ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานจํานวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ตามลําดับ โดยเริ่มจากเรื่องที่ ๑ เรื่อง การพัฒนาและเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน นะครับ
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผม นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมว่า ตลอดระยะเวลาที่กรรมาธิการได้ปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอด จนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของ การนําเสนอ แผนการปฏิรูปประเทศมีทั้งหมด ๑๗ เรื่อง ได้นําเสนอที่ประชุมนี้ผ่านไปแล้ว ทั้งหมด ๑๕ เรื่อง วันนี้จะมีการนําเสนอในช่วงเช้า ๑ เรื่อง เรื่อง การพัฒนากําลังคนในด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน แล้วก็ในช่วงบ่ายจะมีการนําเสนอ เรื่อง การปฏิรูปการเรียนรู้ การวิจัย พัฒนาการการใช้ประโยชน์จากวิทยาการอนุภาคในรูปแบบ ต่าง ๆ หรือฟิสิกส์แนวใหม่ อย่างไรก็ตามกรรมาธิการด้านการศึกษาก็ได้เสนอแผนอีก ๔ แผน ส่งตรงไปที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็คือ แผนปฏิรูประบบการเงิน การคลัง แผนการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของคนไทย แผนการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ฮาลาล แล้วก็แผนการจัดการอาชีวศึกษาที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งหมด ๒๑ เรื่องด้วยกันครับ
ในช่วงเช้าวันนี้ขออนุญาตกราบเรียนนําเสนอเรื่อง การพัฒนากําลังคน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ในสมัย สปช. นั้น ได้ร่วมกันใน สปท. เป็นกรรมาธิการ ศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การที่ประเทศไทยจะพัฒนาไปสู่ความเป็นสังคมที่มี ความมั่นคง มีความมั่งคั่ง และมีความยั่งยืนนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนากําลังคน ซึ่งในรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้เป็นอย่างดีว่าการพัฒนากําลังคนหรือการศึกษาทุกรูปแบบ ทุกช่วงวัยนั้น จําเป็นต้องพัฒนาให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ แล้วก็เชี่ยวชาญตาม ความถนัดของตน นอกจากนั้นยังมีความจําเป็นต้องสร้างคนไทยให้เป็นคนรับผิดชอบ ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ การที่พัฒนา การที่ประเทศไทยจะเจริญ ก้าวหน้านั้นเราต้องเตรียมกําลังคนให้พร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม ทั้งด้านความมั่นคง รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและก้าวหน้า อย่างรวดเร็ว คณะกรรมการได้เห็นความสําคัญเรื่องนี้จึงได้ตั้งคณะทํางานขึ้นชุดหนึ่ง มีท่าน ประยูร เชี่ยววัฒนา เป็นประธานคณะทํางาน และท่านได้ทําการศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็มีการจัด สัมมนาฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผมอยากขออนุญาตท่านประธานได้ให้ ท่านประยูร เชี่ยววัฒนา ประธานคณะทํางานได้เรียนความก้าวหน้าของการศึกษาเรื่องนี้ ให้ที่ประชุมทราบครับ ขออนุญาตครับ
ขอเรียนเชิญครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน เรียนท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้ผมขอใช้เวลา สักประมาณ ๒๐ – ๒๕ นาที เพื่อนําเสนอในประเด็นปฏิรูปการพัฒนาและเพิ่มกําลังคน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศที่ยั่งยืนนะครับ สาระสําคัญที่ผมจะขออนุญาต นําเสนอวันนี้ก็มุ่งที่จะให้มีการปฏิรูปให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตกําลังคน ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีลักษณะที่อาจจะบิดเบี้ยว เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถ ในการแข่งขันในเวทีโลก ทั้งทางด้านเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ เพื่อให้เกิด ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการที่เราสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลากร ภายในประเทศของเราย่อมนําพาไปสู่การที่เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ ซึ่งอดีตที่ผ่านมา เราจะถูกจํากัดนะครับ ซึ่งจะนําไปสู่ความมั่งคั่งภายในประเทศ และทั้ง ๒ องค์ประกอบนี้ จะเป็นรากฐานที่ทําให้การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศมีความยั่งยืน
ผมขออนุญาตเรียนว่าในการนําเสนอคราวนี้ ขอเรียนถึงความเป็นไปเป็นมา ให้ท่านสมาชิกทุกท่านทราบเล็กน้อย เอกสารที่นําเสนอวันนี้เราผ่านการพิจารณา จากคณะทํางาน เรามีการประชุมทั้งหมด ๖ ครั้ง ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกลางเดือน มิถุนายน ๖ ครั้งนี้เราเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย ภาคอุตสาหกรรม ก็คือผู้ใช้ บุคลากร ภาคการผลิตตั้งแต่อาจารย์ ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา อาชีวศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ที่ดูแลทางด้านนโยบาย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงบประมาณ เพื่อให้เขาเข้าใจบริบท ช่วยในการพิจารณาว่าเราจะดูแลประเด็นปัญหานี้อย่างไร เราใช้ เวลานั้นประชุมเสร็จและเราก็สรุปความเห็นเบื้องต้นจากสิ่งที่เรารับฟังมา แล้วก็จัดสัมมนา อย่างที่ท่านประธานอาจารย์วิวัฒน์พูดไป เรามีการสัมมนาครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน โดยเรียนเชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ท่านมาเป็นประธาน ในการสัมมนา วันนั้นก็มีผู้เข้าร่วมประมาณ ๑๕๐ ท่าน จากทุกวงการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เขา ระดมความเห็น วิจารณ์ รวมทั้งให้ความเห็นเพิ่มเติม ก็เป็นเอกสารที่วางอยู่ให้กับท่านสมาชิก ทุกท่านนะครับ วันนี้ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนของคณะทํางานเพื่อนําเสนอ แล้วก็หวังว่า จะได้รับความกรุณาจากท่านสมาชิกให้ความเห็นเพิ่มเติม ปรับแก้ หรือชี้แนะ เพื่อสามารถ ทําให้ข้อเสนอการปฏิรูปนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอสไลด์ (Slide) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สิ่งที่ผมจะนําเสนอวันนี้ มีองค์ประกอบสําคัญอยู่ ๓ ส่วน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้ขออนุญาตนํารายชื่อ คณะทํางาน แล้วก็อันนี้คือประเด็นการนําเสนอมีอยู่ ๖ หัวข้อ ซึ่งจะเป็นประเด็นตอบคําถาม ๒ คําถาม ๓ หัวข้อแรกคือจะตอบคําถามว่าทําไมต้องเอาเรื่องพวกนี้มาพูด เรื่องพวกนี้มันรู้ กันมานานแล้วไม่ใช่หรือ แล้วอย่างไร ส่วน ๓ หัวข้อหลังนี้จะตอบคําถามว่าแล้วเราจะทํา อย่างไร ถ้าอันนี้คือปัญหาจริง ๆ ของประเทศชาตินะครับ ผมจะขออนุญาตลําดับความแล้วก็ นําเสนอท่านสมาชิกดังต่อไปนี้ครับ
จุดเริ่มต้นที่เราต้องพูดถึงเรื่องนี้ ก็คือประเทศไทย ๔.๐ ซึ่งเป็นนโยบายหลัก สําคัญอันหนึ่งของประเทศ คําถามก็คือเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร มีการพูดกันมากมาย แล้วประเทศไทย ๔.๐ เงื่อนไขความสําเร็จอยู่ที่ไหน สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เราก็ไปกลั่นกรอง เอาสิ่งซึ่งมีการเขียนขึ้นโดยผู้ที่อาจจะเป็นเบรน (Brian) ท่านหนึ่งในการผลักดันนโยบายนี้ คือดอกเตอร์สุวิทย์ องค์ประกอบที่ท่านพูดถึงมี ๔ องค์ประกอบ
องค์ประกอบแรก ก็คือเปลี่ยนภาคเกษตรจากเกษตรดั้งเดิมไปสู่เกษตร ที่มีบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยี ก็คือทําให้เกษตรมีบุคลิกภาพมากขึ้น มีการแตกต่าง ไม่ใช่ทุเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน แต่จะมีทุเรียนซึ่งมีความแตกต่างตามพื้นที่ ราคาจะมีคุณค่า ต่างกัน แล้วก็สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรม ขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งมีการจ้างงานถึง ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประเทศ แต่ผลิตรายได้ไม่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เศษ ๆ ทําอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ อุตสาหกรรมเหล่านี้มีกําลังการผลิต มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้มากกว่านี้ อันนั้นก็จะเป็นกําลังขับเคลื่อนประเทศไทยที่สําคัญได้ อันนี้คือประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ ก็คือประเด็นที่ทําอย่างไรเราจะเปลี่ยนแปลงกิจการบริการ อย่างการท่องเที่ยว ทําอย่างไรให้การท่องเที่ยวของเรามีความหลากหลาย มีมูลค่า ทําให้คน สนใจ ไม่ใช่มาเพราะมันราคาถูก แต่มาเพราะมีอะไรที่ทั้งโลกเขาหาไม่ได้ อันนี้ก็จะเป็น สิ่งซึ่งนําไปสู่มูลค่าเพิ่มอันที่ ๓
ทีนี้สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ องค์ประกอบทั้ง ๓ เรื่อง ซึ่งเป็นองค์ประกอบ เพื่อพาไปสู่ความสําเร็จจะเกิดไม่ได้ ถ้าองค์ประกอบที่ ๔ เป็นไปไม่ได้ ก็คือเราต้อง เปลี่ยนแปลงจากประเทศซึ่งใช้แรงงานทักษะต่ําไปสู่ประเทศซึ่งใช้แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง และภาพนี้ผมคิดว่าสะท้อนให้เราเห็นชัดเจนเมื่อสัก ๑ – ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา แรงงานจํานวนหนึ่งที่เข้ามาอาจจะผิดกฎหมาย ออกนอกประเทศ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐ คน แล้วก็มีการพูดกันมากมายว่าเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหา กระทบอย่างแรง อันนั้นคือสิ่งซึ่งชี้ให้เราเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่อยู่ในขั้นตอนของสิ่ง ซึ่งเรียกว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากแรงงานทักษะต่ําไปสู่แรงงานทักษะสูง เพราะฉะนั้นอันนี้ ทั้ง ๔ ประเด็นคือประเด็นสําคัญ ประเด็นชี้ขาดว่าเราจะไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ ได้หรือไม่ได้ แล้วตัวที่เป็นปัจจัยสําคัญที่สุดก็คือกําลังคน ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญที่สุดในทุกภารกิจสําคัญ
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้ผมขอถอยมานิดหนึ่ง เพื่อมาดูว่าเพื่อนของเรา พันธมิตรทางธุรกิจของเรา สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น เขามองเราอย่างไร ในประเด็น ที่เมื่อกี้ผมเรียนท่านสมาชิกไปนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณ ๑๐ ปีมาแล้ว เท่าที่ผมเช็ก (Check) ดูในอินเทอร์เน็ต (Internet) ตั้งแต่ปี ๒๐๐๗ จนถึงปี ๒๐๑๗ มีการพูดถึงอย่างน้อย ๓ ครั้ง โดยพันธมิตรทางธุรกิจที่สําคัญของเรา ๓ ประเทศ อันแรกสุดก็คือหอการค้าสหรัฐ ในวารสารที่เขาลง เขามีการให้สัมภาษณ์ แล้วก็เขียนพาดพิงถึงปัญหานี้ ในนี้เขียนชัดเจน การขาดแคลนวิศวกรและแรงงานที่มีทักษะ มีผลในการชะลอการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ทําการประเมินความดึงดูดใจด้านการลงทุนของประเทศไทยใหม่ ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ถ้าเขาเริ่มไม่มั่นใจกับประเทศไทย เราก็คงพอจะทราบว่ามันจะกระทบ เราอย่างไร
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ประมาณ ๖ ปี หลังจากนั้น ปี ๒๐๑๓ อันนี้เป็น หอการค้าเยอรมัน มิสเตอร์เฮกเคาน์ซัน ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เนชั่น ก็พูดอะไรคล้าย ๆ ย้ําว่าประเทศไทยควรให้ความสําคัญในลําดับต้นต่อการพัฒนาการศึกษาเพื่อรองรับการ ขยายตัวของอุตสาหกรรม ไม่เช่นนั้นการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ อันได้แก่วิศวกรและช่าง จะลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเขาลงทุน เขาไม่ใช่ลงทุน ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ ล้านบาท เขาลงทุนเป็นหมื่น ๆ ล้าน และเป้าหมายเขาจะอยู่กับเราเป็นสิบ ๆ ปี ถ้าเขามองไม่เห็น ในอนาคตว่ากําลังคนเราจะสามารถรองรับได้ ความเชื่อมั่นในการลงทุนย่อมจํากัดนะครับ ตอนท้ายเขาพูดเพิ่มเติมนิดหนึ่งตรงบรรทัดสุดท้ายว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้รับ การกล่าวถึงมาเป็นเวลาหลายปี โดยนักลงทุนต่างประเทศจํานวนมาก ประเทศไทยยังไม่ได้ มีแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งอันนี้ก็เป็นอะไรที่สะท้อนว่าในช่วง ๗ – ๘ ปีที่ผ่านมา เกือบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้คือสิ่งซึ่งเกิดในปัจจุบันเมื่อต้นปีนี้เอง ผมมี โอกาสเข้าร่วมประชุมกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับสภา หอการค้าญี่ปุ่น เขาก็รายงานมา ซึ่งอันนี้คือสภาพที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย เขาสํารวจ อุตสาหกรรมญี่ปุ่น ๒๗๗ แห่ง ถามถึงปัญหาการขาดแคลน คําตอบก็คือว่า ๖๖ เปอร์เซ็นต์ ของโรงงานเหล่านั้นบอกว่าเขาหาวิศวกรไม่ได้ ๒๑ เปอร์เซ็นต์บอกว่าหาช่างเทคนิคไม่ได้ อันที่ผมคิดว่าน่าจะทําให้เรารู้สึกวิตกหรือตระหนก ก็คือบรรทัดสุดท้าย เขาต้องการวิศวกร ที่ทําวิจัยและพัฒนา แต่เขาหาไม่ได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าอันนั้นคือโอกาสทอง ของเราที่บริษัทต่างชาติต้องการขึ้นไปสู่ต้นน้ํา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ แต่เขา หากําลังคนที่จะทําสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ๓ อันนี้ก็จะเป็นตัวสะท้อนให้เรา เห็นว่ามิตรของเราเขาพบประเด็นอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องแรงงานที่มีทักษะในประเทศไทย
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้ขออนุญาตกลับมาดูข้อเท็จจริง เราพูดถึงว่า เราจะไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) อย่างไร อะไรคือปัจจัยสําคัญ เพื่อนเราเตือนเรา อย่างไร ทีนี้เรามาดูข้อเท็จจริงว่าจริง ๆ มันเกิดอะไรขึ้นบ้างในประเทศไทย อันนี้เป็นเอกสาร ในหนังสือพิมพ์ที่พูดถึงสภาวะการจ้างงาน ก็บอกว่า กลุ่มสายงานวิศวกรในปี ๒๕๕๘ ซึ่งในเร็ว ๆ นี้นะครับ ติดอันดับเป็นอาชีพสุดฮอต (Hot) ที่มีการลงประกาศรับสมัครงาน ต่อเดือนประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าอัตรา แต่รับได้จริงประมาณ ๘,๐๐๐ อัตรา ก็คือประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าอัตรานี้ต้องประกาศไปเรื่อย ๆ เพื่อจะหา บางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาถึง ๓ เดือน ๖ เดือนกว่าจะได้
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนี้เป็นตัวเลขของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ผมได้มา เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นสภาพการจ้างงานในประเทศไทย สีเขียวกับสีส้ม ๆ นี้คือแรงงาน ไร้ฝีมือ ม. ๓ ถึง ม. ๖ ดูคอนสทรักชัน (Construction) สิครับ คอนสทรักชัน (Construction) ประมาณเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นแรงงานเหล่านั้น อาหารก็คล้าย ๆ กัน อาหารประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อุตสาหกรรมซึ่งพอจะมีแรงงานที่มีฝีมือทํางานเยอะหน่อยก็จะเป็นยานยนต์ ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้คือสภาพว่าในบ้านเรา เรามีการจ้างงานอย่างไร
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้มาดูทางด้านอุปทาน ภาคการศึกษาของเรา มีการผลิตบุคลากรอย่างไรเพื่อป้อน เพื่อสนับสนุนในสิ่งซึ่งเราต้องการไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขค่อนข้างล่าสุด ประมาณปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ สัดส่วนเด็กที่จบมัธยมต้น เข้าเรียนสายสามัญต่อสายอาชีพ สายสามัญประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ สายอาชีพ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนนี้ถ้าเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศฟินแลนด์ หรือประเทศ เยอรมนีผิดกันเยอะ ประเทศเหล่านั้นอย่างน้อยครึ่งต่อครึ่ง หรือถ้าประเทศเยอรมนี ดีไม่ดี อาจจะถึงมากว่าด้วยซ้ํา ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เรียนสายอาชีพ แต่ของเราส่วนใหญ่คือเรียน สายสามัญ คําถามคือเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ปัญหาที่ ๒ สัดส่วนผู้จบปริญญาสายสังคม ต่อสายวิทยาศาสตร์ คือเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่เลือกเรียนสายสังคม ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ผมได้มาจากเว็บ (Web) นะครับ กระทรวงศึกษาธิการ โดย สกอ. ให้ตัวเลข ที่น่ากลัวกว่านี้ เขาให้ตัวเลขประมาณ ๗๐ : ๓๐ ตัวเลขที่ผมมีคือ ๖๒ : ๓๓ แต่ตัวเลข กระทรวงศึกษาธิการคือ ๗๐ : ๓๐ เขาก็พูดว่าเขาพยายามจะแก้ แต่ตัวเลขเลวร้ายลง และอัตราการไม่มีงานทําของบัณฑิตร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเราผลิตบุคลากรออกมา แต่เป็นบุคลากรซึ่งตลาด อาจจะไม่มีความต้องการนะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไป อันนี้ก็จะเป็นข่าวซึ่งเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้เมื่อ ๑ ปีก่อนหน้านี้ เป็นข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ เข้าใจว่ามติชน วันที่ ๙ กรกฎาคม ปีที่แล้ว ผู้ที่ให้สัมภาษณ์ ก็เป็นรองเลขาธิการ สกอ. ในขณะนั้น ท่านสรนิต ศิลธรรม บอกว่าเด็กที่จบมาไม่มีงานทําถึง ประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อันนั้นคือภาพทั้งหมดว่าทําไมคณะทํางานถึงคิดว่า เราจําเป็นต้องมาพูดถึงเรื่องนี้ หาทางออกเพื่อแก้ปัญหานี้นะครับ
ทีนี้ก่อนจะไปถึงจุดนั้นผมขออนุญาตพูดถึงผลกระทบสักเล็กน้อยนะครับ ผลกระทบจากการขาดแคลนบุคลากร ขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ เกิดอะไรขึ้น สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ผมขอยกกรณีรูปธรรมอันหนึ่งซึ่งคงไม่ใช่เรื่องเดียว แต่อันนี้เป็นเรื่องที่ ค่อนข้างใหญ่ บริษัทฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) บริษัทหนึ่ง เมื่อประมาณเกือบ ๑๐ ปีที่แล้ว มีความประสงค์จะขยายไปสู่ต้นน้ํา ก็คือผลิตวัตถุดิบขึ้นในประเทศไทยเพื่อซัปพอร์ต (Support) ให้กับอุตสาหกรรมที่อยู่ในเมืองไทย ปรากฏว่าหลังจากที่เขาสํารวจกําลังคนที่มี บุคลากรที่ผลิตออกมาเขาตัดสินใจไม่ลงทุนในประเทศ เลือกประเทศสิงคโปร์และประเทศ มาเลเซียแทน คราวนี้ผลกระทบ ผมลองประเมินคร่าว ๆ โอกาสที่เราจะขึ้นต้นน้ํา หมด นั่นคือโอกาสที่ดีที่จะทําให้อุตสาหกรรมอยู่กับเราอย่างยั่งยืนมากขึ้น เงินลงทุนอย่างน้อย ๆ ๔๐,๐๐๐ – ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือตัวเลขประมาณการนะครับ หายไป การจ้างงาน นับพัน ๆ คน ทั้งแรงงานฝีมือ ไม่มีฝีมือ ส่วนใหญ่คือแรงงานมีฝีมือ อันที่สําคัญกว่านั้นก็คือ การจ้างงานนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรที่สามารถช่วยในการวิจัยพัฒนา ซึ่งเราอยากจะขึ้นบันได ขั้นนั้น ทําไม่ได้ อันต่อมาก็คืองานใหม่ ๆ งานวิเคราะห์ทดสอบ งานสําหรับนักเคมี ฟิสิกส์ ก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมรองรับอื่น ๆ ก็ไม่เกิด อันนี้คือผลกระทบที่ เกิดขึ้นเพราะการลงทุนไม่เกิดในประเทศไทย
คราวนี้ผมขออนุญาตลองสรุปผลกระทบโดยภาพรวม โดยภาพรวมผมคิดว่า สิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นถ้าเราไม่ทําอะไรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญ อันแรกสุดก็คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศย่อมจะลดทอนลงเรื่อย ๆ ตัวเลขที่เห็นชัดเจนก็คือ การลงทุนในประเทศไทยเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียของเราจะลดลง อินโดนีเซียเพิ่มขึ้น เพราะ เขาไม่ได้ลงทุนเพียง ๑ – ๒ ปี เขาลงทุนเป็น ๑๐ ปี เขาก็มองไม่เห็นฝั่งว่าเรามีคนที่ซัปพอร์ต (Support) เขาได้ โอกาสเขาจะลงทุนต่อก็จะยาก อันที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าสําคัญพอ ๆ กัน หรืออาจจะมากกว่าคือโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมซึ่งใช้เทคโนโลยี ซึ่งผมใช้คําว่า เทคโนโลยี พลิกเปลี่ยนคือดิสรัปทิป (Disruptive) คือเทคโนโลยีซึ่งจะทําให้เกณฑ์ในการแข่งขัน กติกา ในการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือหลังมือ อย่างพวกดิจิทัล พวกออโตเมชัน (Automation) ถ้าเขาไม่มีคนเขาก็ไม่มากับเรา เมื่อไม่มากับเรา พื้นฐานที่เราจะแข่งก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้น อันถัดไปก็คืออุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม ซึ่งจริง ๆ ถ้าเขาจะแข่งได้เขาต้องขึ้นต้นน้ําเพื่อให้เขา สามารถมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเขาขึ้นต้นน้ําไม่ได้เขาก็ถูกกดดันมากขึ้น หลายประเทศก็เริ่ม โยกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น แล้วผมคิดว่าอันที่ ๔ อันที่สําคัญอันสุดท้าย แต่ผมเชื่อว่า เป็นอันที่สําคัญที่สุดสําหรับประเทศไทย คืออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย ถูกกดดันและบีบคั้นอย่างหนัก เข้าหาคนไม่ได้ เขาเกือบไม่มีโอกาสโต เขาเกือบไม่มีโอกาสที่ จะทํางานที่เขาอยากจะทําเพราะเขาจ้างไม่ได้ สมมุติจ้างได้สักพักหนึ่งก็มีคนดึงไป เพราะถ้า ตรงนี้เราไม่แก้โอกาสที่เราจะทําให้เรื่องอุตสาหกรรมขนาดกลาง ขนาดย่อม เราโตและเป็น รากแก้วของสังคมเศรษฐกิจประเทศก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ง่ายนะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คราวนี้ผมขอกลับมาดูเรื่องปัญหาเชิงระบบว่าอะไร คือปัญหาจริง ๆ ที่ทําให้เกิดสิ่งซึ่งเราพูดกันมา ๑๐ กว่านาทีที่ผ่านมา อันที่ ๑ ก็คือความไม่ สมดุลของอุปสงค์กับอุปทาน มีการผลิตบางอย่างมากแต่ความต้องการมีน้อย บางอย่างที่มี คนต้องการมากแต่การผลิตก็ไม่มี อันที่ ๒ ความไม่สมดุลของสาขาวิชาที่ผลิต อันที่ ๓ ความไม่คล่องตัวหรือความล่าช้าในการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนหรือหลักสูตรไปสู่ สาขาวิชาใหม่ ๆ อันที่ ๔ คณาจารย์ นักศึกษา และบัณฑิต ขาดทักษะการทํางานจริง อันนี้ ผมขีดเส้นใต้คําว่า คณาจารย์ ด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษา เพราะคณาจารย์ไม่น้อยที่ เราเรียนจากต่างประเทศกลับมาเมืองไทย แล้วเขาก็ทํางานอยู่มหาวิทยาลัย โดยที่เขาเกือบ ไม่เคยเจอไม่เคยเข้าใจสังคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยเลย ทําอย่างไรจะทําให้เขาเข้าใจ ปัญหาประเด็นของประเทศไทยบ้าง และอันสุดท้าย ซึ่งอันนี้ก็สําคัญ ดี ไม่ดีอาจจะสําคัญกับ ๔ เรื่องแรก ก็คือในระยะยาวอินพุต (Input) ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเราจะถูก กดดันมากขึ้นเด็กสนใจน้อยลง เด็กสนใจเรียนอะไรซึ่งจบง่าย เราจะปรับค่านิยม ปรับแนวคิดนี้ อย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ผมขออนุญาตมีภาพชิ้นหนึ่ง อันนี้เป็นตัวเลขซึ่งสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยทําร่วมกับทางสถาบันการศึกษาเปรียบเทียบดีมานด์ (Demand) และซัป พลาย (Supply) ของกลุ่มอาชีพ สีแดงคือกําลังการผลิต สีเขียวคือความต้องการ ณ ปัจจุบันนี้ มีกําลังการผลิตกลุ่มคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ๒๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ความต้องการประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าคน อันนี้ส่วนหนึ่งจะเห็นว่าบางอย่างมันล้าสมัยแล้วมันไม่จําเป็นต้องผลิต มากขนาดนั้น แต่ก็ยังผลิตอยู่ คือไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีกลไกการตลาดที่มาเรกูเลต (Regulate) เขาได้ ในด้านกลับกันช่างทางด้านอุตสาหการก็ดี ช่างทางด้านอุตสาหกรรมก็ดี เครื่องกลก็ดี กลับมีการผลิตน้อย แต่ความต้องการมีมาก ซึ่งในนี้บังเอิญไม่มีตัวเลข
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ตัวที่มีความสําคัญที่สุดต่อเราในอนาคตก็คือ เทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งคือเทคโนโลยีในการแข่งขันในอนาคต แล้วเราต้องการที่จะดึง อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาในประเทศเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้น ในการฝึกอบรมบุคลากรของเราให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมาแน่นอน บิ๊กดาต้า (Big Data) ในการใช้ดาต้า (Data) ในการวิเคราะห์ทั้งการตลาด ทางการแพทย์ก็ใช้ แม้แต่ทางงบประมาณก็เป็นประโยชน์ อินเทอร์เน็ต ออฟ ทิงส์ (Internet of Things) ในการสร้างระบบอัตโนมัติทําให้การผลิตของภาคอุตสาหกรรมมีความยืดหยุ่น มากขึ้น เอไอ (AI) อาร์ทิฟิเชียลอินเทลลิเจนต์ (Artificial Intelligent) ซึ่งอันนี้คือแบ็กออฟฟิศ (Back Office) ที่สําคัญที่สุดในเกือบทุกธุรกิจต่อไป และสุดท้ายโรโบติกส์ (Robotics) นะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ต่อไปก็จะเป็นข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหา เราก็มี การพูดคุยในการประชุมอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ๖ ครั้ง แล้วก็ไปจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น มีทั้งคอมเมนต์ (Comment) มีทั้งกระดาษส่งเข้ามามากมาย แล้วก็ไปปรับเปลี่ยนตามนั้น เราก็ได้เป้าหมายการแก้ไขอยู่ประมาณ ๕ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือทําอย่างไรจะสร้าง แรงจูงใจให้นักเรียนนักศึกษาของเราสนใจสายวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น อันที่ ๒ ปรับสมดุลของ การเรียนต่อในสายสามัญต่อสายอาชีพ และสมดุลของการเรียนสายสังคมต่อสายวิทยาศาสตร์ ให้อยู่ในภาวะที่พอเหมาะพอสม ไม่ใช่เอียงเกินไป อันที่ ๓ สร้างสมดุลของการผลิตบุคลากร ให้สอดคล้องกับความต้องการ ไม่ใช่ผลิตมากเกินไป ขณะที่อีกบางสาขาก็ผลิตน้อยไป อันที่ ๔ เร่งรัดพัฒนาหลักสูตรสาขา ซึ่งจะตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสุดท้ายคือ พัฒนาระบบการเรียนการสอน คือพัฒนาระบบการศึกษาของเราเพื่อให้สอดคล้องกับระบบ ที่ดีที่สุดในโลก ก็คือ ๒ อัน อาชีวะนี้ก็คืออาชีวะทวิภาคี ส่วนอุดมศึกษาก็คือสหกิจศึกษา ซึ่งอันนี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก อันนี้คือกรอบใหญ่ ๆ เป้าหมายในการแก้ไข
ทีนี้จะมีกลไก กลไกนี้ผมเรียนท่านสมาชิกว่ามันจะมี ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ กลไกแรก จะมี ๒ เรื่อง เราหวังว่าจะเรกูเลตซัปพลาย (Regulate Supply) เรกูเลต (Regulate) ผู้ผลิต ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ผลิตให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น อีก ๒ กลุ่มที่เหลือคือเป็น กลไกที่จะโน้มน้าวผู้เรียนให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และอีก ๒ กลไกที่เหลือเป็นกลไก เพื่อทําให้ระบบการศึกษาเราตอบสนองกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม ดียิ่งขึ้นครับ ๒ กลไกแรกที่ผมเรียนว่ามันน่าจะช่วยในการปรับพฤติกรรมของผู้ผลิตก็คือ กลไกด้านงบประมาณและกลไกการเปิดเผยข้อมูล กลไกด้านงบประมาณนี้เรามีการคุยกับ สํานักงบประมาณ ซึ่งสํานักงบประมาณก็เข้าใจและเห็นด้วย เพียงแต่ต้องหาวิธีทําให้เป็น รูปธรรม ก็คืองบประมาณควรจะไปยังหน่วยงานที่ผลิตบุคลากรที่สอดคล้อง ไม่ใช่ใครทํา อะไรก็ทําได้ และสุดท้ายคนออกมาล้นตลาดในบางสาขา และบางสาขาไม่พอ อันนี้อันที่ ๑ อันที่ ๒ ซึ่งมีทําในหลาย ๆ ประเทศที่ผมทราบ ในประเทศญี่ปุ่นมีทํา ในประเทศเยอรมนีก็มีทํา ก็คือให้สถาบันการศึกษาเปิดเผยข้อมูลว่าบุคลากรที่จบมานี้มีงานทํากี่เปอร์เซ็นต์ เอาให้ ชัดเจนเป็นตัวเลขนะครับ เพื่อจะได้เรกูเลต (Regulate) ตัวเขาเองว่าอันไหนที่เขามีเด็กไม่มี งานทํานี้เขาควรจะปรับไปใช้หลักสูตรอื่นเพิ่มเติม อันนี้ก็คือส่วนของผู้ผลิต
ทีนี้ในส่วนของนักศึกษา ผู้เรียนเราก็เสนออีก ๒ กลไก อันหนึ่งก็คือปฏิรูป ค่านิยมทางสังคมนะครับ คือปรับเปลี่ยนแนวคิดทั้งทางด้านการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการเรียนสายอาชีพ ทําให้เขาเห็นว่าการทํางานเป็นของมีเกียรติ นั่งโต๊ะอย่างเดียวไม่ใช่ เป็นของที่มีเกียรติเสมอไปนะครับ อันนี้คืออันแรก อันที่ ๒ ก็เป็นแรงจูงใจให้คนที่เรียน สายอาชีพนี้มีเพิ่มขึ้น ก็คือการปรับเส้นทางอาชีพให้กับผู้เรียนสายอาชีพ คืออาจจะต้องไปคุย กับสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า เพื่อให้เขาเข้าใจว่าเขาจะต้องมีเส้นทางอาชีพให้กับ ผู้เรียนสายอาชีพดีเท่า ๆ กับผู้เรียนจบปริญญา ไม่เช่นนั้นคนที่อยากจะเรียนสายอาชีพ ก็จะถูกบั่นทอน ไม่อยากมาเรียนนะครับ กลไกที่ ๓ ก็คือกลไกในการปรับระบบการเรียน การสอน อันแรกก็คือความร่วมมือของประชารัฐ ตัวสําคัญที่สุดก็คือความร่วมมือในการ ทําให้อุปสงค์ อุปทาน มันแจ่มชัดขึ้น ปัจจุบันตัวเลขนี้ไม่ค่อยชัดเจน ถ้าร่วมมือกันได้ก็น่าจะ ดีขึ้น พัฒนาหลักสูตร ส่วนใหญ่ภาคอุตสาหกรรมจะเห็นเทคโนโลยีได้เร็ว ถ้ามีความร่วมมือ ตรงนี้ การพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ ก็จะเกิดได้ดีขึ้น และอันสุดท้ายก็คือระบบการศึกษา ซึ่งจะทําให้เด็กสามารถจบมามีความมั่นใจ มีวินัย และทํางานได้ ที่พูดถึงนี่ไม่เฉพาะเจาะจง ว่าต้องเป็นช่าง สาขาเกษตร สาขาบริการก็ใช้ระบบนี้ได้ ก็คือระบบทวิภาคีและสหกิจศึกษา พัฒนาทักษะ และที่สําคัญคือพัฒนาความเชื่อมโยงของห้องเรียนกับโลกแห่งความเป็นจริง ทําให้ครูบาอาจารย์เข้าใจว่าอุตสาหกรรมประเทศไทยคืออะไร ต้องการอะไร และจะผลิต ให้สอดคล้องกับเขาได้อย่างไร อันนั้นคือทั้งหมดที่ผมกราบนําเรียนท่านประธานแล้วก็ ท่านสมาชิก และหวังว่าคงจะได้รับข้อคิดเห็นคําแนะนําที่เป็นประโยชน์ ขอบพระคุณครับ
คณะกรรมาธิการท่านอื่นไม่ชี้แจงนะคะ เท่านี้ก่อน ไว้รอตอบคําถาม ต่อไป เป็นการอภิปราย ขณะนี้มีผู้เสนอรายชื่ออภิปราย ๒ ท่าน ท่านที่ประสงค์จะอภิปรายกรุณา ส่งรายชื่อด้วยนะคะ ท่านแรกท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังท่านกรรมาธิการ ทั้งท่านประธานกรรมาธิการและอาจารย์ประยูรรายงานแล้ว รวมทั้งอ่านเอกสารท่านเป็นปึกนี่นะครับ แล้วก็เคยไปสัมมนากับท่าน ที่ท่านกล่าวเมื่อสักครู่นี้ หลายครั้ง ผมก็ประทับใจและอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนี้ แล้วก็อยากเห็นอย่างนี้ มานาน ตั้งแต่ผมอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อตอนรับราชการยังหนุ่ม ๆ อยู่ แต่จนแล้ว จนรอดก็ยังไม่เห็นว่าเราจะไปทางไหนให้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะขอเพิ่มเติม จากที่ท่านกรรมาธิการกล่าวสักครู่นี้ไว้ เผื่อท่านจะได้นําไปเสริมเติมแต่งเท่าที่เห็นสมควร ผมมีภาพนําเสนอเพื่อประกอบการพิจารณา เขาเรียกการนําเข้าสู่บทเรียนก็แล้วกันนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพที่ ๑ เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ท่านเสด็จพระราชดําเนินไปพิธีเปิดสถานีดาวเทียมไทยคม ซึ่งเป็นสถานี แห่งแรกของประเทศไทย แล้วก็สามารถยิงดาวเทียมไทยคมดวงแรกเข้าไปสู่ในวงโคจรของ อวกาศ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๖ ๒๔ ปีแล้ว อันนี้ก็เป็นภาพที่ทําให้นักวิทยาศาสตร์ไทย ตื่นเต้นอย่างมาก ตื่นเต้นแล้วก็ค่อย ๆ สงบลง ยังไม่ไปไหน
ภาพต่อไปครับ ผมก้าวล้ําไปโน่นเลย องค์การนาซา (NASA) อันนี้เป็นการ ปล่อยดาวเทียมเพื่อไปสํารวจคาร์บอนไดออกไซด์ในอวกาศของอเมริกา เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ท่านครับ ผมเพิ่งฟังวิทยุวีโอเอ (VOA) เมื่อ ๒ วันนี้เอง ทราบว่าประเทศอเมริกา ไปสํารวจดวงจันทร์แล้วพบว่าที่ดวงจันทร์มีแร่หายาก หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า ธาตุแรร์เอิร์ท (Rare Earth) ซึ่งโลกกําลังสนใจ และกําลังจะทําสงครามแย่งกัน เพราะว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ส่งดาวเทียมไปก็ดี ร้อยแปดจิปาถะ ที่เป็นไฮเทคโนโลยี (High Technology) ต้องใช้ธาตุแรร์เอิร์ท (Rare Earth) ทั้งนั้น ท่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่บนสภาท่านที่ ๓ ผงกหัวรับเลยว่าใช่ ถูกไหมครับ ถ้าไม่ใช่ท่านก็ต้องค้าน ผมเอาของจริงมาพูดทั้งหมดในสภานี้นะครับ จากนั้นผมจะปูพรม ทําให้คนไทยอยากจะเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้น
ภาพต่อไปครับ นี่ครับ สถานีรับสัญญาณดาวเทียมที่ศรีราชา ชลบุรี ท่านไปดู ได้เลย เขาเปิดใหม่ ๆ ผมไป ผมยังขนลุก มันอะไรนักหนา ก็เป็นที่ตื่นตาตื่นใจ และที่นี่เป็นที่ตั้ง ของสํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า จิสดา (GISTDA) เป็นองค์การมหาชน มี ผอ. ชื่อดอกเตอร์อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผมเข้าใจว่า ยังไม่เปลี่ยนนะครับ ท่านทําเรื่องอะไรครับ ท่านมีดาวเทียมของท่าน ท่านก็หมุนไปเรื่อย ดูป่าที่หมดไปแต่ละวัน ดูแล้วก็น้ําตาซึม ดูว่าลม ฟ้า อากาศจะเป็นอย่างไร ที่ผมโยงเรื่องดิน ฟ้า อากาศ นี่ข้างนอกกําลังฝนตกนะครับ แล้วจะตกไปอีกหลายวัน น้ําท่วมเราก็ไม่รู้ ท่วมเมื่อไร อย่างไร ดาวเทียมของจิสดา (GISTDA) จะสามารถบอกท่านได้ แล้วที่จิสดา (GISTDA) เขามีเครือข่ายไปทั่วโลก สามารถจะติดต่อเป็นเน็ตเวิร์ก (Network) ได้นะครับ
ภาพต่อไปครับ นี่เป็นภาพแถลงข่าวของการประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ ๔ เมื่อวันที่ ๑ ถึง ๓ กันยายน ๒๕๕๙ ผมนํามานี้ เดี๋ยวจะบอกว่ามาเพื่ออะไร จะเห็นว่า นักวิชาการทางด้านข้าวก็สุมหัวกันในการที่คิดจะทําอย่างไรที่จะทําให้ข้าวไทยมีคุณภาพสูง ผลผลิตสูงต่อไร่นะครับ ภาพต่อไปครับ นี่ครับ ท่านเคยเห็นไหมครับ เด็กนักเรียนเดินไป โรงเรียนผ่านทุ่งนา แต่อันนี้นาเป็นนาขั้นบันได ไปถ่ายมาจากภาคเหนือครับ สวยงาม แล้วที่เรา กินข้าวอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะท่านชอบข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วงต้องเป็นข้าวเหนียว จากจังหวัดเชียงรายจึงจะอร่อย เรียกว่า ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ที่แม่จัน ถ้าท่านกรรมาธิการจะ ค้านก็บอกนะครับ จะได้ไปเอาข้าวเหนียวเขี้ยวงูมาให้รับประทาน
ต่อไปครับ เป็นอีกภาพหนึ่งที่ผมต้องนําเสนอว่าเป็นออเดิร์ฟ (Hors d’oeuvre) ทําให้คนรุ่นใหม่ ๆ อยากสนใจไปเรียน คือ ๙๐ ปี “บํารุงพันธุ์สัตว์ไทย” เขาเรียก ประชุม เชิงวิชาการด้านปศุสัตว์ เมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐ นี่เอง ที่ไหนครับ เขาไป จัดที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนากระบือ ตําบลนาบัว อําเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัด สุรินทร์ การจัดทันสมัยมากเลย คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือเลี้ยงสัตว์เยอะมาก เขาไปจัดที่นั่น ก็เหมาะสม จากตรงนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผมนํามาก็คือว่า ผมอยากเห็น ประเทศไทยพัฒนาเรื่องวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีโดยไม่ทิ้งรากเหง้าของแผ่นดินไทย รากเหง้าของเราคืออะไร การผลิตข้าวเกษตรพันธุ์ต่าง ๆ นะครับ ขณะนี้ผลไม้ พืชผักส่งออก ไปทั่วโลกนะครับ และเรื่องของปศุสัตว์ ถ้าเรายังขายข้าวเป็นแบบเกวียน ๆ อย่างนี้นะครับ เกวียนหนึ่งมี ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ไป ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ กิโลกรัม เราไม่มีวันที่จะพัฒนาได้ ถามว่าแล้วผมคิดอย่างไร ก็คิดว่าทําไมเราไม่พัฒนาเรื่องเกษตรแปรรูป ในเล่มนี้ทั้งเล่ม ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องเกษตรแปรรูปเลยนะครับ หรืออุตสาหกรรมการเกษตร เราต้องพัฒนา จากตรงนี้ เพื่อไม่ให้ทิ้งรากเหง้า เพราะมนุษย์จําเป็นต้องกิน ไม่ว่าประเทศไหนก็ต้อง รับประทานพืชผัก ข้าวประเภทต่าง ๆ และเนื้อสัตว์ และผลผลิตจากสัตว์ เช่น นมและไข่ เป็นต้น
ภาพต่อไปครับ ที่ผมนําเสนอ เห็นไหม นี่ไม่ได้เกิดจากราชการไทยนะครับ เกิดจากอะไร เกิดจากบริษัทของประเทศไทยที่นําอาหารต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของพืชผัก ธัญญาหาร เนื้อสัตว์ บรรจุกระป๋อง บรรจุถุง มี ๒ ชนิดครับ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ประเภทที่ ๑ ภาษาไทยเรียกว่า พร้อมรับประทาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า รีดดี ทู อีสต์ (Ready to Eat) บัดนี้ โลกมันสั้น คนทํางานเยอะ ตัดปั๊บทานได้เลย ตัดถุงนะครับ เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ใช้กระป๋องแล้ว เพราะว่ามันต้องใช้โลหะ ใช้พลาสติก เอาเข้าไมโครเวฟปั๊บรับประทานได้เลย ประเภทที่ ๑ กําลังทําเงินได้มหาศาลสําหรับประเทศไทย กระจายไปทั่วโลกครับ ท่านไปดูได้เลยนะครับ ยิ่งมีคนไทยอยู่ที่ไหนมีไปถึงนั่นเลย ถึงขั้วโลกเลยนะครับ ที่กรีนแลนด์ก็มี ประเภทที่ ๒ ประเภทพร้อมปรุง พร้อมปรุงคืออะไร พร้อมที่จะเอาไปปรุง เช่น ผมยกตัวอย่างนะครับ เมื่อในอดีตถ้าไปต่างประเทศท่านจะทําแกงร้อยแปดจิปาถะท่านต้องใช้นมแทนกะทิ ปัจจุบันนี้ กะทิไปทั่วโลกเลย กะทิไทยมี ๒ – ๓ ยี่ห้อ ยี่ห้อเก่าแก่ที่สุด ชาวเกาะ ผมไม่ได้เป็นสปอนเซอร์ (Sponsor) นะครับ
ภาพต่อไปครับ ผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นแปรรูปที่ทําจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เมื่อสักครู่ พืชพันธุ์ธัญญาหาร อันนี้พวกเนื้อสัตว์ เห็นไหม ถ้าเอาเนื้อสัตว์ไปขายเป็นตัวนะครับ ค่าขนส่ง ก็แพง ราคาก็ถูก เนื้อไทยอย่างโคขุนโพนยางคําอย่างไรก็สู้ ยูเอส สตริปลอยน์ (US Strip Loin) ไม่ได้ จริงไหมครับ เราก็ต้องแปรรูปอย่างนี้ไปเลย ให้ท่านพระเดชพระคุณทั้งหลาย พร้อมรับประทาน เงินเข้าประเทศไหมครับ เข้าแน่นอนครับ ถ้าทําอย่างนี้มาก ๆ เกษตรกร เป็นอย่างไรครับ ลืมตาอ้าปากอยากจะส่งลูกไปเรียนทางด้านนี้ ถูกไหมครับ ถ้าไม่เห็นภาพ อย่างนี้เขาก็ไม่รู้จะส่งลูกไปเรียนวิทยาศาสตร์ทําไมนะครับ
ภาพต่อไปครับ บริษัท ฟาร์มคิดดี จํากัด ผมต้องไปหามา บริษัท ฟาร์มคิดดี จํากัด ร่วมกับภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ทําการพัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตเห็ดเป๋าฮื้อดองซีอิ้ว ในอนาคต ตลาดจีนนี้ ๑๐ คนซื้อ เขาเรียกว่าอะไร ขวดเดียวนี้รวยแล้ว ท่านประธานเป็นเรื่องดี ๆ นะ ขออนุญาตนิดเดียว รับรองได้ว่ารวย แต่ไม่ใช่ว่าเฉพาะตัวนี้ มีตัวอื่น ๆ เพราะพอเห็ดเป๋าฮื้อ คนจีนบอกกินแล้ว ภาษาจีนครับ อู่ลัก ๆ มีแรงทํางานนะครับ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะ พัฒนาได้นะครับ แต่นี่ท่านอาจจะบอกว่าพูดตั้งนานยังไม่เห็นเข้าเรื่องนี้เลย เข้าแล้วครับ ท่านครับ
ภาพต่อไป นี่คือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ อําเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม นี่ก็เป็นพระราชดําริของเจ้าฟ้าแผ่นดินไทยทั้งนั้น โรงเรียนนี้เด็กสายวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ขณะนี้ที่เป็นร้อยเป็นพัน เกือบครึ่งมาจากโรงเรียนนี้ ถ้าไม่จริงอาจารย์ประยูรก็จะเป็นพยานได้นะครับ
ภาพต่อไปครับ นี่คณะอุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นคณะอุตสาหกรรมเกษตร ที่เก่าแก่ของประเทศไทยอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดี๋ยวนี้ทุกมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีคณะนี้หมดแล้ว แต่มันยังไม่ทําเงินทําทอง ท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการ โดยเฉพาะอาจารย์ประยูรนะครับ มันยังไม่ทําเงินทําทอง มันต้องทํา เงินทําทองมากกว่านี่ ถ้าเมื่อไรถ้าท่านสามารถพัฒนาทุเรียนไม่ให้มีหนาม หมอนทองก็ดี หรือก้านยาวก็ดีนะครับ ผลิตให้เป็นแบบถล่มทลายเลยนะครับ ไม่มีหนาม สามารถกําหนด ได้ว่าจะให้สุกเมื่อไร รวย เกษตรกรรวย ถามว่านักวิจัยทําหรือยัง ผมยังว่าไม่เคยได้ยินนะครับ ก็อยากจะฝากท่านไปนะครับ ที่เสนอมาอย่างนี้เพื่อเป็นกระตุ้นต่อมน้ําลายนะครับ
ต่อไปครับ นี่เพิ่งเปิดเมื่อ ๒ – ๓ ปีนี่เอง โรงเรียนกําเนิดวิทย์ รับนักเรียน สายวิทยาศาสตร์ที่เรียนดีทั่วประเทศมาเรียนครับ และสถาบันวิทยสิริเมธี ผมเคยไปเยี่ยมแล้ว ที่อําเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ก็เป็นระดับปริญญาโท ปริญญาเอกเรื่องสายวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทั้งนั้นนะครับ ที่นี่มีท่านดอกเตอร์ไพรินทร์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดเมื่อ ปลายสมัยที่ดอกเตอร์ไพรินทร์เป็นหัวเรือใหญ่ของ ปตท. ขณะนี้ธนาคารต่าง ๆ ก็ไป มะรุมมะตุ้มช่วยนะครับ ก็คิดว่าจะทําให้เกิดประโยชน์ได้นะครับ ทีนี้ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่าที่ท่านเสนอมาทุกข้อนี้ผมอ่านหมดแล้วนะครับ ถ้าเขาไม่เห็นฝั่งว่า ฝั่งข้างหน้าจะทําให้เขามีชีวิตที่ดีไหม ผมไม่ลงเรือหรอกครับ พ่อแม่ทุกคนก็ไม่ลงเรือ ผมกราบเรียนท่านประธาน ณ วันนี้ท่านไปดูภาควิชาคณิตศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ ภาควิชา ชีววิทยาสิครับ แทบจะ เหี่ยว ๆ อาจารย์ก็น้อยลง ๆ เพราะอะไร เพราะวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ชีววิทยา เคมี มันกินไม่ได้ ทํามาหาเงินไม่ได้ ก็ไปเรียนอย่างอื่นหมด ผมไปคุยกับอาจารย์ภาควิชาเหล่านี้มา เขาเหี่ยวครับ อยากจะไปหานักเรียนมาก็ไม่ค่อยจะมี เพราะเขารู้ว่าเรียนไปแล้วไม่รู้จะไปทําอะไร หรือเรียนไปแล้วในที่สุดเขาไปต่ออะไรรู้ไหมครับ เอ็มบีเอ (MBA) หรือเป็นคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่งราคาแพง ท่านก็ผงกหัวอีกว่าจริงไหม แล้วผมอยากจะกราบเรียนที่เป็นตัวอย่างให้ชัดอีกท่านหนึ่งก็คือว่า ท่านเคยได้ยินผู้ว่าการ แบงก์ชาติที่ดี ที่เราคิดว่าดีมาก ๆ เลย ดอกเตอร์ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ขออนุญาตกล่าวนํา ท่านครับ ท่านจบปี ๒๕๑๖ วิศวกรรมศาสตร์เกียรตินิยมอันดับ ๑ ท่านไปเรียนปริญญาโท ที่เอไอที (AIT) แล้วก็ข้ามไปเรียนปริญญาเอกทางบริหารธุรกิจที่ฮาวาร์ด ท่านก็เป็นบุคลากร ที่ดี แต่ว่าถ้าท่านมาทางสายวิทยาศาสตร์ ผมเชื่อว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จากสมองท่าน ปัจจุบันนี้รัฐบาลก็เอาท่านมาเป็นประธานกํากับการจัดซื้อจัดหาอะไรนี้ ท่านเป็นคนดี ผมยืนยัน เพราะไปร่วมชะตากรรมในเรื่องของการเดินขบวนด้วยกันมา เรียกอะไร ยุค ๑๔ ตุลา ๑๖ อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ว่าผมพูดแบบเพ้อฝันนะครับท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการ
ภาพต่อไป ท่านครับนี่คืออะไร นี่คือคนนะครับ ที่รอบ ๆ ที่หัวเขาขาว ๆ นี้ ดูอะไร ดูอาซิโม (ASIMO) เตะฟุตบอล อันนี้เป็นอะไร เป็นเอไอ (AI) อาร์ทิฟิเชียลอินเทลลิเจนซ์ (Artificial Intelligence) หรือเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ ปัจจุบันนี้การเขียนข่าว การรายงาน ข่าวกีฬานี้ ทั่วโลกใช้โรบอต (Robot) แล้ว เพราะเร็ว แม่น ตรง แต่ยังใช้ได้สําหรับในกรณีที่มี โครงสร้างชัดเจน กระชับ แม่น ตรง แต่ยังใช้ในบางเรื่องยังไม่ได้ แต่วันหนึ่งก็คงจะได้ เพราะว่าขณะนี้โรบอต (Robot) นี้สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้แล้ว ผมนําเรื่องนี้มาทําไม ผมเกิดกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงแรงงานตั้งเมื่อปี ๒๕๓๖ แยกมาจากกระทรวงมหาดไทย เมื่อก่อนนี้ผมอยู่กระทรวงมหาดไทย ถ้าเราคิดอย่างนี้เยอะ ๆ เอไอ (AI) มาก ๆ มันเป็น ปฏิภาคผกผันกับอะไรครับ การตกงานของมนุษย์เป็นหน้าที่ของรัฐไหมครับที่ว่าจะทํา อย่างไร พัฒนานี้เพื่อให้การผลิตสู้เขาได้ เดี๋ยวนี้ท่านไปดูสิครับ ผมไปเยี่ยมมาหลายครั้ง โรงงานผลิตรถยนต์ใช้โรบอต (Robot) หมด จริงไหมครับท่าน ใช้โรบอต (Robot) หมด ปั๊บ ๆ เรียบร้อย แล้วก็เชื่อมรอยต่ออะไรต่ออะไร แม่นตรง ใช้โรบอต (Robot) หมด ก็ต้อง คํานึงถึงอย่างมาก ที่พูดมาเสียยืดยาวนี้ ท่านประธานครับ กราบเรียนไปยังท่านกรรมาธิการ ว่าเราจะทําอย่างไรจะทําให้ผู้โดยสารที่จะข้ามฟากไปฝั่งโน้น ที่ฟังจากวันนี้เราพูดคุยกัน วันนี้แล้ว กําลังเข้าแถวอยากจะข้ามฟาก ให้เขาเห็นว่าตลิ่งข้างหน้านั้นมันอุดมสมบูรณ์ เรียนสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ หรือเทคโนโลยีสารพัดโดยเฉพาะ วิศวกรรมศาสตร์มันสามารถ กินได้โดยเฉพาะ ท่านครับ ทั่วโลกเขาถือว่าประเทศไหนที่มีนักวิทยาศาสตร์เพียวไซเอนซ์ (Pure Science) เพียวแมท (Pure Math) มาก ๆ ประเทศนั้นจะก้าวหน้าไปสู่อาร์แอนด์ดี (R&D) วันนี้ท่านประธานไม่ต้องดูไกล ท่านไปดูที่เวียดนามครับ มีนักวิทยาศาสตร์มากกว่า เราจะ ๑๐ เท่าแล้วครับ ใช่ไหมครับท่านกรรมาธิการ ท่านลองผงกหัวให้ผมสบายใจหน่อยสิ ว่าใช่หรือไม่ ถูกไหมครับ แล้วเราจะเป็นอย่างไร ยังจะต้องเอาแต่พูดกันหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ก็ฝากไว้นะครับท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ผมเลยไปอีกนิดหนึ่งเรื่องของเอไอ (AI) เรื่องของเทคโนโลยี เมื่อ ๕ วัน ๗ วันนี้ ไม่มีใครไม่อ่านข่าวแล้วตกใจ นี่มันจะเกิดกับ ครอบครัวเราไหม เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐ กลางวัน ผู้ร้าย ๗ คน ยิงตายหมดเลย ทั้งครอบครัว ๘ ศพ พอถึงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ตํารวจไทยอีกเช่นเดียวกัน นําโดย ท่านผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกับคณะลงไปควานหาจับได้ครบเรียบร้อย ถามว่าท่านเก่งมาก เหมือนมีดาวเทียมส่องว่าคนไหนเป็นผู้ร้าย อยู่ที่ไหน ไม่ใช่ เขาใช้เครื่องมือบางประการ ตามตัวหาผู้ร้าย แล้วคนสั่งคือใครท่านทราบไหมครับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งรับผิดชอบทั้งทหารและตํารวจอยู่ ท่านสั่งให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติขนเครื่องมือ ที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์ไปให้ครบ แล้วปรากฏว่าทําอย่างไรครับ ผมได้ยินว่าท่านใช้เครื่องมือ อะไรไม่รู้ ท่านต้องไปหาเองนะครับท่านกรรมาธิการ สามารถจะจับผู้ร้ายที่อยู่แต่ละจังหวัด พร้อมกันเลยนะครับ จังหวัดระนอง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต พร้อมกันได้ทีเดียว ๗ คน
ท่านสุรินทร์กรุณาสรุปหน่อยนะคะ
ต่อไปครับ ท่านเตือนแล้วผมก็ต้องฟังครับ ก็ถือว่า เป็นการใช้เรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ใช่ไหมครับท่านกรรมาธิการ ในการที่จะทําให้เกิดความผาสุกกับประชาชน ข้อเสนอผมครับ
๑. รัฐบาลต้องผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกให้ได้ เพราะมันจะทํา ให้สิ่งที่ผมบรรยายไปแล้วเกิดประโยชน์
๒. รัฐบาลต้องลงทุนด้วยการตั้งงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ทุก ๆ ปี ไม่ใช่ยังเตาะแตะ ๆ ถึง ๑ หรือยังไม่รู้ ณ ขณะนี้ ประเทศอื่นเขาไป ๓ ไป ๔ แล้วนะครับ
๓. สนับสนุนให้ภาคเอกชนทําการวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตสินค้าตัวใหม่ ๆ เพื่อใช้มาตรการทางภาษีเป็นตัวขับเคลื่อน
๔. สร้างอนาคตสดใสให้แก่คนไทยที่เรียนจบทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะ วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และเทคโนโลยี ผมเพิ่มอีกข้อหนึ่งครับ
๕. รัฐต้องใช้นักเรียนทุนด้านวิทยาศาสตร์ที่จบมาแล้วเป็นร้อยเป็นพันคน ที่ สวทช. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ไปไว้หน้าห้องบ้าง ทําโน่นทํานี่บ้าง อันนี้ผมขอของแท้ ผมไปสัมผัสมาด้วยตนเองนะครับ ก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ กราบขอบพระคุณครับ สิ่งที่ผม อภิปรายมานี้อาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องใหญ่ ๆ นั้นอีกเยอะ พูดกัน ๗ วันก็ไม่จบ เรื่องการศึกษานี้นะครับ ฝากท่านกรรมาธิการไว้ไปดูก็แล้วกันว่าอะไรที่จะเป็นประโยชน์ ท่านก็เมตตารับไป อะไรที่ท่านคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ท่านก็เอาวางไว้ที่นี่ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจํา หลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธาน ผมค่อนข้างจะเสียดายนิด ๆ ที่ว่าเรื่องนี้เข้ามาที่ สปท. ของเรา ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายหรือเกือบสุดท้ายเสียแล้ว เพราะเรื่องนี้น่าจะได้มีการพูดคุยกันมาตั้งแต่ สปท. เริ่มใหม่ ๆ เพราะทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการพัฒนาบุคลากรของประเทศไทยที่จะได้ ยืนหยัดอย่างสง่างามในโลกของการแข่งขันของยุคโลกาภิวัตน์ ก็อยากจะเท้าความสักนิดหนึ่ง ในงานที่ผมทําในกรอบของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองในส่วนที่ การส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองที่ทํามาตลอดร่วมปีครึ่ง แล้วก็ผ่านการพิจารณาของ สปท. ไป ๓ – ๔ ครั้ง ไปสู่รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ ก็คือเรื่องของการพัฒนาคนไทย ให้เป็นพลเมืองประชาธิปไตย เป็นเรื่องระยะยาว ระยะสั้น ระยะปานกลาง เพราะต้องทําตั้งแต่ เด็กไปจนถึงผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อจะได้เปลี่ยนทัศนคติความคิดความอ่าน การยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงาม เช่น ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของอามิสสินจ้างหรือว่าระบบอุปถัมภ์ต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้คนไทยได้หลุดพ้นออกจากการเป็นราษฎรสู่ความเป็นพลเมืองประชาธิปไตย ฉันใดฉันนั้น ในขณะเดียวกันเราก็ต้องให้คนไทยทั้งประเทศนั้นหลุดพ้นจากการพึ่งพาองค์ความรู้แล้วก็ เทคโนโลยีของฝ่ายตะวันตก ของประเทศไต้หวัน ของประเทศเกาหลีใต้ ของประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งของประเทศจีน แล้วก็ต้องหลุดพ้นจากการเป็นมือปืนรับจ้างของผู้ประกอบการ ใช้ภาษาอังกฤษคือว่า อยู่ในแอสเซมบลีไลน์ (Assembly Line) ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราก็ตระหนักดีว่าเราเป็นมือปืนรับจ้าง แล้วการแข่งขันของเราก็ถูกกระชับตัว ด้วยยุคโลกาภิวัตน์เมื่อโลกแห่งยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง ที่เคยแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ซึ่งไทยเคยมีแต้มต่อเพราะอยู่กับทางฝ่ายโลกเสรี ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากทาง ฝ่ายตะวันตก แต่เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้วโลกสงครามเย็นหมดไปทุกประเทศเป็นคู่แข่ง ของเรา ประเทศใกล้ไกล รอบ ๆ ในอาเซียน (ASEAN) ในชมพูทวีป ไปจนถึงแอฟริกา (Africa) ตะวันออกกลาง ไปจนถึงลาตินอเมริกา (Latin America) ผมคิดว่าเราตระหนักประเด็นปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ว่าเราเป็นมือปืนรับจ้าง เราซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) ซื้อของเขากิน ซื้อเทคโนโลยี เขาไม่ได้ แล้วก็ด้วยเหตุเช่นนั้นถึงได้มีการตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นมา
ประเด็นแรก อยากจะฟังทางคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธาน คือมันมีประเด็น ปัญหาอะไรกับการทํางานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ได้มีการตั้งศูนย์เฉพาะการ ใช่ไหมครับ ล่าสุดก็ทางด้านนาโน (Nano) ศูนย์อิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์แมทีเรียล ไซเอนซ์ ไบโอเทค (Materials Science Biotech) ต่าง ๆ เหล่านี้เราต้องกลับมาถามตัวเองเสียก่อนว่าที่มีกระทรวง ขึ้นมา มีงบประมาณ มีบุคลากรเป็นดอกเตอร์ พีเอชดี (Ph.D) หลายร้อยคนนั้น มันมีประเด็น ปัญหาอะไรที่ว่าเรายังไม่ได้หลุดพ้นจากการเป็นมือปืนรับจ้าง และยังต้องพึ่งเทคโนโลยีต่าง ๆ จากต่างประเทศเสียส่วนใหญ่ กับอันที่ ๒ มันมีประเด็นปัญหาอะไรในแวดวงมหาวิทยาลัย ของเราโดยเฉพาะคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ แล้วอาจจะไล่ไปถึงพวกโรงเรียน อาชีวะด้วยว่าทําไมเราถึงผลิตช่างกลให้ตีกันเก่งแล้วทําไมไม่ทํางานให้มันเก่ง ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเราต้องมาทบทวนตรงนี้เสียก่อนเราถึงจะตั้งหลักได้ แล้วเราจะต้องแก้จุดอ่อนของ การพัฒนาคนในแวดวงการศึกษาในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไร นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เมื่อสักครู่ทางท่านกรรมาธิการได้มาชี้แจงว่า หอการค้าเยอรมัน ก็ดี หอการค้าอเมริกันก็ดี ท่านไม่ได้พูดด้วยว่าองค์กรเจสโทร (JASTRO) โออีซีดี (OECD) ธนาคารโลก เอดีบี (ADB) ต่าง ๆ เหล่านี้เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ความขาดแคลนของบุคลากร ของไทยในทุกระดับอย่างไร ทําไมมันมีเยอะแยะไปหมด แล้วเราก็รู้กันอยู่ ก็ต้องถามว่า แล้วทางสภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารพาณิชย์ของไทย แล้วก็สภาหอการค้าได้ทําอะไรให้กับ ตัวเองบ้าง ทางสภาหอการค้าก็มีเครือข่ายของสภาหอการค้าต่างชาติประมาณ ๓๐ – ๓๒ หอการค้า ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ อะไรก็ว่ากันไปเยอะแยะทั้งหมด และเขาเองได้ทําอะไรในการ ที่จะช่วยฝึกบุคลากรในโรงงานของเขา มันเป็นภาระร่วมกันครับ ไม่ใช่จะโยนทุกสิ่งทุกอย่าง มาที่ภาครัฐบาล ผมคิดว่าเราต้องมาทบทวนกันเสียก่อนว่ารู้เรื่องประเด็นปัญหามาตั้งเกือบ ๓๐ ปี ตั้งแต่กําแพงเบอร์ลินล่มสลายไปแล้วคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาอีก ๑๐๐ ประเทศ แล้วทําไม ที่เราเพียรพยายามที่จะตั้งองค์กรขึ้นมา นอกจากสภาวิจัยเราก็มีสํานักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการวิจัย แล้วแต่ละมหาวิทยาลัยก็มีงบวิจัย เงินเหล่านี้เอาไปทําอะไร แล้วผลงานวิจัย ทําไมถึงไม่ได้มาตอบสนองการที่พัฒนาทักษะของคนทางด้านเซอร์วิสอินดัสทรี (Service Industry) การบริการ ทั้งหมดรวมทั้งโลจิสติกส์ (Logistics) ภาคเกษตร ภาคเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็ทําไมเอนจิเนียร์ (Engineer) ของเรา นักวิทยาศาสตร์ของเรามันถึงยังขาดแคลน ผมว่า เราต้องมาทบทวนตรงนี้เสียก่อน เราจะได้ดูว่าจุดบกพร่องมันอยู่ที่ไหนแล้วไปเติมให้เต็ม เสียก่อน ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วถ้าต่อไปนี้เราจะบอกผ่านทางรัฐบาลท่านประยุทธ์ไปยัง ที่ประชุมอธิการบดีว่าให้แต่ละมหาวิทยาลัยนั้นไม่ต้องขยายคณะบริหารธุรกิจหรือว่าตั้งคอสต์ (Cost) มาเพื่อให้เป็นที่ชุบตัวของคนหมู่เหล่าบางกลุ่มได้ไหม แล้วก็ตั้งภาควิชาหรือคณะ มาเพื่อจะมาตอบสนองความต้องการของประเทศไทยในการที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ให้ได้ภายใน ๑๐ – ๑๕ ปีข้างหน้านะครับ อันนี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งเหมือนกันว่าแล้วมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทําอะไร แล้วผมก็ได้เคยเสนอ ในสภานี้ว่ารายได้จากที่ดินทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผม เป็นศิษย์เก่าผมคิดว่าผมมีสิทธิที่จะพูดว่ารายได้จากสามย่านทั้งหมด ผมขอ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มาลงที่การวิจัยและค้นคว้า และต้องแยกการบริหารของรายได้ของมหาวิทยาลัยจากการ บริหารว่าด้วยเรื่องวิชาการให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วผมก็คิดว่ามีหลาย ๆ มหาวิทยาลัยที่มี ที่ดิน มีพรอเพอร์ตี (Property) ต่าง ๆ แล้วก็ไปทําในเชิงพาณิชย์ แต่ก็ถามว่าแล้วทําไม หอพักของนักเรียน ของนิสิตนักศึกษายังไม่มี นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าทิ้งไว้ตรงนั้นเสียก่อน แต่ว่าประเด็นที่จะกลับมาก็คือว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ดี มหาวิทยาลัยทั้งหลาย ท่านอธิการบดีทั้งหมดก็ดี ต้องมาคิดอ่านในทิศทางเดียวกัน ท่านบอกว่าท่านได้จัดประชุมไป มีคนมาเข้าร่วม ๑๕๐ คน มีอธิการบดีสักคนบอกว่าแล้วผมจะรับไปดําเนินการในการที่จะ ปรับปรุงการเรียนการสอน แล้วก็ให้การเรียน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็การวิจัย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วในการวิจัยนั้นผมก็ต้องถามบอกว่าไปวิจัยอะไรเป็นสําคัญ อันนี้ผมก็กลับมาต่อที่ประเด็น ว่าเมื่อสักครู่ทางฝ่ายกรรมาธิการได้พูดเรื่อง ๔.๐ ผมอยากไม่ให้เราไปท่องเป็นสูตรคูณ นะครับ ท่องจําแล้วก็พูดกันทุกคน ผมอยากจะให้มีการนิยาม ดีไฟน์ (Define) คําว่า ๔.๐ ให้ชัดว่า ณ ทีนี้หมายความว่าอะไรสําหรับประเทศไทย เพราะว่า ๔.๐ แล้วมาบอกว่ามันมี เอไอ (AI) มันมีบิ๊กดาต้า (Big Data) มีโรบอต (Robot) มีอิเล็กทริกคาร์ (Electric Car) มันก็พูดง่ายนะครับ แต่มันต้องแปลง ๔.๐ มาเป็นแขนงอุตสาหกรรม แขนงบริการให้มันชัด นะครับ ผมหวังว่าท่านประธานและกรรมาธิการจะเข้าใจผม สมมุติว่าผมบอกว่าต่อไปนี้ ผมอยากจะขอเสนอให้รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ ประกาศให้ชัดว่าภายใน ๑๐ ปีข้างหน้า จะไม่มีรถยนต์ที่ผลิตมาโดยบริษัทต่างชาติทั้งหลายที่ใช้น้ํามันกับแก๊ส แล้วก็อีก ๑๐ ปี ข้างหน้าประมาณปี ๒๕๗๐ บริษัทรถยนต์ทุกคันในประเทศไทยจะต้องมีผลิตแค่รถ อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อผมตั้งเป้าในเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์ได้แล้ว ผมก็จะย้อนกลับมาที่ โรงเรียน มาที่มหาวิทยาลัย แล้วก็มาที่อาชีวะว่าผมจะผลิตบุคลากรเพื่อจะรองรับ ๔.๐ ว่าด้วยอิเล็กทริกคาร์ (Electric Car) ได้หรือไม่อย่างไร ผมคิดว่ามันต้องมีตัวของวิชาชีพ หรือแขนงอุตสาหกรรมให้มันชัดเพื่อจะรองรับคําว่า ๔.๐ นั่นเป็นอันที่ ๑ อันที่ ๒ เราก็บอกว่า เราเป็นประเทศเกษตร แล้วกสิกรรมเราจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน แต่มันก็ไปโยงกับอุตสาหกรรม การเกษตร ก็ต้องถามบอกว่าถ้าเผื่อเราจะเป็นศูนย์ครัวของโลก คิตเชน ออฟ เดอะ เวิลด์ (Kitchen of the World) ๔.๐ ของอะกริคัลเจอร์ (Agriculture) กับอะโกรอินดัสทรี (Agro Industry) เกษตรและเกษตรแปรรูปนั้นคืออะไร มันก็ต้องมีเรื่องของการค้นคว้าวิจัย ในเรื่องของการเก็บ อาหาร การออมอาหารต่าง ๆ เรื่องระบบไซโล (Silo) มาจนถึงเรื่องของการบรรจุหีบห่อ แพกเกจจิง (Packaging) ทั้งหลาย มันก็จะมีเรื่องของฟู้ดไซเอนซ์ (Food Science) วิทยาศาสตร์ว่าด้วยอาหารโภชนาการต้องเข้ามา เรื่องนูทริชัน (Nutrition) การรับประทาน อาหารให้มันถูกกับสุขภาพ ไม่ทําลายสิ่งแวดล้อม มันก็เป็นอันที่ ๒ ใช่ไหมครับ อันแรก เกี่ยวกับรถยนต์ อันที่ ๒ เกี่ยวกับอาหาร
อันที่ ๓ เราก็บอกว่าเราอยากจะเป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ของโลก การแพทย์ เราก็คงไม่ต้องไปซื้ออุปกรณ์ทางด้านการแพทย์จากต่างประเทศเข้ามาหมด แล้วเราจะค้นคว้า วิจัย แล้วก็ผลิตอะไรเองบ้าง วัคซีนเราก็ยังผลิตไม่พอ เตียงผ่าตัดเราก็ยัง ไม่มี อะไร ๆ เราก็จะจัดซื้อจัดจ้างกันอย่างเดียว เราจะมีอุตสาหกรรมว่าด้วยการแพทย์ กี่อุตสาหกรรมในกรอบของคําว่า ๔.๐ แล้วเราจะมีเทคนิเชียน (Technician) ในห้องแล็บ (Lab) กี่คน จะมีการวิจัยค้นคว้าในเรื่องอะไรบ้าง ทั้งในเรื่องของยาอุปกรณ์การใช้ต่าง ๆ เหล่านี้ และเราจะผลิตบุคลากรที่อาชีวะ และเราจะไปสร้างค่านิยมให้กับเด็ก ม. ๔ ม. ๕ ม. ๖ อย่างไรให้เข้ามาเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วเราจะเปิดการเรียนการสอนทางด้านการแพทย์ การวิจัย ให้มันเป็นเสรีได้ไหม แพทยสภา จะว่าอย่างไรถ้าเผื่อฝรั่งมังค่าเขาอยากจะมาเปิดเมดิคัลคอลเลจ (Medical Collage) ที่นี่ แล้วก็แพทย์เราก็ไม่พอให้เขาเข้ามาทํางาน ๓ ปี ๕ ปี ระหว่างที่เรายังขาดบุคลากร เราจะ เปิดใจกว้างในเรื่องนี้ได้ไหม เพื่อที่โรงพยาบาลเอกชนจะได้ไม่มาขโมยหรือมายืมตัวของ แพทย์ที่เป็นข้าราชการเมื่อตอน ๔ โมงครึ่ง คือผมคิดว่าการเป็นข้าราชการมันไม่ได้หมด เมื่อตอน ๔ โมงครึ่งครับ มันเป็น ๒๔ ชั่วโมง ผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยที่ว่าทํางานหลวงจนถึง ๔ โมงครึ่งแล้วก็ไปทํางานเอกชน ก็เท่ากับเอกชนมาขโมยบุคลากรของชาติที่เขาเรียนแพทย์ มาด้วยเงินภาษีของประเทศทั้งนั้น ตรงนี้ในเรื่องการศึกษาก็ต้องดูด้วยว่าเราจะผลิตบุคลากร อย่างไรให้มันเกิดความเป็นธรรมและยุติธรรมต่อสังคมโดยองค์รวม อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ว่า ต้องแจงแขนงมาเสียก่อน คราวนี้ก็มาในส่วนของภาพกว้าง คือเรื่องไอที (IT) ทั้งหมด เราได้ พูดกันในที่นี้นะครับ ในกรอบของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเรื่องสื่ออะไรต่าง ๆ ผมก็ได้พูดไว้ หลายครั้งว่าเราอยากจะเป็นสังคมไอที (IT) เป็นดิจิทัลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราเตรียม บุคลกรอย่างไร มันก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง เพราะว่าอีกหน่อยเราก็จะมีเครื่องมือเครื่องใช้ จากต่างประเทศเข้ามามากมายนอกเหนือที่จะเพียรพยายามผลิตเอง เราจะเตรียมบุคลากร ในเรื่องนี้อย่างไร เพื่อใช้ให้เป็น แล้วก็ซ่อมให้เป็น รักษาให้เป็น แล้วก็เริ่มที่จะผลิตชิ้นส่วน แล้วก็เริ่มที่จะให้มีการค้นคว้าวิจัยอย่างกว้างขวางผ่านทางกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านทาง ที่ประชุมอธิการบดี ผ่านทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ส่วนประเด็นสุดท้ายครับเพราะเวลาจํากัด ผมคิดว่าการทํางานร่วมกัน ๓ เส้า เป็นเรื่องประเทศเยอรมนี ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เขาก็ทํา ไม่ใช่ ๒ เส้า คือฝ่ายวิชาการ ๑ ขา มหาวิทยาลัยทั้งหมด อันที่ ๒ รัฐบาล อาจจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือจะเป็นสํานักนายกรัฐมนตรี หรือจะเป็น สํานักงบประมาณ แล้วก็อันที่ ๓ คือทางภาคเอกชนต้องมาลงขันร่วมกันในการที่จะพัฒนา บุคลากร ค้นคว้าวิจัย ผมอยากจะเสนอผ่านท่านประธานไปที่กรรมาธิการ ต้องขอให้ บริษัทเอกชนทั้งหมดรับเอาเด็กนักเรียนอาชีวะหรือมัธยม หรือว่าในมหาวิทยาลัยนั้น ไปฝึกงานเป็นประจําในช่วงปิดภาคฤดูร้อนได้ไหมครับ ๒ เดือน แล้วก็ให้ค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ค่าอาหารด้วย มันก็จะได้เพิ่มทักษะของเยาวชนเราตั้งแต่เยาว์วัย แล้วก็เริ่มที่จะให้ มีการทํางานร่วมกันทั้ง ๓ เส้าให้เป็นกิจจะลักษณะ แล้วเราต้องเป้าว่าภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี ข้างหน้านั้นเราสามารถที่จะเปลี่ยนสภาพของสังคมไทยจากการเป็นมือปืนรับจ้างซื้อเขาเอามาใช้ มาเป็นผู้ที่สามารถที่จะคิดเอง บริหารเองได้อย่างจริงจัง แล้วก็ต้องโยงใยกับสิ่งที่เรามีอยู่ ก็คือ ที่เรามีความสามารถคือมรดกวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษให้มาบนผืนแผ่นดินสยามอันนี้ เรื่องของ ภาคเกษตร แล้วก็สติปัญญาของคนไทย แล้วก็ฝีมือที่จะทําอะไรที่มันวิจิตรแล้วก็งดงามได้ มันต้องโยงมากับสิ่งที่เรามี แล้วก็ย้อนกลับไปให้มันไปที่ ๔.๐ ให้ได้ครับ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายในหัวข้อวาระปฏิรูป เรื่อง การพัฒนา และเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งผมได้ลงชื่อร่วมอภิปรายก็เพื่อสนับสนุน ข้อคิดเห็น ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนะครับ แล้วก็แสดงความคิดเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญยิ่งต่อประเทศที่จะก้าวเดินต่อไปตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ๒๐ ปี ประเด็น ปัญหาที่ทางกรรมาธิการได้กรุณาทําการศึกษาแล้วก็เขียนไว้ในเอกสาร ก็มีหลาย ๆ ประเด็นซึ่งก็ตรงกับปัญหาข้อเท็จจริงของประเทศ ซึ่งผมก็คงจะช่วยชี้แนะ เพิ่มเติมว่ามันเป็นปัญหาจริง ๆ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องหาทางแก้ไข ข้อเสนอในการ ปฏิรูปของกรรมาธิการมี ๖ ด้านหลัก ๆ ตั้งแต่มาตรการเฉพาะหน้า มาตรการในระดับ อาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา ไปจนถึงในเรื่องของการขยายบทบาทภาคเอกชน แล้วก็ การปรับค่านิยมการเรียนสายอาชีพ ก็จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วในเรื่องนี้มันต้องแยกออกเป็น ๒ เรื่องใหญ่ พอเราเขียนรวมกันว่าเป็นเรื่องของการเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเราก็จะมองไปในระดับของนักวิทยาศาสตร์ ระดับของผู้ที่จบปริญญา ผู้ที่เป็น นักวิจัย แต่ที่จริงในเอกสารฉบับนี้ได้พูดถึง ๒ เรื่อง คือเรื่องของภาคกําลังคนในการผลิต คือพวกทํางานในโรงงาน พวกที่จบอาชีวศึกษา ซึ่งพวกนั้นเป็นพวกระดับเมคะนิก (Mechanic) ระดับเป็นช่าง ไม่จําเป็นต้องเป็นคนที่เก่งมาก ไม่จําเป็นต้องเป็นคนที่มีไอคิว (IQ) สูง ๆ อีกส่วนหนึ่งก็คือพูดถึงนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักวิศวกร ที่ต้องเรียนสูง ๆ มีความรู้ ความสามารถ ไม่ใช่แค่จบมาได้ใบปริญญาแล้วก็ไปทําอาชีพอื่น แต่จะมีความรู้ความสามารถ ในการที่จะสานงานด้านการวิจัย ด้านการผลิตของประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศที่เขามี ความเจริญในด้านอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นที่จริงเราพูดถึง ๒ เรื่องไว้ในเรื่องเดียวกัน บางที ข้อเสนอแนะอาจจะคร่อม ๆ กัน แล้วก็เลยไม่รู้ว่าเป็นข้อเสนอแนะของเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่ปัญหาของบุคลากรของประเทศไทยมีมาช้านาน สมัยผมเป็นนักเรียน ๓๐ – ๔๐ ปีที่แล้ว เด็กไทยเป็นเด็กที่เก่งในด้านคณิตศาสตร์ สอบจีแมท (GMAT) จีอาร์อี (GRE) ของประเทศ สหรัฐอเมริกาได้คะแนนดี ๆ ทั้งนั้นเลย มหาวิทยาลัยระดับท็อป (Top) ก็ต้อนรับ มีจุดอ่อน ด้านภาษาอังกฤษ สอบตก สอบได้คะแนนต่ํามาก แต่เขาก็ยังให้โอกาสให้ไปเรียนภาษา อังกฤษสัก ๑ เทอม ๒ เทอม เพราะเขาเชื่อมั่นในความสามารถ ในด้านของคณิตศาสตร์ แต่ปัจจุบันนี้ทั้งคณิตศาสตร์ ทั้งภาษาอังกฤษของเราอ่อนทั้ง ๒ อย่าง ไม่ว่าจะเปรียบเทียบ กับประเทศในอาเซียน (ASEAN) เอง ไปดูในการรับเข้าเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกานะครับ มหาวิทยาลัยดี ๆ ไอวีลีก (Ivy League) เอ็มไอทีฮาร์เวิร์ด (MIT Harvard) นักเรียนไทย มีแห่งละไม่กี่สิบคน เปรียบเทียบกับนักเรียนที่มาจากต่างชาติอื่น ๆ อีกมากมาย นั่นเป็น อินดิเคชัน (Indication) อันหนึ่งที่เห็นว่าคุณภาพของเด็ก การศึกษาของเด็กไทย คุณภาพ ของไอคิว (IQ) ของการพัฒนาในด้านสมองต่ําลงกว่าสมัยเมื่อ ๓๐ – ๔๐ ปีก่อน อันนี้เห็นได้ ชัดเจน ไปดูจากสถิติการสอบซึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาค่อนข้างจะได้มาตรฐาน คนที่เก่ง เท่าไรสอบกี่ครั้งก็ได้คะแนนเท่านั้นล่ะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อมูลหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ว่า เรามีปัญหาในเรื่องการเรียนการสอนแน่นอน ภาษาอังกฤษของเราเป็นจุดอ่อนที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) นอกจากไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศที่เขาใช้ภาษาอังกฤษแล้ว การเรียนการสอนด้านภาษาอังกฤษของเราก็อ่อน มีวิธีการที่ไม่เป็นมาตรฐาน ก็ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันนะครับ ตอนท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านก็เลยมาทํางานร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพที่ผมเป็นประธานอยู่ เราได้ช่วยกันสร้าง มาตรฐานการสอนและการเรียนภาษาอังกฤษของทุกระดับ ซึ่งท่านบอกว่าอีกหน่อยจะบันทึก ไว้ในใบเซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ตอนจบ ทั้งมหาวิทยาลัย ทั้งอาชีวะ ทั้ง ม. ๖ ม. ๓ ว่า มีความสามารถในด้านภาษาอังกฤษขนาดไหน อันนี้ก็จะเป็นอันหนึ่งที่จะทําให้ถ้าคนเรียน ภาษาอังกฤษไม่เก่ง ความรู้ภาษาอังกฤษไม่ดี เขาก็ไม่สามารถจะไปเรียนต่อด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์สูง ๆ ได้ อันนั้นก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ทําให้คนไทยเลือกเรียนวิชาสังคมศาสตร์ เลือกเรียนวิชานิเทศศาสตร์ เลือกเรียนวิชามนุษยศาสตร์ ซึ่งเรียนเสร็จแล้วก็ไปทํางานอะไร ก็ไม่รู้ อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เรียนไม่ตรงกับงานที่จะไปทํา หรือกับปัญหาที่ทางกรรมาธิการ ได้หยิบยกมาว่าความต้องการคือดีมานด์ (Demand) กับซัปพลาย (Supply) มันไม่ สอดคล้องกัน ไม่ว่าในระดับของอาชีวะเองหรือระดับของมหาวิทยาลัย จริง ๆ แล้วในเรื่อง ของการพัฒนาด้านอาร์แอนด์ดี (R&D) ถ้าเราดูรูปแบบในหลาย ๆ ประเทศจะต่างกัน อย่างของ ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไม่มีกระทรวงวิทยาศาสตร์หรอกครับ ถึงเขาจะมีแต่ก็ไม่ได้มา ควบคุมการเรียนการสอนแบบอย่างที่เราต้องการ เอาทุกกระทรวงมารวมกันไว้ด้วยกันหมด อย่างนี้ มันเป็นเรื่องของภาคเอกชนที่เขาทํากันเอง มหาวิทยาลัยที่ดี ๆ มีโพรเฟสเซอร์ (Professor) ดี ๆ ก็มีบริษัทที่ใหญ่ ๆ บริษัทข้ามชาติ เข้าไปส่งเสริม ไปสร้างตึกให้ ไปสร้างศูนย์ให้ อย่างที่ผมเคยเรียนในที่ประชุมแห่งนี้ที่เอ็มไอจี (MIG) ซึ่งผมไปเยี่ยมมาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีทั้งศูนย์รักษามะเร็ง มีศูนย์ของ ไมโครซอฟต์ (Microsoft) ศูนย์ของบริษัทต่าง ๆ ที่เข้ามาสร้างให้เลย แล้วก็มานั่งวิจัย มานั่ง ทํางานร่วมกัน ผลงานออกมาก็สามารถไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ไปใช้ในทางการแพทย์ได้ ไปใช้ ในการส่งคนไปสู่อวกาศได้ อย่างที่เป้าหมายที่ตั้งไว้ของรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา อันนั้นเป็นเรื่องของการที่มีการจับมือร่วมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน โพรเฟสเซอร์ (Professor) เก่ง ๆ ก็มาอยู่ที่นี่ เพราะมีรายได้ที่ดีกว่าไปอยู่มหาวิทยาลัยที่อ่อน ๆ เพราะฉะนั้นก็เป็นการสร้างนักวิทยาศาสตร์ สร้างนักอาร์แอนด์ดี (R&D) ที่เป็นความร่วมมือ ระหว่างเอกชนด้วยกัน และระหว่างภาคการศึกษา ผมไปที่ระยองก็มีบริษัทด้านปิโตรเคมี บริษัทหนึ่ง ซึ่งเขาก็จ้างนักวิทยาศาสตร์เข้ามาตั้ง ๑๐๐ กว่าคน คนไทยนี่ครับมาทํางานเลย มันเป็นแนวทางในการสร้างผู้ที่จะมาช่วยในการต่อยอดทางด้านการผลิตนักวิทยาศาสตร์ มันก็มีหลายแนวทางที่เราจะต้องเดิน ไม่ใช่ต้องพึ่งพาภาครัฐอย่างเดียว ส่วนในเรื่องของ ภาคอาชีวะ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์เองตั้งแต่ปีแรกที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านไป เป็นประธานประชุม เรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนแบบทวิภาคีระหว่างอาชีวะกับบริษัท ซึ่งช่วงนั้นก็มีอยู่แค่เพียงสัก ๑๐๐ บริษัทที่เข้ามาร่วมในกิจกรรมนี้ วันนี้ก็ไม่รู้ว่าเดินหน้า ไปถึงไหน แต่ก็คงยังไม่มากเพียงพอที่จะทะลุไปถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ทางกรรมาธิการ อยากเห็นนะครับว่านักศึกษามีโอกาสไปฝึกงาน จบแล้วก็ทํางานเลย มีภาพ ๆ หนึ่งที่อยู่ใน รายงานในหน้า ๒๓ ซึ่งเขียนไว้ดีมากว่า วอต เดอะ ยูเอส แคน เลิร์น ฟอร์ม เดอะ เวย์ เยอรมนี เทรน อิต เวิร์กฟอร์ซ (What the US can learn from the way Germany trains it workforce) หลายท่านอาจจะอ่านแล้วไม่รู้ว่ามันอะไรนะครับ ก็หมายความว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาควรจะเรียนรู้อย่างไรจากประเทศเยอรมนีในการพัฒนาภาคแรงงาน ในด้านโรงงาน เวิร์กฟอร์ซ (Workforce) ตัวนี้เขาพูดถึงแรงงานในด้านโรงงาน เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ผมไปดูงานที่ประเทศเยอรมนีที่บริษัทบอสเรคซอท เขามีโรงเรียนของเขาเองเลยในการสร้าง คนที่จะเข้ามาทํางานในโรงงานของเขา ไม่ว่าในด้านของอิเล็กทรอนิกส์ เมคาทรอนิกส์ (Mechatronics) ต่าง ๆ ด้านการกลึง การเชื่อม การหล่อ เขาเปิดโรงเรียนเองเลย เพราะฉะนั้น เด็กที่เรียนก็มาจากโรงเรียนอาชีวะ แต่มาเรียนอยู่ที่นี่ แล้วเมื่อจบก็ได้ทั้ง ๒ เซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ได้ของโรงเรียนด้วย และได้ของโรงงานด้วย แล้วเขาก็เลือกเด็กเหล่านั้น เข้าทํางานต่อเลย ส่วนเด็กที่ไม่ประสงค์จะอยู่ก็สามารถไปทํางานที่อื่นได้ เพราะฉะนั้นนั่นคือ สิ่งที่เป็นความหมายของภาพนี้ คือว่าบริษัทในประเทศเยอรมนีเขาสร้างเวิร์กฟอร์ซ (Workforce) ของเขาเอง เกินเลยไปกว่าทวิภาคีที่เราพูดถึงเสียอีกนะครับ เพราะทวิภาคีของพวกเราก็ไป เรียนกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่นั่นคือมาอยู่ที่โรงงานเลย บริษัทสร้างครูขึ้นมาเพื่อสอน เด็กเหล่านี้เลย แล้วก็มีหลักสูตรเพิ่มเติม ครูที่อยู่โรงเรียนก็มาสอนที่นี่ในวิชาที่อาจจะเป็น สหศึกษาวิชาอื่น ๆ เพื่อให้เด็ก เพราะการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ อย่างเดียวไม่สามารถสร้างคนให้เป็นคนที่ดีของสังคมได้ จึงต้องมีการเรียนการสอนในด้าน สังคม ในด้านจิตวิทยา ในด้านมนุษยศาสตร์อะไรรวมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นตัวอย่าง ที่เห็นว่าการสร้างเวิร์กฟอร์ซ (Workforce) จะประสบความสําเร็จได้มันต้องลงไปทํางาน กันอย่างจริงจัง มือต้องเปื้อนมันถึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจในการทํางานได้ เพราะฉะนั้น ในบ้านเราก็ยังไม่แน่ใจว่ามีกี่บริษัท ก็เริ่มมีที่ตั้งบริษัทขึ้นมาสอนคนของตัวเองเพื่อให้เข้าไปสู่ แรงงานของตัวเองนะครับ ซึ่งก็คงจะไม่อยากจะกล่าวถึงชื่อบริษัทเหล่านั้นนะครับ สุดท้ายก็ดีใจในหน้า ๒๕ บรรทัดรองสุดท้าย เป็นข้อเสนอของกรรมาธิการ ข้อ ๖.๒ พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งเป็นที่ยอมรับเพื่อให้มีการจ่ายค่าตอบแทนตามสมรรถนะ เพราะถ้าไม่เขียนตรงนี้ผมคงจะต้องอภิปรายเพิ่มเติมมากขึ้นเยอะ เพราะระบบคุณวุฒิ วิชาชีพเป็นเรื่องใหม่ของประเทศ คือโพรเฟสชันนัลควอลิฟิเคชัน (Professional Qualification) หรือระบบการสร้างสมรรถนะ การที่เราวัดความสามารถจากสมรรถนะคือความสามารถ ในการทํางานจริง อันนี้ก็จะช่วยทั้งในภาคการศึกษา คือเมื่อสร้างระบบคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นมา แล้วก็จะไปปรับระบบการศึกษาให้เรียนตามที่จะออกไปทํางาน แล้วก็รวมถึงการที่ใช้ในการ ทดสอบคนที่ทํางานอยู่แล้วให้สามารถที่จะพัฒนาตัวเองเข้าไปสู่ระดับสูงขึ้นได้ด้วยการใฝ่ ในการที่จะทํางานหรือเรียนรู้เพิ่มเติมเขาก็จะได้รับการเลื่อนตําแหน่ง เลื่อนหน้าที่ ได้รับ ค่าตอบแทนสูงขึ้น เพราะฉะนั้นระบบคุณวุฒิวิชาชีพก็จึงเป็นระบบหนึ่งที่จะต้องนํามาใช้ ในการที่จะสร้างมาตรฐานของเวิร์กฟอร์ซ (Workforce) ในการทํางาน ผมก็ยินดีที่กรรมาธิการ ได้นําเรื่องนี้มาเสนอ แล้วคิดว่าข้อเสนอใน ๖ ด้าน แต่ละด้านมีหลายข้อก็คงจะสําเร็จได้ หรือไม่อยู่ที่ความจริงจังในการผลักดันของรัฐบาลและของทุกภาคส่วน ก็ขอให้ช่วยกันในการ ที่จะส่งเสริมให้การเสนอวาระปฏิรูปนี้ได้ไปสู่รัฐบาลแล้วก็นําไปสู่การดําเนินการให้มากที่สุด ในอนาคตเพื่อสร้างประเทศของเราให้เข้าสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ขอบพระคุณครับ
ลําดับต่อไปขอเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคมอุตสาหกรรม เซลล์แสงอาทิตย์ไทยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ หัวข้อเรื่อง การพัฒนา และเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน ซึ่งคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษากําลังเสนออยู่นั้นกระผมขอเรียนว่าขอสนับสนุน เต็มที่นะครับ
ประการแรก ผู้แทนของคณะกรรมาธิการซึ่งมีท่านอาจารย์ประยูร เชี่ยววัฒนา อยู่นั้นความจริงผมเองก็รู้จักเป็นการส่วนตัว แล้วท่านเองในอดีตเมื่อ ๒๐ ปี ๓๐ ปีที่แล้ว จําได้ว่าท่านเคยทําหน้าที่บริหารเป็นรองคณบดีอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ท่านทําหน้าที่ด้านวางแผนและพัฒนาโดยเฉพาะเลยนะครับ เพราะฉะนั้น หัวข้อที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในวันนี้คือเรื่องการพัฒนาและเพิ่มกําลังคนนั้น ผมว่าเป็นเรื่องที่ ท่านอาจารย์ประยูรเองก็ถนัดอยู่แล้ว แล้วในสุดท้ายของเอกสารนี้หัวข้อประเด็นที่เสนอ ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ของท่านว่ามี ๖ ข้อ แต่ว่าในรายงานนั้นมีอยู่ประมาณ ๙ ข้อ หรือ ๑๑ ข้อ ผมคิดว่ามีอยู่อีกข้อหนึ่งที่มีความสําคัญมาก ๆ แล้วไม่ทราบว่า ท่านกรรมาธิการถ่อมตัวหรือว่าเกรงใจอย่างไรไม่แน่ใจ ท่านไม่ยอมเสนอว่าถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยจะต้องมีสถาบันหรือว่าจะต้องมีศูนย์อะไรสักอย่างหนึ่งที่จะต้องเข้ามา ทําหน้าที่ในการวางแผนพัฒนากําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย ถ้าท่านเกรงใจผมเสนอแทนให้ท่านเลยนะครับว่า ในรายงานฉบับนี้ท่านควรจะต้องเพิ่ม ข้อเสนอแนะเข้าไปด้วยในท้ายรายงานให้มีการจัดตั้งศูนย์หรือสถาบัน ผมขอตั้งชื่อชั่วคราว นะครับ ศูนย์หรือสถาบันพัฒนาและคาดการณ์กําลังคน ท่านจดทันไหมครับ ศูนย์หรือ สถาบันพัฒนาและคาดการณ์กําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมได้พยายามอ่านดู เอกสารถอยหลังไปในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีสํานักงานปลัดกระทรวง มีโน่นนี่ เยอะแยะเต็มไปหมด มีการให้ข้อมูลสถิติ ผมก็เปิดจนกระทั่งเรียกว่าตาแฉะหมดแล้วนะครับ มีแต่พูดเรื่องในอดีต เรื่องอนาคตหาไม่เจอครับ แล้วการที่เราจะมาพัฒนากําลังคนก็ดี เพิ่มกําลังคนก็ดี เราต้องรู้เหตุการณ์ในอนาคต เราจะต้อง รู้ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเราจะเติบโตไปทางไหน ดีมานด์ (Demand) คือความต้องการ ของสังคมของชาติ ต้องการอะไร ตัวอย่างที่ท่านอาจารย์ประยูรได้ยกตัวอย่างไปเมื่อสักครู่ ๕ – ๖ ข้อ นั่นก็ใช่ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีไอที (IT) เรื่องอีวีคาร์ (EV Car) บิ๊กดาต้า (Big Data) อาร์ทิวิเชียล (Artificial) อินเทลลิเจนซ์ (Intelligence) โลโบติกส์ (Robotics) ซื้ออะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นคําว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มันมีทั้งสายวิทยาศาสตร์ กายภาพ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ การแพทย์สาธารณสุข เกษตร วิศวกรรมเกษตร การประมง พลังงาน เยอะแยะเต็มไปหมดนับไม่ถ้วน ไป ๆ มา ๆ แล้วผมคิดว่าประเทศไทยเราตอนนี้ เผลอ ๆ ไม่มีเจ้าภาพ ยังไม่มีเจ้าภาพตัวจริงที่จะสามารถตอบให้กับสังคมได้ทราบว่า กําลังคนของประเทศไทยในแต่ละด้าน ในช่วง ๕ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า เราต้องการ ด้านอะไร กี่คน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วนะครับจะต้องมีศูนย์พัฒนาและคาดการณ์ กําลังคนด้าน วทน. ให้กับประเทศไทย ศูนย์นั้นจะต้องรู้ จะต้องรีพอร์ต (Report) ข้อมูลว่า ในอนาคต ในช่วงปีไหนต้องการกําลังคนด้านอะไร ต้องการกี่คน และต้องการที่ไหน จะได้จับ คนลงไปได้ถูก ขีดความสามารถของกําลังคนนั้นด้านไหน ระดับไหนจึงจะเพียงพอ และจะต้อง รู้ลงไปถึงว่าผู้ผลิตล่ะควรจะเป็นใคร ผู้ผลิตถ้าเป็นนักศึกษาใหม่ นักเรียนใหม่ โอเค (Okey) วิทยาลัยการอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยของภาครัฐ มหาวิทยาลัยของภาคเอกชน ศูนย์คาดการณ์ กําลังคนนั้นต้องสามารถแจกแจงแล้วก็ทํากระป๋องตรงนั้นไว้ให้เรียบร้อย และศูนย์คาดการณ์ กําลังคนต้องเก่ง ต้องหูไวตาไว ประเทศชาติอนาคตจะมีไฮสปีดเทรน (High-Speed Train) ต่อไปจะมีอีอีซี (EEC) ต่อไปจะมีการพัฒนาเรื่องชีวภาพ เมื่อวานผมฟังวิทยุเรื่องอะไร การดื้อยา ที่ใช้ยาปฏิชีวนะอะไรทํานองนี้ คือศูนย์คาดการณ์ผมคิดว่าสําคัญมากครับ เพราะฉะนั้น ในหัวข้อที่ทางกรรมาธิการได้เสนอไว้ตอนท้าย บอกว่า ต้องส่งเสริมสร้างแรงจูงใจให้นักเรียน นักศึกษาสนใจเรียน ต้องปรับสมดุลสายสังคมต่อสายวิทยาศาสตร์ ต้องสร้างสมดุลของการ ผลิตบุคคลากร เร่งรัดพัฒนาหลักสูตร พัฒนาการเรียนการสอน เหล่านี้มันจะกลายเป็น ลมลอยไปในอากาศเลยนะครับ มันจะลอยไปในอากาศเพราะว่าไม่มีเจ้าภาพทํา ประเทศไทย เรามีหน่วยงานเก่งที่กํากับเรื่องกําลังคน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ใช่ กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ใช่ หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ใช่ มหาวิทยาลัยก็ใช่ แต่ว่าต่างคนต่างทําแล้วไม่รู้ว่าอนาคตเป็นอย่างไรครับ อย่างเมื่อก่อนเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วตอนที่ผม เป็นอาจารย์อยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อาจารย์ประยูรก็อยู่ในเหตุการณ์ ประเทศไทยเรามีความเติมโตเศรษฐกิจสูงมาก เราก็มานั่งคุยกันว่าในภาควิชาไฟฟ้าที่ผมอยู่นี้ อยู่ภาคเดียวกันเลยนะครับ นั่งโต๊ะติดกัน ต้องมีผลิตวิศวกร วิศวกรไฟฟ้า จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ผลิตได้เก่งที่สุดก็คือ ๑๐๐ คนต่อปี คณะวิศวกรรมทั้งคณะของจุฬาลงกรณ์เก่งที่สุดก็ปีหนึ่งก็ ๗๐๐ คน ตึกมันมีแค่นั้นนะครับ เราบอกเราไม่เอาละ เราจะไม่เน้นเรื่องกําลังคน ไม่เน้นเรื่อง ปริมาณ เพราะว่าตึกมันไม่พอ อะไรก็ไม่พอ เราจะเน้นเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เราจะ เน้นเรื่องงานอาร์แอนด์ดี (R&D) อะไรทํานองนี้ เพราะฉะนั้นต้องจับลงกระป๋องให้ได้ว่า สถาบันใดเน้นเรื่องวุฒิปริญญาตรี โท เอก เป็นยอดของนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สถาบันใดเน้นเรื่องปริมาณอะไรต่าง ๆ สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ผมเชื่อว่าต้องมีศูนย์พัฒนา และคาดการณ์กําลังคนด้าน วทน. คิดว่าถ้าหากท่านเห็นด้วยก็เรียนเชิญให้ท่านปรับปรุง เอกสารฉบับนี้เลย จะกลับเข้ามาขอความเห็นใหม่หรือไม่ต้องขอก็ได้ ผมคิดว่าถ้าเป็น หลักการ ตรงนี้ผมก็ถือว่ามีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง
อีกเรื่องหนึ่งที่หลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว แล้วก็ทางกรรมาธิการก็ได้พูด ไปแล้วก็คือการสร้างกําลังคน มันมี ๒ ช่วงเวลา ผมเอาช่วงแบบง่าย ๆ ช่วงเวลาของการที่เขา กําลังเรียนหนังสืออยู่ ไม่ว่าในโรงเรียน วิทยาลัย หรือว่าสถาบันอุดมศึกษา และอีกในช่วงหนึ่ง ก็คือเมื่อเข้าไปทํางานแล้ว ผมก็ยังสงสัยอีกนิดหนึ่งว่าช่วงเวลาที่คนของเรา เด็กของเราเข้าไป ทํางานแล้วเขาอยากจะไปต่อยอดในการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เขาจะต้องไปฝึกอบรม ได้ที่ไหน ทุกวันนี้ผมงงหมดแล้วนะครับ วสท. ก็จัด สวทช. ก็จัด สมาคมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ก็จัด ขออภัยที่เอ่ยนามหน่วยงานเหล่านั้นนะครับ ก็ต้องขอชมเชย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็คงจัด กรมนั้นกรมนี้ก็คงจัด มันไม่มีปฏิทินคาเลนเดอร์ (Calendar) ที่สามารถบอก บูรณาการนะครับ กดปุ่มเข้าไปปึ้ง ผมอยากจะขอฝึกอบรม อยากจะเข้าไปนั่งเรียนวิธีการ ออกแบบการติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) หน่อย ไม่มีครับ ไม่รู้กดปุ่มเข้าไปที่ไหน มันน่า จะมีหน่วยงานแบบนี้ของท่านถ้าจะตั้งขึ้นมา ศูนย์พัฒนาคาดการณ์กําลังคน ท่านก็ต้องมี ปฏิทินในการฝึกอบรม เผลอ ๆ ท่านเองนั่นล่ะเป็นเจ้าภาพในการอบรม ให้การอบรมที่จะ สร้างบุคลากรด้าน วทน. นี้ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นองค์การมหาชน หรือว่าจะอยู่ใน กระทรวงไหนผมนึกไม่ออกครับ ฝากเป็นการบ้านแล้วกัน ขออย่างเดียวน่าจะต้องมีศูนย์ เหล่านี้เกิดขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้ายนะคะ ท่านกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทย เรียนเชิญค่ะ
เรียนท่านประธาน ผม กลินท์ สารสิน สปท. หมายเลข ๔ นะครับ ผมมีสั้น ๆ นะครับที่อยากจะอภิปราย ผมเห็นด้วยกับหัวข้อนี้เลยนะครับ เต็มที่เลย นะครับ ก็อยากจะเสริมนิดหนึ่งคือว่าเรื่องการเปลี่ยนแนวความคิด ทัศนคติ หรือไมนด์เซต (Mindset) เป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ เพราะว่าตั้งแต่การเปลี่ยนไมนด์เซต (Mindset) ตั้งแต่เด็ก นักเรียน หรือว่านักศึกษาต่าง ๆ แทนที่จะมีการโปรโมต (Promote) การเป็นดาราก็ตาม หรือเป็นนักร้องก็ตาม อยากให้มีการโปรโมต (Promote) การเป็นวิชาชีพอื่น ๆ ด้วยนะครับ จะเป็นวิทยาศาสตร์ หรือด้านอะไรต่าง ๆ ที่มีคุณค่าของประเทศนะครับ
ทีนี้ด้านแรกคือด้านการเปลี่ยนไมนด์เซต (Mindset) ของนักเรียน นักศึกษา นะครับ ด้านที่ ๒ คือการเปลี่ยนใมนด์เซต (Mindset) ของเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือ เรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็มีหลายกระทรวงด้วยกันที่เกี่ยวข้องนะครับ เป็นเรื่องสําคัญ จากการที่บอกเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) อย่างเดียวคงไม่ใช่นะครับ ควรจะเป็นโปรโมเตอร์ (Promoter) ด้วย เป็นบทบาทการเป็นโปรโมเตอร์ (Promoter) การเป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) หรือการคิดว่าจะทําอะไรในอนาคตนะครับว่ามีธุรกิจอะไร อินดัสทรี (Industry) อะไรที่น่าสนใจ ในอนาคตต้องโปรโมต (Promote) อะไรบ้าง
อีกเรื่องหนึ่งควรจะเป็นอินสไพเรเตอร์ (Inspirator) คือการฉุกคิด ให้เด็ก ฉุกคิด อันนี้คือหลักเด็ก ๆ เลยนะครับ มันเกี่ยวข้องหลายกระทรวงด้วยกันนะครับ ซึ่งเมื่อกี้ บอกเปลี่ยนแนวไมนด์เซต (Mindset) แล้ว การเปลี่ยนไมนด์เซต (Mindset) คือว่า ไม่จําเป็นต้องจบปริญญาตรีอย่างเดียวนะครับ อาจจะมีสายอาชีพก็เป็นไปได้นะครับ ยกตัวอย่างเมื่อกี้มีท่านบอกไปแล้วว่าจบที่เยอรมนี หลายคนที่เขาจบสายอาชีพและทํางาน ถึงระดับสูงก็มีเยอะครับ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนไมนด์เซต (Mindset) บอกว่าจบสายอาชีพ ก็ได้เงินเดือนสูงเหมือนกันนะครับ อันนี้คือไมนด์เซต (Mindset) บอกว่าถ้าเผื่อไม่ใช่ปริญญาตรี ความสามารถไม่สูงนะครับ แล้วถ้าเผื่อจบสายอาชีพจะต่ําต้อยมากคงไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการเริ่มเรียนตั้งแต่ประถม มัธยมนะครับ นอกจาก การเรียนแล้ว ท่องจําแล้ว ตอนนี้ที่มีอยู่ก็มีหลายกรรมาธิการบอกไปแล้วนะครับ ทําอย่างไร ให้หัดคิดมากขึ้น ทํางานเป็นกลุ่มนะครับ ให้เด็กเขาทดลอง ขณะเดียวกันตอนซัมเมอร์ (Summer) ก่อนปิดภาคเรียนฤดูร้อนอยากให้ฝึกงานนะครับ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ฝึกงาน แทนที่จะไปเที่ยวเตร่เฉย ๆ มาฝึกงานแล้ว เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ว่าในอนาคต ตัวเองอยากเป็นอะไร เรื่องหัดสังเกต หัดวิเคราะห์ต่าง ๆ ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรในอนาคต นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือหลังจากจบแล้วจะไป ปวช. ปวส. หรือจะเข้ามหาวิทยาลัย ข้อเสนอนะครับว่าเป็นไปได้ไหม สมมุติเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เรียน ๓ ปี ช่วง ๓ ปี แต่ละปีต้องมีซัมเมอร์จ๊อบ(Summer Job) แมนเดโทรี (Mandatory) ต้องมีซัมเมอร์จ๊อบ (Summer Job) หลังจากนั้นแล้ว จบ ๓ ปี อาจจะทํางานจริง ๆ ๑ ปี หรือว่ามากกว่า ๑ ปีก็ได้ หลังจากนั้นแล้วค่อยมาจบอีกปีก็เป็นไปได้ หรือว่าเรียนแบบธรรมดานี้ แต่ทุกปีต้องรีไควร์ (Require) และมีซัมเมอร์จ๊อบ (Summer Job) หรือว่าจะอยู่สายอาชีพก็สามารถ เป็นไปได้สายอาชีพแล้วมาทํางานทุก ๆ ปี แล้วต่อมาก็มาเรียนต่อได้ อันนี้ก็คืออยากมี หลาย ๆ ทางเลือกนะครับ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องสื่อเป็นตัวสําคัญเหมือนกัน บางครั้ง บางคราวการโปรโมต (Promote) อะไรต่าง ๆ พวกนี้ต้องดูหนังสือด้วยนะครับ ผมมีเรื่อง ที่อยากเสนอแนะเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ เรียนเชิญท่านชิดชัยค่ะ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ๐๓๙ ต้องขอบคุณท่านประธานที่กรุณา ให้โอกาสครับ ที่จริงผมนั่งฟังมาก็มีจุดที่ผมมีข้อสังเกตเพียงเล็กน้อยที่อยากจะเพิ่มเติมนะครับ
ประเด็นแรก คือทุกคนคงไม่มีใครที่จะคัดค้านหรือมองไม่เห็นความสําคัญของ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เห็นทุกคนครับ อยากให้ประเทศชาติ ให้ประชาชนคนในชาติ มีความรู้ด้านนี้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
ในประเด็นที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่านที่ได้อภิปรายว่าเราจะยกไปให้ ภาครัฐบาลอย่างเดียวคงไม่ใช่ เพราะว่าในเรื่องนี้ก็มีหลายท่านอภิปรายไว้แล้วว่ามีเกี่ยวข้องอยู่ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ให้การศึกษาหรือเอกชนบางส่วน มีภาคธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวกับการใช้คุณภาพคน แล้วก็ภาคประชาชนที่จะเข้าไปทํางานพวกเหล่านั้นมีอยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ ผมทราบดี อยากจะให้ข้อมูลว่ามีหลาย ๆ นิคมอุตสาหกรรมได้ตั้งมูลนิธิเอาเด็กอาชีวศึกษา ซึ่งเรียนในห้องนี้ไปอบรม ไปฝึกงานในโรงงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นความต้องการของเขาอยู่แล้ว เพราะเขาต้องการ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยากจะให้ทางด้านสภาหอการค้าสภาอุตสาหกรรม ทราบเรื่องอยู่แล้ว มีพื้นฐานมันก็ขยายผลได้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกต อีกประเด็นหนึ่งที่ทางด้านกรรมาธิการได้บอกว่ามีคนเรียนสังคมศาสตร์จํานวนเยอะมาก ๆ ปี ๑ ถึงปี ๔ จบจนเป็นบัณฑิตด้านสังคมศาสตร์ สาขาต่าง ๆ แล้วไม่มีทักษะทางด้านนี้เลย ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตตัวนี้ว่าเราจะปล่อยให้คนเหล่านั้นอยู่อย่างที่เรามองเขาแบบทั่ว ๆ ไป เป็นปัญหาทั่ว ๆ ไป แล้วไม่ทําอะไรกับกลุ่มคนเหล่านี้เลยหรือ ผมเชื่อว่ามีจํานวนหลายหมื่น หลายแสน ถ้ามีจํานวนหลายหมื่นหลายแสนอย่างนี้เราจะมีคอร์ส (Course) ว่าเราต้องการ ทักษะ จะให้บุคคลเหล่านี้เรียนรู้ได้บ้างไหมเพื่อให้เขาปรับตัว เพราะว่าผมถือว่าบุคคลเหล่านี้ ผมว่าเป็นบุคคลที่เป็นบัณฑิตที่รัฐได้ลงทุนลงแรงผลิตเขาไปแล้วตั้งเยอะแยะ ผมเชื่อว่าเขามี ทักษะ ผมเชื่อว่าเขามีคุณภาพ จะเห็นหลาย ๆ คนที่ว่าจบเป็นบัณฑิตแล้วหางานทําไม่ได้ กลับไปท้องไร่ท้องนาไปทําสวนตัวเองแล้วประสบความสําเร็จจากการเรียนรู้ บางคนก็เอา เรียนรู้ เอาเศรษฐกิจ เอาศาสตร์พระราชาไปทํา เขาก็ทําสําเร็จ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ทิ้ง คนเหล่านี้ไว้ข้างหลัง แล้วพอเราจะเริ่มผลิตใหม่ แล้วก็รู้ว่าหลาย ๆ ท่านก็อภิปรายไปแล้วว่า การที่เราจะผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิศวกรก็ดี เรามีห้องเรียน มีชั้นจํานวนจํากัด แต่ถ้าเผื่อ รัฐ เอกชน แล้วก็บัณฑิตมีหลักสูตรพิเศษทําให้เขาสามารถที่จะรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เท่าที่จําเป็นหรือเท่าที่เขาจะเรียนรู้ ใช้ในวิชาชีพเขา ทําไมเราไม่ทําอย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้น ผมมีข้อสังเกตที่ผมติดใจมาก ๆ ก็คือเรื่องนี้เท่านั้น ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ มีสมาชิกจะอภิปรายอีกไหมคะ เรียนเชิญค่ะ ขอสรุป ๆ นะคะ วันนี้เรามีการพิจารณา ๓ เรื่องด้วยกัน
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สปท. หมายเลข ๑๙๑ ครับ ในภาพรวมผมเห็นด้วยกับประเด็นที่คณะกรรมาธิการ เสนอเป็นอย่างมากในการปรับสมดุลตรงนี้ครับ แต่ผมอยากจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมในบางส่วน ที่มาจากประสบการณ์ในการทํางานของผม ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าในการที่ผมทํางานอยู่ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนี้ทุก ๆ ปีเวลาผมสัมภาษณ์นิสิต คนที่สมัครเข้าเรียนนิสิตปริญญาตรี คนที่สมัครเข้าเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก ผมจะพบว่ามีเด็กจํานวนไม่น้อยที่เปลี่ยนจาก สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเรียนเศรษฐศาสตร์นะครับ และแม้กระทั่งตอนเด็กที่เข้า มาเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกก็มีจํานวนไม่น้อยที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการแพทย์ด้วยนะครับ หันมาเรียนเศรษฐศาสตร์ เหตุผลสําคัญนี้ไม่เฉพาะเรื่องของ ปัจจัยดึงดูดให้มาเรียนสายสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องของค่าตอบแทนอะไรต่าง ๆ ก็แล้วไป แต่มันมีถึงเรื่องของปัจจัยที่ผลักเขาออกจากสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยนะครับ ผมคิดว่าอยากให้คณะกรรมาธิการศึกษาประเด็นนี้ให้ดีนะครับ เพราะถ้าเราแก้ในเรื่องของ การดึงคนออกมาโดยการไปดูเรื่องงบประมาณที่จะบริหารจัดการในเรื่องของการผลิตบัณฑิตนี้ มันยังไม่เข้าตรงไปในของปัญหาทั้งหมด เท่าที่ทราบผมยกตัวอย่างเช่น คนที่ย้ายจากสายแพทย์ มาเรียนเศรษฐศาสตร์จํานวนไม่น้อยเขากังวลเรื่องปัจจัยผลักที่จะต้องไปอยู่ในสายแพทย์ ซึ่งต้องทํางานหนักนะครับ แล้วก็ภาระงานเยอะ แล้วความเสี่ยงต่อการติดต่อโรคต่าง ๆ สายวิทยาศาสตร์ก็จะมีปัจจัยผลักอีกแบบหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านได้เข้าใจประเด็นนี้ ซึ่งผมเองก็ไม่น่าจะรู้ดีกว่าท่านที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่นั่งเป็นกรรมาธิการอยู่ว่าอะไรบ้างเป็นตัว ที่ผลักเขาออกนะครับ แต่เท่าที่ทราบจากเด็กก็จะเป็นสิ่งเหล่านี้นะครับ แล้วสายวิศวะ จํานวนไม่น้อยที่ออกจากวิศวะมาเป็นนักการเงิน วันนี้ผมสอนปริญญาโท ปริญญาเอกอยู่ ผมเข้าใจ ลูกศิษย์ผมนี้ไม่ต่ํากว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์มาจากสายวิศวะและ สายแพทย์ที่พลิกตัวจากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ อันนั้น มันมี ๒ อย่าง คือสายสังคมศาสตร์ดึงเข้ามากับสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผลักเขาออก ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ก็จะแก้ปัญหาได้ ๒ ซีกนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะเรียนขอให้เห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการในเรื่องของ การผลิตอาชีวะให้มีความสามารถในการทํางานมากขึ้นนี้ ที่ประเทศออสเตรเลียที่ผมเคยอยู่ เขาเคยมีโปรแกรมทํานองที่เขาเรียกว่า ยังแอพเพรนทิซ (Young Apprentice) นะครับ ก็คือให้คนที่จบสายอาชีวะนี้เข้าไปฝึกงานโดยให้เงินเดือนระดับหนึ่ง ซึ่งระดับที่ได้นี้ ก็ได้มากมายเหมือนคนที่จบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คล้าย ๆ กับว่าให้เขามีโอกาสที่ไปฝึกงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาชีพ และตัวนั้นเป็นตัวที่เขาจะจัมป์ (Jump) รายได้ขึ้นมา อีกนิดหนึ่งนะครับ อันนั้นก็เป็นประเด็นที่สอง
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเด็กที่ไม่ค่อยเข้าไปในสายอาชีวะระยะหลังนะครับ ก็คือโดยเฉพาะแรงผลักดันจากพ่อแม่คือปัญหาที่มีการยกพวกทะเลาะเบาะแว้งตีกัน ตัวนี้เป็นตัวที่ทําให้พ่อแม่ไม่สนับสนุนให้เด็กเรียนอาชีวะ ซึ่งมันจะคนละประเด็นกันที่จะต้อง ไปแก้ไข ก็ขออนุญาตฝากไว้สั้น ๆ แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันพอสมควรแล้วนะคะ ดิฉันขอปิดการอภิปราย และขอเชิญคณะกรรมาธิการตอบคําถามและข้อซักถามของสมาชิก คณะกรรมาธิการคะ ขอใช้เวลาไม่เกิน ๒๐ นาทีนะคะ ขอบคุณค่ะ
ในชั้นต้นผมขออนุญาตให้ ท่านอาจารย์ประยูรได้กรุณาตอบคําถามก่อนนะครับ เชิญอาจารย์ประยูรครับ
เชิญท่านประยูรค่ะ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ เบื้องต้นจะมีคําถามเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมจากท่านสมาชิกหลายท่าน ผมขออนุญาตให้ ดอกเตอร์สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานสมาคมสหกิจศึกษาโลก และปัจจุบันเป็นรองประธาน บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จํากัด ท่านตอบบางประเด็นก่อน แล้วที่เหลือ ผมจะสรุป ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านดอกเตอร์สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ค่ะ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานนะครับ สวัสดีท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ก็อยากจะขอใช้เวลาสัก ๔ นาทีคงจะ พูดถึงตลอดระยะเวลาเกือบ ๑๐๐ ชั่วโมงที่กรรมาธิการชุดนี้ได้พยายามทํา ก็หลาย ๆ ประเด็น หลาย ๆ จุด เรามองคล้าย ๆ กัน ผมอยากจะเข้าสัก ๒ – ๓ จุด
ประเด็นที่ว่ากระทรวง มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งสภา สมาคมต่าง ๆ ทําไม จึงทําออกมาแล้วไม่เกิดผลเท่าที่ควร ทีมเราก็ได้มองเห็นว่าเกิดมาจากในเรื่องของการบริหาร จัดการแบบแยกส่วน แบบไม่ได้มองแบบองค์รวม ทําให้เป้าหมายนี้ไม่มีพลัง เพราะฉะนั้น ในรูปแบบนี้กรรมาธิการได้มองเห็นว่าเราจําเป็นเหลือเกินที่จะต้องขับเคลื่อนในเรื่องของ การศึกษาแบบที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เราทําการศึกษาหรือเราปฏิบัติในเรื่องของ การศึกษามาในเชิงมองในเรื่องของซัปพลายเบส (Supply based) มาตลอด ไม่เคยมองเรื่อง ดีมานด์เบส (Demand based) เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่กรรมาธิการชุดนี้ได้ร่วมกันคิด ร่วมกันทํา และเสนอรูปแบบในเชิงปฏิรูปก็คือต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วม ส่วนร่วมจากภาคองค์กร ผู้ใช้บัณฑิต ส่วนร่วมจากองค์กรผู้ใช้แรงงาน ส่วนร่วมจากประชาสังคม เพราะฉะนั้นจะมอง ให้เห็นให้ดีว่าการศึกษาไทยพบได้เลยว่าการมีส่วนร่วมจากทางด้านต่าง ๆ มีไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูเวลาตลอดระยะเวลาเรียน ๓ ปี ๔ ปี หรือแม้กระทั่ง ๕ ปี จะพบได้เลยว่าเป็นการศึกษา ในเชิงคลาสรูม (Classroom) ในเชิงอยู่ที่มหาวิทยาลัยอย่างเดียว เพราะฉะนั้นรูปแบบที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปครั้งนี้นําเสนอ เรากําลังจะเปลี่ยนจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ตรงนั้นไปสู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ สหกิจศึกษาปี ๆ หนึ่งเราทําเพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ คน ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียน เป้าหมายที่เรานําเสนอ เราจะก้าวเข้าไปสู่ถึง ๖๐,๐๐๐ คน ทวิภาคีที่ทํากันอยู่เยอะมาก เราพบช่องโหว่และข้อบกพร่องในเรื่องของคุณภาพ เราจะต้อง ทําให้คุณภาพและคุณค่าของคนอาชีวศึกษาเป็นคนชั้นหนึ่งของประเทศ นี่คือสิ่งที่จะทําให้ เกิดการศึกษาที่จะเปลี่ยนแปลง ทําให้การศึกษาภาคอาชีวศึกษามีเพียงแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ จะต้องก้าวเข้าสู่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะทําให้ไปตอบสนอง ในเรื่องของนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้ตรงประเด็น
อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องคลาเรนซ์โมบิลิตี (Clarence Mobility) ที่รัฐบาลชุดนี้ ให้ความเชื่อมั่นและให้ความสําคัญเป็นอย่างมาก ก็จะเพิ่มผลงานทางด้านวิจัยที่เป็นรูปธรรม ที่เกิดไฮอิมแพกต์ (High Impact) กับเอาต์พุต (Output) เอาต์คัม (Outcome) มากกว่า วิจัยในปัจจุบันมากขึ้น เราต้องมองให้เห็นว่าการศึกษาที่อยู่ในประเทศไทยวันนี้ เรามุ่งเน้น ในเชิงของอะแคเดมี (Academy) มากเกินไป ในเชิงของเบสิก (Basic) วิชาที่มากเกินไป เราคง จะต้องปฏิรูปให้ความสําคัญในเรื่องของฟังก์ชันนัลสกิล (Functional Skill) แคร์เรียร์สกิล (Carrier Skill) มากขึ้น ซึ่งจะทําให้คนไทยมีแวลูครีเอชัน (Value Creation) มากขึ้น มีคุณค่าในตัวเองมากขึ้น
สุดท้ายในประเด็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ผมชอบที่ท่านสมาชิกได้พูด เรื่องไมนด์เซต (Mindset) เราให้ความสําคัญเรื่องไมนด์เซต (Mindset) มากกว่าเทคโนโลยีด้วยซ้ํา เราอยากเห็นคนไทยมีคุณภาพที่ดีขึ้น มีจุดแข็งที่ตรงกับบริบทของประเทศมากขึ้น เรื่องการ รับจ้างทําหรือเรื่องการทําด้วยตนเองคงจะต้องใช้พลังทั้งคู่เข้ามาสร้างผสมผสานให้ขับเคลื่อน ในช่วงที่เรากําลังจะเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เราเชื่อเหลือเกินว่าแผนที่เราทํามาทั้งหมดนี้ สุดท้าย จะพาคนไทยให้มีความสุขมากขึ้น อยู่ดีกินดีมากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ํา ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ เชิญท่านประยูรค่ะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ก่อนอื่นขอกราบขอบพระคุณทุกท่านสําหรับทุกความเห็น ผมขออนุญาตตอบทุกท่าน ในแต่ละปัญหาที่กรุณาให้ความเห็นมา ของท่านสุรินทร์นี่ส่วนใหญ่จะเป็นข้อเสนอ ซึ่งผมจะ รับไปปรับปรุงในเอกสารรายงาน
ประเด็นถัดมาของท่านกษิต ภิรมย์ ผมคิดว่าประเด็นสําคัญที่สุดที่ท่านถาม ซึ่งผมว่าเป็นคําถามของทุกคนในประเทศไทยก็คือว่า เมื่อไรเราจะพึ่งตัวเองได้ ผมขอ กราบเรียนว่าจริง ๆ ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ พยายามทําตรงนั้น และผมเชื่อว่ามีผลงานอะไรออกมาพอสมควร มีความร่วมมืออย่างชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยมหิดลกับพวกฟู้ดอินดัสทรี (Food Industry) แล้วได้ผลออกมา ขณะที่อุตสาหกรรมนั้นลงเงินเพิ่มเป็นล้านล้านบาท แต่บังเอิญมันเพิ่งเกิด แล้วมันอาจจะค่อย ๆ เกนโมเมนตัม (Gain Momentum) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ของโลก แล้วก็สร้างงานอะไรหลายอย่างที่ทําให้ อุตสาหกรรมนั้นยังอยากอยู่ในประเทศไทย มจท. ก็จะมีศูนย์ลักษณะทํานองนี้ เห็นด้วยกับ ท่านกษิตเต็มที่เลยครับว่ามันจะต้องเป็นภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และวิชาการคือ มหาวิทยาลัย ๓ หน่วยงานนี้จะต้องกอดคอร่วมมือกันทํา แล้วในข้อเสนอเราก็จะพยายาม ย้ําประเด็นนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นนะครับ
ถัดไปก็จะเป็นประเด็นของท่านเลิศรัตน์ ขอบพระคุณอย่างสูงครับที่กรุณา ให้คําแนะนําเกี่ยวกับเรื่องอาชีวศึกษา อาชีวศึกษาอย่างที่ท่านเลิศรัตน์พูดถึงว่า โอเค (Okay) เราพยายามจะโปรโมต (Promote) พยายามจะขับเคลื่อน แล้วธงสําคัญที่เราต้องการทําให้ เกิดก็คือคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งตอนนี้สถาบันของท่านเลิศรัตน์ก็เป็นหน่วยงานสําคัญที่สุดที่ทําให้ สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วก็ขยายตัว ปัจจุบันอาชีวะทวิภาคีนักศึกษาผมเข้าใจว่าอาชีวะทั้งระบบ ประมาณแสนกว่าคน ประมาณ ๑๕ – ๑๖ เปอร์เซ็นต์อยู่ในอาชีวะทวิภาคี ซึ่งเราคิดว่ามันยังไม่ เพียงพอ เราอยากจะเห็นประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๕ – ๖ ปีข้างหน้า เรียนท่านทั้งหลาย ว่าอาชีวะทวิภาคีนี้ไม่ใช่ไปฝึกงาน ๑ – ๒ อาทิตย์นะครับ ไปอยู่กับเขา ๑ เทอม ๓ – ๖ เดือน แล้วนั่งทํางาน คือไปทํากับเขา แล้วก็ได้รับ ในความหมายหนึ่งก็คืออาจจะไม่ใช่ค่าจ้าง ก็คือ ค่าตอบแทน กินอยู่กับเขา ทําในโรงงาน แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ แล้วเด็ก เหล่านั้นส่วนใหญ่ไปแล้วชอบ เพราะว่าเด็กจํานวนหนึ่งสามารถส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ แล้วไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ซึ่งตรงนี้ถ้าเราทําได้ดีผมเชื่อว่ามันจะมีแรงดึงดูดแล้วก็ปรับเปลี่ยน สมดุลระหว่างสายอาชีพกับสายสามัญได้เร็วพอสมควร ตรงนี้ก็จะเป็นทิศทางที่เราจะ พยายามเสนอแนะเข้าไปในรายงาน
ถัดมาความเห็นของดอกเตอร์ดุสิตนะครับ ผมขอบพระคุณสําหรับความเห็น อันนี้สําคัญนะครับ เรื่องศูนย์สถาบันพัฒนาและคาดการณ์กําลังคนด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ต้องเรียนว่าถ้าต้องคาดกันเป็นจํานวนคนอาจจะเกินกําลังความสามารถ เพราะว่ามันมีผันผวนพอสมควรในแต่ละช่วงเวลา เพราะถ้ามหาวิทยาลัยเด็กกว่าจะจบ อย่างน้อย ๔ ปี เราจะเอาความเห็นนี้ไปนําเสนอประกอบกับทางสภาพัฒน์ สภาพัฒน์นี้จะมี หน่วยงานหนึ่งซึ่งทําด้านนี้อยู่ ถ้าจําไม่ผิดจะเป็นสํานักพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งจะดูแลทางด้านกําลังคน เราก็จะนําความเห็นนี้ไปเสนอนะครับ
ถัดมาท่านกลินท์ ก็ขอบพระคุณท่านกลินท์สําหรับความเห็นเกี่ยวกับไมนด์เซต (Mindset) โดยเฉพาะผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าเรกูเลเตอร์ (Regulator) จะต้องมี ไมนด์เซต (Mindset) ที่เปลี่ยนไป เขาไม่มีหน้าที่ควบคุมอย่างเดียว เขาควรจะมีหน้าที่ ส่งเสริม และที่สําคัญกว่านั้นก็คือสร้างแรงบันดาลใจนะครับ ซึ่งตรงนี้เราคงต้องเขียนลงไป ให้ชัดเจน แล้วก็ทําอย่างไรที่จะทําให้สิ่งนี้ปรากฏเป็นจริงในกระบวนการทํางานของภาครัฐ นะครับ
ขอเรียนย้ํานิดหนึ่งว่าทั้งอาชีวะ ทวิภาคี และสหกิจศึกษาเป็นการทํางาน จริง ๆ สหกิจศึกษานี้บางครั้ง ๓ – ๔ เทอม คือปิดหน้าร้อนไปทํางาน เด็กบางคนพร้อมที่จะ เรียน ๕ ปีเพื่อตัวเองได้ประสบการณ์เรียนรู้ชีวิต พูดง่าย ๆ คือเข้าใจตัวเองว่าจริง ๆ ตัวเอง ชอบอะไร ไม่ใช่จบออกไปแล้วปรากฏว่าทํางานเสร็จไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วต้องเปลี่ยนงาน อย่างที่เมื่อกี้ท่านอาจารย์อิศราพูดถึงนะครับ
ถัดมาปัญหาที่ท่านชิดชัยนําเสนอนี้ กราบขอบพระคุณครับ เราจะเอาประเด็นนี้ ไปนําเสนอเพิ่มเติม ผมเห็นด้วยครับ อันนี้เป็นการสูญเสียทรัพยากรที่สําคัญของประเทศ เด็ก ๔ ปีเรียนไป แล้วขาดความมั่นใจอะไรร้อยแปด ข้อเท็จจริงบางส่วนผมเรียนไว้ ซึ่งไม่ใช่ ภาพที่ดีนัก แต่อันนี้คือข้อเท็จจริง เด็กจํานวนหนึ่งพร้อมจะเอาวุฒิ ม. ๖ ไปสมัครงาน ซึ่งไม่ดีเลย แต่เราก็ทําอะไรไม่ได้ เพราะวุฒิปริญญาตรีเขาอาจจะสมัครยาก แต่เราก็จะหาวิธีการว่า จะทําอย่างไรที่จะให้เด็กเหล่านี้สามารถเกิดประโยชน์กับสังคมได้เต็มที่
ข้อสุดท้ายของอาจารย์อิศรา อันนี้เข้าใจ ตรงนี้เราก็คงจะต้องมีกลไกระบบ ซึ่งจะดูแลให้เด็กเลือกเรียนสิ่งที่ตัวเองมั่นใจว่าตัวเองชอบ ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเกิดจากระบบ การแนะแนวการศึกษาพอสมควร ก็คือครูไม่ได้บอกให้ชัดเจนว่าเด็กจบไปแล้วไปทําอะไร แล้วเมื่อเขาเรียนแล้ว จบออกมาแล้ว เขาพบว่าอันนั้นไม่ใช่ตัวตนของตนซึ่งก็พยายาม จะปรับเปลี่ยน ซึ่งส่วนนี้สหกิจศึกษาเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดอันหนึ่ง เพราะระหว่างที่เขาฝึกงาน เขาสามารถพบตัวเขาเองได้ แล้วถ้าเขาจะเปลี่ยนเขายังพอเปลี่ยนทัน ผมขอกราบเรียน ท่านสมาชิกทุกท่านแค่นี้ก่อน ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านวิวัฒน์ค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ด้วยเวลาอันจํากัดผมมีประเด็นที่จะไม่เชิงตอบ แต่มีเสริมประมาณ ๕ ประเด็นด้วยกันครับ ยิ่งเมื่อวานมีการอภิปรายกันที่นิด้า (NIDA) ผมถูกเชิญไป มีสมาชิกเรา ท่านคุณหมอเทพ หิมะทองคํา ก็ไปพูดด้วยกัน โดยมีหลายประเด็นที่เกี่ยวโยงกับวันนี้ เรื่องทั้งหมดนี้เราจะ พยายามไปสานต่อ ตัวผมเองไปทําหน้าที่กรรมการอิสระ เราจะหยิบเรื่องนี้ซึ่งถือเป็นเรื่อง สําคัญมากไปสานต่อเรื่องนี้ให้เกิดความต่อเนื่องให้ได้ ส่วนจะต้องขอความร่วมมือจากสมาชิก บางท่าน หรือหลาย ๆ ท่านที่มีข้อมูลก็จะช่วยได้มากในการที่จะไปขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อ ประเด็นสําคัญอันหนึ่ง ซึ่งในคณะกรรมาธิการพยายาม โดยเฉพาะตัวผมเองได้ขอร้อง กรรมาธิการว่าทําอย่างไรเราจะคาดการณ์ล่วงหน้าเรื่องกําลังคนได้ทุกมิติเมื่อตั้งแต่สมัย แผน ๔ แผน ๕ เราแบ่งออกเป็น ๒๒ เซกเตอร์ (Sector) หลัก ๆ แล้วก็มีเซกเตอร์ (Sector) ย่อย ๆ อีกมากมาย แต่ก็หลายท่าน โดยเฉพาะท่านอาจารย์ประยูรอาสาทําเรื่องนี้ ท่านบอกว่า ยากมาก แล้วถ้าจะให้ดูครบทุกเซกเตอร์ (Sector) ดูด้านมิติทางสังคมด้วย ทางวิทยาศาสตร์ด้วย ก็ยิ่งยากเข้าไปอีก แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็มีความสําคัญนะครับ ก็จะพยายามทําให้ได้เหมือน หลาย ๆ ท่านอยากให้เห็น ที่จริงทุกประเทศก็พยายามทําว่าเราจําเป็นต้องคาดการณ์ กําลังคนล่วงหน้า ทุกมิตินะครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเมือง แม้แต่เรื่องของด้านความมั่นคงก็จําเป็นต้องมีการเตรียมการเรื่องกําลังคน ล่วงหน้า ผมเคยพูดในที่นี้ไปแล้วว่า บ้านเรานี้ซื้อเรือรบเขามาลําหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท ถ้าเราพัฒนากําลังคนให้ดี ภายใน ๓ ปีข้างหน้านี้กองทัพเรือพยายามจะต่อเรือฟริเกต (Frigate) เอง แต่ว่ามีปัญหาเรื่องกําลังคนที่จะไปซัปพอร์ต (Support) เรากําลังประชุม กําลังทําเรื่องนี้กันอยู่เหมือนกัน แต่ว่าก็พยายามทํานอกระบบด้วย กราบเรียนให้ทราบ เรื่องการพัฒนากําลังคนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก
เรื่องที่ ๒ นี้ผมคิดว่านอกจากคาดการณ์ให้ได้ สิ่งที่เราต้องทําให้เกิดทันที ภายใน ๒ ปี รัฐธรรมนูญเขียนบังคับเอาไว้ก็คือเด็กเล็ก ซึ่งคิดว่าภายในวันพุธนี้ท่านนายกรัฐมนตรี คงเรียกประชุมกรรมการอิสระทั้ง ๒๕ ท่าน ทั้งท่านรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการด้วย ประเด็นสําคัญเรื่องหนึ่งก็ทราบว่าคงจะคุยเรื่องเด็กเล็กนี้ด้วย เพราะฉะนั้นทั้งหมดต้องเตรียม ตั้งแต่เล็ก ๆ หลายท่านที่เป็นนักการศึกษา ที่เป็นแพทย์บอกว่าไม่ได้ ต้องเตรียมตั้งแต่อยู่ใน ครรภ์มารดา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องเตรียมล่วงหน้า
เรื่องที่ ๓ นี้ผมคิดว่าการบาลานซ์ (Balance) เมื่อวานมีการพูดกันเยอะ ที่นิด้า (NIDA) ว่าคนมันต้องบาลานซ์ (Balance) ที่จริงชีวิตเราต้องรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ตั้งแต่อาหารการกิน การใช้ชีวิต อากาศ มันมีความสัมพันธ์กับร่างกายเรา ทางฟิซิคัล (Physical) เราจําเป็นต้องมีความรู้ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนั้นแต่จําเป็นต้องมี ความรู้ ในขณะเดียวกันด้านสังคมศาสตร์มนุษย์ต้องอยู่กันเป็นสังคม ด้านการบริหารมันต้อง เกี่ยวข้องกับคน เพราะฉะนั้นการบาลานซ์ (Balance) ระหว่าง ๒ ศาสตร์นี้จําเป็นนะครับ นิด้า (NIDA) ไม่ได้ให้น้ําหนักการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ แต่ว่าไปให้น้ําหนัก ทางด้านสังคมศาสตร์โดยเฉพาะ ทางด้านการบริหาร ด้านการพัฒนาประเทศ ด้านเศรษฐศาสตร์ อันนี้เป็นสถาบันผม ซึ่งเรียนมาก็จะให้น้ําหนักไปทางนั้น เราก็คุยกันว่าเราจําเป็นต้อง บาลานซ์ (Balance) ทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติขึ้นมาให้ได้ ส่วนใครจะเชี่ยวชาญ จะถนัดด้านไหน ซึ่งเรื่องนี้ก็ดีมากที่รัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ว่าต้องสนับสนุนให้เขา เชี่ยวชาญตามความถนัดของแต่ละคน อันนี้คือเป็นประเด็นที่ ๓ ซึ่งที่จริงมีรายละเอียดเยอะ ทีเดียว แต่ว่าอยากจะกราบเรียนไว้เบื้องต้นเท่านี้ก่อน
ความสําคัญของความสําเร็จอยู่ที่ความร่วมมือกับภาคส่วนที่มีทักษะ เรื่องนั้น ๆ คือลําพังโรงเรียน ลําพังมหาวิทยาลัย ลําพังโรงเรียน ๓๐,๗๑๗ แห่ง รวมทั้ง วิทยาลัยด้านอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยอีก ๒๐๐ กว่าแห่ง ไม่พอ เพราะว่าพัฒนาการ ทางด้านองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นสายสังคมศาสตร์ สายการบริหาร หรือความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นมันก้าวไกลมาก แล้วคนที่นําไม่ใช่มหาวิทยาลัยนํา ภาควิชาการ จําเป็นต้องจับมือกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเขาจะไปเร็วมาก เพราะฉะนั้นก็มี ความจําเป็นต้องมีระบบกลไกความร่วมมือ ซึ่งผมคิดว่าสามเส้าที่ท่านเสนอแนะมานั้นก็จะ เป็นเรื่องสําคัญ ที่จริงบางโครงการมีความสัมพันธ์ถึงสี่เส้า ห้าเส้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับอีกหลาย ภาคีด้วยกันครับ
สุดท้ายผมคิดว่า สปท. พยายามทํา ผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการ ด้านการศึกษาแล้วก็ตั้งกรรมาธิการร่วมกันระหว่างกรรมาธิการด้านสื่อ สื่อเป็นห้องเรียน สื่อจะเป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างไมนด์เซต (Mindset) ใหม่ สื่อจะมีส่วนในการสร้าง ความสัมพันธ์ในการที่จะทําให้คนเห็นคุณค่าของการศึกษาในทิศทางไหน เพราะฉะนั้น สื่อเป็นห้องเรียนจึงมีความสําคัญมาก ยิ่งปัจจุบันนี้สื่อมีหลากรูปแบบมาก ทั้งสื่อออนไลน์ (Online) ทั้งสื่อระบบโครงสร้างเป็นพวกคอนเวนชันนัล (Conventional) แล้วทั้งที่เป็น อันคอนเวนชันนัล (Unconventional) จะออกมาอีกเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นเราใช้กลไก ของสื่อ ซึ่งรัฐบาลนี้ให้ความสําคัญมาก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วภริยาของท่านนายกรัฐมนตรี ก็มาพูดเรื่องสื่อเป็นห้องเรียน ท่านเป็นรองประธานมูลนิธิสื่อทางไกลเพื่อการเรียนรู้ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตั้งแต่ที่โรงเรียนวังไกลกังวล สื่อก็จะเป็นเครื่องมือที่สําคัญ นอกจากจะสร้างไมนด์เซต (Mindset) คนใหม่แล้ว ก็ยังจะไปแก้ปัญหาครูขาดแคลน ที่จริง บ้านเรามีปัญหาพื้นฐานเยอะมาก เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ๑๕,๐๐๐ กว่าโรง แล้วก็ มีแนวโน้มจะโตขึ้นไปถึง ๒๐,๐๐๐ โรง เพราะว่าเด็กในชนบทนั้นถูกระบบความเชื่อดึงเข้ามา อยู่ในเมือง ดึงเข้ามาอยู่เซกเตอร์ (Sector) อื่นหมด เพราะฉะนั้นโรงเรียนขนาดกลางในพื้นที่ ห่างไกลก็มีแนวโน้มจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งก็จะเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง ส่วนที่ผมเรียนให้ทราบนั้นก็จะขาดแคลนครู เพราะฉะนั้น การที่เราจะกําหนดทิศทางไปทางใดนั้น ลําพังกําลังเงินของรัฐที่จะไปเพิ่มกําลังของครู ในชนบทหรือครูในโรงเรียนที่ขาดแคลนอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าโรงนี้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่ารัฐ ไม่มีกําลังพอที่จะไปเพิ่มกําลังคนภาครัฐเพิ่ม เพราะฉะนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไปร่วมมือ กับทุกภาคส่วน แล้วก็ใช้สื่อนี้เป็นเครื่องมือในการที่จะช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และ สร้างไมนด์เซต (Mindset) ใหม่ขึ้นมา ก็ขออนุญาตเล่าพื้นฐานเบื้องต้นโดยย่อขณะนี้ให้ทราบ ก็หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะหลังจากผ่านวาระนี้ไปแล้ว เราก็ จะจับเรื่องนี้ไปสืบสานต่อให้ได้ในช่วงของกรรมการอิสระ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่ง ที่จะหยิบยกขึ้นมาทําต่อครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ขอบคุณค่ะ เชิญท่านสุรินทร์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ขอบคุณมากครับ กระผม สุรินทร์ สปท. ลําดับที่ ๑๗๓ ผมต้องกราบขอประทานอภัยท่านประธานสภา และเพื่อนสมาชิก รวมทั้งกรรมาธิการ และรวมทั้งประชาชนผู้ฟังอยู่ที่ทางบ้าน ที่ผมใช้ภาษา ค่อนข้างจะไม่เหมาะสม เพราะว่าเนื่องจากผมเป็นนักเรียนยุค ๐.๑ เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้อยากจะใช้ภาษาให้มันครบเป็นไปตามประเทศไทย ๔.๐ คือผมใช้คําว่า ท่านกรรมาธิการ ผงกหัว เวลาเขียนในรายงานการประชุมแล้วมันอาจจะดูไม่ดี ขอเปลี่ยนทุกที่ เป็น ผงกศีรษะ นะครับ ด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณมากค่ะ เชิญท่านกษิตค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ คําชี้แจงคงจะขาดไปประเด็นหนึ่งที่ผมได้ยกขึ้นหารืออภิปรายนะครับ คือผม ขอเท้าความอยากจะยกตัวอย่างของสิงคโปร์สักประเทศหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เป้าหมายของเขาก็คือ ที่เรียกว่าเป็นเออร์บานไอที (Urban IT) คือทั้งประเทศหรือทั้งเกาะสิงคโปร์นี้ทุกสิ่งทุกอย่าง จะเป็นไอที (IT) หมด แล้วก็เป็นเออร์บานไอที (Urban IT) แล้วก็จะมีที่เรียกว่าควอลิตี ออฟ ไลฟ์ (Quality of Life) ถ้าเผื่อเขาบอกว่าอยากจะแปลงสภาพของเกาะสิงคโปร์ให้เป็น เกาะสวรรค์ของความร่มเย็น ของการกีฬา ของดนตรีต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมด คือในเรื่อง คุณภาพชีวิต ว่าไม่ให้สิงคโปร์เป็นคลินิกสถานพยาบาล มีความรู้สึกมันแสนจะสะอาดสะอ้าน แต่ว่าให้มันมีความชดช้อยละมุนละไมอยู่ในนี้ แล้วเขาก็ยังจะมุ่งในเรื่องเป็นศูนย์กลางของ การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้านไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เขาเอาคนจากต่างประเทศเข้ามา มากมาย นั่นก็เป็นประเทศหนึ่ง พอไปประเทศอินเดีย ณ วันนี้เขาก็บอกว่าเขาอยากจะมุ่ง ในเรื่องที่เรียกว่า มิลิทารีเทคโนโลยี (Military Technology) เทคโนโลยีว่าด้วยกิจการทหาร แล้วตอนนี้เขาก็เน้นมากในเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทางด้านอวกาศ เขาก็ยิงจรวด ยิงดาวเทียมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ไปได้ แล้วเขาก็ยังจะทําที่เรียกว่าเป็นอุตสาหกรรมพื้น ๆ เช่น ปิโตรเคมี เคมีคัลอินดัสทรี (Chemical Industry) ก็ยังจะอยู่ต่อไป แล้วเขาก็อยากเป็น ประเทศที่ส่งออกทางด้านแมชีนเนอรี (Machinery) เครื่องมืออุตสาหกรรม แล้วเขาก็เพิ่ม ในเรื่องของไอที (IT) สู่รากหญ้า ซึ่งอยากจะให้ทุกคนมีไอดีการ์ด (ID Card) มีบัตรเอทีเอ็ม (ATM) ในประเทศอินเดียเขาตั้งเป้าไว้ ๕ เรื่อง ประเทศจีนตอนนี้ก็จะไปในเรื่องของพลังงาน ทดแทน โดยเฉพาะแสงอาทิตย์แล้วก็แสงลม แล้วเขาก็ไปแอโรสเปซ (Aerospace) แน่นอน แล้วเขาก็จะไปในเรื่องของไบโอเทค (Biotech) ต่าง ๆ ประเทศอิสราเอลเราได้พูดกัน หลายครั้งแล้ว เรื่องไอที (IT) เรื่องทหาร เรื่องอุตสาหกรรมการเกษตรอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ คําถามที่ผมได้เรียนถามไว้ตั้งแต่ต้น คือผมอยากจะขอฟังความเห็นส่วนตัวของ ท่านกรรมาธิการก็ได้ผ่านท่านประธาน ท่านคิดว่าประเทศไทยอยากจะมีทาร์เกต (Target) เป้าหมายของแขนงอุตสาหกรรมหรือการบริการสัก ๓ – ๔ เรื่อง ถ้าเผื่อท่านกําหนดอย่างนั้นได้ ท่านก็จะได้มารองรับว่าเราจะผลิตบุคลากรท่านในระดับอาชีวะ มหาวิทยาลัย แล้วก็ให้ความ เป็นเลิศของมหาวิทยาลัยในการค้นคว้าวิจัยอย่างไร ผมก็ยกตัวอย่างมา ๓ – ๔ เรื่อง บอกเอาเรื่องยานยนต์ ต่อไปนี้อีก ๑๐ ปีข้างหน้าให้ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ประกาศให้เป็น อิเล็กทริกคาร์ (Electric Car) เอา ไม่เอานะครับ อันที่ ๒ อะโกรอินดัสทรี (Agro Industry) อันที่ ๓ เรื่องการแพทย์ การบริการทั้งหลาย ถ้าเผื่อตั้งเป้าอย่างนี้มันจะได้พูดกันง่าย แล้วเรา ก็จะบอกอย่างนั้นเราก็ต้องผลิตบุคลากรไปเพื่อจะรองรับ ๓ แขนงตรงนี้ แต่ถ้าเผื่อท่านพูด อยู่เรื่อย ๆ ว่าเป็น ๔.๐ ผมก็มองภาพไม่ออก หรือท่านจะกระจายไปบอกว่าตอนนี้เราต้อง พัฒนาเลเบอร์ (Labor) พัฒนาเอสเอ็มอี (SMEs) อะไรพวกนี้ เราต้องผลิตเอนจิเนียร์ (Engineer) ผลิตวิทยาศาสตร์ แต่มันไม่สามารถที่จะไปโยงกับแขนงอุตสาหกรรมหรือว่า การบริการได้ เราก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายจะไปอย่างไร แล้วผมคิดว่ามันเป็นโอกาสทองที่นี่ โดย สปท. ที่จะให้ทิศทางหรือว่าไดเรกชัน (Direction) กับรัฐบาลท่านประยุทธ์ แล้วก็ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ณ วันนี้ซึ่งผมฟังไม่รู้เรื่องมา ๓ ปี ผมได้อธิบายในที่นี้แล้วไม่รู้ว่า ประเทศไทยจะไปอย่างไร แต่ว่าเราใช้การพัฒนาบุคลากรที่นี่เพื่อจะช่วยบอกกับรัฐบาลว่า เราต้องการพัฒนาบุคลากรใน ๓ – ๔ ประเภทด้วยกัน เพราะว่าทิศทางของประเทศไทยมันจะ เป็นอย่างนี้ แล้วเราจะได้ลดความเป็นมือปืนรับจ้างอะไรต่าง ๆ เพราะเราจะมีสติปัญญา มีความสามารถ มีความเก่ง มีความเป็นเอ็กซ์เซลเลนต์ (Excellent) ของเราเอง ผมหวังว่า ท่านประธานผ่านไปที่กรรมาธิการจงเข้าใจอันนี้ แต่ต้องระบุแขนงก่อน ไม่อย่างนั้นอันนี้ มันจะเป็นเอกสารที่ดีแต่มันจะลอย ๆ ครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านดุสิตค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ขอเรียนถามย้ําถึงทางกรรมาธิการว่าข้อเสนอเรื่องให้พิจารณาในการจัดตั้งศูนย์หรือว่า สถาบันพัฒนาและคาดการณ์กําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ท่านฟังแล้ว ท่านเฉย ๆ หรือว่าท่านมีความรู้สึกเห็นด้วย แล้วก็ซีเรียส (Serious) ว่าควรจะต้องมีการจัดตั้ง หรืออย่างไร แต่จากเท่าที่ได้ฟังทางท่านอาจารย์ประยูรได้ชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ ฟังดูแล้วรู้สึกว่า ยังจะไม่ค่อยสนใจเท่าใด แล้วท่านบอกว่าจะเสนอไปที่สภาพัฒน์ ผมก็คิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะ เสนอกับสภาพัฒน์นะครับ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สําคัญมากในรายงานฉบับนี้ในข้อเสนอแนะ หน้า ๒๖ ข้อ ๖ มีไว้ทั้งหมด ๙ ข้อด้วย แต่ละข้อนั้นท่านก็ไม่ได้กําหนดระบุว่าหน่วยงานใด จะต้องรับผิดชอบเรื่องใดบ้าง ท่านบอกว่าในข้อ ๗ ให้นําเสนอรายงานนี้ไปยังคณะรัฐมนตรี ถ้า ครม. รับเรื่องนี้ ครม. ก็คงจะเปิดไปดูหน้า ๒๕ ข้อ ๕ คือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นี่คือหน่วยงานของรัฐที่ ครม. หรือสํานักงบประมาณจะส่งเรื่องออกไปได้นะครับ ก็ฝากเพิ่มเติมด้วยว่าผู้ที่เกี่ยวข้อง ในหน่วยงานราชการที่จะต้องรับนโยบายจากรัฐบาลไปนั้น มีเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้นหรือ กระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเขาอยู่ที่ตรงไหน ผมยังมองว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์กายภาพและวิทยาศาสตร์ทางด้าน ชีวภาพนะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็น่าจะใช่นะครับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็ยังสําคัญอยู่ กระทรวงสาธารณสุขก็ยังใช่ เพราะฉะนั้นผมมองว่ากําลังคนด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เราพูดกันถึงในวันนี้ไม่ใช่เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์กายภาพเท่านั้น แต่ว่า รวมถึงด้านชีวภาพด้วย หมอก็ใช่ แพทยสภาก็ใช่ สมาคมสถาปนิกแห่งประเทศไทย ก็มีความสําคัญนะครับ คือผมอยากจะให้ครอบคลุมทั้งทางด้านสายที่เรียกว่าวิศวะด้วย เกษตรด้วย หมอด้วย สาธารณสุขด้วย คือทุกด้านนะครับ รวมเทคโนโลยีมันก็คือรวมทั้ง เกษตรต่าง ๆ เข้าไปด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านก็น่าจะต้องแก้ไขข้อ ๖ ข้อเสนอแนะ มี ๙ ข้อนั้นหน่วยงานใดเขาควรจะต้องรับผิดชอบในเรื่องใดนะครับ ไม่อย่างนั้น ครม. เขาแจกเรื่อง ไปไม่ถูกครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านเลิศรัตน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ ที่ท่านอนุกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงว่าท่านให้ความสําคัญกับเรื่องการพัฒนา คุณภาพมากกว่ากําลังปริมาณซึ่งผมเห็นด้วย และในการอภิปรายของผมก็ได้พูดถึงปัญหา เรื่องคุณภาพการศึกษา ปัญหาเรื่องคุณภาพความฉลาด ไอคิว (IQ) ของนักศึกษาไทย ซึ่งตกลงกว่าในอดีตมาก คราวนี้ในชื่อเรื่องตัวชื่อเรื่องชื่อว่าการพัฒนาและเพิ่มกําลังคน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน มันยังไม่สื่อในเรื่องของคุณภาพ และผมก็ทราบว่าชื่อเรื่องนี้ได้ถูกปรับมาอย่างรวดเร็วในการประชุมวิป (Whip) จึงทําให้ มากลายเป็นชื่อนี้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะไปพิจารณาว่า เช่น การพัฒนาคุณภาพและเพิ่ม กําลังคนด้านวิทยาศาสตร์จะทําให้มันสื่อถึงสิ่งที่เราต้องการจะพัฒนาคือเรื่องคุณภาพ ไม่ใช่ ปล่อยให้มหาวิทยาลัยในเมืองไทยเปิดหลักสูตรแล้วตอนหลังก็มาบอกว่าหลักสูตรนี้ไม่รับรอง แล้วนักเรียนก็ไม่ได้รับปริญญาตอนนี้ก็เป็นคดีความกันอยู่ ก็ฝากกราบเรียนครับ
ขอบคุณค่ะ เชิญกรรมาธิการค่ะ
ขอบพระคุณครับ ได้หารือ กันเร็ว ๆ นะครับ
เรื่องแรก ชื่อนี่เห็นด้วยที่ให้เพิ่ม การพัฒนาคุณภาพ เข้าไปนะครับ เรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ เรื่องที่จะมีสถาบันหรือศูนย์ที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าในหลักการ เราเห็นด้วย เรื่องนี้คงต้องไปทําความตกลงร่วมมือกับทางสภาพัฒน์ฯ เพราะว่าเขามี หน่วยงานโดยตรงอยู่ แต่ในหลักการเราเห็นด้วยเรื่องนี้อย่างซีเรียส (Serious) นะครับ เห็นด้วยอย่างจริงจังในคณะทํางานที่ได้หารือกันสั้น ๆ ช่วงเวลาสั้น ๆ
ส่วนเรื่องเป้าหมายได้หารือกันในระยะสั้น ๆ ก็เป็นเป้าหมาย ๕ ประการ ซึ่งไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) รัฐบาลได้ประกาศไปแล้วที่เน้นถึงเรื่องหุ่นยนต์ เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องขนส่งและการบิน เรื่องของการแพทย์ เรื่องของเชื้อเพลิง ชีวภาพและเรื่องดิจิทัล ๕ เรื่องหลัก ๆ
แต่ว่าท่านถามความเห็นผมโดยส่วนตัว ความเห็นผมโดยส่วนตัวผมเห็นด้วย กับเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้วไม่ทั้งหมด ข้อแรก ผมคิดว่าน้ําหนักที่ควรเอาจริงที่จะพัฒนาต่อ บนพื้นฐานศักยภาพที่เรามีจริง ผมว่าด้านการแพทย์เราพัฒนาต่อได้กว้างไกลมาก ทําไมผมพูด อย่างนี้ เพราะว่าผมเกิดในตระกูลแพทย์ชนบท แพทย์ที่ไม่ได้เรียนในระบบ แพทย์นอกระบบ บ้านเรามีเยอะมากถ้าได้รับการพัฒนาดี ๆ เราจะเป็นผู้นําโลกบวกกับแพทย์ในระบบ ซึ่งเป็นอยู่ขณะนี้ ซึ่งก็มีแนวโน้มที่จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ลูกผมเป็นแพทย์ผมก็พยายามยุให้ไป เรียนแพทย์ที่กําลังขาดแคลนอย่างหนัก เขาเรียกแฟมเมด (FamMed) แฟมิลีเมดิซิน (Family Medicine) ซึ่งบ้านเรายังผลิตได้ช้ากว่าโลกคอมมิวนิสต์เยอะนะครับ ในประเทศ คิวบาผลิตได้ เดิมเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วความสามารถการผลิตเขาพอ ๆ กับบ้านเรา แต่วันนี้เนื่องจากผู้นําเขาเป็นแพทย์ ประเทศคอมมิวนิสต์อย่างคิวบาผู้นําเป็นแพทย์ใช้เวลา เพียง ๑๐ กว่าปี เขาพัฒนาระบบการผลิตแพทย์ อาจารย์แพทย์บ้านเราไปดูงานตกใจ มากเลย แพทย์ประจําบ้านของเขา ประจําหมู่บ้านซึ่งเป็นแฟมเมด (FamMed) องค์ความรู้ เขามากมายจนน่าทึ่งมาก ในขณะเดียวกันเขาผลิตได้เร็วกว่าเรา ๕ เท่า ซึ่งเราทําถ้าเราจะเร่ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก อันนี้ผมถามความเห็นส่วนตัวผม นี่เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ จุดแข็งสําคัญอันหนึ่งก็คือเรื่องเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร บ้านเรามีการผลิตทางการเกษตรและมีเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตรแบบบ้าน ๆ เต็มไปหมด เพียงแต่ว่ามันต้องผ่านการพัฒนาวิทยาศาสตร์บวกเข้าไป แต่วิทยาศาสตร์อย่างเดียว ไม่พอ นักเกษตรและนักอุตสาหกรรมเกษตรบ้านเรามีคุณธรรมสูงมาก เป็นคนดี อาศัย ความเป็นคนดีและพัฒนาฝีมือทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแปรรูป การเก็บรักษา ผมเคยทําตัวอย่าง ทรงใช้ คําว่า ป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง เราแปรรูปผลิตภัณฑ์จากป่า ซึ่งก็เป็นการเกษตรอย่างหนึ่ง ไร่หนึ่งสามารถทํารายได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ – ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเรื่องง่าย ๆ ครับ แต่ว่าทั้งหมดต้องถูกจัดระบบการพัฒนาดี ๆ ชาวบ้านเขาจะเรียนรู้ ได้ง่ายเพราะมันเป็นพื้นฐานของเขา นี่คือเรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ ผมคิดว่าบ้านเรามีจุดแข็งเรื่องการขนส่งทางเรือมาในอดีต แต่ว่า มันเป็นแบบบ้าน ๆ เป็นแบบเก่า ๆ บ้านเรามีคนพยายามพัฒนาการต่อเรือ การขนส่งทางเรือ การท่องเที่ยวทางเรือมีอยู่เกือบ ๑๐๐ บริษัทเหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ได้กําหนดทิศทางเอาจริง เรื่องนี้ เราอยากจะพัฒนาการบิน ซึ่งผมก็คิดว่าทางด้านการบินนั้นพื้นฐานบ้านเรายังมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเดินเรือ ถ้าพัฒนาการเดินเรือ การต่อเรือเซอร์วิส (Service) ทางเรือ มากมาย เราเคยมีโรงเรียนต่อเรือถึง ๓ โรง แต่ว่าขณะนี้ในโรงเรียนต่อเรือมีเด็กเรียนวิชา ต่อเรืออยู่โรงเรียนละ ๓ คนเท่านั้นเอง นอกนั้นกลายเป็นวิชาอื่น ๆ ที่ต้องหาเลี้ยงโรงเรียน อันนี้ก็เป็นทิศทาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ ๓ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ
เรื่องที่ ๔ เรื่องพลังงานที่เกี่ยวข้องกับชีวภาพ บ้านเราก็มีศักยภาพ มีคนที่จะ พัฒนาต่อได้ไม่ยาก
สุดท้ายผมคิดว่าจุดแข็งสําคัญสุดถ้ามองในมิติทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ด้วยอาศัยทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของไทย เรามีจุดแข็ง มีทะเลเป็น ของตัวเอง มีวัฒนธรรมที่แข็งแรง ถ้าเราพัฒนาการท่องเที่ยว บุคลากรที่จะไปเซิร์ฟ (Serve) การท่องเที่ยว ขณะนี้วันนี้การท่องเที่ยวนําเงินเข้าประเทศมากเป็นอันดับ ๑ เมื่อเทียบกับ ทุกอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเลือกท่านถามความเห็นส่วนตัวผมด้วย ๕ ประการนี้ อย่างที่กราบเรียนไปครับ นอกนั้นอย่างไรก็ตามเราก็ต้องฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ถามความเห็นผมในเบื้องต้นก็ขออนุญาตตอบท่านเท่านี้ก่อน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ เชิญท่านกษิตค่ะ
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมอยากจะเสนอว่าสิ่งที่ท่านประธานแสดงความเห็นส่วนตัว ๕ ประการ ผมเห็นด้วย ขอให้บรรจุอยู่ในรายงานเป็นข้อเสนอของพวกกระผมได้ไหมครับ เพราะว่าสิ่งที่รัฐบาลกําหนดไว้ ผมคิดว่า ณ จุดนั้นคงคิดแค่ครึ่งเดียว แต่ว่าไม่ได้โยงมากับ ศักยภาพหรือสิ่งที่เรามีอยู่เป็นร้อย ๆ ปี คือวัฒนธรรมภาคเกษตรเป็นสําคัญ แล้วก็ตอนนี้ โดยตลอดมา ๓๐ – ๔๐ ปีเราเป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) และเรายังส่งออกองค์ความรู้ด้วย เพราะว่าแพทย์ของเราโดยเฉพาะ เขาไปทํางานผ่านยูเอ็น (UN) ที่แอฟริกาที่ประเทศ ตะวันออกกลาง ต่าง ๆ เหล่านี้เราจะมาอายทําไม ถ้าเผื่อรัฐบาลเขาเสนอมา ๔ – ๕ ประเด็น ที่มันอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้โยงกับทรัพยากรในประเทศ เป็นเรื่องของการต้องค้นคว้าวิจัย ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่เถียงกัน แต่ว่าอะไรต่าง ๆ ที่เราจะพัฒนาประเทศมันต้องโยงกับ สิ่งที่เรามีอยู่ แล้วเราก็จะได้พัฒนาบุคลากรของเรา แล้วก็การวิจัยค้นคว้าไปในทางทิศทางนั้น ผมอาจจะขอเสนออีกอัน แล้วปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าอย่างไรละครับ อันนี้มันต้องใส่ เข้ามาด้วยใช่ไหมครับ แล้วเราจะอายทําไมครับ ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่รัฐบาลท่านประยุทธ์ กําหนดไว้แล้วมันตายตัว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วคนอื่นเข้าไปเสนอความเห็นไม่ได้ถ้าเผื่อมัน ไม่ครบ ผมไม่ได้บอกว่าบกพร่อง ผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายมาอาจจะไม่ครบ แต่เมื่อวันนี้ เรามาคุยกันแล้วเราก็ต้องเสนอรัฐบาลให้มันครบ สมมุติว่าเอา ๑๐ ประการของรัฐบาลที่มี อยู่ ๕ ของเราเพิ่มขึ้นอีก ๕ – ๖ อัน แล้วเราก็จะได้บอกว่าประเทศไทยจะไปใน ๑๐ อย่าง เหล่านี้ แล้วบุคลาการการวิจัยค้นคว้าการร่วมมือ สามเส้า งบประมาณที่จะต้องมีอยู่ จะเป็น งบ กสทช. งบลอตเตอรี่ งบ สสส. ทุกอย่างมันต้องไปในไดเรกชัน (Direction) ในทิศทางนี้ เราจะได้มีความเป็นเลิศได้ภายใน ๑๐ ปี ไม่ใช่เป็นเรื่องยากอะไรครับ แล้วก็ยุติกันทีหนึ่ง ต่างคนต่างทํางานกระจัดกระจายกันแบบนี้ไม่เอา แล้วนี่มันเป็นวาระสุดท้ายของ สปท. แล้ว ช่วยกันกําหนดทิศทางประเทศให้มันแน่ชัดสักครั้งหนึ่งด้วยความกล้าหาญ แล้วก็ด้วยความ ตั้งใจครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
เชิญท่านดุสิตค่ะ
ขอบคุณครับ กระผม ดุสิต ครับ สั้น ๆ ครับ ท่านประธาน ขอเติม ๒ เรื่องนะครับ เรื่องที่ ๑ ก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบน่าจะมีสํานักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนด้วยนะครับ เพราะว่าบุคลากรที่พูดถึงนี้ก็คือเป็นส่วนของ ที่เป็นราชการด้วย เอกชนด้วย แล้วก็เรื่องข้อเสนอแนะก็คล้าย ๆ กับที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้เสนอไปแล้วก็คือควรจะต้องเติม คําว่า ให้สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือผมมีความหมายอย่างนี้นะครับก็สอดคล้องที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ให้เสนอ เรื่องพัฒนาเรื่องคุณภาพนั้น ในส่วนของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นครอบคลุม เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะพัฒนากําลังคนไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก วิศวกร หมอ เภสัชกรอะไรต่าง ๆ ต้องประกอบวิชาชีพอย่างมีคุณธรรม และจริยธรรมก็เป็นเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิวัฒน์ค่ะ
ขอบพระคุณครับ ถ้าท่าน เห็นชอบตามที่ผมเสนอแล้วก็มีเพิ่มเติมอีก ๑ เรื่อง ผมก็จะขอรับเรื่องนี้ไปปรับข้อมูลตามนี้ ผมดูจากอาการที่ท่านส่วนใหญ่พยักหน้านะครับ ขออนุญาตรับไปปรับแก้ตามนี้ ผมหารือ บนเวทีนี้ก็พยักหน้าทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่อง การพัฒนาและ เพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนแล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกทุกท่านแสดงตนแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๑ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การพัฒนา และเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนหรือไม่นะคะ เป็นการ ลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเรียบร้อยหรือยังคะ ทุกท่านลงคะแนน เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอปิดการลงคะแนนและขอผลการลงคะแนนค่ะ ผลการลงคะแนน ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๑ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การพัฒนาและเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดําเนินการต่อไป จบการพิจารณาเรื่อง การพัฒนาและเพิ่มกําลังคนด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนแล้ว ขอขอบคุณคณะผู้มาชี้แจงคณะนี้นะคะ
ต่อไปขอเชิญเปลี่ยนคณะเป็นคณะใหม่นะคะ ต่อไปจะเป็นการพิจารณา รายงานเรื่องที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาค พาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Particle Physics)
เรียนเชิญ ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง กระผม ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ข้าราชการบํานาญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็เป็นสมาชิก สปท. ลําดับที่ ๖๙ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณสภาแห่งนี้เป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสทํางานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเพื่อนวัตกรรม รวมทั้งระบบวิจัย ได้มีโอกาสนําเสนอที่นี่ ผมขออนุญาตท่านประธาน แจกเอกสารและนําสไลด์ (Slide) ที่เตรียมมา จํานวน ๒ ชุดด้วยกัน เป็นชุดที่ผมเตรียมมา เพิ่มเติม แล้วก็เป็นชุดของอาจารย์ดอกเตอร์พลกฤษณ์ซึ่งเตรียมมาประกอบ ซึ่งตอนนี้ได้ฝาก เจ้าหน้าที่แจกแล้ว ขอขอบคุณท่านประธานครับ ก็ขอสไลด์ (Slide) ภาพแรกเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ผมมีสไลด์ (Slide) อยู่ ๑๒ – ๑๓ ภาพด้วยกัน เพื่อนําเสนอสิ่งที่อยากจะขอความกรุณาท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมได้ปรึกษาหารือกับท่านผู้ใหญ่ในสภาแห่งนี้ ละครับ ขออนุญาตที่ไม่เอ่ยนามหลายท่านด้วยกัน แต่ท่านประธานวิวัฒน์ ศัลยกําธร ซึ่งเป็น ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านศึกษา ได้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ สําคัญ รวมกับหลาย ๆ ท่านที่อยู่ห้องประชุมหรืออยู่นอกห้องด้วยว่าเราน่าจะนําเรื่องนี้ มาเสนอให้กับสาธารณะ เหตุผลมีอยู่ ๒ ข้อด้วยกัน ข้อที่ ๑ ก็คือว่า วาระการพัฒนาที่ ๘ ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปช. เป็นวาระพัฒนา คือ ต้องให้ความรู้กับสังคม ในฐานะที่คณะกรรมาธิการชุดผมเป็นชุดที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ก็อยากจะเรียนว่าถึงแม้มาตรา ๕๔ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เราต้องการคนดี มีวินัย แต่เราก็ต้องการภาพเพิ่มเติมว่าต้องห่างไกลไสยศาสตร์ คือต้องใกล้วิทยาศาสตร์ ชาติก็ต้องพัฒนา ด้วยเหตุนี้ครับ มาตรา ๖๕ ซึ่งทางท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติหลายท่านก็ร่วมอยู่ด้วยก็คือว่า การกําหนดให้มียุทธศาสตร์ของชาติขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๖๕ ยุทธศาสตร์ชาติ ตามสไลด์ (Slide) แผ่นที่ผมนําเสนอ ชื่อนี้ไม่ตรงกับชื่อที่เป็นชื่อเรื่อง แต่เป็นชื่อที่เตรียมมา เพื่อนําเสนอความคิดของการนําเสนอว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ลึกซึ้ง ก้าวไกล แล้วบางท่าน ก็บอกว่าไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วก็อยู่ข้าง ๆ เรา เพียงแต่เราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือหรือว่า ดีไวซ์ (Device) ที่จะไปจับ ไปตรวจสอบและนํามาใช้ได้ ไม่เหมือนกับโทรศัพท์มือถือ คลื่นโทรศัพท์วิ่งผ่านตัวเราตลอดเวลา แต่เราใช้มือถือดักสัญญาณมาใช้งานได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตั้งชื่อว่า ฟิวชัน (Fusion) ไฟฟ้าที่ไม่หมด กําหนดไทย ๔.๐ ที่จริงเรื่องของผมก็ต่อเนื่อง จากเซกชัน (Section) เมื่อสักครู่ ซึ่งท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ก็นําเสนอในสิ่งที่ผม เห็นว่านี่คือประเด็น ประเด็นที่ว่าเราไม่มีกําลังคน ขาดกําลังคน อย่างวันนี้จึงขอแบ่งการ นําเสนอเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๒ คือข้อเสนอแนะการขับเคลื่อน จะให้อาจารย์เขมทัต สุคนธสิงห์ เป็นผู้นําเสนอ ส่วนความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ลึกซึ้งด้านนี้ในต่างประเทศ เป็นอย่างไรบ้าง ก็จะขอให้อาจารย์พลกฤษณ์ เป็นผู้นําเสนอ คิดว่าคงใช้เวลาอย่างรวดเร็ว ของวาระนี้คงไม่น่าจะถึง ๔๐ นาทีนะครับ
ผมขอไปสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑ ก็คือว่าในภาพนี้เราต้องการจะล้อกับแนวคิด ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ของท่านนายกรัฐมนตรี เราต้องการเป็นภาพง่าย ๆ ว่า ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นี้นะครับคืออะไร เราต้องการนวัตกรรมใช่ไหมครับ ทุกท่าน คงจําได้ว่าผมเคยเสนอว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาควรจะไปด้วยกันกับวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีที่อยู่ในหลายกระทรวงด้วยกัน รวมทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ การขับเคลื่อนเทคโนโลยีนวัตกรรมเหล่านี้ต้องมา จากการขับเคลื่อน สภาแห่งนี้ได้มีความสําเร็จในการขับเคลื่อน
ในสไลด์ (Slide) ถัดไปก็จะเห็นว่ามีเรื่องของการตั้ง สวนช. ในการขับเคลื่อน เรื่องไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ในเรื่องการขับเคลื่อนเรื่องฟิวชัน (Fusion) วันนี้ แล้วก็ ฮิวแมนรีซอร์ซ (Human Resource) ในวันนี้ จากนั้นในวาระพัฒนาที่ ๘ เรื่องสเต็ม (STEM) คือสเต็ม (STEM) นี้พยายามอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ แล้วก็เรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตามระบบของนาซา (NASA) ส่วนเรื่องที่เราส่งไปแล้วว่า อังกฤษภาษาที่ ๒ ซึ่งท่าน พลเอก วุฒินันท์ ลีลายุทธ ซึ่งนั่งอยู่ข้างบนนี้เหมือนกันท่านนําเสนอที่กระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว
ภาพถัดไปครับ ภาพถัดไปนี้เป็นความสําคัญ เพราะว่าระบบวิจัยนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศมันถูกปรับไปแล้วตามมาตรา ๔๔ จากนั้นเราก็นําเสนอเรื่องการจัด ระบบวิทยาศาสตร์
ภาพถัดไปครับ ภาพถัดไปนี้ต้องการจะให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้รับทราบว่า ทุกท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าท่านจะอยู่สายสังคมศาสตร์หรือสายวิทยาศาสตร์ เพียว ไซเอนซ์ (Pure Science) เนเชอรัลไซเอนซ์ (Natural Science) มันจะอยู่ในกระบวนการคิด รูปแบบนี้เท่านั้นนะครับ วันนี้เราต้องการสื่อสารไปทางภาพขวามือ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ เป็นเนเชอรัลไซเอนซ์ (Natural Science) ซึ่งมีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนที่เป็นไบโอโลจิคัล ไซเอนซ์ (Biological Science) กับฟิซิคัลไซเอนซ์ (Physical Science) ไบโอโลจิคัลไซเอนซ์ (Biological Science) ก็คือที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติพูดหลายท่านแล้วว่ามันเป็นเรื่อง การเกษตร เรื่องอาหาร เรื่องการแพทย์ เรื่องอะไรนะครับ ซึ่งการเกษตรจริง ๆ แล้วมันเป็น ไบโออะกริคัลเจอร์ เอนจิเนียริง ไซเอนซ์ เทคโนโลยี (Bioagriculture Engineering Science Technology) มันเป็นแอดวานซ์ไซเอนซ์ (Advance Science) ที่ลึกซึ้งมาก แต่เราก็ต้อง อาศัยกระบวนการของนักวิชาการนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งยังอาจจะไม่พร้อม ส่วนทางขวามือ ฟิซิคัลไซเอนซ์ (Physical Science) มันลงลึก ๆ ไปมาก จนกระทั่งต่ําสุด ท่านจะเห็นว่า สีเทา ๆ ผมเขียนว่าฟิสชัน (Fission) เรื่องนี้ทุกคนทราบดีว่าเป็นของที่สกปรก เว้นแต่ให้ พลังงานมา ๕๐ กว่าปี แต่เราจะพูดฟิวชัน (Fusion) กัน เพราะฉะนั้น ๒ ขานี้จึงเป็นเรื่องของ ฟิสิกส์ ระดับอะตอม ระดับนิวเคลียร์ของตารางธาตุที่เรารู้จักกัน เพราะฉะนั้นฟิวชัน (Fusion) จึงเป็นสิ่งที่ผมต้องการจะนําเสนอเพื่อที่ให้สอดรับกับวาระการพัฒนาที่ ๘ ของ สปช. คือการให้ความรู้กับภาคสาธารณะ ท่านประธานครับ คือภาคสาธารณะนี้ สังคมไทย เป็นสังคมพุทธ ซึ่งมีเหตุและผล แต่ในบางครั้งจะเห็นว่าทุกคนก็ไม่เข้าใจ
ภาพถัดไปครับ ภาพถัดนี้รวมถึงการให้สังคมได้รับทราบและสื่อสารให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์แม้จะไกลตัว ดวงดาว กาแล็กซี พัลซาร์ (Pulsar) หรือควอซาร์ (Quasars) หรือ เนบิวลา (Nebula) หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไกลตัว แต่ตอนนี้เรารู้หมด เรารู้ลึกซึ้งมาก เช่น ผมเคยบรรยายแถลงที่นี่ว่าเราพบดาวเคราะห์เป็นล้านดวงจากการที่ดาวเทียมที่เรียกว่า กล้องโทรทัศน์ เช่น ฮับเบิล (Hubble) ไปถ่ายมานั้นเป็นวิทยาศาสตร์ที่ไกลตัว เป็นเทอร์รา ไซเอนซ์ (Terra Science) ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ก็เป็นเมกะไซเอนซ์ (Mega Science) แล้วก็ ตัวเรา ทีนี้ถัดมาอีกกลุ่มหนึ่งเราต้องขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพราะฉะนั้นถ้าวิทยาศาสตร์ อย่างนี้คนเข้าใจสังคมไทยก็จะเข้าใจว่าทําไมผมนําเรื่องนี้มาพูดในวันนี้ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ ที่ละเอียดมาก ละเอียดเล็กลงต่ํากว่าตารางธาตุเสียอีก ระดับที่เรียกว่าเป็นเฟมโตไซเอนซ์ (Femto Science) ทีนี้ทําไมต้องพูดเรื่องนี้ มาตรา ๖๕ หรือมาตรา ๕๔ มาตรา ๖๙ ที่เกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศตามรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนั้นมันเกี่ยวอะไร กับเรื่องวันนี้
ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ มันเกี่ยวข้องเพราะว่าภาพถัดไปท่านเห็นได้ว่า มีคําว่า ฟิวชัน (Fusion) อยู่ ฟิวชัน (Fusion) เป็นภาพปกของวารสารไทม์ (Time) เมื่อกลางปีที่แล้ว เขาพยายามให้ข้อมูลกับทางประชาชนได้รู้ว่าฟิวชัน (Fusion) เป็นอย่างไร แม้แต่ไซเอนทิสต์ อเมริกัน (Scientist American) ซึ่งเป็นวารสารทางด้านไดเจสต์ไซเอนซ์ (Digest Science) ทั้งหลายก็พูดถึงเรื่องพวกนี้ เขาต้องการให้ประชาชนรับทราบ ไม่ใช่ว่าตกใจตื่นตระหนก เมื่อเราพูดถึงสิ่งที่จะตามมาในช่วงอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ๒๐ ปีข้างหน้าไม่นานครับ แต่มันก็ครบ แผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ของท่านนายกรัฐมนตรีพอดี แต่ถ้าเรา ไม่เตรียมการในวันนี้เรื่องบุคคลเราก็จะพบว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะทําให้ประเทศไทยไม่พร้อม แล้ววันนี้ผมอยากจะเรียนว่า เราต้องก้าวข้ามความต้องการไฟฟ้าที่มาจากฟิวชัน (Fusion) ไม่ว่าที่ไหน ที่ไอซ์แลนด์ ที่เชอร์นาบิว ที่ญี่ปุ่น ที่ใด ๆ ก็แล้วแต่ ถึงแม้ว่าเขาจะสร้างโรงไฟฟ้า พลังงานปรมาณูนิวเคลียร์เป็นร้อย ๆ แห่งทั่วโลก ประเทศบางประเทศมีตั้ง ๔๐ – ๕๐ โรง ด้วยกัน เราไม่ได้พูดสิ่งนั้นนะครับ แต่ผมขอให้ทุกคนทําความเข้าใจว่าเราก้าวไปที่ฟิวชัน (Fusion) เป็นการรวม ซึ่งภาพง่าย ๆ การอธิบายฟิวชัน (Fusion) ก็ภาพขวามือล่าง ที่จริง การรวมอนุภาคเป็นวิทยาการขั้นสูงมากแต่เรายังไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีความพร้อม ดิวเทอเรียม (Deuterium) ทริเทียม (Tritium) ถึงแม้ว่าจะมีเยอะแยะ การสกัดให้มันแข็งตัว แล้วอยู่ใน สภาพที่นํามาใช้งานรวมตัวได้ แล้วพอรวมกันแล้วก็ปล่อยนิวตรอนออกมาเป็นพลังงานความร้อน สิ่งนี้ต่างหากที่อยากให้สังคมรับทราบ ผมเองต้องแลกเปลี่ยนกับท่านผู้ทรงคุณวุฒิในห้อง ประชุมนี้ ท่านประธานกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ ท่านกรรมาธิการด้านพลังงาน แล้วก็ท่าน ศาสตราจารย์ดุสิตซึ่งท่านนั่งฟังอยู่ ทุกท่านเห็นชอบว่าสิ่งเหล่านี้มันไกลตัวมากเลย แต่ผม อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ไกลตัวแต่เพื่อนบ้านของเราที่อยู่ทางประเทศมาเลเซีย ขออภัยที่เอ่ยนาม ประเทศนี้นะครับ เขาไปร่วมลงทุนในโครงการหนึ่งของสิ่งที่ผมนําเสนอเป็นภาพมาให้ดู เราคิด แต่เขาทํา ทําไมเราคิดแล้วเราทําไม่ได้
ภาพถัดไปครับ ภาพถัดไปนี้จะเห็นได้ว่าเราดําเนินการเรื่องนี้โดยความ เห็นชอบของท่านประธานวิวัฒน์มาตลอดเวลา มีนักวิชาการในประเทศไทยพอสมควร ณ ปัจจุบันนี้ ที่จบปริญญาโท ปริญญาเอกจากต่างประเทศมา แล้วเทคโนโลยีตัวนี้มีหลาย รูปแบบครับ ฟิวชัน (Fusion) มีหลายรูปแบบ ไม่ใช่มีแค่การรวมทริเทียม (Tritium) กับดิวเทอเรียม (Deuterium) มันมีการรวมอย่างอื่นด้วย ที่ผมเคยนําเสนอภาพง่าย ๆ ว่า ดวงอาทิตย์จิ๋ว ในตอนที่แถลงเรื่องไบโอไดเวอร์ซิตี (Biodiversity) ดวงอาทิตย์จิ๋วเป็น การกํากับให้สั้นเข้าและแคบลงมาว่ารวมเฉพาะไอโซโทป ของไฮโดรเจน แต่จริง ๆ แล้ว ดวงอาทิตย์ตัวเขาเองมันเกิดการฟิวชัน (Fusion) ของธาตุต่าง ๆ เยอะมาก ด้วยเหตุนี้จึงมี พลังงานแปลกปลอมออกมาที่เราไม่ต้องการติดมาด้วยนะครับ
ภาพถัดไปก็จะเห็นว่าเป็นตัวอย่างของเครื่องซึ่งถ้าต่อจากนี้ไปอาจารย์พลกฤษณ์ ก็จะเล่าให้ฟังมากกว่านี้นะครับ
ภาพถัดไปครับ ยุทธศาสตร์ของชาติ ทุกท่านทราบดีว่าพอท่านประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาคร็อง ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส ท่านก็พูดเลยว่า อีก ๓๐ ปีฝรั่งเศสไม่มี รถยนต์ที่ใช้ฟอสซิลฟูเอล (Fossil Fuel) แล้วนะครับ เลิก แคลิฟอร์เนียบอกไว้เลยว่าไม่เอา ท่านทราบไหมครับว่าความต้องการของพลังงานไฟฟ้านี้ที่มาจากวิทยาการขั้นสูงตัวนี้มันเยอะมาก ประมาณการ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของอเมริกาต้องการไฟฟ้า ประเทศไทยเราพูดเสมอว่าเราไม่พอใช้ การที่ผมนําสิ่งนี้ไกลตัวมาพูดให้ท่านฟัง แล้วขอความคิดเห็นจากท่าน เพื่อให้เป็นแกนนํา ในการนําเสนอการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ แล้วก็ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) มันเป็นเรื่องง่าย ๆ ฟังดูแล้วก็ง่าย แต่ฟังดูแล้วก็ยาก แต่อยากจะเรียนว่าหลายประเทศ เขาก็มองกันอย่างนี้ พอเคนเนดี้บอกว่าจะไปดวงจันทร์ มันไม่ได้ไปทันทีนะครับ ใช้เวลา เป็นสิบปี เราพูดเรื่องอนาคตเพื่อคนรุ่นใหม่ เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้ไปสู่อนาคต ถึงวันนั้น เราอาจจะไม่ได้อยู่ แต่เมื่อถึงวันนั้นเราต้องการให้เขาตกใจ ตระหนกกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นใช่ไหม ผมว่าไม่ใช่ พวกเราทุกคนที่เป็นสมาชิกหรือประชาชนคนไทยที่มีความรู้ความสามารถ ต้องยอมรับความจริงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอนาคตที่มันต้องมา อย่างเช่นเราพูดถึงเรื่องการใช้ เทคโนโลยีของไมโครเวฟ มันก็มา เราพูดถึงยุทธศาสตร์บางตัวที่เรานึกไม่ถึง เสร็จแล้วก็มาถึง แล้วเราก็ช็อกกัน ดังนั้นการที่โอบามาพูดว่าจะไปดาวอังคาร เขาก็วางแผนไป เพราะฉะนั้น สิ่งนี้มันต้องเกิดขึ้น เราเองก็น่าจะมีการวางแผน เมื่อกี้พวกเราก็ได้ฟังว่าแผนพัฒนาประเทศ มีตั้ง ๑๒ แผน ๖๐ ปีด้วยกัน เริ่มต้นมาแล้วเป็นอย่างไรครับ การพัฒนาประเทศถ้าไม่มี กฎหมายที่ชัดเจนคือกฎหมาย มาตรา ๖๕ คือยุทธศาสตร์ของชาติ มาตราต่าง ๆ นี้ที่เขียน ในรัฐธรรมนูญเล่มเหลือง ๆ ที่เราถือกันอยู่นี้มันก็ไม่เกิดประโยชน์ ผมอยากจะเรียนว่าการนํา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขั้นสูงมาบอกพี่น้องประชาชนชาวไทยให้เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระดับที่ละเอียด เล็กที่สุด เล็กกว่าตารางธาตุ เล็กกว่าอะตอมมันมีอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะล่าช้า ใช้เวลาเกือบ ๗๐ ปีแล้ว แต่มันมีปัจจัยที่ทําให้ล่าช้า ปัจจัยเหล่านั้น ๑. ระบบคอมพิวเตอร์ ก็ยังไม่แอดวานซ์ (Advance) เท่าที่ควร เครื่องนี้ถึงแม้จะคิดขึ้นได้ครั้งแรกที่ประเทศทาง ยุโรป รัสเซียออกสเตลท์ (Stealth) ของเครื่องยนต์ตัวนี้ออกมาตั้งแต่ ๕๕ ปีที่แล้ว แต่มันก็ยัง มีความหลากหลายอยู่
เมื่อมาถึงปัจจุบันนี้ผมอยากจะนําเสนอว่าฟิวชัน (Fusion) เป็นไฟฟ้าที่ไม่หมด กําหนดไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) มันน่าจะเป็นความจริง เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านต้องทราบอยู่แล้วว่าเวลามีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นนี้ คนที่รวย ๆ เป็นมหาเศรษฐี เอ่ยนาม ไปก็รู้จักกันหมด บัฟเฟตต์เป็นอย่างไร เอทเป็นอย่างไร หรือใครก็ตามที่มีหุ้นอยู่ในเทคโนโลยี ยกตัวอย่างง่าย ๆ ท่านคงจําได้ว่า เอดิสันทะเลาะกับเทสลาเนื่องจากว่าเอดิสันบอกว่าไฟฟ้า กระแสตรงเท่านั้นดีที่สุด แต่เทสลาบอกว่าไม่ใช่ ต้องเป็นกระแสสลับ แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร เราก็ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับทุกวันนี้ และทําทุกอย่างเลย แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร นายแอรอน มูส ก็ทําเรื่องรถไฟฟ้า ทําโครงการอวกาศของตัวเอง ใช้จรวดที่ส่งขึ้นไปแล้วกลับมาตั้งต้นใหม่ โดยไม่พังสลายไป เป็นวิสัยทัศน์หมดเลยแต่มันก็เกิดขึ้น เกิดขึ้น เกิดขึ้น ผมจึงอยากจะเห็นว่า เมื่อฟิวชัน (Fusion) เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นอยู่ในหลายประเทศ ประเทศที่ จน ๆ ที่ไม่ร่ํารวย โปรตุเกส ซึ่งอาจารย์พลกฤษณ์จะเล่าให้ฟังนี้เขาก็มี ประเทศจีนมีเยอะมาก ญี่ปุ่นทุกคนก็รู้ว่าโทคาแมค (Tokamak) มีหลายขนาด หลายแบบ คอมแพกต์ (Compact) บ้าง ใหญ่บ้าง ใหญ่ขนาด ๓๐ เมตรก็มี นอกจากโทคาแมค (Tokamak) แล้วมีเครื่องอื่นอีกไหม ขนาดใหญ่จริง ๆ ก็เป็นเครื่องอิเทอร์ (ITER) ที่อยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นการรวมกลุ่มกันของอเมริกัน แล้วก็ทางยุโรปสร้างให้มันใหญ่ขึ้น แต่ในความคิดในทฤษฎีอื่นละครับ ทฤษฎีอื่นในการรวม ฟิวชัน (Fusion) รวมนอกจากดิวเทอเรียม (Deuterium) กับทริเทียม (Tritium) มีอีกไหม มันมีตัวอย่างครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไปเป็นภาพตัวอย่าง เป็นโมเดล (Model) แต่ว่าภาพจริง ๆ ก็มีอยู่นะครับ เป็นโมเดล (Model) ของบริษัทที่ตั้งใจที่จะเก็บกักพลังงานความร้อนเป็น ล้าน ๆ องศาเซนติเกรด เป็นดวงอาทิตย์จิ๋ว ในจุดศูนย์กลางของเขา อันนี้เป็นเครื่องของ บริษัท แซนเดีย ของอเมริกา ถามว่าใครลงทุน ก็กลุ่มบุคคลที่ผมเอ่ยนามไปแล้วทั้งนั้นครับ เป็นผู้ที่เอาเงินที่มีอยู่หลายหมื่นล้าน เป็นมหาเศรษฐีระดับแรก ๆ ของโลกนะครับเขาลงทุนไป มาเลเซียก็ไปลงทุนกับ บริษัท ฟิวชัน (Fusion) ซึ่งมีเครื่องยนต์อยู่ในรูปถัดไปนะครับ
รูปถัดไปคือรูปทางขวามือล่าง เป็นรูปที่ประเทศเพื่อนบ้านเราไปลงทุนนะครับ แต่ถามว่าประเทศไทยเราคิดได้ คิดเป็น เรารู้ เราเตรียมคนที่เราเป็นห่วงกันแล้วหรือยัง ไม่มีครับ กําลังคนส่วนนี้ที่เป็นฟิวชัน (Fusion) เราไม่มีเลยนะครับ มีอยู่นิดเดียว ผมจึงอยากจะเห็นว่า ๕ ปีแรกหลักสูตรต้องเกิดขึ้นมา ๑๐ ปี หลักสูตรมีพร้อม คนพร้อมผลิต ไปเรียนต่างประเทศ กลับมาเยอะขึ้น คนที่เป็นนักฟิสิกส์ เด็กที่เรียนฟิสิกส์ ที่ชอบวิทยาศาสตร์ควรจะเข้ามาเกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้เพื่อเตรียมการให้ประเทศไทยไม่ตกสมัยนะครับ เครื่องต่าง ๆ เครื่องยนต์ต่าง ๆ เครื่องโทคาแมค (Tokamak) หรือเครื่องอื่นก็แล้วแต่ที่สามารถหามาได้เป็นโมเดล (Model) เพื่อการศึกษา เราได้แสงซินโครตรอน (Synchrotron) มาและอยู่ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี ได้มากี่สิบปี แต่เครื่องนี้ก็ตรวจสอบได้แค่โมเลกุล เป็นแค่นาโนเทคโนโลยี (Nano Technology) แต่ตรงนี้มันเล็กกว่านาโน (Nano) เล็กกว่าฟิโทล (Phytol) มันเป็นซินโตซินอนเทคโนโลยี (Syntocinon Technology) เราก็อยากจะเห็นว่าคนที่เราต้องการอย่างน้อย ๑๕ ปี โมเดล (Model) ที่เราได้มา ที่เราลงทุนซื้อไปสัก ๓๐๐ ล้านบาทจากท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ๓๐๐ ล้านบาท เอาโมเดล (Model) เข้ามาศึกษา ผลิตบุคลากรทั้งหลักสูตรและอาจารย์ ให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ผมเคยเสนอว่าอุดมศึกษากับวิทยาศาสตร์มันควรจะเป็นกระทรวง เดียวกันเพราะเหตุนี้ครับ ทั้งวิทยาศาสตร์สายสังคม วิทยาศาสตร์สายธรรมชาติ มันต้อง ไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นการพัฒนาประเทศเป็น ๔.๐ มันจะไม่มีความสําเร็จหรอกครับ เป็นคําพูดหวาน ๆ ที่พูดไป เสร็จแล้ว ๒๐ ปีผ่านไปทุกคนก็ช็อก ช็อก ตื่นเต้นกับสิ่งที่จะ ตามมานะครับ ประเทศเพื่อนบ้านมี เราไม่มี ตอนนี้เราเตรียมอะไร ผมอยากจะเรียนว่า ภายใน ๒๐ ปีถ้าเราเตรียมการตั้งแต่วันนี้ ณ วันนี้ น่าจะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สําคัญ ของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในนามของทีมกรรมาธิการด้านการศึกษา ที่ผมนําเสนอในวันนี้ว่าเราน่าจะช่วยกันส่งเสริมให้การยอมรับว่าเทคโนโลยีตัวนี้เป็นสิ่งที่ จําเป็นนะครับ อันนั้น ๓ ตัวอย่างของบริษัทใหญ่ ๆ นะครับ แล้วก็มีเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ เป็นของจริงตามภาพที่ฉายหลังสุดนี้นะครับ ก็จะเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่พร้อม ที่น่าจะพัฒนาได้ คือจะเห็นได้ว่าเครื่องซ้ายมือนั้นเป็นเครื่องขนาดใหญ่ของบริษัท ไตรอัลฟ่า แล้วก็ทางขวามือก็เป็นของแซนเดีย แต่ไตรอัลฟ่า มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้สูงนะครับ เพราะว่าอันนี้ของเขาประสิทธิภาพในการทําให้เกิดการรวมตัวของพลังงานของอะตอม แต่เขาใช้โบรอน (Boron) นะครับ โบรอนไออน (Boron Ion) ในการรวมกับโปรตอน แต่มี ปัญหาข้อเสียนิดเดียวคือมันมีรังสีเอ็กซ์ติดมาด้วย เพราะว่าโบรอน (Boron) อะตอมเขาใหญ่ ในขณะที่ของแซนเดียก็ยังใช้ดิวเทอเรียม (Deuterium) กับทริเทียม (Tritium) แต่ประเด็น คือว่าไม่สามารถที่จะคุมความร้อนล้าน ๆ องศาให้อยู่ได้นาน หรือจุดระเบิดได้อย่างต่อเนื่อง ประเด็นเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ หลายคนมีความคิดว่าไม่เกิน ๒๐ ปี ๒ บริษัทนี้จะมี การแข่งขันกันสูงขึ้น แล้วก็อย่างรวดเร็ว และจะได้เครื่องไม้เครื่องมือออกมา อย่างไรก็ตาม ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าฟิวชัน (Fusion) เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใกล้ตัว ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่เราไม่มีคน ไม่มีการเตรียมการ ๒๐ ปีเลยครับ ก็อยากจะเห็นว่าในวันนี้ท่านอาจารย์เขมทัต จะมานําเสนอให้พวกเราฟังว่า การเตรียมการเพื่อรองรับบุคลากร การเตรียมการเพื่อรองรับ การแอปพลาย (Apply) หรือการอิมพลีเมนต์ฟิวชัน (Implement Fusion) ในรูปแบบต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้าง สารเกษตรเรารู้จักกันตั้งนานแล้วว่าสามารถปล่อยรังสีบางอย่างทําให้ พันธุกรรมของพืชเปลี่ยน แต่สมัยนี้ไม่ต้อง เพราะว่ามีอิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) มีพาร์ติเคิลบีม (Particle Beam) กํากับเฉพาะเลยว่าทําให้การเพิ่มน้ําหนักโมเลกุล น้ําหนัก อะตอมของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นโครงสร้างของยีน (Gene) มันเปลี่ยนแปลงได้ หรือทําให้อ่อนลง ในไมโครเวฟ ในเครื่องที่ช่วยในการรักษาแผลกดทับ หรือทางการแพทย์ทําให้หน้าตาหล่อเหลา เป็นหนุ่มเป็นสาว การขับเคลื่อนตรงนี้ การใช้ประโยชน์อย่างนี้ โครงการต่าง ๆ ตัวอย่าง ท่านอาจารย์เขมทัตก็จะเล่าให้ฟังนะครับท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๓ ท่านสุดท้าย อาจารย์พลกฤษณ์ จะเล่าถึงความก้าวหน้าทางวิชาการ ว่า ๒๐ ปีเทคโนโลยีนี้มาแน่นอนครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ท่านกรรมาธิการมีเวลาเหลืออีก ๒๒ นาทีนะคะ ทั้ง ๒ ท่านช่วยกรุณากระชับ เวลาด้วยค่ะ เชิญท่านอาจารย์เขมทัตค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม เขมทัต สุคนธสิงห์ ครับ ขอไปเร็วๆ นะครับ ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ได้ชี้ให้เห็นภาพอนาคตว่าสุดท้ายประเทศไทยจะพัฒนาไปเป็น ๔.๐ เป็น ๕.๐ ได้ในเรื่องพลังงานเป็นเรื่องสําคัญ ในขณะที่ประเทศไทยถ้าพูดถึงพลังงาน จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกคนก็ปฏิเสธหมด เพราะฉะนั้นทางเลือกอีกทางหนึ่งซึ่งมีความ ปลอดภัยแล้วก็สะอาดเหมือนกับนิวเคลียร์ แต่ว่าปลอดภัยมากกว่านิวเคลียร์ก็คือฟิวชัน (Fusion) ที่ท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ได้เล่าให้ฟัง ทีนี้เราอยากจะเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เราพูดเรื่องนวัตกรรมในข้อเสนอการขับเคลื่อน ขออนุญาตขึ้นสไลด์เลย ได้ไหมครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
จริง ๆ อยากจะ ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีโอกาสทําความเข้าใจกับประชาชนในประเทศนี้ นะครับว่าวิวัฒนาการของความรู้ทางด้านกายภาพที่มันอยู่ใกล้ตัวเรามันมีวิวัฒนาการ มาอย่างไร ถ้าเราจําได้ตอนที่น้ําท่วม ปี ๒๕๕๔ ตอนนั้นก็จะมีเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับการที่ จะป้องกันน้ํา ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นฟิสิกส์กายภาพ ถ้าเรากําลังจะนําเอาองค์ความรู้ซึ่งผมนํา ตัวอย่างมาให้ดูในสไลด์ (Slide) ๕ – ๖ รูปครับ บนจอคงไม่เห็น แต่ว่าท่านคงจะดูในเอกสาร ที่แจก ก็คือจะเห็นว่านวัตกรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นนวัตกรรมที่เกิดจาก องค์ความรู้ทางด้านกายภาพหรือฟิสิกส์ทั้งนั้น แล้วในระยะ ๕๐ ปีที่ผ่านมาตอนหลังที่โลก พัฒนาได้เร็วใช้ความรู้ทางฟิสิกส์ทั้งหมดเลย ลําดับที่ ๒๕ – ๕๐ ของวัตกรรมที่ถือว่าเป็น นวัตกรรมที่มีผลกระทบแล้วก็ได้รับการยกย่องก็มาจากนวัตกรรมฟิสิกส์ การที่จะทําให้โลก สะอาดได้ก็คือการลดใช้สารเคมีก็ต้องเอาฟิสิกส์เข้ามาช่วย เพราะฉะนั้นที่ผมนําตัวอย่าง มาให้ดู ถ้าเผื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปทําสารคดีเรื่องเกี่ยวกับพวกนี้ แล้วกระตุ้นให้คนไทยมีความรู้สึกว่าอยากจะเข้าใจนวัตกรรมหรืออยากจะทํานวัตกรรม ไม่ใช่พูดกันแต่ว่านวัตกรรม แล้วก็ไม่ทราบจะไปในทิศทางไหน
ขอไปสไลด์ (Slide) ถัดไปเร็ว ๆ เลยนะครับ จะเห็นว่าความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นความรู้ เรื่องอนุภาคซึ่งกําลังจะเปลี่ยนแปลงโลก อันนี้ท่านลองดูนะครับจะเห็นว่าทางกายภาพนั้น ถ้าเผื่อเราดูขนาด มันมีขนาดตั้งแต่พูดกันเป็น ๑๐๐ ปีแสง ซึ่งไกลมาก เราก็บอกว่าไกลตัวเราก็จะ เห็นแต่เฉพาะส่วนที่ใกล้ตัวเราก็คือส่วนที่เป็นฮิวแมนสเกล (Human Scale) แค่ฮิวแมนสเกล (Human Scale) เราก็ยังรู้จักน้อย แต่ว่าจากนี้ไปนวัตกรรมมันไปทั้งในเรื่องของแอสโทรโนมี (Astronomy) แล้วก็มาทางด้านอะตอมมิค (Atom-mic) แล้วก็เซลลูลาร์สเกล (Cellular Scale) เพราะฉะนั้นสิ่งที่ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ได้นําเรียนไปมันเป็นความรู้ของอนุภาคระดับเฟมโต (Femto) เฟมโต (Femto) นี้ก็จะเล็กมาก ในขณะที่วันนี้ถ้าท่านดูดี ๆ ตรงระดับนาโนมิเตอร์ (Nanometer) ซึ่งวันนี้พอพูดเรื่องนาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology) ทุกคนก็เริ่มจะ ไม่แปลกใจแล้ว เพราะฉะนั้นจากสเกล (Scale) ตรงนี้ถ้าเผื่อเราทําให้คนไทยสนใจมากขึ้น แล้วก็พยายามคิดนวัตกรรมเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวก็จะเกิดประโยชน์ อีกตัวหนึ่งซึ่งมีประโยชน์ มาก ๆ ก็คือเรื่องของอิเล็กโตรแมกเนติกสเปกตรัม (Electromagnetic Spectrum) ตัวอย่าง ที่มาให้ดูก็จะเห็นว่าวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดมาก็คือการนําความรู้ทางด้านกายภาพในช่วงต่าง ๆ มาใช้ทั้งสิ้น อีกอันหนึ่งที่เด็ก ๆ เราก็เรียนกันว่าสถานะสสารมีแต่ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ประเทศไทยไม่เคยไปสอนให้เด็กเข้าใจว่าจริง ๆ แล้ว จากแก๊สเราสามารถจะไปถึงขั้นที่มัน เป็นไอออไนเซชัน (Ionization) ที่เราเรียกว่าเป็นพลาสมา วันนี้ประเทศไทยใช้ความรู้จาก พลาสมาเยอะมาก แต่ไม่ได้รับการเผยแพร่ อันนี้เป็นจุดที่เราจะต้องมาปรับปรุงและต้อง ขับเคลื่อนตรงนี้ให้เกิดขึ้น ในวาระก่อนหน้านี้ที่จะพูดถึงเรื่องการพัฒนาคน อาจจะสร้างคน ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ได้ ถ้าเด็กระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาปฏิเสธวิทยาศาสตร์ เสียก่อนแล้วก็หมดหนทางที่จะสร้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเรียนนําเสนอว่าควรจะขับเคลื่อน นําเสนอทางทีวี ทุกวัน ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ได้ เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจก็อย่างที่ผมเรียน เหมือนตอนน้ําท่วมคนก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น
สไลด์ (Slide) ที่ ๑๓ สไลด์ (Slide) ที่ ๑๔ นั้น ลองดูทั้งหมดนี้เป็นกายภาพ เกือบหมดเลย เป็นนวัตกรรม เพราะฉะนั้นเหมือนกัน ถ้าเอาตรงนี้มาสร้างเป็นองค์ความรู้ กระตุ้นเด็ก เดี๋ยวเด็กก็จะไปเรียนวิทยาศาสตร์เองตามสิ่งที่วาระที่แล้วได้นําเสนอ แต่ถ้าเผื่อ เราไม่กระตุ้นนี้เด็กรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์มันยาก มาถึงก็พิสูจน์สูตรอย่างเดียวนี้ก็ไม่มีใคร อยากไปเรียน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเสนอเร็ว ๆ นี้
ขอให้ดูสไลด์ (Slide) ๑๕ เลยเป็นสรุป เราจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ประเทศสร้าง นวัตกรรมได้อย่างไร อันแรกก็คือสิ่งที่ผมนําเสนอวางแผนและสร้างยุทธศาสตร์ให้ประชาชน มีความรู้ด้านฟิสิกส์ ก็คือเมื่อสักครู่ที่กราบเรียนไปแล้ว ต้องใส่เข้าไปทุกวันนะครับ ดารา ประกวดร้องเพลงทุกวัน เด็กมันก็จะหันไปแต่ร้องเพลง แต่ถ้าเผื่อใส่ความรู้ ใส่ความฝัน เรื่องพวกนี้เข้าไปให้กับเด็กทุกวัน วันละ ๑๐ นาทีนี้เด็กก็จะสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะฉะนั้นแผนและยุทธศาสตร์นี้เป็นสิ่งที่สําคัญมากนะครับ เขียนไว้เรียบร้อยแล้ว ในรายงานฉบับนี้ ปฏิรูปการเรียนรู้ด้านฟิสิกส์ในทุกระดับ ที่ผ่านมาเราเรียนนี้ ถ้าภาษานั้น ก็คือการพิสูจน์สูตร ไปหาว่าสูตรมันได้มาอย่างไร โดยที่ไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของการที่จะ มีความรู้เรื่องสูตร เพราะฉะนั้นเราคงต้องเปลี่ยนวิธีใหม่นะครับ เรียนรู้ ซึ่งในรายงานที่เสนอนี้ ถ้าเผื่อท่านกรุณาดูภาคผนวก จริง ๆ แล้วได้มีการเตรียมการทําการปฏิรูปการเรียนรู้ด้านฟิสิกส์ อยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้คงจะต้องทําอย่างต่อเนื่องนะครับ รายงานปรากฏอยู่ในภาคผนวกนะครับ อันที่ ๓ ก็คือปฏิรูปการวิจัยพัฒนาโดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็สร้างบุคลากรวิจัย ด้านฟิสิกส์นะครับ ตรงนี้กล่าวคือที่อาจารย์ธรรมศักดิ์นําเสนอนี้ครับ ๒๐ ปีที่แล้วถ้าเผื่อใคร ไม่มีใครสักคนหนึ่งกล้านําเสนอเรื่องซินโครตรอน (Synchrotron) เราก็จะล้าหลังแล้วก็ ไม่เกิดนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้กล้าเสนอ ก็คือกล้าเสนอให้ เตรียมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสร้างบุคลากร เพื่อที่ว่า ๒๐ ปีข้างหน้าถ้าฟิวชัน (Fusion) มันเกิดขึ้นนี้เราก็ยังสามารถจะมีพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันจบ แล้วก็ในราคาที่เรา สามารถจัดการเองได้ ในขณะที่เราจะทํานวัตกรรมอย่างนี้ครับ สิ่งที่เกิดแล้ววันนี้ประโยชน์ ที่จะเกิดแล้ววันนี้ ยกตัวอย่างประโยชน์ทางอุตสาหกรรมจากอิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) เราทําเรื่องอัญมณีหลายท่านคงทราบนะครับ ที่เขาเรียกว่า หุงพลอย ก็ใช้อิเล็กตรอน บีม (Electron Beam) นี้เป็นตัวไปหุง ไม่ได้ใช้นิวเคลียร์นะครับ เป็นอิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) การทํายางให้สุกแทนที่จะใช้เคมีที่จะทํายางรถยนต์นี้ แทนที่จะใช้เคมี ก็มาทําอิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) อันนี้ทําได้หมดแล้วนะครับ ประโยชน์จากไอออน บีม (Ion Beam) ทางด้านเกษตรกรรมก็คือการผลิตเมล็ดพันธุ์ใหม่แทนที่จะเป็นจีโนม (Genome) โดยวิธีทางเคมีหรือทางชีวะ ก็ใช้วิธีทางฟิสิกส์ เรื่องอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การเชื่อม การทําเครื่องจักรขนาดจิ๋ว สิ่งที่วันนี้ท่านทํา มีโทรศัพท์มือถือ ขนาดเล็กลงได้นี้ ทั้งหมดเกิดมาจากการใช้ประโยชน์ของไอออนบีม (Ion Beam) ทั้งนั้น ถ้าไม่มีไอออนบีม (Ion Beam) นี้สิ่งเหล่านี้ไม่เกิดครับ ประโยชน์จากพลาสมาด้านการแพทย์ ด้านการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมมีมากมาย ก็มีตัวอย่างปรากฏอยู่ในรายงาน ที่สําคัญที่สุด ก็คือประโยชน์ที่จะทําให้ประชาชนคนไทยมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กายภาพมากขึ้น ไม่ถูกหลอก นะครับ เคยมีคนมาหลอกบอกว่าเอารถเติมน้ําแล้วจะประหยัดได้นั่นก็คือการหลอกลวง ทั้งนั้นก็ไม่มีใครออกมาพูด เพราะความรู้เราไม่พอนะครับ การใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ เราไม่เคยรู้ว่าพลังงานกลใช้ประโยชน์อย่างไร พลังงานไฟฟ้าใช้อย่างไร พลังงานความร้อน พลังงานแสง พลังงานเสียง พวกนี้ถ้าคนไทยเข้าใจเราก็จะประหยัด พลังงานได้มากขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองมากนะครับ เพราะว่า ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ประโยชน์อนาคตนะครับ ก็คือเมื่อสักครู่นี้ ท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์เสนอ ซึ่งเดี๋ยวรายละเอียดก็คงจะมีนําเสนอต่อไป ทั้งหมดที่เราทํานี้ ก็ทําเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒ ข้อ ก็คือยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและ เสริมสร้างศักยภาพของคน และยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ก็ขอเรียนสรุปเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ
ท่านพลกฤษณ์ใช่ไหมคะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ว่าที่ร้อยตรี ดอกเตอร์พลกฤษณ์ คล้ายวิภัตภัทร จาก มหาวิทยาลัยทักษิณนะครับ ขออนุญาตที่ประชุมนําเสนอเรื่องความก้าวหน้านิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) นะครับ ขอสไลด์ (Slide) เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
นิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) นี้มีมาเกือบ ๕๐ ปี เริ่มที่ประเทศรัสเซียเป็นคนคิด ขึ้นมา ตอนแรกนี้นิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) คืออะไร ฟิวชัน (Fusion) ก็คือการ รวมตัวกันของธาตุเบา มันจะตรงกันข้ามกับฟิสชัน (Fission) ฟิสชัน (Fission) นี้คือธาตุหนัก ธาตุหนักคืออะไร ธาตุหนักก็คือเลขอะตอมเยอะ ๆ อย่างเช่น ยูเรเนียมนี้แตกตัว อันนั้นฟิสชัน (Fission) ก็คือแตกตัวก็ให้พลังงาน แต่ฟิวชัน (Fusion) จะตรงกันข้ามกันก็คือถ้าเบาจะ รวมตัวกัน แล้วก็จะปล่อยพลังงานออกมา นิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) เป็นปฏิกิริยา ที่เกิดบนดวงอาทิตย์ มันต้องใช้อุณหภูมิหลักล้าน ซึ่งตอนแรกมนุษย์คิดว่าทําบนโลกไม่ได้แน่ เพราะว่าล้านองศาจะอาศัยแมทีเรียล (Material) จะหาวัสดุอันไหนที่จะมาทําได้ สุดท้ายมัน ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ว่าทางรัสเซียเขาคิดขึ้นมาว่า โอเค (Okay) ดวงอาทิตย์พอมันเกิดฟิวชัน (Fusion) แล้วมันเดินทางมาบนโลก มันเป็นพลาสมา เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้สนามแม่เหล็ก ดัดเส้นแรงแม่เหล็กจากตรง ๆ ให้โค้งอนุภาพมันก็จะวนอยู่ในแชมเบอร์ (Chamber) แล้วมัน ก็ไม่สามารถจะออกมาข้างนอกได้ ถ้าเราทําเครื่องปฏิกรณ์แบบนี้ขึ้นมาได้ มีความเป็นไปได้ ที่เราจะจําลองดวงอาทิตย์มาไว้บนโลก แล้วก็ใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion)
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ จากสไลด์ (Slide) นี้เราจะเห็นว่าจะมีการรวมกัน ระหว่างอะตอมเบา ๒ อะตอม แล้วก็จะให้พลังงานตามสมการของไอน์สไตน์ อี (E) เท่ากับ เอ็มซีกําลังสอง (mc2) ถ้าใครมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์นี่จะรู้ว่าสมการนี้เป็น สมการที่เปลี่ยนแปลงโลก
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ผมเอารูปนี้มาเปรียบเทียบให้เห็นความสําคัญ ของนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) จากข้างบนเราจะเห็นว่าถ้าเราใช้เชื้อเพลิงแบบเก่า ๆ ถ่านหินเอย น้ํามันเอย มันต้องใช้เยอะมาก จากสไลด์ (Slide) นี่ถ่านหิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน น้ํามัน ๑.๓ ล้าน ถ้าใช้ยูเรเนียม ๓๐ ตันในการทําฟิสชัน (Fission) แต่ถ้าว่าเป็นเทคโนโลยี ฟิวชัน (Technology Fusion) เราใช้แค่ ๖๐๐ กรัมเอง ๖๐๐ กรัมนี้มาจากอะไร ก็มาจาก ดิวเทอเรียม (Deuterium) ลิเทียม ซึ่งดิวเทอเรียม (Deuterium) ลิเทียมไม่ใช่สารที่หายากเลย เพราะมันมีอยู่ในน้ําทะเล น้ําทะเลอาจจะมีไฮโดรเจน แล้วถ้าเราเพิ่มโปรตรอน ถ้ามา ๑ ตัว มันก็จะกลายเป็นดิวเทอเรียม (Deuterium) ๒ ตัวก็จะกลายเป็นลิเทียม เราสามารถเอามา ใช้ในการทําให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชัน (Fusion) ได้
สไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ ฟิวชัน (Fusion) ในทั่วไปในโลกก็จะมีอยู่ในโลก แล้วก็นอกโลกที่เป็นไปได้ก็จะมีอยู่ ๓ รูปแบบ ก็คือในดวงอาทิตย์เกิดจากแรงโน้มถ่วง ส่วนบนโลกก็จะมีการใช้เครื่องปฏิกรณ์เพื่อมาควบคุมปฏิกิริยา รูปนี้ที่คล้าย ๆ โดนัท (Donut) เขาเรียกว่า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโทคาแมค (Tokamak) ซึ่งเครื่องนี้สามารถ ทําให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชัน (Fusion) ขึ้นได้บนโลก อีกเครื่องหนึ่งถัดไปนะครับ ก็จะเป็นเครื่อง ที่ควบคุมด้วยเลเซอร์ (Lacer) สไลด์ (Slide) ในการควบคุมด้วยฟิวชัน (Fusion) เราจะใช้ สนามแม่เหล็กนะครับเพื่อกักอนุภาคไม่ให้หลุดออกไปจากเครื่องปฏิกรณ์ ตอนนี้ในโลกก็จะมี วิธีอยู่ ๒ วิธีคือใช้เครื่องโทคาแมค (Tokamak) แล้วก็เครื่องสเตลลาเรเตอร์ (Stellarator) ซึ่งในโลกมีโทคาแมค (Tokamak) กระจายอยู่เยอะมาก
สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ อย่างที่ในสหภาพยุโรปเขารวมกันชื่อว่าโครงการ ยูราตอม (EURATOM) นะครับเขาจะรวมเงินกันแล้วก็ไปลงทุนเครื่องเจ็ท (JET) เครื่องเจ็ท (JET) ตอนนี้อยู่ที่ประเทศอังกฤษ แล้วก็ที่เยอรมนีก็จะมีเครื่องแอสเดกซ์ยู (ASDEX-U) ฝรั่งเศสก็จะมีทอร์ซูปรา (TORE-SUPRA) อังกฤษเองก็มีเครื่องของตัวเองชื่อว่าเครื่องมาสต์ (MAST) แล้วก็สวิตเซอร์แลนด์ก็จะมีเครื่องเอฟทียู (FT-U) สาธารณรัฐเช็กก็จะมีเครื่อง คอมปาส (COMPASS) โปรตุเกสก็จะมีเครื่องอิสต์ทอก (ISTTOK) อเมริกาก็จะมีเครื่องดีทรีดี (DIIID) เจแปนก็จะมีเครื่องเจทีซิกตี (JT-60) จะเห็นได้ว่าทุกประเทศทั่วโลก ในเอเชียเราเอง ก็มีครับ จีนก็จะมีเครื่องอีสต์ (EAST) เซาท์โคเรีย (South Korea) ก็มีเครื่องเคสตาร์ (KSTAR) อินเดียก็มี บราซิลก็มี และสุดท้ายเลยที่มิเดิลอีสต์ (Midle East) อิหร่านประเทศที่ไม่ได้ ใหญ่โตอะไรมากมายเขาก็มีเครื่องโทคาแมค (Tokamak) ชื่อว่าเครื่องไออาร์ทีวัน (IR-T1)
สไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ เครื่องโทคาแมค (Tokamak) จะประกอบไปด้วย หลายส่วนนะครับอันนี้เป็นรายละเอียด ผมขอข้ามไปสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เราก็ต้องใส่ พลังงานให้เกิดการฟิวชัน (Fusion) ขึ้นมานะครับ
สไลด์ (Slide) ถัดไป อันนี้เป็นเครื่องเจ็ท (JET) ตอนนี้เครื่องเจ็ท (JET) เป็นเครื่อง ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเขาสามารถทําให้เกิดการหลอมรวมกันได้แล้ว ก็คือยิงดิวเทอเรียม (Deuterium) เข้าไปเกิดปฏิกิริยาขึ้นประมาณ ๑ วินาที แต่แค่ ๑ วินาที ยังไม่พอ
สไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ จากการศึกษาพบว่าจะอยู่ได้นาน ๆ มันขึ้นอยู่กับ ปัจจัยอะไรบ้าง เขาก็จะโชว์ (Show) ว่าโอเค (Okay) มันขึ้นอยู่กับกระแสพลังงานที่ให้ไป แล้วสุดท้ายตัวที่สําคัญก็คือขนาด ก็คือไดมิเตอร์ (Diameter) ของเครื่อง
สไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ พอเขารู้แล้วว่าขนาดมันสําคัญ แต่ว่าการจะทํา เครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ต้องใช้เงินจํานวนมาก หลาย ๆ ประเทศก็เลยทําเองไม่ได้ จึงได้ รวมเงินกันชื่อว่า โครงการอิเทอร์ (ITER) อิเทอร์ (ITER) นี้ก็จะรวมทั้งโลกเลย ประเทศใหญ่ ๆ ในโลกก็คือสหภาพยุโรป อเมริกา ทางเอเชียก็จะมีอินเดีย ญี่ปุ่น แล้วก็เกาหลีใต้ ก็เอาเงิน ไปลงตรงกลาง แล้วก็เพื่อจะสร้างเครื่องนี้ขึ้นมา ถัดไปเลยครับ จากไทม์เฟรม (Timeframe) ที่จะสร้างเครื่องนี้ขึ้นมา เครื่องอิเทอร์ (ITER) ก็จะเป็นเครื่องโมเดล จากสไลด์ (Slide) นี้ ก็จะเสร็จในราว ๆ ปี ๒๐๒๐ ถึงปี ๒๐๒๕ ซึ่งตรงนี้การก่อสร้างกําลังดําเนินการอยู่ที่ฝรั่งเศส คาดว่าหลังจากเครื่องนี้เสร็จ อันนี้ก็จะเป็นบรรยากาศในการประชุมนะครับ เนื่องจากว่า มีหลายประเทศมากในการตัดสินใจแต่ละครั้ง ถ้าสําคัญก็ต้องเรียกแต่ละประเทศมา ประชุมกัน ไซต์ (Site) งานตอนนี้ที่ฝรั่งเศสกําลังจะเสร็จ โดยการแบ่งงานไปทําย่อย ๆ แต่ละ ประเทศก็จะมีความเชี่ยวชาญต่างกัน เกาหลีใต้ก็รับไปงานหนึ่ง รัสเซียก็รับไป จีนก็รับไป สุดท้ายพอเครื่องอิเทอร์ (ITER) นี้เสร็จ เฟส (Phase) ต่อไปก็จะเป็นโรงไฟฟ้าฟิวชัน (Fusion) ถัดไปเลยครับ ฟิวชัน (Fusion) นี้ก็คือสร้าง ตรงที่ผมโชว์เมื่อกี้นะครับ ที่เป็นโดนัท (Donut) ตรงกลาง มันก็จะเกิดความร้อนขึ้น ความร้อนนั้นมาจากอะไรบ้าง ก็คือมาจาก เรเดียม (Radium) ชนกับดิวเทอเรียม (Deuterim) แล้วก็จะให้พลังงานออกมา ตรงนี้การนํา ความร้อนมาใช้ก็จะเหมือนกับโรงไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปก็คือเอามาปั่นบอยเลอร์ (Boiler) แล้วก็ เอามาหมุนเทอร์บายน์ (Turbine) ถัดไปเลยครับ ผมก็จะโชว์รูปให้ดูนะครับว่ายุโรปก็มีเครื่อง เขาก็มีนักเรียนของเขา ตรงนี้อังกฤษก็มีเครื่องของเขาเอง แล้วก็ฝรั่งเศส ถัดไปเรื่อย ๆ เลย ฝรั่งเศสก็มีที่สําคัญ อันนี้อิหร่านประเทศเล็ก ๆ ก็มีเครื่อง โปตุเกสเขาไม่ได้ร่ํารวยมาก แต่เขา ก็ยังมีเครื่อง เขาได้รับเครื่องบริจาคมาจากเนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก เขาก็มีการเตรียมการ เรื่องนี้ เครื่องเขาก็ไม่ได้ใหญ่มาก แต่เขาสามารถให้การศึกษากับนักศึกษาในประเทศเขาได้ สวิตเซอร์แลนด์ ผมไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์เทอมหนึ่งเป็นโทคาแมค (Tokamak) อยู่ที่ โลซาน เมืองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงหนึ่ง เขาก็มีเครื่องเล็ก ๆ เครื่องนี้อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์นี้ถือว่ามีความก้าวหน้ามากในเรื่องของ โทคาแมค (Tokamak) ขนาดเล็ก แล้วก็สุดท้ายเลยมหาอํานาจถัดไปก็คือเยอรมนี เยอรมนี เป็นอะไรที่ผมว่าถ้าเครื่องนี้สําเร็จเยอรมนีก็คงจะเป็นประเทศผู้นําในด้านนี้ แต่มาดูประเทศ ที่ใกล้เราก็คือประเทศจีน ตอนนี้เครื่องของประเทศจีนกําลังสร้างอยู่ แล้วก็คาดว่าอาจจะมี ประสิทธิภาพเยี่ยมกว่าเครื่องที่ประเทศอังกฤษ ที่ผมโชว์ให้ดู ที่สหภาพยุโรปลงทุนเรียกว่า เครื่องเจ็ท (JET) นี้ เครื่องของประเทศจีนน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องนั้น
สุดท้าย สไลด์ (Slide) นี้ เนื่องจากผมเรียนเรื่องนี้มาประมาณ ๗ ปี ผมเรียนกับ อาจารย์ธวัชชัย ตอนนั้นผมเรียนจบที่พระจอมเกล้าพระนครเหนือ แล้วผมไปเยอรมนี แล้วผม กลับมา ผมคิดว่าคงจะไม่ได้สานต่อเรื่องที่ผมไปเห็นมาแล้ว เพราะว่าผมจบเยอรมนีกลับมา ผมโชคดีมาก เจออาจารย์ธวัชชัย อาจารย์ได้ทุน พสวท. ไปเรียนที่อเมริกา กลับมากําลังหา คนทําเรื่องนี้อยู่ เราก็ช่วยกันทํามาตอนนี้ประมาณ ๗ – ๘ ปี ตอนนี้อาจารย์ธวัชชัยลาออก จากอาจารย์มาเป็นรองผู้อํานวยการอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ผมก็คาดว่าเรื่องนี้ถ้าเราช่วยกันผลักดันมันจะเป็นประโยชน์กับประเทศมาก เพราะว่าถ้าอีก ๑๕ ปีเครื่องนี้เสร็จ เขาก็คงจะขายเรา แต่ว่าถ้าเรามีการเตรียมกําลังคน เตรียมเงินเอาไว้ เตรียมคนเอาไว้เพื่อที่จะรองรับกับเรื่องพวกนี้ เราอาจจะสร้างเองได้ในบางส่วน แล้วประเทศ มหาอํานาจต่าง ๆ ก็คงจะต้องคิดหน่อยแล้วว่าประเทศไทยก็ได้พัฒนาร่วมกันกับเขา เราไม่ อยากให้เราเป็นประเทศที่ต้องซื้อเทคโนโลยีอย่างเดียว อยากให้ลงทุนเพื่ออนาคตบ้าง สมมุติว่า เครื่องนี้เสร็จเขาขายเรา ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเราลงทุนเหมือนที่อาจารย์ธรรมศักดิ์บอกว่า ตอนนี้ช่วงสั้น ๆ นี้สร้างคนอาจจะใช้งบไม่ถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐ – ๕๐๐ ล้านบาท แต่อีก ๑๐ ปีเครื่องนี้เสร็จ ผมว่าเราประหยัดประมาณเกือบ ๆ ครึ่ง ในสิ่งที่เราทําเองได้ เราสามารถร่วมวิจัยไปกับเขา ขอขอบคุณสภาปฏิรูปมากที่เห็นความสําคัญของเรื่องพวกนี้ ซึ่งมันเป็นวิทยาการที่ก้าวหน้า และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไป ผมคาดว่าถ้าเรื่องนี้ ได้รับการผลักดันเราจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเครื่อง โทคาแมค (Tokamak) เครื่องเล็ก ๆ เครื่องหนึ่ง สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ หลายคน สามารถเป็นแรงจูงใจให้เด็กเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วก็เพิ่มความเข้มแข็งทางด้าน วิทยาศาสตร์ให้กับประเทศเรา แล้วคาดว่าเราจะเป็นประเทศผ่านจากกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่สามารถสร้างเทคโนโลยีได้ด้วยตัวเอง ขอบคุณครับ
ทางคณะกรรมาธิการมีผู้ชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ เดี๋ยวไว้รอตอบท่านสมาชิก ได้ซักถามนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญศาสตราจารย์ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นนายก สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ หัวข้อที่นําเสนอ ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปในวันนี้ ก็คือเรื่องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาค ภาษาอังกฤษของคําว่า ฟิสิกส์อนุภาค ก็คือพาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Particle Physics) กระผมขอ กราบเรียนว่าความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มาโดยตรงก็ว่าได้ ตลอดชีวิตที่ไป เรียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งในระดับปริญญาตรี แล้วก็ปริญญาโท แล้วก็ปริญญาเอก ก็ต้อง ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่หยิบยกประเด็น เรื่องนี้ขึ้นมา ถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง ก็ต้องเรียนว่าเหมือนกับ ท่านกําลังจะทําความฝันที่ผมฝันมา ๓๐ ปีนี้ กําลังจะให้เกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ก็ต้องย้อน ความไปว่าใน พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๕ ประมาณช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมกําลังเรียนอยู่ในระดับ ปริญญาตรี แล้วก็จะต้องเลือกทําวิทยานิพนธ์ซีเนียร์โปรเจกต์ (Senior Project) ในระดับ ปริญญาตรีก่อน ก็เคยกลับมาเมืองไทยมาศึกษา ถ้ากลับมาเมืองไทยแล้วจะมาทํางานด้าน อะไร เพราะเผอิญมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ปริญญาตรีใน พ.ศ. ๒๕๒๐ ขณะนั้นคือมหาวิทยาลัยนะโงยะ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีเตาโทคาแมค (Tokamak) อยู่ เป็นของตนเองนะครับ โพรเฟสเซอร์ (Professor) ที่สอนหนังสือผมสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นคนออกแบบ แล้วก็ก่อสร้าง มีขนาดเส้นฝ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐ เมตร ผมเคยขึ้นไปเดิน ขึ้นไปเหยียบอยู่บนเตานั้นแล้ว ก็ยิ้มซ้าย ยิ้มขวาว่ามาประเทศญี่ปุ่นทั้งทีจะต้องเอาของที่ดี ที่สุดในโลกกลับมาเมืองไทยให้ได้ แต่ว่าเมื่อกลับมาที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ ไม่ทราบตอนนั้นมีหรือยังนะครับ ก็ถามไปถามมา เขาบอกนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) นี้คนยังไม่รู้จักหรอก ยังเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ ผมก็เลยเบนทิศทางไปเรียนพลังงานทดแทน คือพลังงานแสงอาทิตย์แทน แต่ว่าตอนนี้ ผมเกษียนราชการมาแล้ว ถ้าเรื่องเตาโทคาแมค (Tokamak) ในเรื่องฟิวชัน (Fusion) นี้จะมี ให้มาได้ทดลองทําวิจัยในประเทศไทย ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องดีเป็นอย่างยิ่ง ผมเองก็คงน่าจะ มีโอกาสมาช่วยโปรเจกต์ (Project) นี้ได้ ท่านไม่ได้บอกว่าเตาโทคาแมค (Tokamak) นี้ จะมาสู่ประเทศไทยได้อย่างไร ก็ฝากไว้แล้วกันนะครับว่าประเทศไหนที่เขามีเตาเก่า ๆ แล้ว ไปขอเขามาเลย ไปขอบริจาคมาเลยครับ เห็นบอกอิตาลีก็มีหลายเตา ญี่ปุ่นก็มีเยอะ เผลอ ๆ เดี๋ยวผมไปขอจากนะโงยะมาให้ก็ได้ ไม่ทราบยังอยู่หรือเปล่านะครับ
ขอย้อนกลับมาหัวข้อการปฏิรูปเรื่องฟิสิกส์อนุภาคนิดหนึ่งครับ ฟิสิกส์อนุภาค หรืออนุภาคที่มนุษย์เรารู้จักนี้มีหลายสิบหลายร้อยชนิด ผมก็ต้องขอช่วยทางกรรมาธิการ ในการอภิปราย เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้เข้าใจง่าย ๆ หรือว่าท่าน สปท. ก็จะ ได้เข้าใจง่าย ๆ ด้วย เอาง่าย ๆ ว่าสสารที่มีอยู่บนโลกนี้มีโมเลกุล เล็กลงไปก็คืออะตอม หน่วยย่อยที่สุดที่มันอยู่ได้อย่างเสถียรภาพก็คืออะตอม แล้วในอะตอมนั้นมีอะไรเป็น ตัวสําคัญ ตรงกลางก็คือมีนิวเคลียส ในนิวเคลียสนั้นก็มีนิวตรอนและโปรตรอนอยู่ศูนย์กลาง ถูกไหมครับ นิวตรอนและโปรตรอนรวมกันก็คือนิวเคลียส รอบ ๆ นิวเคลียสก็มีอิเล็กตรอน ตัวเล็ก ๆ วิ่งวนอยู่ เหมือนกับดวงอาทิตย์ก็คือนิวเคลียส แล้วโลกก็คือเป็นอิเล็กตรอนที่วิ่งวนอยู่ ทีนี้อนุภาคที่ท่านให้ความสนใจในการปฏิรูปในวันนี้ เช่น อิเล็กตรอนก็ใช่ นิวตรอนก็ใช่ ไอออน ก็ใช่ ผมก็จะขอเรียนชี้แจงให้พี่น้องที่ฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจว่า สมมุติว่าเรามีสายไฟอยู่เส้นหนึ่ง คือเส้นทองแดง อิเล็กตรอนนี้มันวิ่งอยู่ในเส้นทองแดงนี้มันก็คือกระแสไฟฟ้าครับ กระแสไฟฟ้า เกิดมาจากอนุภาคอิเล็กตรอน แต่มันวิ่งอยู่ในเนื้อทองแดง เนื้อโลหะ เมื่อไรก็ตามที่เรา สามารถฉุดให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาจากเนื้อทองแดงได้ อิเล็กตรอนนั้นจะกลายเป็นอนุภาค อิสระวิ่งอยู่ในสุญญากาศ เพราะฉะนั้นท่านกรรมาธิการกําลังพูดบอกว่าอยากจะนํา อิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ก็หมายความว่าเราจะต้องเตะ หรือว่าดึงเอาอิเล็กตรอนให้มันหลุดออกมาจากเนื้อโลหะให้ได้ จริง ๆ แล้วการนําเอา อิเล็กตรอนดึงให้หลุดออกมาจากเนื้อโลหะนี้ มนุษย์เราทําเป็นตั้ง ๑๐๐ กว่าปีแล้ว แล้วก็เกิด เหตุการณ์นวัตกรรมอันหนึ่งที่ได้รับรางวัลโนเบลไป ก็คือการเกิดเอกซเรย์ มิสเตอร์เรนเทอร์เจน ในขณะนั้นลองเอาหลอดสุญญากาศมา แล้วก็ใช้สนามไฟฟ้าผ่านขั้วโลหะ ๒ ขั้ว มันก็มีอิเล็กตรอน หลุดออกมา เพราะสนามไฟฟ้ามันเตะให้หลุดออกมา อิเล็กตรอนที่ไปกระทบโลหะฝั่งตรงข้าม มันไปกระตุ้นทําให้เกิดรังสีเอ็กซ์ หรือเอกซเรย์เกิดขึ้นมา จนกระทั่งเกิดเป็นวิวัฒนาการ เอกซเรย์ในทุกวันนี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการนําเอาอิเล็กตรอนหรืออิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) ไปใช้งาน
ถัดมาอีกยุคหนึ่งก็มีมนุษย์นําเอาโลหะ ๒ แผ่นมาประกบ แล้วก็ใช้สนามไฟฟ้า ป้อนด้วยหลอดสุญญากาศเช่นเดียวกัน ก็เกิดกระแสไฟฟ้าไหลน้อย ๆ แล้วมนุษย์เราก็ชอบ เล่นของนะครับ ก็เอาแสงส่องไปที่หลอดสุญญากาศที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ในสุญญากาศนั้น ปรากฏว่ากระแสไฟฟ้ามันไหลมากขึ้น สมัยนั้นมนุษย์เราไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร นักวิทยาศาสตร์ ที่เก่งมากที่สุดในอดีตคืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ ก็อธิบายว่านั่น แสงก็เป็นอนุภาค แสงเป็นทั้ง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและเป็นอนุภาคไปเตะทําให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาจากหลอดสุญญากาศ หลุดออกมาจากแผ่นโลหะ ก็ทําให้กระแสไฟฟ้าไหลมากขึ้น และอัลเบิร์ต ไอสไตน์ ก็ได้รับ รางวัลโนเบล (Noble Prize) ไปจากการอธิบายทฤษฎีที่เรียกว่าโฟโตอิเล็กทริกเอฟเฟ็กต์ (Photoelectric Effect) ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ ไอน์สไตน์ไม่ได้รับรางวัลโนเบล (Noble Prize) จากสูตรอี (E) เท่ากับเอ็มซีกําลังสอง (mc2) เลย ไม่ใช่นะครับ ถัดมาแล้วนําอิเล็กตรอนที่มันวิ่งอยู่ในสุญญากาศนั้นกระผมก็ขอกราบเรียนว่า ๒๐ กว่าปีที่แล้วที่ผมมาทํางานอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมก็มีเตาสุญญากาศที่เรียกว่า อิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) ด้วยครับ แล้วผมก็ยิงอิเล็กตรอนลงไปบนเซรามิก (Ceramic) เซรามิก (Ceramic) มันก็ระเหยก็กลายเป็นฟิล์มบาง ฟิล์มบางผมก็เอาไปผลิตเป็นหลอดดิสเพล (Display) บ้าง เป็นโซลาร์เซลล์ (Solar Call) บ้าง หลาย ๆ เรื่อง เพราะฉะนั้นนวัตกรรมที่เรียกว่า อิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) ก็ดี หรือไอออนบีม (Ion Beam) ก็ดี ทุกวันนี้เรานําเอามาผลิต เป็นชิป (Chip) คอมพิวเตอร์กันเป็นมาตรฐาน ชิป (Chip) คอมพิวเตอร์ที่เราเอาไว้ดูดข้อมูล ที่ถือกันไปถือกันมานี้ครับ หรือว่าสติกเมโมรี (Stick Memory) ตัวหนึ่งมันมีทรานซิสเตอร์ (Transistor) ตั้งเป็นพัน ๆ ล้านตัว ก็เกิดมาจากการนําอิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) กับไอออนบีม (Ion Beam) มาผสมผสานกันในกระบวนการผลิต เหล่านี้เป็นนวัตกรรมสุด ยอดที่มนุษย์เราใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นกิจวัตรประจําวัน
ถัดมา กลับมาเรื่องนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ก็ต้องขอช่วยอธิบายเสริม เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจง่าย ๆ ถ้าเรานําเอาลูกแอปเปิลมา ๕ ลูก จับมากองใส่ตะกร้า เขย่า ๆ ๕ ลูก แล้วก็อัดมันเข้าไป เผามันเข้าไป แอปเปิล ๕ ลูกนี้มันจะกลายเป็นลูกสาลี่ เสีย ๔ ลูก ฟังให้ดีนะครับ แอปเปิล ๕ ลูกกลายเป็นสาลี่ ๔ ลูก มันหายไป ๑ ลูก แอปเปิล ที่หายไป ๑ ลูกคือพลังงานที่ออกมาจากนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) เข้าใจไหมครับ เพราะฉะนั้นสูตรก็คือ ๕ ตัวรวมกัน เอามาเขย่ารวมกันมันไม่ใช่ ๕ ตัวเหมือนเดิม มันเหลือ ๔ ตัว มันหายไป ๑ ตัว ๑ ตัวที่มันหายไปก็คือมวลนั่นกลายเป็นพลังงานความร้อนมหาศาล ที่ออกมา แล้วทางกรรมาธิการพยายามอธิบายว่าลูกแอปเปิลนั้นมันคืออะไร มันก็คือธาตุ ไฮโดรเจน แต่ว่าเป็นไอโซโทปนะครับ ไอโซโทปคืออะไรพี่น้องไม่ต้องไปสนใจ เอาเป็นว่า ชื่อของมันก็คือดิวเทอเรียม (Deuterium) และทริเทียม (Tritium) ซึ่งสามารถสกัดมาได้จาก น้ําทะเล ประเทศไทยเรามีอ่าวไทยมหาศาล เรามีน้ําในทะเลอันดามันมหาศาล เอาเป็นว่า โลกทั้งโลกมีน้ําทะเลไม่สิ้นสุดก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นเชื้อเพลิงที่เอามาทําเป็นเชื้อเพลิงของ นิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) นี้เขาบอกว่ามีมากไม่สิ้นสุด นี่คือความตื่นเต้นของ นักวิทยาศาสตร์ และผมก็ตื่นเต้นมา ๔๐ ปีแล้วนะครับ แล้วก็ตื่นเต้นจนกระทั่งทราบมาว่า การที่จะทําให้แอปเปิล ๕ ลูกมันกลายเป็นสาลี่ ๔ ลูกมันทําไม่ได้ง่าย ๆ มันจะต้องใช้ ความร้อนสูงถึง ๑๐๐ ล้านองศาเซลเซียส หรือต่ําที่สุดก็คือประมาณ ๑๐ ล้านองศาเซลเซียส แล้วเราจะเอาของไปใส่ไว้ในเตาแล้วก็จุดไฟเผา ใส่น้ํามันก๊าด ใส่น้ํามันเบนซินเผา ไม่ได้ ความร้อนมันขึ้นไปไม่ถึง มนุษย์เราก็ต้องหาวิธีที่จะปล่อยให้ดิวเทอเรียม (Deuterium) หรือทริเทียม (Tritium) ให้มันลอย ๆ อยู่ในสุญญากาศไม่ให้ไปแตะภาชนะอะไรเลย ให้มัน แตกตัวเป็นพลาสมาก็คือเป็นสีอะไรม่วง ๆ ที่มันสว่าง ๆ อยู่ในเตานั้นนะครับ แล้วก็ใส่ กระแสไฟฟ้าเข้าไป เพิ่มความร้อนเข้าไป ผมจําได้ว่าตอนที่ผมอยู่ปริญญาตรีนี้ครับ ผมสนุก จนกระทั่งถอดสมการที่แมกซ์เวลอีควอชัน (Maxwell’s Equation) พิสูจน์ออกมาว่า อุณหภูมิมันต้องใช้ถึง ๑๐๐ ล้านองศาเซลเซียสหรือ ผมเคยพิสูจน์สมการนั้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือว่าเทคโนโลยีจะเรียกว่าอนุภาคก็ดี ไอออนบีม (Ion Beam) ก็ดี อิเล็กตรอนบีม (Electron Beam) ก็ดีหรือว่านิวตรอนบีม (Neutron Beam) ก็ดีหรือว่า ฟิวชัน (Fusion) นี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ําหน้ามาก แล้วก็ประเทศไทยเรามีความจําเป็นที่จะต้อง ติดตามเทคโนโลยีนั้น ถ้าเรามีเตาโทคาแมค (Tokamak) มาสักเตาหนึ่งในประเทศไทย ผมว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แล้วเราก็จะต้องใส่นักวิทยาศาสตร์เข้าไปในโครงการนี้ ส่งไปเรียนเลยครับ ให้จบปริญญาโท ปริญญาเอกกลับมาก็จะทําให้เรามีพื้นฐานตรงนี้ เพราะฉะนั้นแหล่งพลังงาน ที่มันจะสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับประเทศไทย พลังงานทดแทน แสงอาทิตย์ ลม ก็ว่ากันไป ฟิวชัน (Fusion) ก็ต้องเป็นสิ่งที่เราจะต้องติดตามครับ อีก ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปีข้างหน้า เกิดแน่ครับเทคโนโลยีนี้ ก็ขอกราบเรียนแต่เพียงเท่านี้ว่าผมขอสนับสนุน เรื่องนี้ถือว่าเป็น การปฏิรูปในเชิงเทคโนโลยีและความรู้ที่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องจุดประกายให้คนไทยได้ตื่นตัว เรื่องนี้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณดอกเตอร์ดุสิตครับ เป็นคําอภิปรายที่ได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านต่อไป ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ดอกเตอร์ดุสิตที่ได้ช่วยอธิบาย เพราะนั่น เป็นสิ่งที่ผมอยากจะถามคําถามผ่านท่านประธานไปที่คณะกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่องนี้ นะครับ ก็เมื่อฟังเข้าใจแล้วก็จะไม่ถามตรงนั้น แต่ว่าจะขอถามอย่างนี้ครับว่า ๑. มีความ จําเป็นที่เราจะต้องมีเตาโทคาแมค (Tokamak) ใช่ไหมครับ อันนั้นเป็นอันที่หนึ่ง และถ้าเผื่อ จําเป็นที่จะต้องมีเตา ผมก็เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ดอกเตอร์ดุสิตว่ารายงานนี้ช่วยเรียนไป ที่รัฐบาลท่านประยุทธ์ แต่พร้อมกับข้อเสนอให้สั่งการไปที่กระทรวงการต่างประเทศนะครับ ให้ท่านทูตของเราสัก ๑๐ – ๑๕ ประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป อเมริกาเหนือ แล้วก็ทางเอเชีย ตะวันออก อาจจะเป็นไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แล้วก็อาจจะบวกออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ด้วย ว่าขอความร่วมมือกับเขาในการที่จะจัดหาเตานี้มาให้กับเราแบบให้เปล่านะครับ ใช้แล้วก็ได้ เพื่อจะเอามาใช้ในการวิจัย ค้นคว้า แล้วก็ฝึกอบรม อันที่ ๒ ก็ไปทาบทามหรือเริ่มเจรจาสิว่า ถ้าเผื่อให้ฟรีไม่ได้ เช่าได้ไหมนะครับ แล้วก็อันที่ ๓ ก็คือถ้าเผื่อจะซื้อก็เจรจาเรื่องในราคา มิตรภาพ เพราะว่าเราเป็นประเทศกําลังพัฒนา ก็เอาเป็นข้อเสนอเสียอันหนึ่งว่าวันหนึ่ง ถ้าเผื่อตอบว่าจําเป็นที่จะต้องมีเตาเพื่อจะทดลอง ค้นคว้า แล้วก็ใช้ฝึกอบรมบุคลากรของเรา ก็ให้เป็นคําสั่งจากท่านนายกรัฐมนตรีไปที่กระทรวงการต่างประเทศให้รีบดําเนินการนะครับ กับอันที่ ๒ ก็อาจจะตามด้วยเป็นคณะที่จะไปช่วยอธิบายให้ท่านทูตของเราทราบ แล้วก็ พบปะกับหน่วยงานของประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย เพราะมันค่อนข้างจะเป็นเรื่องของงาน เทคนิค ท่านทูตอาจจะมีข้อจํากัดในการที่จะอธิบายความนะครับ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง คราวนี้ ถ้าเผื่อจําเป็นที่จะต้องมีเตาแล้ว และในที่สุดแล้วคงจะต้องจัดซื้อ ถามว่างบประมาณอันนี้ จะอยู่ในความรับผิดชอบของใคร จะเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์หรือว่ากระทรวงศึกษาธิการ ที่ควบคุมกํากับบรรดามหาวิทยาลัยอยู่ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าจะเตรียมการกันตั้งแต่บัดนี้ เพราะมันมีความจําเป็นที่เราจะต้องมีความรู้เรื่องฟิสิกส์ เรื่องอนุภาค เรื่องพาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Practical Physics) ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่จําเป็นเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคนแล้วก็ ประเทศด้วย คราวนี้ระหว่างจะเป็นข้อเสนอต่อรัฐบาลท่านประยุทธ์ได้ไหมว่างบ สสส. กสทช. งบลอตเตอรี่ แล้วผมเข้าใจว่า ณ วันนี้มันมีกองทุนต่าง ๆ อีกประมาณสัก ๒๐ กองทุน เหล่านี้มันจะขอสัก ๑๐ – ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เอามาลงขันตรงนี้ได้ไหมนะครับ แล้วผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะอยู่ในวิสัยที่จะพูดจากับเจ้าของกองทุนเหล่านี้ แล้วก็นํามาใช้ประโยชน์ เพราะว่าจะบอกว่าเป็นเรื่องกองทุนเกษตรเข้ามาโยงไม่ได้ บอกไม่ใช่ เพราะภาคเกษตรก็จะ ได้รับประโยชน์จากตรงนี้ทั้งหมดเลย แม้กระทั่งงานของกรมประมงที่เกี่ยวกับน้ําทะเล นั่นก็เป็นสิ่งที่จะเสนอ คราวนี้อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่านอกจากน้ําทะเลที่เป็นแหล่งแล้ว ผมก็ อยากจะขอความรู้ด้วยว่าแล้วมันมีอะไรในธรรมชาติที่จะไปตัก ไปตวง ไปตัดมา แล้วก็เอามา ทําการวิจัยเพื่อจะผลิตพลังงานในระบบฟิวชัน (Fusion) อันนี้ พลาสมามาจากไหน ในเอกสารผมอ่านก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าได้พลาสมามาจากที่ใดนะครับ อันนี้ก็อยากจะให้ช่วย แจงด้วย นั่นก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาการ
คราวนี้การสร้างความสนใจให้แก่เด็กกับสาธารณชนโดยทั่ว ๆ ไป เราจะต้อง พัฒนาครูฟิสิกส์กี่พันคนครับ แล้วถ้าเผื่อแต่ละโรงเรียนไม่สามารถที่จะมีได้มีระบบโมบาย (Mobile) ได้ไหมครับ ให้มีครูฟิสิกส์เดินทางไปทั่วประเทศไทยกระจายกันไปทําให้เป็น กิจจะลักษณะ แล้วก็เป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็จะต้องเสริมสร้างความสนอกสนใจของเด็กในเรื่องภาควิทยาศาสตร์เป็นสําคัญ ไม่อย่างนั้นก็อยากจะเป็นนักร้อง นักแสดง ไปเป็นสื่อไปสู่เอนเตอร์เทนเมนต์อินดรัสทรี (Entertainment Industry) ไปหมด เด็กชั้น ๑ ของเราเดี๋ยวนี้ไม่มาทางด้านวิทยาศาสตร์ จะทําอย่างไรให้เด็กมีความสนอกสนใจก็ต้องคิดในเรื่องของการแข่งขัน แต่แข่งขันก็ไม่ใช่เพื่อ รับถ้วยแล้วก็เงินรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ จะประคองเขาให้เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย ไปอีก ๑๐ ปี ๑๕ ปีข้างหน้าอย่างไร เราก็เห็นว่าเด็กของเราไปประกวดเรื่องฟิสิกส์ เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องอะไรเราก็สู้กับต่างประเทศได้ เพราะมันเป็นครีม (Cream) ของสังคม เป็นมันสมองอันยอดเยี่ยม แต่เมื่อกลับมาแล้วเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเขาจะมีงานทําไหม ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องวางแผนของเรื่องที่เขาเรียกว่าแคเรียร์พาท (Career path) เส้นทาง ให้เด็กเหล่านี้มีงานทํา ไม่ใช่มาเป็นข้าราชการแล้วก็มาจัดงานการศึกษา มาเป็นครู จะต้อง เป็นนักวิจัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะโยงไปกับสิ่งที่เราได้พูดในวาระที่ผ่านมาว่าเราจะสร้างคน อย่างไร สร้างประเทศอย่างไร แล้วตรงฟิสิกส์นี้ พาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Particle Physics) มันอยู่ใน ส่วนไหนของ ๔.๐ หรือว่ามันไปอะไรครับ สนับสนุนแขนงว่าจะไปในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ คาร์ (Electronic Car) หรือว่าเออบานซิตี้ (Urban City) ในระบบไอที (IT) อย่างไรต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามันต้องมามองดูกันในภาพกว้างด้วย ในขณะเดียวกันจะใช้สื่ออย่างไร อันนี้ เดี๋ยวจะพูดในตอนนี้ บ่ายนี้ ในวาระนี้ก็ขอเสนอล่วงหน้าว่าสื่อของรัฐจะต้องมามีเวลา แล้วก็มี รายการที่จะให้เด็กสนใจฟิสิกส์นะครับ ภาพยนตร์ของชีวิตของสตีเฟน ฮอว์กกิ้ง เด็กนักเรียน สมัยนี้มันต้องดูกันทุกคนว่าคนพิการถึงขนาดนั้นทําไมถึงเป็นเลิศได้ ชีวิตต้องต่อสู้กับ แฮนดิแคป (Handicap) ของร่างกาย แต่ว่าเป็นที่หนึ่งของโลก ณ วันนี้ ควันตัมฟิสิกส์ (Quantum Physics) จะว่าอย่างไรต่าง ๆ พาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Particle Physics) จะว่าอย่างไร มันก็มีหนังเยอะแยะ นอกจากนั้นแล้วมันก็มีรายการด็อกคิวเมนทารี (Documentary) จะเป็นของดิสคัฟเวอรี (Discovery) ของเนชันนัลจีโอกราฟฟิก (National Geographic) อื่น ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ให้เป็นมันเป็นส่วนหนึ่งของวิทยุโทรทัศน์ แล้วก็การที่จะเปิดเว็บไซต์ (Web Site) แล้วก็การที่จะพูดกัน แล้วก็ดูหนัง ดูด็อกคิวเมนทารี (Documentary) กันในห้องเรียนในโรงเรียนกันอย่างสม่ําเสมอได้หรือไม่ มันต้องโหมโรงกันนะครับ แล้วก็จะ ให้มีการประกวดทําแอนิเมชัน (Animation) ทําการ์ตูนที่มันเกี่ยวกับฟิสิกส์ ได้หรือไม่ อย่างไร มันต้องทํากันให้มาก แล้วก็กว้างขวางเพื่อให้เยาวชนของเรานั้นมีความเป็น นักวิทยาศาสตร์มากกว่าที่จะเป็นนักแสดงต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ นอกจากนั้นแล้วกับสาธารณชนโดยทั่ว ๆ ไปจะทําอย่างไร ก็ในเมื่อเรามี อบจ. อบต. ท้องถิ่นทั้งหลายเขาจะมีส่วนร่วมในการที่จะให้ลูกบ้านของเขาได้มีความรู้ที่มันกว้างและที่มัน เป็นประโยชน์อย่างไรนะครับ แล้วก็แน่นอนในการพูดแบบนี้ก็อดที่จะจบลงที่ตรงปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ แล้วก็โครงการของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ มันจะ ไปโยงกับพาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Particle Physics) ตรงไหน อย่างไร หรือว่าจะพัฒนาโครงการ ของท่านที่ท่านได้ทรงทําทดลองไว้ให้แล้วไปสู่ความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของสังคมไทย และของคนไทยอย่างไร ผมคิดว่างานมันคงไม่ได้หยุดแค่นี้ แต่ว่าต้องคิดให้มันครอบคลุม และให้มันกว้างขวาง แล้วก็จริงจังให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือว่าเราที่ สปท. ร่วมกับรัฐบาล ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จะพูดกับท่านอธิการบดีของทุกมหาวิทยาลัยของรัฐของเอกชนอยู่ในระบบ นอกระบบ ไม่เป็นไร จะมีกี่มหาวิทยาลัย กี่คณะ ที่จะมีความเป็นเลิศทางด้านฟิสิกส์ เอาสัก ๕ มหาวิทยาลัย หรือ ๕ คณะ วิทยาศาสตร์หรือว่าวิศวกรรมได้ไหม แล้วจะสนับสนุนเขาอย่างไรในเรื่อง การผลิตบุคลากร แล้วก็คู่ขนานไปกับการวิจัยค้นคว้าในส่วนอะไร ถ้าเผื่อเราบอกว่าเรามีทะเล ๒ ฝั่งของประเทศอันดามันกับอ่าวไทยจะโหมโรงไปที่น้ําทะเลด้วยงบเท่าไร ด้วยบุคลากร เท่าไร ด้วยครูเท่าไร แล้วจะได้เด็กปริญญาตรีหรือเด็กที่จะทําวิจัยในระดับปริญญาโท ปริญญาเอกทางด้านนี้อย่างไร แล้วกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเข้ามาอยู่ตรงไหน ณ ตรงนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมคิดว่าทุกหมู่เหล่าต้องเข้ามา แต่ว่ามันจะต้องมีแกน จะมอบไปที่กระทรวงศึกษาธิการหรือจะไปที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้วก็ ขอความกรุณาอย่าตั้งเป็นคณะกรรมการ ผมไม่เชื่อเรื่องคณะกรรมการ แต่เอาท่านสัก ๑ คน ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นี่ครับ ๑ ท่านให้เป็นแกนได้ไหม มีทีมทํางานสัก ๒ – ๓ คนมันจะได้มี ความคล่องตัว มีงบประมาณแล้วก็ได้รับความเห็นชอบ ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไปทํางาน ให้เต็มที่ ผมชอบสไตล์ (Style) การทํางานว่าเรื่องของงาน ว่าด้วยพาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Particle Physics) มันไปโยงกับดอกเตอร์คนนี้แล้วก็รับผิดชอบไปอีก ๓ ปี ๕ ปี ให้มันสัมฤทธิ์ผล โดยเร็วที่สุด มีอํานาจ มีความคล่องตัว แล้วก็ได้รับการที่เรียกว่า แบ็กอัป (Back up) อย่างเต็มที่ จากรัฐบาลว่าอันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศและเป็นส่วนสําคัญที่จะสร้างองค์ความรู้ เป็นประเทศวิทยาศาสตร์ขึ้นมาครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ เรามีรองศาสตราจารย์ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นรองผู้อํานวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หลังจาก สปท. สิ้นวาระก็คงทําตามข้อแนะนําท่านกษิต ภิรมย์ แล้วก็เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ช่วยกรุณา ประสานระหว่างประเทศเพราะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อาจจะได้ เครื่องกลางเก่ากลางใหม่มาจากประเทศที่ท่านคุ้นเคยนะครับ ขณะเดียวกันท่านดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ท่านก็มีความรู้ทางนี้มากก็คงจะไปช่วยกันได้ มีสมาชิกท่านใดที่ประสงค์จะอภิปราย ต่อรายงานเรื่อง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาคอีกไหมครับ ท่านดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าการรายงานก็ดี การอภิปรายก็คงมีการถ่ายทอดสดออกไปยังสถานีวิทยุโทรทัศน์อยู่ ก็อยากจะขอฝากให้ทางท่านกรรมาธิการช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ ทางบ้านให้เข้าใจด้วยว่า ปฏิกิริยาที่เรียกว่า นิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) นั้นมันไม่ เหมือนกับเตาไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เรียกว่า ฟิสชัน (Fission) หรือว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิต ไฟฟ้าอยู่ในปัจจุบันนี้เลย ต่างกันโดยสิ้นเชิง คนละอันกันเลยก็ว่าได้ ต่างกันอย่างไร ผมขอ อนุญาตเสริมว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เรียกว่า ฟิสชัน (Fission) ในปัจจุบันนี้คือเป็นการ ใช้ธาตุที่มีกัมมันตรังสีในการปลดปล่อยกัมมันตรังสีออกมา ไม่ว่าจะเป็นยูเรเนียม ๒๓๕ หรือ อย่างอื่น ยูเรเนียม ๒๓๕ วางไว้เฉย ๆ มันก็ปล่อยอะไรก็ไม่รู้ออกมาเป็นรังสี กัมมันตรังสี แล้วเราใช้นิวตรอนยิงเข้าไป เมื่อสักครู่นี้ผมยกตัวอย่างฟิวชัน (Fusion) นั้นหลาย ๆ ท่านที่อยู่ ในห้องประชุมอาจจะงง ผมขอเพิ่มซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ฟิวชัน (Fusion) ที่เราคุยในวันนี้ เรากําลัง เปลี่ยนลูกแอปเปิล ๕ ลูกให้เป็นสาลี่ ๔ ลูก มันหายไป ๑ ลูกนะครับ ๑ ลูกที่หายไปนั้นก็คือ ออกมาเป็นความร้อน แต่ว่าฟิสชัน (Fission) นั้นต้องใช้กัมมันตรังสีของธาตุยูเรเนียมหรือว่า พลูโตเนียมในการแตกจากธาตุที่มีมวลหนักให้เป็นมวลเบา แต่ว่าฟิวชัน (Fusion) นั้นทําของเบา ให้เป็นของหนักนะครับ เพราะฉะนั้นมันมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นไม่ต้องไป กังวลเรื่องกัมมันตรังสี วัตถุดิบที่จะนํามาใช้นั้นก็คือได้มาจากการสกัดน้ําทะเลคือดิวเทอเรียม (Deuterium) และทริเทียม (Tritium) ดิวเทอเรียม (Deuterium) นั้นก็ไม่ได้มีกัมมันตรังสี อะไรออกมา ทริเทียม (Tritium) นั้นมีอยู่นิดหนึ่ง แต่อายุที่เรียกว่า ไลฟ์ไทม์ (Life Time) มันสั้นมาก ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๕๐ ปี มันก็เสื่อมสลายหายไป ไม่เหมือนยูเรเนียมอยู่กันเป็นร้อย ๆ พัน ๆ หมื่น ๆ ปี และในกรณีโรงไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่นที่โดนสึนามิ (Tsunami) ถล่มนั้นขนาดวิศวกร เขาไปถอดปลั๊กอะไรออกไปแล้ว แต่ปฏิกิริยา ฟิสชัน (Fission) ยังคงทํางานต่อไป กัมมันตรังสี มันยังปล่อยออกไป คือมันขับเครื่องยนต์ มันติดเองโดยอัตโนมัติ มันไม่ยอมดับ แต่ฟิวชัน (Fusion) นั้นถ้าเกิดเราไม่ป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าไปมันดับของมันเองครับ มันไม่สามารถ ทํางานได้ต่อเนื่อง ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับคือที่ผมบอกว่าเป็นความฝัน ที่ผมได้ศึกษาวิเคราะห์มาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วสมัยที่เรียนอยู่ประเทศญี่ปุ่นว่าเป็นพลังงานสะอาด ที่เป็นมิตรกับมวลมนุษยชาติ ขอบพระคุณครับ
เมื่อสมาชิกได้อภิปรายพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ผมเองมีความชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ท่านสมาชิก ได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ทั้ง ๒ ท่าน ทั้งศาสตราจารย์ดุสิตแล้วก็ท่านทูตกษิต ภิรมย์ วันนี้ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกําลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับ ประเทศไทยอีก ๒๐ – ๓๐ ปีข้างหน้า แต่ข้อถามของท่านกษิตซึ่งมีหลายข้อด้วยกัน ผมอยากจะขออนุญาตให้อดีต สปช. คือรองศาสตราจารย์ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ได้เป็นผู้อธิบาย ขออนุญาตครับ เชิญครับ
ขอเชิญรองศาสตราจารย์ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ครับ
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน ผม รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ปัจจุบันเป็นรองผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สําหรับคําถามแรกก็ต้องขอบคุณท่านกษิต แล้วก็ทางท่านศาสตราจารย์ดุสิตมากนะครับ ที่ท่านให้กําลังใจแล้วก็มีคําถาม ผมก็จะขอตอบเป็นราย ๆ ข้อไปนะครับ
สําหรับอันแรกที่ผมจะพูดถึงก่อนก็คือ คําถามที่ว่าถ้าเราจะพัฒนาทางด้าน ฟิวชัน (Fusion) เราจําเป็นจะต้องมีเครื่องโทคาแมค (Tokamak) หรือไม่ อันนี้จริง ๆ แล้ว ถามว่าเราจําเป็นจะต้องมีเครื่องโทคาแมค (Tokamak) ไหม อันนี้เราจําเป็นมากครับ เราจะต้องมีเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน (Fusion) รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างน้อย ๑ เครื่อง ซึ่งก็ เปรียบได้เหมือนกับว่าถ้าเราจะทดลองเรียนรู้เกี่ยวกับรถยนต์แต่เราไม่เคยมีรถยนต์มาก่อน เราศึกษารถยนต์จากในหนังสือ จากในตํารา ความรู้ความเชี่ยวชาญของเรา เราไม่สามารถ ที่จะสร้างมันได้ เราก็จะทําได้แค่ระดับหนึ่ง เราไม่สามารถที่จะเข้าใจและสามารถที่จะพัฒนา ต่อยอดไปถึงขั้นที่จะเป็นเทคโนโลยีของเราเองได้เลย เพราะฉะนั้นประเทศไทยถ้าเราสนใจ ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชัน (Technology Fusion) เพื่อที่จะเป็นพลังงานสําหรับลูกหลาน ของเราในอนาคต เราจําเป็นจะต้องมีเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน (Fusion) อย่างน้อย ๑ เครื่อง จะเป็นรูปแบบหนึ่งรูปแบบใดก็ได้ แต่ในปัจจุบันเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน (Fusion) ที่มีความ ก้าวหน้าและมีโอกาสที่จะประสบความสําเร็จมากที่สุดก็คือเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน (Fusion) ในรูปแบบที่เรียกว่า โทคาแมค (Tokamak) ซึ่งท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์และทางดอกเตอร์พลกฤษณ์ ก็ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราจําเป็นจะต้องมีเครื่องใดเครื่องหนึ่งนะครับ คราวนี้การที่เราจะพัฒนาโปรแกรมฟิวชัน (Program Fusion) ในประเทศไทยได้สิ่งหนึ่ง ที่จําเป็นก็คือว่า เราจะต้องเป็นโปรเจกต์ (Project) ที่เราเรียกว่า เนชันนัลโปรเจกต์ (National Project) เท่านั้น ในหลาย ๆ ประเทศมีความพยายามที่จะพัฒนาการศึกษาวิจัยทางด้าน ฟิวชัน (Fusion) มาก่อน ผมยกตัวอย่างประเทศใกล้บ้านเรานะครับ ท่านอาจจะไม่เคยทราบ มาก่อนก็คือประเทศมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียมีเครื่องโทคาแมค (Tokamak) มาก่อน เป็นเครื่อง โทคาแมค (Tokamak) ขนาดเล็กโดยที่อาจารย์ท่านหนึ่งพยายามทําในมหาวิทยาลัยด้วย ทําในรูปแบบที่ง่ายที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ทางท่านอาจารย์ท่านนี้ได้พบเจอก็คือพบว่า เนื่องจาก ท่านอาจารย์ท่านทําอยู่ท่านเดียว โดยที่เป็นความร่วมมือกันในมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าไม่สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ เพราะว่าโปรเจกต์ (Project) ทางด้านฟิวชัน (Fusion) เป็นโปรเจกต์ (Project) ขนาดใหญ่ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและความร่วมมือหลาย ๆ ด้าน เข้ามาทําร่วมกัน จะพึ่งแค่นักวิจัยฝ่ายเดียวไม่ได้นะครับ ก็จะเป็นจุดที่ทําให้ความพยายาม ของอาจารย์ท่านนี้ที่ประเทศมาเลเซียล้มเหลวไปในปี ๑๙๗๐ ในช่วงนั้นนะครับ ขณะนี้ ถ้าเกิดประเทศไทยสนใจ แน่นอนว่าเราจะต้องยกระดับโครงการนี้ให้เป็นโครงการระดับชาติ เท่านั้น ไม่ใช่เป็นโครงการระดับที่มหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งดําเนินการ หรือ สถาบันวิจัยใดสถาบันวิจัยหนึ่งทําเท่านั้น ต้องเป็นความร่วมมือกัน เป็นการบูรณาการ งานระดับชาติ หน่วยงานวิจัยของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ ต้องมาร่วมมือกันทํา เพื่อให้โครงการนี้ประสบ ความสําเร็จและก้าวหน้าไปได้นะครับ คราวนี้ถามว่าถ้าเราจะผลักดันโครงการนี้ควรที่จะอยู่ที่ใครนะครับ ตอนนี้ที่ความพยายาม ที่เกิดขึ้นเนื่องจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบ โดยตรงในการพัฒนาและวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ ซึ่งนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ก็เป็นขอบข่ายหนึ่งในงานของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือที่เราเรียกว่า สทน. เพราะฉะนั้นโดยหน้าที่และพันธกิจ สทน. เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่ สทน. ต้องการ เครือข่ายพันธมิตรจากมหาวิทยาลัย จากหน่วยงานวิจัยอื่น ๆ ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีและหน่วยงานวิจัยในกระทรวงอื่น ๆ สวทช. สํานักงานปรมาณูเพื่อสันติ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ต้องมาร่วมกันทํานะครับ แต่แกนหลัก อาจจะต้องให้ สทน. เป็นแกนหลักเนื่องจากพันธกิจเป็นพันธกิจโดยตรง เพราะฉะนั้นถ้าจะ ถามว่างบประมาณควรอยู่ที่ใคร เบื้องต้นอาจจะเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ก่อน แล้วก็ ไปร่วมมือกับกระทรวงอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน ณ ขณะนี้ ทางสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ แห่งชาติ หรือ สทน. ก็ได้จับมือร่วมกับทางมหาวิทยาลัย โดยเราได้เซ็นเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันเพื่อที่จะพัฒนางานวิจัยทางด้านนี้ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยจํานวน ๑๔ มหาวิทยาลัย ทั่วประเทศเลยที่จะทํางานวิจัยนี้ร่วมกัน โดยเบื้องต้นทางสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ แห่งชาติ นอกจากร่วมมือกันในประเทศ ได้ร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศ ญี่ปุ่น ประเทศจีน และประเทศฝรั่งเศส เรามีกิจกรรมที่ดําเนินการทางด้านฟิวชัน (Fusion) หลายอย่าง และกิจกรรมหนึ่งที่เรากําลังมุ่งหน้าแล้วก็พยายามอย่างมากก็คือ การที่เรา ร่วมมือกับประเทศจีน โดยที่เขาจะให้เครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน (Fusion) ที่เขาเคยทําในอดีต มาให้เราเป็นจุดเริ่มต้นนะครับ โดยเราจะเอาเครื่องนี้มาแล้วเราจะมาพัฒนาต่อ ยกระดับให้มี ความทันสมัยและมีความก้าวหน้า และเราจะสามารถวิจัยและพัฒนาทางด้านฟิวชัน (Fusion) ได้นะครับ คราวนี้คําถามอีกคําหนึ่งที่ถามว่า ถ้าเกิดพัฒนาทางด้านฟิวชัน (Fusion) เครื่องฟิวชัน (Fusion) เชื้อเพลิงที่ใช้ก็คือใช้จากดิวเทอเรียม (Deuterium) สาเหตุที่ต้องใช้ดิวเทอเรียม (Deuterium) กับทริเทียม (Tritium) เพราะว่าเป็นเชื้อเพลิงที่เมื่อทําปฏิกิริยาฟิวชัน (Fusion) มันเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด เราสามารถใช้อย่างอื่นได้ไหม เราสามารถใช้ไฮโดรเจน ได้โดยตรง แต่จะมีความยุ่งยากและซับซ้อนในการสร้างปฏิกิริยามาขึ้นเกือบ ๒ เท่า เพราะฉะนั้นในโลก สิ่งที่เราพยายามทําก็คือเอาดิวเทอเรียม (Deuterium) กับทริเทียม (Tritium) มาใช้ก่อน นะครับ แต่ว่าดิวเทอเรียม (Deuterium) ก็เป็นเชื้อเพลิงซึ่งหาได้ไม่ยาก มีอยู่ทั่วไปในน้ําทะเล โดยประมาณการว่าในน้ําทะเลประมาณ เรียกว่า ๘,๐๐๐ ส่วน มีไฮโดรเจนอยู่ ๘,๐๐๐ ส่วน จะมีดิวเทอเรียม (Deuterium) อยู่ ๑ ส่วน เพราะฉะนั้นเชื้อเพลิงที่เราจะสามารถสกัดได้มา เป็นดิวเทอเรียม (Deuterium) ที่จะเป็นเชื้อเพลิงสําหรับเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชัน (Fusion) สามารถมีเพียงพอที่จะให้มนุษย์ใช้เป็นหลาย ๆ พันปีเลยนะครับ เพราะฉะนั้นฟิวชัน (Fusion) มีเชื้อเพลิงจากแค่ดิวเทอเรียม (Deuterium) อย่างเดียวก็อยู่เยอะมากแล้ว ทําให้เชื้อเพลิง จากดิวเทอเรียม (Deuterium) มีราคาถูกนะครับ และฟิวชัน (Fusion) สามารถที่จะให้ พลังงานที่สะอาดอย่างที่ท่านกษิตและทางท่านดุสิตได้บอกไปนะครับ ก็คือว่าไม่ก่อให้เกิด สารกัมมันตรังสีตกค้าง อย่างหนึ่งที่เรากลัวเมื่อเราพูดถึงนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่พูดถึง ณ ปัจจุบันก็คือว่า เมื่อใช้เสร็จแล้วก็จะเกิดกากกัมมันตรังสี เกิดขึ้น ซึ่งเราก็ต้องดูแลและจัดเก็บเป็นอย่างดี ถ้าเกิดมีการรั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศหรือสู่ สภาวะแวดล้อมก็สามารถเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตได้ แต่ถ้าเราใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) สิ่งนี้จะไม่เกิดเลย เพราะว่าสิ่งที่ สําคัญในการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ได้ก็คือต้องมีความร้อนที่สูงมาก ถ้าเมื่อไรที่เครื่องปฏิกรณ์เปิดขึ้นหรือมีการรั่วไหลอุณหภูมิมันจะลดลงโดยอัตโนมัติเลย และจะทําให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) หยุดไปโดยปริยาย ก็จะเป็นระบบ รักษาความปลอดภัยโดยตัวมันเอง ทําให้แนวทางนี้มีความปลอดภัยสูงมาก และอีกส่วนหนึ่ง ก็คือว่าเป็นการสร้างพลังงานที่สะอาดไม่มีการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ทางด้านนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) เป็นเทคโนโลยีที่สามารถให้พลังงานในอนาคตได้ แต่ขณะเดียวกันเนื่องจากการสร้างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน (Technology Nuclear Fusion) ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเท่านั้น ทางด้านซูเปอร์คอนดักเตอร์ (Super Conductor) ทางด้าน วัสดุศาสตร์ ทางด้านโรโบติก (Robotic) ทางด้านหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้นการที่เราเรียนรู้ ทางด้านฟิวชัน (Fusion) นั่นจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ทางด้าน ซูเปอร์คอนดักเตอร์ (Super Conductor) ทางด้านหุ่นยนต์ และเราสามารถที่จะเอา องค์ความรู้และเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อีกมากมายตรงตาม แนวทางของรัฐบาลไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) แล้วก็ ๑๐ อุตสาหกรรมที่รัฐบาล ต้องการครับ ขอบคุณมากครับ
ขอเชิญผู้ชี้แจงท่านต่อไปนะครับ รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุรศักดิ์ เชียงกา หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านควอนตัมออปติกส์ (Quantum Optics) ท่านชี้แจงในประเด็นข้อซักถามเกี่ยวกับ เรื่องของแอปพลิเคชัน (Application) เพื่อการเกษตรและอาหารครับ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานและสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน ผม รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ สุรศักดิ์ เชียงกา หัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติม ในประเด็นของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาคอย่างที่ท่านเขมทัตได้เรียนชี้แจง ในเบื้องต้นถึงข้อมูล เทคโนโลยีนี้ครอบคลุมหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กตรอน นิวตรอน หรืออนุภาคอื่น ๆ หรือแสง ประเด็นการประยุกต์ใช้ผมขออนุญาต กล่าวในสิ่งที่เล็กที่สุด แล้วก็เกี่ยวข้องกับชาวบ้านที่สุด ในประเด็นของการนําคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปใช้ ขออนุญาต ยกตัวอย่างชาวสวนมะม่วง ปัจจุบันมะม่วงเราส่งออกเยอะเป็นอันดับ ๓ ของโลก ชาวบ้าน ที่เก็บมะม่วงไม่ทราบเลยว่าอายุที่สมควรของมะม่วงเท่าไร จริง ๆ เราสามารถที่จะนํา องค์ความรู้ทางด้านฟิสิกส์หรือทางด้านอนุภาคซึ่งเกี่ยวข้องกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ไปใช้ เพื่อที่จะสามารถแยกแยะได้ว่ามะม่วงที่อยู่บนต้นตอนนี้อายุเท่าไร ทําให้การเก็บมะม่วง ถูกจังหวะพอดีที่จะส่งออก โดยปกติชาวบ้านมักจะนึกถึงว่านี่ราคาขึ้นก็จะเก็บละ แต่ผล ที่เสียหายเกิดขึ้นไม่ได้คํานึงถึง เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนชี้แจงว่าจริง ๆ แล้วความสําคัญ ของหัวข้อเรื่องที่ได้นําเสนอนี้เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือชาวบ้าน หรือที่ทําเกษตรกรรมก็สามารถที่จะได้รับผลประโยชน์จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ อย่างที่ท่านอาจารย์หลาย ๆ ท่านหรือท่านอาจารย์ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ได้เรียนชี้แจง เป็นภาพซึ่งมองถึงอนาคตใน ๑๐ ปี ๒๐ ปี แต่ว่าคนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของเทคโนโลยี ฟิสิกส์อนุภาคนี้มีหลายภาคส่วน ในเรื่องของการศึกษา เด็ก ๆ ก็จะมีตัวอย่าง ได้เห็นในการ ประยุกต์ใช้ ข้อมูลต่าง ๆ ท่านอาจารย์เขมทัตได้ให้ไว้แล้วในเรื่องของชีท (Sheet) ว่ามีการ ประยุกต์ใช้ในด้านใดบ้าง แต่ผมขอเรียนชี้แจงแคบ ๆ ในเบื้องต้นว่า เทคโนโลยีนี้เรามีพื้นที่ให้ รอบคอบ คอร์ (Core) และพื้นที่ที่เรามีสามารถที่สร้างมูลค่าทําให้เกิดประโยชน์ และสามารถ ที่จะเป็นผู้นําได้ แล้วก็คนที่จะเกี่ยวข้องมีทุกภาคส่วน ขอเรียนชี้แจงในเบื้องต้นแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
มีสมาชิกที่จะซักถามสําหรับผู้ที่อภิปรายไหมครับ เชิญท่านดุสิต เครืองาม และท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ กระผม ดุสิต เครืองาม กระผมขออนุญาตร่วมตอบคําถามท่านสมาชิก สปท. ท่านกษิต ภิรมย์ ที่ถามเมื่อสักครู่ว่า พลาสมาคืออะไร ผมจะขออธิบายให้แบบง่ายที่สุด ทุกท่านครับ บ้านของเราเวลาเราเปิดไฟ เปิดสวิตช์ปั๊บ หลอดที่เราเรียกว่าหลอดไฟนีออนหรือว่าหลอด ฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) มันสว่างใช่ไหมครับ หลอดยาว ๆ แท่งหนึ่ง ๒ ฟุต หรือว่า ๑ เมตร หรือแม้แต่กระทั่งเป็นหลอดกลม ๆ ที่อยู่บนเพดานห้องนอนเรา ข้างในนั้นก็คือ พลาสมาครับ พยายามตามผมให้ทันนะครับ สสารในโลกนี้มีอยู่ ๔ ชนิดครับ ๑. คือของแข็ง ไม้ ก้อนหิน ๒. ของเหลว คือน้ํา น้ํามันเบนซิน แอลกอฮอล์ ๓. คือแก๊ส แก๊สออกซิเจน แก๊สไนโตรเจน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และ ๔. สถานะที่เรียกว่าพลาสมา เมื่อไรก็ตามที่เรา เอาใส่แก๊สเข้าไปในหลอดแก้วหลอดสุญญากาศ และเราก็ทําการอาก (Ask) ให้แก๊สมันจะ ถูกแยกตัว แล้วมันจะแตกตัวเป็นพลาสมา พลาสมาก็คือสถานะของสสารที่เกิดจากประจุ อิเล็กตรอนและไอออนอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นหลังคาบนห้องประชุมเราหลอดซีนอนแลมป์ (Xenon Lanp) ก็คือพลาสมาครับ หลอดในห้องนอนเราเป็นหลอดกลม ๆ ก็พลาสมาครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการท่านกําลังจะบอกบอกว่า ต่อไปเราจะสร้างเตาให้หลอดพลาสมา หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) ขอเส้นผ่าศูนย์กลางสัก ๑๐ เมตร ๒๐ เมตร ๓๐ เมตร เป็นท่อกลม ๆ วิ่งห้องประชุมนี้ แล้วก็ปล่อยแก๊ส อย่างเช่น ฮีเลียมก็ได้ ไนโตรเจนก็ได้ ซีนอน ก็ได้ อะไรก็แล้วแต่ปล่อยเข้าไป แล้วก็ขณะเดียวกันก็แอบฉีดธาตุที่วัตถุดิบไอโซโทป ของไฮโดรเจน ก็คือฉีดดิวเทอเรียม (Deuterium) กับทริเทียม (Tritium) เข้าไป และให้มัน เกิดการอาก (Ask) เป็นพลาสมาข้างใน ก็เกิดเป็นแสงสว่างวูบวาบ ๆ เต็มไปหมด แต่ว่าโทคาแมค (Tokamak) นั้นไม่ใช่เป็นหลอดแก้ว เป็นหลอดโลหะที่มีความหนา ๒ เมตร ๓ เมตร เป็นอุโมงค์ยาววิ่งรอบรัฐสภานี้ แล้วก็จุดอาก (Ask) ให้มันเกิดสว่างเป็นพลาสมาขึ้นมา แล้วก็ วัตถุดิบที่เรียกว่า ดิวเทอเรียม (Deuterium) กับทริเทียม (Tritium) เมื่อกี้ผมยกตัวอย่าง และเหมือนกับเอาแอปเปิล (Apple) มาตะกร้าหนึ่ง ๒ ลูก กับอีกตะกร้าหนึ่ง ๓ ลูก มาจับ รวมกันใส่เข้าไปในเตานั้น แล้วมันเกิดหลอมตัวกันเรียวกว่า ฟิวชัน (Fusion) กลายเป็นผลไม้ สาลี่ ๔ ลูก มันหายไป ๑ ลูก ๑ ลูกนั้นคือความร้อน และเอาความร้อนนั้นไปต้มน้ํา เอาน้ํา ที่ต้มได้นั้นไปปั่นเทอร์ไบน์ (Turbine) เพื่อผลิตไฟฟ้า หลักการง่าย ๆ แค่นี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณที่ช่วยอธิบายให้เกิดความเข้าใจนะครับ ส่วนใหญ่ที่นี่ก็เพิ่งรู้ว่ามันมี ๔ สถานะ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กษิต อีกที ผมคิดว่าต้อง ต่ออายุ สปท. เพื่อให้อาจารย์ดุสิตได้อธิบายความอีกหลายเรื่อง ท่านประธานครับ ผมขอ เรียนท่านประธานด้วยก็แล้วกัน เป็นการเฉพาะด้วย บางส่วนอาจจะเกี่ยวกับกรรมาธิการ คืออย่างนี้ครับ คืออย่างนี้คือทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีหน่วยงานที่ศึกษาแล้วก็ฝึกอบรม บุคลากร แล้วก็มีการติดต่อเบื้องต้นกับพวกบริษัทที่จะขายพลังงานนิวเคลียร์ไฟฟ้าที่ใช้ ยูเรเนียมก็แล้วกัน แต่ผมฟังตรงนี้แล้วทําให้ผมเกิดความหวังว่า ผมจะไม่ให้ประเทศไทยต้อง จะไปยุ่งกับไฟฟ้าที่มาจากยูเรเนียม และถ้าเผื่ออันนี้น่าจะเป็นไพรออริตี (Priority) หรือ มาก่อนพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์จากยูเรเนียมอยากจะขอให้สะท้อนไว้ในรายงาน และถ้าเผื่อ เป็นไปได้อยากจะฝากท่าน ท่านประธานต้องพูดกับรัฐบาลด้วยว่าถ้าเผื่อมันมีทางเลือกของ การที่จะมีพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไม่ได้ยึดตัวยูเรเนียมเพราะมีปัญหาไปอีกเป็นหมื่น ๆ ล้าน ๆ ปีของสิ่งปฏิกูลที่ใช้แล้ว แล้วก็จะมาทางนี้เพราะว่าเรามีน้ําทะเล เราก็มีเทคโนโลยี ในการที่จะผลิตพลาสมาด้วย มันก็ต้องให้รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าเงินทั้งหลายมันต้อง มาที่ตรงนี้ แล้วก็การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่มีหน่วยงาน มีงบประมาณ มีกําไรต่าง ๆ มากมายมหาศาลก็ต้องหันเหมาที่ตรงนี้ด้วย ผมคิดว่าอันนี้เป็นนโยบายที่สําคัญและต้องการการตัดสินใจทางการเมืองครับ แต่ว่าต้องการ องค์ความรู้ทางด้านเทคนิคและวิชาการจากดอกเตอร์ดุสิต เพื่อนสมาชิกของเรา แล้วก็จาก ทางกรรมาธิการเพื่อจะให้ท่านผู้บริหารประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ได้เข้าใจตรงนี้และต้องเป็นการตัดสินใจในนโยบายว่าเราจะไปทางนี้และไม่ไปทางโน้นที่ทาง อีแกต (EGAT) กําลังดําเนินการอยู่ แล้วก็มีบริษัท มีทูตเกาหลีใต้อะไรพวกนี้มาเสนอขาย ทุกวันนะครับ อันนี้ไม่ได้ ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งสําหรับประเทศไทยในอนาคต เกี่ยวกับการพึ่งตัวเองในเรื่องของการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ําทะเลของเรา แล้วก็องค์ความรู้ที่จะมี จากบุคลากรที่เราจะสร้างต่อไปอีก ๑๐ ปี ๑๕ ปีครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านสมาชิกครับ มีอีก ๒ ท่าน เชิญท่าน พลตํารวจเอก วิระชัย แล้วก็ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขอสั้น ๆ นะครับ
พลตํารวจเอก วิระชัย ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจเอก วิระชัย ทรงเมตตา สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ครับ ชื่อเดิมคือ สุวิระ ทรงเมตตา ครับ ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับที่ได้นําเสนอเรื่องนี้ ผมจะเสริมสั้น ๆ นะครับ อยากจะสนับสนุนให้สิ่งที่ท่านต้องการ สิ่งที่ท่านอยากเห็นนั้นเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว นะครับ ผมชี้ทางให้อีก ๑ ทางครับ ก็คือว่าขณะนี้มีช่องทางที่จะสามารถนํางบประมาณ มาจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือที่ท่านกล่าวนั้นได้ แล้วก็ถือว่าเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของ หน่วยงานนี้ครับ หน่วยงานนั้นคือกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่มีงบประมาณก็คือ กรมอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งผมคิดว่ามีงบประมาณอยู่ ตรงนี้อาจจะ เป็นอีกช่องทางหนึ่งเพื่อทําให้ความฝันของท่านเป็นความจริงได้เร็วขึ้นครับ ขอบคุณครับ
ชื่อนี้เป็นมงคลนะครับ ผมเห็นในรายงานของคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งแต่ว่า เป็น ๒ เรื่อง แต่ว่าเอกสารที่พิมพ์นี้ชื่อ สุวิระ ชื่อหนึ่ง กับวิระชัย สงสัยว่าเรามี สปท. ใหม่มา หรือเปล่า ให้ฝ่ายเลขานุการตรวจสอบปรากฏว่าท่านเปลี่ยนชื่อเป็นมงคลมาก เชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมชื่อ เฉลิมชัย ไม่ได้เปลี่ยนชื่อนะครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตกึ่งหารือแล้วก็กึ่งที่จะเสริมงาน ของกรรมาธิการ ผมได้พูดกับหลายท่านในห้องอาหารบอกว่าผมได้ฟังเรื่องนี้แล้วผมอดขนลุก ไม่ได้ ภูมิใจและดีใจอย่างยิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ทําเรื่องนี้ขึ้นมา สิ่งที่ทางกรรมาธิการ ท่านพูดคือเรื่องว่าเราจะหาเตาที่ว่านี้มาได้อย่างไร ทําให้ผมคิดขึ้นมาได้ว่านอกจากสิ่งที่เรา ควรจะต้องมีคือเตาแล้ว สิ่งที่เราควรจะต้องมีอย่างยิ่งก็คือคน คือบุคลากร ซึ่งผมเข้าใจว่า นี่คือประเด็นปฏิรูปของกรรมาธิการที่ท่านได้เสนอเรื่องนี้เข้ามา คือการหาคนขึ้นมาเพื่อที่จะ รองรับงานอันสําคัญ งานอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นภายใน ๑๕ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ถ้าเรา มีเตาเข้ามาแต่เรามีบุคลากรน้อย ที่อยู่บนเวทีนั้น ๒ ท่าน หรือ ๓ ท่านผมคิดว่าคงจะไม่พอ บังเอิญอย่างยิ่งที่ในห้องประชุมแห่งนี้เรามีบุคคลสําคัญผู้หนึ่งซึ่งท่านมีส่วนที่จะกําหนดทุน เพื่อที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ทุนที่จะกลับมาแล้ว ศึกษาแล้ว ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกก็แล้วแต่ แล้วกลับมาใช้ทุนในสถาบันการศึกษาหรือสถาบันต่าง ๆ นั่นคือ เลขาธิการ ก.พ. เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตเรียนเสนอท่านประธานและทางกรรมาธิการ ผ่านไปทางเลขาธิการ ก.พ. ซึ่งท่านนั่งยิ้มอยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ครับ ท่านยิ้มสบตากับผมแล้ว เหมือนท่านจะรู้ใจว่าผมกําลังจะเสนออะไร ท่านมีทุน ก.พ. อยู่นับจํานวนเป็นร้อย ๆ ทุน ในการที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ไม่ว่าในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท หรือปริญญาเอก ก็แล้วแต่ ท่านเลขาธิการ ก.พ. ท่านได้ฟังอยู่ในห้องประชุมนี้โดยตลอด ผมแอบมองท่านนะครับ ผมจึงขออนุญาตเรียนเสนอว่าถ้าท่านมีส่วนในการพิจารณากําหนดคน สาขาต่าง ๆ แขนงต่าง ๆ ที่ไปศึกษาต่างประเทศ จะเป็นฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรืออะไร ก็แล้วแต่ ท่านช่วยกรุณาพิจารณาเรื่องของฟิวชัน (Fusion) ที่เรากําลังเสนอในวันนี้เพื่อให้ เป็นรูปธรรมในการที่จะกําหนดทุนแล้ว มีจํานวนบุคลากรขึ้นมาเพื่อรองรับงานอันสําคัญ อันนี้ ท้ายที่สุดนี้ผมขออนุญาตขอบคุณ ผมจําชื่อท่านไม่ได้นะครับ แต่ผมจําชื่ออยู่ได้อันเดียว คือท่านพูดถึงมหาวิทยาลัยทักษิณ ผมยังแปลกใจว่าท่านเป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัย ทักษิณ ท่านไปเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกที่อื่น แล้วมหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในหาดใหญ่ใช่ไหมครับ ผมยังงงเลยครับว่ามหาวิทยาลัยทักษิณ มีอาจารย์ที่มีความรู้ทางด้านฟิวชัน (Fusion) อยู่ แล้วท่านทํางานอะไรอยู่ที่มหาวิทยาลัย ทักษิณ ที่หาดใหญ่ แล้วมันจะสามารถรับใช้ชาติ รับใช้ประเทศในสิ่งที่เรากําลังพูดภารกิจ อันยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างไร ท่านเอาทุน เอาสปอนเซอร์ (Sponsor) มาจากไหน แล้วใครเป็นคน ให้ทุนท่าน แล้วท่านกลับไปใช้ทุนที่มหาวิทยาลัยทักษิณได้อย่างไรครับ แล้วงานของท่าน จะเดินหน้าไปได้อย่างไร ไม่ได้หมายความว่าจะให้ท่านย้ายหรือลาออกจากมหาวิทยาลัย ทักษิณมาอยู่ในกรุงเทพมหานครนะครับ ผมกลับขอบคุณและปรบมือให้กับท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านสู้อุตส่าห์ไปเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วกลับมาใช้ทุนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยที่อยู่ภาคใต้ ที่หาดใหญ่ ขอเวลาเล็กน้อยท่านช่วยอธิบายตรงนี้ ได้ไหมครับ นี่จะเป็นตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์ที่สําคัญของเราที่สามารถไปเรียนแล้ว สามารถก้มหน้าก้มตาทํางานอยู่ในส่วนภูมิภาคได้อย่างไม่ท้อถอย ขอบคุณครับท่านประธาน
จะชี้แจงสั้น ๆ ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานนะครับ มหาวิทยาลัยทักษิณอยู่ที่จังหวัดสงขลา แล้วก็มีวิทยาเขต อยู่ที่จังหวัดพัทลุง ผมเป็นคนพัทลุง ผมจบ ม. ๓ จากพัทลุง ผมก็มาต่อเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก็คือเป็นเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ แล้วก็เรียน วิศวกรรมเครื่องกล หลังจากนั้นผมก็ได้รับทุนจากเยอรมนี เพราะว่าพระนครเหนือเขาโค (Co-operate) อยู่กับเยอรมนี แล้วไปฝึกงานที่เยอรมัน แล้วผมไปเห็นเรื่องเทคโนโลยีฟิวชัน (Technology Fusion) เขาก็ชวนผมเรียนต่อที่โน่น แต่ผมพอฝึกงานเสร็จกลับมาอยู่เมืองไทย ใจผมก็สนใจไปทางด้านโน้นแล้วก็พอดีผมมาเจอกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศสนับสนุนทุน ผมก็อยากจะอยู่เมืองไทยด้วย แล้วก็อยากจะไปที่โน่นด้วย กระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเขาก็ให้ทุนวิจัยสามารถเรียนในประเทศ ลงทะเบียนเรียน ในประเทศไทยได้ แล้วไปทําวิจัยที่ต่างประเทศได้ ผมก็เลยเรียนปริญญาโท ผมเรียนที่พัทลุง แต่ผมไม่ได้อยู่ ผมเรียนมหาลัยทักษิณแต่ผมไปอยู่ที่ฝรั่งเศส ปริญญาเอกผมก็เรียนที่สถาบัน เทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ผมก็ไม่ได้อยู่เมืองไทย ผมก็ไปอยู่ที่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ โปรตุเกส คือผมจบจากสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่ผมทําวิจัยอยู่ต่างประเทศตลอด แล้วพอผมจบกลับมาเขาก็ชวน อยู่ที่โน่น ผมว่าไม่ใช่เฉพาะบ้านเรานะครับที่ขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ ผมอยากจะเรียนว่า ยุโรปเองก็ขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์เหมือนกัน ผมไปเรียน ผมได้ทุนจากที่นี่แล้วไปอยู่โน่น เขาก็ยังให้เงินผมอีก ผมเรียนตอนโน้นเงินเดือนตอนเรียนเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผมกลับมา เมืองไทยทํางานเงินเดือน ๓๐,๐๐๐ บาท แต่ผมตั้งใจจะกลับมาแล้วก็จะผลักดันเรื่องนี้ เพราะผมเห็นแล้วว่าถ้าเรามัวแต่โทษรัฐบาล โทษคนอื่น ทําไมเราไม่โทษตัวเราเองบ้างว่า ทนอยู่ในสภาวะที่มหาอํานาจเอาเปรียบเราอย่างไร ทนอยู่ในสภาวะที่เพื่อนบ้านเราจะ แซงหน้าเราได้อย่างไร ผมก็เลยกลับมาแล้วผมผลักดันดีกว่า ถ้าเรามัวแต่โทษรัฐบาลไม่ช่วย รัฐบาลก็คงไม่ไหว ผมก็กลับมาครับ กลับมาอยู่เมืองไทย อยู่มหาวิทยาลัยทักษิณ ถามว่า ผมทําวิจัยเรื่องอะไร ตอนนี้ผมทําเกี่ยวกับยางพารา ช่วยพี่น้องชาวใต้ผม แต่ผมไม่ทิ้งเรื่อง โทคาแมค (Tokamak) ผมทํางานร่วมกับอาจารย์ธวัชชัย ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไปอยู่ ฝรั่งเศส อาจารย์ธวัชชัยก็มีคอนเนกชัน (Connection) ฝรั่งเศสช่วยพูดให้กับจีน เพราะว่าอย่างที่ผมบอกเครื่องโทคาแมค (Tokamak) มันอยู่ที่ ฝรั่งเศส เครื่องที่ทุกโลกรวมเงินกันนี้ แต่ว่าแต่ละประเทศไม่ได้เรียนรู้ทุกเรื่อง แต่ละประเทศ ก็แบ่งงานกันทํา ประเทศจีนก็รู้เรื่องหนึ่ง ฝรั่งเศสก็รู้เรื่องหนึ่ง ทีนี้จีนอยากจะรู้เพิ่มขึ้น จีนอยากจะ รู้เรื่องการอีตติง (Eating) อีกแบบหนึ่งต้องอาศัยความร่วมมือ ฝรั่งเศสเป็นคนชํานาญ ฝรั่งเศสต้องมาสอนเรื่องนี้จากจีน คนฝรั่งเศสก็ขอเขาว่า ให้เขาช่วยขอโทคาแมค (Tokamak) มาจากจีนให้หน่อย เพราะรู้ว่าจีนเขาไปล้ําแล้ว เครื่องนี้ตั้งทิ้งอยู่ในแล็บ (Lab) ของเขา ฝรั่งเศสเป็นคนคุยให้ว่าให้จีนให้โทคาแมค (Tokamak) เรา แต่ว่าเขาถอดอุปกรณ์อื่น ๆ นี้ ไปหมดแล้ว เหลือเฉพาะแชมเบอร์ (Chamber) กลวง ๆ นั้น ถ้าเราเอามา เครื่องนี้ถ้าให้ผม ประมาณการที่จีนให้น่าจะเกือบ ๆ ร้อยล้านบาท แต่เราต้องเพิ่มเงินที่อาจารย์ธรรมศักดิ์ บอกอีกประมาณ ๓๐๐ – ๔๐๐ ล้านบาทเพื่อที่จะให้มันเดินเครื่องได้ แต่อย่างที่ว่าได้เครื่องมา ถ้าเราไม่มีกําลังคนมันก็ไปต่อไม่ได้ เรื่องนี้จึงต้องทําคู่กันเราก็จะพยายามถ้ารัฐบาล สนับสนุนนะครับ ผมว่าเราก้าวผ่านหลาย ๆ เรื่องไปได้แน่นอน เพราะว่าเรานี้อย่างเช่น ท่านกษิตบอกแล้วว่าถ้าเราไม่ไปติดกับดักนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) จากพลังงาน ฟอสซิล (Fossil) นี้เราสามารถก้าวข้ามไปฟิวชัน (Fusion) ได้ไหม ถ้าเราทําได้ ประเทศไทย เราผมว่าเป็นลีดเดอร์ (Leader) กลับมาเป็นลีดเดอร์ (Leader) อีกครั้งในเซาท์อีสเอเชีย (Southeast Asia) แน่นอน แล้วก็เผลอ ๆ เราอย่าดูถูกคนไทยนะครับ คนไทยเก่ง ๆ หลายคน แต่เนื่องจากว่าไม่มีเวทีให้เขา บรรยากาศรอบตัวในการทํางานนี้ไม่เอื้อเขาก็เลยจะอยู่ใน ระบบตรงนี้ค่อนข้างยาก ผมเองก็ขอบคุณมหาวิทยาลัยทักษิณที่ว่าให้โอกาสผมได้มาทํา นิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ผมกลับพัทลุงเขามีแผนจะทําคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผมก็อยากจะบรรจุเรื่องพวกนี้ให้เป็นหลักสูตร แต่ถ้าว่าประเทศเราไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่อง พวกนี้ ผมจะไปตั้งภาควิชานิวเคลียร์ หลักสูตรนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) นี้มันก็คง จะเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยความว่าโชคดีอย่างมากทางกรรมาธิการนี้มีหนังสือไปทั่วเลย ไป สทน. ไปอะไร เราก็มาคุยกัน สุดท้ายนี้ผ่านมาจนถึงนี้มันเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับความฝันนะครับ เข้ามาในสภาได้ แล้วก็ถ้าวันนี้ สปท. อนุมัติเรื่องนี้ผมว่าจะเป็นการยกระดับประเทศเรา ไปอีกระดับหนึ่งครับ ขอบคุณมาก ๆ นะครับ ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ช่วยกันสนับสนุน ถ้าไม่มีเสียงคัดค้านเลย ปกติผมก็ดูช่องอยู่ ท่านอาจารย์กษิตนี้ส่วนใหญ่ก็จะไปอีกทางหนึ่ง วันนี้ช่วยผมแบบว่าเต็มที่เลย ผมขอขอบคุณมาก ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ท่านกษิตปรบมือให้เป็นพิเศษเลยนะครับ ก็ขอบคุณท่านอาจารย์พลกฤษณ์ มหาวิทยาลัยทักษิณอยู่ที่สงขลา สถานะคือเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐนะครับ เหมือน มอ. ผมเคยไปบรรยายอยู่เหมือนกัน มีอีกท่านหนึ่งบังเอิญถูกพาดพิงและเกี่ยวข้องเป็นประโยชน์ นะครับ เกี่ยวกับเรื่องของกําลังพล เชิญท่านเลขาธิการ ก.พ. ครับ
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ดิฉัน เมธินี เทพมณี ลําดับที่ ๑๑๗ เลขาธิการ ก.พ. ขอขอบพระคุณทุกท่านนะคะ ที่ให้ความไว้วางใจสํานักงาน ก.พ. ในการที่จะสนับสนุนขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นจริง ต้องขอบคุณอาจารย์เฉลิมชัยที่กรุณา กล่าวถึงเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ เรื่องนี้รัฐบาลมอบให้เป็นภารกิจสําคัญที่จะ ทําเรื่องของการปฏิรูปทุนทั้งระบบ แล้ววันนี้ก็ได้รับข้อมูลที่ดียิ่งจากทางท่านกรรมาธิการ และท่านสมาชิกทุกท่านในวันนี้ ต้องขอขอบคุณสําหรับข้อมูลทั้งหมด และดิฉันเชื่อว่าถ้าเรา ร่วมใจกันเช่นนี้เราก็สามารถที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ก้าวเข้าไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วกว่า ที่เราเห็นมาในอดีต ซึ่งก็ก้าวมาเยอะแล้ว ไม่ได้ว่าไม่ได้ก้าว แต่วันนี้เราอยากจะก้าวให้มันเร็ว ขึ้นอีก แล้วก็รับกับงานที่เราจะต้องทํางานขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน ก็ขอขอบคุณทุกท่านค่ะ แล้วก็เต็มที่ที่จะร่วมทํางานชิ้นนี้ต่อเนื่องกับพวกเราทุกคนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ในการประชุมวิป (Whip) วันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ผมจะขออนุญาตที่จะให้ สรุปผลการประชุมครั้งล่าสุดของกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศที่ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภายใต้ ป.ย.ป. นี้ได้พูดถึงการปฏิรูปสําคัญ ๔ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของ การปฏิรูปกําลังคนของประเทศ ท่านเลขาธิการ ก.พ. ก็ไปรายงาน รวมทั้งการปฏิรูป เชิงโครงสร้างระบบ ซึ่งทาง ก.พ.ร. และหน่วยงานอื่นนี้รายงาน แล้วก็มีการปฏิรูปเรียกว่า แอดมินิสเทรทิฟรีฟอร์ม (Administrative Reform) การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็มีคณะกรรมการที่ปรึกษาการปฏิรูป กฎหมายที่ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นําเสนอ เป็นประโยชน์มากครับ มีกฎหมายถึง ๓,๐๐๐ ฉบับเลยครับที่ต้องรีวิว (Review) ใหม่ อย่างนี้เป็นต้น มันจะได้ เชื่อมโยงระหว่าง สปท. แล้วก็ทาง ป.ย.ป. ขณะเดียวกันรายงานอย่างนี้ก็จะส่งต่อไปถึง กรรมการปฏิรูปประเทศที่ยังมีการจัดตั้งภายในไม่เกินกลางเดือนสิงหาคม รวมทั้งกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ เพราะว่าอันนี้เป็นเรื่องยาว ๒๐ ปี ก็สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เชิญท่านประธานวิวัฒน์ ศัลยกําธร สรุปครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมมีเรื่องสรุป ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดไม่ได้เลยถ้าขาดบุคคลสําคัญที่นั่ง อยู่ในนี้ทั้งหมด ตั้งแต่อาจารย์เขมทัตเป็นต้นไป จนถึงหน่วยงานสําคัญ ท่านพรเทพ ผู้อํานวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ (องค์กรมหาชน) ท่านศาสตราจารย์สมศักดิ์ จากภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วก็ท่านอาจารย์อภิวัฒน์ อาจารย์ประจําภาควิชา ฟิสิกส์ของสถาบันพระจอมเกล้าธนบุรี แล้วก็สมาชิกทั้ง ๕ ท่าน โดยเฉพาะท่านสุวิระ พลอากาศตรี เฉลิมชัย ท่านดุสิต ท่านกษิต และท่านเลขาธิการ ก.พ. ซึ่งท่านประธาน อนุกรรมการของเราบอกว่าถ้าท่านให้ทุนสัก ๔๐๐ ล้านบาทงานนี้เกิดได้ทันทีครับ ก็ไม่มากมาย อะไรครับ ก็อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่สุดที่เราหารือกันมาตลอด ๒ เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ ๑ จะทําความเข้าใจกับสังคมไทยอย่างไร เพื่อให้เข้าใจให้ได้ว่า คําว่า นิวเคลียร์ มี ๒ ด้าน ด้านลบซึ่งเกิดมาในอดีต เป็นเรื่องธรรมดาครับ ความเก่าหลาย ๆ อย่างเรายังไม่รู้ แต่ถ้า เราเรียนรู้เรื่องนี้จึงให้ความสําคัญกับกระบวนการเรียนรู้ทําความเข้าใจกับนิวเคลียร์ใหม่ ซึ่งไม่มีพิษ ไม่มีสารตกค้าง ไม่มีอันตรายใด ๆ แต่เป็นเรื่องยาก ทั้งหมดนั้นต้องเตรียมคน ไว้ก่อน เมื่อช่วงเช้าท่านได้กรุณาอนุมัติไปแล้วว่าเราต้องพัฒนาคนทางด้านวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้เป็น ๑ เรื่องทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลต่อกิจการต่าง ๆ มากมาย กว้างขวาง ถ้าที่ประชุมนี้ได้กรุณาเห็นชอบงานนี้ก็จะเดินเครื่องต่อ แล้วเราต้องพึ่งทุกท่าน ไม่ใช่เฉพาะ นักวิทยาศาสตร์อย่างเดียว งานนี้จะไปได้ต้องอาศัยทั้งนักบริหาร อาศัยทั้งนักสังคม อาศัย ทั้งผู้ที่เชี่ยวชาญด้านทุน และที่สําคัญที่สุดบุคคลที่จะมีขีดความสามารถในการประสาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถ้าเราสามารถระดมสรรพกําลังมาช่วยกันประเทศเราจะ ก้าวข้ามประเทศเทคโนโลยีเก่าไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็ว แต่ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ความ สามัคคี ก็อยากกราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่านครับ ตั้งแต่ท่านประธานไปจนถึงท่านสมาชิก ทุกท่าน แล้วก็นักวิยาศาสตร์ทุกท่านที่มาช่วยกัน เรื่องนี้คงไม่จบแค่นี้ คงต้องเหน็ดเหนื่อย กันต่อไปครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ขอบคุณท่านประธานและกรรมาธิการนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา รายงานเรื่อง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาค หรือพาร์ติเคิลฟิสิกส์ (Particle Physics) แล้ว ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๔๙ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง การใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาค หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีแล้ว ผมขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ผลของการลงคะแนนเสียงเป็นดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๕ คน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ คนนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีฟิสิกส์อนุภาค ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาทั้ง ๒ เรื่องแล้ว ขอขอบคุณ กรรมาธิการและผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย (สทท.) เพื่อยกระดับการสื่อสารของรัฐ ประชาชน และสาธารณประโยชน์
ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ เอกสารเล่มใหญ่ทีเดียว แต่ในเนื้อหาหลัก มีทั้งหมด ๒๑ หน้านะครับ ที่เหลือจะเป็นภาคผนวก ตั้งแต่ผนวก ก ถึงผนวก ช ในโอกาสแรกนี้ ผมขออนุญาตเอาผนวกสุดท้ายขึ้นมาก่อนครับ ผนวกสุดท้ายมีแค่ ๒ แผ่น คือในมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งผมถ่ายมาเฉพาะ ในมาตรา ๑๐ ได้กําหนดให้ใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์มี ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ คือส่งเสริมความรู้การศึกษาด้านศาสนา ด้านศิลปะและวัฒนธรรม
ประเภทที่ ๒ เขียนไว้สั้น ๆ ครับ คือในด้านความมั่นคงของรัฐ สําหรับสถานี วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สทท. ถ้าเป็นภาษาอังกฤษย่อว่า เอ็นบีที (NBT) นั้นอยู่ใน ประเภทที่ ๓ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนท่านประธานต่อไป
ในประเภทที่ ๓ นั้นวัตถุประสงค์เพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งเสริม ความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน และระหว่างรัฐสภากับประชาชน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเพื่อ ประโยชน์สาธารณะในการบริการข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ ครับ ดังนั้นสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ สทท. หรือเอ็นบีที (NBT) นี้จึงดําเนินการตาม พ.ร.บ. ประกอบ กิจการวิทยุและโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในมาตรา ๑๐ เป็นประเภทที่ ๓ ในข้อเท็จจริง ในปัจจุบันถามว่าประชาชนคนไทยรู้จักช่อง ๑๑ เยอะไหม เรามีทีวีธุรกิจ ๒๔ ช่องนะครับ มีการแข่งขันกันอย่างสูง อันนี้เป็นสาธารณะคนละประเภทกันนะครับท่านประธาน คําตอบ ก็คือคนไม่ค่อยรู้จัก ช่อง ๑๑ ไม่ค่อยรู้จักเอ็นบีที (NBT) ไม่ค่อยรู้จัก สทท. ถามว่า ประชาชน เปิดดูบ่อยไหม คําตอบคือไม่ค่อยบ่อย ถามเรื่องของเรตติง (Rating) ซึ่งก็จริงอยู่นะครับ อันนี้ เป็นสาธารณะ ไม่ควรที่จะไปเทียบกับทีวีธุรกิจ ซึ่งมีการลงทุน มีการประมูลคลื่น มีการ แข่งขันในเรื่องของการโฆษณา ดังนั้นเรื่องของเรตติง (Rating) จึงควรจะแยกออกจากกัน ในขณะที่ส่วนราชการอีกหลายกระทรวงมีแนวความคิดที่จะขอช่องรายการทีวีไปยัง กสทช. ซึ่ง กสทช. ได้จัดไว้ทั้งหมด ๑๒ ช่องนะครับ ขณะนี้ใช้ไปแล้วก็คือ ช่อง ๑๐ รัฐสภา ช่อง ๑๑ ช่องไทยพีบีเอส (Thai PBS) แล้วก็ช่อง ๕ นะครับ แต่ในเรื่องของาการตั้งสถานีใหม่นั้นต้อง ใช้เงินลงทุนสูง ต้องมีมัลติเพล็กเซอร์ (Multiplexer) ต้องมีโครงข่าย ดังนั้นกรรมาธิการของ กระผมทั้งหมดข้างบนนี้ครับ จึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วศึกษาดูว่าในขณะที่บางกระทรวง มีความต้องการที่จะประชาสัมพันธ์กิจกรรมของท่าน แล้วท่านก็จะขอตั้งสถานีวิทยุสาธารณะ ไปยัง กสทช. ทําไมไม่มาใช้เวลาที่เหลือของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเอ็นบีที (NBT) หรือ สทท. ครับ นี่คือเป็นที่มาที่เราได้ศึกษา แล้วเสนอแนะทั้งหมด ๗ ข้อในตอนท้ายนะครับ ในรายละเอียดทั้งหมดผมขออนุญาตท่านประธานมอบให้ท่าน สปท. อภิชาต จงสกุล ท่านเป็น โฆษกคณะกรรมาธิการของกระผมได้เป็นผู้นําเสนอ แล้วก็ยินดีที่จะรับข้อคิดเห็น ข้อสังเกต จากท่านประธานและท่านสมาชิก กราบขอบคุณครับ
ขอเชิญท่านกรรมาธิการอภิชาต จงสกุล นําเสนอรายงานต่อครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และเพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ สําหรับรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปสื่อวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) เพื่อยกระดับการสื่อสารของรัฐ ประชาชน และ สาธารณประโยชน์ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน โดยอนุกรรมาธิการวิทยุโทรทัศน์ก็ได้เสนอเป็นรายงานเพิ่มเติมจากตามแผนเดิมนะครับ เพราะว่าเห็นความสําคัญของเรื่องนี้เป็นอย่างมากนะครับ ซึ่งความเป็นมานั้นเราก็คงทราบดีว่า สทท. ซึ่งผมจะขอเรียกเป็น เอ็นบีที (NBT) จะได้ประหยัดเวลานิดหนึ่งนะครับ เป็นหน่วยงาน สื่อมวลชนของรัฐ ขึ้นกับกรมประชาสัมพันธ์ สํานักนายกรัฐมนตรี ภารกิจที่สําคัญก็คือ เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐไปสู่ประชาชน รับฟังความคิดเห็นจาก ภาคประชาชนมาสู่รัฐบาล แล้วก็หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าสภาพปัญหาในการ ดําเนินงานของเอ็นบีที (NBT) นั้นก็จะพบอยู่มากมายนะครับ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของรูปแบบ แล้วก็โครงสร้างของการบริหารงาน เอ็นบีที (NBT) คือทํางานแบบข้าราชการนะครับ เจ้าหน้าที่ของเอ็นบีที (NBT) เป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นกระบวนการทํางานต่าง ๆ นั้นก็จะมีขั้นตอนที่เยอะแยะมากมาย งานขาดความ คล่องตัว ล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์ นั่นคือเรื่องสําคัญในการที่คงจะต้องปฏิรูปในเรื่อง โครงสร้างของเอ็นบีที (NBT) เรื่องของความเป็นอิสระ การทําหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะต้อง มีความเป็นอิสระในการที่จะทํางาน ในข้อนี้เมื่อทํางานในฐานะของข้าราชการเองก็จะเจอ ปัญหาในเรื่องของความอิสระ ความคล่องตัว เรื่องของบุคลากรของเอ็นบีที (NBT) เอง ก็คง ทราบดีกันว่าการทํางานในลักษณะของสื่อมวลชนนั้น ข้าราชการเมื่อเข้ามาทํา ได้ฝึกเหมือนกับ เป็นโรงเรียนฝึกเป็นพิธีกร เป็นผู้จัดรายการ เป็นผู้ดําเนินรายการ เมื่อเริ่มทํางานเก่งขึ้น มีชื่อเสียง แต่ว่าผลตอบแทนนั้นก็คือรับแบบราชการ การแข่งขันในเรื่องของทีวีทั่วไปเขาพร้อม ที่จะซื้อตัวด้วยราคาแพง เพราะฉะนั้นเอ็นบีที (NBT) ก็เหมือนเป็นโรงเรียนที่จะฝึกหัด สร้าง บุคลากรสําหรับให้คนมาซื้อตัวไป เพราะฉะนั้นปัญหาสมองไหลเกิดขึ้นเป็นประจํากับเอ็นบีที (NBT) สําหรับพิธีกรผู้ดําเนินรายการที่มีชื่อเสียง แล้วก็การพัฒนาตนเองของผู้จัดรายการ อะไรต่าง ๆ นั้นก็คงจะสู้กับที่ไปทํางานที่มีผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ เรื่องของการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนในวันนี้ก็ยังถือว่าเอ็นบีที (NBT) ก็ยังขาดความคล่องตัวในการที่จะทํางาน ร่วมกับทางภาคประชาชน งบประมาณภาครัฐต้องจ่ายแน่นอน ทั้งเงินเดือน ทั้งค่างบลงทุน งบอะไรต่าง ๆ ในการดําเนินงานของเอ็นบีที (NBT) แต่ว่าสิ่งที่ตามมาก็คือคนดูน้อย จะเห็นว่า เรตติง (Rating) อยู่อันดับรั้งท้ายหรือรองท้ายอยู่เป็นประจําตลอดมานะครับ นั่นอาจจะ อย่างที่ประธานกรรมาธิการได้กล่าวไว้ว่า เรตติง (Rating) จะไปเทียบกับทีวีธุรกิจนั้นคงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นดัชนีชี้ตัวหนึ่งว่ามีคนดูมากน้อยเพียงไร ในเมื่อภาครัฐเองต้องเสียเงินทุ่มไป ปีแล้วปีเล่า แต่ว่าไม่สามารถที่จะทําให้คนหันมาให้ความสนใจในเรื่องของเอ็นบีที (NBT) ได้ ปัจจุบันนี้ก็คงทราบดีเรื่องของโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ นั้นมีความรวดเร็ว เอ็นบีที (NBT) มีคู่แข่งนอกจากทีวีของภาคธุรกิจแล้ว สื่อออนไลน์ (Online) ให้ข่าวสารที่รวดเร็ว แต่ว่าในเรื่องของความถูกต้องต่าง ๆ นั้นอาจจะ ไม่มาก นั่นคือสิ่งที่ทางกรรมาธิการมองว่าเราคงจะต้องมองในจุดในการที่จะแข่งขันกับ สื่อออนไลน์ (Online) พวกนั้นในเรื่องของข้อมูล ข้อเท็จจริง และเรื่องของความรวดเร็วในการ นําเสนอ เอ็นบีที (NBT) ถ้ายังอยู่ในสภาพปัจจุบัน การที่จะพัฒนาเพื่อแข่งขันในเรื่องของ ข่าวเองก็ตามคงเป็นไปได้ลําบาก แล้วก็การเข้าถึงภาคประชาชนถ้ามองในเรื่องของคุณภาพเอง ก็สู้แข่งขันลําบากมาก ที่สําคัญที่กรรมาธิการมองก็คือเอ็นบีที (NBT) ไม่มีเอกลักษณ์ของ ตัวเอง ไม่มีแบรนด์ (Brand) ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่จะต้องสร้างขึ้นมา จะเป็นทีวีเพื่อเสนอ ข่าวสารภาครัฐที่คนหันมาดู ก็จะต้องสร้างแบรนด์ (Brand) ของตัวเองขึ้นมา
ในส่วนของนโยบายของรัฐและกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็จะมีอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ปี ๒๕๕๙ ถึงปี ๒๕๖๔ ซึ่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติได้เขียนนโยบายและแผนตัวนี้มาเพื่อใช้เป็นคู่มือ ในการที่จะจัดทําแผนบูรณาการในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ กับเรื่องของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งท่านประธานคณิต ได้กล่าวแล้วว่าเอ็นบีที (NBT) จัดอยู่ในสื่อสาธารณะประเภทที่ ๓ แต่ว่าวันนี้การทํางาน ของสื่อสาธารณะประเภทที่ ๓ ก็ยังไปไม่ถึงจุดที่ควรจะให้บริการสาธารณะได้มากกว่านี้ คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการมีทั้งเรื่องของการศึกษาวิเคราะห์จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ๔ ภาค มีการรับฟังความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม เราได้เชิญผู้เกี่ยวข้องเฉพาะกลุ่มเข้ามาจัดโฟกัสกรุป (Focus Group) ขึ้นมา แล้วก็ได้เรียนเชิญ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐจากกระทรวงต่าง ๆ ขึ้นมาแลกเปลี่ยนให้ความคิดเห็นร่วมกับ ทางอนุกรรมาธิการ ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากแต่ละกระทรวง มีผู้บริหารระดับสูงมาให้ ความคิดเห็น ทั้งระดับปลัดกระทรวง ระดับรองปลัดกระทรวง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มาร่วม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากมาย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นทําให้เราได้ผลการรับฟังความคิดเห็น ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าทุกวงที่เราไปร่วมจัดประชุม จัดสัมมนา จะเห็นพ้องต้องกันว่ามีความ จําเป็นที่จะต้องปฏิรูปทางเอ็นบีที (NBT) เพื่อให้เป็นสื่อของรัฐที่มีประสิทธิภาพแล้วก็สามารถ ที่จะให้บริการเป็นสถานีของทุกส่วนราชการที่จะมาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนต่อไปนะครับ
แล้วเรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ วันนี้หลาย ๆ กระทรวงพยายามที่จะขอ กสทช. ในการที่จะขอรับช่องสาธารณะจากทีวีดิจิทัล (TV Digital) ซึ่งในเรื่องของช่องสาธารณะนั้น ๑๒ ช่อง วันนี้มีช่อง ๕ ที่ไปอยู่ที่ช่อง ๑ มีเอ็นบีที (NBT) ที่ช่อง ๒ มีไทยพีบีเอส (Thai PBS) ที่ช่อง ๓ แล้วก็ทีวีรัฐสภาที่ช่อง ๑๐ ก็จะมีเหลือช่อง ๔ ช่อง ๕ ช่อง ๖ ช่อง ๗ ช่อง ๘ ช่อง ๙ แล้วช่อง ๑๑ ช่อง ๑๒ หลายหน่วยงาน หลายองค์กรอยากจะมีทีวีเป็นของตัวเองก็พยายามขอมา แต่ว่าวันนี้ทาง กสทช. ก็ยังไม่ได้อนุญาตให้นะครับ ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการเราพิจารณาว่า ถ้าทุกกระทรวงไปตั้งสถานีทีวีของตัวเองอีกจะเอางบประมาณที่ไหนมาทํา จะเอาผู้เชี่ยวชาญ จะเอาบุคลากรที่ไหนมาทํา ที่มีความรู้เรื่องกล้อง เรื่องการดําเนินการ การทํารายการอะไรต่าง ๆ แต่ละกระทรวงจะมีแต่ตัวสารัตถะ มีแต่คอนเทนต์ (Content) แต่ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไม่มี แล้วทําไมในเมื่อเอ็นบีที (NBT) มีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ใหญ่ที่พร้อมที่จะให้บริการ แล้วมาทํา เรื่องของการแชริง (Sharing) เอ็นบีที (NBT) กันกับส่วนราชการจะไม่เป็นประโยชน์มากกว่า หรือเอ็นบีที (NBT) เองแทนที่จะต้องเอาเจ้าหน้าที่ของเอ็นบีที (NBT) ไปทําข่าวเจาะลึก ต้องไป ศึกษาเริ่มต้นใหม่ ก็ให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่อง ซึ่งข้อมูลเขามีพร้อมอยู่แล้ว เป็นผู้ชํานาญการ เฉพาะด้านแต่ละด้านอยู่แล้วทําตัวเรื่องเนื้อหาแล้วมาร่วมกัน จัดเวลาให้เหมาะสม เราก็จะได้ ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายด้วยซ้ําไป นั่นคือสิ่งที่เรามอง เป็นความเห็นร่วมกันของผู้แทนของแต่ละ กระทรวง ประเด็นการปฏิรูปทางกรรมาธิการได้เสนอไว้เป็น ๔ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการปรับรูปแบบแล้วก็โครงสร้างการบริหารงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดําเนินงาน ข้อเสนอที่เสนอไว้ก็คือเป็นหน่วยงานบริการรูปแบบ พิเศษ หรือเซอร์วิส เดลิเวอรี ยูนิต (Service Delivery Unit) หรือเอสดียู (SDU) ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการดําเนินการให้จัดตั้ง ให้ทํารูปแบบของเอสดียู (SDU) มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีรองรับ กระทรวงการคลังมีระเบียบกระทรวงการคลังในเรื่อง ของเงินรายได้ของเอสดียู (SDU) เรียบร้อยหมดแล้ว แต่วันนี้ยังไม่ได้ทํา ทํามาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ สมัยรัฐบาลท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีมติ ครม. มีระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีออกมา สมัยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็มีการกระตุ้นเรื่องนี้ขึ้นมา แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มต้น ปัญหาเนื่องจากตัวผู้ปฏิบัติงานเองก็มีความกังวลว่าตัวเองจะโดน ออกจากราชการหรือจะไปอยู่อย่างไร ขาดความมั่นคงต่าง ๆ หรือเปล่า แต่ความจริงแล้ว ทางสํานักงาน ก.พ.ร. ได้วางรูปแบบในการทํางาน ออกขั้นตอนกระบวนการทํางานไว้ทั้งหมด เรียบร้อยหมดแล้วด้วย แต่ว่ายังไม่มีการนําเรื่องนี้มาปฏิบัติ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเพิ่มการมีส่วนร่วมของส่วนราชการ แล้วก็ ภาคประชาชนในการสื่อสารต่อสาธารณะ นั่นก็คือข้อเสนอในเรื่องของแชริง (Sharing) เวลา ให้ส่วนราชการมีเวลา จัดสรรเวลา จะแบ่งสัดส่วนกันอย่างไร เดี๋ยวจะนําเสนอต่อไปนะครับ
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนให้เป็นการบริการสาธารณะ ประเภทที่ ๓ ตามกรอบกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการที่จะนําข้อมูลข่าวสารที่เป็นสาระ สู่พี่น้องประชาชนผู้รับชม
ประเด็นสุดท้าย ก็คือมองเรื่องของการส่งเสริมพัฒนาบุคลากรของสถานีวิทยุ เอ็นบีที (NBT) ต่อไป วิธีการปฏิรูปที่ทางกรรมาธิการจะขอนําเสนอ เรื่องแรก ก็คือการปรับ ผังรายการแล้วก็เนื้อหาสาระ ทางเอ็นบีที (NBT) โดยข้อกําหนดของ กสทช. จะต้องเป็น สถานีที่ออกรายการที่เป็นข่าวสาร ที่เป็นสาระประโยชน์ในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ ของเวลาทั้งหมด นั่นคือระเบียบของ กสทช. ที่เป็นเงื่อนไขบังคับที่จะต้องปฏิบัติ เรื่องที่ ๒ ก็คือ เมื่อกําหนดสัดส่วนของรายการแล้ว กรรมาธิการอยากจะให้มีการแบ่งสัดส่วนการดําเนินการ ของผู้จัดรายการนะครับ ก็คงจะเป็นสัดส่วนของภาครัฐกับผู้มีส่วนร่วมภาคประชาสังคม เอกชน เข้าร่วมผลิตรายการนะครับ โดยชั้นต้นเสนอไว้ที่ร้อยละ ๔๐ แล้วก็การผลิตข่าวสาร และเนื้อหาของเอ็นบีที (NBT) เองก็คงจะอยู่ที่ร้อยละ ๖๐ นะครับ อันนี้เป็นช่วงแรกที่คิดว่า ตรงนี้อาจจะเป็นสัดส่วนซึ่งอาจจะขยับ คงไม่ได้ฟิกซ์ (Fix) ว่าจะต้องเป็น ๔๐ ต่อ ๖๐ แต่ว่า ในการพิจารณาต่าง ๆ อาจจะมองสัดส่วนตรงนี้ให้ยืดหยุ่นได้นะครับ
วิธีการปฏิรูปเรื่องที่ ๒ ก็คือการปรับโครงสร้างอํานาจบริหารองค์กรให้ภาครัฐ ประชาชนมีส่วนร่วมตามอัตราที่กําหนดไว้แล้วก็คงจะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อเป็นเอ็นบีที (NBT) แล้วก็คงจะต้องมีกรรมการ ที่กํากับดูแล ในชั้นต้นอาจจะเป็นท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อาจจะไปเป็นประธานบอร์ด (Board) นี้เอง หรือถ้ารัฐบาลให้ความสนใจอาจจะมอบระดับ ท่านรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานก็ได้นะครับ แต่ว่ายังไม่ได้กําหนดลงไปว่า จะต้องเป็นใคร แล้วก็องค์ประกอบจะมาจากสัดส่วนจากที่ไหน แต่ว่าการบริหารงานบอร์ด (Board) ตัวนี้คงจะต้องมามองในเรื่องของการจัดรายการต่าง ๆ สําหรับบุคคลที่ปฏิบัติงาน ในหน่วยเอสดียู (SDU) นั้น เอสดียู (SDU) จะเป็นองค์กรที่ไม่ใช่ราชการโดยตรง ไม่ใช่ รัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่องค์การมหาชน จะเป็นรูปแบบใหม่ ทําไมไม่ทําเป็นรูปองค์การมหาชน ทําไม ไม่ทําเป็นรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ นะครับ รัฐวิสาหกิจปัจจุบันนี้มีตัวอย่างแล้วก็คือ อสมท. องค์การ มหาชนที่ชัดเจนตั้งตาม พ.ร.บ. ก็คือไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งทั้ง ๒ หน่วยนี้ก็ห่างจาก รัฐบาลนะครับ แต่เอสดียู (SDU) ที่จะจัดตั้งนั้นยังมีสายใยที่เกี่ยวข้องเพราะว่าเขาคือ หน่วยงานหนึ่งของกรมหรือของหน่วยงานของรัฐ เราต้องยอมรับว่าเอ็นบีที (NBT) จะต้องเป็น กระบอกเสียงของรัฐบาลต่อไปนะครับ ไม่ใช่หลุดขาดออกไปอย่างที่มีการจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็น รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนที่เคยปฏิบัตินะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือจุดที่เอสดียู (SDU) ที่ของเอ็นบีที (NBT) นี้จะเกี่ยวกับภาครัฐ นโยบายต่าง ๆ ภาครัฐยังส่งต่อได้ แต่วิธีการ ปฏิบัติงาน ผลตอบแทนของเจ้าหน้าที่คงจะสูงกว่าที่เป็นราชการเพื่อป้องกันเรื่องของสมองไหล เรื่องของการซื้อตัวไป ทางเอ็นบีที (NBT) คงต้องกําหนดในเรื่องของกฎเกณฑ์ จริยธรรม เรื่องของมาตรฐานวิชาชีพของผู้สื่อข่าวของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นระบบอย่างชัดเจน เอ็นบีที (NBT) ต้องเป็นหน่วยงานหลักในการสื่อสารนโยบายและข้อมูลข่าวสารของรัฐตามนโยบาย ของรัฐบาล แล้วก็สิ่งสําคัญก็คือเอ็นบีที (NBT) ต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง จะเป็นสถานี โทรทัศน์ด้านข่าวที่มีชื่อเสียง มองไปถึงวันข้างหน้ายกระดับไปเทียบเท่ากับบีบีซี (BBC) ของอังกฤษหรือซีเอ็นเอ็น (CNN) ของสหรัฐอเมริกาก็เป็นความฝันที่คิดว่าวันหนึ่งคงจะต้อง ทําได้ ถ้าเอ็นบีที (NBT) เรามีการปฏิรูปตัวเองแล้วก็ปรับก้าวไปสู่จุดนั้น เรากําหนดระยะเวลา ปฏิรูป ระยะแรกคิดว่าภายใน ๓ เดือนหลังจากที่มีการนําเสนอรายงานฉบับนี้แล้วก็จะเป็น การประสานงานเรื่องของการวางนโยบาย เรื่องของผังรายการ เรื่องของการจัดสรรช่วงเวลา ในระยะที่ ๒ อีก ๖ ถึง ๙ เดือนนั้นก็จะมีการตั้งกรรมการเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ เอ็นบีที (NBT) จัดสรรช่วงเวลา เริ่มต้นเราอาจจะจัดให้ส่วนงานที่เข้ามาร่วมจัดรายการ สัก ๔๐ นะครับ แล้วก็เอ็นบีที (NBT) ทําผลิตข่าวสารเองสัก ๖๐ ก่อนนะครับ เป็นเรื่องของ การเริ่มต้นในการชิมลางที่จะปรับเปลี่ยน ที่จะปรับตัว ระยะที่ ๓ หลังจากนั้นภายใน ๑ ปีก็จะ มีการจัดสรรช่วงเวลาที่เพิ่มมากขึ้น มองว่าอาจจะให้ส่วนราชการภาคอื่น ๆ เข้ามา อาจจะถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เข้ามาดําเนินรายการ แล้วก็เอ็นบีที (NBT) เองทํา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ให้เป็น ผู้ชํานาญในเรื่องของการทําข่าวนะครับ การชี้แจงข่าวที่รวดเร็ว ถูกต้องแม่นยํา สุดท้ายก็มอง เรื่องของเอ็นบีที (NBT) คงต้องยกระดับเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติในระดับชาติ แล้วก็ อาจจะก้าวไปถึงระดับนานาชาติต่อไปนะครับ ก็คือการทําภาคภาษาอังกฤษ งบประมาณที่ใช้ ก็เป็นงบสนับสนุนจากรัฐบาลงบประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีการตั้งอยู่โดยปกติ อยู่แล้ว แทนที่จะใช้เงินตรงนี้ทั้งหมดไปทํากับทีวีภาคธุรกิจก็อาจจะไปใช้บริการของรัฐก็คือ เอ็นบีที (NBT) นี้เอง แล้วก็มีรายการได้ภาคอื่น ๆ ที่มาจากการเช่าเวลาบ้าง แล้วก็สิ่งที่อยาก เสนอออกไปก็คือเอ็นบีที (NBT) มีห้องส่ง มีห้องจัดรายการนะครับ ทําโพรดักชันเฮาส์ (Production House) ของตัวเอง รับทั้งส่วนราชการหรือจะรับผลิตรายการของภาคเอกชน ให้มาเช่าห้องจัดรายการ ห้องทํารายการต่าง ๆ เป็นรายได้อันหนึ่งที่จะเข้ามาเสริม แล้วก็สุดท้ายก็เป็นเรื่องของการรับจ้างผลิตรายการ และอาจจะขอใช้เงินกองทุนวิจัยและ พัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ จาก กสทช. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือกรมประชาสัมพันธ์ สํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทางอนุกรรมาธิการได้ไปพบท่านรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้บริหาร แล้วก็ ผู้บริหารของเอ็นบีที (NBT) แล้วก็เป็นความเห็นที่ตรงกันเหมือนกันในเรื่องที่เราอยากจะให้มี การปฏิรูปเอ็นบีที (NBT) ที่เกี่ยวข้องอีกก็คือทาง กสทช. แล้วก็หน่วยงานที่จะมีความต้องการ เรื่องของการประชาสัมพันธ์เนื้อหา ทางกรรมาธิการได้เสนอข้อเสนอแนะไว้ ๗ ประการ ด้วยกันนะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือรัฐบาลต้องกําหนดเป้าหมายและนโยบายการทํางานของ เอ็นบีที (NBT) ให้ชัดเจน
ประการที่ ๒ เรื่องของการปรับเปลี่ยนรูปแบบบริหารและปรับปรุงโครงสร้าง ของเอ็นบีที (NBT)
ประการที่ ๓ เสนอให้มีการแบ่งสัดส่วนในการผลิตรายการเองร้อยละ ๖๐ ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชนเป็นผู้ผลิตร้อยละ ๔๐ นะครับ แต่ทั้งหมดรวมกันแล้ว สาระจะต้องอยู่ ๗๐ : ๓๐ ตามข้อกําหนดของ กสทช. ๖๐ : ๔๐ นี่คือการแบ่งการจัดรายการ ร้อยละ ๗๐ : ๓๐ คือเนื้อหาสาระที่ กสทช. กําหนด
ประการที่ ๔ เสนอให้เอ็นบีที (NBT) เป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในระดับชาติ ทั้งภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษ
ประการที่ ๕ เสนอให้มีการปรับรูปแบบการบริหารองค์กรให้เป็นหน่วยงาน บริการรูปแบบพิเศษ หรือเอสดียู (SDU) ที่ผมได้กล่าวเริ่มต้นไว้แล้ว
ประการที่ ๖ ให้มีการสรรหาคณะกรรมการเพื่อสรรหาคณะกรรมการปฏิรูป วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยขึ้น
ประการสุดท้าย การพัฒนาองค์กร การพัฒนาบุคลากร การบริหารงบประมาณ และรายได้ ซึ่งจะต้องมีการระดมผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาให้คําปรึกษาหรือมาเป็นผู้บริหาร ต่อไป ก็เป็นรายงานในเรื่องของการปฏิรูปเอ็นบีที (NBT) ที่ทางกรรมาธิการเสนอนะครับ ขออนุญาตท่านประธานทางดอกเตอร์พรรณประภาจะขอนํารายละเอียดในบางประการ เพิ่มเติมนะครับ
ขอเชิญดอกเตอร์พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ อนุกรรมาธิการ ได้นําเสนอ รายงานต่อเนื่องครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ แล้วก็ขอกราบเรียน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่านในห้องประชุมนี้นะคะ ดิฉัน พรรณประภา อินทรวิทยนันท์ ในฐานะที่เป็นอนุกรรมาธิการปฏิรูปสื่อด้านวิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมนะคะ วันนี้ก็คงจะเป็นงานชิ้นสุดท้ายของอนุกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งเรามี ความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นประเด็นซึ่งการปฏิรูปสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ นี้มีที่มา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ มติ ครม. ให้ปรับรูปแบบไปเป็นรูปแบบหน่วยงานแบบพิเศษอยู่แล้ว แต่มี ประเด็นทางการเมืองเกิดขึ้นก็เลยทําให้ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ต่อมาในรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ก็ยังมีระเบียบออกมาซ้ําอีกว่าให้ปรับโครงสร้างไปเป็นหน่วยงานรูปแบบพิเศษนี้ แล้วก็ สุดท้ายสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ได้มีมติยืนยัน อีกเช่นเดิมที่จะให้ปรับรูปแบบไปเป็นหน่วยงานรูปแบบพิเศษ ซึ่งจะมีอยู่ในภาคผนวกของ เอกสารชิ้นนี้จะบอกขั้นตอนละเอียดที่หน่วยงานต่าง ๆ หน่วยงานที่จะออกมาในรูปแบบนี้ ของรัฐสามารถนําไปปฏิบัติและดําเนินการได้ ปัจจุบันมีหน่วยงาน ๒ หน่วยงานที่ได้ทํา รูปแบบนี้แล้วก็คือหน่วยงานที่เป็นโรงพิมพ์ของรัฐบาล แล้วก็อีกที่หนึ่งในนี้ก็จะยืนยันนะคะ เพราะฉะนั้นท่านก็จะถามว่า ทําไมมีหน่วยงานน้อย ก็ไม่น้อยนะคะ คือเนื่องจากภาษาอังกฤษหน่วยงานรูปแบบพิเศษเราเรียกว่า เซอร์วิส เดลิเวอรี ยูนิต (Service Delivery Unit) เพราะฉะนั้นหน่วยงานใดที่ทําหน้าที่มีภารกิจในการที่จะให้บริการ บริการหน่วยงานภาครัฐ ส่วนใหญ่จะเป็นภาครัฐนะคะเพราะยังอยู่ในราชการ เพราะฉะนั้น คือต้องเป็นคํานี้นะคะ คือให้บริการ การจะให้บริการมันจึงต้องมีภารกิจ มีความคล่องตัว มีความสามารถเป็นเกี่ยวกับวิชาชีพนั้น เพราะฉะนั้นโรงพิมพ์ที่ออกไปเป็นหน่วยงานรูปแบบ พิเศษนี้ก็เป็นเพียงแค่สื่อสิ่งพิมพ์ เพราะฉะนั้นการที่สื่อวิทยุและโทรทัศน์ เอ็นบีที (NBT) ที่จะ ใช้หน่วยงานรูปแบบพิเศษดิฉันคิดว่าไม่น่าจะเป็นคําถามนะคะ นี่คือประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ดิฉันคงจะนําเสนอลงลึกไปเลยนะคะ คิดว่าที่นําเสนอมาแล้ว คงได้ประเด็นครบถ้วนไปแล้ว ดิฉันคงจะลงลึกในเรื่องวิธีการปฏิรูปในประเด็นที่สําคัญ ๆ ก็คือในวิธีการปฏิรูปในเฉพาะภาคที่เกี่ยวกับสื่อนะคะ การทําวิชาชีพสื่อท่านคงนึกภาพออก ว่ามันต้องแข่งขัน คือไม่ต้องแข่งขันกับผู้อื่นหรอกค่ะ มันมีขีดความสามารถที่ต้องแข่งขันกับ ตัวเองสูงมากอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องสติปัญญา เทคโนโลยี แล้วก็ในเรื่องของข่าวสารอันท่วมท้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นสื่อของรัฐ คํานี้อย่าหลุดนะคะว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เป็นสื่อของรัฐ เพื่อบริการรัฐ ประชาชน และสาธารณประโยชน์ ขอบเขตความรับผิดชอบ กว้าง ลึก ชัดมาก เพราะฉะนั้นบทบาทและหน้าที่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยนี้ จะไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนําไปเปรียบเทียบกับวิทยุโทรทัศน์ในประเภทอื่นตามกฎหมายของ ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ของ กสทช. นะคะ เพราะว่าเดี๋ยวเกิดจะมีการบอกว่าจะไปแข่ง กับใคร กับใคร ไม่หรอกค่ะ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ในการตอบสนองกับรัฐของเรา ประเทศของเรา ประชาชนของเรา สาธารณประโยชน์ของเราก็มากมายมหาศาลเพียงพอ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้ในส่วนดิฉันซึ่งไม่เคยรับราชการแต่ว่าทั้งชีวิตก็คือทําสื่อ ก็พูดได้เป็นสื่อเล็ก ๆ แต่ทําครบทุกด้าน ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ แล้วก็ แม้แต่สื่อออนไลน์ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในการปรับอะไรก็ตามแต่ในการดําเนินงานมันมี ปรับอยู่แค่นี้ค่ะ ปรับวิธีการคือรูปแบบในการบริหาร จากนั้นก็คือยุ่งอยู่กับเรื่อง ๓ ตัว คือ งาน งบ แล้วก็คน ดิฉันก็จะลงเนื้อหาตรงนี้ว่าในประเด็นปฏิรูป ๔ ข้อ วิธีการปฏิรูปในเรื่อง ของที่เกี่ยวกับวิชาชีพโดยเฉพาะเลย ขอดูในสไลด์ (Slide) อีกครั้งหนึ่งน่าจะเป็นหมายเลข ๘
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ข้อ ๓ วิธีปฏิรูป การปรับผังรายการและเนื้อหาสาระ รวมทั้งรูปแบบรายการ นี่คือหัวใจของ การที่เราเรียกว่า โทรทัศน์ มันเห็นด้วยตา ภาพ รูปแบบการนําเสนอนี้มันเป็นหัวใจนะคะ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายผู้ทรงเกียรติก็คงทราบว่าท่านก็นับจํานวนเวลาที่ท่านดูเอ็นบีที (NBT) เทียบกับสถานีอื่น ๆ แล้วท่านให้น้ําหนักเขามากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นการที่เราจะดึงให้ท่าน กลับมาดูเอ็นบีที (NBT) ให้ได้ทั้งผังรายการ เนื้อหา รวมทั้งวิธีรูปแบบการนําเสนอที่หลากหลาย เช่น ถ้าจะพูดว่าสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งนี้ถูกกํากับโดย กสทช. มาตรา ๑๐ ว่าเป็นสถานีวิทยุ โทรทัศน์ที่ต้องผลิตข่าว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นและหรืออื่น ๆ เพราะฉะนั้น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องทําข่าว ข่าวไม่ได้มีรูปแบบเดียว ข่าวไม่ได้มีแค่มาอ่านข่าวหรือการสนทนาข่าว มันมี เป็นหลาย ๆ สิบรูปแบบ อั้นนั้นละค่ะ ดิฉันหมายถึงว่ารูปแบบนําเสนอที่หลากหลายจะทําให้ ความน่าสนใจในลักษณะข่าวที่หลากหลาย พอถึงเรื่องเนื้อหาก็จะสู่ประเด็นที่เรียกว่า ถ้าเนื้อหาของสถานีโทรทัศน์วิทยุทําแบบเดิมซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขออภัยนะคะ สําหรับ ข้าราชการที่อยู่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ท่านทํางานหนัก ท่านทํางานดีมาตลอด ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้มาถึงป่านนี้นะคะ ด้วยข้อจํากัดทุกด้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยระเบียบราชการ ด้วยโครงสร้างของท่าน ทําให้ท่านไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนตัวเอง ปรับตัวเอง เพียงพอที่จะแข่งขันกับภูมิทัศน์สื่อทั้งภายนอก คือข้างนอกเลย เทคโนโลยีทั้งหลาย รวมทั้งบริบทการเปลี่ยนแปลงของสื่อภายในด้วยกันเอง หมายถึงไม่ใช่ สื่อรัฐนะคะ สื่อที่เป็นบทบาทอื่น ๆ ท่านต้องแข่งขันกับเขาหมด เพราะฉะนั้นนี่คือความ จําเป็น การที่ท่านจะได้มาซึ่งเนื้อหาที่หลากหลายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเพื่อจะทําเรตติง (Rating) และไปขายโฆษณาตามที่ท่านเข้าใจเลยนะคะ กลุ่มเป้าหมายของสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยมีความหลากหลายตามวัตถุประสงค์ของกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานรัฐ ด้วยกัน ตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานภาคประชาสังคม ตามวัตถุประสงค์ของเอกชน ด้วยกันเองที่เขาอยากจะได้ข่าวสารประเภทไหน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราสามารถที่จะทําให้ ความหลากหลายนี้เกิดขึ้นในช่องนี้ ถามว่าเอามาจากไหน ความได้เปรียบของสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยคือต้นทุน ถ้าพูดทางด้านธุรกิจ บอกทุนสูงมากนะคะ สูงในแง่ของ โครงข่ายที่มหาศาลครอบคลุม มีสถานีวิทยุเอเอ็ม (AM) ทั่วประเทศ ๖๐ สถานี มีสถานี เอเอ็ม (AM) ๘๕ สถานี มีสถานีโทรทัศน์ภูมิภาคอีก ๘ สถานี และส่วนกลางอีก ๑ สถานี ที่กําลังปรับตัวเองเข้าสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งจะมีช่องที่จะทําให้แตกตัวออกไปอีกในการที่จะเป็น ช่องที่เราเรียกว่า เนชันนัล (National) คือในประเทศ และเป็นช่องสําหรับต่างประเทศ คือเป็นช่องอินเตอร์เนชันนัล (International) เพราะฉะนั้นศักยภาพตรงนี้ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาล ทุกรัฐบาลมองเห็น แต่ทําอย่างไร บุคลากรในกรมประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง ๑๑ นี้ค่ะ เขาจะได้มีโอกาสสักทีหนึ่งในการที่จะพัฒนาตัวเองไปได้ โดยการที่มีการสนับสนุน เพราะฉะนั้นตรงนี้คือการปฏิรูปผังรายการ เนื้อหาสาระและ รูปแบบรายการ จะทําได้คงไม่ใช่เตี้ยอุ้มค่อมนะคะ คือคงไม่ใช่ ดิฉันขอชาร์ต (Chart) เกี่ยวกับโครงสร้างของสถานีวิทยุโทรทัศน์ปัจจุบันดีกว่านะคะ ท่านจะเห็นว่าในโครงสร้างนั้น จะมีผู้บริหารอยู่แค่ ๒ ตําแหน่ง ในขณะที่โครงข่ายใหญ่มหึมาขนาดนี้ แล้วก็มีเนื้อหามากมาย ขนาดนี้ เนื้อหาคือถ้าเรามองโครงสร้างของรัฐด้วยกัน เอาแค่ระดับกระทรวง เรามี ๒๐ กระทรวง ซึ่งจากที่ท่านโฆษกที่เป็นผู้นําเสนอเมื่อสักครู่ ท่านอภิชาต ขออนุญาตพาดพิง นิดหนึ่งนะคะ ท่านก็บอกแล้วว่าเราได้ทําการรับฟังจาก ๒๐ กระทรวง ทุกกระทรวงไม่มี กระทรวงใดปฏิเสธเลยนะคะว่าอยากมีส่วนร่วมมาก ๆ กับการเข้ามาใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย ทั้งในแง่ของการเอาเนื้อหาแล้วมาปรึกษาหารือในการจัดทําผลิตออกไป เพราะว่าความสามารถในด้านการผลิตของกระทรวงต่าง ๆ อาจจะไม่สู้สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ หรืออาจจะมาจ้างผลิต มาใช้สตูดิโอ (Studio) มาใช้เครือข่ายเวลาในการออกอากาศ เพราะฉะนั้นตรงนี้เพียงแค่ดิฉันจะยืนยันว่าเนื้อหาของรัฐไทยนั้นมีเนื้อหามากมายมหาศาล ที่จะนํามาเป็นต้นทุนในการผลิตรายการดี ๆ ออกไปนําเสนอ ไม่ต้องไปแข่งกับภาคเอกชน ซึ่งถึงจะแข่งเขาก็ไม่ทําตรงนี้หรอกค่ะ เพราะว่าเรตติง (Rating) ของเขานั้นจะมุ่งไปสู่ เป้าหมายคือตลาดโฆษณาเป็นหลัก แต่ของเรามุ่งไปที่ประชาชน จะถูกยกระดับความรู้ จะถูกยกระดับคุณภาพชีวิต จะถูกยกระดับว่าเขาจะรักรัฐของไทย ทําไมรัฐต้องมีรัฐบาลชุดนี้ นโยบายของกระทรวงคมนาคม กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนมากมายมหาศาล ซึ่งดิฉันจะไม่ระบุลงไปในแต่ละกระทรวง ซึ่งเขาได้มาแจงกับพวกเราเรียบร้อยแล้วค่ะว่า เขามีเนื้อหาประเภทไหนบ้างที่อยากจะผลิต จึงไปสู่การปฏิรูปในข้อปรับผังรายการและเนื้อหา มันก็เลยต้องแบ่งสัดส่วนว่าเอ็นบีที (NBT) เดิมที่เคยทําอยู่ปั้นข่าว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ มันจึง เห็นอย่างที่ท่านเห็นอยู่นี่ละค่ะว่ามันก็ทําไม่ทันแล้ว มันก็ออกไปแบบที่ท่านเห็น แต่ถ้าเผื่อว่า ในหน่วยงานภาครัฐและดึงภาคประชาสังคมมาด้วย และเอกชนเข้ามาในสัดส่วนที่ต้องการ ในระยะเริ่มต้นเราควรจะแบ่งให้เขาไปสัก ๔๐ โดยอยู่ภายใต้การกํากับความเชี่ยวชาญการผลิต ของเรานี่ค่ะ คือเขาเรียกว่า คิวซี (QC) รายการของเรา อันนี้ก็จะช่วยทําให้ขีดความสามารถ ในการผลิตมันเพิ่มขึ้นได้เร็วแล้วก็ไปได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นประเด็นปฏิรูปไปสู่เรื่องที่ดูเหมือนว่า จะถูกกังวลกันตั้งแต่เจ้าของ ก็คือตัวสถานีวิทยุโทรทัศน์เอง คือกรมประชาสัมพันธ์ ประเด็นในเรื่องของการปรับรูปแบบคือโครงสร้างการบริหาร คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ลังเลใจเลย เสนอตรงเป๊ะไปเลย ปกติเสนอเปเปอร์ (Paper) เลยอาจจะให้ทางเลือกว่า เป็นโน่นเป็นนี่ เป็นองค์การมหาชนไหม เข้าตลาดหลักทรัพย์ไหม หรือเป็นแบบบีทีเอส (BTS) ไหม หรือไม่อย่างนั้นก็ยุบเลิกไปเลย แต่เราฟันธงว่าควรจะเป็นเอสดียู (SDU) ทําไมหรือคะ ก็เพราะว่ากฎหมายมาตรา ๑๐ ของ กสทช. บังคับไว้ กับ ๒. มติของ ครม. ใน ๓ สมัยนั้น ก็บังคับไว้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่มีจะต้องไปเปรียบเทียบหาทางเลือกอื่น ถามว่าดิฉัน คงจะลงรายละเอียดตรงนี้นิดเดียวเท่านั้นค่ะว่า คําถามเกี่ยวกับเอสดียู (SDU) ท่านไปดู ในเอกสารแนบได้นะคะ ในเอกสารแนบที่เป็นคําถาม หรือภาคผนวก ก หน้า ๒๑ จะตอบ คําถามที่สงสัยหมดเลยเกี่ยวกับเอสดียู (SDU) นะคะ ในส่วนนี้ที่ถามกันมากก็คือ แล้วถ้าเผื่อว่า พนักงานของช่อง ๑๑ ปรับไปเป็นหน่วยงานรูปแบบพิเศษยังจะเป็นข้าราชการอยู่ไหม ยังมี ตําแหน่งข้าราชการรองรับอยู่ในตําแหน่งเดิม แต่ท่านปรับไปเพื่อจะไปอยู่เอสดียู (SDU) รูปแบบใหม่ ในรูปแบบใหม่ท่านก็จะทํางานในรูปแบบใหม่ที่มีการวัดผลแบบใหม่ มีค่าตอบแทน แบบใหม่ เมื่อท่านทําไปแล้วก็เจริญก้าวหน้าไปในแบบใหม่นั้นนะคะ ท่านยังไม่ได้เสียสิทธิ ในการที่จะกลับมาเข้ามาอยู่ในระบบราชการเพราะท่านไม่ได้หลุดออกไปค่ะ ท่านเพียงเป็น หน่วยงานรูปแบบพิเศษ เนื่องจากท่านมีภารกิจที่มันไม่ใช่หน่วยงานที่นั่งแล้วก็เสนอรายงาน ขออนุมัติงบประมาณรายปีนะคะ มันเป็นหน่วยงานที่ทั้งเรื่องงบประมาณ ทั้งเรื่องการผลิต ทั้งเรื่องอิควิปเมนต์ (Equipment) ทั้งเรื่องอุปกรณ์ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี มันจะมาโดยที่ท่าน ไม่สามารถจะเอาแผนการบริหารงานแบบระเบียบระบบราชการ ระเบียบระบบงบประมาณ ระเบียบระบบการเลื่อนชั้น เลื่อนยศ การวัดผลแบบเดิมมันใช้ไม่ได้นะคะ ทําไมเราจึง เห็นด้วยกับรูปแบบพิเศษของหน่วยงานวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย แล้วก็บุคลากร ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้เสียสิทธิอะไรของท่านเลยนะคะ นอกจากนั้นไม่น่าจะเป็นสาระสําคัญเท่าไร แต่ดิฉันมีประเด็นเพิ่มเติมเมื่อสักครู่นี้ ไปในเรื่อง โครงสร้าง ไปในเรื่องของงานแล้ว และไปในเรื่องของคนแล้ว ขอลงในเรื่องของงบ ทุกครั้ง ถ้าจะนําเสนอเกี่ยวกับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เราต้องยอมรับและเราต้องเห็นใจ จริง ๆ ก็คือว่างบประมาณไม่เพียงพอ คนสมองไหล อุปกรณ์ ดิฉันว่าแข่งขันได้ แต่จํานวน มีเพียงพอ เยอะ ใช้ไม่เต็มศักยภาพ ถ้าในภาษาการบริหารทั่วไปต้องบอกว่ามีของดีไว้เยอะ แต่ว่าใช้ไม่คุ้ม ก็คือโครงข่ายที่มีอยู่ทั้งหมดครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งที่เรายังไม่ได้ทํา ภาษาอังกฤษออกไปนะคะ เพราะฉะนั้นในเรื่องของงบ การที่เรามาจัดสัดส่วนแล้วให้มีภาคส่วน ถ้าในภาษาบริหารเขาเรียกว่า เพิ่มสเต๊กโฮลเดอร์ (Stakeholder) คือผู้มีส่วน ๑๐ ส่วน ก็คือ มาทั้งในเรื่องของเนื้อหา ความรู้ คือตัวที่จะมาผลิต กับมาทั้งงบ ซึ่งในที่นี้มิได้หมายความว่า หน่วยงานรัฐทั้ง ๒๐ กระทรวงจะเทงบมาให้กับสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หรอกค่ะ เขาแบ่งมาเท่าที่จําเป็น ก็จะทําให้สถานีวิทยุโทรทัศน์นี้มีลูกค้า ต้องพูดอย่างนี้ค่ะ ซึ่งจริง ๆ เป็นภารกิจ เพิ่มอยู่แล้วในตัวของตัวเอง แต่สิ่งที่จะเพิ่มได้อย่างมหาศาลก็คือ การเพิ่มให้สถานีวิทยุโทรทัศน์นั้นกลายเป็นโพรดักชันเฮาส์ (Production House) กลายเป็น ผู้ที่มีความสามารถสูงในการที่จะผลิตผู้อํานวยการผลิต ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า โพรดิวเซอร์ (Producer) รายการ ซึ่งโพรดิวเซอร์ (Producer) รายการพูดถึงเฉพาะ โพรดิวเซอร์ (Producer) รายการข่าวนี้ค่ะมันเป็นสิบ ๆ ความสามารถ ไม่ใช่แค่บอกว่าเป็นหัวหน้าข่าว หัวหน้าข่าวภูธร ข่าวต่างประเทศ ข่าวในประเทศไม่ใช่นะคะ คือโพรดิวเซอร์ (Producer) คือหัวใจสําคัญ เรามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทุ่มสรรพกําลัง ให้โพรดิวเซอร์ (Producer) แล้วทําให้โพรดักชันเฮาส์ (Production House) ซึ่งสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยมีเครื่องมือ มีห้องส่ง มีสถานที่ปฏิบัติการ ซึ่งก็จะหมายถึงว่า ท่านทําได้ทั้งในรูปของอะเจนดาเบส (Agenda based) คืออะเจนดา (Agenda) ของรัฐบาล ของรัฐด้วยกัน และท่านยังสามารถที่จะปรับฟังก์ชันนัลเบส (Functional based) ของท่าน ที่ท่านมีอยู่แล้วให้ปรับขึ้นมาเกื้อกูล ถ้าท่านมองภาพต่อไปท่านจะเห็นว่าถ้าเผื่อสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยมีขีดความสามารถในการที่จะเอาเครื่องไม้เครื่องมือที่ตัวเองมีอยู่นั้น มาผลิตได้ ไม่ต้องถึง ๒๔ ชั่วโมง เอาแค่ ๘ ชั่วโมงต่อวัน ไม่ให้มีห้องช่วงไหนว่างแล้วก็ใส่ สัญญาณจากส่วนกลางไปอย่างเดียว อันนั้นละค่ะคือมูลค่าเพิ่มจากการที่จะได้รับงบประมาณ เพิ่มโดยไม่ต้องขอจากรัฐบาลอีกแล้ว อันนี้ก็คือเอสดียู (SDU) ก็เอื้อตรงนี้ให้ด้วย
สุดท้ายค่ะ ดิฉันก็คงจะขอเรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติค่ะ ถึงแม้ว่าถ้าท่านหรือท่านผู้ฟังหรือท่านที่ได้อ่านเอกสารชิ้นนี้ไม่เห็นด้วย แล้วไม่อยากจะปฏิรูปในแนวทางนี้ แต่จุดจบก็คือจะเหมือนกับที่เราเห็นและเป็นปรากฏการณ์ ที่เราเห็นกันอยู่คือกรณีของโนเกีย (Nokia) ระดับโลก โกดัก (Kodak) ระดับโลก และถ้าใน ประเทศไทยกรณีที่เห็นชัดเจนไปแล้วก็คือ รสพ. เขาไม่มีความผิดอะไรเลย แต่เขาก็ต้องหยุด ไปเพราะว่าไม่สามารถจะอยู่ในโลกที่มีความคล่องตัว เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และมีการ แข่งขันรอบด้านตลอดเวลา ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ท่านกรรมาธิการมีชี้แจงอะไรเพิ่มเติมไหมครับ ไม่เช่นนั้น ก็จะได้ให้สมาชิกได้อภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านได้ขออนุญาตที่จะใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แสดงประกอบการอภิปราย ซึ่งผมได้อนุญาตไปแล้วนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หลายเลข ๑๗๓ ผมอ่าน รายงานของท่าน รวมทั้งเพาเวอร์พอยต์ (PowerPiont) ที่ท่านทํา รวมทั้งท่านกรรมาธิการ ได้อภิปรายหรือชี้แจงแล้ว ผมเริ่มต้นทําตาเคลิ้ม ๆ ว่ารู้สึกคล้อยตาม แต่พอพิจารณาเข้าไป ลึก ๆ แล้วผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าด้วยความบริสุทธิ์ใจนะ ผมยังไม่เชื่อว่ามันจะทํา ระบบใหม่ของท่านได้ ถามว่าทําไม ผมนี่อายุ ๗๐ ปี อย่างไรก็ตามนาน ๆ ทีผมกินอาหาร สเต๊ก (Steak) ได้ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ต้องหันไปกินน้ําพริกปลาร้าผักจิ้มและแกงส้มแกล้ม ด้วยปลาสลิดอยู่ดี เพราะนิสัยมันเกิดขึ้นมาอย่างนี้นานมากเลย เช่นเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่เก่ง ๆ อยู่ในสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเขาเก่ง แต่ความเคยชินที่ทํางานแบบเดิมถึงปัจจุบันนี้ ผมยังไม่เชื่อว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหน้าที่ของระบบของที่ท่านว่าเอสดียู (SDU) ได้ ถามว่าทําไมผมคิดเช่นนั้น ท่านครับ ผมอยู่ทบวงมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรมาจากแมกมาสเตอร์ (McMaster) เมดิคัลสคูล (Medical School) เลย พับเมดเลิร์นนิง (PubMed Learning) ต้องเรียนโดยใช้ปัญหา ไปเปิดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็แล้ว ที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยก็แล้ว เรียบร้อย เพราะครูบาอาจารย์ที่นั่นเคยเรียนแต่เบดไซด์สตัดดี (Bedside Study) ฉันท์ใด ก็ฉันท์นั้น เช่นเดียวกันถ้าจะเอาให้สําเร็จ เดี๋ยวผมได้ออกไปแล้วจะมีอะไรมาขว้างบ้านผม ต้องกวาดออกหมดเลยแล้วรับใหม่หมดเลย ถ้าจะทําให้สําเร็จนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ ไม่ขัดขวางท่านหรอกครับที่ท่านจะปรับปรุงอะไรที่ว่านี้ แต่ผมจะบอกไว้เสียก่อนเพราะ รายงานที่ผมพูดมันจะอยู่ชั่วชีวิตของท่านและผม ผมอ่านสภาพปัญหาของท่าน ๖ – ๗ ข้อ นับตั้งแต่รูปแบบ โครงสร้าง ความเป็นอิสระ บุคลากร ร้อยแปดจิปาถะ ผมอ่านละเอียดแล้ว ผมอยากจะบอกว่าการจะทําโทรทัศน์แข่งกับเขาได้ ในปัจจุบันนี้ ท่านไม่ต้องไปอ้างบีบีซี (BBC) ซีบีเอส (CBS) หรือซีเอ็นเอ็น (CNN) หรอกครับ เครื่องมือ เวลา จัสต์ อิน ไทม์ (Just in time) ไหม เขาออกอากาศแล้วท่านเพิ่งขับรถไปที่ เกิดเหตุ ไม่มีทาง ไม่มีอะไรเน่าเร็วเท่ากับข่าว ๕ นาที ๓ นาทีเน่าแล้วครับ เนื้อสัตว์ อาหาร ต้องใช้เวลา ๖ ชั่วโมงอย่างน้อย ๓. ข่าวต้องทันสมัย ๔. บุคลากรเป็นอย่างไรครับ ต้องรีครูต (Recruit) หรือรับมา ด้วยใช้ทฤษฎีที่ผมคิดเอง สกด. ท่านเลขาฯ ก.พ. ไปแล้วหรือเปล่า แล้วเดี๋ยวผมจะบอกว่า สกด. คืออะไร ถ้าไม่ได้ สกด. ไม่มีทางเลยที่จะประสบความสําเร็จ นอกจากนั้นท่านจะต้องได้บรรณาธิการการเมือง บรรณาธิการเศรษฐกิจสังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม หรือเรียกว่า โพรดิวเซอร์ (Producer) ที่เก่งฉกาจ มือระดับเซียนมหากาฬ แต่อย่างไรนะครับ ผมทิ้งไว้แค่นี้ก่อน ผมเชื่อว่าประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ฟังวิทยุ และโทรทัศน์รัฐสภาอยู่ ไม่รู้หรอกครับ สทท. คืออะไร เขารู้แต่หอยม่วง พอเปิดหอยม่วงปุ๊บ ก็ปิดปั๊บทันที ที่บ้านผมก็เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ผมนะ เพราะผมไม่มีเวลาดู ขอดูสักหน่อยครับ สทท. หน้าตาเป็นอย่างไร ท่านขึ้นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
นี่ครับ ตึกนี้อยู่วิภาวดี แล้วข้างในมีอะไรครับ นี่ครับออกรายการ หน้าตาคุ้น ๆ นะครับ ผมพามาดูก็คือห้องส่งอะไรต่ออะไร ไม่ได้ต่างกัน กับสถานีวิทยุอื่น ๆ เลย แม้แต่ห้องน้ํา ขอโทษนะครับ เหมือนกัน ใกล้เคียงกัน เครื่องมือ เครื่องไม้ก็ไม่ได้ต่างกันแบบสวรรค์กับบนดิน ก็ใกล้เคียงกัน เดี๋ยวผมจะพูดต่อไปเรื่อง เครื่องมือ ก็เป็นเรื่องของห้องส่งของช่อง ๑๑ ที่เราว่านี้ ต่อไปข้างในเสร็จ ท่านไปดูภูมิภาค ภูมิภาคของท่านมีทุกภาคนะครับ นี่ผมยกภาคใหญ่ ๆ มา เช่น ขอนแก่น ข้างในไม่ต่างกันกับ ที่กรุงเทพฯ นี่เรียกว่า แบ็กออฟฟิศ (Back Office) หรือว่าเครื่องมือที่ซัปพอร์ต (Support) ในการที่จะออกรายงาน ที่กล้องวิ่งไปวิ่งมา ต้องมีข้างหลังนี้ครับ เหมือนข้างบนของเรา ที่เหนื่อยมากเลยนะครับ ที่จะต้องดูรายละเอียดร้อยแปดจิปาถะ ก็ต้องเก่ง เร็ว ทันสมัย ท่านไปดูที่สงขลาครับ ข้างในก็ไม่ต่างกัน อันนี้ถามว่าผังรายการท่านต้องปรับเปลี่ยนได้ เจ้าหน้าที่พูดภาษายาวีได้กี่คน ถ้าขอนแก่นไม่มีปัญหา เพราะภาษาลาวกับภาษาไทยฟังกัน พอรู้เรื่อง แต่ภาษายาวีไม่ได้ครับ ท่านจะไปจ้างเจ้าหน้าที่ภาษายาวีมา เงินเดือนเท่าไรครับ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากันต่อไป ทีนี้รายการต่าง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนท่านว่า ต้องใช้คําว่า รายการโทรทัศน์วิทยุของรัฐ ตั้งแต่ผมเกิดมามันค่อนข้างทันสมัย กลับไปเมื่อ ๑๐ – ๒๐ ปีที่แล้ว เช่น ท่านลองดูรายการตัวอย่าง รายการช่องเด็กก็จะมีแบบนี้ แต่พรุ่งนี้ ๖ โมงเช้า ท่านไปดู อีกช่องหนึ่งที่ละครโด่งดังมากเลย เปิด ๖ โมงเช้าท่านไปดูรายการทุ่งแสงตะวัน มีตั้งแต่ผม ยังเป็นหนุ่ม ๆ เดี๋ยวนี้ยังจัดอยู่เลย ไปดูรายการเด็กที่เขาไปในชนบท ไปดูจับอึ่ง จับปลาไหล ร้อยแปดจิปาถะ ท่านครับ มันต่างกันมาก มันมีชีวิต มันมีการเคลื่อนไหว อันนี้ผมก็ไม่ได้บอกว่า อันไหนดีหรือไม่ดีนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่ามันเป็นเรื่องที่สั่งสมมานาน และผมอยาก กราบเรียนว่าอะไรที่ราชการไทยในยุคหนึ่งของรัฐบาลหนึ่ง มันช้า มันไม่ได้ทันการ ร้อยแปด จิปาถะ เขาไปตั้งอะไรรู้ไหมครับ องค์การมหาชน แล้วอย่างไรครับองค์การมหาชนปัจจุบันนี้ มี ๔๐ – ๕๐ องค์กร เมื่อ สปช. เขาบอกให้ปฏิรูป เราก็ยังไม่ปฏิรูปเลย ถามว่ามันต่างอะไรกับ ราชการ ถาม ก.พ.ร. หน่อยครับ จากคนที่เงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท พอไปเป็น ผอ. องค์การ มหาชน กินเงินเดือนเป็นแสน แต่ผลผลิตเป็นอย่างไรครับ ไม่ต่างกับราชการ ผมยืนยันนะครับ ในบางแห่งอาจจะดีขึ้น ก็ไม่ได้มากนัก เช่น จิสดา (GISTDA) อย่างนี้นะครับ องค์การมหาชน ก็เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แต่จํานวนมากยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ ท่านประธานครับ ไม่ใช่ ผมพูดคนเดียวครับ สปช. ใน ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ไปอ่านรายงาน เขาอยากจะเห็นการปรับปรุง นะครับ แต่เราก็ไม่ได้ทํากัน เพราะฉะนั้นเอสดียู (SDU) ที่ท่านว่านะครับ ผมเกรงเอานะ เกรงเอานะท่านประธานผ่านไปยังประธานกรรมาธิการซึ่งรักชอบกัน และคุณพรรณประภา ก็รักเคารพกัน คุณพรรณประภาอย่างน้อยก็ทําให้ผมอภิปรายลดราวาศอกไปเยอะ เพราะ เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วท่านทําหนังสือแจกบนเครื่องบิน ผมอ่านแล้วผมบอกอันนี้มันไม่ใช่ มันผิด ผมทําจดหมายไปเลยครับ แกตอบจดหมายผมมา แล้วแกก็ปรับทันทีเลย ซึ่งหายาก ผมทํา ถูกแล้ว เวลานั้นมันเป็นอย่างนี้ ที่คุณพูดนี่เวลามันเปลี่ยนไป ๓ ชั่วโมงว่าไปเถอะนะครับ
ภาพต่อไปครับ ตัวนี้นะครับ ที่ดี ๆ นะครับ คิดเป็นเงินไทย ๑๒ ล้านบาท ตัวนี้นะครับ ถ้าไปซื้อเดี๋ยวนี้ ท่านลองไปถามเจ้าหน้าที่โทรทัศน์ข้างล่างก็ได้ครับ ถ้าเอาแบบ ครบเครื่องเลยตัวละ ๑๕ ล้านบาท ถ่ายเดี๋ยวนี้ส่งไปทั่วโลกได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้น ตัวอย่างนี้ ซีเอ็นเอ็น (CNN) บีบีซี (BBC) ใช้อยู่ทั่วโลก ทีนี้คําถามว่าเรามีเงินเราพอซื้อได้ อย่างที่ท่านต้องการ งบประมาณร้อยแปดจิปาถะ คําถามว่าคนใช้เป็นไหม ๒. เก็บรักษา เป็นไหม ฝนตกทําอย่างไร หิมะตกทําอย่างไร เขามีกระบวนการในการที่จะต้องดูแลนะครับ เพราะเราได้รถยนต์ราคาแพงมาแต่ขับไม่เป็น ขับชนอะไรร้อยแปดจิปาถะนะครับ ทีนี้ ข้อเสนอของผมครับ เดี๋ยวหมดเวลา ท่านประธานจะท้วงติงผมอีก แต่ผมพูดเชื่อว่ามีสาระ ให้กรรมาธิการรับไปพิจารณานะครับ
ข้อ ๑ การบริหารจัดการต้องคํานึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะ เช่น เกิดภัยพิบัติ ข่าวต้องทันที ไปเดี๋ยวนี้ ที่ผ่านมาทําอย่างนี้ไหม พอเป็นเอสดียู (SDU) แล้วจะทําไหม
ข้อ ๒ ข่าวสารต้องรวดเร็ว แม่นตรง สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ ท่านประธานขออนุญาตอีกนิดนะครับ ขอประทานโทษครับ ขออีกนิดเดียวครับ
เชิญครับ
ข้อ ๓ เครื่องมือที่ใช้ต้องทันสมัย ผู้ใช้ต้องมีทักษะ ในการใช้ เมื่อสักครู่ผมบอกแล้วว่าการได้มาซึ่งเจ้าหน้าที่ทํางานต้องใช้ทฤษฎีของผม ผมคิดเอง สกด. ส คืออะไร บุคลิกต้องดี สวย หล่อ ๒. ต้องเก่ง ๒ ตัวนี้ท่านดูได้ว่าบุคลิกอย่างผมอภิปราย ใช้ได้ไหม มันพูดกันได้เลย วิพากษ์ได้เลยว่าดีหรือไม่ดีนะครับ เช่นเดียวกัน เก่ง ไปดูเขาจบ ตรงไหม จบเกียรตินิยมไหม แต่ตัว ด ไม่แน่ใจครับ ดีต้องใช้เวลา ทีนี้ไปดูภาคเอกชนสิครับ เป็นอย่างที่ผมว่าไหมครับ ส ก ก่อน ถ้าไม่สวยไม่รับ ไม่เก่งไม่เอา บุคลิกอย่างนี้ไม่ได้เรื่อง ไม่เอา และส่วนใหญ่เขาก็ดีนะครับ ผมจึงกราบเรียนข้อต่อไป
ข้อ ๔ ผังรายการต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉับพลัน ไม่ใช่ไม่ได้ครับ อันนี้รายการของคุณสุรินทร์ครับ พ่อมหาจําเริญนี้ปากมาก เอาออกไม่ได้ครับ อย่างนี้อันตรายครับ ที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น มีเจ้าของส่วนใหญ่ อันนี้เป็นคนของท่านประธาน นะครับ ท่านอย่าไปแตะต้องนะครับ ที่ผ่านมามันเป็นเช่นนี้ไหม อย่าไปบอกว่าใช่หรือไม่ใช่ ท่านไปดูเอาก็แล้วกัน ตอบเองก็ได้
ข้อ ๕ สารคดีจะต้องนําเสนอให้มีอรรถรสและประเทืองปัญญา เห็นไหมครับ สารคดีนะครับ
ข้อ ๖ รายการบันเทิงต้องทันสมัย ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และ สําคัญที่สุดคือว่าต้องแฝงไว้ซึ่งอุดมการณ์ของชาติ และประเพณี ศีลธรรม จริยธรรมอันดีของ ชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เปลี่ยนไปแล้วก็ไปบอกเอาแบบซีเอ็นเอ็น (CNN) ไปเอาแบบบีบีซี (BBC) นะครับ มันก็จะมีปัญหาในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ผมเห็นด้วยกับท่านครับ สรุปว่า ผมเห็นด้วยกับท่าน แต่ที่ผมฝากของฝากไว้อาจจะเป็นของฝากที่ให้ยาแรงไปนิดหนึ่ง ถ้าท่าน เปิดใจกว้างก็ลองไปคิดดูก็แล้วกันว่าใช่หรือไม่ที่ผมพูด ถ้าท่านไม่ใช่ ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ ท่านตอบผมได้เลย แล้วผมจะซักท่านทีหลัง กราบขอบพระคุณครับ
-๖๗/๑
ขอบคุณท่านสุรินทร์นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายในวาระปฏิรูปของกรรมาธิการ สื่อสารมวลชน ในเรื่องของการปฏิรูปปรับปรุง สทท. คือสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือเอ็นบีที (NBT) ที่ท่านสุรินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้อภิปรายมาก็แทบจะครอบคลุม เกือบทุกประเด็นนะครับ ตรงใจกับที่ผมคิดไว้หลาย ๆ เรื่องเกือบทั้งหมด ซึ่งที่จริงแล้วปัญหา ของเอ็นบีที (NBT) ปัญหาใหญ่สุดก็คือความเป็นราชการ ผมสนิทกับอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หลายท่าน ก่อนจะมาอภิปรายก็โทรคุยกับท่านหนึ่ง ปัญหาใหญ่ที่สุดคือความเป็นราชการ ที่ทําให้มีปัญหาในเรื่องการเบิกจ่าย ปัญหาในเรื่องบุคลากรที่เราจะเลือกมาใช้ทํางานโน้น ทํางานนี้ เบี้ยเลี้ยงต่าง ๆ ก็ต้องเบิกไปตามระเบียบราชการทั้งหมด เพราะฉะนั้นการที่จะ มาทําสถานีโทรทัศน์ให้เป็นสถานีข่าวแบบในฝัน ให้สามารถที่จะปรับเปลี่ยนรายการอะไร ต่าง ๆ นานาได้ บางทีก็ทําได้ยาก ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจและเข้าใจได้ว่าทําไมผู้อํานวยการ สถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ เอง หรือว่าผู้บริหารระดับต่าง ๆ จึงไม่สามารถทําในสิ่งที่คนอื่นเขา ทําได้ ตอนนี้เขาเบรกกิงนิวส์ (Breaking News) ไปแล้ว ไปเรื่องแถลงข่าวแล้ว ฆ่า ๘ ศพ แล้ว สทท. ทําไม่ได้ เพราะถ้าทําไปใครจะไปจ่ายเงิน ใครจะไปชดเชยค่าเวลาของรายการนั้น รายการนี้ต่าง ๆ มันมีข้อจํากัดอยู่พอสมควร แล้วข้อจํากัดในเรื่องของรายการที่ขอมา กึ่งบังคับพวกรายการประชาสัมพันธ์ของส่วนราชการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งเป็นภาครัฐเอง ทั้งกึ่งรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่ขอถ่ายทอดรายการต่าง ๆ ก็จําเป็นจะต้องสนองตอบ ซึ่งบางรายการ อาจจะดีสําหรับหน่วยงานนั้น แต่สําหรับประชาชนทั่วไปอาจจะไม่สนใจพวกงานประกวด อะไรต่าง ๆ กระทงทั้งหลาย งานพิธีเปิดมันก็จึงเห็นใจอย่างยิ่งสําหรับช่อง ๑๑ ที่จะบริหาร ไปแข่งขัน เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ชอบคําว่า แข่งขัน กับ เรตติง (Rating) เลย ไม่อยากให้ กรรมาธิการใช้ ๒ คํานี้เลย มันไม่ใช่เลยสําหรับช่อง ๑๑ จะไปแข่งขันกับใครหรือจะไปดู เรตติง (Rating) แล้วเรตติง (Rating) ในปัจจุบันนี้ของทีวีก็ไม่ใช่ว่าใครมีเกมโชว์ (Game Show) ดีกว่ากัน หรือใครมีละครดีกว่ากันแล้วจะเป็นผู้ชนะ สังเกตว่าแม้แต่ทีวีคอมเมอร์เชียล (TV Commercial) เองเขาก็เอาข่าวมาเป็นรายการนํา เดี๋ยวนี้ช่องที่ชนะหรือเรตติง (Retting) สูง ๆ เป็นช่องที่มีข่าวดี ทีวีดิจิทัลที่ไม่ขาดทุนหรือที่มีรายได้ดีที่สุดตอนนี้ก็เป็นสถานีโทรทัศน์ ดิจิทัลที่มีรายการข่าว มีสารคดีในเรื่องข่าว มีรายการที่เกี่ยวกับการบ้านการเมือง เศรษฐกิจ ที่คนนิยมดู มีพิธีกรที่เก่งกล้าก็แล้วกันนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้การทําทีวีก็จึงอยู่ที่เรื่องของ บุคลากรเรื่องของความคล่องตัว ความอ่อนตัวในการปรับเปลี่ยนรายการต่าง ๆ ผมเองเคยเป็น เลขานุการของช่อง ๕ ถึง ๕ ปีครึ่ง เป็นบอร์ด (Board) ช่อง ๕ ประมาณ ๑๒ – ๑๓ ปี เพราะฉะนั้นก็เป็นคนที่ปฏิรูปทีวีช่อง ๕ ปรับเปลี่ยนจากเจ้ากรมสื่อสารทหาบกหรือเจ้ากรม การทหารสื่อสาร มาเป็นผู้ที่เหมาะสม ไม่จําเป็นต้องเป็นเจ้ากรมการทหารสื่อสาร ก็จึงทําให้ ช่อง ๕ มีความอ่อนตัวขึ้นในการทํางาน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ เป็นต้นมา มีบุคลากรที่เราสามารถ ผู้บัญชาการทหารบกสามารถคัดสรรได้ ปรับเปลี่ยนได้ แล้วก็มีการบริหารงานที่คล่องตัว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทางเอ็นบีที (NBT) แล้วต่างกันมาก ถึงจะดูเหมือนว่าเป็นราชการ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็เห็นใจนะครับ ทีนี้ข้อเสนอของกรรมาธิการเรื่องการเป็นเอสดียู (SDU) เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ ทําไมถึงเสนอมา ๒ – ๓ ครั้ง ทําไมถึงเข้าไป ครม. ๒ – ๓ ที แล้วไม่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง หรือจัดปรับรูปแบบ ผมคิดว่าคนที่อยู่ในช่อง ๑๑ เองนี้คงไม่เห็นด้วย เพราะการปรับเปลี่ยน สถานะเขานี้ถึงจะมาอ้างว่าคุณก็ยังมีตําแหน่งอยู่ แต่คุณมาอยู่ตรงนี้ทํางานตรงนี้ไป มันต่างกันเยอะครับ คนที่อยู่ในระบบราชการนี้มา แล้วก็มีหลายสิ่งหลายอย่าง มีสวัสดิการ มีอะไรต่าง ๆ เขาก็ยังอยากจะอยู่ในระบบอย่างนั้น แล้วถ้าเผื่อมาแบบเป็นเอกชนเลย จ่ายเงินเขา ๓ เท่า ๕ เท่ามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นปัญหาที่ว่า การจะมาเป็นเอสดียู (SDU) จึงไม่ประสบความสําเร็จ และเอสดียู (SDU) เองก็มีปัญหา ในตัวของมันเอง ปัจจุบันนี้มีอยู่แค่ ๒ หน่วยงานเล็ก ๆ เท่านั้นเองที่ใช้เอสดียู (SDU) อยู่ ในข้อกําหนดของความเป็นเอสดียู (SDU) นั้นท่านก็ไม่สามารถตั้งงบประมาณมาสนับสนุนได้ ยกเว้นในปีแรก ทุกวันนี้ช่อง ๑๑ นี้ตั้งงบประมาณผ่านกรมประชาสัมพันธ์เข้ามาสนับสนุน ทั้งด้านสาธารณูปโภค ทั้งด้านเงินเดือน การปรับปรุงเครื่องส่งต่าง ๆ อุปกรณ์เครื่องใช้ ใช้งบประมาณทั้งนั้น ถ้าเป็นเอสซียู (SCU) ท่านทําได้เฉพาะปีแรก ปีต่อ ๆ ไปท่านทําไม่ได้ครับ อันนี้จึงมีหลายหน่วยงานที่เราเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ที่พอผมพูดเอสซียู (SCU) เขาก็ไม่เอาเลย เพราะเขาบอกมันเอาเงินเขามาสนับสนุนไม่ได้ เงินงบประมาณไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น ความเป็นเอสซียู (SCU) นี้เป็นรูปแบบพิเศษที่มีข้อจํากัดอยู่ในบางเรื่องบางราวเหมือนกัน จึงไม่ได้ถูกนําไปใช้มากมายเหมือนองค์การมหาชน แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าช่อง ๑๑ หรือเอ็นบีที (NBT) ก็น่าจะยังอยู่ในกรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานสถานีโทรทัศน์ที่เป็นหลักของรัฐบาล ของภาครัฐ ในการเป็นเครือข่ายที่ใช้ประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ ในการสร้างภาพลักษณ์ ในการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันหลักของประเทศตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ แล้วก็ยังเป็น สถานีโทรทัศน์แบบสาธารณะในรูปแบบที่ ๓ ที่ กสทช. กําหนดไว้ในกฎหมายนี้ ซึ่งก็เป็น ข้อกําหนดให้ท่านจะต้องทําอะไรได้บ้าง ทําอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นการจะไปแข่งขันกับ ทีวีเสรีนั้นผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะไปพิจารณาในประเด็นนั้น ข้อเสนอปฏิรูปของท่าน คือบางเรื่องพอมันเปลี่ยนเป็นเอสดียู (SDU) ไม่ได้ข้อเสนอการปฏิรูปมันก็ยาก เช่น การจะให้ เงินเพิ่มสําหรับบุคลากรบางกลุ่ม บางคนต่าง ๆ นานา อันนี้ผมคิดว่าท่านก็ต้องกลับไปคิดใหม่ นะครับว่าถ้าไม่เป็นเอสดียู (SDU) แล้วมันจะเป็นอะไรดีที่มันจะมีความเป็นอิสระในเรื่องของ การเบิกจ่าย ในเรื่องของการจ้างบุคลากรหรือการจัดซื้อจัดหาต่าง ๆ แต่ข้อหนึ่งที่ท่านเสนอ ในเรื่องการแบ่งรูปแบบรายการเป็น ๖๐ : ๔๐ คือ ๖๐ สถานีทําเอง และ ๔๐ ให้หน่วยราชการอื่น หรือภาคเอกชนมารับผิดชอบดําเนินการ ผมคิดว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๓๕ วรรคห้า จะมาสนับสนุนแนวคิดของท่าน มาตรา ๓๕ วรรคห้า กล่าวว่า การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่อ อุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ หน่วยงานของรัฐ ที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทํานองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดินทราบตามนโยบายที่กําหนดและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย ด้วยข้อกําหนดนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราใช้อยู่นี้จะทําให้ส่วนราชการนี้จะหันกลับมาหาเอ็นบีที (NBT) เพิ่มมากขึ้น เพราะถ้าเขาจะไปโฆษณาอะไร คือทุกส่วนราชการในประเทศไทยมีงบ ประชาสัมพันธ์เราทราบดี แล้วเขาก็เลือกสื่อที่เขาอยากจะใช้ไปลงหนังสือพิมพ์บ้าง อะไรบ้าง แต่ต่อไปนี้พอโดนข้อนี้เข้าผมว่าเขาถอยกันไปเยอะ จะต้องมาแจงต่อ สตง. ประกาศให้ ประชาชนว่าเขาไปโฆษณาหนังสือพิมพ์ฉบับนี้กี่หน้า เป็นเงินเท่าไร กี่วันต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เอ็นบีที (NBT) นี้จะได้อานิสงส์จากข้อกําหนดนี้ของรัฐธรรมนูญ มันก็อยู่ที่ว่าท่านจะสามารถ ทํารายการ แบ่งรายการอย่างที่กรรมาธิการเสนอให้เป็นที่รองรับความต้องการของหน่วย ราชการ แล้วก็มีการช่วยการผลิตอย่างที่ท่านบอกแล้ว เอ็นบีที (NBT) นี้มีเครือข่ายที่ใหญ่โตมาก มีสถานีลูกอยู่ในภูมิภาคถึง ๘ แห่ง สามารถสนับสนุนการทําข่าว การผลิตรายการต่าง ๆ ได้ และผมก็ไปมาเกือบทุกแห่งแล้ว สถานีแต่ละแห่งก็มีความกว้างขวางใหญ่โตและทันสมัย บุคลากรก็ดูใช้ได้ทั้งนั้น ฉะนั้นผมก็คิดว่าการเสนอปรับปรุงเอ็นบีที (NBT) ที่ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาก็น่าจะลองดู มีคณะกรรมการมาปฏิรูป มาคิดว่าเราจะปฏิรูปเอ็นบีที (NBT) ให้เป็นหน่วยงานแบบไหน ปัจจุบันนี้มันมีกฎหมายที่เราสามารถจะออกให้เป็นหน่วยงานอิสระก็ได้ แล้วก็มาสังกัดอยู่ กรมประชาสัมพันธ์ ไม่จําเป็นจะต้องเป็นรูปแบบที่มีอยู่เลย มีกฎหมายหลายฉบับที่ออกมาใช้ ในปัจจุบันนี้กําหนดให้หน่วยงานของรัฐเป็นหน่วยงานอิสระ มีรูปแบบที่ไม่ใช่องค์การมหาชน ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ผมคิดว่าอยากให้ไปในรูปแบบนั้นมากกว่า ก็ยกร่างกฎหมายออกมา แล้วก็ให้สังกัดอยู่กรมประชาสัมพันธ์ก็จะมีความอ่อนตัว แล้วก็จะสามารถดําเนินการในการ ปฏิรูปตามข้อเสนอของท่านได้ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการแบ่งเวลาในการผลิต ทั้งการจ้าง การรับจ้างผลิต ทั้งการจ้างบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทํางานที่ท่านสามารถจะให้ แรงจูงใจเขาได้มากกว่าความเป็นข้าราชการ ก็ขอให้กําลังใจ แล้วก็คิดว่าเราก็ควรจะปฏิรูป หรือปรับปรุงช่อง ๑๑ ให้เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนมากขึ้นเพื่อเขาจะได้มาติดตาม ข่าวสาร ซึ่งเป็นข่าวสารที่สําคัญที่ประชาชนควรจะรับทราบ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านต่อไปขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านสมาชิก ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา เป็นสื่อมวลชน แล้วก็เมื่อ ๒ – ๓ ปีก่อนผมได้รับการแต่งตั้งเป็น คณะกรรมการพัฒนาสถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียงแห่งประเทศไทย เอ็นบีที (NBT) นี่ครับ โดยท่านปนัดดา ดิศกุล ท่านรัฐมนตรีได้ตั้งบอร์ด (Board) ตอนนั้น ผมก็ไปช่วยเขา และ จนกระทั่งตอนนี้ปรับมา ท่าน พลโท สรรเสริญ แก้วกําเนิด มารักษาการอธิบดี ก็มีการปรับ มาตลอด ทีนี้ตอนที่ผมเข้าไปช่วยพัฒนาเขา แล้วทุกวันนี้ผมก็ยังทํางานให้เขาอยู่นะครับ แม้ว่าจะอยู่เดลินิวส์ แต่ว่าตรงนี้มันเป็นประโยชน์กับส่วนรวม ผมก็ไปช่วยนะครับ ก็ได้ทํา รายการรายการหนึ่ง ขณะที่ไปทําก็เห็นปัญหาหลายอย่างของเอ็นบีที (NBT) ที่เอ็นบีที (NBT) เป็นสถานีที่ดีอันหนึ่ง ข้าราชการในนั้นหลายคนเป็นคนดี ผมยืนยัน มีฝีมือด้วย เพียงแต่ว่าเรา ไปสร้างเงื่อนไขให้เขาทํางานไม่ได้ เรานี่ไม่ใช่หมายถึงปัจจุบัน เป็นมาตั้งนานแล้ว และผมก็ดีใจ ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้คิดจะช่วยเขา ช่วยเขาไม่พอ จะช่วยบ้านเมืองด้วย ทําไมผมถึงพูดเช่นนั้น อย่างนี้ครับ เราตั้งสภามาเพื่อจะปฏิรูปประเทศ ๒ สภาแล้ว สภานี้เป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ไม่ใช่พูดเองทําเอง คิดเองทําเอง ไม่ใช่ สิ่งที่เราทําคือเราคิด เสนอ ค้นคว้า หาทาง สิ่งสําคัญ อีกอันหนึ่งก็คือต้องสื่อสาร บอกกับประชาชนเขาว่าทิศทางของประเทศจะไปอย่างไร ไดเรกชัน (Direction) ของเราคืออะไร แต่ที่ผ่านมาก็คือต่างคนต่างทํา ประชาชนก็งง เราทําอะไรที่ซ้ํา ๆ เสียหลายอย่างเพราะว่าเราไม่ได้สื่อสารกัน ทีนี้ประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ายังสับสนกันอยู่ ผมเป็น นักวิชาชีพและเป็นนักวิชาการ หนังสือก็เคยสอน ตําราก็เคยเขียน ผมคิดว่า สทท. หรือเอ็นบีที (NBT) เราจะแยกเขาเป็นสื่อของรัฐ หรือเป็นสื่อมวลชน และต้องกําหนดภารกิจ กําหนด รูปแบบเขาให้ชัดก่อนนะครับ ถ้าเขาเป็นสื่อมวลชนต้องเป็นแบบผมครับ นั่นคือไม่มีนาย มีประชาชนเป็นนาย มีผู้อ่าน ผู้ชมเป็นนาย แต่ถ้าเกิดบอกเป็นสื่อของรัฐ รัฐต้องเป็นนาย รัฐที่ว่าไม่ใช่รัฐบาลนะครับ รัฐก็คือรัฐ ใครจะมาเป็นรัฐบาลก็แล้วแต่ รัฐก็คือรัฐ ทีนี้ส่วนใหญ่ ที่ผ่านมาจะเข้าใจผิดก็คือพอเห็นว่าเอ็นบีที (NBT) เป็นสื่อของรัฐ คนเป็นรัฐบาลก็คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของ แล้วก็ทําตัวเป็นมือปลาหมึกเข้าไปล้วงครับ ล้วงตั้งแต่เวลาทํามาหากิน วิ่งเต้นเส้นสายสารพัด ทําให้องค์กรเขาอ่อนแอ ก็เห็นอยู่ ผมก็สงสารเขานะครับ เห็นเขาในฐานะที่เป็นเพื่อนสื่อเหมือนกัน แม้ว่าผมจะเป็นสื่อมวลชน และเขาเป็นสื่อของรัฐเราเข้าใจกันได้ ทีนี้ผมก็ถามว่าแล้วเราจะแก้อย่างไร ที่จริงเอ็นบีที (NBT) ก็พูดกันหลายรูปแบบนะครับ ตั้งแต่รัฐบาลชุดอดีตเลยว่าจะเป็นองค์การมหาชนบ้าง จะทําโน่นทํานี่บ้าง พูดเสร็จแล้วไม่ได้ทําครับ เพราะว่าไม่มีรัฐบาลชุดไหนหรอกครับ ที่จะปล่อยให้เอ็นบีที (NBT) หลุดจากมือไป เพราะมันเหลืออันเดียวแล้ว ท่านทราบไหมครับ ว่าเอ็นบีที (NBT) ที่ดูแล้ว ดูเหมือนเขาทํางานแล้วก็ไม่ได้เข้าท่าเข้าตาของพวกเรา ที่เรา ก็บอกว่า ทําไปว่าเขาเป็นหอยม่วงบ้าง อะไรบ้าง หรือสมัยก่อน กร๊วกครับ กลมกร๊วก เป็นถึง ขนาดนั้น ไปว่าเขา ผมก็ไปเห็นอันหนึ่งนะครับว่าจุดอ่อนของเขาที่เขามีก็คือเรื่องความเป็น รัฐบาลที่ไปครอบงํา จะทําอย่างไรให้เขามีความอิสระมากขึ้น แต่ว่าคงไม่หลุดไปจากรัฐหรอก อันนี้ที่ท่านจะว่าองค์กรอะไรก็แล้วแต่ผมไม่มีความรู้ตรงนั้น แต่ว่าอันหนึ่งที่ผมมองเห็น ก็คือว่าเอ็นบีที (NBT) ได้รับงบประมาณน้อยมาก ๒๔๐ ล้านบาทต่อปี แล้ว ๒๔๐ ล้านบาทนี้ ไม่ใช่รัฐบาลให้นะ เขาหาเองนะครับ จากการขายเวลาอะไรสารพัดกว่าจะได้มา ขณะที่ทีวีอื่น ที่เป็นสาธารณะเหมือนกัน สาธารณะ ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเป็นสาธารณะไม่จริงครับ ถ้าสาธารณะจริงต้องเหมือนส้วมครับ ประทานโทษ ห้องสุขา เสียสตางค์ ๕ บาทแล้วเข้าไปได้ ใครก็เข้าได้ หน้าไม่เหมือนพรรคพวกก็เข้าได้ แต่หลายที่บางแห่งเข้าไม่ได้ และใช้เงินเยอะด้วย ทีนี้การแก้ปัญหา ถ้าไม่มีเงินเข้ามา โพรดักชัน (Production) แย่ โพรดักชัน (Production) แย่คนไม่ดู คนไม่ดูไม่สื่อสาร เอ็นบีที (NBT) มีหน้าที่สื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชน ไม่ใช่ สื่อสารรัฐบาลกับประชาชนครับ รัฐกับประชาชน อะไรที่เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อสภา อันนั้นเป็นเรื่องของรัฐ แต่ถ้าเกิดเอาลูกเอาเมียรัฐมนตรีมาทํา อันนี้ไม่ใช่รัฐแล้ว เป็นเรื่องของ รัฐบาล เป็นเรื่องของรัฐมนตรีที่คุณพยายามใช้เส้นสายเข้ามา แต่ถ้าเกิดกําหนดให้ชัดว่า ถ้าเกิดคุณเป็นหน่วยงานของรัฐและทําตามนโยบายรัฐให้เขาทําไป มีเสรีภาพตรงนี้เต็มที่ อันนี้คือวิธีการที่จะกําหนดก่อน แม้คุณจะเป็นหน่วยงานอะไรก็แล้วก็แต่เป็นอย่างนี้
ประเด็นที่ ๒ การใส่เงินไปครับ รายการ ๆ หนึ่งค่าโพรดักชัน (Production) ตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ บาท ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อชั่วโมง มีหลายราคา ถ้าจะเอาแบบดาก ๆ ภาษาทีวีสื่อเขาเรียกว่า ดาก ๆ ๒๐,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ทอล์ก (Talk) ๒ คน หันไปหันมา ดูแค่ ๕ นาทีงง เพราะมันหันไปหันมาอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเกิดจะมีภาพทําในสถานที่จริง งบประมาณก็จะไปถึงแสน ออกกองทีหนึ่ง แต่ที่ไม่ให้ เงินเขาจะบอกให้เขาดีไม่ได้ ผมก็มองนะครับว่าถ้าเกิดเอ็นบีที (NBT) ทําละครเรื่องรักชาติ สร้างปทัสถานใหม่ สร้างระบบคิดให้คนไทยใหม่ แทนที่จะเป็นน้ําเน่า ตบตีแย่งสามี แย่งภรรยากัน วนอยู่แค่นั้น ละครไทยมี ๓ ฉาก ฉากหนึ่งห้องนอน ฉากหนึ่งห้องกินข้าว อีกฉากหนึ่งอยู่ในรถ อะไรกัน ประเทศไทยไม่มีคนทํางานเลย ถ้าเกิดเอ็นบีที (NBT) เขามีเงิน นะครับ เขาอาจจะทําละครรักชาติ คนทํามาหากิน ขยันขันแข็ง ต่อสู้ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แล้วประสบความสําเร็จ อาจจะมีอิจฉาตาร้อน มีอะไรบ้าง ดรามา (Drama) บ้าง ทําได้ครับ แต่ท้ายสุดจบแล้ว คนทําดีได้ดี ทําชั่วได้ชั่ว อย่างนี้ก็สื่อสารได้ การปฏิรูปประเทศที่สําคัญคือ การลิเทอเรซี (Literacy) การให้ความรู้กับประชาชน ให้ความรู้ไม่ใช่อ่าน ก. ไก่ ข. ไข่ แต่ให้ ความรู้เรื่องการเมือง เรื่องประเทศชาติ สร้างศิลปวัฒนธรรม ปลูกสํานึก อบรมไม่พอต้องบ่ม นิสัย บ่มให้คนไทยเป็นคนต่อสู้ คนทํางาน คนขยัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เอ็นบีที (NBT) ไม่ทํา ทั้งสิ้นครับ แต่เขาไม่มีเงิน เขาไม่มีเงินครับ ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้ทาง พลโท สรรเสริญ แก้วกําเนิด ก็ได้คุย คือ ครม. ก็คุยให้หน่วยงาน งบประมาณประชาสัมพันธ์ที่ผมดูผ่าน ๆ นะครับ ของหน่วยงานรัฐที่เป็นงบประชาสัมพันธ์ แท้ ๆ โดยไม่ต้องผ่านโครงการปีหนึ่ง ๗,๐๐๐ ล้านบาท ทําไมครับ เอามาสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สิครับ ๗๐๐ ล้านบาท หน่วยงานราชการนี้คุณจะประชาสัมพันธ์อะไรก็แล้วแต่ ไปจ้างเอกชน อะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้ามาผ่านเอ็นบีที (NBT) นี้ขอ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มาเผยแพร่ทางนี้เสีย ก็จะทําให้เอ็นบีที (NBT) มีเงินมาพอจะอยู่ได้ พอจะทํารายการดี ๆ แล้วสื่อสาร ดีกว่า เผาเวลาทิ้งไปวัน ๆ สิ่งเหล่านี้ผมว่าทําเป็นเรื่องของการปฏิรูป แล้วทําได้เลย แล้วเขาก็ทําแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเซ็นเอ็มโอยู (MOU) กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อจะเอางบนี้มาช่วยเขาแล้ว แล้วก็ไม่ใช่จะจบแค่รัฐบาลนี้ ผมอยากให้กรรมาธิการเขียนฝังเข้าไปเลยครับ ว่างบของรัฐ ประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ก็หน่วยงานของรัฐมีทําไมคุณไม่อุดหนุนกันเอง คุณไปอะไร หรือแม้กระทั่ง กสทช. มีเงินเหลือแบ่งมาก็ได้นะครับ ทางเอ็นบีที (NBT) เขาไม่เกี่ยง แล้วก็ จะทํารายการดี ๆ ถ้าได้เงินแล้วรายการไม่ดีตําหนิเขาเลยครับ แล้วมาบอกผมด้วย ผมจะช่วย ตําหนิเขา ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านวรวิทย์นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร หมายเลข ๘๕ ขออภัยด้วยค่ะ เมื่อสักครู่ไม่ได้ยิน เรียกชื่อตัวเอง ดิฉันก็จะมีข้อสังเกต คือพูดถึงเรื่องเอ็นบีที (NBT) นี้ก็พูดกันมาหลายสมัยแล้ว เพราะว่ารัฐบาลเอง โดย ครม. ก็มีหลักการในการจําแนกประเภทหน่วยงานของรัฐนะคะ ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ ไม่ว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าเป็นองค์การมหาชน หรือไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานลักษณะพิเศษอื่น ๆ อย่างที่ท่านกรรมาธิการหลายท่าน ท่าน สปท. หลายท่าน ที่พูดถึงว่า ตอนนี้เอสดียู (SDU) มีเพียง ๒ หน่วยเท่านั้น หน่วยแรกที่ตั้งขึ้นมาเลยนะคะ ก็คือ โรงพิมพ์ของสํานักงานเลขาธิการ ครม. เราจะได้ยินบ้าง แต่ก่อนราชกิจจานุเบกษาอะไร ทั้งหลายนี้ต้องพิมพ์นะคะ ตอนนี้ก็พิมพ์เหมือนกัน โดยโรงพิมพ์ สลค. เป็นคนพิมพ์ตรงนี้ให้ อีกหน่วยหนึ่งที่มี ณ ขณะนี้ก็คือสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของ ก.พ.ร. ๒ หน่วยนี้เป็นเอสดียู (SDU) นะคะ ส่วนหน่วยอื่น ๆ ที่พยายามผลักดันให้เกิดเป็นเอสดียู (SDU) ก็ยังไม่มีการตั้งนะคะ มีแต่ว่าสนใจ แต่ว่าพอถึงเวลาก็ถอย เนื่องจากเอสดียู (SDU) นั้น ไม่ใช่นิติบุคคล เขาจะไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลโดยตรง ถามว่าแล้วงบประมาณได้จากไหน งบประมาณจะได้จากหน่วยงานแม่ ทั้งสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและโรงพิมพ์ สลค. นั้นจะได้งบจากหน่วยงานแม่ ก็คือหน่วยงานแม่ซื้อบริการจากเขานะคะ อย่างกรณีของ ก.พ.ร. สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีนะคะ หน่วยงานแม่ตั้งงบประมาณ แล้วก็เอาเงินนั้นไปซื้อบริการจากลูก จากลูกก็คือทางสถาบันนี้ก็จะรับงานในเรื่องการจ้าง ติดตามประเมินผล รับงานในเรื่องการฝึกอบรมนักบริหารการเปลี่ยนแปลงที่เราจะได้ยิน อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นงบหลักของเขาจะมาจากหน่วยงานแม่ หน้าที่หลักของเขาก็คือ ทํางานให้หน่วยงานแม่ ถ้ามีเวลาเหลือก็จะไปรับบริการให้กับหน่วยงานอื่น อย่างเช่นโรงพิมพ์ เราก็จะพูดว่าถ้ามีเวลาเหลือก็ไปพิมพ์ใบทอดกฐิน ใบผ้าป่าหรืออะไรก็แล้วแต่ให้กับ หน่วยงานอื่น กรณีของสถาบันของ ก.พ.ร. ก็เหมือนกัน ถ้ามีเวลาเหลือก็อาจจะไปรับงานวิจัย ให้กับสถาบันอื่นด้วย ลักษณะงานมันจะเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น ๑. งบประมาณแน่นอนค่ะ การของบประมาณแต่ละปีไม่ได้ขอได้ด้วยตัวเอง ต้องหน่วยงานแม่เป็นคนให้เงินว่าจะให้เงิน หน่วยงานนี้ไปทําอะไร แค่ไหน อย่างไร ประเด็นที่ ๑ เรื่องงบประมาณเนื่องจากไม่ใช่นิติบุคคล
ประเด็นที่ ๒ เมื่อสักครู่นี้ดิฉันฟังมาแล้ว ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะลุกขึ้น อภิปรายนะคะ แต่เมื่อได้ฟังการชี้แจงแล้วดิฉันเกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิดของคนที่รับฟัง อยู่ ณ ขณะนี้ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของเอ็นบีที (NBT) เองก็จะเข้าใจผิด ต้องเรียนอย่างนี้ นะคะ สถานภาพของผู้ปฏิบัติงานที่โรงพิมพ์ สลค. เดิม กับสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดีนั้นเป็นลูกจ้างนะคะ ไม่ใช่ข้าราชการ เพราะว่าสถานภาพของหน่วยงานของเขา ไม่ใช่เป็นส่วนราชการ ทีนี้การที่บอกว่าไปแล้วจะมีการคงตําแหน่งไว้ นี่ไม่ใช่นะคะ กรณีก็เหมือน องค์การมหาชน ถ้าเกิดองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ แต่ ครม. ก็เห็นว่าเพื่อที่จะจูงใจให้คน ออกไป ในระยะแรกอาจจะมี พ.ร.บ. สั่งใช้ให้ไปปฏิบัติงาน ถ้ากรณีนี้ไปแล้วสามารถกลับคืน มาได้ แต่ถ้าไปโดยไม่มี พ.ร.บ. สั่งใช้นี้ เขาไปขาดเลยนะคะ นี่คือประเด็นที่บอกว่าไม่มีค่ะ อย่าไปให้ข้อมูลว่าเมื่อไปแล้วทางกรมจะคงตําแหน่งไว้ให้ เดี๋ยวจะเป็นความเข้าใจผิดนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันยืนยันได้ว่าตรงนี้ไม่มี นอกจากจะมี พ.ร.บ. สั่งใช้เท่านั้น เพราะฉะนั้นด้วย ข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมด ๑. เรื่องการคิดโครงสร้างของเอ็นบีที (NBT) นี้มีมานานแล้ว มี พ.ร.บ. องค์การมหาชน กว่าจะให้เป็นองค์การมหาชน มีเอสดียู (SDU) ขึ้นมาก็จะให้เป็นเอสดียู (SDU) เป็นอย่างนี้มาตลอด เพราะเราก็รู้สภาพปัญหาของเอ็นบีที (NBT) ว่าการทํางานของ เขาไม่มีความคล่องตัวอะไร ปัญหาหลาย ๆ ด้านนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็พยายามคิดกันอยู่ ว่าควรจะออกมาเป็นรูปแบบไหน อย่างไร แต่ในข้อเสนอสําหรับวันนี้ การที่จะไม่ให้เป็น ส่วนราชการนั้นก็เป็นข้อคิดที่ดีนะคะว่า มันอาจจะเป็นรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ส่วนราชการ แต่การ จะเป็นเอสดียู (SDU) ก็จะต้องเป็นข้อคิดอีกแบบหนึ่งนะคะ แม้กระทั่งองค์ประกอบของ คณะกรรมการของการที่จะเป็นเอสดียู (SDU) นั้น ส่วนใหญ่ก็จะประกอบด้วยองค์ประกอบ ของคณะกรรมการในส่วนราชการเป็นหลัก เพราะว่าเหมือนเป็นลูกของหน่วยงานแม่ จะต้อง ทํางานบริการหน่วยงานแม่เป็นหลัก แล้วสถานภาพไม่ใช่เป็นข้าราชการนะคะ เพราะฉะนั้น นี่คือประเด็นที่ดิฉันอยากจะนําเรียนว่าเห็นด้วยในการที่อาจจะไม่ใช่ส่วนราชการ แต่ควรจะ เป็นรูปแบบไหนต้องคิดให้ถี่ถ้วน ให้ถ้วนถี่มากกว่านี้ เงินเดือนได้เยอะกว่าแน่เพราะไม่ใช่เป็น ข้าราชการ เอาแค่ตําแหน่งพนักงานราชการแค่นั้น เราก็กําหนดว่าพนักงานราชการต้องได้ เงินเดือนมากกว่าข้าราชการทั่วไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นกรณีของหน่วยงานที่ไม่ใช่ ส่วนราชการ ไม่ว่าจะพูดถึงองค์การมหาชนหรือพูดถึงหน่วยงานประเภทอื่นใดก็ตามที่ไม่ใช่ ข้าราชการ เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการแน่ ๆ แต่เรื่องอื่น ผลประโยชน์อื่น หรือว่าสวัสดิการ ต่าง ๆ ก็ต้องเป็นอีกส่วนหนึ่ง นี่คือประเด็นที่อยากจะลุกขึ้นมาอภิปราย หลายท่านที่พูด ในที่นี้ที่สมาชิกทุกท่านที่พูด ดิฉันเห็นด้วยทั้งหมดเลยนะคะว่าจะต้องคิดเรื่องนี้ให้ถ้วนถี่ว่า ควรจะเป็นรูปแบบไหน อย่างไร แต่ที่ต้องการลุกขึ้นมาติงก็คือกรณีเรื่องตําแหน่งเท่านั้น ยืนยันนะคะ สามารถมี พ.ร.บ. สั่งใช้ได้ แต่จะสั่งใช้อาจจะรอบเดียวเท่านั้น แต่รอบต่อไป ไม่ใช่แน่นอนค่ะ ขอยืนยันค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณท่านเบญจวรรณนะครับ อดีตเลขาธิการ ก.พ. ก็ชัดเจนมากในการชี้แจง ถึงรูปแบบเอสดียู (SDU) ซึ่งความจริงก็มีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แล้ว ก็เป็นรูปแบบใหม่นอกจากองค์การมหาชน แต่ว่าเราก็ยังขยับไปไม่ถึงไหน ดังนั้นขอให้พิจารณา รูปแบบที่มีการนําเสนอในวันนี้ คือเราเสนอมา ๓ รัฐบาลแต่ก็ยังไปไม่ถึงไหนเลย เพราะฉะนั้น ก็ต้องตัดสินใจเสนอแนวทางที่ชัดเจนไปนะครับ ท่านต่อไป ขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ โชคดีที่ผมขึ้นอภิปรายหลังท่านเบญจวรรณ ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านอดีตเลขาธิการ ก.พ. ท่านได้ช่วยเน้นย้ําในสิ่งที่ผมกําลังจะอภิปราย เพราะฉะนั้นคําอภิปรายของท่านก็คงมีน้ําหนัก ผมก็จะลดเนื้อหาที่ผมจะพูด แต่ว่าคงจะมี แทรกเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย ท่านประธานครับ เรื่องการปฏิรูปสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรืออีกชื่อหนึ่ง ช่อง ๑๑ หรืออีกชื่อหนึ่ง เอ็นบีที (NBT) หรืออีกชื่อหนึ่ง หอยม่วง เป็นประเด็น ที่มีการพูดคุยกันมาโดยตลอดเป็นสิบ ๆ ปีก็ว่าได้ แทบจะกล่าวได้ว่าเกือบทุกงานของรัฐบาล พอแถลงนโยบายจะเริ่มทํางานปั๊บ เกือบจะเป็นเรื่องแรกที่รัฐมนตรีสํานักนายกรัฐมนตรี ที่กํากับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ กํากับดูแลช่อง ๑๑ จะต้องรับงานไปทําก็คือไปพิจารณา เปลี่ยนแปลง ผอ. ช่อง ๑๑ หรืออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับว่าขั้วรัฐบาล ที่ขึ้นมาตอนหลังนั้นเป็นคนละขั้วกับขั้วแรกที่เป็นรัฐบาลอยู่ก่อนหรือเปล่า แทบจะเป็น ประเพณี แต่เป็นประเพณีที่ไม่สู้จะดีนัก มีการศึกษามาหลายรูปแบบในเรื่องของโครงสร้าง การบริหารงานของช่อง ๑๑ ผมขออนุญาตเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าช่อง ๑๑ ก็แล้วกันครับ พี่น้องทางบ้านรับชมรับฟังอยู่จะได้เข้าใจง่าย ๆ ไม่อยากจะใช้คําเสียดสีว่าหอยม่วง มันจะดู รุนแรงไป รูปแบบการปรับโครงสร้างนั้นเป็นสิ่งที่มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องบอกว่า ช่อง ๑๑ นั้นเปรียบเสมือนลูกฟุตบอลทางการเมือง จะถูกเตะไปเตะมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ปีแล้วปีเล่า รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า เดี๋ยวศึกษา ๆ ศึกษาแล้วก็ไม่ได้ทําสักทีหนึ่ง คําตอบอยู่ใน การอภิปรายของท่านสมาชิกก่อนหน้ากระผม คือโครงสร้างที่คิดกันมานั้นต้องบอกว่ามีผู้ได้ มีผู้เสีย เป็นโครงสร้างที่ยังไม่ตกผลึกดีนัก มีข้อดี มีข้อเสียอยู่แตกต่างกันไป แล้วแต่จะหยิบเอา มุมไหน ประเด็นไหนขึ้นมาพิจารณา ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าจะเสนอให้เป็นรัฐวิสาหกิจ ก็ต้อง บอกว่ารัฐวิสาหกิจที่เป็นสื่อนั้นจะคิดในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก พูดง่าย ๆ ว่าทํามาหารับประทาน เซ็งลี้ หาสปอนเซอร์ (Sponsor) หาโฆษณาให้เยอะ ๆ เพื่อจะได้กําไรเยอะ ๆ นั่นเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่สู้จะเหมาะสมนักกับช่อง ๑๑ เพราะโดยอุดมการณ์นั้นรัฐประสงค์ที่จะให้มีสื่อของรัฐ เพื่อไว้ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ซึ่งอันนี้ไม่ผิดครับ อุดมการณ์หรือวัตถุประสงค์ตั้งแต่ ตอนเริ่มต้นเมื่อ ๒๐ กว่าปี ถ้าผมจําไม่ผิดสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นั้น วัตถุประสงค์ คือเป็นเช่นนั้นจริง ให้มีสื่อของรัฐที่จะทําประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจระหว่างรัฐ ผลงาน ของรัฐ รัฐบาล กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ หน่วยงานราชการต่าง ๆ กับพี่น้องประชาชน ก็ออกมา ในรูปแบบเช่นนี้ แต่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในที่สุดการบริหารงานนั้นมีปัญหา เพราะพัฒนาการ ของสื่อต่าง ๆ นั้นก้าวหน้าไปเยอะ หลักการตอนแรก วัตถุประสงค์ตอนแรกเริ่มเปลี่ยนไป ถ้าจําไม่ผิด ตอนแรกเราบอกว่าช่อง ๑๑ นั้นทําโฆษณาไม่ได้ หาสปอนเซอร์ (Sponsor) ไม่ได้ เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วเป็นเช่นนั้นครับ ใช้งบประมาณจากรัฐอย่างเดียว การบริหารราชการ ในรัฐที่เป็นสื่อนั้นหาจุดสมดุลยาก จุดสมดุลระหว่างความอิสระ การทําสื่อ การรับใช้พี่น้อง ประชาชน ความเป็นกลางทางการเมือง มันรวนไปหมด ในที่สุดมีผู้เสนอว่าถ้าจะให้มีพัฒนาการ ถ้าจะให้มีการปรับปรุงพัฒนาแล้วต้องเป็นสื่อที่สามารถทําโฆษณาได้ หาสปอนเซอร์ (Sponsor) เข้ามาได้ก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย ๆ จากสื่อจากรัฐ จากหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เริ่มมีภาคเอกชนเข้ามา เริ่มมีชกมวยเข้ามา เริ่มมีสารพัดเกมโชว์ (Game Show) เข้ามา มีอะไรเข้ามาในสื่อช่อง ๑๑ มากขึ้น ๆ พูดง่าย ๆ ว่าเริ่มบิดเบี้ยวไป เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่ารูปแบบการเป็นรัฐวิสาหกิจนั้นคงไม่เหมาะแน่นอน
ถัดมาทีวีสาธารณะ ขณะนี้เรามีทีวีสาธารณะคือไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งจําเป็นจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติของตัวเอง อยากจะใส่เอาไว้อย่างไร อยากจะบริหาร อย่างไร อยากจะมีโครงสร้างอย่างไร มีกรรมการอย่างไร มีกรรมการบริหาร รูปแบบกรรมการ บริหารนั้นมาจากการสรรหาอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร ใส่ไว้ให้หมด ผลของค่าตอบแทน เป็นอย่างไร การบริหารเป็นอย่างไร นั่นเป็นทีวีสาธารณะ แต่หาโฆษณาไม่ได้ มีสปอนเซอร์ (Sponsor) ไม่ได้ พูดง่าย ๆ ว่าไม่แสวงหากําไร แล้วก็ไม่แสวงหารายได้
ถัดมาครับ คือรูปแบบอันนี้ที่กําลังพิจารณาเสนออยู่คือเอสดียู (SDU) ซึ่งผม ต้องขอกราบเรียนว่ามีทั้งที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา มีทั้งคุณและโทษ โทษนั้นท่านเบญจวรรณ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้อภิปรายไว้แล้วว่าความมั่นคงของระบบราชการ ของความเป็นข้าราชการ มันจะสั่นคลอน บุคลากรในองค์กรคงจะต่อต้านอันนั้นเป็นเกิดขึ้นแน่นอนจริง ๆ แต่รูปแบบอื่น ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนเสริมเพิ่มเติมก็คือเอสดียู (SDU) หรือหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ในมาตรา ๔๐/๑ ซึ่งมีการปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาบอกว่า หน่วยงานราชการสามารถที่จะเป็นรูปแบบหน่วยบริการพิเศษ หรือเอสดียู (SDU) ได้ แต่ในวรรคสี่ ซึ่งขออนุญาตกราบเรียนและทางกรรมาธิการไม่ได้ กล่าวถึง ผมขออนุญาตกราบเรียนตรงนี้ครับว่า วรรคสี่บัญญัติไว้ว่า รายได้ที่ได้จากการ บริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้นเป็นรายได้ที่ไม่ต้องส่งคลังและไม่ต้องปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง อันนี้เริ่มมีปัญหาครับ หน่วยบริการรูปแบบพิเศษหรือเอสดียู (SDU) นั้นจริง ๆ แล้วก็คือกิ่งก้านสาขาหรือคือการแปลงร่างของส่วนราชการ แต่ไม่เป็น รัฐวิสาหกิจ ไม่เป็นองค์การมหาชน แต่ว่าทํารายได้ ได้ เมื่อได้รายได้แล้วไม่ต้องส่งคลัง อันนี้ ผมต้องขอกราบเรียนว่าเพราะในอดีตที่ผ่านมานั้นต้องบอกว่าช่อง ๑๑ เป็นบ่อเงินบ่อทอง ของนักการเมืองมาเกือบจะทุกยุคทุกสมัยก็ว่าได้ ปฏิเสธไม่ได้ครับ มีใบสั่งให้จัดรายการ อย่างโน้นอย่างนี้ มีออร์เดอร์ (Order) หรือมีคําขอร้องไปที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือ ผอ. ช่อง ๑๑ ให้ช่วยถ่ายทอดสดรายการนี้มีหนังสือมาที่รัฐมนตรีสํานักนายกรัฐมนตรี ที่กํากับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ว่าให้ช่วยถ่ายทอดรายการนี้ช่องนี้ ๆ บางทีกินหัวคิวมาก็มี รับมารายการชั่วโมงละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท อาจจะบอกกรมประชาสัมพันธ์ว่าเขาให้มาชั่วโมงละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อีก ๒๐๐,๐๐๐ บาทก็กินหัวคิวไป เคยมีครับ ไม่รู้ใครกิน ผมไม่ทราบ เช่นนี้ สร้างความหนักใจให้กับรัฐมนตรีที่กํากับกรมประชาสัมพันธ์หรือช่อง ๑๑ มาโดยตลอด ถ้าไปขอ หรือคําสั่งขอ หรือคําขอนั้นมาจากพรรคการเมืองพรรคเดียวกัน บางทีขอฟรีก็มีครับ แต่ถ้ามาจากคนละขั้ว คนละพรรคบางทีก็มีคิดค่าเวลา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องมี การพัฒนาปรับปรุงในระบบการเงินการคลังของช่อง ๑๑ แน่นอน เพราะฉะนั้นเอสดียู (SDU) ถ้าให้บริหาร บริการประชาชนหรือบริการหน่วยราชการอื่นแบบไม่ต้องส่งได้รายได้แล้วไม่ต้อง ส่งคลังอันนี้คงจะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล ข้อสําคัญก็คือเงินบริหารนั้นท่านเบญจวรรณ ได้กล่าวแล้ว ไม่ได้มาจากเงินงบประมาณที่ตัวเองไม่มีสิทธิตั้ง เอสดียู (SDU) ไม่มีสิทธิขอ หรือตั้งงบประมาณของตัวเองต้องเป็นหน่วยงานอื่นที่จะว่าจ้างเอสดียู (SDU) นั้นเป็นคนตั้ง งบประมาณ บอกว่าปี ๒๕๖๑ จะมีการว่าจ้างช่อง ๑๑ ให้ทํารายการนี้ ๆ หน่วยงานนั้นก็ตั้ง งบประมาณ ขึ้นมา แต่เอสดียู (SDU) ไม่มีสิทธิที่จะตั้งงบประมาณของตัวเอง คือพูดง่าย ๆ ว่า เป็นหน่วยราชการที่ไม่ใช่หน่วยราชการ ขออภัย เป็นการแปลงร่างของหน่วยราชการที่พิสดาร ในระดับหนึ่ง อันนี้ก็เกิดความไม่มั่นคงทางเสถียรภาพทางการเงินของเอสดียู (SDU) นั้น ๆ
ประเด็นถัดมาที่ควรจะต้องพูดถึงว่าช่อง ๑๑ นั้นนอกจากจะเป็นเอสดียู (SDU) แล้ว เป็นหน่วยงานองค์การมหาชนแล้ว หรือเป็นลักษณะแบบไทยพีบีเอส (Thai PBS) แล้ว มีรูปแบบไหนที่สามารถเป็นได้ ผมขออนุญาตเสนอเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ คือท่านเอา กึ่งกลางระหว่างองค์การมหาชนกับไทยพีบีเอส (Thai PBS) มาผสมกัน เอสดียู (SDU) นั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปได้ทุกวินาทีครับ ไม่มีความมั่นคงเลย เกิดขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรี ท่านดูสิครับมีมติ คณะรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๐ สมัยท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้ช่อง ๑๑ เป็นเอสดียู (SDU) แล้วมีการปฏิบัติไหม แล้วอย่างนี้จะปฏิรูปได้อย่างไร ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ พรรคการเมืองนี้ มาบอกว่าให้เป็นเอสดียู (SDU) อีกพรรคการเมืองหนึ่งมาบอกว่าไม่เอาแล้ว ล้มเอสดียู (SDU) นี้ไป เปลี่ยนแปลงใหม่ มันก็จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันไม่มีความมั่นคง ผมเสนอให้ออกเป็น พระราชบัญญัติต่างหาก ท่านเอาไทยพีบีเอส (Thai PBS) มาผสมกับองค์การมหาชน ข้อสําคัญคือ ให้มีความเป็นนิติบุคคล เพราะเอสดียู (SDU) นั้นไม่ได้เป็นนิติบุคคล ถามว่าเอสดียู (SDU) นั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นนิติบุคคล แต่บริหารราชการได้อย่างไรครับ บริหารราชการด้วยการมอบอํานาจ ใช่ไหมครับ อันนี้เป็นไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเอสดียู (SDU) ท่านไปพลิกดู ผมจํามาตราไม่ได้ ให้ต้นสังกัดมอบอํานาจการบริหารต่าง ๆ ให้กับเอสดียู (SDU) นี่จึงพูดได้ว่า เขาอิสระ อิสระคือบริหารตัวเองได้ บริหารตัวเองด้วยอะไร ผู้มีอํานาจ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป มอบอํานาจให้กับตัวเอง แต่กฎหมายก็ไม่ได้บังคับว่าต้องมอบอํานาจเสมอไป จะเอาอํานาจ ที่มอบไปนั้นคืนกลับมาเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นการบริหารจึงไม่มีความมั่นคง ผมจึงเสนอว่า ถ้าท่านจะปฏิรูปเรื่องนี้ ท่านออกเป็นพระราชบัญญัติต่างหาก ร่างใหม่เลยครับ คล้าย ๆ กับ พระราชบัญญัติไทยพีบีเอส (Thai PBS) ให้มีความกลมกลืน ให้มีความทันสมัย ไทยพีบีเอส (Thai PBS) นี้ก็ยังไม่ทันสมัยนะครับ ให้มีกรรมการบริหาร กรรมการอํานวยการ มีผู้อํานวยการ มีการกําหนดเรื่องของงบประมาณได้ มีการตรวจสอบ มีการประเมินผล มีการอะไรต่าง ๆ แล้วก็จะมีความมั่นคงด้วย ไม่ใช่รัฐบาลหนึ่งมาก็เอาเอสดียู (SDU) อีกรัฐบาลหนึ่งมาบอกให้ยุบ เอสดียู (SDU) แล้วเขาจะอยู่กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมขออนุญาตเรียนสรุปจริง ๆ มีข้อมูลอีกเยอะที่ผมจะอภิปรายเอาไว้ตอนซักถาม ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม นะครับ ท่านถัดไปเป็นรองสุดท้าย ตามรายการที่แจ้งมาอภิปราย แต่ยังมีเพิ่มเติมอีกนะครับ ก็คือท่านวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ กระผมต้องขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่นึกถึงช่อง ๑๑ เอ็นบีที (NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่เราจะหมดวาระในอีกประมาณ สัปดาห์ ๒ สัปดาห์ ท่านทําเรื่องนี้แม้ว่าจะสําเร็จเสร็จได้ประการใดหรือไม่ แต่ผมถือว่าเป็น การจุดประกายที่ยิ่งใหญ่และสําคัญของเรื่องวิทยุโทรทัศน์ ผมว่าท่านทํามาหลายเรื่องแล้ว แต่เรื่องนี้เรียนกับท่านประธานตรง ๆ เลยว่าโดนใจผม แล้วผมเชื่อว่าถ้าทําสําเร็จโดนใจ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ท่านประธานทราบแล้วใช่ไหมครับว่าเป็นสื่อ เป็นโทรทัศน์ เป็นวิทยุ แต่ไม่มีคนดูไม่มีคนฟัง ไม่มีคนสนใจจะทําไปหาวิมานอะไรครับท่านประธาน ผมก็ ไม่เข้าใจประเทศนี้นะครับท่าน แล้วเราก็ทํากันอยู่อย่างนี้วันที่ท่านประธานเคยเป็นรัฐบาล ก็รําคาญเหมือนกันว่าช่องนี้ทําไมเป็นอย่างนี้ แล้วเวลาท่านประธานเป็นรัฐบาลมันก็เหมือนกัน เวลาคนจะทําการปฏิวัติรัฐประหารเขาก็คงคิดเหมือนกันนะ แต่เวลาทํามาเสร็จเรียบร้อย ๓ ปี ช่องเอ็นบีที (NBT) มันก็ยังเอนด์ (End) อยู่อย่างนี้ครับท่านประธาน นอกจากมีทีวี วิทยุ และโทรทัศน์แล้วท่านประธานครับ มีเงิน มีงบประมาณ ผมว่าบางทีมากกว่าช่องอื่น ๆ เสียด้วยนะครับ ผมก็ไม่ได้ดูในรายละเอียดของการรายงานว่ามันมีงบประมาณปีละเท่าไร แต่แน่นอนครับผมว่ามากกว่าทีวีบางช่อง บุคลากรก็เยอะแยะ ใช้เงินใช้งบประมาณแล้วไม่ได้ ประโยชน์ดังที่หวัง ดังที่ต้องการ ถามว่าจะใช้เงินใช้งบประมาณของประเทศนี้ไปทําไม ท่านประธานครับเรามีบุคลากร มีทั้งเงิน มีทั้งอํานาจ แต่สถานีโทรทัศน์ช่องนี้ วิทยุคลื่นนี้ สู้เอกชนบางช่องบางคลื่นที่มีคนไม่กี่คน มีงบประมาณไม่เท่าไร พูดง่าย ๆ ได้ตรง ๆ เลยครับ ผมถึงดีใจที่ท่านขุดเรื่องนี้มาทํา ใช้คําว่า ขุด เลยนะครับ เอาเรื่องนี้มาทําเพราะมันเป็นล้าหลัง ไม่มีราคา ไม่น่าดู ไม่น่าภูมิใจ ไม่รู้จะเป็นทําไมวิทยุโทรทัศน์ประเทศไทย ผมเองยังไม่ดูเลย ท่านประธานครับ ผมจึงเห็นว่าท่านทั้งหลายกําลังจะทําแดนสนธยาแห่งนี้ ความจริงสถานี โทรทัศน์เก่า ๆ ที่ท่านเคยทราบว่าบางช่องมันเป็นแดนสนธยาเขาก็พลิกฟื้นให้สว่างไสว กลายเป็นไม่แดนสนธยาได้ ช่องนี้ยังเป็นอย่างไร ก็ยังเป็นชั่วกัลปาวสาน จะเปลี่ยนรัฐบาลมา กี่ยุคกี่สมัย เอาละครับ ผมก็บ่นเรื่องเก่าเท่านั้นเอง ผมเห็นจากข้อเสนอของการปฏิรูป รวมทั้ง แนวทางต่าง ๆ กําหนดระยะเวลา กรอบวิธีทํางานของท่าน ผมดีใจว่าถ้าทําเรื่องอย่างนี้ได้ ตามที่ท่านคิดผมไม่รู้ว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการจะไปต่อจุดใด ที่มันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนี้ได้ ผมอ่านเฉพาะข้อเสนอแนะของท่าน ท่านบอกว่า รัฐบาลต้องกําหนดเป้าหมายและนโยบายการทํางานของโทรทัศน์แห่งประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางข่าวภาครัฐ ภาคประชาชน เป็นที่เชื่อถือ เป็นสื่อของรัฐที่มีความถูกต้อง แม่นยํา รวดเร็ว เวลาทําทีวี วิทยุและโทรทัศน์มันก็ต้องมีจุดขาย แต่ว่าช่องนี้จะขายอะไร จะเอา บันเทิงรื่นเริงแบบเวิร์คพอยท์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะเอาเป็นข่าวก็เป็นอีกช่องหนึ่ง กีฬาก็เป็น อีกช่องหนึ่ง แต่ช่องนี้จุดขายอันสําคัญคือเรื่องข่าวภาครัฐ ภาคประชาชน เป็นที่น่าเชื่อถือ คือพูดง่าย ๆ ว่าจะดูข่าวอันเกี่ยวกับเรื่องรัฐและทั้งหมดทั้งมวล การทํางานของเจ้าหน้าที่ของ รัฐมันทั้งประเทศ ทุกกระทรวง ทบวง กรม แต่ทําไมผมเบื่อข่าวของรัฐ ทําไมไม่ทําจุดขาย ตรงนี้เลยว่าถ้าจะดูเรื่องของรัฐบาลอะไรต่อมิอะไรมันต้องมีวิธีคิด มีวิธีทํา ถ้าท่านเอาเฉพาะ ตรงนี้ถ้าดูกันเผิน ๆ มันธรรมดา แต่ถ้าเอากันจริง ๆ จัง ๆ ผมถือว่าเป็นจุดขายเลยนะ ภาครัฐ ภาคประชาชนเป็นที่เชื่อถือ แถลงข่าวฆ่า ๘ ศพ เปรี้ยง ทําไมต้องให้ภาคเอกชนเขา ทํากัน ช่องนี้ ทั้ง ๆ มันเป็นเรื่องของรัฐ การทํางานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตกยุค ไม่รู้วิธีคิด มันคิดอย่างไรนะครับ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านทําปลุกตรงนี้ เฉพาะถ้าดูช่องนี้เรื่องรัฐนี่เปรี้ยงปร้างเลย เพียงแต่เราทํางานแบบซังกะตายอย่างไรครับ ท่านประธาน เราทําข่าว เราทํารูปแบบ เราทําวิธีการแบบซังกะตาย แบบเดิม ๆ
ประการที่ ๒ ที่ข้อเสนอแนะของท่าน ๗.๒ นี่ผมชอบเหลือเกินครับท่านประธาน ต้องเป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืน บุคลากร ในนั้นบางทีผมเองก็เคยไปทํารายการมา บางรายการผมเคยทําเป็นปี ๆ หลาย ๆ ปี ซังกะตาย กันนะครับท่านประธาน เหมือนเมื่อกี้นี้ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน พลตรี เฉลิมชัย ท่านพูดแล้ว เกิดทั้งการเมือง คือเรื่องระบบราชการ ท่านประธานครับ มันมียศ มันมีขั้น มันมีตําแหน่งแห่งหน เพราะฉะนั้นใครจะขึ้นเป็นซีไหน จะเป็น ผอ. จะเป็นหัวหน้า จะเป็นแผนก มันมองซ้าย มองขวา มองหน้า มองหลัง ความเป็นอิสระในการจะเป็นสื่อมันจบ ลิเกเลิกตั้งแต่ม้วนแรกแล้ว เพราะฉะนั้น ระบบราชการกับความเป็นอิสระในการทําสื่อมันขัดแย้งกันอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ของท่านที่บอกว่าต้องการให้เป็นอิสระ แล้วมีกรรมการขึ้นมาเฉพาะ ผมว่านี่เป็นความคิดที่ ท่านต้องการให้มันเกิดความเป็นอิสระจริง ๆ เพราะถ้าลําพังเราเอาระบบราชการที่เขาทําอยู่ ทุกวันนี้ ปีนี้ ปีหน้า อย่างไรเสียเอ็นบีที (NBT) ก็คือเหมือนเดิม วิทยุประเทศไทยก็เหมือนเดิม ทําไมผมตื่นเช้ามาผมไม่ฟังวิทยุประเทศไทย ทําไมผมไม่ดูช่อง ๑๑ ไม่ดูเอ็นบีที (NBT) เห็นแป๊บรีบไปเลย ทั้งรัฐบาล ทั้งหน่วยงาน ทั้งส่วนที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น ท่านไก่อู ก็ยังเอ้กอี้เอ้กเหมือนเดิม ผมว่าแปลกมาก ทําไมเป็นอย่างนั้น บ้านนี้เมืองนี้เกิดอะไรขึ้น ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าทําตามข้อเสนอของท่านได้มันจะเกิดความเป็นอิสระและมันก็จะ คล่องตัว สื่อทีวี วิทยุและโทรทัศน์ ผมทํารายการวิทยุ ทํารายการทีวี มีความเป็นอิสระ ผมว่า ทําได้เต็มที่ แต่ถ้ามีซีมีขั้นคอยอ่านข่าวเป็น ผอ. เป็นหัวหน้าย้ายไป บางคนมาร้องไห้กับผม อยู่สถานีนั้นถูกเด้งมาที่นี่เพราะไปขัดใจกับคนนั้น แล้วใครมันจะทํางานต่อไป นี่ละจึงเป็น ข้อเสนอที่ท่านเสนอมาผมอยากให้มันเป็นไป
ประการต่อมาในข้อ ๗.๓ ของท่าน เรายังเป็นภาครัฐให้เรา ๖๐ ภาคเอกชน หรือภาคอื่น ๆ ที่มีความรู้ความสามารถมาผสมกันอีก ๔๐ แต่ ๖๐ ไม่ใช่เป็นอย่างเดิมเหมือน อย่างปัจจุบันครับท่านประธาน ต้องปรับรูปแบบ เปลี่ยนวิธีการต่าง ๆ ทั้งหมด จุดขาย ที่ยิ่งใหญ่ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่มีใครเหมือนเราก็คืออํานาจรัฐ ช่อง ๓ ช่อง ๗ ช่องที่ไหนมัน จะมีอํานาจรัฐเท่ากับเหมือนเรา แต่เรามีอํานาจรัฐ มีทั้งเงิน มีทั้งคน แพ้ทุกช่อง เพราะฉะนั้น มีรายละเอียดที่ท่านเป็นข้อเสนอมา แม้ไม่สัมฤทธิ์ผลได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทําอย่างไรให้ผม มีโอกาสดูช่อง ๑๑ สัก ๑๕ นาที ผมก็จะกราบขอบพระคุณแล้วว่าท่านทําได้ ปฏิรูปสื่อของ ประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นจากท่าน แล้วผมเองก็สนใจที่จะดูอยู่บ้าง ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้ว่าช่อง ๑๑ มันอยู่ตรงไหน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านวันชัยนะครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีต เอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ผมก็หวังว่าท่านวันชัยคงจะดูเอ็นบีที (NBT) เพราะว่าเอ็นบีที (NBT) คงลง ๑๕ นาทีแน่นอนครับ ต้องเชียร์ (Cheer) กันหน่อย ท่านประธานครับ สถานีวิทยุแล้วก็ โทรทัศน์ทั้ง ๒ อันขึ้นอยู่กับกรมประชาสัมพันธ์ แล้วกรมประชาสัมพันธ์ก็มีอธิบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นโฆษกของรัฐบาลด้วย คือท่าน พลโท สรรเสริญ แก้วกําเนิด ผมก็อยากจะขอฟังจาก คณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่านโยบาย ท่าที และมาตรการของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คนใหม่นั้นว่าอย่างไร แล้วก็มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนา ๕ ปี เรื่องของการประชาสัมพันธ์ หรือไม่ แล้วก็ข้อคิดเห็นของท่านอธิบดีคนใหม่สอดคล้องกับสิ่งที่ทางกรรมาธิการได้นํามา เสนอกับสภา สปท. ที่นี่หรือเปล่า ผมคิดว่าไม่สามารถที่จะเสนออะไรเป็นเอกเทศหรือว่า ให้ความเคารพ ให้เกียรติกับตัวอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่ ไม่ได้นะครับ อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ต้องถามตัวเราเองเสียก่อนว่า วิทยุและโทรทัศน์ที่เป็นของ รัฐบาลนั้นก็ไม่ใช่องค์กรอิสระ ไม่ใช่องค์กรมหาชน แล้วก็ไม่ใช่องค์กรที่จะทําธุรกิจกําไร หรือที่เขาเรียกว่ามีคอมเมอร์เชียลแอ็กทิวิตี (Commercial Activity) ผมขอยืนยันนะครับ แล้วก็ขอยืนหยัดด้วยว่า วิทยุแล้วก็โทรทัศน์ในสังกัดของกรมประชาสัมพันธ์ รวมทั้งตัว กรมประชาสัมพันธ์ แล้วก็สํานักนายกรัฐมนตรีที่ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาล เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะรัฐบาลใดเมื่อเข้ามารับตําแหน่งหน้าที่แล้ว กรมประชาสัมพันธ์ สถานี วิทยุโทรทัศน์เหล่านี้ต้องทํางานให้กับรัฐบาลนั้น ๆ ครับ เพราะจะต้องเป็นกระบอกเสียงให้ เป็นอื่นไม่ได้ เป็นอิสระไม่ได้ มันเป็นเรื่องของหลักการก่อน อันที่ ๒ อย่าสับสน คําว่า เป็นอิสระ จากคําว่ามีครีเอทิวิตี (Creativity) มีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่เราต้องการคือจะทําอย่างไร ให้บุคลากรของกรมประชาสัมพันธ์ผ่านมาที่สถานีวิทยุแล้วก็โทรทัศน์นั้นมีครีเอทิวิตี (Creativity) มีทักษะในความสามารถในการที่จะเสนอข่าว ไปเลือกเอาสารคดี เอารายการสิ่งที่ดีงาม เอาโครงการในพระราชดําริของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการมาออก มาอธิบาย มูลนิธิต่าง ๆ ที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ทําอะไร สภากาชาดทําอะไร มันมีอะไรเยอะแยะ ไปหมดที่เอาเสนอต่อประชาชนได้ แต่ว่าทําด้วยในเชิงสร้างสรรค์ มีครีเอทิวิตี (Creativity) แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องว่าจะต้องมีงบประมาณมากมาย แค่ไหนก็แค่นั้น แต่ว่าบุคลากรต้องเก่ง ทางด้านเทคนิค เก่งทางด้านคอมมูนิเคชัน (Communication) ก็คือสื่อสาร แล้วก็จัดทํา รูปแบบของการให้ข่าว ให้องค์ความรู้ต่อประชาชนที่มันน่าสนใจ แล้วก็ดูแล้วไม่หลับ จะเป็น เอ็นเอชเค (NHK) จะเป็นบีบีซี (BBC) ซีเอเอส (CAS) ของออสเตรเลีย หรือจะเป็นของซีซีทีวี (CCTV) ของจีน ส่วนใหญ่มันก็เป็นเครือข่ายของรัฐบาลทั้งนั้น แต่ทําไมเขาเสนอข่าว ได้น่าสนใจแล้วก็ทั่วโลก ไม่ใช่เงินตัวเดียวหรือว่าความเป็นอิสระแบบนั้นไม่ใช่ ของจีนก็ยัง ขึ้นกับพรรคคอมมิวนิสต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ จะไปดูจะเป็นภาคภาษาจีนหรือเป็น ภาคภาษาอังกฤษของเขาใช้ได้ทีเดียว สามารถที่จะกระโดดขึ้นมาสู้กับระบอบทุนนิยม ในสังกัดของอัลจาซีราหรือว่าสถานีอื่น ๆ ของฝรั่งมังค่า หรือแม้กระทั่งของญี่ปุ่น หรือว่าของ เกาหลีใต้ได้ เพราะคนของเขามีสติปัญญาประดิษฐ์คิดค้น มีความคิดริเริ่มได้ อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญมันเป็นเรื่องของการฝึกบุคลากรให้มีทักษะเพิ่มขึ้น เข้าโรงเรียนฝึกอบรมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นระยะ ๆ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่จากกรมประชาสัมพันธ์ระดับรองอธิบดีอาจจะถูกย้ายมาเป็นผู้อํานวยการ เอ็นบีที (NTB) ทั้งภาคภาษาไทยหรือว่าเอ็นบีทีโกลบอล (NBT Global) ภาคภาษาอังกฤษ ที่ไปทั่วโลก หรือจะไปที่ตัวสถานีวิทยุ เมื่อเข้ามารับตําแหน่งแล้วไม่ใช่เพราะว่าเป็นแค่ซี ๙ รับราชการมา ๒๐ ปี ๒๕ ปี แต่ว่าคงต้องมาผ่านการฝึกอบรมด้วย เพราะว่าสื่อสมัยนี้ ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้มันก็จะทิ้งไว้ ผมขอย้ําว่าต้องเป็นกระบอกเสียง แล้วก็องค์กรให้กับรัฐ เป็นอื่น เป็นอิสระไม่ได้ครับ จะต้องมีหน้าที่อะไร ๑. ก็คือเอาข่าวคราว เกี่ยวกับรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลายนําไปสู่ประชาชน เป็นการให้ความรู้ เสริมสร้าง ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมว่ารัฐบาลทําอะไรประชาชนต้องรู้ รู้ว่าทําอะไร เอางบประมาณ ไปทําอะไร ประชาชนจะได้มีสิทธิในการที่จะติดตาม ตรวจสอบ หรือว่าจะร้องเรียน หรือจะ เสนอแนะก็ได้ อันนั้นผมคิดว่าเป็นเป้าหมายที่ ๑
อันที่ ๒ คือการให้ความรู้ต่อประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป เพื่อให้เขาเฉลียวฉลาด มีสติปัญญา มีองค์ความรู้มากขึ้น แล้วถามว่าอะไรที่ควรจะเป็นความรู้ที่ไม่ใช่เป็นความรู้ เกี่ยวกับการทํางานหรือว่าการบริการของฝ่ายรัฐ มันก็ต้องถามง่าย ๆ ว่าบริบทของประเทศไทย กับบริบทโลกมันโยงกันอย่างไร ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในเรื่องสิทธิของสัตว์ การปกป้องพืชหวงห้าม ต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นทั่วโลกมันมีกฎเกณฑ์ กติกา พันธกรณี ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีและเป็นสมาชิกอยู่ครับท่านประธาน กรมประชาสัมพันธ์ แล้วก็สถานีวิทยุและโทรทัศน์จะต้องถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนได้รับทราบว่า ไม่สามารถที่จะอยู่โดดเดี่ยวได้ แล้วก็สามารถที่จะมีส่วนร่วมกับความเป็นไปในโลกกว้างได้ ประเด็นปัญหาข้ามเขตแดนที่เรียกว่า ครอส บอร์เดอร์ แอ็กทิวิตี อิชชู (Cross Border Activity Issue) หรือแม้กระทั่งอาชญากรรมข้ามชาติก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องรู้เรื่อง บทบาทของไทยในประชาคมอาเซียน (ASEAN) ก็ไม่ใช่ร้องเพลงอาเซียน (ASEAN) แล้วก็ ชักธง ๑๐ ประเทศ มันไม่ใช่แค่นั้น มันไม่ได้ผิวเผินถึงขนาดนั้น มันก็เป็นหน้าที่ของ กรมประชาสัมพันธ์และเครือข่ายเครื่องมือในการที่จะเอาความรู้ไปให้กับประชาชน นั่นเป็น ประเด็นที่ ๒
อันที่ ๓ มันมีปัญหาอะไรในสังคมไทยครับท่านประธาน ที่เราเหนื่อยหน่ายกัน ก็คือปัญหาเรื่องศีลธรรม ปัญหาเรื่องฆ่ากันง่าย ๆ ๘ ศพ โหดร้าย ทารุณ หั่นเพื่อนสุภาพสตรี ไปหน้าตาเฉย แถมจะเป็นวีรสตรีให้กับสื่อเสียด้วย ต่าง ๆ เหล่านี้ พระสงฆ์องค์เจ้าก็ฆ่า กันเอง วัดวาอารามทั้งหลายก็กลายเป็นที่ทําธุรกิจ นี่เราก็จะเอาภิกษุองค์หนึ่งกลับจาก ประเทศสหรัฐอเมริกามาขึ้นกระบวนการศาลยุติธรรม ใช่หรือไม่ใช่ เรามีปัญหาเรื่องศีลธรรม อย่างลึกซึ้งกว้างขวางในทุกอณู ในทุกวงการของสังคมไทย ข้าราชการก็มีปัญหา สภาพที่เห็น อยู่บนท้องถนน การที่จะไปติดต่ออะไรมันต้องจ่ายโน่นจ่ายนี่อะไรต่าง ๆ แม้กระทั่งรางวัล นําจับสินบนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ส่อไปในเรื่องของการทุจริตมิประพฤติชอบต่าง ๆ เพื่อ หารายได้เอาประโยชน์จากภาษีของราษฎร เพราะฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่อันสําคัญของ กรมประชาสัมพันธ์แล้วก็เครือข่ายของรัฐ คือตัววิทยุ ตัวโทรทัศน์ อาจจะมีตัวโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในอนาคตที่จะต้องส่งเสริมความเข้มแข็งและจิตใจอันเข้มแข็งในแง่ศีลธรรม ของประชาชนชาวไทย กับอีกอันหนึ่งที่จะต้องทําคือต้องปกป้องเยาวชนไม่ให้ถูกมอมเมา การเห็นแก่ตัว การมีลัทธิบริโภคนิยม การเป็นพวกคลั่งชาตินิยมให้เกลียดคนอื่น ๆ ที่มี ความคิดเห็น มีความเชื่อต่าง ผมคิดว่าอันนี้เป็นหน้าที่หลัก ๆ ของกระบอกเสียงของรัฐบาล ไม่ได้เป็นอื่นใด ๆ ทั้งสิ้นครับ แล้วก็จะต้องทํา ๓ – ๔ อย่างนี้เป็นหลัก ไม่อย่างนั้นเราจะสับสน ว่าจะต้องเป็นองค์กรโน่นเป็นองค์กรนี่ เป็นมหาชน หรือจะต้องไปแข่งขันโน่น ไปทําเรตติง (Rating) เรตติง (Rating) ไม่มีความจําเป็นครับ ถ้าเผื่อตื่นเช้าขึ้นมาคุณวันชัยกับผม ๗ โมง แล้วก็ฟัง ก่อนนอนทุ่มหนึ่ง ตอนทานอาหารฟัง หมายความว่านั่นคือประสบความสําเร็จว่า ข่าวของเอ็นบีที (NBT) หรือตัววิทยุเป็นที่น่าสนใจ แล้ววันเสาร์ วันอาทิตย์ มันมีด็อกคิวเมนทารี (Documentary) พวกสารคดีที่จะแนะนําให้ลูกหลานได้ดูได้ สามเณรที่อยู่ที่วัดก็สามารถ ที่จะดูได้ แล้วก็หลักธรรมก็จะมาคุยกันว่า ทําไมคําสั่งสอนต่าง ๆ นั้นมันสอนให้คนต้องอยู่ ด้วยกันอย่างสันติ แล้วทําไมถึงต้องอยู่ด้วยกันอย่างสันติ ผมคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นเป้าหมาย
ส่วนประเด็นสุดท้ายขอแถมนิดหนึ่งนะครับท่านประธาน ผมขอเสนอ ณ ที่นี้ ให้ยุบไทยพีบีเอส (Thai PBS) ครับ ๒,๐๐๐ ล้านบาทมา ๑๐ – ๒๐ ปี ไม่มีประโยชน์อันใด ทั้งสิ้น แล้วมันก็กลายมาเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกอันหนึ่ง เป็นเรื่องของการ สร้างเครือข่าย ผมคิดว่าเอาเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทมาให้กับกรมประชาสัมพันธ์ ให้กับสถานี วิทยุและโทรทัศน์ และทํางานให้เป็นกระบอกเสียง เป็นองค์ความรู้ต่อประชาชน รัฐบาลก็จะ สามารถอธิบายความอย่างชัดเจนต่อประชาชน จะได้เคลื่อนไปด้วยกัน แล้วก็สังคมไทยก็จะ มีศีลธรรม แล้วก็มีความรู้มากยิ่งขึ้นครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ของแถมของท่านกษิตนั้นทําให้พวกเราหายง่วงตอนบ่ายเลยนะครับ โดยเฉพาะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ท่านต่อไปน่าจะเป็น ท่านสุดท้ายนะครับ เป็นท่านที่ ๘ ขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อน สมาชิกครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ครับ ประเด็นที่นําเสนอ ในวันนี้ผมคิดว่ามีความสําคัญ แล้วก็มีความเชื่อมโยงกับเรื่องการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ แต่เข้าใจว่ายังไม่ได้มีการหยิบตรงนี้ขึ้นมาขยายนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าระบบราชการ เป็นเครื่องมือที่สําคัญที่จะทําหน้าที่การปฏิรูปประเทศ แต่ว่าเครื่องมือชิ้นนี้มันวิกฤต และมี ความจําเป็นอย่างยิ่ง ต้องการการปฏิรูป วันนี้กรรมาธิการท่านได้หยิบสื่อในระบบราชการ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สําคัญอันหนึ่งมาปฏิรูป ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณนะครับ แล้วการ เสนอในรูปของเอสดียู (SDU) ผมเข้าใจเอาเองว่าน่าจะเป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ และเป็น ข้อเสนอที่น่าจะยอมรับได้ ถ้าครั้นจะเสนอในเรื่องลักษณะที่เราอยากให้ไปไกลมากกว่านั้น เช่น เป็นองค์การมหาชนหรืออะไรก็ตามแต่นะครับ แต่ว่าผมเข้าใจว่าเท่าที่ฟังดูสุ้มเสียงแล้ว อาจจะไปลําบาก ท่านประธานครับ ปัญหาที่เราพูดกันมาตลอดใน ๓ ทศวรรษ ตั้งแต่เกิด ช่อง ๑๑ ประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของการเมืองแทรกแซง แต่ไม่ได้พูดเรื่องราชการแทรกแซง จริง ๆ ราชการก็เป็นพรรคราชการพรรคหนึ่งเหมือนกัน ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องปัญหา งบประมาณ ซึ่งเราไปหารายได้ไม่ได้ เพราะว่าจะต้องทําหน้าที่พันธกิจตามที่ได้มอบหมายมา ผมคิดว่าท่าน สปท. กษิตพูดถูกนะครับว่าอันนี้ก็เป็นสื่อของรัฐนะครับ ถ้ารัฐบาลก็เป็นสื่อที่ รัฐบาลต้องใช้เป็นเครื่องมือในการที่จะทําหน้าที่เสนอนโยบายอะไรต่าง ๆ และที่สําคัญที่ผมจะ เพิ่มเติมกันในภายหลังว่าจะต้องเป็นสื่อเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ เดี๋ยวผมจะไปเสนอในช่วงหลังอีกทีนะครับ องค์กร ๆ ใดก็ตาม ผมคิดว่าถ้าจะประสบความสําเร็จ แล้วจะต้องทําให้สาธารณชนเข้าใจ ๒ อย่าง ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ อันที่ ๑ คือเรื่อง ไอเดนทิตี (Identity) คือพอพูดออกมาปั๊บ เขานึกภาพออกทันทีนะครับ ถ้าช่อง ๑๑ สามารถ พัฒนาไปถึงจุดหนึ่งที่เรื่องข่าวที่แม่นยํา ชัดเจน และทันการณ์แล้ว อันนี้ก็คือไอเดนทิตี (Identity) เวลาจะติดตามเรื่องการปฏิรูปประเทศก็ต้องติดตามที่ช่องนี้ อันนี้ก็เป็นไอเดนทิตี (Identity) เพื่อนชาวญี่ปุ่น ผมเคยถามนะครับว่า เวลาข่าวที่สับสนในสังคม เขาต้องการเช็ก (Check) ข่าวข้อมูลต่าง ๆ เพื่อความถูกต้องแม่นยําเขาทําอย่างไร เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่า เขาก็ตรวจจากเอ็นเอสเค (NSK) อันนี้ไอเดนทิตี (Identity) ของช่อง ๑๑ เราจะผลักดันไป อย่างไร ผมคิดว่าก็คงต้องเสนอนะครับ และระดมความคิดเห็นจากท่านทั้งหลาย
ประเด็นที่ ๒ คือเครดิทะบิลิตี (Creditability) คือความน่าเชื่อถือ ถ้าช่อง ๑๑ ยังดําเนินทิศทางในข้อจํากัดที่อยู่ภายใต้โครงสร้างระบบราชการ เครดิทะบิลิตี (Creditability) ก็ลําบากนะครับ ลําบากในแง่ที่ว่าหลายท่านก็บอกว่าไม่มีใครดู เพราะความเชื่อถือประการหนึ่ง นะครับ รวมทั้งคุณภาพ เนื้อหา รูปแบบการนําเสนออาจจะน่าเบื่อ อะไรเป็นต้น เพราะฉะนั้น คําว่า เครดิทะบิลิตี (Creditability) มันก็คงเกิดจากการดําเนินการที่มีทิศทาง มีเป้าหมาย มีไอเดนทิตี (Identity) ที่ชัดเจน แล้วเครดิทะบิลิตี (Creditability) คือสร้างจนสังคมยอมรับ และให้ความเชื่อถือนะครับ นั่นเป็นประเด็นที่ผมอยากจะขยายตรงนี้ก่อน
ประเด็นถัดมา คืออยากจะให้มองในจุดแข็งของช่อง ๑๑ นะครับ ผมค่อนข้าง มั่นใจนะครับว่าเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์ที่มีทรัพยากร อุปกรณ์ที่ทันสมัยและอาจจะมากกว่า ช่องอื่นด้วยซ้ําไป อันนี้ผมไม่มีตัวเลขนะครับ แต่ว่าการที่พัฒนาการมาร่วม ๓ ทศวรรษ แล้วก็มีสถานีในภูมิภาค ๘ ภูมิภาค มีข้าราชการทํางานอยู่ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน ถ้าผมจํา ไม่ผิดนะครับ และมีงบประมาณไม่น้อย อันนี้เป็นจุดแข็งมากที่ยากที่จะหาสถานีโทรทัศน์ อื่นใดเข้ามาเทียบเคียงนะครับ จุดอ่อนเราก็อยู่ในโครงสร้างราชการที่ติดไปด้วยระเบียบ อะไรต่าง ๆ แล้วก็กรรมาธิการก็มีความพยายามเสนอให้หลุดพ้นจากพันธกรณีของราชการ ที่ระเบียบอีรุงตุงนังที่ไม่สามารถที่จะทําความคล่องตัวอะไรได้
มีอันหนึ่งที่ผมคิดว่าความกังวลในเรื่องการเมืองแทรกแซง ข้อเสนอนี้ก็ยัง ไม่เห็นทางออกว่าการเมืองจะไม่แทรกแซงอย่างไร อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็ต้องเป็นคน ดูแลเอสดียู (SDU) ประเด็นสําคัญก็คือที่มาของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่จะเป็นคนที่มี ความซื่อตรง มีคุณภาพ แล้วก็เป็นสื่ออาชีพ ตรงนั้นกระบวนการที่จะได้มาซึ่งอธิบดีตรงนี้ ยังไม่ค่อยชัดนะครับ ถ้าจะตอบให้ชัดผมคิดว่าก็แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องข้อจํากัด เรื่องงบประมาณ ท่าน สปท. วรวิทย์เสนอดีครับ ผมคิดว่าการที่ตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์จาก หน่วยราชการต่าง ๆ ๗,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ ๗๐๐ ล้านบาท ๗๐๐ ล้านบาทนี้ผมคิดว่าเสริม กับที่ได้อยู่ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท ถ้าตรงนี้ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาทจะทําให้สื่อ มีคุณภาพได้เลยนะครับ แล้วก็เป็นไปตามที่เราต้องการ
ประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าผมจะเสนอนะครับว่า ภายใต้กรอบเท่าที่มีอยู่ อยากเห็นช่อง ๑๑ เป็นอย่างไร เราจะบอกว่าเป็นสื่อสาธารณะประเภท ๓ หรือว่ามีระเบียบ เอสดียู (SDU) รองรับ ผมเข้าใจว่าภารกิจหรือพันธกิจอันนี้น่าจะรองรับกันได้นะครับ
ประเด็นแรก คือเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้ ผมอยากให้ขยายกินพรมแดน ไปถึงซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) นะครับ การเรียนรู้เพื่อความเป็นพลเมือง อันนี้ เป็นหัวใจสําคัญ เป็นรากฐานของประชาธิปไตยนะครับ ซึ่งก็เป็นภารกิจของการถือกําเนิด ช่อง ๑๑ เหมือนกัน เรื่องประชาธิปไตย พัฒนาประชาธิปไตย ซิวิกเอดูเคชัน (Civic Education) คือการเรียนรู้เพื่อความเป็นพลเมือง มันครอบคลุมไปหมดแล้วครับอันนี้
ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่หนีไม่พ้นคือบริการของข้อมูลข่าวสารของรัฐ อาจจะกิน พรมแดนไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเราหนีไม่พ้นนะครับ วันหนึ่งเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะต้องพัฒนาขึ้นมา
ประเด็นที่ ๓ การส่งเสริมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นภารกิจสําคัญเลยครับ จากนี้ไปอีก ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า
ประเด็นที่ ๔ เนื่องจากมีสถานีภูมิภาคถึง ๘ แห่ง และรัฐบาลบอกว่าภายใน ๒ – ๓ ปีนี้จะมีไวไฟ (WiFi) ติดตั้งทุกหมู่บ้าน ตรงนี้ครับผมคิดว่าเป็นจุดสําคัญทีเดียวที่เรา สามารถที่จะสร้างสื่อกระแสหลักเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดีย (Social Media) โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่เป็นเว็บไซต์ (Web Site) ของช่อง ๑๑ เองนะครับ รวมทั้งสื่อกระแสหลัก ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน แต่ว่าเราก็เปิดพื้นที่ที่จะสร้างสิ่งที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ทําอยู่ เขาเดินทางไปทั่วโลก แล้วเขา ประกาศเมื่อประมาณเดือนที่แล้วบอกว่า ขณะนี้ได้เกิดเฟซบุ๊กคอมมูนิตี (Facebook Community) คือชุมชนเฟซบุ๊ก (Facebook) ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านคน เราก็สามารถที่จะ ใช้สื่อทั้งไวไฟ (WiFi) ทั้งช่อง ๑๑ ที่จะพัฒนาต่อไป แล้วก็มีจุดแข็งตรงโครงสร้างภูมิภาค ก็ทําเอ็นบีทีคอมมูนิตี (NBT Community) เอ็นบีทีคอมมูนิตี (NBT Community) อันนี้ก็ อาจจะได้หลากหลายเลยนะครับ จะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งบ้านเมืองของเราร่ํารวยด้วยระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ แล้วก็เรื่องความหลายหลายทาง วัฒนธรรมเอามาเสนอกันได้เยอะแยะเลย ท่านประธานครับ เทคโนโลยีสมัยใหม่ฝึกหัดไม่มาก หรอกครับ เราก็สามารถเป็นสื่อระดับน้อง ๆ มืออาชีพได้ แล้วมาตัดต่อได้ ผมเชื่อว่าชาวบ้าน ทําได้แล้วนําเสนอกันผมคิดว่าจะมีความตื่นตัวทั่วประเทศ แล้วถ้ายุทธศาสตร์ชาติกําหนดว่า ๒๐ ปีข้างหน้าบ้านของเราจะเป็นแหล่งที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่องเที่ยวเชิงนิเวศผมจะ จบแล้วครับ เป็นแหล่งประชุมนานาชาติ เป็นแหล่งเจรจาสันติภาพ เป็นที่ผู้คนแสวงหาอาหาร สุขภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้มีเท่าเรานะครับ การใช้สื่อจุดแข็งของเอ็นบีที (NBT) เชื่อมกับไวไฟ (WiFi) ในนโยบายที่ทางรัฐบาลที่เดินไปจะสร้างเอ็นบีทีคอมมูนิตี (NBT Community) แล้วอันนั้นผมคิดว่าจะเป็นส่วนสําคัญในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติต่อไปในอนาคต ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ มีท่านสมาชิกจะใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น อภิปรายไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญประธานกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการ และผู้ชี้แจงตอบข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญท่านอภิชาต จงสกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ ผม อภิชาต จงสกุล กรรมาธิการครับ ก็คงต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิก สปท. ทั้ง ๘ ท่าน และเพื่อนสมาชิกที่ได้ให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ สําหรับการจัดทํารายงานของ คณะกรรมาธิการในเรื่องนี้ก็ขอตอบ แต่คงไม่ได้ครบทุกประเด็น แต่ว่าก็คิดว่าในภาพรวม
สําหรับท่านสุรินทร์นั้น ความจริงแล้วทางกรรมาธิการเห็นด้วยว่าถ้าการปฏิรูป มันง่ายคงไม่ตกมาถึงมือกรรมาธิการชุดนี้ต้องทํา เพราะว่าเขาคงทํากันนานแล้ว แต่ว่าทําแล้ว ทําเล่าก็ยังไม่บังเกิดเป็นผลได้ มันเป็นเรื่องยากในการที่จะปรับเปลี่ยนคณะของเอ็นบีที (NBT) การปฏิรูปนั้นก็จะต้องมีคนเห็นด้วย แล้วก็ไม่เห็นด้วยแน่นอน แล้วก็สิ่งที่ทําแล้ว มีปัญหาก็คือ คนที่คิดว่าตัวเองจะต้องเสียเขาคงเพิกเฉยในการที่จะไม่ทํา แล้วก็ในช่วงที่มี ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องของการปรับเปลี่ยนตลอดมามันจะเป็นช่วงรอยต่อ ทางการเมืองทุกครั้ง ออกระเบียบฉบับแรก ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ก็มีการปฏิวัติ พอท่านสุรยุทธ์ ทําในปี ๒๕๕๐ ก็มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี เปลี่ยนรัฐบาลไปสู่การเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่ง ช่วงของท่านอภิสิทธิ์ก็ยังไม่ได้ทําอะไรก็มีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนขั้วการเมืองอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นเรื่องยากสําหรับข้อเสนอของท่านทั้ง ๖ ข้อ ทางกรรมาธิการคิดว่าเห็นตรงกันแล้ว เราสามารถที่จะนําไปปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนของเราได้
ของท่านเลิศรัตน์นะครับ ความจริงแล้วผมกราบเรียนท่านว่าเรื่องเรตติง (Rating) เราคงไม่ได้เอามาแข่งขันระหว่างทีวีสาธารณะกับทีวีเพื่อการธุรกิจ มันแข่งกันไม่ได้ นะครับ สนามคนละสนามอยู่แล้ว แต่ที่เรายกขึ้นมาเพราะว่าเราอยากจะให้เห็นว่าช่องนี้ มันมีคนดูมากน้อยขนาดไหน ก็คงไม่ใช่เป็นความรู้สึกอย่างเดียวว่าท่านไม่ดู ไม่ชอบดู เปิดรีโมต (Remote) ที พอถึงช่องนี้ก็ต้องกระโดดข้ามทุกที อะไรต่าง ๆ แต่ว่าตัวนี้เป็นตัวชี้ ตัวหนึ่งว่ามีคนดูมากน้อยเท่าไร เป็นตัวเลขที่ยืนยันเป็นตัวชี้วัด ส่วนเรื่องของเอสดียู (SDU) ก็ขอกราบเรียนท่านสมาชิกว่าอย่าไปติดกับดักว่าข้อเสนอจะต้องเป็นเอสดียู (SDU) อย่างเดียว หรือจะต้องเป็นรูปแบบนี้เท่านั้น เราศึกษาในรายงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรมหาชนเราก็เห็นข้อดีข้อเสีย จุดเด่นจุดด้อย อะไรต่าง ๆ แม้กระทั่งรัฐวิสาหกิจเปลี่ยนไปรูปนั้นมันก็มีปัญหาทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้น อย่างน้อยเรื่องของเอสดียู (SDU) นี้เรามองเห็นว่าระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีมีแล้วถึง ๒ ช่วงด้วยกัน แล้วก็มีระเบียบเรื่องเงินรายได้ของกระทรวงการคลังออกมาแล้วด้วย แต่ยังไม่ได้ นํามาปฏิบัติ ยังไม่ได้นํามาใช้ เราก็ยกตัวนี้ขึ้นมาเป็นตุ๊กตานํา ถ้าจะมีการปรับเรื่องของโครงสร้าง รูปแบบเอสดียู (SDU) เป็นรูปแบบหนึ่งที่สามารถที่จะเดินเริ่มต้นได้ แต่ว่าจะมีการปรับโฉม ปรับอะไรต่าง ๆ บ้างก็ทําได้นะครับ เรื่องของเงินอย่างที่ท่านวรวิทย์ว่า หรือทางท่านคุณหมอ ชูชัยว่าไว้นี้ผมก็คิดว่ามันก็สอดคล้องกัน เรื่องของการที่จะยึดโยงเอสดียู (SDU) หรือของ เอ็นบีที (NBT) ที่เป็นเอสดียู (SDU) นี้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ต้องเป็นกระบอกเสียง ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นหน้าที่ก็คือจะต้องสร้างความเข้าใจ สื่อสารนําข้อมูลของรัฐไปสร้าง ความเข้าใจให้พี่น้องประชาชน รวมทั้งรับในแนวกลับก็คือสิ่งที่ประชาชนคิด สิ่งที่ประชาชน ต้องการเห็นให้เกิดขึ้นนี้เอ็นบีทีก็จะเป็นส่วนที่สามารถรับมาส่งต่อให้รัฐบาลได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเอสดียู (SDU) อย่างน้อยจะมีแขนที่เกี่ยวกับรัฐบาลก็คือเป็นหน่วยงานของ กรมประชาสัมพันธ์นั่นเองนะครับ แล้วก็รูปแบบที่จะแต่งตัวอะไรต่าง ๆ นี้ผมก็คิดว่าวันนี้ ถ้าเราเริ่มต้นก็คงไปถึงจุดนั้นได้
ส่วนความเห็นของทางกรมประชาสัมพันธ์ คณะอนุกรรมาธิการการวิทยุ โทรทัศน์ได้ไปพบท่านรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้บริหาร รวมทั้งผู้บริหารของ เอ็นบีที (NBT) มาแล้ว มีแต่เสียงว่าเห็นด้วยอยากจะปฏิวัติ ที่สําคัญรอว่าเมื่อไรทาง สปท. นี้ เราจะชงลูกไปสักที เพราะว่าเขาก็รอเตรียมทําหลาย ๆ อย่างเพื่อจะเดินหน้าต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ารายงานฉบับนี้ออกไปกรมประชาสัมพันธ์เขาเตรียมรับเต็มที่ แล้วก็เป็น นโยบายที่เขามีความเห็นพ้องต้องกัน รวมทั้งจะต้องทําตามนโยบายที่ทางคณะกรรมการ ประชาสัมพันธ์แห่งชาติได้กําหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์แล้ว
ข้อเสนอของท่านกษิตหลาย ๆ เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางกรรมาธิการเองเห็นด้วย นะครับ เห็นด้วยทั้งหมด แล้วก็คิดว่าเราสามารถที่จะนํามาขยาย นํามาเขียนให้ชัดเจนมาก ยิ่งขึ้นจากข้อเสนอของท่านครับ เพราะทุกข้อที่ท่านเสนอมาความจริงแล้วในกรรมาธิการเอง เราก็พูดในหลาย ๆ เรื่อง เราต้องการเห็นเอ็นบีที (NBT) เป็นกระบอกเสียงของรัฐต่อไป เป็นช่อง ที่ให้ความรู้นะครับ ละครดี ๆ หลาย ๆ เรื่องถ้าออกช่องอื่นอาจจะมีคนดูเยอะแยะ พอมา ออกเอ็นบีที (NBT) ปรากฏว่าคนดูน้อยมาก น่าเสียดายในหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ เรื่อง สารคดี หลาย ๆ เรื่องก็เช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อไป ทั้งเรื่องของ การสร้างในเรื่องของสังคม ศีลธรรม ปกป้องเยาวชนอะไรต่าง ๆ นั้นยังน้อยมาก ที่สําคัญ การชี้แจงข่าวอะไรต่าง ๆ นั้นเอ็นบีที (NBT) จะต้องทําอย่างรวดเร็วนะครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนทราบจากข่าวช่องอื่น กว่าจะมาเห็นในช่องเอ็นบีที (NBT) ทุกคนไม่สนใจที่จะรับทราบ เพราะว่าทราบจากช่องอื่นมาหมดแล้ว เรื่องของนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ ความจริงแล้วทาง กรรมาธิการเราเคยเขียนในข้อเสนอแนะไว้แล้ว แต่ก็มีการปรับรูปแบบการเขียนไปอาจจะ ไม่ชัดเจน ก็ยอมรับที่ท่านชูชัยเสนอมา แล้วก็คิดว่าจะนําสิ่งนั้นไปปรับปรุง ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานคณิต เชิญสรุปเลยครับ
กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ กระผมในนามของกรรมาธิการก็ขอกราบขอบคุณท่านสมาชิกทั้ง ๘ ท่าน นะครับ ที่เราหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดนี้เพราะว่าอันนี้เป็นสถานีวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย แล้วก็อย่างที่คุณหมอชูชัยได้กล่าว ท่านวันชัยได้กล่าว จุดแข็งในข้อ ๗.๑ ที่เราเสนอก็คือเป็นศูนย์กลางในการตรวจสอบ ในการแจ้งข้อมูลข่าวสารไปสู่ภาคประชาชน อย่างที่ผมได้กราบเรียนแต่ตอนต้น คือคนไม่ค่อยรู้จัก แล้วคนบิดมา แล้วก็เลยช่องนี้ไป คนไม่ค่อยดูอะไรต่ออะไร ประเด็นเหล่านี้เราจึงดูว่า คือในกรรมาธิการของกระผมก็มีการ พูดคุยว่าเราจะอยู่ไปอย่างนี้หรือ เราจะไม่ลองพยายามปฏิรูปดูหรือ หรืออย่างไร หรือเราจะ ทุบทิ้ง เราจะเลิกเลย เขามีโครงข่าย ในกรมประชาสัมพันธ์มีคน ๓๕๐ คน มีงบประมาณ มี ๘ เขต และจุดแข็งก็มี เพราะฉะนั้นทําอย่างไรจึงจะปฏิรูปเอ็นบีที (NBT) ให้ดีขึ้น ในยาม วิกฤต ในอดีตท่านคงเห็นนะครับ มีคนไปอัปลิงก์ (Up Link) ข้อมูล ขึ้นที่นอกประเทศ ช่วงกีฬาสี แล้วก็ขึ้นดาวเทียมส่งกลับมา แล้วมาออกกันในช่องโน่นช่องนี่ในในแซตเทลไลต์ทีวี (Satellite TV) ผู้คนก็สับสน ผู้คนก็แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เอ็นบีที (NBT) นี่ครับ สทท. นี่ครับ ที่จะเป็นตัวยืนยันข่าวให้กับพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนได้ทราบว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือปลอม ทุกวันนี้ท่านจะเห็นนะครับ ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) ในบางยูอาร์แอล (URL) ในไลน์ (Line) ที่ส่งกัน อย่างปลายเดือนตุลาคมนี้ก็มีข่าวว่าจะหยุดตั้งหลายวัน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นการยืนยันตรวจสอบข่าวเหล่านี้ก็จะสามารถตรวจสอบได้จากเอ็นบีที (NBT) จริงอยู่เอ็นบีที (NBT) มีบุคลากร มีงบที่ไม่มากพอ ไม่กระฉับกระเฉงพอที่จะมีเบรกกิงนิวส์ (Breaking News) ทันเหมือนบีบีซี (BBC) เหมือนซีเอ็นเอ็น (CNN) แต่มาช้ายังดีกว่าไม่มา ท่านตรวจสอบข่าวไปที่นี้ได้ ในปัญหาของเอ็นบีที (NBT) ในเรื่องของเงิน คือในการทําอย่างที่ ท่านวรวิทย์เสนอ ขออนุญาตเอ่ยนาม ตั้งแต่ ๕๐,๐๐๐ ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในการทํา ในแต่ละรายการ เพราะฉะนั้นเราก็มองในจุดนี้แล้วก็ในการเสนอขอแก้ไข พ.ร.บ. ประกอบ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ กรรมาธิการของกระผมก็ได้เสนอ ขอแก้ไปแล้ว แล้วก็ผ่านที่ประชุมแห่งนี้ คือสถานีโทรทัศน์สาธารณะมี ๓ ประเภท ที่ผมได้ กราบเรียน มีประเภท ๒ เท่านั้นที่โฆษณาได้เท่าที่จําเป็น คือด้านความมั่นคง เราเสนอขอแก้ ให้ประเภท ๑ คือเรื่องของการศึกษา เรื่องของกีฬา เรื่องของเกษตร กับประเภท ๓ คือเอ็นบีที (NBT) ให้โฆษณาได้เท่า ๆ กัน คือโฆษณาได้เท่าที่จําเป็น เพราะฉะนั้นมันตรวจสอบได้ครับ อันนั้นก็เป็นความพยายามอีกโอกาสหนึ่งซึ่งเราได้ทําไปแล้ว ในข้อเสนอของท่านทั้งหมด เราจะแนบไปในนี้ทั้งหมดเลยนะครับ หลายท่านก็เห็นด้วย หลายท่านก็เห็นต่าง และถ้าจะ เป็นองค์การมหาชนมันก็มีบทเรียนแล้วในอดีต จนกระทั่งบางท่านบอกก็ควรจะไปยึดคืนมา อะไรอย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดเราก็จะใส่ไปในรายงาน แล้วก็เสนอให้รัฐบาล มันอีกหลาย ขั้นตอนครับ รัฐบาลก็จะรับเปเปอร์ (Paper) นี้ไป แล้วก็ไปศึกษาต่อเพิ่มเติมในวิธีการที่เหมาะสม ต่อไป กรรมาธิการต้องขอกราบขอบคุณทั้ง ๘ ท่านครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ ท่านพลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร นะครับ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ความจริงเรื่องของสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย (สทท.) นั้น ก็ได้สนับสนุนการทํางานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มาโดยตลอดนะครับ ในการสื่อสารทั้งการถ่ายทอดสดในวาระที่จําเป็น แล้วก็ในการสื่อสาร ข่าวสารของคณะกรรมาธิการที่มีการแถลงไป แน่นอนว่าทุกคนคาดหวังว่าจะทํางาน เพื่อส่วนรวมดียิ่งขึ้นไปอีกนะครับ เหมือนอย่างที่หลายคนพูดถึงโมเดล (Model) ของ เอ็นเอสเค (NSK) โมเดล (Model) ของบีบีซี (BBC) แต่ขณะเดียวกันข้อจํากัดของการที่อยู่ ในสังกัดของส่วนราชการนั้นจะให้รวดเร็ว แต่ขาดความแน่นอน ขาดความเชื่อถือก็เป็น ปัญหาหนึ่ง ซึ่งส่งผลถึงเรตติง (Rating) เหมือนกัน เขาถึงบอกว่าความเร็วของข่าวลือ ข่าวลับ ข่าวรั่ว เร็วเท่าแสงครับ แต่ข่าวราชการมีความเร็วเท่าเสียง คือมันผิดพลาดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความชื่อถือ สโลว์ บัต ชัวร์ (Slow but sure) เขาถึงบอกว่าอันนี้ก็เป็นจุดแข็งอันหนึ่งนะครับ แต่ว่าอย่าให้แข็งจนกระทั่งเราขาดอีกจุดหนึ่งก็คือความรวดเร็วฉับไว ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์ ก็เป็นปกติครับ ทั้งชื่นชม ทั้งมีวิพากษ์วิจารณ์ ก็หวังว่าจะเป็นข้อหวังดีของสมาชิกที่มีต่อ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สทท. ของเรานะครับ มีผู้อภิปรายที่ยังข้องใจอยากจะ ซักถามหรือทวงถามประเด็นที่ยังไม่ได้รับคําชี้แจงจากกรรมาธิการนะครับ ก็มีท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน แล้วก็มีท่านกษิต ภิรมย์ ท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ใช่ไหมครับ เชิญตามลําดับครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กราบขอบพระคุณ ท่านมากครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. ลําดับที่ ๑๗๓ ท่านประธานครับ ขอความ เมตตาท่านประธานเปิดหน้า ๑๙ รวมทั้งท่านกรรมาธิการด้วยนะครับ ก่อนที่ผมจะให้ดู รายละเอียดว่าผมเห็นอย่างไร ผมจะกราบเรียนว่า เอ็นบีที (NBT) มีวัฒนธรรมองค์กร หรือ เรียกว่า คอร์ปอเรตคัลเจอร์ (Corporate Culture) มานาน เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง และตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารของรัฐนะครับ ผมมีประสบการณ์ ขณะที่สังคมกําลัง ชุลมุนกันไม่มากมาย สถานีโทรทัศน์ของรัฐซึ่งเราเรียกกันว่า ไอทีวี (iTV) ปุ๊บปั๊บก็ออก กฎหมายไปเลย แล้วก็กลายเป็นอิสระ จนเรียกว่าอิสระเกินไป คือทรัพย์สินของรัฐกลายเป็น ทรัพย์สินของคนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทํางาน ก็ไม่อยากจะบอกว่ากลุ่มไหน อย่างไรก็ตาม ท่านประธานก็คงรู้อยู่แก่ใจนะครับ นี่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าต่อไปเป็นเอสดียู (SDU) มันก็ต้องมี ความผูกพันร้อยแปดจิปาถะ ต้องหาเงินนะครับ แล้วก็จะต้องมีคนมาซื้อเวลา สมมุติว่าผมซื้อ เวลาไปแล้ว อยู่ ๆ รัฐบอกว่าเรื่องนี้เรื่องด่วน จะต้องออกเดี๋ยวนี้เลย เป็นอย่างไรครับ เขาเสียหายนะครับ ผมอยากแก้อย่างนี้ครับ ๗ ข้อเสนอแนะ ผมต้องขอบคุณท่านประธาน กรรมาธิการแล้วก็คณะที่รับข้อเสนอของพวกเราไป ข้อเสนอแนะนะครับ เอ็นบีที (NBT) ก็เป็นภาษาอังกฤษไว้ก่อนก็แล้วกันว่า สทท. ควรได้รับการปฏิรูปให้เป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ที่ทันสมัย แล้วท่านก็ใส่ไป ๗.๑ ๗.๒ ๗.๓ ไม่ว่าอะไรกัน พอถึง ๗.๕ เมื่อกี้ท่านประธาน ก็บอกแล้ว เอสดียู (SDU) ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่คิดเบื้องต้น แล้วต่อไปอาจจะเป็นรูปแบบอื่น อีกก็ได้ที่อาจจะดี คืนนี้ท่านกลับไปนอนหลับนะครับ ฝันขึ้นมาแล้วก็รุ่งเช้าอาจจะเปลี่ยนก็ได้ หรือส่งไปที่รัฐบาลท่านก็อาจจะมีอะไรปรับปรุงขึ้นมาก็ได้ ผมอยากแก้อย่างนี้ครับ ข้อ ๗.๕ การปรับรูปแบบการบริหารองค์กรทั้งสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ขอแก้ ควรเป็น อาจเป็น หน่วยงานรูปแบบพิเศษ เซอร์วิส เดลิเวอรี ยูนิต (Service Delivery Unit) เอสดียู (SDU) ก็ได้ อันนี้จะเปิดกว้างให้ท่านสามารถดิ้นออกไปได้ว่าเป็นรูปอื่นอีกก็ได้ถ้ามันมี คนเสนอแล้วดี อย่างนี้มันเหมือนกับว่าใจของท่านกรรมาธิการอยากเห็นอย่างนี้แล้วมันแคบ เกินไป กราบเรียนด้วยความเคารพครับ
ขอเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ครับ
มีนิดเดียวครับท่านประธาน เรื่องเอารายได้ มาจากงบประชาสัมพันธ์นะครับ ไม่ใช่ไปตัดเขามานะครับ หมายถึงว่างบ ๗,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เขาต้องใช้อยู่แล้วในแต่ละปี ใช้ไปผ่านช่องโน้นช่องนี้บ้าง ซื้อสื่ออะไรบ้าง แต่ให้แบ่งสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์มาซื้อของกรมประชาสัมพันธ์ รัฐอุดหนุนรัฐ ดีกว่าคุณมาใช้เขาแล้วคุณก็ใช้ เขาฟรี มาออกกรมประชาสัมพันธ์ เห็นเป็นของรัฐแล้วก็ฟรีตลอด ผมว่าอย่างนี้ไม่ค่อย เป็นธรรม แต่ว่ามาเจือจานเขา เผื่อเขามีกําไรเหลืออาจจะไปสร้างละครดี ๆ เป็นละครน้ําดี ที่ผมอยากเห็นก็ได้ครับ ขอบคุณครับ
ความจริงถ้าเป็นรูปแบบเอสดียู (SDU) โดยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานนั้น ๆ จะต้องตั้งงบจ่ายให้อย่างที่ท่านวรวิทย์เสนอนะครับ เชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ในเอกสารรายงานฉบับนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์มีเนื้อหาที่เป็นข้อมูล ของเอสดียู (SDU) เพราะฉะนั้นถ้าหากจะมีการลงมติต่อไปข้างหน้านี้ ผมเกรงว่ามติที่จะ ออกมามันจะเป็นการสนับสนุนที่จะให้มีการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรของเอ็นบีที (NBT) ช่อง ๑๑ นี้เป็นเอสดียู (SDU) เพียงอย่างเดียว แล้วก็ข้อความบางอย่างเป็นอย่างที่ท่านสุรินทร์ ได้กล่าวไว้ ขออนุญาตเรียนเสนอท่านประธานกรรมาธิการช่วยกรุณารับไว้พิจารณาก็แล้วกัน ครับว่าท่านจะมีการแก้ไขข้อความเพียงใด ประการใด แค่ไหน เพื่อไม่ให้เป็นการผูกมัดมติ ที่จะออกมา อย่างเราได้อภิปรายไว้หลายประเด็นแล้วว่ามันมีโครงสร้างบางอย่างที่จะต้องมี การปรับแก้ ไม่เฉพาะเจาะจงที่จะเป็นเอสดียู (SDU) หรือท่านอภิชาต ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็ได้พูดว่า เราอย่าไปยึดติดกับมัน เราอย่าไปยึดถือกับมันว่าจะต้องเป็นเอสดียู (SDU) อย่างเดียว แต่เอกสารมันเป็นเช่นนั้นครับ เพราะฉะนั้นท่านช่วยกรุณาปรับแก้
ประเด็นถัดมาก็คือ ผมฝากเพิ่มเติม แล้วก็ช่วยกรุณาพิจารณาด้วย เรื่องนี้ มีความเป็นสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ฝากไว้เป็นข้อสังเกตมันจะมีปัญหาในมติที่จะลงต่อไป ผมได้เรียนปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่บางท่าน ท่านก็จะบอกว่าควรจะต้องมีการปรับแก้ แล้วก็ ไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้ทั้งหมด ในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของ หน่วยงานบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในสมัยรัฐบาลท่าน พลเอก สุรยุทธ์ ท่านช่วยกรุณา ดูใน ข้อ ๑๕ ในวรรคสองนะครับ เป็นข้อความที่ผูกมัดไว้เป็นอย่างมาก แล้วก็มีความสําคัญ แล้วจะมีปัญหาในการปฏิบัติต่อไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย เขียนไว้ว่า ในกรณีที่มี กฎหมายกําหนดให้ส่วนราชการใดมีอํานาจออกกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับ และกฎระเบียบ หรือข้อบังคับดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษตาม ระเบียบนี้ ให้ส่วนราชการนั้นดําเนินการแก้ไขกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับนั้นเพื่อมิให้เป็น อุปสรรคต่อการดําเนินงานโดยอิสระของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษตามระเบียบนี้ ทั้งนี้ ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก ก.พ.ร. ข้อความเขียนเอาไว้อย่างนี้ ผมก็ไม่ทราบว่า กฎหมายนี้ออกมาได้อย่างไรในสมัยนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นมันมีความจํากัด มีข้อผูกมัดไว้ หลายอย่างเลย กฎ ระเบียบอะไรที่ส่วนราชการใดมีอยู่แล้วบอกว่าทําให้เอสดียู (SDU) เขาทํางานไม่ได้ ให้ส่วนราชการนั้นแก้ไขกฎระเบียบ ประกาศ คําสั่ง ทั้งหมดเพื่อให้ เอสดียู (SDU) นี้ทํางานได้ อันนี้มันคงไม่ใช่ในยุคสมัยนี้ ผมไม่มีเวลาที่จะพูดนะครับ ถ้าไปดูใน พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างอันใหม่นะครับ แล้วอีกหลายกฎหมายครับ ทําอย่างนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น กฎหมายนี้เขียนเอาไว้ค่อนข้างจะเกิน เพราะฉะนั้นควรจะต้องมีการแก้ไข ผมฝากไว้เป็น ข้อสังเกต ท่านช่วยพิจารณาด้วย ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ยังมีอีก ๒ ท่านครับ ท่านกษิต แล้วก็ท่านชูชัย เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กษิต ภิรมย์ ท่านประธานครับ คือในสรุปรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อความสบายใจก็ต้องบอกว่าที่อยากจะให้เป็น ตามที่เสนอมาคือเอสดียู (SDU) ก็ให้เหตุผลไป ไม่ว่ากัน แต่ทางกระผมได้เสนอให้คงความเป็น หน่วยราชการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องใส่เหตุผลไปด้วยเพื่อจะเสนอต่อรัฐบาล ส่วนรัฐบาล หรือท่านสรรเสริญจะไปว่าอย่างไรทีหลัง แต่ว่าต้องพูดเสียให้ชัดว่ามันต่างคนต่างมีเหตุผล แล้วผมก็ขอยืนยันหลักการเสียก่อนว่าถ้าเผื่อเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ความเป็นอิสระ หรือความเป็นองค์กรที่ไม่ใช่เป็นหน่วยงานของรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มันเป็นไปไม่ได้ กับอันที่ ๒ ท่านประธานกับผมก็อยู่ในแวดวงการเมือง ถ้าเผื่อมันเป็นกรมประชาสัมพันธ์ เป็นสถานีของ รัฐบาล เมื่อมาเป็นรัฐบาลก็สั่งไป ข้าราชการก็ทํา เพราะว่ารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นหน้าที่ที่จะต้อง ตอบสนอง เพราะต้องเป็นกระบอกเสียง แต่ถ้าเผื่อไปเป็นอะไรที่มันไม่ใช่หน่วยราชการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การเมืองก็เข้ามาแทรกแซงแน่นอนครับ คืออย่าเอาเรื่องอะไรที่รู้ ๆ ว่า มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะอะไรที่มันเป็นกึ่งอิสระ หรืออะไรที่มันไม่ใช่หน่วยราชการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การเมืองก็ตามไปแทรกแซง ก็ปล่อยให้มันเป็นส่วนหนึ่งของราชการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มาเป็นรัฐบาล ๑ – ๒ ปี คุณก็ต้องใช้ประโยชน์จากอันนี้เพื่อจะถ่ายทอด นโยบาย มาตรการ อธิบายให้ประชาชน ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของรัฐบาลที่ เข้ามานะครับ มาบริหารราชการ ภาษาอังกฤษใช้คําว่า พรีรอกาทิฟ (Prerogative) มันเป็น พรีรอกาทิฟ (Prerogative) รัฐบาลครับ อย่าให้มันไปเป็นอื่น ไม่อย่างนั้นมีการเมือง เข้ามาแล้วมันก็จะยุ่งขึ้นไปอีกซ้อนหนึ่งครับ ขอบคุณมากครับ
ต้องระมัดระวังเรื่องการขัดรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ นี้มีประการหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐ การปฏิบัติหน้าที่ ของนักข่าวได้รับการประกันความเป็นอิสระเสมอเท่าเทียมสื่อเอกชน เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ดังกล่าวต้องให้ชัดเจนว่าเปลี่ยนสถานะแล้วมีวัตถุประสงค์ชัดเจน แต่ถ้ายังดํารงความเป็น สื่อของรัฐในความหมายที่ต้องทําหน้าที่ส่วนหนึ่งของการเป็นสื่อมวลชน ก็ต้องพึงระวัง ในเรื่องของเจตนารมณ์แล้วก็ตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ชัดเจนในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา แต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเคารพเท่าไร ตรงนี้ก็ต้องระมัดระวัง ทั้งนี้ก็คงปฏิรูปให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เกิดความถูกต้อง เชิญคุณหมอชูชัยครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ พอดีท่านประธาน ชี้ประเด็นเรื่องระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเรื่องเอสดียู (SDU) นะครับว่า สามารถที่จะมี รายได้จากหน่วยราชการต่าง ๆ อยู่แล้ว แล้วท่านวรวิทย์ก็เสนอชัดเจนว่าเรื่อง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ผมคิดว่าถ้าได้มีงบประมาณตรงนี้ ผมขอเสนอเร็ว ๆ นะครับ อาจจะเป็นประโยชน์ บ้างไม่มากก็น้อย เราสามารถที่จะใช้แนวทางประชารัฐที่เขียนในคําปรารภของรัฐธรรมนูญ แล้วเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ คือสร้างผู้สื่อข่าวสาธารณะ อาสาสมัครสาธารณสุขประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน สามารถปฏิรูประบบสุขภาพของชุมชนได้จนโด่งดังไปทั่วโลกนะครับ เพราะฉะนั้นงบประมาณตรงนี้มาสร้างพัฒนาศักยภาพของผู้คนในพื้นที่จะช่วยสังคม อย่างมาก ไม่ว่าในเรื่องการปรองดอง ในการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ผมลองเสนอดูนะครับ พัฒนาศักยภาพ และเทคโนโลยีอย่างที่บอกนะครับ เดี๋ยวนี้ ท่านประธานคงทราบดี เราได้คลิป (Clip) ดี ๆ ในทางที่สร้างสรรค์จากประชาชนคนธรรมดา เยอะเลย แล้วช่วยบ้านเมืองมาก แล้วก็นําตรงนั้นกลายเป็นสื่อกระแสหลักไปทําทีหลัง เพราะว่าสื่อจากประชาชน ทุกคนเป็นสื่อจะมีศักยภาพสูงกว่าสื่ออาชีพจริง ๆ นะครับ ก็ด้วยปริมาณ ด้วยสํานึกสาธารณะ ด้วยความรักถิ่นฐานของบ้านเกิดนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องภาษา ถ้ามีงบประมาณ ถ้าเราใช้ภาษากลางคือภาษาอังกฤษ กับภาษาจีน เพราะเพื่อนคนจีนมาปี ๆ หนึ่งเยอะมากครับ แล้วเป็นซับไทเทิล (Subtitle) ผมคิดว่า จะช่วยทําให้มีความเข้าใจระหว่างเพื่อนบ้านกันมากอย่างดียิ่งนะครับ แล้วก็ช่วงเวลาที่เขามาอยู่ ในประเทศไทยจะสามารถรู้เรื่องราวความเป็นไป รวมทั้งการสื่อสารในเรื่องของเชิงวัฒนธรรม เชิงนิเวศ เชิงอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าตรงนั้นก็จะทําให้เป็นการเชื่อมต่อของชุมชนท้องถิ่นไปถึง โลกาภิวัตน์ครับ ขอเสนอเพิ่มเติมครับ
เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประเด็นก็ยังอยู่ในประเด็นที่ว่ากันไปแล้ว ไม่ได้เสนออะไรใหม่ ประเด็นเรื่องเอสดียู (SDU) นี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ ก็มีหลาย ๆ ท่านอภิปรายแล้วว่า มันจะมีปัญหา ทั้งบุคลากรก็ไม่อยากมา จะไปถามอธิบดีหรือรองอธิบดีคนเดียวไม่ได้ ผมเชื่อ เลยว่าถ้าไปทําโพลล์ (Poll) เดี๋ยวนี้ คนในกรมประชาสัมพันธ์ไม่ต้องการเป็นเอสดียู (SDU) ในฐานะวิทยุเอ็นบีที (NBT) เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ต้องเขียนให้เปิดกว้างเป็นทางเลือก ท่านเสนอให้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปช่อง ๑๑ อยู่แล้ว ก็ให้เขาไปคิดเอาเองว่าจะเป็นอะไร ต้องตัดเรื่องเอสดียู (SDU) ให้หมด อย่าไปคอมมิต (Commit) ตรงนั้น มิเช่นนั้นแล้วก็ เหมือนกับว่า สปท. ไปเสนออย่างนั้น เราก็จะไปเป็นศัตรูกับคนของช่อง ๑๑ โดยปริยาย
ประเด็นที่ ๒ ผมขอพูดเรื่องการไปเอางบประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาท มา ๗๐๐ ล้านบาทนี้ ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่ควรจะใส่ลงไปในรายงานฉบับนี้ เพราะว่า เป็นข้อเสนอที่มันไปบังคับใครเขาไม่ได้ แล้วปัญหาของช่อง ๑๑ ไม่ใช่ปัญหาว่าไม่มีเงินหรือ มีเงิน ระเบียบของช่อง ๑๑ นี้รับเงินเขาไม่ได้ในหลาย ๆ ทาง มันก็ควรจะเป็นเรื่องของการ บริหารจัดการของช่อง ๑๑ เอง หลายคนไม่ทราบหรอกครับว่างบประมาณช่อง ๑๑ ที่ว่ามี ๑๐๐ – ๒๐๐ ล้านบาทนั้น ที่จริงแล้วมีมากกว่านั้น แต่เป็นการจัดสรรงบประมาณผ่าน กรมประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นงบสาธารณูปโภค งบบุคลากรต่าง ๆ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้จ่ายแทนนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงไปมองว่าช่อง ๑๑ มีเงินน้อย เพราะฉะนั้นประเด็น จึงไม่ค่อยตรงกัน แล้วก็อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าข้อเสนอของกรรมาธิการก็มีอยู่แล้ว ๖๐ : ๔๐ ๔๐ คือให้ส่วนราชการเข้ามาทํารายการ ตรงนั้นจะเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ จะเป็นกี่ล้าน ก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่ไปบังคับ บอกไปตัดมา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มันคงไม่มีรัฐบาลไหนกล้าสั่งการ อย่างนั้นหรอกครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ ขอเชิญท่านประธานคณิต สุวรรณเนตร ตอบข้อซักถามสมาชิกครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ คือในที่ประชุมวิป (Whip) ก็เคย หมายถึงเปเปอร์ (Paper) อื่น ๆ นะครับ ในการปฏิรูปของแต่ละกรรมาธิการ แต่ละเปเปอร์ (Paper) นี้ก็อยากจะให้ชี้ไปว่าปัญหาเรา คืออะไร แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เราจะปฏิรูปอะไร ไปทางไหน ทีนี้ตรงนี้ท่านสุรินทร์ ก็เสนอว่าแก้ ควร เป็น อาจ ดีไหม ผมก็รับได้ครับ ทีนี้ถ้าแก้เป็น อาจจะ ได้ไหมครับ คือไม่ใช่ ว่าต้องตรงนี้ คือเราเกรงว่าถ้าตัดเอสดียู (SDU) ออกไปเลย กระทําได้นะครับ แต่ผู้รับเปเปอร์ (Paper) ไปเสร็จปุ๊บ เขาบอกเสนอปฏิรูปแล้วตกลงให้ไปทิศทางไหน อะไรอย่างนี้ครับ ส่วนว่า จะไปในอะไร อย่างไรนั้น ก็เป็นคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่จะรับ เปเปอร์ (Paper) ต่อไป ซึ่งก็มีทิงก์แทงก์ (Think Tank) ของท่านซึ่งคิดได้รอบคอบกว่า คณะกรรมาธิการของกระผมครับ ส่วนที่แก้จาก ควร เป็น อาจ รับแก้ครับ
ขอบคุณท่านประธานคณิตนะครับ ท่านสุรินทร์สั้น ๆ นะครับ
ขอนิดเดียวครับ ผมคิดว่าจะทําให้การลงมติง่ายขึ้น ในข้อเสนอแนะนี้ผมอยากให้จั่วหัวว่า สปท. เห็นด้วยกับการปฏิรูปสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) ให้เป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐที่ทันสมัยเสียก่อน จั่วหัวอย่างนี้นะครับ แล้วค่อยไปบอก ข้อ ๗.๑ ข้อ ๗.๒ เรื่อยไป พอถึงข้อ ๗.๕ ก็เปลี่ยนจาก ควรเป็น อาจจะเป็นเอสดียู (SDU) ก็ได้ ถ้าอย่างนี้ปุ๊บมันจะทําให้การลงมติ รวมทั้งผู้ใหญ่หรือหน่วยไหนที่จะรับไปก็สะดวกในการ ที่จะไปปรับปรุงนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานก็บอกว่าปรับตามที่ท่านสุรินทร์เสนอ ท่านเฉลิมชัย ๒ รอบแล้ว นะครับ ขอสั้น ๆ นะครับ
สั้น ๆ ท่านประธานครับ สําคัญ คําว่า อาจจะ มันควรจะอาจจะได้หลายอย่าง แต่ท่านอาจจะแล้วท่านยกตัวอย่างไว้อย่างเดียวคือ เอสดียู (SDU) นี่ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย ท่านควรจะเพียงแค่ยกตัวอย่างหรือท่านจะใส่ ไว้ว่ามีหลายแนวทาง เช่น ใช้คําว่า เช่น น่าจะเหมาะสมกว่า เช่น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ของท่านก็ว่าไป ท่านอาจจะ แล้วท่านยกตัวอย่างขึ้นมาอันเดียว ผู้อ่านอย่างไรก็ต้องบอกว่าท่านมีหวยล็อก ที่จะให้ออกมาเป็นเอสดียู (SDU) ผมว่ามันดูจะเป็นการผูกมัดในการลงมติ ผมเสนออย่างนั้น ท่านประธานครับ
ทางกรรมาธิการก็รับฟังนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่อง การปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเพื่อยกระดับการสื่อสารของรัฐ ประชาชน และสาธารณะประโยชน์แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ยังมีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ถ้าใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๒๕ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) เพื่อยกระดับการสื่อสารของรัฐ ประชาชน และสาธารณะประโยชน์หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิด การลงคะแนน ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๒๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๑๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับการสื่อสารของรัฐ ประชาชนและสาธารณะประโยชน์นะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการ จะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ และผู้มาชี้แจงทุกท่านนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด มีความประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามีขอเชิญนะครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
วันนี้ไม่มีท่านใดจะขอหารือนะครับ หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วครับ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่าน ผมขอปิดการประชุมครับ